ผู้ช่วยรมต.ขานรับแก้ไข ขจัดราคาปุ๋ยแพงยั่งยืน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/633693

วันจันทร์ ที่ 7 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2565, 06.00 น.

นายนราพัฒน์ แก้วทอง ผู้ช่วย รมต.ประจำกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ประชุมคณะกรรมการผู้ช่วยรัฐมนตรี ครั้งที่ 1/2565 ซึ่งกระทรวงอุตสาหกรรมเป็นเจ้าภาพ โดยนำเสนอมาตรการแก้ไขปัญหาปุ๋ยเคมีราคาสูงอย่างยั่งยืน ให้พิจารณาซึ่งที่ประชุม
มีมติเห็นชอบในหลักการตามมาตรการดังกล่าว ก่อนเสนอนายกรัฐมนตรี พิจารณาเห็นชอบ โดยนายนราพัฒน์กล่าวว่า ได้ร่วมกับกระทรวงพาณิชย์ทำโครงการลดราคาปุ๋ยเคมี กระสอบละ50 บาท และทำโครงการพัฒนาธุรกิจบริการดินและปุ๋ยชุมชน ระยะที่ 1 รวม 394 ศูนย์ ใน 63 จังหวัด ทำให้ต้นทุนการใช้ปุ๋ยลดลงร้อยละ 36.91 ช่วยแก้ไขปัญหาให้เกษตรกรได้

สำหรับมาตรการแก้ไขปัญหาปุ๋ยเคมีราคาสูงอย่างยั่งยืน มีทั้งระยะสั้น ระยะกลาง และระยะยาว โดยมาตรการระยะสั้น ประกอบด้วย 1.สานต่อโครงการลดราคาปุ๋ยเคมีให้เกษตรกรอัตรา 50 บาทต่อกระสอบ เป้าหมายปุ๋ย 500,000 ตัน และ 2.สานต่อโครงการพัฒนาธุรกิจบริการดินและปุ๋ยเพื่อชุมชน ระยะที่ 2 จำนวน 299 ศูนย์ ใน 58 จังหวัด ซึ่งทั้ง 2 โครงการอยู่ระหว่างการของบประมาณตามกรอบแผนงานหรือโครงการแผนฟื้นฟูเศรษฐกิจและสังคมที่ได้รับผลกระทบจากไวรัสโควิด-19 ส่วนมาตรการระยะกลาง เน้นส่งเสริมโครงการอุตสาหกรรมการผลิตปุ๋ยโพแทส และสำหรับมาตรการระยะยาว ได้เสนอให้ตั้ง
กองทุนรักษาเสถียรภาพราคาปุ๋ย และการเจรจากำหนดราคาแม่ปุ๋ยไนโตรเจน ฟอสฟอรัส และโพแทสเซียมร่วมกับประเทศมาเลเซียและจีน ในฐานะประเทศผู้ผลิตแม่ปุ๋ยหลักในภูมิภาค

‘มนัญญา’จี้กรมวิชาการเกษตร เดินหน้าวิจัยรับปลดล็อกกัญชา-กัญชง

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/633697

วันจันทร์ ที่ 7 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2565, 06.00 น.

น.ส.มนัญญา ไทยเศรษฐ์ รมช.เกษตรและสหกรณ์ กล่าวว่า ได้สั่งการให้กรมวิชาการเกษตรเตรียมความพร้อมจัดทำมาตรการรองรับให้ครอบคลุมทุกมิติ หลังจากคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด (ป.ป.ส.) มีมติเห็นชอบร่างประกาศกระทรวงสาธารณสุขให้กัญชาและกัญชงพ้นจากยาเสพติดให้โทษประเภทที่ 5 โดยประเด็นที่เป็นข้อกังวลเรื่องความพร้อมของเกษตรกรและพันธุ์พืชสกุลกัญชาที่จะใช้ปลูกนั้น จากการดำเนินงานที่ผ่านมากระทรวงเกษตรฯ ได้รวบรวม ศึกษา และขยายพันธุ์กัญชาพันธุ์พื้นเมืองของไทย และพันธุ์การค้าจากต่างประเทศรวม 87 แหล่งปลูก 39 พันธุ์ ซึ่งกรมวิชาการเกษตร พร้อมที่จะผลิตต้นพันธุ์เพื่อสนับสนุนให้เกษตรกรนำไปปลูกได้อย่างเพียงพอ และได้มีการจัดทำคู่มือการปลูกพืชกัญชาที่ถูกต้อง ผู้สนใจสามารถสืบค้นได้ที่ http://www.doa.go.th บนเมนู“กัญชง กัญชา”

ด้านนายพิเชษฐ์ วิริยะพาหะ อธิบดีกรมวิชาการเกษตร กล่าวว่า สนับสนุนการนำพันธุ์กัญชากัญชงแจ้งขึ้นทะเบียนพันธุ์ ปัจจุบันมีพันธุ์กัญชาที่ได้หนังสือรับรองพันธุ์พืชขึ้นทะเบียนแล้ว 5 พันธุ์ คือ อิสระ 01 หางกระรอกภูพานเอสที 1 หางเสือสกลนครทีที 1 ตะนาวศรีก้านขาวดับเบิลยูเอ 1 และตะนาวศรีก้านแดงอาร์ดี 1 และกัญชง 8 พันธุ์ คือ อาร์พีเอฟ 1 อาร์พีเอฟ 2 อาร์พีเอฟ 3 อาร์พีเอฟ 4 อาร์พีเอฟ 5 อาร์พีเอฟ 6 อาร์พีเอฟ 7 และอาร์พีเอฟ 8 ขณะนี้อยู่ระหว่างการจัดทำรายละเอียดการตรวจสอบลักษณะประจำพันธุ์ของพืชสกุลแคนาบิส ที่ขอจดทะเบียนเป็นพันธุ์พืชใหม่ เพื่อให้ได้รับการคุ้มครองตาม พ.ร.บ.คุ้มครองพันธุ์พืช 2542 โดยกัญชากัญชงจะเป็นพืชที่สามารถนำพันธุ์ใหม่มายื่นขอจดทะเบียนรับความคุ้มครองได้ เป็นการสนับสนุนและส่งเสริมให้นักปรับปรุงพันธุ์วิจัยและพัฒนาพันธุ์พืชสกุลกัญชาให้มีความหลากหลายมากขึ้น

