ผวจ.สงขลา นำประชาชนสวมชุดขาว ร่วมพิธีสมโภชเสาหลักเมืองครบ180ปี

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/640653

วันศุกร์ ที่ 11 มีนาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

ผู้สื่อข่าวรายงานจาก บริเวณหน้าศาลเจ้าพ่อหลักเมืองสงขลา ถ.นางงาม อ.เมืองสงขลา นายเจษฎา จิตรัตน์ผู้ว่าราชการจังหวัดสงขลา เป็นประธานในพิธีทำบุญตักบาตรเนื่องในพิธีสมโภชเสาหลักเมืองสงขลาครบ 180 ปี โดยมีประชาชนชาวสงขลาสวมชุดขาวนำอาหารคาวหวานอาหารแห้งมาร่วมทำบุญตักบาตรพระสงฆ์ จำนวน 59 รูป เนื่องจากเสาหลักเมืองสงขลาอยู่คู่บ้านคู่เมืองสงขลามายาวนาน

สำหรับความเป็นมาของเสาหลักเมืองสงขลา ในปี พ.ศ. 2385 ได้มีการอัญเชิญหลักไม้ชัยพฤกษ์ซึ่งเป็นเสาหลักเมืองที่ได้รับพระราชทานมาจากรัชกาลที่ 3
ลงฝังบริเวณใจกลางเมืองสงขลา เมื่อวันที่ 10 มีนาคม 2385 เป็นที่เคารพสักการะของชาวเมืองสงขลาตลอดมา

ต่อมาในปี พ.ศ. 2460 ในรัชกาลพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว หลักเมืองสงขลาเกิดการชำรุด พ่อค้าและประชาชนชาวสงขลาได้ช่วยกันออกเงิน
ทำเสาหลักเมืองด้วยซีเมนต์คอนกรีต เพื่อจะได้อยู่อย่างถาวร อุดมฤกษ์ ในการวางเสาหลักเมืองตรงกับวันศุกร์ที่ 1มีนาคม พ.ศ.2460 อยู่คู่เมืองสงขลามาจนถึงปัจจุบัน และเป็นที่เคารพสักการะมาเป็นเวลายาวนานถึง 180 ปีในวันนี้

ภายในศาลหลักเมืองสงขลา มีองค์เทพศักดิ์สิทธิ์ที่คอยปกป้องรักษาเมืองให้พ้นภัยพิบัติต่างๆ และเป็นที่เคารพสักการะ มีองค์เทพเจ้าศักดิ์สิทธิ์ เสี่ยงฮ๋องเหล่าเอี๋ย เจ้าพ่อหลักเมืองสงขลา พระเสื้อเมือง โบ้เชงไต่เต่ พระหมอรักษา ตี่ฮู่อ๋องเอี๋ย เทพเจ้ารักษาโรค และเฉ่งจุ้ยจ้อ พระหมอเทพรักษาโรคภัยของชาวสงขลา ทั้งนี้ กรมศิลปากรได้ประกาศขึ้นทะเบียนศาลหลักเมืองเป็นโบราณสถาน เมื่อวันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2478 และในวันนี้ ที่ 10 มีนาคม 2565 เป็นวันครบรอบ 180 ปี ของเสาหลักเมืองสงขลา

ชมน้ำใจต่างชาติ ช่วยผู้ป่วยติดเตียง จากไวรัสโควิด-19

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/640650

วันศุกร์ ที่ 11 มีนาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ว่าที่ร้อยตรีอนันตชัย วงสอาด ส.อบจ.อ่าวลึก จ.กระบี่ เขต 3 พร้อมด้วย นายเจนณรงค์ พูลสวัสดิ์ วิศวกรสังคม มหาวิทยาลัยราชภัฏสุราษฎร์ธานี ผู้ประสานงาน ได้นำนายทามาส โรแบร์ด อาร์พัด กรูเบอร์ อายุ 62 ปี สัญชาติเยอรมัน ในนามกลุ่มแซม ช่วยสมุย พร้อมเพื่อนชาวต่างชาติ ได้นำถุงยังชีพ ไปมอบให้แก่ผู้ป่วยติดเตียง ผู้พิการ ในพื้นที่ ต.บ้านกลาง อ.อ่าวลึก จ.กระบี่ โดยมี นายก อบต.บ้านกลาง ผู้นำท้องที่ อสม.ในพื้นที่นำตรวจเยี่ยม และร่วมแจกสิ่งของประเภทของอุปโภค และบริโภค ให้กับผู้ป่วยติดเตียงและผู้พิการที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 ที่มีการแพร่ระบาดกว่า 2 ปี จากวิกฤตการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 ทำให้หลายคนในชุมชนได้รับผลกระทบ โดยเฉพาะกลุ่มผู้ป่วยติดเตียง ผู้ด้อยโอกาส ที่ไม่สามารถช่วยตัวเองได้ในการหารายได้มาดำรงชีพ สำหรับเป้าหมายของการช่วยเหลือผู้ที่ได้รับผลกระทบในครั้งนี้กลุ่มแซม ช่วยสมุย ได้มุ่งไปที่ผู้ด้อยโอกาส และผู้ป่วยติดเตียง 

ว่าที่ร้อยตรีอนันตชัย กล่าวว่า ทราบว่าทางกลุ่มแซม ช่วยสมุย นอกจากจะช่วยเหลือกลุ่มผู้ด้อยโอกาส ในพื้นที่เกาะสมุย จ.สุราษฎร์ธานี แล้วยังมีน้ำใจช่วยเหลือผู้ด้อยโอกาสในพื้นที่อื่นๆด้วย จึงได้ประสานขอความช่วยเหลือ ผ่านผู้ประสานงาน เพื่อแบ่งเบาภาระหน่วยงานในพื้นที่ที่งานล้นมืออยู่แล้วในช่วงนี้ ซึ่งได้รับช่วยเหลือเป็นถุงยังชีพกว่า 120 ชุด ไม้เท้าอีก 5 อัน รถเข็ญ 3 คันและที่นอน 1 ชุด และวันนี้ ได้ร่วมกันมอบให้ผู้ป่วยติดเตียง และผู้ด้อยโอกาสในพื้นที่ ตนขอขอบคุณเป็นอย่างมาก

