‘ปศุสัตว์’ถกคกก.ประเมินเสี่ยงทุจริต

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/633089

วันศุกร์ ที่ 4 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2565, 06.00 น.

นายสัตวแพทย์สรวิศ ธานีโต อธิบดีกรมปศุสัตว์ มอบหมายให้ นายสุรเดชสมิเปรม เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการขับเคลื่อนการประเมินความเสี่ยงการทุจริต กรมปศุสัตว์ ประจำปีงบประมาณ 2565 ครั้งที่ 3 โดยมี ผอ.กอง/สำนักที่เกี่ยวข้อง ร่วมประชุม ซึ่งเป็นไปตามที่สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ(ป.ป.ท.) ดำเนินการตามยุทธศาสตร์ชาติว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต ระยะที่ 3 (พ.ศ.2560-2564)

ทั้งนี้ หน่วยงานในสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้ถูกกำหนดให้ดำเนินการประเมินความเสี่ยงการทุจริตในด้านที่ 3 โครงการจัดซื้อจัดจ้างที่มีงบประมาณสูงสุด โดยกรมปศุสัตว์ ถูกกำหนดให้วิเคราะห์ความเสี่ยงการทุจริตในด้านที่ 3โครงการจัดซื้อจัดจ้างที่มีวงเงินสูงสุดของหน่วยงาน เพื่อให้การประเมินความเสี่ยงการทุจริตในโครงการที่มีการจัดซื้อจัดจ้างในวงเงินสูงสุด และกำหนดมาตรการบริหารความเสี่ยงของกรมปศุสัตว์เป็นไปโดยละเอียดรอบคอบ สอดคล้องกับการดำเนินงานตามภารกิจกรมปศุสัตว์

สำหรับขอบเขตในการประเมินความเสี่ยงทุจริตประจำปีงบประมาณ 2565 แบ่งออกเป็น 3 ด้าน คือ 1.การประเมินความเสี่ยงการทุจริตที่เกี่ยวข้องกับการพิจารณาอนุมัติอนุญาตตาม พ.ร.บ.การอำนวยความสะดวกในการพิจารณาอนุญาตของทางราชการ 2558

2.การประเมินความเสี่ยงการทุจริตเกี่ยวกับความโปร่งใสของการใช้ตำแหน่งหน้าที่และความโปร่งใสในการใช้อำนาจ และ 3.การประเมินความเสี่ยงเกี่ยวกับความโปร่งใสของการใช้จ่ายงบประมาณโดยคัดเลือกโครงการ ปีงบประมาณ 2565 ที่ต้องจัดซื้อจัดจ้างที่มีวงเงินงบประมาณสูงสุดของหน่วยงาน และงบประมาณ 2565สำนักงาน ป.ป.ท.ได้ประเมินเชิงคุณภาพ “มาตรการควบคุมความเสี่ยงการทุจริต” แบ่งระดับผลการประเมิน 3 ระดับ ได้แก่ 1.P (Pass) พอใช้ 2.G (Good) ดี และ 3.E (Excellent) ยอดเยี่ยม

เกษตรฯเร่งถกผู้ประกอบการ ส่งออกสินค้าผ่านทางรถไฟลาว-จีน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/632828

วันพฤหัสบดี ที่ 3 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2565, 06.00 น.

นายอลงกรณ์ พลบุตร ที่ปรึกษา รมว.เกษตรและสหกรณ์ ในฐานะประธานคณะกรรมการความร่วมมือระหว่างกระทรวงเกษตรฯ และสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (กรกอ.) และประธานคณะทำงานจัดทำแผนแก้ไขปัญหาผลไม้เศรษฐกิจล่วงหน้าทั้งระบบ กล่าวว่า ได้เดินทางไป จ.หนองคาย-อุดรธานี เพื่อหารือกับผู้ประกอบการ “ไทย-ลาว-จีน” ด้านโลจิสติกส์ เพื่อร่วมมือกันในการสนับสนุนการส่งออกสินค้าเกษตร เช่น ข้าว ยางพารา ผัก ผลไม้ กล้วยไม้ สินค้าประมง และสินค้าปศุสัตว์ บนเส้นทางรถไฟลาว-จีนสำหรับฤดูกาลผลิตปี 2565 ตามข้อสั่งการของนายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รมว.เกษตรฯ รวมทั้งการติดตามความคืบหน้าของนิคมอุตสาหกรรมอุดรธานี ทางด้านการลงทุนอุตสาหกรรมเกษตรอาหาร และโครงการโลจิสติกส์ปาร์ค ตลอดจนการใช้เทคโนโลยีใหม่ๆ เช่น ไนโตรเจนฟรีสเซอร์ และระบบตรวจสอบย้อนกลับ

