เกษตรฯยันสินค้าไทยเติบโตตลาดโลก

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/632389

วันอังคาร ที่ 1 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2565, 06.00 น.

นายฉันทานนท์ วรรณเขจร เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร และโฆษกกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวถึงสถานการณ์การค้าระหว่างประเทศภายใต้สถานการณ์แพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19ว่าสถิติภาพรวมการส่งออกสินค้าเกษตรไทยไปยังประเทศต่างๆ ทั่วโลก ยังคงแข็งแกร่ง โดยเฉพาะการค้าไทยกับทั่วโลกคิดเป็นมูลค่า 1,273,761 ล้านบาท หากพิจารณาเฉพาะการค้าระหว่างไทยกับประเทศทำความตกลงการค้าเสรี (Free Trade Agreement : FTA) ไม่นับรวมประชาคมอาเซียน ประกอบด้วย จีน ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ เปรู ชิลี อินเดีย ฮ่องกง ภาพรวมการค้า อยู่ที่ 760,148 ล้านบาท

ทั้งนี้ ไทยเป็นฝ่ายได้เปรียบดุลการค้าคิดเป็นมูลค่า 435,120 ล้านบาทตลาดส่งออกที่ขยายตัวมากที่สุด ได้แก่ อินเดีย จีน เกาหลีใต้ นิวซีแลนด์ และญี่ปุ่น สำหรับสินค้าเกษตรที่ส่งออกเพิ่มขึ้น ได้แก่ ยางพารา มูลค่า 159,157 ล้านบาท ผลไม้สด มูลค่า 128,818 ล้านบาท สตาร์ชและอินูลิน มูลค่า 46,979 ล้านบาท มันสำปะหลัง มูลค่า 36,034 ล้านบาท กุ้งสด/แช่แข็ง มูลค่า 26,210 ล้านบาท และน้ำมันปาล์ม มูลค่า 22,349 ล้านบาท เป็นต้น นอกจากนี้การค้าสินค้าเกษตรของไทยกับประชาคมอาเซียน 9 ประเทศ ได้แก่ บรูไน กัมพูชา อินโดนีเซีย ลาว มาเลเซีย เมียนมา ฟิลิปปินส์ สิงคโปร์ และเวียดนาม มีมูลค่าการค้ารวม 402,912 ล้านบาท โดยไทยเป็นฝ่ายได้เปรียบดุลการค้า คิดเป็นมูลค่า 156,563 ล้านบาท ซึ่งไทยส่งออกไปยังมาเลเซีย เป็นอันดับหนึ่ง รองลงมา ได้แก่ เวียดนาม และกัมพูชา ตามลำดับ

สำหรับสินค้าเกษตรส่งออกสูงสุด 5 อันดับแรก ได้แก่ เครื่องดื่มประเภทนมยูเอชที นมถั่วเหลือง มูลค่า 42,297 ล้านบาท น้ำตาลและผลิตภัณฑ์จากน้ำตาล มูลค่า 35,054 ล้านบาท ยางพารา มูลค่า 27,057 ล้านบาท ของปรุงแต่งเบ็ดเตล็ดที่บริโภคได้ มูลค่า 25,928 ล้านบาท และของปรุงแต่งจากธัญพืช แป้ง และนม มูลค่า 22,583 ล้านบาท

กรมชลฯชี้แจงชาวนา จ่ายค่าน้ำ500บาท/ไร่ เป็นค่าไฟสถานีสูบน้ำ ตามข้อตกลงกับอบต.

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/632398

วันอังคาร ที่ 1 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2565, 06.00 น.

ดร.ทวีศักดิ์ ธนเดโชพล รองอธิบดีกรมชลประทาน ชี้แจงกรณีที่มีการนำเสนอข่าวจากทางสื่อออนไลน์ ว่าน้ำแล้งข้าวส่อแห้งตาย ชาวนาปากน้ำโพโอด ต้องซื้อน้ำทำนา ไร่ละ 500 บาท ว่าได้มอบหมายให้โครงการชลประทานนครสวรรค์ สำนักงานชลประทานที่ 3ลงพื้นที่ตรวจสอบข้อเท็จจริงร่วมกับฝ่ายปกครอง และทำความเข้าใจกับกลุ่มเกษตรกรในพื้นที่ พบว่าค่าใช้จ่ายที่มีการเรียกเก็บนั้นเป็นค่ากระแสไฟฟ้าของสถานีสูบน้ำด้วยไฟฟ้า ที่จัดเก็บโดยอบต.บ้านแก่ง ตามข้อตกลงที่ทำไว้กับกลุ่มผู้ใช้น้ำ ซึ่ง อบต.สนับสนุนค่ากระแสไฟฟ้าสมทบ 60% ส่วนอีก 40% กลุ่มผู้ใช้น้ำจะเป็นผู้จ่ายเอง สำหรับสถานีสูบน้ำด้วยไฟฟ้าดังกล่าว กรมชลประทานได้ถ่ายโอนให้กับ อบต.บ้านแก่ง ตั้งแต่วันที่ 23 มีนาคม 2547

