ปศุสัตว์คุมเข้มสกัดโรคอหิวาห์หมู

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/631075

วันพุธ ที่ 26 มกราคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

นายสัตวแพทย์สรวิศ ธานีโต อธิบดีกรมปศุสัตว์ กล่าวว่า ได้ประชุมเจ้าหน้าสารวัตรและด่านกักกันสัตว์ทั่วประเทศ เพื่อมอบนโยบาย สั่งการในการควบคุมและป้องกันโรคอหิวาห์แอฟริกาในสุกร (ASF) ให้สงบโดยเร็วตามนายกรัฐมนตรีสั่งการ

ทั้งนี้ กรมปศุสัตว์ มีหน่วยงานกองสารวัตรและกักกันสัตว์ ซึ่งมีหน่วยงานด่านกันกันสัตว์ในพื้นที่ทั่วประเทศ ทั้งด่านชายแดน และด่านที่สนามบินภายในประเทศ รวมถึงสนามบินระหว่างประเทศ โดยกำชับให้ทุกหน่วยร่วมมือ ทุ่มเทในการปฏิบัติการควบคุมโรค ASF ซึ่งหัวใจสำคัญประการหนึ่งคือการควบคุมการเคลื่อนย้ายสัตว์ ซากสัตว์ภายในราชอาณาจักร โดยการดำเนินการของด่านกักกันสัตว์ทั่วประเทศ ต้องร่วมกันดำเนินการด้วยการสร้างความรับรู้และความเข้าใจ ให้เกษตรกรและประชาชนเดือดร้อนน้อยที่สุด และจะต้องกระทำด้วยความโปร่งใส ยุติธรรม

สำหรับประเทศไทยเป็นหนึ่งประเทศที่มีความเข้มแข็งในการควบคุมป้องกันโรค จึงมั่นใจว่าจะสามารถควบคุมโรค ASF ได้อย่างดีมีประสิทธิภาพและประสิทธิผล เนื่องจากใน 3 ปีที่ผ่านมา ประเทศไทยพบกับโรคอุบัติใหม่ เช่น โรคกาฬโรคในม้า หรือกาฬโรคแอฟริกาในม้า (African horse sickness) โรคลัมปี้ สกินในโค กระบือ ซึ่งกรมปศุสัตว์ สามารถควบคุมโรคสงบได้แล้ว

 “โรค ASF แม้ว่าขณะนี้ยังไม่มีวัคซีนในการป้องกันโรคก็ตาม แต่กรมปศุสัตว์ ให้ความสำคัญกับการยกระดับระบบความปลอดภัยทางชีวภาพ และเรื่องของการควบคุมการเคลื่อนย้ายสัตว์ ทั้งภายในประเทศและต่างประเทศอย่างเข้มข้น โดยจะดำเนินการจนกว่าโรคสงบ และขอคืนสถานภาพปลอดโรค ASF ให้เร็วที่สุด” อธิบดีกรมปศุสัตว์ กล่าว

‘คนเลี้ยงหมู’ค้านเปิดนำเข้า โอดแบกภาระล้น ขอรัฐปล่อยกลไกตลาดทำงาน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/631113

‘คนเลี้ยงหมู’ค้านเปิดนำเข้า โอดแบกภาระล้น ขอรัฐปล่อยกลไกตลาดทำงาน

วันอังคาร ที่ 25 มกราคม พ.ศ. 2565, 16.49 น.