“ประเทศไทยสามารถส่งออกข้าวสาร 20 ตู้ ปริมาณ 500 ตัน โดยใช้เส้นทางรถไฟสายจีน-ลาว โดยมีจุดหมายปลายทางที่มหานครฉงชิ่ง ภาคตะวันตกของจีน สามารถผ่านการตรวจตราและออกใบรับรองจากด่านตรวจพืชที่หนองคาย ขนส่งถึงท่าบก ท่านา และผ่านการเห็นชอบของด่านศุลกากรลาว รอขบวนรถขนส่งสินค้าเพื่อเดินทางออกจากสถานีเวียงจันทน์ใต้ ไปมหานครฉงชิ่งก่อนหน้านี้ได้รับรายงานความคลาดเคลื่อนจากหน่วยงานว่าขนส่งไปฉงชิ่ง รวมทั้งจำนวนน้ำหนักซึ่งได้ช่วยประสานงานกับทางลาวและได้รับความร่วมมืออย่างดีในการอนุมัติผ่านด่านศุลกากรและกระทรวงเกษตรของลาว เมื่อขบวนรถไฟขนส่งมาถึงก็พร้อมออกเดินทางได้ทันที” นายอลงกรณ์ กล่าว

ทั้งนี้ การขนส่งระบบรางเป็นระบบใหม่จากไทยผ่านลาวเพื่อขยายโอกาสทางการค้าภายใต้การทำงานร่วมกันอย่างใกล้ชิดระหว่างกระทรวงเกษตรฯ กับกระทรวงพาณิชย์ แลหน่วยงานต่างๆ พัฒนาโลจิสติกส์เกษตรและยุทธศาสตร์ตลาดนำการผลิต เพื่อการส่งออก ได้เจรจากับทางการจีนและลาว อย่างเป็นทางการและไม่เป็นทางการ โดยเฉพาะในภาวะที่ต้องเผชิญกับการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ทำให้ฝ่าฟันอุปสรรคมาได้และถอดบทเรียนปัญหานำมาสู่การขับเคลื่อนร่วมกัน

นายอลงกรณ์ กล่าวอีกว่าภาคอีสานจะเปลี่ยนไปภายใต้ยุทธศาสตร์อีสานเกตเวย์ เชื่อมไทย-เชื่อมโลกไม่เพียงเป็นประตูโลจิสติกส์การค้าหน้าด่านแต่จะเป็นฐานใหม่ของอุตสาหกรรมเกษตรอาหารในการผลิตเกษตรมูลค่าสูง ตามโครงการ 1 กลุ่มจังหวัด 1 นิคมอุตสาหกรรมเกษตรอาหารของ กรกอ.ทั้งกลุ่มอีสานเหนือ อีสานกลาง และอีสานใต้เพื่อสร้างรายได้เพิ่มให้กับเกษตรกรและผู้ประกอบการโดยรวม

กรมชลฯเกาะติดสถานการณ์น้ำทุกภาค

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/632829

วันพฤหัสบดี ที่ 3 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2565, 06.00 น.

ดร.ทวีศักดิ์ ธนเดโชพล รองอธิบดีกรมชลประทาน เป็นประธานการประชุมคณะอนุกรรมการติดตามและวิเคราะห์แนวโน้มสถานการณ์น้ำ ผ่านไปยังสำนักงานชลประทานที่ 1-17 และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อติดตามและวิเคราะห์สถานการณ์น้ำในอ่างเก็บน้ำ แหล่งน้ำ และแม่น้ำสายหลักต่างๆ สำหรับเป็นข้อมูลในการบริหารจัดการน้ำให้สอดคล้องและเหมาะสมกับสถานการณ์ในแต่ละพื้นที่