พร้อมกันนี้ กรมวิชาการเกษตรยังได้เปิดขอบข่ายการรับรองแหล่งผลิตพืชกัญชากัญชงตามมาตรฐาน GAP เพื่อรองรับการปลูกที่ปลอดภัย ในเกรดที่นำไปทำเป็นยา และสำหรับบริโภคได้

นายพิเชษฐ์กล่าวอีกว่า สำหรับข้อกังวลเรื่องการนำเข้าเมล็ดพันธุ์ และช่อดอก พืชสกุลกัญชาจากต่างประเทศได้อย่างเสรีนั้น มีมาตรการทางกฎหมายกำกับดูแลการนำเข้า คือ พ.ร.บ.กักพืช 2507 โดยกระทรวงเกษตรฯ ประกาศให้พืชสกุลกัญชาเป็นสิ่งต้องห้ามได้ หากวิเคราะห์ความเสี่ยงแล้วพบว่าประเทศต้นทางมีศัตรูพืชที่ร้ายแรง ซึ่งเป็นอำนาจของ รมว.เกษตรฯ พร้อมกับต้องปฏิบัติตาม พ.ร.บ.พันธุ์พืช 2518 ซึ่งเมล็ดพันธุ์กัญชาและกัญชงเป็นเมล็ดพันธุ์ควบคุมการนำเข้า ส่งออก ขาย และรวบรวมจะต้องขออนุญาต

นอกจากนี้ ยังสามารถกำหนดมาตรการการนำเข้าตามมาตรฐานการผลิตพืชโดยทำข้อตกลงกับประเทศต้นทางพืชที่จะนำเข้าได้นั้นจะต้องมาจากแปลงปลูกที่ได้รับการรับรองมาตรฐานการผลิตพืช GAP และผ่านการคัดบรรจุจากโรงคัดบรรจุที่ได้มาตรฐาน GMP ซึ่งเป็นเกณฑ์มาตรฐานสุขอนามัยพืชตามมาตรฐานสากล เพื่อป้องกันการปนเปื้อนสารเคมีและศัตรูพืชมากับผลผลิต รวมทั้งเชื้อโรคต่างๆ ซึ่งเป็นมาตรการที่จะช่วยป้องกันไม่ให้มีการนำเข้าเมล็ด ใบ และดอกกัญชาจากต่างประเทศเข้ามาได้อย่างเสรี

สกู๊ปแนวหน้า : CARI จับมือ สคร.7 หนุนบุคลากร คัดกรองพยาธิใบไม้ตับ จากปัสสาวะอย่างรวดเร็ว ตรงจุด เกิดความยั่งยืน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/633700

สกู๊ปแนวหน้า : CARI จับมือ สคร.7 หนุนบุคลากร คัดกรองพยาธิใบไม้ตับ  จากปัสสาวะอย่างรวดเร็ว ตรงจุด เกิดความยั่งยืน

วันจันทร์ ที่ 7 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2565, 06.00 น.

ที่โรงแรมชาร์ลอง บูทรีค อ.เมือง จ.กาฬสินธุ์ สำนักงานป้องกันควบคุมโรคที่ 7 ขอนแก่น และสถาบันวิจัยมะเร็งท่อน้ำดี มหาวิทยาลัยขอนแก่น จัดประชุมเชิงปฏิบัติการพัฒนาบุคลากรในพื้นที่ เขตสุขภาพที่ 7 ในการตรวจคัดกรองด้วยชุดตรวจพยาธิใบไม้ตับจากปัสสาวะอย่างเร็ว OV-RDT  โดยมี นพ.สมาน ฟูตระกูล ผู้อำนวยการสำนักงานป้องกันควบคุมโรคที่ 7  เป็นประธานในพิธีเปิด กิจกรรมดังกล่าวมีบุคลากรเจ้าหน้าที่สาธารณสุขจากภาคส่วนต่างๆ เข้าร่วมจำนวนกว่า 120 คน 

นพ.สมาน ฟูตระกูล ผู้อำนวยการสำนักงานป้องกันควบคุมโรคที่ 7 เปิดเผยว่า “โรคมะเร็งท่อน้ำดี ถือเป็นปัญหาสาธารณสุขที่พบอุบัติการณ์การเสียชีวิตอย่างต่อเนื่องในประชากรวัยทำงานที่เป็นหัวหน้าครอบครัวอายุระหว่าง 40-60 ปี ทำให้เกิดการสูญเสียรายได้ เสียโอกาสในการทำงาน กลายเป็นปัญหาทางเศรษฐกิจและสังคม ซึ่งปัจจัยหนึ่งเกิดจากพฤติกรรมการบริโภคปลาน้ำจืดมีเกล็ดแบบสุกๆ ดิบๆ โดยการปรุงไม่ถูกสุขลักษณะ เป็นสาเหตุทำให้ติดเชื้อพยาธิใบไม้ตับ และนำไปสู่การเป็นมะเร็งท่อน้ำดี ปัจจุบันภาครัฐได้พยายามแก้ไขปัญหาสุขภาพนี้อย่างต่อเนื่อง โดยคณะรัฐมนตรี ได้ประกาศเป็นแผนยุทธศาสตร์ กำจัดพยาธิใบไม้ตับและมะเร็งท่อน้ำดี ปี พ.ศ. 2559-2568 โดยมีกระทรวงสาธารณสุขเป็นแกนนำในการขับเคลื่อน เพื่อจะจัดการกับปัญหาสุขภาพนี้ให้หมดไปจากประเทศไทย ดังนั้น เพื่อเป็นการบูรณาการนวัตกรรมในการตรวจคัดกรองพยาธิใบไม้ตับด้วยชุดตรวจ OV-RDT ที่จะช่วยให้เจ้าหน้าที่ในพื้นที่สามารถดำเนินการตรวจคัดกรองได้ง่ายและสะดวกมากยิ่งขึ้น เพิ่มศักยภาพในการตรวจคัดกรองค้นหากลุ่มเสี่ยงได้ดียิ่งขึ้น สามารถทราบผลการตรวจภายในเวลาเพียง 15 นาที ซึ่งจะเป็นผลดีในการติดตามและแก้ไขปัญหาสุขภาพที่ได้อย่างรวดเร็ว ตรงจุด และเกิดความยั่งยืนในพื้นที่” 