คนเลี้ยงหมูท้อ!! ตกเป็นจำเลยสังคม ทั้งที่ยืนราคาหมู 110 บาท 3 สัปดาห์ต่อเนื่อง เผยแบกภาระล้น ขอรัฐปล่อยกลไกตลาดทำงาน ยันค้านนำเข้าเนื้อหมูถึงที่สุด

25 มกราคม 2565 นายสิทธิพันธ์ ธนาเกียรติภิญโญ นายกสมาคมผู้เลี้ยงสุกรภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เปิดเผยว่า เกษตรกรทั่วประเทศให้ความร่วมมือกับกรมการค้าภายใน กระทรวงพาณิชย์ ยืนราคาจำหน่ายสุกรมีชีวิตหน้าฟาร์มไว้ที่ไม่เกิน 110 บาทต่อกิโลกรัม ไปจนถึงสิ้นเดือนกุมภาพันธ์นี้ หลังจากนั้นจะหารือร่วมกันอีกครั้ง เพื่อพิจารณาสถานการณ์การผลิตและการบริโภคให้สอดคล้องกัน โดยมุ่งดูแลค่าครองชีพของคนไทยเป็นอันดับแรก แม้ว่าเกษตรกรจะมีภาระค่าใช้จ่ายและต้นทุนการผลิตที่สูงขึ้น บางฟาร์มสูงถึง 110-120 บาทต่อกิโลกรัม โดยเฉพาะต้นทุนค่าวัตถุดิบอาหารสัตว์ที่เพิ่มขึ้น ค่าบริหารจัดการด้านการป้องกันโรคที่ต้องเข้มงวดมากขึ้น ตลอดจนค่าขนส่งที่สูงขึ้นจากราคาน้ำมันที่ปรับเพิ่มต่อเนื่องก็ตาม แต่ทุกคนเห็นถึงความเดือดร้อนของคนไทยในภาวะเศรษฐกิจเช่นนี้ จึงมีมติร่วมกันดูแลระดับราคาไว้เช่นนี้ต่อไป อย่างไรก็ตาม ราคาดังกล่าวข้างต้นไม่ได้ตายตัวเสมอไป ตัวอย่างเช่น ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ราคาในพระนี้ อ่อนตัวตามความต้องการของตลาดมาอยู่ที่ 104-108 บาทต่อกิโลกรัม

“คนเลี้ยงหมูร่วมกันรักษาระดับราคาหมูเป็นไว้ที่กิโลกรัมละ 110 บาท ต่อเนื่องเป็นสัปดาห์ที่ 3 และจะดำเนินการต่อเนื่องเพื่อให้สอดคล้องกับภาวะเศรษฐกิจภาคครัวเรือนของพี่น้องประชาชน อย่างไรก็ตาม ที่ผ่านมาเกษตรกรกลับตกเป็นจำเลยของสังคม ว่าเป็นเหตุให้ราคาเนื้อหมูหรือสินค้าอื่นๆแพงขึ้นตามกัน ทั้งๆที่เกษตรกรขายหมูหน้าฟาร์มได้ที่ราคาเดิมมาตลอด เป็นการขายขาดให้กับพ่อค้าคนกลาง โดยไม่ได้มีผลกำไรหรือเกี่ยวข้องกับราคาที่ปรับสูงขึ้นก่อนจะถึงมือผู้บริโภค จึงอยากขอความเข้าใจและความเห็นใจจากผู้บริโภค และขอให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องมองที่กลไกตลาดเป็นสำคัญ ขอให้อุปสงค์และอุปทานของตลาดเป็นตัวบ่งชี้ราคาสินค้าอย่างเสรี” นายสิทธิพันธ์ กล่าว