กรมข้าวส่งอุปกรณ์ช่วย ชาวนาปรับสภาพเมล็ดพันธุ์ข้าว

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/640652

วันศุกร์ ที่ 11 มีนาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

นายณัฏฐกิตติ์ ของทิพย์ รองอธิบดีกรมการข้าวกล่าวถึงการประชุมปิดโครงการเพิ่มศักยภาพและปรับปรุงเครื่องจักรอุปกรณ์ปรับปรุงสภาพเมล็ดพันธุ์ของศูนย์เมล็ดพันธุ์ข้าว ว่า นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รมว.เกษตรและสหกรณ์ ได้เร่งดำเนินโครงการที่เกี่ยวข้อง เพื่อช่วยเหลือพี่น้องชาวนาให้มีเมล็ดพันธุ์ดีเพียงพอต่อความต้องการ กรมการข้าวในฐานะหน่วยงานที่รับผิดชอบ จึงดำเนินโครงการเพิ่มศักยภาพและปรับปรุงเครื่องจักรอุปกรณ์ปรับปรุงสภาพเมล็ดพันธุ์ของศูนย์เมล็ดพันธุ์ข้าวอย่างเต็มประสิทธิภาพ ประกอบด้วย กิจกรรมที่ 1 เพิ่มเติมชุดเครื่องชั่งบรรจุพร้อมระบบจัดเรียงแบบอัตโนมัติ ประจำโรงงานปรับปรุงสภาพเมล็ดพันธุ์ โรงงานเพิ่มศักยภาพ (โรงงาน A2) จำนวน 20 ชุด ดำเนินงานในศูนย์เมล็ดพันธุ์ข้าวนครราชสีมา ลำปาง ลพบุรี พัทลุง เชียงใหม่ พะเยา กำแพงเพชร อุบลราชธานี ร้อยเอ็ด อุดรธานี กาฬสินธุ์ แพร่ นครสวรรค์ สุรินทร์ ขอนแก่น สกลนคร ชลบุรี ราชบุรี สุโขทัย และสุราษฎร์ธานี

กิจกรรมที่ 2 ปรับปรุง/เพิ่มเติม ระบบไฟฟ้าควบคุมเครื่องจักร พร้อมอุปกรณ์ประจำโรงงานปรับปรุงสภาพเมล็ดพันธุ์ โรงงานเพิ่มศักยภาพ (โรงงาน A2) 18 ชุด ดำเนินงานในศูนย์เมล็ดพันธุ์ข้าวนครราชสีมา ลำปาง พัทลุง เชียงใหม่ พะเยา กำแพงเพชร อุบลราชธานี ร้อยเอ็ด อุดรธานี กาฬสินธุ์ แพร่ นครสวรรค์ สุรินทร์ ขอนแก่น สกลนคร ราชบุรี สุโขทัย และสุราษฎร์ธานี

กิจกรรมที่ 3 ปรับปรุง/เพิ่มเติม เครื่องจักรอุปกรณ์เพื่อการปรับปรุงสภาพเมล็ดพันธุ์ ประจำโรงงานปรับปรุงสภาพเมล็ดพันธุ์ โรงงาน OECF (โรงงาน A1) 5 ชุด ดำเนินงานในศูนย์เมล็ดพันธุ์ข้าวกำแพงเพชร ร้อยเอ็ด แพร่ นครสวรรค์ และราชบุรี กิจกรรมที่ 4.1 จ้างก่อสร้างอาคารปรับปรุงสภาพเมล็ดพันธุ์ โรงงานใหม่ 4 แห่ง ดำเนินงานใน ศูนย์เมล็ดพันธุ์ข้าวพิษณุโลก นครราชสีมา ชัยนาท และสุโขทัย กิจกรรมที่ 4.2 จัดซื้อและติดตั้งเครื่องจักรอุปกรณ์เพื่อการปรับปรุงสภาพเมล็ดพันธุ์ โรงงานใหม่ 4 แห่ง ได้แก่ ศูนย์เมล็ดพันธุ์ข้าวพิษณุโลก นครราชสีมา ชัยนาท และสุโขทัย

ทั้งนี้ การดำเนินการโครงการดังกล่าวได้มีการประกาศขยายระยะเวลาสิ้นสุดวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2565 และบริษัทคู่สัญญาได้ดำเนินการส่งมอบงาน ครบทั้ง 4 กิจกรรมแล้ว เมื่อวันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2565

ด้าน น.อ.ชุมพล พรหมประสิทธิ์ ทีมผู้สังเกตการณ์โครงการ องค์กรต่อต้านคอร์รัปชั่นประเทศไทย กล่าวว่า จากการทำหน้าที่สังเกตการณ์การดำเนินงานโครงการเพิ่มศักยภาพและปรับปรุงเครื่องจักรอุปกรณ์ปรับปรุงสภาพเมล็ดพันธุ์ของศูนย์เมล็ดพันธุ์ข้าวดังกล่าว เป็นไปด้วยความโปร่งใส ถูกต้อง และชอบธรรม จึงทำให้โครงการดังกล่าวมีประสิทธิภาพ และบรรลุเป้าหมาย จึงหวังว่าในอนาคตกรมการข้าวจะสามารถนำโครงการดังกล่าวไปพัฒนา ต่อยอด ตลอดจนช่วยเหลือเกษตรกรชาวนาไทยให้สามารถประกอบอาชีพเป็นผู้ผลิตเมล็ดพันธุ์และส่งเสริมให้เกษตรกรโดยทั่วไป ได้ใช้เมล็ดพันธุ์ดีในการเพาะปลูก ซึ่งจะทำให้ได้ผลผลิตข้าวที่มีคุณภาพ และเพิ่มมูลค่าของสินค้าข้าวโดยรวมของประเทศต่อไป