จากนั้น เป็นการบรรยายให้ความรู้ จาก ศ.ดร.ไพบูลย์ สิทธิถาวร จากภาควิชาปรสิตวิทยา คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น หัวข้อ การตัดวงจรพยาธิใบไม้ตับอย่างยั่งยืนเพื่อแก้ปัญหามะเร็งท่อน้ำดี เพื่อให้ผู้เข้าร่วมประชุมได้เข้าใจถึงวงจรชีวิตของพยาธิใบไม้ตับและการตัดวงจรชีวิตพยาธิใบไม้ตับรวมถึงการตรวจคัดกรองหาพยาธิใบไม้ตับด้วยชุดตรวจ OV-RDT และการบรรยายให้ความรู้ในหัวข้อ “การลงบันทึกและการรายงานผลในระบบ Isan Cohort” เพื่อให้ผู้เข้าร่วมประชุมได้มีความเข้าใจในการลงทะเบียนการนำเข้าและจัดการข้อมูลในระบบ Isan Cohort โดย ดร.ชัยวัฒน์ ทะวะรุ่งเรือง และคณะ จากศูนย์วิเคราะห์และจัดการข้อมูล (DAMASAC) คณะสาธารณสุขศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น ชี้แจงแนวทางการดำเนินงานโครงการและแผนการดำเนินงาน โดยสำนักงานป้องกันควบคุมโรคที่ 7 ขอนแก่น ในช่วงบ่าย เป็นการสาธิตการใช้ OV RDT reader application สำหรับตรวจคัดกรองพยาธิใบไม้ตับ โดย Visual Intelligence Laboratory คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น และการสาธิตและฝึกปฏิบัติการใช้ชุดตรวจคัดกรองพยาธิใบไม้ตับจากปัสสาวะอย่างเร็ว OV-RDT ในประเด็นการเตรียมอุปกรณ์ในการเก็บspecimen ส่งตรวจ/การอ่านแปลผลและลงบันทึกผลชุดตรวจ OV-RDT ด้วย Application และการรักษาและข้อควรระวังในการรักษาพยาธิใบไม้ตับ โดยดร.ชนิกา วรสิษฐ จากโครงการ Re-OV มหาวิทยาลัยขอนแก่น

สำนักงานมาตรฐานฯชง ครม.จัดทำ4ยุทธศาสตร์ ไทยแหล่งผลิตคุณภาพ ดันสู่ความมั่นคงอาหาร

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/633691

วันจันทร์ ที่ 7 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2565, 06.00 น.

นายพิศาล พงศาพิชณ์ เลขาธิการสำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ (มกอช.) ร่วมประชุมคณะกรรมการอาหารแห่งชาติ ครั้งที่ 1/2565 ซึ่งมีนายเรวัต ฉ่ำเฉลิม ผู้ทรงคุณวุฒิด้านกฎหมาย เป็นประธานฯ เพื่อบูรณาการขับเคลื่อนการจัดการด้านอาหารของประเทศไทย โดยนายพิศาลกล่าวว่าได้ร่วมกับหน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง จัดทำ(ร่าง) แผนปฏิบัติการด้านการจัดการด้านอาหารของประเทศไทย ระยะที่ 1 (2566-2570) โดยมุ่งสู่วิสัยทัศน์ “ประเทศไทยมีความมั่นคงด้านอาหารและโภชนาการ เพื่อเป็นแหล่งอาหารที่มีคุณภาพสูง ปลอดภัย และมีคุณค่าทางโภชนาการ เพื่อชาวไทยและชาวโลกอย่างยั่งยืน” ประกอบด้วย ยุทธศาสตร์หลัก 4 ด้าน ได้แก่ 1.ด้านความมั่นคงอาหาร 2.ด้านคุณภาพและความปลอดภัยอาหาร 3.ด้านอาหารศึกษา และ 4.ด้านการบริหารจัดการ

นอกจากนี้ได้กำหนดเป้าหมายของ (ร่าง) แผนปฏิบัติการฯ 6 ด้าน คือ 1.จำนวนคนขาดแคลนอาหารลดลง 2.ปริมาณการสูญเสียและขยะอาหารลดลง 3.ความเชื่อมั่นของผู้บริโภคต่อคุณภาพและความปลอดภัยอาหารเพิ่มขึ้น 4.มูลค่าการค้าอาหารเพิ่มขึ้น 5.จำนวนคนที่มีภาวะโภชนาการ (ขาดและเกิน) ลดลงและ 6.มีกลไกประสานงานกลางและบูรณาการดำเนินการ โดยมีการจัดทำตัวชี้วัดและค่าเป้าหมายระยะเวลา 5 ปี รองรับ (ร่าง) แผนปฏิบัติการฯ ดังกล่าว แผนปฏิบัติการฯ นี้ ถือเป็นกรอบการดำเนินงานให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องใช้วางแผนการปฏิบัติงานด้านสินค้าเกษตรและอาหารตามภารกิจและอำนาจหน้าที่

อธิบดีกรมชลฯลงพื้นที่เขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ คุมเข้มบริหารจัดการน้ำฤดูแล้ง

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/633655

อธิบดีกรมชลฯลงพื้นที่เขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ คุมเข้มบริหารจัดการน้ำฤดูแล้ง

วันอาทิตย์ ที่ 6 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2565, 21.35 น.