ทั้งนี้ กรมชลประทาน ไม่ได้นิ่งนอนใจต่อปัญหาที่เกิดขึ้นได้ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องลงพื้นที่ไปติดตามสภาพปัญหา และร่วมกันหาแนวทางในการช่วยเหลือเกษตรกรที่ได้รับผลกระทบแล้ว ขอให้ทุกภาคส่วนร่วมใจกันประหยัดน้ำ ซึ่งกรมชลประทาน ได้ประชาสัมพันธ์สร้างการรับรู้ “ประหยัดน้ำ เท่ากับ บริจาค” ภายใต้โครงการ “ประหยัดน้ำ ทางรอดต้านแล้ง” เพื่อรณรงค์ให้ทุกภาคส่วนตระหนักถึงความสำคัญของการประหยัดทรัพยากรน้ำ ก่อนที่วิกฤตภัยแล้งจะมาถึง และร่วมแรงร่วมใจใช้ทรัพยากรน้ำที่มีอยู่อย่างจำกัดให้เกิดประโยชน์และคุ้มค่าที่สุด

‘ประภัตร’เยียวยาผู้เลี้ยงโค ดันโครงการสานฝันสร้างอาชีพ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/632395

วันอังคาร ที่ 1 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2565, 06.00 น.

นายประภัตร โพธสุธน รมช.เกษตรและสหกรณ์กล่าวภายหลังมอบเงินเยียวยาให้กับเกษตรกรผู้เลี้ยงโค-กระบือ ที่ได้รับผลกระทบจากโรคลัมปี สกินในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 5 จังหวัด ได้แก่ ศรีสะเกษ ยโสธร นครพนม อุบลราชธานี และอุดรธานี ว่า กรมปศุสัตว์ได้จัดซื้อวัคซีนลัมปี สกินและกระจายวัคซีนไปทั่วประเทศ ส่งผลให้สถานการณ์การระบาดดีขึ้น ในหลายพื้นที่กลับเข้าสู่ภาวะปกติแล้ว โดยข้อมูลสัตว์ป่วยรายวันเหลือน้อยมาก คาดว่าประเทศไทยจะสามารถขอคืนสถานะปลอดโรคลัมปี สกิน ได้

สำหรับอัตราการช่วยเหลือเยียวยาเกษตรกรที่ได้รับผลกระทบโค-กระบือตาย จากโรคลัมปี สกิน ตามหลักเกณฑ์วิธีปฏิบัติปลีกย่อยเกี่ยวกับการให้ความช่วยเหลือด้านเกษตรผู้ประสบภัยพิบัติกรณีฉุกเฉิน 2564 โค ได้ไม่เกินรายละ 5 ตัว อายุน้อยกว่า 6 เดือน 13,000 บาทอายุ 6 เดือนถึง 1 ปี 22,000 บาท อายุมากกว่า1-2 ปี 29,000 บาท อายุมากกว่า 2 ปีขึ้นไป35,000 บาท ส่วนกระบือ ไม่เกินรายละ 5 ตัวอายุน้อยกว่า 6 เดือน 15,000 บาท อายุ 6 เดือนถึง 1 ปี 24,000 บาท อายุมากกว่า 1-2 ปี32,000 บาท อายุมากกว่า 2 ปีขึ้นไป 39,000 บาทขณะนี้มีจังหวัดส่งเรื่องขอความช่วยเหลือจากกรมปศุสัตว์ แล้ว 46 จังหวัด เกษตรกร 49,293 รายโค-กระบือ 54,778 ตัว

นายประภัตร กล่าวอีกว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และ รมว.กลาโหมมีความห่วงใยเกษตรกรภาคตะวันออกเฉียงเหนือจึงมอบให้กระทรวงเกษตรฯ เร่งส่งเสริมอาชีพที่เหมาะสมให้เกษตรกร โดยเฉพาะการเลี้ยงโครุ่นใหม่ทดแทนความเสียหายจากโรคดังกล่าว จึงร่วมกับธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ดำเนินโครงการ “สานฝันสร้างอาชีพ และยกระดับรายได้เกษตรกร”มีวัตถุประสงค์ในการปล่อยสินเชื่อสำหรับใช้ในการประกอบอาชีพการเกษตร หรืออาชีพนอกภาคเกษตร หรือการลงทุนค้าขาย เน้นอาชีพที่มีตลาดรองรับชัดเจน มีการประกันราคารับซื้อผลผลิต สามารถสร้างรายได้ในระยะเวลาไม่เกิน6 เดือน ซึ่งโครงการดังกล่าวไม่เพียงส่งเสริมการเลี้ยงโคเท่านั้น แต่มีทางเลือกอาชีพด้านปศุสัตว์ ให้เลี้ยงสุกรขุน ไก่ไข่ จิ้งหรีด เป็ดไข่และแพะขุน