ดร.ทวีศักดิ์ระบุว่า อ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่และขนาดกลางทั่วประเทศมีปริมาณน้ำรวมกันทั้งสิ้น 55,406 ล้านลูกบาศก์เมตร (ลบ.ม.) คิดเป็นร้อยละ 73 ของความจุอ่างฯ รวมกัน มีน้ำใช้การได้ 31,474 ล้าน ลบ.ม.ปัจจุบันมีการใช้น้ำไปแล้วประมาณ 9,678 ล้าน ลบ.ม.คิดเป็นร้อยละ 43 ของปริมาณน้ำใช้การได้ เฉพาะ 4 เขื่อนหลักลุ่มน้ำเจ้าพระยา (เขื่อนภูมิพล เขื่อนสิริกิติ์ เขื่อนแควน้อยบำรุงแดน และเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์)มีปริมาณน้ำรวมกันประมาณ 14,284 ล้านลบ.ม.คิดเป็นร้อยละ 53 ของความจุอ่างฯ มีน้ำใช้การได้ 6,588 ล้าน ลบ.ม.ปัจจุบันมีการใช้น้ำไปแล้วประมาณ 2,485 ล้าน ลบ.ม.คิดเป็นร้อยละ 44 ของปริมาณน้ำใช้การได้ สำหรับผลการเพาะปลูกข้าวนาปรัง ปี 2564/65 ทั้งประเทศเพาะปลูกข้าวไปแล้ว 5.36 ล้านไร่ หรือคิดเป็นร้อยละ 84 ของแผนฯ เฉพาะพื้นที่ลุ่มเจ้าพระยา เพาะปลูกไปแล้ว 3.63 ล้านไร่ เกินแผนที่วางไว้ร้อยละ 29 (แผน
วางไว้ 2.81 ล้านไร่)

ทั้งนี้ เนื่องจากปริมาณน้ำต้นทุนอยู่ในเกณฑ์น้อย ประกอบกับปัจจุบันมีการเพาะปลูกเกินแผนที่กำหนด จึงกำชับให้โครงการชลประทานโดยเฉพาะพื้นที่ลุ่มเจ้าพระยา บริหารจัดการน้ำด้วยการหมุนเวียนน้ำในพื้นที่ให้ทั่วถึง เพื่อไม่ให้พื้นที่เพาะปลูกแล้วเกิดความเสียหายด้านการเพาะปลูกพื้นที่ลุ่มต่ำ ให้ควบคุมการเพาะปลูกให้เป็นไปตามแผน รวมทั้งดำเนินการตามมาตรการรองรับฤดูแล้งปี 64/65 ทั้ง 8 มาตรการอย่างเคร่งครัด และสร้างการรับรู้ถึงสถานการณ์น้ำ ให้ทุกภาคส่วนประหยัดน้ำเพื่อให้เพียงพอในฤดูแล้งนี้

เกษตรฯจับมือผู้ส่งออก ยกระดับคุณภาพผลไม้ ติวเข้มให้ผู้ปลูกทุเรียน มั่นใจตลาดต้องการสูง

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/632827

วันพฤหัสบดี ที่ 3 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2565, 06.00 น.

นายนราพัฒน์ แก้วทอง ผู้ช่วย รมต.ประจำกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานเปิด “โครงการอบรมพัฒนาเกษตรกรผู้ปลูกทุเรียนภาคเหนือเพื่อการส่งออก ครั้งที่ 1” ที่หอประชุมตลาดผลไม้เทศบาลตำบลหัวดง (OTOP) อ.ลับแล จ.อุตรดิตถ์ โดยมีภาคเอกชนร่วมสนับสนุนการจัดอบรมเพื่อขับเคลื่อนการส่งออกผลไม้ไปยังตลาดทั้งในและต่างประเทศ ยกระดับความรู้เกษตรกรและการเพิ่มประสิทธิภาพด้านต่างๆ ให้เกษตรในพื้นที่ภาคเหนืออย่างครบวงจร

นายนราพัฒน์กล่าวว่า โครงการนี้ถือเป็นก้าวสำคัญของการพัฒนาเกษตรกร โดยเฉพาะผู้ปลูกทุเรียนในภาคเหนือ ซึ่งจะได้เรียนรู้การพัฒนาการผลิตทุเรียนให้ได้ตามมาตรฐาน GAP รวมถึงการป้องกันจำกัดหนอนเจาะเมล็ดทุเรียน จากวิทยากรผู้ทรงคุณวุฒิ ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเกษตรอุตรดิตถ์ อีกทั้งยังมีการให้บริการด้านการเกษตร การจัดนิทรรศการความรู้จากหน่วยงานต่างๆ ทั้งนี้ สิ่งที่กลุ่มผู้ประกอบการต้องการให้พัฒนามากขึ้น คือการเสริมสร้างความรู้ความเข้าใจให้แก่เกษตรกร เพื่อรักษาคุณภาพผลผลิต ที่จะช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้กับตลาดต่างประเทศ สร้างความได้เปรียบในการแข่งขันกับประเทศคู่แข่ง ซึ่งสิ่งที่ต้องเน้นย้ำคือการผลิตที่มีคุณภาพ ปลอดภัยตามมาตรฐานที่กำหนด เช่น มาตรฐาน GAP เนื่องจากการส่งออกทุเรียนไปยังตลาดต่างประเทศ โดยเฉพาะประเทศจีน มีมาตรการควบคุมการนำเข้าที่เข้มงวด

ส.ป.ก.ต่อยอดอาชีพ ฝึกอบรมศิลปาชีพเกษตรกร

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/632831

วันพฤหัสบดี ที่ 3 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2565, 06.00 น.

