กรมสหกรณ์สานต่ออาชีพ พาลูกหลานกลับบ้านทำการเกษตร

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/640431

วันพฤหัสบดี ที่ 10 มีนาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

นายอัชฌา สุวรรณนิตย์ รองอธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ กล่าวว่า ได้เดินหน้าโครงการนำลูกหลานเกษตรกรกลับบ้าน ปี 2565 ซึ่งเป็นปีที่ 3 ของโครงการฯ เน้นการพัฒนาทักษะในการประกอบอาชีพเพื่อสร้างรายได้ ตั้งเป้าหมายว่าเกษตรกรจะมีรายได้เพิ่มขึ้นร้อยละ 3 จากปี 2564 คาดว่าจะมีเกษตรกรเข้าโครงการประมาณ 884 คน โดยคัดเลือกเกษตรกรในโครงการจากทุกจังหวัด พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่และภาคีเครือข่าย 1,122 คนงบประมาณดำเนินการ 2.5 ล้านบาท สำหรับกลุ่มเป้าหมายเดิมกว่า 500 ราย มุ่งสนับสนุนองค์ความรู้ ปัจจัยต่างๆ ซึ่งจะพัฒนาต่อยอดแต่ละคลัสเตอร์ โดยใช้หัวขบวนแต่ละคลัสเตอร์เป็นหลักในการขับเคลื่อนด้านการตลาด ให้สามารถขยายเครือข่ายพันธมิตรทางการค้า ขยายตลาดในวงกว้าง ทั้งนี้ กำหนดให้มีการติดตามผลการดำเนินการและรายงานทุก 2 เดือน เพื่อให้โครงการเกิดผลสัมฤทธิ์

สำหรับการจัดอบรมนั้นมาจากผลสำรวจของสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) ที่พบว่าเกษตรกรที่เข้าโครงการร้อยละ 77 ต้องการให้มีการจัดอบรมเพื่อพัฒนาทักษะด้านการวางแผนการผลิตและการเพิ่มช่องทางการตลาด ในปีสุดท้ายของโครงการนี้ การต่อยอดครั้งนี้จะเป็นการพัฒนาที่ยั่งยืน เนื่องจากเมื่อเริ่มต้นโครงการในปีแรก เป็นปีของการสร้างโอกาสในการกลับบ้านสร้างฐานด้านการเกษตร ทางกรมส่งเสริมสหกรณ์ เป็นพี่เลี้ยงในการพัฒนา ให้ความรู้และวางแผนการผลิต ร่วมกับภาคีเครือข่าย ในปี 2565 คือการติดอาวุธทางปัญญาด้านการตลาด การจัดหาสินค้า การรวบรวมผลผลิต การออม การบริหารจัดการผลผลิตการเกษตร เชื่อมั่นว่าเกษตรกรที่เข้าโครงการนี้จะสามารถยืนได้และมีความมั่นคงในชีวิตเพิ่มมากขึ้น โดยมีสหกรณ์เป็นศูนย์กลางในการสร้างอาชีพทางการเกษตรที่มั่นคง ในการสร้างงาน สร้างอาชีพเพิ่มรายได้ให้ชุมชนและที่สำคัญคือการทำให้สหกรณ์เป็นที่พึ่งของสมาชิกอย่างแท้จริง

ทั้งนี้ สศก.และกรมส่งเสริมสหกรณ์ ได้ประเมินโครงการลูกหลานเกษตรกรกลับบ้านที่ดำเนินการโดยกรมส่งเสริมสหกรณ์ (ปี 2563-2564) จากการสำรวจเกษตรกรเข้าร่วมโครงการ 500 คน พบว่า 1.เกษตรกรสามารถลดค่าใช้จ่ายจากการลดการใช้สารเคมีหลังเข้าร่วมโครงการรวม 2,406,408 บาทต่อปี

2.เกษตรกรร้อยละ 77.02 มีความพึงพอใจต่อโครงการในด้านการประสานงานหลักสูตรอบรม รูปแบบการดำเนินการและวิทยากร 3.เกษตรกรร้อยละ 88.90 มีคุณภาพชีวิตในด้านต่างๆ ที่ดีขึ้น หลังจากร่วมโครงการ โดยมีความเห็นว่าคุณภาพชีวิตดีขึ้นเพราะสุขภาพดี ลดความเครียด ความเสี่ยงเรื่องสารเคมีและมลพิษทางอากาศ เกิดความภูมิใจในอาชีพเกษตรกรรม และสร้างความสัมพันธ์ที่ดีในครอบครัว ชุมชน ได้เรียนรู้สิ่งใหม่ๆ และ 4.เกษตรกรร้อยละ 99.40 มีการดำเนินการได้ตามแผนการผลิต มีรายได้จากการจำหน่ายผลผลิตทางการเกษตร เฉลี่ยรายละ 8,954 บาทต่อเดือน

‘มนัญญา’ขับเคลื่อนทำสหกรณ์เข้มแข็ง

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/640428

วันพฤหัสบดี ที่ 10 มีนาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

น.ส.มนัญญา ไทยเศรษฐ์ รมช.เกษตรและสหกรณ์ ได้อ่านสารนายกรัฐมนตรีเนื่องในวันสหกรณ์แห่งชาติ ปี 2565 ครบรอบ 106 ปี การสหกรณ์ไทยโดยมี นายระพีภัทร์ จันทรศรีวงศ์นายอำพันธุ์ เวฬุตันติ รองปลัดกระทรวงเกษตรฯ นายวิศิษฐ์ ศรีสุวรรณ์ อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ นายโอภาส ทองยงค์ อธิบดีกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ และผู้เกี่ยวข้อง เข้าร่วมพิธี ที่กรมส่งเสริมสหกรณ์