เมื่อวันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2565 นายประพิศ จันทร์มา อธิบดีกรมชลประทาน พร้อมคณะทำงาน ลงพื้นที่ที่เขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ จังหวัดลพบุรี เพื่อติดตามการบริหารจัดการน้ำฤดูแล้ง 2564/65 ในพื้นที่จังหวัดลพบุรี โดยมี นายสุรัช ธนูศิลป์ ผู้อำนวยการสำนักงานชลประทานที่ 10 และผู้เกี่ยวข้อง เข้าร่วมประชุมและรายงานสถานการณ์น้ำ

ทั้งนี้ อธิบดีกรมชลประทาน เปิดเผยว่า ปัจจุบัน (6 ก.พ.65) ปริมาณน้ำในเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ ความจุเก็บกัก 960 ล้าน ลบ.มีปริมาณน้ำใช้การได้ 676 ล้าน ลบ.ม.หรือคิดเป็นร้อยละ 75 ของความจุอ่างฯ สำหรับแผนการบริหารจัดการน้ำฤดูแล้ง ปี 2564/65 ในพื้นที่สำนักงานชลประทานที่ 10 ซึ่งได้วางแผนในการแก้ไขปัญหาภัยแล้งตามแผนบริหารความเสี่ยง ด้วยการเพิ่มศักยภาพการลำเลียงน้ำจากแม่น้ำเจ้าพระยาสู่คลองส่งน้ำชัยนาท-ป่าสัก โดยเตรียมความพร้อมการติดตั้งเครื่องสูบน้ำบริเวณปากคลองชัยนาท-ป่าสัก เพื่อสูบน้ำจากแม่น้ำเจ้าพระยาเข้าสู่คลองส่งน้ำชัยนาท-ป่าสัก หากระดับน้ำในแม่เจ้าพระยาด้านเหนือเขื่อนเจ้าพระยาอยู่ระดับต่ำกว่า +13.00 ม.รทก.พร้อมบูรณาการร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง วางแผนจัดสรรน้ำเพื่อสนับสนุนการผลิตน้ำประปา ด้วยการจัดสรรน้ำแบบรอบเวรการใช้น้ำในคลองชัยนาท – ป่าสัก รวมทั้งเตรียมความพร้อมเครื่องสูบน้ำเคลื่อนที่ เพื่อสนับสนุนการลำเลียงน้ำจากคลองชัยนาท-ป่าสัก เข้าไปเติมให้กับแม่น้ำบางขาม เพื่อบรรเทาปัญหาการขาดแคลนน้ำในพื้นที่ด้วย

สำหรับการแก้ไขปัญหาภัยแล้งในระยะสั้น ได้ดำเนินการตามมาตรการรองรับสถานการณ์ขาดแคลนน้ำในช่วงฤดูแล้งปี 2564/65 ทั้ง 8 มาตรการอย่างเคร่งครัด ที่สำคัญให้ทำการประชาสัมพันธ์สร้างการรับรู้ถึงสถานการณ์น้ำ และแนวทางในการบริหารจัดการน้ำ รณรงค์ให้ทุกภาคส่วนตระหนักถึงความสำคัญของการประหยัดทรัพยากรน้ำ ขณะที่แผนการแก้ไขปัญหาภัยแล้งในระยะยาว กรมชลประทานได้วางแผนการก่อสร้างสถานีสูบน้ำด้วยไฟฟ้าแบบอาคารถาวรบริเวณริมแม่น้ำเจ้าพระยา ที่ อ.มโนรมย์ จ.ชัยนาท เพื่อให้สามารถสูบน้ำเข้าคลองชัยนาท-ป่าสัก และสนับสนุนน้ำดิบในการผลิตน้ำประปา นอกจากนี้ ยังได้ดำเนินการโครงการเพิ่มปริมาณน้ำต้นทุนให้เขื่อนภูมิพล แนวส่งน้ำยวม-เขื่อนภูมิพล สามารถเพิ่มปริมาณน้ำต้นทุนให้เขื่อนภูมิพลปีละประมาณ 1,795 ล้าน ลบ.ม.

สำหรับการบริหารจัดการน้ำในพื้นที่ลุ่มต่ำฝั่งซ้ายคลองชัยนาท-ป่าสัก อำเภอบ้านหมี่ จังหวัดลพบุรี ในการส่งเสริมการเพาะปลูกข้าวนาปรัง ปี2564/65 ตามแผนที่กรมชลประทานกำหนด แบ่งเป็นพื้นที่ในเขตโครงการชลประทานลพบุรี จำนวน 56,685 ไร่ และพื้นที่ในเขตโครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาช่องแค จำนวน 8,040 ไร่ (รับน้ำจากคลองส่งน้ำ 2 ซ้าย และ 3 ซ้าย) ปัจจุบันเกษตรกรทำนาปรังแล้ว 100% คาดว่าจะเก็บเกี่ยวในช่วงต้นเดือนเมษายนนี้และทางโครงการชลประทานลพบุรีได้เตรียมส่งเสริมการเพาะปลูกข้าวนาปีในช่วงต้นเดือนพฤษภาคม ตามแผนปรับปฏิทินการเพาะปลูกข้าวนาปีของพื้นที่ลุ่มต่ำลุ่มน้ำเจ้าพระยาต่อไป

– 006

นายกฯเร่งผลักดันผลไม้ไทยเชิงรุก สร้างรายได้เกษตรกร เพิ่มมูลค่าการส่งออก

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/633579

นายกฯเร่งผลักดันผลไม้ไทยเชิงรุก สร้างรายได้เกษตรกร เพิ่มมูลค่าการส่งออก

วันอาทิตย์ ที่ 6 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2565, 09.19 น.