ปศุสัตว์ส่งเสบียงช่วยเกษตรกรภาคใต้

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/640654

วันศุกร์ ที่ 11 มีนาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

นายสัตวแพทย์สรวิศ ธานีโต อธิบดีกรมปศุสัตว์ กล่าวว่า จากกรณีเกิดอุทกภัยในหลายจังหวัดทางภาคใต้ จึงสั่งการให้เจ้าหน้าที่ประจำสำนักงานปศุสัตว์ในพื้นที่ เร่งสำรวจผลกระทบที่เกิดขึ้นพร้อมกับให้การช่วยเหลือด้านเสบียงสัตว์ซึ่งเตรียมไว้รองรับภัยพิบัติ รวมทั้งแร่ธาตุ และเวชภัณฑ์แก่สัตว์เลี้ยงของเกษตรกรที่อยู่ในพื้นที่เป็นการด่วน โดยให้ประสานศูนย์วิจัยและพัฒนาอาหารสัตว์ในพื้นที่ภาคใต้ ทั้ง2 เขต 7 หน่วยงาน ดังนี้ พื้นที่เขต 8 จำนวน 5 หน่วยงาน ได้แก่ ศูนย์วิจัยและพัฒนาอาหารสัตว์สุราษฎร์ธานี สนับสนุนเสบียงสัตว์ให้ 3 จังหวัด คือ สุราษฎร์ธานี พังงา และภูเก็ต ศูนย์วิจัยและพัฒนาอาหารสัตว์ชุมพร สนับสนุนเสบียงสัตว์ให้ 2 จังหวัด คือ ชุมพร และระนอง ศูนย์วิจัยและพัฒนาอาหารสัตว์ตรัง สนับสนุนเสบียงสัตว์ให้ 2 จังหวัด คือ ตรัง และกระบี่ ศูนย์วิจัยและพัฒนาอาหารสัตว์พัทลุงสนับสนุนเสบียงสัตว์ภายในจังหวัดพัทลุงศูนย์วิจัยและพัฒนาอาหารสัตว์นครศรีธรรมราช สนับสนุนเสบียงสัตว์ภายในจังหวัดนครศรีธรรมราช และพื้นที่เขต 9 จำนวน 2 หน่วยงาน ได้แก่ ศูนย์วิจัยและพัฒนาอาหารสัตว์สตูล สนับสนุนเสบียงสัตว์ให้3 จังหวัด คือ สตูล สงขลา และปัตตานี และศูนย์วิจัยและพัฒนาอาหารสัตว์นราธิวาส สนับสนุนเสบียงสัตว์ให้2 จังหวัด คือ นราธิวาส และยะลา

ทั้งนี้ กรมปศุสัตว์ได้ให้ความช่วยเหลือเกษตรกร 3,494 ราย ใน 3 จังหวัด 14 อำเภอ 57 ตำบล 198 หมู่บ้าน ช่วยเหลือปศุสัตว์ที่ได้รับผลกระทบแล้ว 17,199 ตัว แบ่งเป็น โค 5,732 ตัว กระบือ 454 ตัว แพะ/แกะ 5,083 ตัว สัตว์ปีก 5,930 ตัว แปลงหญ้า 102 ไร่ โดยสนับสนุนเสบียงสัตว์ไปแล้ว 43,800 กิโลกรัม แบ่งเป็นเสบียงแห้ง 41,300 กิโลกรัม และเสบียงสด2,500 กิโลกรัม นอกจากนี้ จะช่วยเหลือเกษตรกรในการฟื้นฟูสภาพการเลี้ยงสัตว์ ตามระเบียบกระทรวงการคลังฯ

กรมส่งเสริมฯเดินหน้า ทำ‘ถนนทุเรียนตราด’ ต้อนรับการท่องเที่ยว ชูผลิตผลออกสู่ตลาด

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/640647

วันศุกร์ ที่ 11 มีนาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

นายเข้มแข็ง ยุติธรรมดำรง อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร เปิดเผยว่า สำนักงานเกษตร จ.ตราด ได้ร่วมกับแขวงทางหลวงชนบทตราด ลงนามบันทึกความร่วมมือในการดำเนินการปฏิบัติงานตามระบบส่งเสริมการเกษตร เน้นคน พื้นที่ สินค้า ทำจริง ต่อเนื่อง มีความยั่งยืน เพื่อให้จุดเด่นการผลิตทุเรียนเป็นที่รู้จักแพร่หลายภายใต้ชื่อ “ถนนทุเรียนตราด (Durian Road@Trat)” โดยมีการพัฒนาเส้นทางถนนทางหลวงชนบท ตร. 4008 หมู่ 1ต.อ่าวใหญ่ อ.เมือง จ.ตราด ระยะทาง 6 กิโลเมตร ตัดผ่านสวนทุเรียนจากบ้านแหลมศอกไปท่าเรือแหลมศอก-เกาะกูด ซึ่งมีศักยภาพให้กลายเป็นเส้นทางผลไม้ แหล่งท่องเที่ยวเรียนรู้เรื่องสวนทุเรียนคุณภาพ มุ่งเน้นให้เกษตรกรผู้ปลูกทุเรียนร่วมพัฒนาพื้นที่บริเวณสองข้างทาง มีป้ายแนะนำสวนเป็นที่สังเกตได้ชัดเจน ง่ายแก่ผู้สัญจรผ่านเส้นทางดังกล่าว พร้อมทั้งสร้างเกษตรกรต้นแบบ 5 เสือคนทำจริง ต้นแบบการส่งเสริมการผลิตทุเรียนคุณภาพและได้มาตรฐาน โดยบูรณาการกับศูนย์วิจัยและพัฒนาการเกษตรทุ่งเพล และการสร้างแบรนด์ทุเรียนที่เป็นเอกลักษณ์ของ จ.ตราด