ส่วนเมนูอาชีพด้านพืช สนับสนุนให้เกษตรกรปลูกฟักทอง ฟักเขียว กระชายขาว และข้าวโพดและเมนูอาชีพด้านประมง สนับสนุนให้มีการเลี้ยงปลาตะเพียน ปลาทับทิม ปลาดุก และกุ้ง ทั้งนี้ หากเกษตรที่สนใจสามารถยื่นความประสงค์ขอกู้ตามโครงการได้ 2 ช่องทาง ได้แก่1.ยื่นขอกู้เงินที่ ธ.ก.ส.สาขาที่มีภูมิลำเนาหรือที่ตั้งของโครงการ (Walk In) และ 2.ให้ผู้ขอกู้ลงทะเบียนยื่นขอสินเชื่อผ่านช่องทางไลน์ :BAAC Family นัดหมายผู้ขอกู้ผ่านระบบนัดหมายโดยวงเงินกู้สูงสุดรายละไม่เกิน 100,000 บาท แต่ต้องไม่เกินค่าใช้จ่าย หรือค่าลงทุนจริงของลูกค้าแต่ละราย

ศูนย์ข้าวอุดรฯผลิตเมล็ดพันธุ์ เพิ่มศักยภาพ-ปรับปรุงคุณภาพ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/632390

วันอังคาร ที่ 1 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2565, 06.00 น.

ว่าที่ ร.ท.อลงกต ถนอมสุข ผอ.ศูนย์เมล็ดพันธุ์ข้าวอุดรธานีเปิดเผยว่า ได้สนับสนุน ส่งเสริม และกระจายเมล็ดพันธุ์ดีไปสู่เกษตรกร โดยการส่งเสริมและพัฒนาการผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าว เพื่อให้เกษตรกรมีความรู้ความเข้าใจ และสามารถต่อยอด สร้างคน สร้างงาน และพัฒนาข้าวไทยให้ยั่งยืน โดยผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวฤดูฝนปี 2564 จำนวน 3,900 ตัน แยกเป็นข้าว กข 12 จำนวน 100 ตัน ข้าว กข 6 จำนวน2,500 ตัน ข้าว กข 15 จำนวน 500 ตัน และข้าวขาวดอกมะลิ105 จำนวน 800 ตัน เพื่อตอบสนองความต้องการใช้เมล็ดพันธุ์ข้าวของเกษตรกรใน จ.อุดรธานี และจังหวัดใกล้เคียง สำหรับการผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวมีขั้นตอน ดังนี้1.การวางแผนการผลิตเมล็ดพันธุ์ 2.การจัดหาเมล็ดพันธุ์หลัก3.การจัดทำแปลงผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าว

ทั้งนี้ ทุกๆ ขั้นตอนของการผลิตเมล็ดพันธุ์ของเกษตรกรที่อยู่ภายใต้การดูแลของศูนย์เมล็ดพันธุ์ข้าวอุดรธานี จะมีเจ้าหน้าที่ของศูนย์ฯ ลงพื้นที่ติดตาม และให้คำแนะนำ มอบองค์ความรู้เรื่องข้าว การผลิตให้มีคุณภาพมาตรฐานตามที่กรมการข้าวกำหนด เพื่อให้ได้เมล็ดพันธุ์ข้าวคุณภาพดี และการผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวจำเป็นต้องคำนึงถึงคุณภาพ มาตรฐานและการมีความรู้ความเข้าใจในการผลิตข้าวที่เหมาะสม ซึ่งเป็นอีกหนึ่งช่องทางของเกษตรกรที่จะสามารถต่อรองราคากับตลาดได้

กลุ่มบริหารการใช้น้ำระบบท่อบ้านชำตาเรือง คว้ารางวัลชนะเลิศ สถาบันเกษตรกรผู้ใช้น้ำชลประทานดีเด่น ปี65

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/632348

กลุ่มบริหารการใช้น้ำระบบท่อบ้านชำตาเรือง คว้ารางวัลชนะเลิศ สถาบันเกษตรกรผู้ใช้น้ำชลประทานดีเด่น ปี65

วันจันทร์ ที่ 31 มกราคม พ.ศ. 2565, 17.51 น.

