‘เฉลิมชัย’เยี่ยมกรมปศุสัตว์ ปลุกขวัญกำลังใจสู้โรคอหิวาต์หมู

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/639220

วันศุกร์ ที่ 4 มีนาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รมว.เกษตรและสหกรณ์ พร้อมด้วย นายธนา ชีรวินิจ เลขานุการ รมว.เกษตรฯ ตรวจเยี่ยมกรมปศุสัตว์ เพื่อสร้างขวัญและกำลังใจในการปฏิบัติงานให้ข้าราชการ จากกรณีการประชุมสภาผู้แทนราษฎร มีญัตติเปิดอภิปรายทั่วไป เพื่อซักถามข้อเท็จจริงหรือเสนอแนะปัญหาต่อคณะรัฐมนตรี ซึ่งมีประเด็นเรื่องการปกปิดข้อมูลการระบาดของโรคอหิวาต์แอฟริกาในสุกร (ASF) ทำให้การระบาดแพร่กระจายไปทั่วประเทศ เกษตรกรเดือดร้อนเป็นวงกว้าง สุกรขาดตลาดและเนื้อสุกรมีราคาสูงขึ้นมาก

ทั้งนี้ รมว.เกษตรฯ ชี้แจงถึงโรค ASF ว่า ใช้การป้องกันโรคกว่า 3 ปีเต็มๆ จนประกาศเชื้ออย่างเป็นทางการโดยกรมปศุสัตว์ ซึ่ง ASF ไม่มีวัคซีนป้องกัน แค่ยังอยู่ในขั้นตอนของการทดลองอยู่จนถึงกลางเดือนพฤษภาคม เราทำมาตลอด เราสามารถป้องกันโรคได้ถึง 3 ปี เราได้รับการยกย่องว่าเป็นประเทศที่ป้องกัน ASF ได้ดีที่สุดในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ หรืออาเซียนและยืนยันว่าไม่มีการปกปิดทั้งสิ้น เพราะไม่เป็นประโยชน์กับใครทั้งสิ้น ทาง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และ รมว.กลาโหมได้ประกาศเป็นวาระแห่งชาติ ไม่มีใครปิดบังกันได้ ทุกฝ่ายก็ทราบ เกษตรกรก็ทราบมาตรการต่างๆ ถึงได้เกิดขึ้น เราดำเนินมาตรการทุกอย่าง รวมถึงการชดเชยให้เกษตรกรรายเล็กรายย่อยที่ไม่มีโอกาสเข้าถึงเทคโนโลยีเท่าฟาร์มขนาดกลาง-ใหญ่ ซึ่งไม่ใช่จ่ายกรณีเป็น ASF แต่กลุ่มเสี่ยงทั้งหมดต่างได้รับไม่มีการเอื้อให้กับนายทุน ซึ่งสามารถตรวจสอบเอกสารราชการได้ ว่ามีบริษัทใดบ้างส่งชิ้นส่วนสุกรไปต่างประเทศ

“ขอฝากหลักการทำงานว่าต้องเน้นความถูกต้องเป็นหลัก ทุกงานล้วนมีปัญหาและอุปสรรค แต่ปัญหาทุกอย่างจะผ่านพ้นไปได้ หากคนในองค์กรรู้รักสามัคคี ร่วมแรงร่วมใจทำงาน” นายเฉลิมชัย กล่าว

พร้อมกันนั้น นายเฉลิมชัย ได้ย้ำถึงหลักการสำคัญในการทำงานว่าปัญหาอุปสรรคต่างๆ ที่เกิดขึ้น เป็นสิ่งที่เราต้องฝ่าฟัน จะพ่ายแพ้ต่อปัญหาไม่ได้ ต้องหาวิธีการที่เหมาะสมในการที่จะเดินหน้าแก้ไข และต้องทำงานในเชิงรุก ด้วยความรวดเร็ว ให้สอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบัน เพื่อผลสำเร็จของประเทศชาติ

ด้านนายสัตวแพทย์สรวิศ ธานี อธิบดีกรมปศุสัตว์ กล่าวขอบคุณ รมว.เกษตรฯ ที่ให้กำลังใจข้าราชการกรมปศุสัตว์ ในการขับเคลื่อนงานให้เกิดประสิทธิภาพและประสิทธิผลมากยิ่งขึ้น นอกจากนี้ได้ขอบคุณในการอภิปรายสร้างการรับรู้และความเข้าใจให้กับสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) ได้ทราบถึงข้อมูลข้อเท็จจริง เพื่อไม่ให้เกิดความเข้าใจคลาดเคลื่อน และจะกำชับข้าราชการกรมปศุสัตว์ให้ดำเนินงานด้วยความถูกต้อง โปร่งใส ตรวจสอบได้ ยึดประโยชน์ของเกษตรกร ประเทศชาติ เป็นสำคัญ