ทั้งนี้ ปัจจุบันถนนทุเรียนตราด ได้กำหนดเป็นกลยุทธ์เพื่อให้เป็นต้นแบบในการปฏิบัติงานเชิงบูรณาการ โดยมีหน่วยงานต่างๆ ร่วมสนับสนุนกิจกรรมตลอดห่วงโซ่ของการผลิตทุเรียน ซึ่งจากการดำเนินงานที่ผ่านมา ทำให้ถนนทุเรียนตราดเริ่มเป็นที่รู้จักอย่างแพร่หลาย นอกจากนี้ ยังได้ดำเนินกิจกรรมเพื่อสร้างการรับรู้ ได้แก่ การติดป้ายบอกทางถนนทุเรียนตราด กิจกรรมปั่นปัดดอกทุเรียนร่วมกับกลุ่มแกนนำเกษตรกร การสร้างจุดชมวิวสวนทุเรียนริมเลลุงอี๊ด และการเยี่ยมชมตามระบบส่งเสริมเกษตรแปลงใหญ่

สำนักทรัพยากรน้ำบาดาลเขต7 จัดส่งมอบบ่อน้ำเพื่อการเกษตร

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/640655

วันศุกร์ ที่ 11 มีนาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำนักทรัพยากรน้ำบาดาล เขต 7 (กำแพงเพชร) ได้ดำเนินการจัดงานพิธีส่งมอบบ่อน้ำบาดาล และระบบกระจายน้ำเพื่อการเกษตร โครงการพัฒนาน้ำบาดาลเพื่อการเกษตรด้วยพลังงานแสงอาทิตย์ พื้นที่ 60 ไร่ (งบกลาง) ในปีงบประมาณ พ.ศ. 2564 โดยมี นายสมนึก จิรัฐจินดางกูร ผู้อำนวยการสำนักทรัพยากรน้ำบาดาล เขต 7 เป็นประธานในพิธีส่งมอบโครงการให้แก่องค์การบริหารส่วนตำบลวังกรดและกลุ่มเกษตรกรผู้ใช้น้ำ ณ บ้านห้วยเรียงใต้หมู่ที่ 4 ตำบลวังกรด อำเภอบางมูลนาก จังหวัดพิจิตร โดยมี นายมานะ วุฑฒยากร นายกองค์การบริหารส่วนตำบลวังกรดร่วมกับเจ้าหน้าที่ ผู้นำชุมชน และประชาชนตำบลวังกรด ต้อนรับ จากการดำเนินการโครงการพัฒนาน้ำบาดาลเพื่อการเกษตรด้วยพลังงานแสงอาทิตย์ พื้นที่ 60 ไร่ (งบกลาง) ได้ดำเนินการเจาะบ่อน้ำบาดาลความลึก114 เมตร ปริมาณน้ำ 12 ลบ.ม./ชม. พร้อมทั้งก่อสร้างระบบกระจายน้ำเพื่อการเกษตร ให้กับกลุ่มเกษตรกรตำบลวังกรดได้มีแหล่งน้ำต้นทุนเพื่อใช้ในการเกษตร และเป็นแหล่งน้ำสำรองในการแก้ไขปัญหาภัยแล้ง โดยมีประชาชนในพื้นที่ได้รับประโยชน์ จำนวน 141 ครัวเรือนและสามารถเพิ่มปริมาณน้ำต้นทุนได้ถึง 25,290 ลบ.ม./ปี  เป็นการดำเนินงานตามเป้าหมายสำคัญของกรมทรัพยากรน้ำบาดาล คือ “น้ำกินน้ำใช้ต้องไม่ขาดแคลน เสริมความมั่นคงด้านน้ำ เพื่อการเกษตร” 

SNI ดัน ‘แทนคุณไทยฟาร์ม’ จับมือเกษตรกรไทยสร้างผลงานคุณภาพในพื้นที่ 25 จังหวัด

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/640667

SNI ดัน 'แทนคุณไทยฟาร์ม' จับมือเกษตรกรไทยสร้างผลงานคุณภาพในพื้นที่ 25 จังหวัด

วันพฤหัสบดี ที่ 10 มีนาคม พ.ศ. 2565, 19.14 น.

SNI เติบโต ยั่งยืน ผ่านระบบ Partnership Farming ดัน “แทนคุณไทยฟาร์ม” จับมือเกษตรกรไทยสร้างผลงานคุณภาพในพื้นที่ 25 จังหวัด

SNI เหนือกว่าการมุ่งเน้นเรื่อง Product Innovation เรายังพร้อมเป็นแรงผลักดันเกษตรกรไทยให้มีศักยภาพในการเพาะปลูกที่ได้รับการยอมรับจากนานาประเทศ หวังก้าวไปอย่างยั่งยืนพร้อมกับผู้ปลูก เน้นสร้างนวัตกรรม และเสริมความรู้วิชาการ กับเกษตรกรผู้ปลูกใน 25 จังหวัดช่วยเพิ่มคุณภาพผลผลิต พร้อมโชว์ผลงานการปลูกกัญชงบนพื้นที่กว่า 30 ไร่