นายกฯพอใจสหรัฐฯ ไฟเขียวเปิดตลาดนำเข้าส้มโอไทยไม่จำกัดพันธุ์ คาดส่งออกล็อตแรกได้สิงหาคมนี้ เร่งผลักดันส่งออกผลไม้ไทยเชิงรุก สร้างรายได้แก่เกษตรกร และเพิ่มมูลค่าการส่งออกไทย

6 กุมภาพันธ์ 2565 นายธนกร วังบุญคงชนะ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เผยถึงกรณีที่สหรัฐอเมริกาอนุญาตให้นำเข้าส้มโอผลสดจากประเทศไทยภายใต้เงื่อนไขที่กำหนดแล้ว หลังจากที่ฝ่ายไทยเสนอขอเปิดตลาดส้มโอมาตั้งแต่ปี 2549 โดยพลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมได้รับทราบข่าวดีดังกล่าวแล้ว และชื่นชมความมุ่งมั่นอุตสาหะของหน่วยงานไทยที่เจรจาจนสามารถเปิดตลาดส้มโอได้เป็นผลสำเร็จ เป็นการสร้างโอกาสให้แก่เกษตรกรผู้ปลูกส้มโอของไทย พร้อมกำชับให้ดูแลเรื่องมาตรฐานการส่งออกอย่างเคร่งครัด เพื่อให้ผลไม้ไทยมีคุณภาพและตรงตามความต้องการของตลาด ตลอดจนสั่งการเร่งวางแนวทางการบริหารจัดการผลไม้ไทยเชิงรุก ในปี 2565 หาตลาดรองรับ โดยเฉพาะในช่วงฤดูผลไม้ที่จะมาถึงนี้ 

ทั้งนี้ กรมวิชาการเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ รายงานว่า สหรัฐอเมริกาอนุญาตให้นำเข้าส้มโอผลสดไม่จำกัดพันธุ์จากประเทศไทยภายใต้เงื่อนไขการนำเข้าที่กำหนดแล้ว หลังจากที่รัฐบาลไทยได้เสนอขอเปิดตลาดส้มโอพร้อมกับผลไม้อีกหลายชนิด มาเป็นระยะเวลากว่า 15 ปี ตั้งแต่ปี 2549 โดยมีเงื่อนไขสำหรับการส่งออกผลผลิตซึ่งจะต้องมาจากแหล่งผลิตที่ได้รับการรับรอง GAP (Good Agricultural Practice) โรงคัดบรรจุได้รับการรับรองตามมาตรฐาน GMP (Good Manufacturing Practice) และก่อนส่งออกต้องปฏิบัติตามคำแนะนำของกรมวิชาการเกษตร

นอกจากนี้ ผู้ส่งออกต้องลงทะเบียนเข้าร่วม โครงการตรวจสอบผลไม้ฉายรังสีก่อนการส่งออก อีกทั้ง การอนุญาตให้นำเข้าส้มโอจากไทยต้องเป็นการส่งออกเพื่อการค้าเท่านั้น โดยกรมวิชาการเกษตร คาดการณ์ว่าในฤดูการผลิตส้มโอเดือนสิงหาคมนี้ ไทยจะสามารถส่งออกส้มโอล็อตแรกไปจำหน่ายยังสหรัฐฯ ได้ ทั้งนี้ ตลาดการส่งออกส้มโอผลสดของไทยในต่างประเทศมีจำนวน 29 ประเทศ มีตลาดหลักที่สำคัญ ได้แก่ จีน และมาเลเซีย โดยในปี 2564 ประเทศไทยส่งออกส้มโอจำนวน 29,782 ตัน คิดเป็นมูลค่ากว่า 903 ล้านบาท

นายธนกร กล่าวว่าที่ผ่านมา รัฐบาลไทยโดยกระทรวงพาณิชย์ผลักดันการส่งออกผลไม้ไทยเชิงรุก ผ่านโครงการจับคู่เจรจาการค้าสำหรับสินค้าผลไม้ที่มีผลผลิตทั้งปี อาทิ มะม่วง มะพร้าว มะขาม และส้มโอ และผลิตภัณฑ์ผลไม้แปรรูปในรูปแบบออนไลน์ (Online Business Matching: OBM) ได้เจรจาการค้าและวางแผนการส่งออกของปี 2565 ล่วงหน้า มียอดเจรจาการค้ากว่า 1,454 ล้านบาท โดยคาดการณ์ว่า ในปี 2565 การส่งออกสินค้าผลไม้จะมีแนวโน้มขยายตัวได้ดียิ่งขึ้นอีก 