สำนักงานวิจัยฯรุดเยี่ยมชม ผลสำเร็จศูนย์ฯเกษตรอินทรีย์ศรีไค

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/639218

วันศุกร์ ที่ 4 มีนาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

ดร.วิภารัตน์ ดีอ่อง ผอ.สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) กล่าวว่า ได้ร่วมกับเครือข่ายวิจัยทั้ง 4 ภูมิภาค จัดตั้งศูนย์วิจัยชุมชน โดยใช้องค์ความรู้จากงานวิจัยและนวัตกรรม ยกระดับผลิตภัณฑ์ของชุมชนและคุณภาพชีวิต พร้อมกับลงพื้นที่ศูนย์วิจัยชุมชนเกษตรอินทรีย์เมืองศรีไค ติดตามผลสำเร็จของการถ่ายทอดเทคโนโลยีจากผลงานวิจัยและนวัตกรรมสู่กลุ่มเป้าหมายในพื้นที่เพื่อการใช้ประโยชน์ ในการพัฒนาการผลิตมะเขือเทศเชอรี่อินทรีย์ในโรงเรือนที่มีคุณภาพสูงสำหรับตลาดพรีเมียมใน จ.อุบลราชธานี ซึ่งเป็นการนำองค์ความรู้และเทคโนโลยีมาจัดการและขยายผลผลิตการเกษตรให้มีมูลค่าเพิ่มขึ้น

ทั้งนี้ ศูนย์วิจัยชุมชนเกษตรอินทรีย์เมืองศรีไค ได้นำองค์ความรู้จากการวิจัยของมหาวิทยาลัยอุบลราชธานี ไปขับเคลื่อนในการแก้ไขปัญหาและพัฒนาชุมชน เชื่อมโยง ต่อยอดผลสำเร็จการดำเนินงานของศูนย์วิจัยชุมชนเป็นโครงการถ่ายทอดเทคโนโลยีจากผลงานวิจัยและนวัตกรรมสู่กลุ่มเป้าหมายในพื้นที่เพื่อการใช้ประโยชน์ เรื่อง การวิจัยปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วมเพื่อพัฒนาและถ่ายทอดเทคโนโลยีการผลิตมะเขือเทศเชอรี่อินทรีย์ในโรงเรือนที่มีคุณภาพสูงสำหรับตลาดพรีเมียมใน จ.อุบลราชธานี

ในโอกาสนี้ ดร.วิภารัตน์ พร้อมคณะผู้พัฒนานวัตกรรมจากมหาวิทยาลัยขอนแก่น มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี และภาคเอกชน ได้นำนวัตกรรมเครื่องย่อยสลายใบไม้ ถวายวัดป่าบุญล้อม อ.สว่างวีระวงศ์ จ.อุบลราชธานี โดยมี พระอาจารย์
อภิสิทธิ์ โชติมันโต เจ้าอาวาสวัดดังกล่าวรับถวาย เพื่อนำไปแก้ปัญหาในการดูแลพื้นที่และสิ่งแวดล้อมโดยรอบวัดและชุมชน ตามที่ทางวัดได้ขอรับการสนับสนุน

กรมชลฯผนึกภาครัฐผุดแผน ผลักดันน้ำเค็มไม่ให้กระทบเกษตรกร

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/639012

วันพฤหัสบดี ที่ 3 มีนาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

นายประพิศ จันทร์มา อธิบดีกรมชลประทาน เปิดเผยว่า ได้มีมาตรการบริหารจัดการน้ำในการบรรเทาปัญหาน้ำทะเลหนุนสูงในพื้นที่ลุ่มน้ำเจ้าพระยาอย่างรัดกุม พร้อมเฝ้าระวังน้ำเค็มรุก เพื่อลดผลกระทบกับประชาชนและเกษตรกรให้มากที่สุด โดยร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อาทิ กรมอุตุนิยมวิทยา กรมทรัพยากรน้ำ กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย เพื่อติดตามและวิเคราะห์สถานการณ์น้ำในอ่างเก็บน้ำ แหล่งน้ำ และแม่น้ำสายหลักต่างๆ รวมถึงความเค็มที่อาจจะหนุนสูงในช่วงฤดูแล้ง การเฝ้าระวังความเสี่ยงด้านคุณภาพน้ำ หรือค่าความเค็ม เพื่อไม่ให้สูงเกิน 0.25 กรัม/ลิตร ซึ่งเป็นเกณฑ์เฝ้าระวังเพื่อไม่ให้กระทบด้านการอุปโภค-บริโภค และไม่ให้เกิน 2.0 กรัม/ลิตร เป็นเกณฑ์เฝ้าระวังเพื่อ
ไม่ให้กระทบด้านการเกษตรใน 4 แม่น้ำสายหลัก ที่ค่าความเค็มอาจสูงตามช่วงการหนุนของน้ำทะเล คือ แม่น้ำเจ้าพระยา บริเวณสถานีสูบน้ำสำแล, แม่น้ำท่าจีน บริเวณปากคลองจินดา,แม่น้ำแม่กลอง บริเวณคลองดำเนินสะดวก จ.สมุทรสาคร และ แม่น้ำบางปะกง บริเวณ อ.บ้านสร้าง จ.ปราจีนบุรี