ดร.พรรณวิภา กฤษฎาพงษ์ ประธานผู้บริหารกลุ่มบริษัท Specialty Natural Innovation (SNI) “SNI ภายใต้การบริหารเพื่อเป็นผู้นำในการวิจัยและพัฒนาเพื่อผลิตนวัตกรรมสมุนไพร สำหรับสุขภาพและความงาม ให้มีคุณภาพมาตรฐานสากล เพื่อสร้างคุณค่าสูงสุดให้ทั่วโลกรู้จัก และเชื่อมั่นในผลิตภัณฑ์สมุนไพรไทย ศักยภาพของคนไทยอีกทั้งเรายังเชื่อว่าปัจจัยแวดล้อมต่างๆ ที่จะนำมาซึ่งประสิทธิภาพสูงสุด เราให้ความสำคัญกับสมุนไพร และสารตั้งต้นการผลิตเป็นอันดับต้นๆ เพื่อให้สินค้า และผลิตภัณฑ์ที่ผลิตได้มาคงคุณค่า และมีประสิทธิภาพสูงสุด”

ทางด้านกลุ่มบริษัท SNI เราทำงานในส่วนงานการผลิต บริการพัฒนาและคิดค้นสูตรต่างๆ เพื่อเพิ่มความแตกต่าง บริษัทมุ่งเน้นในการนำเอานวัตกรรมใหม่ๆมา เป็นหลักคิดและพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้กับลูกค้าเพื่อให้ตรงกับความต้องการของตลาดพร้อมสร้างโอกาสที่ดีทางการตลาดด้วยงานวิจัย และทีมผู้เชี่ยวชาญจะทดสอบมาตรฐานสินค้า รับผลิตสินค้า อาหารเสริม เครื่องสำอาง เวชสำอาง ดูแลเรื่องแพคเกจสินค้า ตลอดไปจนถึงงานขึ้นทะเบียนสินค้า เครื่องหมายการค้า และสิทธิบัตรสินค้า SNI จะดูแลการผลิตสินค้าสุขภาพและความงาม ภายใต้ตราสินค้าของลูกค้าตามมาตรฐานระดับสากล เช่น ISO, GMP โดยมุ่งเน้นความสำคัญเรื่องคุณภาพและมาตรฐาน ควบคู่กับการใช้นวัตกรรมและเทคโนโลยีสมัยใหม่ ภายใต้การควบคุมดูแลมาตรฐานระดับสากล GMP, ISO 9001:2015, ISO 22716, FDA, LEED GOLD พร้อมทั้งมีการตรวจสอบจากฝ่ายควบคุมคุณภาพทุกครั้งก่อนส่งมอบสินค้า และยังต่อเนื่องไปจนถึงงานให้คำปรึกษาด้านการตลาด และสื่อแบบครบวงจร โดยเจ้าหน้าที่ผู้มีความชำนาญ ในเรื่องของสินค้า แนวโน้มทางธุรกิจ และกลุ่มเป้าหมายทางการตลาด

ด้วยเป้าหมายและวัตถุประสงค์ที่จะเพิ่มมูลค่าให้กับสินค้าด้วยการนำเอาสมุนไพรไทยมาเป็นวัตถุดิบหลักในการผลิต เราจึงต้องเน้นให้วัตถุดิบหลักนั้นมีคุณภาพที่ดี ควบคุมได้ สำหรับแหล่งที่มาของสมุนไพร และวัตถุดิบในการผลิตของเรามาจากแหล่งที่มาหลักๆ ดังนี้ วัตถุดิบที่มาจากการสั่งซื้อจาก partnership farming สมุนไพรที่ทำเราการศึกษา วิจัย และเพาะปลูกในฟาร์ม “แทนคุณไทยฟาร์ม” ซึ่งเป็นสถานที่เพาะปลูก พัฒนาและทดลองของ SNI Group ที่เราได้มีโอกาสเติบโตร่วมกับกลุ่มเกษตรกร ผู้ปลูกสมุนไพร โดยร่วมพัฒนากระบวนการเพาะปลูกกับกลุ่มเกษตรกรสมุนไพร นำองค์ความรู้ด้านวิชาการต่างๆ ถ่ายทอดให้เกษตรกร เพื่อให้ผลผลิตมีคุณภาพ มีสารสำคัญในปริมาณสูง (ทั้งนี้กัญชงที่เราเพาะปลูกจะมีค่า CBD THC ในปริมาณสูง) และรับซื้อผลผลิตมาใช้ในการผลิตสารสกัดต่อไป ทั้งนี้ถือเป็นการควบคุมความปลอดภัยของวัตถุดิบ และ เพิ่มรายได้ให้กับกลุ่มเกษตรกรไทยกว่า 200 ครัวเรือน ใน 25 จังหวัดให้มีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นผ่านการสร้างอาชีพที่มั่นคง และการทำเกษตรพันธสัญญา