กลุ่มบริหารการใช้น้ำระบบท่อบ้านชำตาเรือง จังหวัดจันทบุรี คว้ารางวัลชนะเลิศ สถาบันเกษตรกรผู้ใช้น้ำชลประทานดีเด่น ประจำปี 2565 ไปครอง ย้ำยึดหลักบริหารจัดการน้ำร่วมกันอย่างเท่าเทียม เพิ่มผลผลิตการเกษตร สร้างรายได้ที่มั่นคงและยั่งยืนให้กับสมาชิกในกลุ่มฯ

31 ม.ค.2565 นายประพิศ จันทร์มา อธิบดีกรมชลประทาน เปิดเผยถึงผลการคัดเลือกสถาบันเกษตรกรผู้ใช้น้ำชลประทานดีเด่น ประจำปี 2565 รอบตัดสิน ว่า ตามที่กองส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชน กรมชลประทาน ได้ดำเนินการคัดเลือกสถาบันเกษตรกรผู้ใช้น้ำชลประทานดีเด่น เพื่อส่งเสริมกระบวนการมีส่วนร่วมของเกษตรกรกลุ่มผู้ใช้น้ำ ในการขับเคลื่อนการบริหารจัดการน้ำชลประทานร่วมกันระหว่างสมาชิก  เพื่อให้มีปริมาณน้ำเพียงพอต่อการเกษตรอย่างทั่วถึงและเป็นธรรม  โดยเกณฑ์ในการคัดเลือกจะเป็นไปตามที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์กำหนด คือ 1.ความคิดริเริ่ม 2. ความสามารถในการบริหารจัดการน้ำ 3.การมีส่วนร่วมของสมาชิก 4.ความมั่นคงและฐานะทางเศรษฐกิจของสถาบัน 5.การทำกิจกรรมด้านสาธารณประโยชน์ และการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม  ซึ่งในปี 2565 นี้  กลุ่มที่ได้รับรางวัลชนะเลิศ ระดับกรมชลประทาน

อันดับที่ 1 ได้แก่ กลุ่มบริหารการใช้น้ำระบบท่อบ้านชำตาเรือง จังหวัดจันทบุรี โครงการชลประทานจันทบุรี สำนักงานชลประทานที่ 9  

อันดับที่ 2  กลุ่มบริหารการใช้น้ำชลประทานอ่างเก็บน้ำห้วยแฮต จังหวัดน่าน โครงการชลประทานน่าน สำนักงานชลประทานที่ 2

อันดับที่ 3 กลุ่มบริหารการใช้น้ำชลประทานฝายวังยาง โซน 2 จังหวัดร้อยเอ็ด โครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาชีกลาง สำนักงานชลประทานที่ 6

อันดับที่ 4 กลุ่มบริหารการใช้น้ำคลองด้วน จังหวัดสุพรรณบุรี โครงการส่งน้ำและบำรุงรักษากระเสียว สำนักงานชลประทานที่ 12

โดยกลุ่มบริหารการใช้น้ำระบบท่อบ้านชำตาเรือง จังหวัดจันทบุรี ที่ได้รับรางวัลที่ 1 จะเข้ารับรางวัลพระราชทาน ในวันพืชมงคล 2565 ต่อไป

ด้านดร.ทวีศักดิ์ ธนเดโชพล รองอธิบดีกรมชลประทาน ในฐานะประธานคณะอนุกรรมการคัดเลือกสถาบันเกษตรกรผู้ใช้น้ำชลประทานดีเด่น ประจำปี พ.ศ. 2565 กล่าวเพิ่มเติมว่า  โครงการอ่างเก็บน้ำศาลทราย จังหวัดจันทบุรี  เป็น 1 ใน โครงการพัฒนาลุ่มน้ำจันทบุรีอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ที่มีความสำคัญต่อจังหวัดจันทบุรี เนื่องจากเป็นแหล่งเก็บกักน้ำขนาดกลางเพียงแห่งเดียว ที่ตั้งอยู่ในพื้นที่ตอนบนของจังหวัด ความจุเก็บกักประมาณ 10 ล้านลูกบาศก์เมตร มีพื้นที่ชลประทานด้านท้ายอ่างเก็บน้ำประมาณ 13,900 ไร่ ส่งน้ำให้กับเกษตรกรโดยการปล่อยน้ำลงตามลำน้ำธรรมชาติ มีฝายทดน้ำ เก็บน้ำไว้เป็นช่วง ๆ เพื่อให้เกษตรกรที่อาศัยอยู่ตามลำน้ำสูบน้ำไปใช้ทำการ แต่เนื่องจากพื้นที่รับประโยชน์ของอ่างเก็บน้ำศาลทรายส่วนใหญ่อยู่ทางตอนล่าง ทำให้เกษตรกรโดยรอบที่อยู่ทางตอนบนของอ่างฯ ซึ่งส่วนใหญ่ประกอบอาชีพทำสวนผลไม้ ในช่วงฤดูแล้งได้รับน้ำไม่ทั่วถึง ส่งผลต่อการเจริญเติบโต ทำให้ผลผลิตไม่ได้คุณภาพและราคาต่ำ