ทั้งนี้ กรมชลประทาน ได้วางมาตรการควบคุมค่าความเค็ม ดังนี้ วางแผนการระบายน้ำ จากเขื่อนเจ้าพระยา และเขื่อนพระรามหก ให้สอดคล้องกับระดับการขึ้นลงของน้ำทะเล โดยกำชับสำนักชลประทานที่ 10, 11 และ 12 บริหารจัดการประตูระบายน้ำและอาคารเชื่อมต่อที่ดูแลโดยองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ตามแผนที่วางไว้ ทั้งยังได้ร่วมกับสำนักระบายน้ำ กรุงเทพมหานคร กำหนดแนวทางในการระบายน้ำจากพื้นที่กทม.ลงแม่น้ำเจ้าพระยาในช่วงน้ำลง และใช้ประตูระบายน้ำคลองลัดโพธิ์อันเนื่องมาจากพระราชดำริ บริหารจัดการน้ำตามจังหวะการขึ้นลงของน้ำทะเลด้วย

นอกจากนี้ยังร่วมกับการประปานครหลวง ในการใช้สถานีสูบน้ำแนวริมแม่น้ำเจ้าพระยา ร่วมปฏิบัติการผลักดันลิ่มน้ำเค็ม
เพื่อรักษาระดับความเค็มในแม่น้ำเจ้าพระยาบริเวณสถานีสูบน้ำดิบสำแลไม่ให้เกินมาตรฐาน ซึ่งมาตรการต่างๆ เหล่านี้ ได้ดำเนินการร่วมกันมาตลอด 2 ปีที่ผ่านมา และหากเกิดกรณีวิกฤตความเค็มสูงเกินค่าที่อาจกระทบกับเกษตรกรและประชาชน ก็จะผันน้ำจากลุ่มน้ำแม่กลองประมาณ 1,000 ล้านลูกบาศก์เมตร (ลบ.ม.) เพื่อควบคุมความเค็มได้อีกทางหนึ่งด้วย

อย่างไรก็ดี ในช่วงฤดูแล้งจะเกิดภาวะน้ำทะเลหนุนเป็นช่วงๆ ได้เน้นย้ำให้โครงการชลประทานในพื้นที่เฝ้าระวังน้ำทะเลหนุนสูงและความเค็มรุกตัวบริเวณแม่น้ำเจ้าพระยาอย่างใกล้ชิด พร้อมกำชับให้ทุกโครงการชลประทานทั่วประเทศ บริหารจัดการน้ำในช่วงฤดูแล้งนี้ ด้วยความประณีตและเกิดประโยชน์สูงสุด ควบคู่ไปกับการเตรียมความพร้อมรับมือฤดูฝนในอีก2 เดือนข้างหน้าด้วย

ศรีสะเกษเปิดลานถ่ายภาพ 3 มิติ จุดเช็คอินรองรับนักกีฬาแห่งชาติ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/639009

วันพฤหัสบดี ที่ 3 มีนาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

นายวัฒนา พุฒิชาติ ผู้ว่าราชการจังหวัดศรีสะเกษ พร้อมนางมัลลิกา พุฒิชาติ นายกเหล่ากาชาด จ.ศรีสะเกษ ได้ร่วมเปิดพื้นที่งานศิลปะที่บริเวณลานต้นโพธิ์ หน้าศาลากลางจังหวัดศรีสะเกษ สร้างสรรค์งานศิลป์ ปรับภูมิทัศน์หน้าศาลากลางจังหวัดให้มีความสวยงาม เป็นจุดเช็คอินรองรับนักกีฬาแห่งชาติครั้งที่ 47 ศรีสะเกษเกมส์

นายวัฒนาเปิดเผยว่า ภาพวาดดังกล่าว ศิลปินคนศรีสะเกษใช้เวลาวาดถึง 24 วัน โดย มหาวิทยาลัยราชภัฏศรีสะเกษได้ออกแบบปรับพื้นที่ทางเท้า มาบรรเลงลายเส้นและสีสันนำเสนอจุดเด่นสำคัญไว้ที่เดียว ตลอดจนวิถีหรืออัตลักษณ์ของชาวจังหวัดศรีสะเกษ มาเป็นลานถ่ายภาพ 3 มิติ เพื่อเป็นจุดเช็คอินที่ผู้มาเยือนต้องมาถ่ายรูปให้ได้  โดยเฉพาะการต้อนรับทัพนักกีฬาและคณะ ที่จะเดินทางเข้าร่วมแข่งขันกีฬาแห่งชาติ ครั้งที่ 47 ศรีสะเกษเกมส์ ระหว่างวันที่ 5 – 25 มี.ค. 2565 นี้ และกีฬาคนพิการ ครั้งที่ 37 นครลำดวนเกมส์ ระหว่างวันที่ 30 มี.ค.–3 เม.ย. 2565