“ในงานของการทำ Partnership Farming ล่าสุด เราได้ทำ “เกษตรพันธสัญญา” กับเกษตรกรที่ภาคเหนือเพื่อร่วมกันศึกษา วิจัย และเพาะปลูก 20 ไร่ โดยบริษัทสนับสนุนในเรื่องของ วิเคราะห์สภาพแวดล้อม ดิน แร่ธาตุ อากาศ นำความรู้เชิงวิชาการเข้าไปประยุกต์ใช้กับแนวคิดชาวบ้าน เพื่อเป็นการแบ่งปันองค์ความรู้ที่มีไปยังชุมชนจนสุดท้ายจะนำไปสู่มาตรฐาน คุณสมบัติที่ดีของสมุนไพรไทย และส่งผลที่ดีต่อผลิตภัณฑ์ และนอกเหนือจากการเข้าไปทำการเกษตรร่วมกันแล้ว แทนคุณไทยยังมีหน้าที่พัฒนาการปลูกและเก็บเกี่ยวให้ได้มาตรฐาน ทั้งนี้ก็จะก่อให้เกิดการเติบโตอย่างยั่งยืนร่วมกันไปทั้งระบบ ทั้งนี้ปัจจุบันเรามีเครือข่ายเกษตกรที่ร่วมปลูกกับเราทั้งสิ้น 25 จังหวัดในหลายภาคของประเทศและมีประเภทของสมุนไพรที่ปลูกแตกต่างกันไปตามความเหมาะสมของพื้นที่และสภาพแวดล้อม ทั้งนี้เรายังมีแผนขยาย เพิ่มพื้นที่ใน จังหวัด เพื่อพัฒนาการปลูก คาดว่าจะสร้างรายได้ให้กับกลุ่มเกษตรกรราว 400 ครัวเรือน ภายในปี 2566” ดร.พรรณวิภากล่าวเสริม

นอกจากนี้บริษัทสเปเชียลตี้ เนเชอรัล อินโนเวชั่น (SNI) ขอเชิญทุกท่านลงทะเบียนร่วมฟังสัมมนาในงาน Cannabis International Conference 2022 Thailand วันที่ 18 มีนาคม 2565 เวลา 8:30-16:00น.นี้ โดยมี รศ. ดร. พรรณวิภา กฤษฎาพงษ์ ประธานบริหาร บริษัทสเปเชียลตี้ เนเชอรัล อินโนเวชั่น (SNI)เป็นหนึ่งในผู้เสวนาทิศทางการเพิ่มมูลค่าของกัญชงเพื่อตอบสนองตลาดไทยและตลาดโลก สามารถลงที่เบียนได้ที่ https://forms.gle/YU4NcT8PZda6bXCy5

เกษตรฯชี้ผลพยากรณ์ ปริมาณสินค้าผลผลิต หนุนปัจจัยมีคุณภาพ ให้เกษตรกรเข้มแข็ง

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/640434

วันพฤหัสบดี ที่ 10 มีนาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

ดร.ทองเปลว กองจันทร์ ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานประชุมคณะกรรมการพัฒนาคุณภาพข้อมูลปริมาณการผลิตสินค้าเกษตร ครั้งที่ 1/2565 ซึ่งที่ประชุมได้พิจารณาให้ความเห็นชอบรายงานข้อมูลปริมาณการผลิตสินค้าเกษตรในช่วงปี 2562–2564 ได้แก่ ข้าวนาปรัง ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ถั่วเหลือง มันสำปะหลังโรงงาน ปาล์มน้ำมัน ลิ้นจี่ เงาะ มังคุด ลองกอง โคเนื้อ สุกร ปลานิลและปลาดุก

พร้อมกันนั้นได้มีมติเห็นชอบผลพยากรณ์ปริมาณผลผลิตสินค้าเกษตร ปีเพาะปลูก 2564/65 – 2565/66 และปี 2565 จำนวน 22 ชนิดสินค้า โดยคาดว่าผลผลิตทางการเกษตรด้านพืช และด้านประมง จำนวน 18 ชนิด จะมีปริมาณผลผลิตเพิ่มขึ้น ได้แก่ ข้าวนาปรัง ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ สับปะรดโรงงาน ปาล์มน้ำมัน ยางพารา มะพร้าวผลแก่ ลำไย ลิ้นจี่ ทุเรียน เงาะ มังคุด ลองกอง หอมแดง มันฝรั่ง กุ้งขาวแวนนาไมกุ้งกุลาดำ ปลานิล และปลาดุกจากปัจจัยที่ดี ได้แก่ ปริมาณน้ำที่เพียงพอสภาพอากาศที่ดี การบริหารจัดการที่ดีของเกษตรกร การใช้ท่อนพันธุ์ปลอดโรคราคาและผลตอบแทนที่อยู่ในเกณฑ์ดี ส่วนสินค้าเกษตรที่จะมีปริมาณผลผลิตลดลง 4 ชนิด ได้แก่ กาแฟ มันสำปะหลังโรงงาน กระเทียม และหอมหัวใหญ่ เนื่องจากราคาไม่จูงใจจึงมีการลดเนื้อที่เพาะปลูก รวมถึงปัญหาคุณภาพเมล็ดพันธุ์และภัยธรรมชาติ ทำให้ผลผลิตเสียหาย

ทั้งนี้ กระทรวงเกษตรฯ พร้อมสนับสนุนองค์ความรู้และปัจจัยการผลิตที่มีคุณภาพ รวมถึงสนับสนุนเทคโนโลยี เพื่อให้เกษตรกรสามารถลดต้นทุนและเพิ่มผลผลิต สร้างความเข้มแข็งให้เกษตรกร

วิจัยพลิกฟื้นทะเลสาบสงขลา เสริมระบบนิเวศ-อาชีพยั่งยืน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/640429