จากนั้น น.ส.มนัญญา ได้เป็นประธานพิธีวางพานพุ่มถวายสักการะพระราชวรวงศ์เธอกรมหมื่นพิทยาลงกรณ์ พระบิดาแห่งการสหกรณ์ไทย เนื่องในวันสหกรณ์แห่งชาติ ปี 2565 นอกจากนี้ได้เป็นประธานพิธีเปิดงานศูนย์แสดงสินค้าสหกรณ์ไทย ซึ่งเป็นศูนย์แสดงสินค้าออนไลน์ เพื่อให้ผู้ชมหรือผู้ที่สนใจสามารถติดต่อกับสหกรณ์ผู้ผลิตได้โดยตรง เปิดตลาดซื้อขายสินค้าสหกรณ์ไทย ซึ่งมีสินค้าให้จับจ่ายใช้สอยในราคาประหยัดมากมาย ตลอดจนเยี่ยมชมการจัดแสดงนิทรรศการและร้านค้าภายในงาน

ทั้งนี้ กรมส่งเสริมสหกรณ์ มีนโยบายและทิศทางในการพัฒนาระบบสหกรณ์ในโอกาสครบรอบ 106 ปี เพื่อให้สหกรณ์เป็นกลไกในการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมระดับฐานรากของประเทศ ลดความเหลื่อมล้ำ เน้นการจัดตั้งสหกรณ์ที่มีคุณภาพมีความพร้อม สร้างสหกรณ์การเกษตรในระดับอำเภอที่มีความแข็งแกร่ง ส่งเสริมการรวมกลุ่ม พัฒนากระบวนการผลิตสินค้าการเกษตรให้มีคุณภาพ ลดต้นทุนการผลิต สนับสนุนแหล่งเงินทุนในการประกอบอาชีพ และการใช้ประโยชน์จากอุปกรณ์การตลาดที่ได้รับสนับสนุน เช่น ฉาง โกดัง ลานตาก ฯลฯ ส่งเสริมการนำเทคโนโลยีและนวัตกรรมมาใช้ยกระดับสหกรณ์ให้มีประสิทธิภาพ มีธรรมาภิบาล รวมทั้งดำเนินโครงการต่างๆ เพื่อบรรเทาปัญหาความเดือดร้อนของเกษตรกร อาทิ โครงการนำลูกหลานเกษตรกรกลับบ้าน สานต่ออาชีพทางการเกษตร ฯลฯ

ฝนหลวงพิษณุโลกขึ้นบินปฏิบัติการ เดินหน้าทำลายกลุ่มเมฆพายุลูกเห็บ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/640433

วันพฤหัสบดี ที่ 10 มีนาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

นายวงศกฤต ช่างปรีชา หัวหน้าหน่วยปฏิบัติการฝนหลวงภาคเหนือตอนล่าง จ.พิษณุโลก เปิดเผยว่าในช่วงนี้เริ่มเข้าสู่ฤดูแล้งและสภาพอากาศแปรปรวน กรมฝนหลวงและการบินเกษตร ได้กำหนดให้ศูนย์ปฏิบัติการฝนหลวงภาคเหนือ ดำเนินการปฏิบัติการฝนหลวงครอบคลุมพื้นที่จังหวัดภาคเหนือ ได้แก่ เครื่องบิน Super King Air 350 ของกรมฝนหลวงและการบินเกษตร จำนวน 2 ลำ ประจำการที่ศูนย์ปฏิบัติการฝนหลวงภาคเหนือ (ตอนล่าง) จ.พิษณุโลก ดำเนินการในพื้นที่จังหวัดภาคเหนือตอนล่างและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ดำเนินงานปฏิบัติการฝนหลวงในภารกิจยับยั้งการเกิดพายุลูกเห็บด้วยการใช้วิธีโจมตีด้วยพลุซิลเวอร์ไอโอไดด์ โดยการนำสารฝนหลวงซิลเวอร์ไอโอไดด์ เพื่อเร่งกระบวนการทางธรรมชาติ ทำให้ผลึกน้ำแข็งเปลี่ยนสถานะเป็นเม็ดน้ำละลายตกลงมาเป็นน้ำฝน ซึ่งจะช่วยบรรเทาความรุนแรงและความเสียหายแก่ชีวิตและทรัพย์สิน

โดยที่ห้วงที่ผ่านมา หน่วยปฏิบัติการฝนหลวงภาคเหนือตอนล่าง จ.พิษณุโลก ได้นำ Super King Air ดำเนินการในภารกิจยับยั้งการเกิดพายุลูกเห็บด้วยการใช้วิธีโจมตีด้วยพลุซิลเวอร์ไอโอไดด์ โดยการนำสารฝนหลวงซิลเวอร์ไอโอไดด์ ไปโจมตีกลุ่มเมฆฝนในพื้นที่ อ.ชาติตระการ อ.นครไทย อ.วังทอง จำนวน  2 เที่ยวบิน ปรากฏว่า ได้ผลดี มีฝนตกในพื้นที่ แต่ไม่มีลูกเห็บแต่อย่างใดทำให้ทรัพย์สินบ้านเรือนประชาชนเสียหายน้อยมาก นอกจากนี้ หน่วยบินฝนหลวง พิษณุโลก ยังได้ร่วมกับหน่วยฝนหลวง จ.แพร่ ในการบินทำฝนหลวงในพื้นที่ จ.น่าน เพื่อให้เกิดฝนตกในพื้นที่ทางการเกษตร อีกด้วย

ก.เกษตรฯ จับมือ UAE ส่งเสริมการผลิตสินค้าเกษตร-อาหาร สู่มาตรฐานความปลอดภัยระดับสูง

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/640352

ก.เกษตรฯ จับมือ UAE ส่งเสริมการผลิตสินค้าเกษตร-อาหาร สู่มาตรฐานความปลอดภัยระดับสูง

วันพุธ ที่ 9 มีนาคม พ.ศ. 2565, 15.56 น.