ทั้งนี้ภายใต้การทำงานของรัฐบาลพลเอก ประยุทธ์ฯ ประเทศไทยเป็นผู้นำการผลิตและส่งออกผลไม้เมืองร้อนที่สำคัญและมีชื่อเสียง ในปี 2564 ไทยสามารถครองส่วนแบ่งตลาดผลไม้ในจีนได้เป็นอันดับ 1 คิดเป็นส่วนแบ่งตลาด 45% อีกทั้ง การส่งออกผลไม้ของไทยสูงสุดเป็นประวัติการณ์ สร้างรายได้กว่า 1.6 แสนล้านบาท (ม.ค. – พ.ย. 2564) แม้จะต้องเผชิญกับผลกระทบจากสถานการณ์โควิด-19 และความท้าทายต่าง ๆ จึงสะท้อนถึงความพยายามของรัฐบาลในการผลักดันการส่งออกผลไม้ไทย ผ่านมาตรการเชิงรุก อย่างเป็นระบบและรอบคอบ ตลอดจนมีการปรับรูปแบบให้สอดรับกับสถานการณ์ ทำให้การส่งออกผลไม้ของไทยขยายตัวเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ทั้งนี้ นายกรัฐมนตรีได้สั่งการให้ แสวงหาโอกาสเพิ่มการส่งออกผลไม้ของไทยผ่านการใช้ประโยชน์จากเส้นทางการขนส่งผ่านทางรถไฟจีน-ลาว ทั้งนี้ เชื่อมั่นว่า แนวทางที่รัฐบาลได้ดำเนินการมานี้ จะสนับสนุนการส่งออกของไทยในปี 2565 ให้ขยายตัวเพิ่มขึ้น ซึ่งจะสร้างรายได้ให้แก่เกษตรกร ผู้ประกอบการ และสร้างเม็ดเงินในระบบเศรษฐกิจของประเทศอย่างมหาศาล

ปศุสัตว์พร้อมเครือข่ายบุกตรวจสอบทลายห้องเย็นนครปฐม

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/633259

ปศุสัตว์พร้อมเครือข่ายบุกตรวจสอบทลายห้องเย็นนครปฐม

วันศุกร์ ที่ 4 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2565, 15.37 น.

เมื่อวันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2565 นายสรวิศ ธานีโต อธิบดีกรมปศุสัตว์ เปิดเผยว่า ตามนโยบายท่าน พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และข้อสั่งการของ ดร.เฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ให้ตรวจสอบสต๊อกห้องเย็นเพื่อกันการกักตุนซากสุกรทั่วประเทศ และการดำเนินการและบังคับใช้กฎหมายอย่างเคร่งครัด เพื่อร่วมแก้ปัญหาราคาเนื้อสุกรที่ปรับเพิ่มขึ้นนั้น กรมปศุสัตว์ กระทรวงเกษตรฯ พร้อมหน่วยงานเครือข่าย นำโดย พล.ต.ต.อนันต์ นานาสมบัติ ผู้อำนวยการกองบังคับการปราบปราบการกระทำความผิดเกี่ยวกับการคุ้มครองผู้บริโภค (ปคบ.) รองผู้ว่าราชการจังหวัด เจ้าหน้าที่ชุดปฏิบัติการพิเศษกรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย เจ้าหน้าที่พาณิชย์จังหวัด กรมการค้าภายใน กระทรวงพาณิชย์ และเจ้าหน้าที่สถานีตำรวจภูธรจังหวัด ได้สนธิกำลังเร่งตรวจสอบห้องเย็นเพื่อกันการกักตุนซากสุกรทั่วประเทศอย่างต่อเนื่อง และดำเนินการตามกฎหมาย พ.ร.บ.โรคระบาดสัตว์ พ.ศ.2558 และ พรบ.ควบคุมการฆ่าสัตว์เพื่อการจำหน่ายเนื้อสัตว์ พ.ศ.2559 ในพื้นที่ จ.นครปฐม

โดยวันนี้ จากการตรวจสอบห้องเย็นแห่งหนึ่ง ใน อ.เมือง จ.นครปฐม โดยตรวจสอบจำนวนเนื้อสุกรและซากสุกรทั้งหมดที่จัดเก็บในห้องเย็น เอกสารใบเคลื่อนย้ายสัตว์และซากสัตว์ ใบรับรองให้จำหน่ายเนื้อสัตว์ ผลพบว่ามีการนำฝากซากสัตว์รวมที่จัดเก็บทั้งหมดจำนวน 1,047,600 กิโลกรัม เป็นเนื้อสุกรและชิ้นส่วนสุกรบริโภคได้จำนวน 747,600 กิโลกรัม เป็นกระดูกและน้ำมันสุกรจำนวน 300,000 กิโลกรัม จากบริษัทใหญ่แห่งหนึ่งจากทุ่งพระเมรุและผู้ค้ารายอื่นๆ โดยบริษัทฯ สามารถนำเอกสารใบเคลื่อนย้ายฯ มาแสดงได้จำนวน 81,389 กิโลกรัม โดยในส่วนซากสัตว์ที่เหลืออีกจำนวน 966,211 กิโลกรัม ไม่สามารถนำเอกสารมาแสดงได้ และที่ไม่พบเอกสารใบเคลื่อนย้ายฯ และใบรับรองให้จำหน่ายเนื้อสัตว์นั้น จึงได้ดำเนินการอายัดและแจ้งข้อกล่าวหา ตาม พ.ร.บ.โรคระบาดสัตว์ พ.ศ.2558 ตามมาตรา 22 โทษจำคุก 2 ปี ปรับไม่เกิน 40,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และความผิดตาม พ.ร.บ.ควบคุมการฆ่าสัตว์เพื่อการจำหน่ายเนื้อสัตว์ พ.ศ.2559 มีความผิดตามมาตรา 38 โทษจำคุก 1 ปี ปรับไม่เกิน 100,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