ปศุสัตว์ย้ำไก่ไทยไร้สารพิษ ผู้บริโภคมั่นใจทานได้ปกติ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/639011

วันพฤหัสบดี ที่ 3 มีนาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

นายสัตวแพทย์สรวิศ ธานีโต อธิบดีกรมปศุสัตว์ กล่าวว่า ได้กำกับดูแลระบบการผลิตสินค้าปศุสัตว์ตลอดทั้งกระบวนการผลิตตลอดห่วงโซ่ ตั้งแต่ฟาร์มเลี้ยงสัตว์ที่ได้มาตรฐานการปฏิบัติทางการเกษตรที่ดี GAP (Good Agricultural Practices) โรงฆ่าสัตว์ที่ถูกกฎหมาย มีกระบวนการผลิตที่ถูกสุขอนามัย สถานที่จำหน่ายที่ได้มาตรฐาน จึงมั่นใจได้ว่าสินค้าที่ได้รับรองจากกรมปศุสัตว์ มีการตรวจสอบและกำกับดูแลตลอดห่วงโซ่การผลิต ไม่มีสารอันตรายตกค้าง ไม่มีฮอร์โมน สามารถตรวจสอบย้อนกลับได้ มีแหล่งที่มาชัดเจน มีเจ้าหน้าที่ตรวจโรคสัตว์ก่อนเข้าโรงฆ่าสัตว์และหลังออกจากโรงฆ่าสัตว์

อธิบดีกรมปศุสัตว์กล่าวอีกว่า เป็นไปไม่ได้ที่จะมีการสะสมของเชื้อไวรัสและแบคทีเรียที่คอไก่ และหัวไก่ไม่สามารถสะสมสารพิษได้ เนื่องจากไก่ไม่มีต่อมพิษที่หัว และไก่ยังมีตับและไตที่ทำหน้าที่กำจัดสารพิษออกจากร่างกายเหมือนกับมนุษย์ด้วย โดยปกติคอไก่จะมีต่อมไทรอยด์และต่อมพาราไทรอยด์ ซึ่งตามโรงฆ่าสัตว์ที่ได้มาตรฐานจะมีการตัดเอาต่อมพวกนี้และหลอดลมออกก่อนมาจำหน่ายอยู่แล้ว ขอให้พี่น้องประชาชนมั่นใจเนื้อไก่ รวมทั้งคอไก่ ปีกไก่ และหัวไก่ที่จำหน่ายในไทย ยังมีความปลอดภัยรับประทานได้ตามปกติ ไม่มีสารตกค้าง แต่แนะนำให้ปรุงสุกก่อนรับประทานทุกครั้ง เพื่อความปลอดภัย และเพื่อเป็นทางเลือกขอให้สังเกตตราสัญลักษณ์ “ปศุสัตว์ OK” มั่นใจได้ว่าเป็นสินค้า ที่กรมปศุสัตว์ ได้รับรอง

สกู๊ปพิเศษ : ปีทองอ.ส.ค.รุกฝ่าวิกฤตโควิด-19 คว้ารางวัล‘การพัฒนาองค์กรดีเด่น’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/639013

สกู๊ปพิเศษ : ปีทองอ.ส.ค.รุกฝ่าวิกฤตโควิด-19  คว้ารางวัล‘การพัฒนาองค์กรดีเด่น’

วันพฤหัสบดี ที่ 3 มีนาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

องค์การส่งเสริมกิจการโคนมแห่งประเทศไทย (อ.ส.ค.) เป็นรัฐวิสาหกิจในสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ มีภารกิจสำคัญ ด้านการส่งเสริมกิจการโคนม ส่งเสริมการเลี้ยงโคนมและสัตว์อื่นที่ให้น้ำนมและเนื้อ รวมทั้งด้านธุรกิจอุตสาหกรรมโคนม ผลิต ซื้อ ขาย แลกเปลี่ยน และให้ซึ่งน้ำนมและเนื้อ ผลิตภัณฑ์จากน้ำนมและเนื้อ โคนมและ สัตว์อื่นที่ให้น้ำนมและเนื้อ ตลอดจนอาหารสัตว์ น้ำเชื้อเอ็มบริโอและอุปกรณ์ต่างๆ ที่เกี่ยวกับการผลิตและการตลาด

นายสมพร ศรีเมือง ผู้อำนวยการองค์การส่งเสริมกิจการโคนมแห่งประเทศไทย (อ.ส.ค.) กล่าวว่า จากความมุ่งมั่น
ในการพัฒนาองค์กรและปรับตัวทันต่อสภาพแวดล้อมที่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว(Disruption)และบริหารจัดการจนสามารถลดผลกระทบจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19) เป็นผลสำเร็จนำพาองค์กรฝ่าวิกฤตเติบโตได้อย่างมั่งคงยั่งยืน