“เฉลิมชัย”ดันไทยจับมือ UAE ส่งเสริมการผลิตสินค้าเกษตรและอาหาร มาตรฐาน ปลอดภัยระดับสูง เตรียมชงกรมปศุสัตว์เป็นหน่วยงานหลักขึ้นทะเบียนรับรองโรงงานแปรรูปไก่ ก่อนส่งออก

ดร.เฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ หารือด้านความร่วมมือด้านการเกษตร ร่วมกับ ดร. ธานี บิน อาเหม็ด อัล เซยูดี (H.E. Dr. Thani bin Ahmed Al Zeyoudi) รัฐมนตรีด้านการค้าระหว่างประเทศแห่งสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ณ กระทรวงเศรษฐกิจแห่งสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ เมืองดูไบ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (UAE) 

ทั้งนี้ ดร.เฉลิมชัย กล่าวว่าได้มีการหารือในเรื่องการส่งเสริมการค้าสินค้าเกษตรและอาหาร ซึ่งทั้งสองฝ่ายมีมูลค่าประมาณ 303 ล้านเหรียญสหรัฐ/ปี (หรือประมาณ 10,029 ล้านบาท ณ อัตราแลกเปลี่ยนธนาคารแห่งประเทศไทย วันที่ 8 มีนาคม 2565 โดย 1 เหรียญสหรัฐ = 33.10 บาท) และมีอัตราการเติบโตเฉลี่ยร้อยละ 4.6 ซึ่งกระทรวงเกษตรและสหกรณ์มุ่งหวังให้มีการผลักดัน/ส่งเสริมการค้าสินค้าเกษตรและอาหารระหว่างกันให้มากยิ่งขึ้น

อย่างไรก็ตาม กระทรวงเกษตรและสหกรณ์พร้อมที่จะร่วมมือและสนับสนุน UAE ให้บรรลุวัตถุประสงค์ในการเป็นประเทศที่มีความมั่นคงทางอาหาร ซึ่งวิสัยทัศของ UAE มุ่งมั่นจะเป็นประเทศที่มีความมั่นคงทางอาหารภายในปี 2051 โดยการนำเทคโนโลยี นวัตกรรม และองค์ความรู้ด้านการเกษตร รวมถึงการลงทุนในประเทศอื่น ๆ และการนำเข้าสินค้าเกษตรและอาหารจากประเทศคู่ค้าที่สำคัญ ซึ่งประเทศไทยเป็นประเทศผู้ผลิตสินค้าเกษตรและอาหารที่มีคุณภาพมาตรฐานและความปลอดภัยสูง มีการนำเทคโนโลยีและนวัตกรรมต่าง ๆ มาใช้ตลอดห่วงโซ่การผลิต จึงมุ่งหวังว่าทั้งสองฝ่ายจะสามารถผลักดันให้มีกลไกความร่วมมือด้านการเกษตรระหว่างกัน ตลอดจนส่งเสริมให้เกิดความร่วมมือด้านการลงทุนด้านการเกษตรของภาคเอกชนระหว่างทั้งสองประเทศ

นอกจากนี้ ยังหารือถึงการรับรองให้กรมปศุสัตว์เป็นหน่วยงานหลักในการขึ้นทะเบียนรับรองโรงงานแปรรูปไก่ (system approach) เพื่อการส่งออกไปยัง UAE แทนการส่งเจ้าหน้าที่ไปตรวจสอบรับรองเป็นรายโรงงาน เนื่องจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของ Covid-19 ส่งผลให้การเดินทางมีความยากลำบาก โดยระบบนี้จะทำให้เกิดความสะดวกและประโยชน์ต่อทั้งสองฝ่าย ปัจจุบันการรับรองดังกล่าว กรมปศุสัตว์ของไทยได้การรับรองจากหลายประเทศแล้ว เช่น EU ญี่ปุ่น และเกาหลีใต้ เป็นต้น

สำหรับภาพรวมการค้าสินค้าเกษตร สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์เป็นประเทศคู่ค้าสินค้าเกษตรอันดับที่ 27 ของไทย ในระหว่างปี 2562-2564 มีสัดส่วนการค้าสินค้าเกษตรร้อยละ 0.53 ของมูลค่าการค้าสินค้าเกษตรของไทยกับโลกโดยในปี 2562 มีมูลค่าการค้าสินค้าเกษตร 9,554 ล้านบาทแต่ในปี 2563 มีมูลค่าลดลงเหลือ 8,638 ล้านบาทและในปี 2564 มีมูลค่าเพิ่มขึ้นเป็น 10,462 ล้านบาท คิดเป็นมูลค่าการค้าสินค้าเกษตรเฉลี่ยปีละ 9,551 ล้านบาท โดยมีอัตราการค้าเพิ่มขึ้นเฉลี่ยปีละ 4.64 ต่อปี โดยไทยเป็นฝ่ายได้เปรียบดุลการค้ากับสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์มาโดยตลอด

ส่วนด้านการส่งออกสินค้าเกษตร สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์เป็นตลาดส่งออกสินค้าเกษตรอันดับที่ 24 ของไทย ในระหว่างปี 2562 – 2564 ไทยมีสัดส่วนการส่งออกไปสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ร้อยละ 0.60 ของมูลค่าการส่งออกสินค้าเกษตรไปโลก โดยในปี 2562 ไทยส่งออกไปสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์เป็นมูลค่า 7,468 ล้านบาท และในปี 2563 มีมูลค่าลดลงเหลือ 6,939 ล้านบาทและเพิ่มขึ้นอีกครั้งในปี 2564 เป็น 8,487 ล้านบาท คิดเป็นมูลค่าการส่งออกเฉลี่ยปีละ 7,631 ล้านบาท โดยมีอัตราการส่งออกเพิ่มขึ้นเฉลี่ยร้อยละ 6.60 ต่อปี โดยมีสินค้าส่งออกสำคัญ 5 อันดับแรก ได้แก่ ปลาปรุงแต่ง เบียร์ที่ทำจากมอลต์ ข้าว สับปะรดปรุงแต่ง อาหารสุนัขหรือแมวสำหรับขายปลีก