ดร.วิณะโรจน์ ทรัพย์ส่งสุข เลขาธิการสำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (ส.ป.ก.) เปิดเผยว่า ได้สนับสนุนภารกิจการฝึกอบรม ให้ความรู้ ฝึกทักษะงานช่างฝีมือให้เกษตรกร บุตรหลานเกษตรกรในเขตปฏิรูปที่ดิน เข้าฝึกที่ศูนย์พัฒนาและส่งเสริมศิลปาชีพ ศูนย์ศิลปาชีพบางไทร จ.พระนครศรีอยุธยา โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย ซึ่งที่ผ่านมามีผู้ที่สนใจเข้าฝึกอบรมรวม 94 รุ่น 12,154 ราย (หลักสูตรระยะยาว) โดยแจ้งเวียนการรับสมัครในพื้นที่ 72 จังหวัด และ ส.ป.ก.ได้คัดเลือกผู้สมัครที่ลงทะเบียนและแจ้งความจำนงเข้ารับการฝึกอบรม เพื่อฝึกทักษะพัฒนาศิลปหัตถกรรมและผลิตภัณฑ์ให้ตรงตามความต้องการ สร้างอาชีพและรายได้

สำหรับในปี 2565 แนวทางยังคงเป็นการช่วยให้เกษตรกรและบุตรหลานเกษตรกรในเขตปฏิรูปที่ดิน มีทักษะด้านงานศิลปหัตถกรรมสามารถนำความรู้นำไปประกอบอาชีพหลัก หรืออาชีพเสริมนอกเหนือจากทำการเกษตร เป็นการสร้างความเท่าเทียมในด้านรายได้ให้แก่เกษตรกร ภายใต้แผนยุทธศาสตร์เสริมสร้างพลังทางสังคม ที่พัฒนาทักษะอาชีพให้เกษตรในเขตปฏิรูปที่ดิน ให้เกิดองค์ความรู้ที่จะต่อยอดผลิตภัณฑ์ในท้องถิ่นให้มีมูลค่าเพิ่มขึ้นก่อให้เกิดรายได้เสริมนอกภาคการเกษตร

รวมทั้งมีการพัฒนาและต่อยอดผลิตภัณฑ์ในชุมชนให้มีความหลากหลายน่าสนใจ ทันยุคสมัย เป็นที่นิยมและต้องการมากขึ้น รวมถึงยกระดับความรู้ความสามารถของเกษตรกรทั้งการผลิตการแปรรูป เพิ่มความน่าสนใจให้กับผลิตภัณฑ์การออกแบบแพ็กเกจ และการตลาดออนไลน์ให้เกษตรกรมีตัวเลือกในช่องทางการจำหน่ายผลิตภัณฑ์ โดยวิทยากรผู้เชี่ยวชาญ ติดตามผลการดำเนินโครงการเพื่อประเมินผลความสำเร็จของการจัดโครงการดังกล่าว

ยกระดับแปลงใหญ่‘นาเกลือ’สมุทรสาคร ดันเป็น GAP สร้างมูลค่าเพิ่ม

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/632825

ยกระดับแปลงใหญ่‘นาเกลือ’สมุทรสาคร ดันเป็น GAP สร้างมูลค่าเพิ่ม

วันพุธ ที่ 2 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2565, 18.06 น.

ยกระดับแปลงใหญ่‘นาเกลือ’สมุทรสาคร ใช้เทคโนโลยีผ้าใบรองแปลงนาผลิตเกลือขาว ดันเป็นเกลือ GAP สร้างมูลค่าเพิ่ม หนุนเป็นต้นแบบแก่เกษตรกรนาเกลือ

2 กุมภาพันธ์ 2565 นายขจร เราประเสริฐ รองอธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร เปิดเผยว่า จากการลงพื้นที่เพื่อตรวจเยี่ยมการดำเนินงานของกลุ่มเกษตรแปลงใหญ่ที่สมัครเข้าร่วมโครงการยกระดับแปลงใหญ่ด้วยเกษตรสมัยใหม่และเชื่อมโยงตลาด พบว่า มีกลุ่มแปลงใหญ่หลายกลุ่มสามารถดำเนินการบรรลุวัตถุประสงค์ของโครงการในการจัดหาเทคโนโลยีสมัยใหม่มาพัฒนาอาชีพของกลุ่มได้เป็นอย่างดี