กรมชลประทาน จึงได้ประสานกับเกษตรกรในพื้นที่ ทำการประชาสัมพันธ์สร้างการรับรู้ถึงวัตถุประสงค์ในการจัดทำโครงการระบบท่อส่งน้ำบ้านชำตาเรือง เพื่อทำหน้าที่สูบน้ำจากอ่างเก็บน้ำศาลทราย ส่งให้กับพื้นที่ชลประทานตอนบนของอ่างฯ ประมาณ 2,185 ไร่ สามารถแก้ไขปัญหาการขาดแคลนน้ำให้แก่เกษตรกรที่อยู่ทางตอนบนของอ่างฯได้ ที่สำคัญเกษตรกรในพื้นที่ได้เข้ามามีบทบาทในการบริหารจัดการน้ำด้วยตัวเอง มีการจัดตั้งกลุ่มบริหารการใช้น้ำระบบท่อบ้านชำตาเรือง เพื่อบริหารจัดการน้ำที่ส่งเข้าพื้นที่แปลงเพาะปลูกของแต่ละรายตามรอบเวร จึงทำให้ได้รับน้ำอย่างเต็มที่ ส่งผลให้ผลผลิตที่ออกมามีคุณภาพ ไม่ต่างจากพื้นที่การเพาะปลูกที่อยู่ทางตอนล่างของอ่างฯ นับได้ว่าโครงการนี้เป็นอีกหนึ่งโครงการที่เอื้อประโยชน์ต่อเกษตรกรที่มีพื้นที่เพาะปลูกทั้งตอนบนและตอนล่างของอ่างฯ ได้อย่างเท่าเทียมกัน

‘มนัญญา’ดันส่งออกผลไม้ไทยเข้าจีน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/632143

วันจันทร์ ที่ 31 มกราคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

น.ส.มนัญญา ไทยเศรษฐ์ รมช.เกษตรและสหกรณ์ กล่าวว่า จากสถานการณ์แพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ทำให้ช่วงที่ผ่านมาทุกด่านของจีน เข้มงวดตรวจสอบสินค้าเกษตรที่นำเข้าจากทุกประเทศ ทั้งเรื่องของศัตรูพืชและเชื้อไวรัสโควิด-19 ไม่ให้ปนเปื้อนกับสินค้า จึงสั่งการให้กรมวิชาการเกษตร ติดตามสถานการณ์การส่งออกอย่างใกล้ชิด และรายงานให้ทราบทุกระยะ เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดผลกระทบต่อการส่งออกผลไม้ไทย อย่างไรก็ดีมีรายงานจากฝ่ายเกษตรประจำสถานกงสุลใหญ่ นครกว่างโจว ว่าได้ประสานขอให้กรมวิชาการเกษตร แจ้งผู้ประกอบการวางแผนการส่งออกผลไม้ผ่านด่านทางบกของจีนว่าหยุดบริการช่วงเทศกาลตรุษจีน เพื่อไม่ให้เกิดความเสียหายกับสินค้าที่จะส่งออก

ด้าน นายภัสชญภณ หมื่นแจ้ง รองอธิบดีกรมวิชาการเกษตร กล่าวว่า ด่านนำเข้าของจีนที่จะปิดทำการในช่วงระหว่างวันที่ 31 มกราคม-6 กุมภาพันธ์ 2565 มี 3 ด่าน ได้แก่ ด่านตงซิง ด่านโหย่วอี้กวน ซึ่งปัจจุบันมีการจำกัดจำนวนรถเข้าวันละประมาณ 80-100 คัน ตามมาตรการควบคุมการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 และด่านรถไฟผิงเสียง ปิดรับการยื่นสำแดง
นำเข้าผลไม้แล้ว เหลือเพียงด่านโม่ฮานที่ยังเปิดทำการ แต่จำกัดจำนวนรถบรรทุกสินค้า ผ่านเข้าด่านวันละประมาณ 100 คัน การดำเนินการอาจล่าช้า