 ขณะที่การนำเข้าสินค้าเกษตร ไทยนำเข้าสินค้าเกษตรจากสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์เป็นอันดับที่ 38 ของไทย ในระหว่างปี 2562 – 2564 ไทยมีสัดส่วนการนำเข้าจากสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ร้อยละ 0.36 ของมูลค่าการนำเข้าสินค้าเกษตรจากโลกโดยในปี 2562 ไทยนำเข้าจากสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์เป็นมูลค่า 2,086 ล้านบาท และในปี 2563 มีมูลค่าลดลงเหลือ 1,698 ล้านบาท และเพิ่มขึ้นอีกครั้งในปี 2560 เป็น 1,975 ล้านบาท คิดเป็นมูลค่าการนำเข้าเฉลี่ยปีละ 1,920 ล้านบาท มีอัตราการนำเข้าลดลงเฉลี่ยร้อยละ 2.68 ต่อปี โดยมีสินค้านำเข้า 5 อันดับแรก ได้แก่ 1) กากน้ำมัน (ออยล์เค้ก) และกากแข็งอื่น ๆ ที่ได้จากการสกัดไขมันหรือน้ำมันพืช 2) บุหรี่ 3) แวฟเฟิลและเวเฟอร์ 4) ปลาอื่น ๆ แช่เย็นจนแข็ง เช่น ปลาอินเดียนแมคเคอเรล ปลาจะละเม็ดขาว 5) ไม้ต้น ไม้พุ่ม และไม้กอ ชนิดที่ให้ผลไม้หรือลูกนัตที่บริโภคได้ และมีภาพรวมการค้าสินค้าเกษตรและอุตสาหกรรม สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์เป็นประเทศคู่ค้าอันดับที่ 13 ของไทย โดยระหว่างปี 2562-2564 การค้ารวมระหว่างไทยกับสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์มีมูลค่าเฉลี่ยปีละ 311,182 ล้านบาท จำแนกเป็นมูลค่าการส่งออกเฉลี่ยปีละ 76,581 ล้านบาท และมูลค่าการนำเข้าเฉลี่ยปีละ 234,601 ล้านบาท โดยเป็นมูลค่าการค้าสินค้าเกษตรเฉลี่ยปีละ 9,551 ล้านบาทหรือคิดเป็นร้อยละ 3.07 ของมูลค่าการค้ารวมทุกสินค้า 

สกู๊ปพิเศษ : จับตา..ระบบระบายน้ำแม่น้ำตรัง แก้ปัญหาอุทกภัยที่ยั่งยืน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/640201

สกู๊ปพิเศษ : จับตา..ระบบระบายน้ำแม่น้ำตรัง แก้ปัญหาอุทกภัยที่ยั่งยืน

วันพุธ ที่ 9 มีนาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

จังหวัดตรัง เป็นอีกจังหวัดในพื้นที่ภาคใต้ ที่ประสบปัญหาน้ำท่วมเป็นประจำเกือบทุกปี โดยเฉพาะพื้นที่อำเภอเมือง ซึ่งตั้งอยู่ในพื้นที่ลุ่มต่ำ ที่มีแม่น้ำตรังไหลผ่าน

แม่น้ำตรัง เป็นแม่น้ำสายสำคัญของจังหวัดตรังมีต้นน้ำมาจากเทือกเขาด้านตะวันตกในเขตอำเภอทุ่งสง จังหวัดนครศรีธรรมราช ไหลผ่าน 5 อำเภอของจังหวัดตรัง ได้แก่ อำเภอรัษฎา อำเภอห้วยยอด อำเภอวังวิเศษ อำเภอเมือง และไหลลงทะเลอันดามันที่ปากน้ำ อำเภอกันตัง รวมระยะทางยาว 123 กิโลเมตร ดังนั้นหากเกิดฝนตกหนักอย่างต่อเนื่องในพื้นที่ลุ่มน้ำตรัง โดยเฉพาะในบริเวณต้นน้ำที่ป่าไม้ถูกทำลาย และไม่มีแหล่งกักเก็บน้ำขนาดใหญ่ช่วยชะลอน้ำหลาก ทำให้มวลน้ำจำนวนมากจะไหลบ่าลงสู่แม่น้ำตรังทันที

จากสถิติน้ำหลากในรอบ 25 ปี พบว่า จะมีปริมาณน้ำเฉลี่ยถึง 1,400 ลูกบาศก์เมตร(ลบ.ม.) ต่อ วินาที ในขณะที่ประสิทธิภาพการรับน้ำของแม่น้ำตรังรับได้เพียง 600 ลบ.ม.ต่อวินาทีเท่านั้น นอกจากนี้บางช่วงของแม่น้ำยังตื้นเขิน และมีการก่อสร้างสิ่งกีดขวางทางน้ำอีกด้วย ดังนั้นในช่วงฤดูน้ำหลากจึงทำให้น้ำเอ่อล้นตลิ่ง เกิดอุทกภัยน้ำท่วมซ้ำซากมาโดยตลอด

ในปี 2554 พระครูปัญญาวัชราภรณ์เจ้าอาวาสวัดนาเมืองเพชร ตำบลนาโต๊ะหมิงอำเภอเมืองตรัง จังหวัดตรัง จึงได้มีลิขิตให้นำความกราบบังคมทูลพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 ขอพระราชทานโครงการก่อสร้างฝายน้ำล้นและขุดคลองสายใหม่ เพื่อช่วยเหลือราษฎรตำบลนาโต๊ะหมิง และตำบลหนองตรุด อำเภอเมืองตรัง ที่ประสบความเดือดร้อนภัยน้ำท่วมเป็นประจำ