ทั้งนี้ ตัวอย่างที่น่าสนใจกลุ่มหนึ่ง คือ กลุ่มแปลงใหญ่เกลือทะเล หมู่ 5 ตำบลบ้านบ่อ อำเภอเมือง จังหวัดสมุทรสาคร ซึ่งเกษตรกรกลุ่มนี้ได้จัดซื้อผ้าใบมาใช้ปูพื้นนาเกลือทะเล เพื่อให้แก้ไขปัญหาด้านคุณภาพผลผลิตที่ไม่สามารถควบคุมได้จากกระบวนการผลิตเกลือสมุทรหรือเกลือทะเลแบบดั้งเดิม ซึ่งจะทำกับพื้นนาโดยตรง ทำให้เวลาเก็บเกี่ยวผลผลิตจะมีเศษดินติดมา หรือสีของเกลือไม่ขาวใส จึงปรับเปลี่ยนเป็นการใช้ผ้าใบมาปูรองพื้นนาเกลือ จะทำให้ผลผลิตเกลือทะเลที่ได้มีสีขาว ใส และมีปริมาณเพิ่มขึ้น มีคุณภาพดีตรงความต้องการของตลาด รวมทั้งยังช่วยลดต้นทุนการผลิตลงได้ด้วย

สำหรับกลุ่มแปลงใหญ่เกลือทะเล หมู่ 5 ตำบลบ้านบ่อ อำเภอเมือง จังหวัดสมุทรสาคร ได้รับการสนับสนุนเพื่อจัดซื้อผ้าใบที่ใช้ปูพื้นนาเกลือทะเล จำนวน 12 ราย บนพื้นที่จำนวน 12 ไร่ จำนวน 2,208,000 บาท ซึ่งผลจากการปูผ้าใบในแปลงนาเกลือ (นาปรง) จะช่วยลดค่าแรงงาน ค่าน้ำมันในการบดอัดพื้นดินในแต่ละรอบการผลิต รวมถึงค่าซ่อมเครื่องจักร ในขณะที่คุณภาพเกลือทะเลที่ได้นั้น พบว่าได้เกลือขาวเพิ่มขึ้นจากร้อยละ 20 เป็นร้อยละ 80 (ราคาซื้อเกลือขาว 1.50 บาท/กิโลกรัม) เกลือกลาง ลดลงจากร้อยละ 60 เป็นร้อยละ 20 (ราคาซื้อเกลือกลาง 0.50 บาท/กิโลกรัม) และเกลือดำ จากร้อยละ 20 เป็นร้อยละ 0 คือ ไม่มีผลผลิตที่เป็นเกลือดำเลย (ราคาซื้อเกลือดำ 0.33 บาท/กิโลกรัม)

ที่สำคัญ การปูผ้าใบในแปลงนาเกลือ (นาปรง) จะช่วยเพิ่มรอบการผลิตเกลือ จากปีละ 5 รอบ เป็นปีละ 7 รอบ รวมถึงผลผลิตต่อรอบจะเพิ่มขึ้นจาก 24,000 กิโลกรัม/ไร่ เป็น 32,000 กิโลกรัม/ไร่ ทั้งนี้ผู้บริโภคสามารถมั่นใจได้ว่าผ้าใบที่ใช้ปูพื้นนาเกลือทะเล เป็นวัสดุที่ผลิตจากเม็ดพลาสติก High Density Polyethylene (HDPE) ผลิตจากเม็ดพลาสติกใหม่บริสุทธิ์ โดยไม่ผ่านการใช้งานมาก่อน และเป็นพลาสติกคุณภาพสำหรับอาหาร (Food grade) ที่มีใบรับรองคุณภาพแสดงขอบเขตต้องการแผ่นกันซึม (Geomembrane) สำหรับการใช้ปูพื้นบ่อผลิตเกลืออย่างถูกหลักอนามัยด้วย

อย่างไรก็ตามกรมส่งเสริมการเกษตรได้วางเป้าหมายให้สมาชิกแปลงใหญ่ ทั้ง12 ราย ดำเนินการผลิตตามมาตรฐานการปฏิบัติทางการเกษตรที่ดีสำหรับการทำนาเกลือทะเล และดำเนินการขอตรวจรับรองแหล่งผลิต GAP การทำนาเกลือทะเล และเกลือทะเลธรรมชาติ รวมถึงการผลักดันการขอการรับรองสินค้าเกลือทะเล ให้เป็นสินค้าบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (GI) ของจังหวัดสมุทรสาครต่อไปในอนาคต และจะเป็นช่วยเพิ่มมูลค่าผลผลิตให้สูงขึ้นได้ต่อไป -005

‘อลงกรณ์’ชูชุมพรฮับผลไม้ใต้ มั่นใจรถไฟจีน-ลาวช่วยส่งออกปีนี้

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/632576

วันพุธ ที่ 2 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2565, 06.00 น.