วันพฤหัสบดี ที่ 10 มีนาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

ผศ.ดร.นุกูล ชิ้นฟัก ผู้ช่วยคณบดีคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยหาดใหญ่ ในฐานะหัวหน้าโครงการ “การจัดการความรู้ข้อเสนอเชิงนโยบายสู่การปฏิบัติในการฟื้นฟูการปลูกป่าชายเลนในบริเวณลุ่มน้ำทะเลสาบสงขลาแบบประชารัฐ” ของนักวิจัยมหาวิทยาลัยหาดใหญ่ ช่วยชุมชนดำรงชีวิตและประกอบอาชีพ โดยพึ่งพิงธรรมชาติได้อย่างยั่งยืน เปิดเผยว่าลุ่มน้ำทะเลสาบสงขลา ครอบคลุม 3 จังหวัด ได้แก่ สงขลา พัทลุง และนครศรีธรรมราช พื้นที่ 8,729 ตารางกิโลเมตร แบ่งเป็นทะเลสาบ 1,042 ตารางกิโลเมตร ถือเป็นแหล่งต้นน้ำของลุ่มน้ำแห่งเดียวของประเทศไทยที่มีระบบนิเวศลักษณะเฉพาะตัวแบบ 3 น้ำ คือ น้ำจืด น้ำกร่อย และน้ำเค็ม อุดมสมบูรณ์ไปด้วยสัตว์น้ำและความหลากหลายทางชีวภาพสูง แต่เนื่องจากการเติบโตและเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ทะเลสาบสงขลาจึงถูกคุกคาม มีการใช้ประโยชน์โดยไม่คำนึงถึงความยั่งยืน

นักวิจัยและหน่วยงานในพื้นที่ จึงได้นำนโยบายและยุทธศาสตร์การอนุรักษ์ฟื้นฟูการปลูกป่าชายเลนในบริเวณลุ่มน้ำทะเลสาบสงขลาแบบประชารัฐ มาต่อยอดปฏิบัติให้เป็นรูปธรรมในพื้นที่หมู่ 4 ต.ชะแล้ อ.สิงหนคร จ.สงขลา ทำข้อตกลง (MOU) ระหว่างเทศบาล ต.ชะแล้ และมหาวิทยาลัยหาดใหญ่ โดยเชื่อมโยงกลุ่มเครือข่าย ร่วมกันออกแบบกิจกรรม สร้างการรับรู้และตระหนักในการมีส่วนร่วมฟื้นฟูการปลูกป่าชายเลนอย่างต่อเนื่อง สู่การลงมือปฏิบัติจริง โดยใช้แนวคิด“บางเหรียงโมเดล”

สกู๊ปพิเศษ : สื่อไทยในวันสตรีสากล

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/640430

สกู๊ปพิเศษ : สื่อไทยในวันสตรีสากล

วันพฤหัสบดี ที่ 10 มีนาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

มูลนิธิสื่อเพื่อสุขภาวะ(มสส.) ร่วมกับ มูลนิธิหญิงชายก้าวไกล และ มูลนิธิเด็ก เยาวชนและครอบครัว จัดเสวนาแลกเปลี่ยนกับพี่น้องสื่อมวลชนเรื่อง“มอง สื่อไทย…สร้างสรรค์หรือด้อยค่าสตรี”กันแน่ ในโอกาส 8 มีนาคม วันสตรีสากลที่โรงแรมแมนดาริน

งานเริ่มต้นโดยประธานมูลนิธิสื่อเพื่อสุขภาวะ(มสส.)นายอภิวัชร์ เกตุทัต กล่าวเปิดงานตอกย้ำว่าสื่อมวลชนคือคนสำคัญที่จะเป็นตัวอย่างของการสนับสนุนและสร้างสรรค์บทบาทผู้หญิงมากกว่าการด้อยค่าแน่นอนและชื่นชมสื่อที่ทำหน้าที่ตรงนี้ ตามมาด้วยการ นำเสนอมุมมองจากผู้ที่ต่อสู้เรื่องผู้หญิงและความเท่าเทียมมายาวนานอย่าง นายจะเด็จ เชาวน์วิไล ผู้อำนวยการมูลนิธิหญิง ชายก้าวไกล มองว่าสื่อมีทั้งสร้างสรรค์และด้อยค่าผู้หญิงที่ดีขึ้นคือฉากไม่เหมาะสมในละครลดน้อยลง แต่ที่ยังต้องแก้ไขหรือจะเรียกว่าการด้อยค่าไม่ใช่แค่เรื่องแตะเนื้อต้องตัวอย่างเดียว เพราะยังคงมีคำพูดของนักแสดงที่เห็นผู้หญิงเป็นวัตถุทางเพศ รายการวาไรตี้รายการตลกชอบด้อยค่านำภรรยาตัวเองนำมาล้อเลียน มีหลายครั้งที่พิธีกรตลกมีการแตะเนื้อต้องตัวแขกรับเชิญที่เป็นผู้หญิง ส่วนข่าวผู้หญิงถูกคุกคามทางเพศไม่อยากให้เน้นแค่การเสนอปรากฏการณ์ควรหาสาเหตุของปัญหาโดยเฉพาะความคิดเรื่องชายเป็นใหญ่

สื่อมวลชนอาวุโส นายวิเชษฐ์ พิชัยรัตน์ นักจัดรายการวิทยุอดีตกรรมการสมาคมนักข่าวแห่งประเทศไทยบอกว่าสื่อควรเปิดบทบาทให้สื่อมวลชนหญิงได้เป็นผู้นำองค์กรวิชาชีพสื่อให้มากขึ้น ตัวอย่างชัดเจนว่าตั้งแต่ตั้งสมาคมนักข่าวมาปี 2489 ถึงปี 2542 มีนายกสมาคมฯที่เป็นผู้หญิงแค่ 3 คน พอรวมเป็นสมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทยตั้งแต่ปี 2543 จนถึงปัจจุบันมีนายกสมาคมฯที่เป็นผู้หญิงอีก 2 คน แต่ที่น่าชื่นชมคือสื่อออนไลน์ผู้หญิงเป็นบรรณาธิการบริหารพอๆ กับผู้ชาย ส่วนการเสนอข่าวและเนื้อหาเกี่ยวกับผู้หญิงนั้นดีขึ้น เช่น ไทยรัฐออนไลน์ แนวหน้ามีคอลัมน์ผู้หญิง คอลัมนิสต์ผู้หญิงอยู่หลายคน สื่อจะสร้างสรรค์หรือด้อยค่าผู้หญิงเจ้าของธุรกิจสื่อและผู้บริหารองค์กรสื่อคือคนสำคัญ