กรมชลประทาน เล็งเห็นความสำคัญในการแก้ไขปัญหาดังกล่าว จึงได้พิจารณาทบทวนผลการศึกษาเดิมที่เคยศึกษาไว้ก่อนหน้านี้มาจัดทำแผนงานศึกษา “โครงการระบบระบายน้ำแม่น้ำตรัง จังหวัดตรัง” ขึ้นในปีงบประมาณ 2556 ต่อมาในปี 2557 กรมชลประทานได้เริ่มดำเนินการโครงการดังกล่าว โดยเปิดประมูลให้บริษัทเอกชนเป็นผู้ดำเนินการ ก่อสร้างในปี 2559 กำหนดแล้วเสร็จในปี 2562 แต่ปรากฏว่างานล่าช้ามากไม่เป็นไปตามแผน บริษัทเอกชนที่ชนะการประมูลดำเนินงานได้แค่ 22% ของแผนงานเท่านั้น กรมชลประทานจึงได้บอกเลิกสัญญาแล้วมาเป็นงานดำเนินการเองในปี 2563 จนถึงปัจจุบัน ณ เดือนมีนาคม 2565 มีผลงานความก้าวหน้าสะสมกว่า 70%

นายประพิศ จันทร์มา อธิบดีกรมชลประทาน เปิดเผยว่า กรมชลประทานจะเร่งรัดการก่อสร้าง โครงการระบบระบายน้ำแม่น้ำตรังดังกล่าว ให้แล้วเสร็จภายในปี 2565 นี้อย่างแน่นอน อย่างไรก็ตาม แม้การก่อสร้างยังไม่แล้วเสร็จ แต่ก็สามารถใช้ประโยชน์จากโครงการในการบรรเทาปัญหาน้ำท่วมได้บางส่วนแล้ว

ก่อนหน้านี้ในช่วงปลายปี 2563 อิทธิพลจากมรสุมตะวันออกเฉียงเหนือที่พัดปกคลุมอ่าวไทยและภาคใต้ ทำให้เกิดฝนตกหนักและเกิดอุทกภัยขึ้นในหลายจังหวัดภาคใต้ รวมทั้งที่จังหวัดตรัง มีมวลน้ำจำนวนมากไหลลงสู่แม่น้ำตรัง กรมชลประทานได้พิจารณาใช้คลองผันน้ำของโครงการระบบระบายน้ำแม่น้ำตรัง ช่วยในการระบายน้ำ ทำให้อำเภอเมืองตรังรอดพ้นจากอุทกภัยมาได้แล้ว

ในฤดูฝนปี 2564-2565 เช่นเดียวกัน กรมชลประทานสั่งการให้เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องเตรียมความพร้อมในการรองรับภาวะวิกฤตหากมีปริมาณน้ำในแม่น้ำตรังเพิ่มสูงขึ้นจนอาจมีผลกระทบกับพื้นที่เศรษฐกิจและชุมชนเมือง จะใช้คลองผันน้ำและประตูระบายน้ำของโครงการฯที่ดำเนินการแล้วเสร็จช่วยบริหารจัดการมวลน้ำ ซึ่งจะสามารถลดปัญหาน้ำท่วม บรรเทาความเดือดร้อนให้กับพี่น้องประชาชนชาวตรังได้

โครงการระบบระบายน้ำแม่น้ำตรัง ประกอบด้วยงานสำคัญๆ คือ คลองผันน้ำ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการระบายน้ำของแม่น้ำตรัง ในเขตพื้นที่ อ.เมือง จ.ตรัง โดยก่อสร้างคลองผันน้ำความยาว 7.6 กิโลเมตร เริ่มตั้งแต่บริเวณหมู่ที่ 1 บ้านหนองตรุด กม.31+000 ของแม่น้ำตรัง ผ่านหมู่ที่ 2 หมู่ที่ 3 ต.หนองตรุดหมู่ที่ 1 ต.นาโต๊ะหมิง และหมู่ที่ 4 ต.บางรัก สิ้นสุดที่บ้านคลองช้าง หมู่ที่ 4 ต.บางรัก อ.เมือง จ.ตรัง ความกว้างท้องคลอง 102 เมตร ลึก 4.5 เมตร สามารถระบายน้ำได้สูงสุด 750 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที เมื่อรวมกับศักยภาพรับน้ำของแม่น้ำตรัง จะสามารถระบายน้ำไม่ให้ท่วมพื้นที่ได้

นอกจากนี้จะมีก่อสร้างประตูระบายน้ำ 2 แห่ง คือ ประตูระบายน้ำบริเวณปากคลองผันน้ำเพื่อใช้ควบคุมและบริหารจัดการน้ำในช่วงฤดูน้ำหลาก และประตูระบายน้ำบริเวณปลายคลองผันน้ำ เพื่อใช้กักเก็บน้ำในช่วงฤดูแล้งรวมทั้งก่อสร้างอาคารประกอบและอื่นๆ บริเวณแนวคลองผันน้ำ ได้แก่ สะพานรถยนต์ จำนวน 6 แห่ง เพื่อเชื่อมต่อการคมนาคมระหว่าง 2 ฝั่งคลอง อาคารรับน้ำจำนวน 24 แห่ง ตลอดแนวคลองผันน้ำเพื่อรับน้ำจากที่ลุ่มต่ำในพื้นที่ข้างเคียงลงสู่คลองผันน้ำ ช่วยบรรเทาปัญหาน้ำท่วมขังในพื้นที่ ตลอดจนก่อสร้างถนนบนคันคลองทั้ง 2 ฝั่งเพื่อสาธารณประโยชน์ พร้อมจะมีการปรับภูมิทัศน์ให้เป็นสถานที่พักผ่อนและออกกำลังกายอีกด้วย

สำหรับประเด็นมูลดินที่เกิดจากงานขุดคลองผันน้ำ ส่วนใหญ่จะถูกนำมาใช้ในงานดินถมบดอัดแน่นบริเวณคันคลองผันน้ำและบางส่วนจะนำไปถมในที่สาธารณะประโยชน์ ที่เหลือกรมชลประทานก็ได้ดำเนินการขายทอดตลาดและนำเงินที่ได้คืนเป็นรายได้แผ่นดิน