ทำให้เร็วๆ นี้ อ.ส.ค.สามารถคว้ารางวัล “รางวัลรัฐวิสาหกิจดีเด่น” (SOEAward) ประจำปี 2564 ที่จัดขึ้นโดยสำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ (สคร.) เป็นผลสำเร็จติดต่อกัน 7 ปีซ้อน

สำหรับรางวัลประจำปี 2564 ที่อ.ส.ค.คว้ามาได้เป็นรางวัลรัฐวิสาหกิจดีเด่นด้าน “การพัฒนาองค์กรดีเด่น” โดยรางวัลดังกล่าว อ.ส.ค.ได้รับการพิจารณาให้เข้ารับรางวัลต่อเนื่องกันเป็นปีที่ 5 ถือเป็นรางวัลแห่งเกียรติยศและความภาคภูมิใจของอ.ส.ค. ที่เกิดจากความมุ่งมั่นพยายามของผู้บริหารและพนักงานอ.ส.ค.ทุกคนในการร่วมกันพัฒนา องค์กรและมุ่งมั่นบริหารและพัฒนาทรัพยากรบุคคลก้าวสู่ยุคใหม่ ทันสมัยและความโปร่งใสตามหลักธรรมาภิบาลอย่างต่อเนื่อง และก้าวทันความเปลี่ยนแปลงที่รวดเร็วของเศรษฐกิจและสังคม ตลอดจนมีแนวทางการขับเคลื่อนและบูรณาการระหว่าง Core Business Enablers และผลลัพธ์ขององค์กรเป็นผลสำเร็จในภาพรวม รวมทั้งมีการพัฒนาระบบทรัพยากรบุคคลได้มาตรฐานและมีขีดสมรรถนะสูงพร้อมเข้าสู่ยุค 4.0 ภายใต้ยุทธศาสตร์อ.ส.ค.ระยะ 20 ปีจนได้รับการยอมรับและเชื่อมั่นจากลูกค้าและประชาชนอย่างกว้างขวาง

ที่ผ่านมาอ.ส.ค. ได้รับรางวัลรัฐวิสาหกิจดีเด่นประเภทรางวัลพัฒนาองค์กรดีเด่นมาแล้ว 4 ครั้ง ในปี 2558 ปี 2559 ปี 2560 และปี 2561 และจากการเดินหน้าพัฒนาองค์กรมาอย่างต่อเนื่องทำให้ปี 2564 ได้รับรางวัลรัฐวิสาหกิจดีเด่นด้านพัฒนาองค์กรดีเด่นในภาพรวมเป็นครั้งที่ 5 ทั้งนี้ ที่ผ่านมานอกเหนือ สามารถคว้ารางวัลรัฐวิสาหกิจดีเด่นด้านพัฒนาองค์กรดีเด่นอย่างต่อเนื่องแล้ว อ.ส.ค.ยังได้รับการคัดเลือกในการรับรางวัลอื่นๆ อีกหลายด้าน อาทิ รางวัลผู้นำองค์กรดีเด่น และรางวัลรางวัลพัฒนาองค์กรดีเด่นด้านการบริหารทรัพยากรบุคคล และรางวัลความร่วมมือเพื่อการพัฒนาดีเด่น ด้านการยกระดับการบริหารจัดการ เป็นต้น

“รางวัลดังกล่าวนับเป็นเครื่องยืนยันถึงประสิทธิภาพในการดำเนินงาน มาตรฐานในการบริหารจัดการ และความร่วมแรงร่วมใจในการปฏิบัติงานของคณะกรรมการ อ.ส.ค. ผู้บริหารและพนักงาน อ.ส.ค.ในการขับเคลื่อนองค์กร เศรษฐกิจและสังคมของประเทศไทยให้มีความเข้มแข็งอย่างยั่งยืน รวมทั้งเดินหน้าขับเคลื่อนองค์กรก้าวสู่ศูนย์กลางการบริหารอุตสาหกรรมโคนมของประเทศต่อไป” นายสมพร กล่าว

สำหรับงานมอบรางวัล “รางวัลรัฐวิสาหกิจดีเด่น” (SOEAward)ประจำปี 2564 สคร.ได้จัดขึ้นภายใต้แนวคิดก้าวสู่ยุควิถีใหม่ด้วยพลังรัฐวิสาหกิจไทยอย่างยั่งยืน (Sustainable Moving Towards The Next Normal) มีวัตถุประสงค์เพื่อเผยแพร่และประกาศผลงานที่โดดเด่นของรัฐวิสาหกิจให้สาธารณชนและสังคมได้รับรู้รับทราบ และการสร้างความภูมิใจและเป็นขวัญกำลังใจให้รัฐวิสาหกิจในการปฏิบัติงานในอนาคต