นายอลงกรณ์ พลบุตร ที่ปรึกษา รมว.เกษตรและสหกรณ์ รับมอบหมายจากนายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รมว.เกษตรฯ เป็นประธานพิธีปล่อยกุ้งก้ามกรามและสัตว์น้ำสู่แหล่งน้ำธรรมชาติ 1,500,000 ตัว ที่คลองนาคราช ต.ตากแดด อ.เมือง จ.ชุมพร เพื่อเพิ่มแหล่งอาหาร สร้างอาชีพ เพิ่มรายได้ให้แก่ชาวประมง คืนความหลากหลายของชนิดสัตว์น้ำ ทำให้เกิดความสมดุลตามธรรมชาติของระบบนิเวศ โดยมี นายเฉลิมชัย สุวรรณรักษ์ รองอธิบดีกรมประมง บรรยายสรุปสถานการณ์การทำประมงในพื้นที่ และผู้เกี่ยวข้องเข้าร่วม

นอกจากนี้ นายอลงกรณ์ ได้ติดตามความคืบหน้าการพัฒนาระบบชลประทานเพื่อการเกษตรและการอุปโภค-บริโภค รวมทั้งโครงการป้องกันอุทกภัยของ จ.ชุมพร ซึ่งดำเนินการโดยกรมชลประทานและหน่วยงานอื่นๆ เพื่อแก้ปัญหาน้ำท่วมซ้ำซาก

นายอลงกรณ์กล่าวว่า กระทรวงเกษตรฯ มีนโยบายสนับสนุนการพัฒนาเศรษฐกิจของ จ.ชุมพร เพิ่มผลิตภัณฑ์มวลรวมจังหวัด (GPP) ปี 2565 กว่า 1 แสนล้านบาท โดยมีภาคเกษตรเป็นตัวขับเคลื่อนสำคัญ ซึ่งพืชเศรษฐกิจหลักทำรายได้ เช่น ทุเรียน ปาล์มน้ำมัน ยางพารา มะพร้าว และกาแฟโรบัสต้า รวมทั้งเศรษฐกิจภาคบริการด้านการท่องเที่ยว จึงได้วางนโยบายการพัฒนาอย่างน้อย 3 ด้าน ดังนี้ 1.นโยบายพัฒนาชุมพรเป็นมหานครผลไม้ภาคใต้ ซึ่งชุมพรเป็นจังหวัดที่ผลิตทุเรียนได้มากที่สุดเป็นอันดับ 2ของประเทศ โดยเฉพาะการเปิดเส้นทางขนส่งผลไม้ทางรถไฟสาย จีน-ลาว จะเพิ่มการส่งออกผลไม้ได้มากขึ้นในปีนี้ จึงเร่งยกระดับการพัฒนาชุมพรเป็นฮับผลไม้ภาคใต้

2.นโยบายพัฒนาชุมพรเป็นฮับกาแฟโรบัสต้าของประเทศ โดยสร้างแบรนด์สร้างมูลค่ากาแฟโรบัสต้าที่ชุมพร ผลิตได้มากเป็นอันดับ 1สู่กาแฟมูลค่าสูงทั้งตลาดในและต่างประเทศ เพราะตลาดกาแฟกำลังขยายตัวเติบโตทั้งในประเทศไทยและทั่วโลก โดยจะพัฒนาคู่ขนานกับกาแฟอะราบิก้าของภาคเหนือ 3.นโยบายพัฒนาชุมพรเป็นประตูท่องเที่ยวเกตเวย์ทะเลใต้ เพราะนอกจากชุมพรเป็นประตูสู่ภาคใต้แล้ว ยังมีศักยภาพด้านการท่องเที่ยวทางทะเล มีท่าเรือบริการเชื่อมเกาะและหมู่เกาะในอ่าวไทย เช่น เกาะสมุย และหมู่เกาะอ่างทอง โดยเฉพาะอุทยานแห่งชาติชุมพร มีเกาะกว่า 40 เกาะ ต้องเตรียมความพร้อมรองรับโอกาสทันทีที่วิกฤตการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 คลี่คลาย และนักท่องเที่ยวกลับมา ทั้งนี้ นายเฉลิมชัย พร้อมสนับสนุน จ.ชุมพร ทุกด้าน เพื่อยกระดับรายได้และคุณภาพชีวิตของประชาชน