“เมื่อโครงการฯ เสร็จสมบูรณ์ นอกจากช่วยบรรเทาอุทกภัยในเขตพื้นที่ ตำบลหนองตรุด ตำบลนาโต๊ะหมิง และตำบลบางรัก อำเภอเมือง จังหวัดตรังประมาณ 10,525 ไร่ ได้อย่างมีประสิทธิภาพแล้ว คลองผันน้ำสามารถเก็บกักน้ำได้ 3.2ล้านลบ.ม. ไว้สำหรับการเกษตร การอุปโภคในฤดูแล้ง เป็นแหล่งน้ำดิบช่วยสนับสนุนการผลิตน้ำประปาประมาณ 1.74 ล้านลบ.ม.ต่อปี รวมถึงช่วยผลักดันน้ำเค็ม โดยมีพื้นที่ได้รับประโยชน์ในฤดูฝน 10,000 ไร่ฤดูแล้ง 3,000 ไร่” อธิบดีกรมชลประทานกล่าวในตอนท้าย

กรมส่งเสริมเกษตรจัดFieldDayนครนายก

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/640204

วันพุธ ที่ 9 มีนาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

นางอัญชลี สุวจิตตานนท์ รองอธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวว่า สำนักงานเกษตร จ.นครนายก จัดงานวันถ่ายทอดเทคโนโลยีเพื่อเริ่มต้นฤดูกาลผลิตใหม่ (Field Day) ปี 2565 ที่แปลงใหญ่มะยงชิดหมู่ 5 ต.ศรีกะอาง อ.บ้านนา จ.นครนายก เพื่อถ่ายทอดเทคโนโลยีด้านการผลิตพืชที่เหมาะสมกับพื้นที่ให้กับเกษตรกรได้เข้ามาเรียนรู้ และสามารถนำไปเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต การลดต้นทุนการผลิต ทำให้ผลผลิตมีคุณภาพสามารถนำไปปรับใช้ให้เกิดประโยชน์ ทั้งด้านการเพิ่มมูลค่าผลผลิต สร้างรายได้เพิ่มขึ้น โดยในปีนี้ได้เลือกมะยงชิด เป็นพืชหลักของการจัดงาน เนื่องจากเป็นสินค้าแปลงใหญ่ที่เป็นอัตลักษณ์ของจังหวัด

สำหรับกิจกรรมถ่ายทอดความรู้ในงาน ประกอบด้วย สถานีเรียนรู้ 4 สถานีคือ 1.เกษตรอัจฉริยะในสวนไม้ผลและนวัตกรรมในการผลิตมะยงชิด 2.การป้องกันกำจัดโรคแมลงศัตรูพืชในแปลงมะยงชิด 3.การดูแลมะยงชิดระยะออกดอก-ติดผล และ 4.การเพิ่มมูลค่าผลผลิตและการตลาดออนไลน์สินค้าเกษตร นอกจากนี้ยังมีการแสดงนิทรรศการและการให้บริการด้านการเกษตร ของหน่วยงานราชการ สถาบันการศึกษา และภาคเอกชน และการแสดงและจำหน่ายสินค้าของกลุ่มแปลงใหญ่, Smart Farmer, Young Smart Farmer และ สถาบันเกษตรกรและวิสาหกิจชุมชน ด้วย

อย่างไรก็ดี งานวันถ่ายทอดเทคโนโลยีเพื่อเริ่มต้นฤดูกาลผลิตใหม่ (Field Day) จัดขึ้นเพื่อเตรียมความพร้อมเกษตรกรก่อนฤดูกาลผลิตใหม่ ทั้งการสนับสนุนให้เกษตรกรมีความรู้ สามารถวางแผนการผลิต เข้าถึงปัจจัยการผลิต บริหารจัดการความเสี่ยง และสร้างความเข้มแข็งให้เกษตรกร พร้อมทั้งกระตุ้นให้เกษตรกรเริ่มต้นการผลิตในปีการเพาะปลูกใหม่ โดยใช้เทคโนโลยีและภูมิปัญญาที่มีความเหมาะสมกับพื้นที่ โดยการเรียนรู้จากแปลงต้นแบบ การเรียนรู้จากเกษตรกรต้นแบบที่ประสบความสำเร็จในการเพิ่มผลผลิต ลดต้นทุนการผลิต และพัฒนาคุณภาพของผลผลิต ภายใต้แนวคิดในการถ่ายทอดความรู้แบบเห็นของจริง

กรมประมงย้ำห้ามค้า กัลปังหา-หอยมือเสือมีโทษหนัก

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/640202

วันพุธ ที่ 9 มีนาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

นายถาวร ทันใจ รองอธิบดีกรมประมง เปิดเผยว่า ได้เร่งดำเนินการสร้างความสมดุลให้กับระบบนิเวศทางทะเลของประเทศไทย ที่เสื่อมโทรมลง จนส่งผลให้เกิดการสูญเสียของระบบหมุนเวียนสารอาหารส่งผลกระทบในวงกว้างต่อสิ่งแวดล้อม โดยเฉพาะแนวปะการัง ซึ่งถือเป็นแหล่งสืบพันธุ์ วางไข่ อนุบาลตัวอ่อนที่หลบภัยของสัตว์น้ำถูกลักลอบเก็บขึ้นมาจำหน่ายในตลาดปลาสวยงาม และอาจด้วยความรู้เท่าไม่ถึงการณ์ของผู้ค้าและผู้ซื้อ จึงขอชี้แจงว่าสัตว์น้ำบางชนิดไม่สามารถซื้อขาย หรือครอบครองได้ ปัจจุบันกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ใช้กฎหมายหลัก 2 ฉบับดังนี้ 1.พ.ร.บ.สงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า 2562 โดยกำหนดให้สัตว์ป่าบางชนิดเป็นสัตว์ป่าคุ้มครอง 2546 ลงวันที่ 10 กรกฎาคม 2546 ตามบัญชี