‘มนัญญา’ปลื้มงบฯเพิ่มศักยภาพสหกรณ์

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/639010

วันพฤหัสบดี ที่ 3 มีนาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

น.ส.มนัญญา ไทยเศรษฐ์ รมช.เกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า ได้รับรายงานจากกรมส่งเสริมสหกรณ์ ว่าโครงการปรับโครงสร้างการผลิต การรวบรวมและการแปรรูปของสถาบันเกษตรกรรองรับผลผลิตทางการเกษตร หรือ พ.ร.ก.เงินกู้โควิด สามารถเบิกจ่ายได้ 1,583 ล้านบาท หรือร้อยละ 93.5 ของงบประมาณที่ได้รับการจัดสรร 1,629 ล้านบาท สำหรับสหกรณ์ที่เข้าโครงการ 240 แห่งใน 59 จังหวัด เกือบทุกแห่งสามารถรวบรวมผลผลิตทางการเกษตรได้เพิ่มขึ้นในฤดูกาลผลิตปี 2565 นี้ จะใช้ระบบสหกรณ์เข้าไปช่วยขับเคลื่อนเสริมกลไกตลาดที่สำคัญในการกระจายผลผลิต และเป็นแก้มลิงชะลอผลผลิตการเกษตรกรณีผลผลิตล้นตลาด ซึ่งปีที่ผ่านมาระบบสหกรณ์ประสบความสำเร็จในการแก้ไขปัญหาราคาสินค้าเกษตร

น.ส.มนัญญา เปิดเผยด้วยว่า งบส่วนนี้เป็นการติดเขี้ยวเล็บให้สหกรณ์ ให้โอกาสสหกรณ์ที่จะรวบรวมผลผลิตการเกษตรไปปรับปรุงศักยภาพของตนเอง ทั้งยุ้งฉาง ลานตาก โกดัง ไซโล เป็นต้น ดังนั้น ในฤดูกาลผลิตที่จะออกมาในปีนี้ ทั้งข้าว รวมถึงผลไม้ จะใช้กลไกสหกรณ์เข้าไปช่วยเหลือ เสริมระบบตลาดปกติ ทั้งนี้ ในเบื้องต้นได้รับข่าวดีว่าสหกรณ์การเกษตรนาน้อย จำกัด จ.น่าน ซึ่งได้รับงบตรงนี้ไปในฤดูข้าวโพดปีนี้ สามารถเปิดรับซื้อข้าวโพดได้เพิ่มมากขึ้นจากเดิมที่ซื้อได้เพียง 2,000 ตันต่อฤดูกาลผลิตหลังจากได้รับงบปรับโครงสร้างฯมีโกดังใหญ่ขึ้น และเพียง 2 เดือนสามารถรับซื้อผลผลิตข้าวโพดได้แล้ว 3,000 ตัน ซึ่งจะเป็นการช่วยเหลือเกษตรกรให้ขายข้าวโพดในราคาที่เป็นธรรม เพราะสหกรณ์จะมีราคาพิเศษให้กับสมาชิกฯ

สำหรับสหกรณ์การเกษตรนาน้อย จำกัด มีสมาชิก 1,977 คน ทุนดำเนินการมากกว่า 356 ล้านบาท ก่อตั้งจดทะเบียนจัดตั้งเป็นสหกรณ์เมื่อวันที่ 1 มีนาคม 2543

เกษตรฯทำMOUสคช. มุ่งเน้นการพัฒนาคน สู่ความเป็นมืออาชีพ ด้านทำเกษตรกรรม

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/639008

วันพฤหัสบดี ที่ 3 มีนาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

นายศรัญญู พูลลาภ รองอธิบดีกรมหม่อนไหม ร่วมในพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือการพัฒนากำลังคนด้านการเกษตรสู่ความเป็นมืออาชีพด้วยระบบคุณวุฒิวิชาชีพ (MOU) ระหว่างกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และสถาบันคุณวุฒิวิชาชีพ (องค์การมหาชน) (สคช.) โดยนายธนา ชีรวินิจ เลขานุการ รมว.เกษตรฯ นายนคร ศิลปอาชา ประธานกรรมการสถาบันคุณวุฒิวิชาชีพ ร่วมเป็นสักขีพยาน และมีนายสำราญ สาราบรรณ์ รองปลัดกระทรวงเกษตรฯ นายสุรพล พลอยสุข ผอ.สถาบันคุณวุฒิวิชาชีพ เป็นผู้แทนของหน่วยงานลงนามในบันทึกข้อตกลงความร่วมมือฯ ตลอดจนผู้บริหารของทั้ง 2 หน่วยงาน เข้าร่วม