จากนั้นนายอลงกรณ์ และคณะ ได้ลงพื้นที่สำรวจศักยภาพในฐานะฮับผลไม้ภาคใต้ และติดตามสถานการณ์การส่งออกทุเรียนปลายฤดู ที่ตลาดกลางผักและผลไม้ตลาดมรกต ต.วังตะกอ อ.หลังสวน จ.ชุมพร โดยพบปะหารือกับผู้ประกอบการเพื่อรับทราบปัญหา อุปสรรค และเตรียมความพร้อมสำหรับฤดูของการผลิตต่อไป พร้อมกันนั้นได้เยี่ยมชมผู้ประกอบการห้องเย็นครบวงจรขนาดใหญ่ที่ได้มาตรฐานส่งออก ซึ่งมีการนำระบบไนโตรเจนเทคโนโลยีมาใช้เพื่อยืดอายุการจัดเก็บและรักษารสชาติทุเรียน

กรมชลฯรับฟังปัญหาเกษตรกรวังยาง

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/632578

วันพุธ ที่ 2 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2565, 06.00 น.

ดร.ทวีศักดิ์ ธนเดโชพล รองอธิบดีกรมชลประทาน พร้อมด้วย นายชิตชนก สมประเสริฐ ผอ.สำนักงานชลประทานที่ 4 นายบรรจง วงศ์มา ผอ.โครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาวังยาง-หนองขวัญและผู้เกี่ยวข้อง ลงพื้นที่พบปะเกษตรกรกลุ่มผู้ใช้น้ำในพื้นที่โครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาวังยาง-หนองขวัญ พร้อมตอบข้อซักถามและรับฟังความต้องการใช้น้ำ เพื่อสร้างความเข้าใจในการบริหารจัดการน้ำช่วงฤดูแล้งปี 2564/65 โดยกลุ่มเกษตรกรเสนอให้กรมชลประทาน กำหนดแผนการส่งน้ำให้ชัดเจน และเร่งซ่อมแซมฝายกั้นแม่น้ำปิงวังยางให้แล้วเสร็จโดยเร็ว

ทั้งนี้ กรมชลประทาน ได้บริหารจัดการน้ำในพื้นที่โครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาวังยาง-หนองขวัญตามนโยบายของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ด้วยการจัดรอบเวรในการส่งน้ำตามปริมาณการใช้น้ำแต่ละช่วงเวลา ที่ได้มีการกำหนดแผนการส่งน้ำไว้อย่างชัดเจน ทำให้เกษตรกรสามารถวางแผนการเพาะปลูกให้สอดคล้องกับปริมาณน้ำที่มีได้ ช่วยลดความเสียหายที่อาจจะเกิดขึ้นให้ได้มากที่สุด ในส่วนของการซ่อมแซมฝายกั้นแม่น้ำปิงวังยาง ที่เสียหายจากสถานการณ์น้ำหลากในช่วงที่ผ่านมานั้น จะเร่งดำเนินการให้แล้วเสร็จภายในเดือนมีนาคม 2565 นี้ เพื่อให้สามารถรับน้ำจากเขื่อนภูมิพลได้อย่างเต็มศักยภาพ และบรรเทาปัญหาการขาดแคลนน้ำให้กับเกษตรกรในพื้นที่โครงการฯ ให้ได้มากที่สุดต่อไป

อย่างไรก็ดี ขอให้ทุกภาคส่วนร่วมใจกันใช้น้ำอย่างประหยัด เนื่องจากปริมาณน้ำต้นทุนจากเขื่อนภูมิพลในปีนี้ยังคงอยู่ในเกณฑ์น้อย ต้องจัดสรรน้ำเพื่ออุปโภค-บริโภค และรักษาระบบนิเวศเป็นหลัก จึงขอให้เกษตรกรทำการเพาะปลูกตามแผนที่ได้กำหนดไว้อย่างเคร่งครัด เพื่อให้มีปริมาณน้ำเพียงพอใช้อย่างไม่ขาดแคลนตลอดฤดูแล้งนี้ ไปจนถึงต้นฤดูฝนปีหน้า

กรมประมงลงพื้นที่ มอบใบรับรองผู้เลี้ยง สัตว์น้ำในจ.ราชบุรี ทำให้ผู้บริโภคมั่นใจ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/632575

วันพุธ ที่ 2 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2565, 06.00 น.