“ในช่วงนี้ผู้ประกอบการส่งออกผลไม้ควรชะลอการผ่านเส้นทางบกจากเวียดนามเข้าจีน และใช้เส้นทางขนส่งทางอื่นแทนเพื่อหลีกเลี่ยงสินค้าตกค้างและผ่านด่านไม่ทันก่อนช่วงหยุดเทศกาลตรุษจีน แม้ว่าด่านโม่ฮาน จะไม่ได้ปิดช่วงเทศกาลตรุษจีน แต่ปริมาณรถขนส่งสินค้าฝั่งบ่อเต็นรอผ่านเข้าจีนที่ด่านนี้มีจำนวนมาก การดำเนินงานช่วงเทศกาลตรุษจีนอาจมีความล่าช้า ผู้ประกอบการจึงควรประสานงานกับผู้ให้บริการขนส่งอย่างใกล้ชิด”นายภัสชญภณ กล่าว

กรมข้าวอบรมใช้โดรน ช่วยเพิ่มทักษะทำการเกษตร

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/632142

วันจันทร์ ที่ 31 มกราคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

นายณัฏฐกิตติ์ ของทิพย์ รองอธิบดีกรมการข้าว ได้เป็นประธานเปิดอบรมการใช้โดรนทางการเกษตรเพื่อการผลิตข้าวอย่างมีประสิทธิภาพและปลอดภัย รุ่นที่ 1 โดยมีนายเฉลิมชาติ ฤาไชยคาม ผอ.ศูนย์วิจัยข้าวปทุมธานี กล่าวรายงานถึงวัตถุประสงค์ของการจัดงานที่ศูนย์วิจัยข้าว จ.ปทุมธานี

นายณัฏฐกิตติ์กล่าวว่า การใช้โดรนทางการเกษตรในประเทศไทยมีความนิยมแพร่หลายมากขึ้น มีการนำไปใช้ฉีดพ่นสารป้องกันและกำจัดศัตรูข้าวเป็นหลัก ช่วยให้ใช้แรงงานและเวลาที่น้อยกว่าเมื่อเทียบกับวิธีการดั้งเดิม ซึ่งการนำโดรนมาใช้ในแปลงนา ผู้รับจ้างฉีดพ่นและเกษตรกรต้องมีความรู้ความเข้าใจในการใช้โดรนสำหรับการเกษตร เพื่อให้การฉีดพ่นสารมีประสิทธิภาพและมีความแม่นยำ

รองอธิบดีกรมการข้าว กล่าวอีกว่า ศูนย์วิจัยข้าวปทุมธานี ได้ร่วมกับภาคเอกชน จัดอบรมครั้งนี้เพื่อช่วยให้เกษตรกรและเจ้าหน้าที่กรมการข้าว เข้าใจและตระหนักถึงการใช้โดรนทางการเกษตรอย่างมีประสิทธิภาพ สามารถนำเทคโนโลยีสมัยใหม่มาประยุกต์ใช้ให้เกิดประโยชน์ ปลอดภัย และอำนวยความสะดวกในภาคการเกษตรมากยิ่งขึ้น ซึ่งมีผู้เข้าร่วมอบรมทั้งสิ้น 50 ราย สำหรับเนื้อหาในการอบรมจะเป็นการใช้โดรนทางการเกษตรฉีดพ่นอย่างมีประสิทธิภาพ การใช้สารเคมีป้องกันและกำจัดศัตรูข้าวอย่างปลอดภัยรวมถึงการสาธิตการใช้โดรนทางการเกษตรเพื่อการผลิตข้าวอย่างมีประสิทธิภาพและปลอดภัย ทั้งนี้ การอบรมแบ่งออกเป็น 2 ครั้ง ได้ผู้เข้ารวมอบรมทั้งสิ้น 100 คน

‘เกษตรฯ-พาณิชย์’ส่งออกข้าว ใช้อีสานเกตเวย์ตั้งเป้าส่งสินค้าอื่น

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/632144

วันจันทร์ ที่ 31 มกราคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

นายอลงกรณ์ พลบุตร ที่ปรึกษา รมว.เกษตรและสหกรณ์ กล่าวว่า ประเทศไทยสามารถส่งออกข้าวสาร 20 ตู้ ปริมาณ 1,000 ตัน โดยใช้เส้นทางรถไฟสายจีน-ลาว ไปถึงมหานครฉงชิ่ง ภาคตะวันตกของจีนสำเร็จเป็นครั้งแรก ภายใต้การทำงานร่วมกันอย่างใกล้ชิดระหว่างกระทรวงเกษตรฯ กระทรวงพาณิชย์ กระทรวงการต่างประเทศ ภาคเกษตรกรและภาคเอกชน ตามนโยบายการพัฒนาโลจิสติกส์เกษตรและยุทธศาสตร์ตลาดนำการผลิตเพื่อการส่งออกของนายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฎ์ รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.พาณิชย์ กับนายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รมว.เกษตรฯ และต้องขอบคุณประเทศลาวและจีน ในความร่วมมืออันดี