ทั้งนี้ สำหรับบันทึกข้อตกลงความร่วมมือฯ ในครั้งนี้ มีเป้าหมายขับเคลื่อนร่วมกันในการพัฒนาศักยภาพและสนับสนุนบุคลากรผู้ประกอบอาชีพด้านการเกษตรในเครือข่ายของกระทรวงเกษตรฯ เพื่อเข้ารับการประเมินสมรรถนะของบุคคลตามมาตรฐานอาชีพและคุณวุฒิวิชาชีพ ในสาขาวิชาชีพหรือสาขาอาชีพด้านการเกษตร ดำเนินการศึกษาวิจัย พัฒนาหลักสูตรการเรียนการสอน และหลักสูตรฝึกอบรมบุคลากรผู้ประกอบอาชีพด้านการเกษตร รวมทั้งขับเคลื่อนการฝึกอบรมผ่านระบบการเรียนรู้สมรรถนะบุคคลตามมาตรฐานอาชีพ และคุณวุฒิวิชาชีพในรูปแบบอิเล็กทรอนิกส์ สร้างการรับรู้ และยอมรับในระบบคุณวุฒิวิชาชีพ ตลอดจนเผยแพร่และประชาสัมพันธ์กิจกรรมที่ทำร่วมกันให้เป็นที่แพร่หลาย ยกระดับมาตรฐานในการประกอบอาชีพตามระบบคุณวุฒิวิชาชีพ ยกระดับสมรรถนะกำลังคนด้านการเกษตรของประเทศไทย พัฒนาระบบคุณวุฒิวิชาชีพสู่การเป็นต้นแบบมืออาชีพที่ได้รับการยอมรับในระดับสากล

สมาคมไข่ไก่ประกาศช่วยตรึงราคาไข่คละหน้าฟาร์มไม่เกิน 3.10 บาท

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/639036

สมาคมไข่ไก่ประกาศช่วยตรึงราคาไข่คละหน้าฟาร์มไม่เกิน 3.10 บาท

วันพุธ ที่ 2 มีนาคม พ.ศ. 2565, 20.21 น.

สมาคมไข่ไก่ประกาศช่วยตรึงราคาไข่คละหน้าฟาร์มไม่เกิน 3.10 บาท

2 มีนาคม 2565 นายมงคล พิพัฒสัตยานุวงศ์ นายกสมาคมผู้ผลิต ผู้ค้าและส่งออกไข่ไก่ เปิดเผยว่า สมาคมฯได้มีการหารือร่วมกับสมาชิก และผู้เลี้ยงไก่ไข่แล้ว เข้าใจสถานการณ์ดีว่าหากปรับขึ้นราคาไข่คละหน้าฟาร์มที่ 3.20 บาท อาจจะกระทบต่อประชาชนผู้บริโภค และทำให้กำลังซื้อของผู้บริโภคปรับลดลง จึงขอความร่วมมือให้ผู้เลี้ยงไก่ไข่แบกรับภาระต้นทุนไว้และจะตรึงราคาไข่คละหน้าฟาร์มไว้ที่ไม่เกิน 3.10 บาท จึงขอวอนสังคมโปรดเข้าใจผู้เลี้ยงที่ต้องแบกรับต้นทุนที่สูงขึ้น ไม่ได้ต้องการฉวยโอกาสปรับราคาแต่อย่างใด

ทั้งนี้ ก่อนหน้านี้ สมาคมฯได้ให้ความร่วมมือกับกระทรวงพาณิชย์ในการตรึงราคาไข่คละหน้าฟาร์มที่ 2.90 บาท มาตั้งแต่ต้นเดือนมกราคม 2565 จนถึงปัจจุบัน แต่ปัจจุบันต้นทุนการเลี้ยงไก่ไข่สูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง จากราคาน้ำมันและอาหารสัตว์ที่ปรับสูงขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งปัจจุบันจากสถานการณ์สงครามระหว่างรัสเซียและยูเครน ได้ส่งผลกระทบต่อวัตถุดิบอาหารสัตว์ ส่งผลให้ราคาอาหารสัตว์ปรับสูงขึ้นไปอีก ทางผู้เลี้ยงไก่ไข่จึงจำเป็นต้องปรับราคาให้สอดคล้องกับต้นทุนที่ปรับขึ้นจริง เพราะที่ผ่านมา ผู้เลี้ยงไก่ไข่ต้องแบกรับภาระมาอย่างต่อเนื่อง

‘กลไกตลาด’ตัวขับเคลื่อนราคาสินค้าปศุสัตว์

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/638971

‘กลไกตลาด’ตัวขับเคลื่อนราคาสินค้าปศุสัตว์

วันพุธ ที่ 2 มีนาคม พ.ศ. 2565, 17.33 น.