ส่วนนายณัฐกร เวียงอินทร์ Content Editor The People กล่าวว่านอกจากผู้หญิงแล้วปัจจุบันสื่อไทยนำเสนอเนื้อหาที่มีความหลากหลายทางเพศสภาพมากขึ้น มีความตื่นตัว ในโลกออนไลน์เป็นอย่างมาก เราเห็นความเคลื่อนไหวของกลุ่มสตรีนิยม กลุ่ม LGBTQ+ และอีกหลายกลุ่มความทำให้เราตระหนักถึงสิทธิความเท่าเทียมกันในแต่ละเพศ สังคมออนไลน์ผู้ใช้สื่อจึงมีบทบาทในการให้ข้อมูลให้ความรู้กับสื่อเพื่อให้สื่อมีความระมัดระวังในการนำเสนอข่าวสาร ให้มีทัศนคติที่ดีนำเสนอเนื้อหาข่าวสารในทางที่เหมาะสมเช่นกัน

ผู้ร่วมเวทีอีกคนดร.ชเนตตี ทินนามอาจารย์จากคณะนิเทศศาสตร์จุฬาฯ วิพากษ์สื่อตรงไปตรงมาว่าต้องใช้หัวใจในการทำงานเห็นความทุกข์ของผู้หญิงซึ่งแตกต่างจากปัญหาอื่นของสังคม ที่ผ่านมาความทุกข์ของผู้หญิงถูกระบบโครงสร้างสังคมทำให้กลายเป็นเรื่องปกติ และย้ำว่าสื่อต้องใช้ความเป็นธรรมนำความเป็นกลาง ความเป็นธรรมจะทำให้เรามองเห็นผู้หญิงในฐานะที่เป็นมนุษย์ที่มีศักดิ์ศรี ไม่ลดคุณค่าของผู้หญิงให้เหลือแค่ร่างกาย พร้อมกับเสนอให้องค์กรสื่อได้เป็นตัวอย่างของการสนับสนุนบทบาทความก้าวหน้าของสื่อมวลชนหญิง ดูแลเรื่องสวัสดิภาพ สวัสดิการและป้องกันปัญหาการล่วงละเมิดทางเพศในองค์กรด้วย

วันนั้นมีสื่อหลายคนเช่นนางชุติมา เสวิกุล ประธานชมรมวรรณศิลป์ประภัสสร เสวิกุล ได้สะท้อนว่า ต้องกลับไปเริ่มต้นที่การสอนให้เด็กผู้ชายต้องปกป้องและให้เกียรติผู้หญิง ปัจจุบันโลกเปลี่ยนแปลงรวดเร็วมีการแข่งขันมากจึงละเลยการให้เกียรติผู้หญิง การนำเสนอข้อมูลแม้จะเป็นข้อเท็จจริงแต่ต้องคิดถึงผลกระทบที่รอบด้าน เหมือนลูกฟุตบอลกลมๆอยู่ที่เรามองเห็นจากมุมไหน

ส่วนนางประไพ ยั่งยืน นักจัดรายการวิทยุ “ภัยผู้หญิง” บอกว่าประเทศไทยเรามีผู้หญิงมากกว่าผู้ชาย ผู้หญิงมี 33 ล้านคน ผู้ชาย 31 ล้านคน อยากชวนให้ผู้หญิงทุกคนให้คุณค่ากับตัวเองมากขึ้น ร่วมกันด้อยค่าผู้ชายที่ทำผิดศีลธรรม สื่อเองก็ต้องพัฒนา ผู้บริโภคต้องร่วมกันต่อต้านสื่อที่ด้อยค่าผู้หญิงไม่ต้องไปดูไม่ต้องไปฟังเพื่อให้สื่อได้ยกระดับตัวเอง

สื่ออาวุโสอย่างนายณรงค์ ปานนอกประธานชมรมคอลัมนิสต์ นักจัดรายการวิทยุ โทรทัศน์ไทย อดีตสื่อหนังสือพิมพ์สยามรัฐ เล่าว่าตัวเองโชคดีที่ทำงานร่วมกับผู้หญิงเก่งมาโดยตลอด การด้อยค่าผู้หญิง มีมาก่อนในอดีตที่มองว่าสังคมชายเป็นใหญ่ ปัจจุบันมีผู้หญิงเก่งที่มีความสามารถมาก เชื่อว่าสื่อมวลชนไทยในอนาคตจะไปสู่จุดที่ผู้หญิงขึ้นมามีความเสมอภาค สังคมโดยรวมเองก็ต้องเลิกด้อยค่าผู้หญิง

ปิดท้ายด้วยนายศักดา แซ่เอียว หรือเซีย ไทยรัฐ การ์ตูนนิสต์ชื่อดัง สะท้อนว่าอดีตที่ผ่านมาหลายองค์กรสื่อแม้จะนำเสนอข่าวเน้นบทบาทสตรี แต่ตัวเองกลับมีเรื่องการด้อยค่าคนในองค์กรเดียวกัน กดขี่ คุกคามทางเพศกันเอง สังคมเป็นอย่างไรก็อยู่ที่สื่อด้วยดังนั้นถ้าต้องการให้สังคมมีความเท่าเทียมกันจะต้องร่วมมือกันทั้งขบวนการ ทั้งผู้ผลิตสื่อสปอนเซอร์ และประชาชนผู้บริโภคสื่อด้วย

ฟังดูก็เห็นร่วมกันว่าต้องช่วยกันสร้างสรรค์แล้วลดการด้อยค่าลงแน่นอน