นายประพันธ์ ลีปายะคุณ รองอธิบดีกรมประมง ลงพื้นที่มอบใบรับรองมาตรฐานสินค้าเกษตร มาตรฐานการปฏิบัติทางการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำที่ดี สำหรับฟาร์มเลี้ยงสัตว์น้ำเพื่อการบริโภค (มกษ.7436-2563) ให้เกษตรกรผู้เลี้ยงสัตว์น้ำ จ.ราชบุรี 2 ราย ได้แก่ นางบุญช่วยชัยตระกูล เกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้งทะเล ต.บ้านสิงห์ อ.โพธาราม จ.ราชบุรี และนางมาลี สาคร เกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้งทะเล ต.ดอนใหญ่ อ.บางแพ จ.ราชบุรี

สำหรับมาตรฐานความปลอดภัยในการผลิตสัตว์น้ำเป็นเครื่องมือที่สำคัญในการบริหารจัดการระบบการผลิตสินค้าให้มีคุณภาพ สอดคล้องกับนโยบายด้านการผลิตสินค้าเกษตรของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ มีเป้าหมายผลักดันให้เกษตรกรผู้เพาะเลี้ยงสัตว์น้ำได้รับการรับรองมาตรฐานระบบการผลิตที่คำนึงถึงความปลอดภัยของผู้บริโภคและครอบคลุมมิติอื่นๆ ในระดับสากล ซึ่งเป็นประโยชน์ด้านส่งเสริมความยั่งยืนให้สินค้าประมงไทยเป็นแหล่งอาหารที่สำคัญของโลก ตลอดจนพัฒนาอาชีพ สร้างรายได้ที่มั่นคง

นายประพันธ์กล่าวว่า มาตรฐานนี้เป็นมาตรฐานที่มีจุดเด่นคือเกษตรกรสามารถขอการรับรองสัตว์น้ำหลายชนิดพร้อมกัน ภายใต้มาตรฐานฉบับเดียว กรมประมง จึงขอเชิญชวนเกษตรกร หรือผู้ประกอบการที่สนใจ ยื่นคำขอรับการตรวจรับรองมาตรฐาน มกษ. 7436-2563สำหรับฟาร์มเลี้ยงสัตว์น้ำเพื่อการบริโภคได้ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป ที่สำนักงานประมงจังหวัด หรือศูนย์ฯ ทุกแห่ง ในพื้นที่ฟาร์มตั้งอยู่

เกษตรฯยกระดับแปลงใหญ่ ช่วยเหลือ3กลุ่มในอุตรดิตถ์

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/632579

วันพุธ ที่ 2 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2565, 06.00 น.

นายนราพัฒน์ แก้วทอง ผู้ช่วย รมต.ประจำกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ พร้อมคณะ ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมและมอบเครื่องจักรกลทางการเกษตร รวมทั้งอุปกรณ์ต่างๆ ให้กับกลุ่มแปลงใหญ่ที่ได้รับสนับสนุนงบประมาณยกระดับ ซึ่งประกอบไปด้วย1.กลุ่มโคขุนพื้นเมือง 2.กลุ่มอนุรักษ์โคเพื่อจำหน่าย และ 3.กลุ่มงอมมดซิตี้ ในพื้นที่ ต.ท่าแฝก อ.ท่าปลา จ.อุตรดิตถ์

ทั้งนี้ สำหรับการลงพื้นที่ดังกล่าวนั้น นายนราพัฒน์ได้มุ่งเน้นที่จะขับเคลื่อนด้านการสร้างตลาดที่ยั่งยืน พร้อมกับยกระดับมาตรฐานเกษตรกรในพื้นที่ให้สอดคล้องกับแนวทางนโยบายการตลาดนำการผลิตเพื่อสร้างอาชีพและยกระดับรายได้ที่ยั่งยืนให้กับกลุ่มแปลงใหญ่ต่อไปในระยะยาว โดยมี น.ส.นวลละออง ศรีชุมพล นายกสมาคมผู้ส่งออกและนำเข้าปศุสัตว์และผลิตภัณฑ์จากปศุสัตว์ไทย ร่วมลงพื้นที่เพื่อช่วยยกระดับความรู้ สร้างมาตรฐานและเชื่อมต่อตลาดส่งออกให้กลุ่มเกษตรกรด้วย โดยทางกลุ่มเกษตรกรได้ตอบรับเป็นอย่างดี และพร้อมที่จะยกระดับกลุ่มให้สอดรับกับความต้องการของตลาดต่อไป