ท้ายกฎกระทรวงนี้เป็นสัตว์ป่าคุ้มครอง สัตว์ป่าไม่มีกระดูกสันหลังอื่นๆได้แก่ กัลปังหาทุกชนิดในอันดับ (Order)Gorgonacea กัลปังหาดำทุกชนิดในอันดับ(Order) Antipatharia ดอกไม้ทะเลทุกชนิดในอันดับ (Order) Actinaria ปะการังแข็งทุกชนิดในอันดับ (Order) Scleractinia และในอันดับ (Order) Stylasterina ปะการังไฟทุกชนิดในสกุล (Genus) Milleporina ปะการังสีฟ้าทุกชนิดในอันดับ (Order) Helioporaceaปะการังอ่อนทุกชนิดในอันดับ (Order) Alcyonacea หอยมือเสือทุกชนิดในวงศ์(Family) Tridacnidae และ 2.พ.ร.ก.การประมง 2558 ที่แก้ไขเพิ่มเติม

นายถาวร เปิดเผยด้วยว่า กฎหมายทั้ง 2 ฉบับ มีบทกำหนดโทษที่รุนแรง เพื่อป้องกันการกระทำผิด ดังนั้น การเลี้ยงสัตว์ทะเลเพื่อความสวยงามผู้เลี้ยงและผู้ค้า ต้องศึกษาข้อกฎหมายให้ชัดเจนว่าสัตว์น้ำชนิดไหนสามารถเลี้ยงได้ โดยผู้ที่สนใจสามารถสอบถามรายละเอียดได้ที่กองบริหารจัดการทรัพยากรและกำหนดมาตรการ โทร.0-2561-1418 หรือที่เว็บไซต์ www4.fisheries.go.th/fishmanagement

กรมข้าวนำทัพนักวิจัยชิงรางวัลข้าวพันธุ์ใหม่มุ่งส่งออก

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/640205

วันพุธ ที่ 9 มีนาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

น.ส.นนทิชา วรรณสว่าง รองอธิบดีกรมการข้าว กล่าวว่า ได้ร่วมกับสมาคมผู้ส่งออกข้าวไทย สมาคมผู้รวบรวมและจำหน่ายเมล็ดพันธุ์ จัดประกวดข้าวพันธุ์ใหม่ เพื่อการพาณิชย์ ครั้งที่ 1 (2564) มีวัตถุประสงค์เพื่อสรรหาข้าวพันธุ์ใหม่ๆ ที่สามารถยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของข้าวไทยในตลาดโลก ยกระดับการพัฒนา/ปรับปรุงพันธุ์ข้าวไทย ในการพัฒนาพันธุ์ข้าวคุณภาพดีเพื่อการส่งออก พร้อมเชิดชูงานวิจัยนวัตกรรมพันธุ์ข้าวและนักวิจัยข้าวของไทยโดยมุ่งหวังสูงสุดว่าประเทศไทยจะกลับมามีความสามารถในการแข่งขันในตลาดข้าวโลกได้อีกครั้งโดยการประกาศผลและมอบรางวัลในครั้งนี้ได้รับเกียรติจาก นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฎ์รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.พาณิชย์ เป็นประธาน

น.ส.นนทิชา กล่าวต่อว่า การประกาศผลการประกวดข้าวพันธุ์ใหม่เพื่อการพาณิชย์ครั้งนี้ แบ่งประเภทรางวัลออกเป็น 3 ประเภทคือ 1.กลุ่มข้าวหอมไทย 2.กลุ่มข้าวขาวพื้นนุ่ม และ 3.กลุ่มข้าวพื้นแข็ง โดยผลการประกวดผู้ชนะเลิศในแต่ละประเภท ประกอบด้วย 1.กลุ่มข้าวหอมไทย ผู้ได้รับรางวัลชนะเลิศ ได้แก่ ศูนย์วิจัยข้าวปทุมธานี และรางวัลชมเชย ได้แก่ ศูนย์วิจัยข้าวชัยนาท 2.กลุ่มข้าวขาวพื้นนุ่ม ผู้ได้รับรางวัลชนะเลิศ ได้แก่ บริษัทรวมใจพัฒนาความรู้ จำกัด (มูลนิธิรวมใจพัฒนา) และรางวัลชมเชย ได้แก่ ศูนย์วิจัยข้าวชัยนาท 3.กลุ่มข้าวพื้นแข็ง ผู้ได้รับรางวัลชนะเลิศ ได้แก่ ศูนย์วิจัยข้าวพิษณุโลก และรางวัลชมเชย ได้แก่ ศูนย์วิจัยข้าวชัยนาท

อนึ่ง การจัดการประกวดดังกล่าวเป็นการสรรหาและคัดเลือกสายพันธุ์ข้าวใหม่ๆ ที่มีคุณสมบัติทั้งด้านการเพาะปลูกการขัดสี และคุณภาพการหุงต้มที่ดีกว่าข้าวพันธุ์เปรียบเทียบ โดยกำหนดประเภท/ชนิดข้าว 3 กลุ่ม ได้แก่ กลุ่มข้าวหอมไทยใช้พันธุ์ข้าวปทุมธานี 1 เป็นพันธุ์เปรียบเทียบกลุ่มข้าวขาวพื้นแข็ง ใช้พันธุ์ข้าว กข41 และกข85 เป็นพันธุ์เปรียบเทียบ และกลุ่มข้าวขาวพื้นนุ่ม ใช้พันธุ์ข้าว กข79 และ กข87 เป็นพันธุ์เปรียบเทียบปลูกทดสอบในพื้นที่แปลงนาของกรมการข้าว3 แห่ง ได้แก่ ศูนย์วิจัยข้าวชัยนาท ศูนย์วิจัยข้าวขอนแก่น และศูนย์วิจัยข้าวพิษณุโลก มีขั้นตอนการดำเนินการปลูกตามหลักวิชาการ อาทิ การเตรียมแปลงกล้า การตกกล้า การดูแลรักษาแปลงกล้า การเตรียมแปลงปักดำ การปักดำ การดูแลรักษาแปลงปักดำ ฯลฯ ตลอดจนการขัดสีคุณภาพทางเคมีโดยศูนย์วิจัยข้าวปทุมธานีและความหอม (2AP) โดยศูนย์วิจัยข้าวอุบลราชธานี ซึ่งขั้นตอนทั้งหมดได้สิ้นสุดกระบวนเมื่อเดือนธันวาคม 2564