สำหรับประเมินผลการส่งออกข้าวลอตแรก ครั้งนี้ รวมทั้งระบบการจองขบวนรถขนส่งสินค้าและการจองตู้คอนเทนเนอร์ ซึ่งกำลังประสานงานกับผู้ให้บริการของทั้งลาวและจีน เพื่อเร่งขยายผลไปสู่การส่งออกสินค้าเกษตรตัวอื่นรวมทั้งเป้าหมายตลาดใหม่ๆ ทั้งในมณฑลต่างๆ ของจีน และประเทศอื่นๆ ต่อไป

นายอลงกรณ์กล่าวต่อว่า เราเดินหน้าสร้างความพร้อมสำหรับวันนี้มาเป็นเวลากว่า 2 ปี สำหรับการขนส่งผ่านทางรถไฟสายใหม่ซึ่งเพิ่งเปิดเป็นทางการ เมื่อวันที่ 3 ธันวาคม 2564 ตามยุทธศาสตร์อีสานเกตเวย์ (ESAN Gateway) เชื่อมไทย-เชื่อมโลก นับเป็นการเปิดศักราชหน้าใหม่ของการค้าการส่งออกสินค้าไทยไปจีน โดยมีเป้าหมายสู่ตลาดต่อไปคือตลาดเอเชียกลาง เอเชียตะวันออก ตะวันออกกลาง รัสเซีย และยุโรปและเพิ่มสินค้าเกษตรที่จะขนส่งผ่านเส้นทางรถไฟสายนี้ คือ ยางพารา ผลไม้ กล้วยไม้ไทย มันสำปะหลัง ปาล์มน้ำมัน สินค้าประมงและปศุสัตว์ รวมทั้งสินค้าเกษตรแปรรูปและสินค้าอื่นๆ

สำหรับมหานครฉงชิ่ง เป็นชุมทางรถไฟและการขนส่งหลายรูปแบบโดยอาศัยข้อได้เปรียบจากการมีที่ตั้งอยู่บนเส้นทางสายไหมใหม่ BRI (อีต้าอีลู่) และแม่น้ำแยงซีเกียง จึงมีความพร้อมทางด้านโลจิสติกส์และได้วางนโยบายเชื่อมโยง “ฉงชิ่ง-อาเซียน” เป็นแนวทางที่สอดคล้องกับรัฐบาลไทย ทั้งนี้ มหานครฉงชิ่ง มีเขตโลจิสติกส์อาเซียนและนานาชาติในตำบลหนานเผิง เขตปาหนาน (Chongqing ASEAN International Logistics Park) ถือเป็นเส้นทางขนส่งและระบบโลจิสติกส์ที่สำคัญและเป็น “ประตูเศรษฐกิจของจีนตะวันตก”สามารถเป็นจุดกระจายสินค้าไปมณฑลต่างๆ ในภูมิภาคตะวันตกของจีนและขนส่งผ่านไปยังประเทศต่างๆ นอกจากนี้ยังมีตลาดค้าส่งสินค้าเกษตรนานาชาติซวงฝู เป็นศูนย์กลางกระจายผักและผลไม้ของจีนตะวันตก เชื่อมโยงกับสถานีรถไฟ ท่าเรือ และท่าอากาศยานของฉงชิ่ง เหมาะต่อการค้าขายและกระจายสินค้าเกษตรของไทย โดยเฉพาะผลไม้ที่จะขนส่งทางรถไฟจากไทยไปฉงชิ่ง ภายในเวลา 1–2 วัน

กรมชลฯรุดจ้างงาน ช่วยเกษตรกรปี’65 ยอดกว่า7หมื่นคน ใช้งบ4,465ล้านบาท

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/632139

วันจันทร์ ที่ 31 มกราคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

นายประพิศ จันทร์มา อธิบดีกรมชลประทาน กล่าวว่า ได้ขานรับนโยบายของนายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รมว.เกษตรและสหกรณ์ ด้วยการดำเนินโครงการจ้างแรงงานชลประทาน เพื่อช่วยเหลือเกษตรกร ประจำปีงบประมาณ 2565 เพื่อซ่อมแซม บำรุงรักษา ขุดลอกปรับปรุงงานชลประทาน โครงการส่งเสริมการดำเนินงานอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ก่อสร้างแหล่งน้ำ และระบบส่งน้ำเพื่อชุมชน/ชนบท แก้มลิง การจัดการคุณภาพน้ำ และโครงการป้องกันและบรรเทาภัยจากน้ำ ด้วยการจัดจ้างแรงงานทั่วทุกภาคของประเทศ ซึ่งในปีงบประมาณ 2565 มีแผนจัดจ้างแรงงานทั้งสิ้น 75,000 คน วงเงินงบประมาณ 4,465 ล้านบาท ระยะเวลาการจ้างแรงงานอยู่ระหว่าง 1-10 เดือน วงเงินจ้างแรงงาน/คน จะอยู่ที่ประมาณ 8,700–87,000 บาท ปัจจุบันมีการจ้างแรงงานแล้ว 22,120 คน จังหวัดที่มีผลการจ้างแรงงานมากที่สุด 3 ลำดับ คือ เชียงใหม่ 2,303 คน, กาฬสินธุ์ 1,872 คน และอุบลราชธานี 1,730 คน