สรุปรายงานผลการตรวจสอบห้องเย็น (20 ม.ค. – 4 ก.พ.65) ผลการตรวจสอบห้องเย็นทั้งหมด พบมีการเก็บซากสุกรในห้องเย็นรวมทั้งหมด 24.3 ล้านกิโลกรัม โดยตั้งแต่วันที่ 20 ม.ค. – 3 ก.พ.ได้ตรวจสอบห้องเย็นแล้วทั่วประเทศจำนวน 1,287 แห่ง ในวันที่ 3 ก.พ.ได้ตรวจสอบห้องเย็นจำนวน 17 แห่ง พบการจัดเก็บซากสุกรจำนวน 83,444.70 กิโลกรัม ซึ่งจากผลการตรวจสอบห้องเย็นอย่างเข้มงวดต่อเนื่อง มีการดำเนินการและบังคับใช้กฎหมายโดยเคร่งครัด ทำให้ห้องเย็นมีการเข้มงวดในการรับฝากสินค้า บริษัทผู้ฝากไม่กักตุนซากสุกรเพื่อประโยชน์ทางการค้า นำเนื้อสุกรออกมาจำหน่ายตามปกติเป็นตามกลไกตลาด ส่งผลให้ขณะนี้ราคาหมูหน้าฟาร์มปรับลดราคาลง โดยล่าสุดขยับราคาลงมาที่ 100 – 104 บาทต่อกิโลกรัม ราคาค้าส่งห้างขายปลีก ลดลงมาที่ 160 – 166 บาทต่อกิโลกรัม และราคาขายปลีกสำหรับผู้บริโภคลงมาที่ 198 – 208 บาทต่อกิโลกรัม

อธิบดีกรมปศุสัตว์ กล่าวเพิ่มเติมว่า หากประชาชนต้องการข้อมูลเพิ่มเติม หรือพบเห็นการกระทำผิดด้านปศุสัตว์ โปรดติดต่อเจ้าหน้าที่เพื่อขอรับข้อมูล หรือแจ้งเบาะแสการกระทำความผิดเพื่อดำเนินการตามกฎหมาย โดยแจ้งผ่านแอปพลิเคชัน DLD 4.0 หรือ สายด่วนกรมปศุสัตว์ 063-225-6888 ได้ตลอดเวลา 24 ชั่วโมง

เกษตรฯหารือชาวนา เร่งรัดแก้ปัญหาหนี้สิน รับรู้ถึงปัญหาอุปสรรค จ่อเสนอครม.พิจารณา

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/633092

วันศุกร์ ที่ 4 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2565, 06.00 น.

นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รมว.เกษตรและสหกรณ์ มอบหมายให้ นายไชยยศจิรเมธากร รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรีฝ่ายการเมือง เป็นประธานประชุมชี้แจงความคืบหน้าโครงการแก้ไขปัญหาหนี้สินเกษตรกรสมาชิกกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาการเกษตร ลูกหนี้ธนาคารของรัฐ 4 แห่ง เข้าสู่การพิจารณาของคณะรัฐมนตรี (ครม.) ร่วมกับผู้แทนเครือข่ายหนี้สินชาวนาแห่งประเทศไทย นำโดย นายชรินทร์ดวงดารา ที่ปรึกษาเครือข่ายหนี้สินชาวนาแห่งประเทศไทย และตัวแทนเกษตรกรสมาชิกกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกร (กฟก.) ในนามเครือข่ายหนี้สินชาวนาแห่งประเทศไทย รวม 14 คน

ทั้งนี้ ดร.ทองเปลว กองจันทร์ ปลัดกระทรวงเกษตรฯ ได้มอบหมายให้นายสำราญ สาราบรรณ์ รองปลัดกระทรวงเกษตรฯ ร่วมประชุม พร้อมด้วย นายสไกรพิมพ์บึง เลขาธิการสำนักงานกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาการเกษตร และคณะ 5 คนร่วมการชี้แจง สรุปผลการประชุม ผู้แทนกลุ่มเกษตรกรรับทราบถึงปัญหาอุปสรรคจากข้อสังเกต 5 ข้อ ของกระทรวงการคลัง ทำให้ยังไม่สามารถนำเข้าสู่การพิจารณาของ ครม.ได้

อนึ่ง ดร.ทองเปลว ได้เป็นประธานประชุมร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ประกอบด้วย ผู้แทนสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง กรรมการบริหารธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) และ กฟก.เพื่อพิจารณาแนวคำตอบสำหรับการชี้แจงกระทรวงการคลัง ตามข้อสังเกต 5 ข้อ ก่อนนำโครงการเสนอ ครม.ให้ความเห็นชอบ ซึ่งผู้แทนกลุ่มเกษตรกรมีความพึงพอใจในคำตอบจากการประชุมหารือดังกล่าว

สภาเกษตรกรฯถกปัญหา ชี้ข้าวต้องเข้าสู่ระบบGAPทั่วไทย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/633091

วันศุกร์ ที่ 4 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2565, 06.00 น.

นายประพัฒน์ ปัญญาชาติรักษ์ ประธานสภาเกษตรกรแห่งชาติ กล่าวภายหลังประชุมคณะทำงานด้านข้าวและชาวนาไทย ครั้งที่ 1/2565 ว่าเป็นครั้งแรกที่มีการพูดคุยพร้อมกันกับภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง 9 สมาคม 1 ศูนย์ข้าวชุมชนระดับประเทศ ตั้งแต่ต้นน้ำ ชาวนาผลิต กลางน้ำ โรงสีแปรรูป และปลายน้ำ ผู้ส่งออกตลาด เพื่อวางแผนการผลิตในฤดูกาลถัดไป แต่ด้วยปัญหาหลักของชาวนา ได้แก่ 1.ต้นทุนการผลิตสูงไม่คุ้มทุน 2.ผลผลิตต่อไร่ต่ำ 3.คุณภาพข้าวไม่ตรงตามความต้องการของตลาด 4.ขาดการวางแผนร่วมในการผลิต ซึ่งที่ประชุมมีข้อสรุปเพื่อแผนการทำงาน คือตั้งกลุ่มทำงานเพื่อหารือเรื่องแผนการผลิตข้าวในรอบต่อไปว่าควรจะผลิตข้าวสายพันธุ์อะไรบ้าง เช่น ข้าวพื้นนุ่ม ข้าวพื้นแข็ง ข้าวเหนียว ข้าวหอมมะลิ หรือข้าวอื่นๆ ในแต่ละพื้นที่ โดยนำข้อมูลจากผู้ส่งออกนำไปให้ชาวนาใช้ประกอบ ทั้งเรื่องการผลิต, กระบวนการลดต้นทุนการผลิต ซึ่งหลายเครือข่าย/องค์กร มีวิธีลดที่ดีเยี่ยมและครอบคลุมทุกภูมิภาค และการตลาด