ผู้ตรวจฯลุยติดตามโครงการร้อยเอ็ด เดินหน้าตรวจราชการแบบบูรณาการ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/640203

วันพุธ ที่ 9 มีนาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

นายพิฆเนศ ต๊ะปวง ผู้ตรวจราชการสำนักนายกรัฐมนตรี เขตตรวจราชการที่ 12 ประชุมร่วมกับ นายภูสิต สมจิตต์ ผู้ว่าราชการจังหวัดร้อยเอ็ด เพื่อติดตามผลการดำเนินงานแผนงาน โครงการตามแผนการตรวจราชการแบบบูรณาการ ประจำปีงบประมาณ 2565 รอบที่ 1 โดยมีคณะผู้ตรวจราชการกระทรวง, นายสนอง ดลประสิทธิ์รองผู้ว่าราชการจังหวัดร้อยเอ็ด, นายชูศักดิ์ ราชบุรี ปลัดจังหวัดร้อยเอ็ด, หัวหน้าส่วนราชการ เข้าร่วม ที่ห้องประชุมพระเวสสันดร ชั้น 3 ศาลากลางจังหวัดร้อยเอ็ด

โดยในการประชุมมีประเด็นนโยบายสำคัญ ประกอบด้วย การฟื้นฟูเศรษฐกิจและสังคมจากการระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) การจัดการสิ่งแวดล้อมสีเขียวเพื่อความยั่งยืน ตามแนวทางการพัฒนา เศรษฐกิจชีวภาพ เศรษฐกิจหมุนเวียน และเศรษฐกิจสีเขียว (BCG)  การพัฒนาคุณภาพชีวิตกลุ่มเปราะบางรายครัวเรือน การติดตาม ตรวจสอบ และประเมินผล เพื่อขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ชาติไปสู่การปฏิบัติ เรื่องการเพิ่มมูลค่าสินค้าเกษตรแปรรูปและผลิตภัณฑ์ การเพิ่มศักยภาพและขีดความสามารถของเศรษฐกิจฐานราก การจัดการประมงอย่างยั่งยืน ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2565 การนำเสนอการตรวจติดตามและประเมินผลการดำเนินการตามแผนพัฒนาจังหวัดและกลุ่มจังหวัด ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2565  การลดอุบัติเหตุทางถนน การดำเนินโครงการสัตว์ปลอดโรค คนปลอดภัย จากพิษสุนัขบ้า และการติดตาม ตรวจสอบ ประเมินผล เพื่อขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ชาติ นำไปสู่การปฏิบัติต่อไป

‘กรมชลฯ’ขับเคลื่อน เร่งพัฒนา7โครงการ ตามแนวพระราชดำริ ที่สระแก้ว-ปราจีนบุรี

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/640199

วันพุธ ที่ 9 มีนาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

นายประพิศ จันทร์มา อธิบดีกรมชลประทาน เข้าร่วมประชุมการดำเนินงานโครงการพัฒนาตามพระราชดำริ7 โครงการ โดยมี ดร.ทองเปลวกองจันทร์ ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานการประชุม เพื่อติดตามการดำเนินงานและความก้าวหน้าของโครงการ

นายประพิศกล่าวว่า ได้ร่วมกับจังหวัดสระแก้ว ปราจีนบุรี และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ดำเนินโครงการพัฒนาพื้นที่ราบเชิงเขา จ.สระแก้ว และปราจีนบุรี ตามพระราชดำริ ที่ครอบคลุมพื้นที่5 อำเภอ ได้แก่ อ.เมือง อ.วัฒนานคร อ.ตาพระยา อ.เขาฉกรรจ์ จ.สระแก้ว และ อ.นาดี จ.ปราจีนบุรี รวมประมาณ407,543 ไร่ เพื่อแก้ไขปัญหาขาดแคลนน้ำโดยมีโครงการที่ดำเนินการแล้ว ได้แก่ อ่างเก็บน้ำ 16 แห่ง ฝายทดน้ำ 10 แห่งท่อระบายน้ำ 4 แห่ง ความจุรวมประมาณ494 ล้านลูกบาศก์เมตร (ลบ.ม.) มีพื้นที่ชลประทานเพิ่มขึ้น 193,000 ไร่

สำหรับปี 2565 มีแผนดำเนินงานโครงการต่างๆ ดังนี้ โครงการปรับปรุงบำรุงรักษา 27 โครงการ โครงการเพิ่มแหล่งน้ำต้นทุน 1 โครงการเพิ่มปริมาณน้ำเก็บกักได้ประมาณ 50,000 ลบ.ม.ส่วนในปี 2566 มีแผนดำเนินโครงการปรับปรุงบำรุงรักษาอีก29 โครงการ โครงการเพิ่มแหล่งน้ำต้นทุน 1 โครงการ เพิ่มปริมาณน้ำเก็บกักได้ประมาณ 30,000 ลบ.ม. หากดำเนินการแล้วเสร็จทั้งหมด จะช่วยบรรเทาปัญหาขาดแคลนน้ำในพื้นที่ดังกล่าวได้อย่างมาก ส่งผลให้ประชาชนได้รับประโยชน์มีคุณภาพชีวิตและความเป็นอยู่ที่ดี