สำหรับโครงการจ้างแรงงานชลประทาน ได้ดำเนินการมาอย่างต่อเนื่อง เพื่อช่วยเหลือและบรรเทาความเดือดร้อนให้กับเกษตรกร ที่ได้รับผลกระทบจากภัยแล้ง จึงขอเชิญชวนให้พี่น้องเกษตรกร และประชาชนทั่วไป เข้าร่วมโครงการฯ เพื่อเป็นการสร้างรายได้เสริมหรือทดแทนจากการสูญเสียรายได้ด้านการเกษตร หากเกษตรกรหรือประชาชนที่สนใจเข้าร่วมโครงการฯ สามารถติดต่อสอบถามหรือสมัครได้ที่โครงการชลประทานใกล้บ้าน หรือสายด่วนกรมชลประทาน 1460

กรมชลฯออกโรงย้ำ ทุกภาคส่วนร่วมมือ ประหยัดน้ำสู้ภัยแล้ง ชูปลูกข้าวตามแผน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/631568

วันศุกร์ ที่ 28 มกราคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

ดร.ทวีศักดิ์ ธนเดโชพล รองอธิบดีกรมชลประทาน เป็นประธานประชุมคณะอนุกรรมการติดตามและวิเคราะห์แนวโน้มสถานการณ์น้ำ สำนักงานชลประทานที่ 1-17 และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยมีผู้แทนหน่วยงานต่างๆ เข้าร่วม เพื่อติดตามและวิเคราะห์สถานการณ์น้ำในอ่างเก็บน้ำ แหล่งน้ำ และแม่น้ำสายหลักต่างๆ ใช้เป็นข้อมูลในการบริหารจัดการน้ำให้สอดคล้องและเหมาะสมกับสถานการณ์ในแต่ละพื้นที่

ดร.ทวีศักดิ์ กล่าวว่า ปัจจุบันอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่และขนาดกลางทั่วประเทศ มีปริมาณน้ำรวม 55,998 ล้านลูกบาศก์เมตร (ลบ.ม.) คิดเป็นร้อยละ 74 ของความจุอ่างฯ รวมกัน มีน้ำใช้การได้ 32,068 ล้าน ลบ.ม.ปัจจุบันมีการใช้น้ำแล้วประมาณ 8,987 ล้าน ลบ.ม.คิดเป็นร้อยละ 40 ของปริมาณน้ำใช้การได้ เฉพาะ 4 เขื่อนหลักลุ่มน้ำเจ้าพระยา (เขื่อนภูมิพล เขื่อนสิริกิติ์ เขื่อนแควน้อยบำรุงแดน และเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์) มีปริมาณน้ำรวมกันประมาณ 13,457 ล้าน ลบ.ม.คิดเป็นร้อยละ 54 ของความจุอ่างฯ มีน้ำใช้การได้ 6,761 ล้าน ลบ.ม.ปัจจุบันมีการใช้น้ำแล้วประมาณ 2,265 ล้าน ลบ.ม.คิดเป็นร้อยละ 40 ของปริมาณน้ำใช้การได้

สำหรับผลการเพาะปลูกข้าวนาปรัง ปี 2564/65 ทั้งประเทศเพาะปลูกข้าวแล้ว 4.65 ล้านไร่ ร้อยละ 72 ของแผนฯ เฉพาะพื้นที่ลุ่มเจ้าพระยา เพาะปลูกแล้ว 3.25 ล้านไร่ เกินแผนที่วางไว้ ร้อยละ 16 (แผนวางไว้ 2.81 ล้านไร่) ทั้งนี้ ได้กำชับให้โครงการชลประทานในพื้นที่ ดำเนินการสนับสนุนการเพาะปลูกข้าวให้เป็นไปตามแผน และดำเนินการตามมาตรการรองรับสถานการณ์ขาดแคลนน้ำ ปี 2564/65 ทั้ง 8 มาตรการ พร้อมเน้นย้ำสร้างการรับรู้ “ประหยัดน้ำเท่ากับบริจาค” ภายใต้โครงการ “ประหยัดน้ำ ทางรอดต้านแล้ง”