รวมทั้งการมอบหมายให้ทีมงานลงพื้นที่ประมวลองค์ความรู้ทั้งหมดทุกเครือข่าย ในด้านการลดต้นทุนการผลิต การเพิ่มผลผลิต การฟื้นฟูดินหลังจากที่ทำนามาตลอดหลายสิบปี การใช้ปุ๋ย สารเคมีทำให้ดินเสื่อมสภาพ โดยชาวนาหลายเครือข่ายมีวิธีการฟื้นฟูดินจนสามารถทำให้ดินกลับฟื้นสมบูรณ์เหมือนเดิม ซึ่งทั้งหมดจะจัดเก็บเป็นเอกสาร แล้วนำสู่เวทีประชาพิจารณ์เพื่อจัดทำข้อเสนอเชิงนโยบายพัฒนาข้าวทั้งระบบอย่างยั่งยืน นำไปใช้ประโยชน์โดยสภาเกษตรกรทุกจังหวัด สภาการเกษตรกรแห่งชาติ จัดทำหนังสือข้อเสนอเชิงนโยบายถึงรัฐบาล ผู้มีอำนาจ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

อย่างไรก็ดี ที่ประชุมเห็นควรปรับการผลิตของชาวนาให้เข้าสู่ระบบ GAP ทั้งประเทศ ภายในระยะเวลาที่กำหนด เช่น 5 หรือ 10 ปี โดยมอบหมายให้สภาเกษตรกรแห่งชาติประสานกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ หากจำเป็นต้องใช้งบประมาณก็พร้อมทำบันทึกถึงนายกรัฐมนตรี เพื่อรับทราบนำไปสู่การจัดสรรงบประมาณ ซึ่งการรับรองอย่างเป็นรูปธรรมชัดเจนภายใต้ระบบ GAP จะได้นำเสนอไปยังประเทศลูกค้าทั่วโลก ว่าประเทศไทยได้ผลิตข้าวด้วยระบบการผลิตที่ทันสมัยและปลอดภัยต่อผู้บริโภค

ส่วนการตลาดเป็นปัญหาใหญ่ของการค้าข้าวไทย คือแข่งขันไม่ได้ทั้งด้านราคา คุณภาพ และชนิดของข้าว ตลาดข้าวโลกมีความต้องการข้าวพื้นนุ่ม แต่ประเทศไทยผลิตข้าวพื้นแข็ง สินค้าที่เราขายไม่ตรงตามความต้องการตลาด ที่สำคัญคือราคาเราแข่งไม่ได้เพราะว่าประเทศที่เคยเป็นคู่ค้าก็เป็นคู่แข่งกับเรา จึงเตรียมประสานกรมการข้าว กรมส่งเสริมการเกษตร กรมการค้าต่างประเทศ กรมการค้าภายใน เครือข่ายชาวนา และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ซักซ้อมแนวทางการวางแผนด้านการผลิต จากนี้สภาเกษตรกรฯ จะพยายามทำงานด้านข้าวและชาวนา เพื่อเสนอถึงรัฐบาล นำไปสู่การผลักดันเพื่อทางรอดของอาชีพทำนา

กรมชลฯสำรวจ‘โขงเลยชีมูล’ ประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/633090

วันศุกร์ ที่ 4 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2565, 06.00 น.

นายเฉลิมเกียรติ คงวิเชียรวัฒน์ รองอธิบดีกรมชลประทาน ร่วมกับสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ และคณะกรรมการผู้ชำนาญการพิจารณารายงานการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อมโครงการพัฒนาแหล่งน้ำ (คชก.) สำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และผู้ที่เกี่ยวข้อง สำรวจสภาพโครงการบริหารจัดการน้ำโขง เลย ชี มูล โดยแรงโน้มถ่วง ระยะที่ 1 ช่วงปากแม่น้ำเลย-เขื่อนอุบลรัตน์

ทั้งนี้ นายเฉลิมเกียรติ พร้อมคณะ ได้เดินทางลงพื้นที่ดูสภาพปัจจุบันของพื้นที่โครงการและเข้าตรวจสอบสภาพแวดล้อมโดยรอบ เพื่อใช้เป็นข้อมูลประกอบการพิจารณารายงาน การประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อมโครงการดังกล่าว ทั้งหมด 2 จุดได้แก่ บริเวณปลายอุโมงค์แรงดัน ต.ดงมะไฟ อ.สุวรรณคูหา จ.หนองบัวลำภู และบริเวณทางเข้า-ออกอุโมงค์ (Adit 4) ต.กุดจิก อ.เมืองหนอง จ.หนองบัวลำภู

นายเฉลิมเกียรติเปิดเผยว่า โครงการดังกล่าวเป็นการผันน้ำโขงเข้าสู่พื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ผ่านอุโมงค์เส้นผ่านศูนย์กลาง 10 เมตร 16 แถว พื้นที่ฤดูฝน 31.78 ล้านไร่ฤดูแล้ง 11.15 ล้านไร่ แยกเป็นระบบแรงโน้มถ่วง 14.00 ล้านไร่และระบบสูบน้ำ 17.78 ล้านไร่ มีเป้าหมายเพื่อเสริมฝนทิ้งช่วง เติมน้ำให้อ่างเก็บน้ำเดิม ลำน้ำ สระน้ำ หนอง บึง ให้มีน้ำทั้งปี และเป็นน้ำต้นทุนในฤดูแล้ง