‘กลไกตลาด’ตัวขับเคลื่อนราคาสินค้าปศุสัตว์

การดูแลราคาสินค้าเกษตรของรัฐบาลแต่ละยุคแต่ละสมัย มักให้ความสำคัญกับเกษตรกรพืชไร่ จนมองข้ามเกษตรกรในภาคปศุสัตว์ ซึ่งเป็นหนึ่งในห่วงโซ่อุปทานการผลิตอาหาร เราจึงได้เห็นรัฐโชว์ผลงานการยกระดับราคาธัญพืชต่างๆ เช่น ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ให้สูงขึ้นเป็นประวัติการณ์ แต่ยังไม่เคยเห็นรัฐบาลใดโชว์ว่าสามารถทำให้ราคาไข่ไก่สูงขึ้นเป็นประวัติการณ์ หรือมีผลงานที่ทำให้เนื้อหมู-เนื้อไก่มีราคาดี … ในทางกลับกัน เกษตรกรภาคปศุสัตว์กลับถูก “ตรึงราคาขาย”  หรือบังคับให้ขายในราคาควบคุม ซึ่งไม่เป็นธรรมกับเกษตรกรผู้เลี้ยงสัตว์ เพราะการหนุนหรือส่งเสริมให้พวกเขามีต้นทุนการเลี้ยงสัตว์ที่สูง จากราคาพืชผลที่แพงขึ้น แต่วางขีดจำกัดให้ขายได้ในราคาควบคุม เท่ากับเป็นการบอนไซผู้เลี้ยงสัตว์ และไม่ส่งเสริมให้ภาคเกษตรเติบโตอย่างยั่งยืน

ยิ่งในสถานการณ์ปัจจุบันยิ่งน่าเห็นใจ เพราะราคาวัตถุดิบอาหารสัตว์มีราคาพุ่งสูงขึ้นต่อเนื่องจากสงครามยูเครน ไม่ว่าจะเป็นข้าวสาลีพุ่งสูงขึ้นเป็น 12.75 บาท/กก. จากราคา 8.91 บาท/กก.ในปี 2564 ราคาข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ในประเทศไทย พุ่งสูงกว่าตลาดโลกไปอยู่ที่ 12 บาท/กก. และมีแนวโน้มขยับต่อเนื่องไปถึง 15 บาท/กก. ซ้ำเติมราคาที่สูงอยู่แล้วให้สูงขึ้นไปอีก ส่งผลให้เกษตรกรภาคปศุสัตว์ ทั้งไก่เนื้อ สุกร ไก่ไข่ และอื่นๆ ต้องรับภาระต้นทุนการผลิตเนื้อสัตว์ที่สูงขึ้น เป็นภาระหนักของเกษตรกรผู้เลี้ยงสัตว์ แต่ปัญหาที่หนักกว่าคือการถูกบังคับให้ขายในราคาควบคุม

จากแนวคิดของ รศ.สมพร อิศวิลานนท์ นักวิชาการอาวุโสสถาบันคลังสมองของชาติ ที่เคยกล่าวผ่านสื่อมวลชนว่า การแก้ปัญหาราคาสินค้าเกษตร รัฐไม่ควรเลือกอุดหนุนเฉพาะสินค้าเกษตรตัวใดตัวหนึ่ง และในระยะยาวรัฐต้องสร้างสมดุลโครงสร้างภาคการเกษตร

ผู้เขียนเห็นด้วยอย่างยิ่งกับการสร้างสมดุลโครงสร้างภาคการเกษตร แม้จะดูเป็นเรื่องยากแต่อย่างน้อยรัฐควรเริ่มจากการพิจารณาภาคเกษตรให้ครอบคลุมตลอดห่วงโซ่การผลิตตั้งแต่ต้นน้ำไปถึงปลายน้ำ เนื่องจากการคุมราคาขายเฉพาะปลายทางของเกษตรกรที่อยู่ปลายห่วงโซ่เช่นนี้จะนำไปสู่การล่มสลายของอาชีพเกษตรกร ดังเช่นที่มีเกษตรกรรายย่อยหลายรายตัดสินใจเลิกเลี้ยงสัตว์ในช่วงนี้ เนื่องจากรับภาระขาดทุนต่อไปไม่ได้

ทางออกที่ดีคือ รัฐควรนำกลไกตลาดกับการบริหารจัดการราคาแบบยั่งยืนมาใช้ โดยให้หลักอุปสงค์-อุปทาน ทำหน้าที่ควบคุมราคาขายเอง ถ้าของมีมาก ความต้องการน้อย ราคาก็ถูก ถ้าของมีน้อย ราคาแพง ผู้บริโภคก็เลี่ยงและไม่ซื้อ ในที่สุดราคาก็จะลดลงเอง ดังเช่นที่นำไปบริหารจัดการกับสินค้าสุกรและทำให้ราคาสุกรลดลงเข้าสู่ภาวะสมดุลได้สำเร็จ  

ขอย้ำว่า “กลไกตลาด” จะทำหน้าที่ของมันเองได้อย่างไม่บกพร่อง ขณะเดียวกันหน้าที่ของรัฐก็ไม่ใช่การควบคุมราคาหรือตรึงราคาขายสินค้าเกษตร แต่รัฐควรปรับตัวเป็นผู้หาตลาดรองรับให้เกษตรกร และสนับสนุนให้ต้นทุนการผลิตของเกษตรกรถูกลง เพื่อให้เขามีกำไรและสามารถผลิตเนื้อสัตว์ต่อไป ซึ่งจะส่งผลให้ปริมาณผลผลิตที่ป้อนตลาดนั้นสม่ำเสมอ และเป็นทางออกที่ดีสำหรับการแก้ปัญหาราคาสินค้าเกษตรอย่างยั่งยืน

โดย ลักขณา นิราวัลย์