นายกสมาคมผู้เลี้ยงสุกรภาคตะวันออกเฉียงเหนือ กล่าวถึงข้อเสนอให้นำเข้าเนื้อสุกรเพื่อเพิ่มปริมาณในประเทศว่า เกษตรกรยืนยันคัดค้านเรื่องนี้ให้ถึงที่สุด เพราะเป็นการเพิ่มความเสี่ยงจากเรื่องโรคต่างถิ่นที่อาจปนเปื้อนเข้ามากระทบกับฝูงสุกรของไทย และการนำเข้าเนื้อสุกร ชิ้นส่วน รวมถึงสุกรแปรรูปจากต่างประเทศ โดยเฉพาะประเทศในแถบยุโรป มีความเป็นไปได้ที่ไทยต้องเปิดให้นำเข้าตลอดไป และมีโอกาสที่จะส่งเข้ามาไม่จำกัด เมื่อปริมาณมากขึ้นอย่างไร้การควบคุม จะทำให้เกษตรกรต้องรับภาระขาดทุนจากภาวะสุกรล้นตลาด ที่สำคัญเนื้อสุกรนำเข้าเหล่านี้ คือตัวการบ่อนทำลายกลไกการเลี้ยงสุกรของไทย เมื่อเกษตรกรไทยไม่สามารถแข่งขันด้านราคาได้ ย่อมถอดใจเลิกเลี้ยงสุกรทิ้งอาชีพเดียวไป ความมั่นคงทางอาหารของประเทศต้องสั่นคลอน และต้องพึ่งพาการนำเข้าอาหารโปรตีนในที่สุด

พลิกโฉมเกษตรโมเดลใหม่ เพิ่มรายได้มุ่งอุตสาหกรรมมูลค่าสูง

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/630873

วันอังคาร ที่ 25 มกราคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

นายอลงกรณ์ พลบุตร ที่ปรึกษา รมว.เกษตรและสหกรณ์ ในฐานะประธานคณะกรรมการความร่วมมือระหว่างกระทรวงเกษตรและสหกรณ์และสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (กร.กอ.) เปิดเผยว่า จากการประชุมคณะกรรมการฯ ครั้งที่ 1/ 2565 ซึ่งมีผู้แทนหน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้องร่วมประชุม ได้มีมติสนับสนุนโครงการประกันราคาสินค้าเกษตรโมเดลใหม่ โดยภาคเอกชน และให้ตั้งคณะกรรมการขับเคลื่อนโครงการ มีเป้าหมายประกันราคาสินค้าเกษตรสำหรับภาคอุตสาหกรรมเกษตรอาหารเพื่อให้ราคาสินค้าเกษตรมีเสถียรภาพ และเกษตรกรมีรายได้เพิ่มขึ้นอย่างมั่นคงและยั่งยืน ภายใต้แนวคิดความเป็นหุ้นส่วนระหว่างเกษตรกรกับผู้ประกอบการอุตสาหกรรม ซึ่งเป็นแพลตฟอร์มใหม่และจะเป็นการปฏิรูปครั้งใหญ่ของภาคเกษตร ภายใต้ 5 ยุทธศาสตร์ของนายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รมว.เกษตรฯ

นอกจากนี้ที่ประชุมยังเห็นชอบโครงการนิคมอุตสาหกรรมเกษตรอาหาร 9 กลุ่มจังหวัดแรก หวังสร้างฐานอุตสาหกรรมเกษตรสู่หมุดหมายเกษตรมูลค่าสูง และ 12 อุตสาหกรรมเป้าหมายใหม่ (S-Curve) รวมทั้งรับทราบวาระต่างๆ เช่น บันทึกความร่วมมือการสร้างความมั่นคงอย่างยั่งยืนให้แก่เกษตรกรด้วยการผลิตไฟฟ้าและพลังความร้อนจากพืชพลังงานเพื่อชุมชนและเศรษฐกิจฐานราก กระทรวงเกษตรฯ กระทรวงพลังงาน กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ร่วมลงนามในบันทึกความร่วมมือฯ

 2.ผลการดำเนินงานของคณะอนุกรรมการความร่วมมือระหว่างกระทรวงเกษตรและสหกรณ์และสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ระดับภาค (กร.กอ.ระดับภาค) (2.1) ความก้าวหน้าภายใต้คณะอนุกรรมการความร่วมมือระหว่างกระทรวงเกษตรฯ และสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ภาคตะวันออก ได้เสนอกรอบแนวทางการพัฒนาอุตสาหกรรมเกษตรและอาหารภาคตะวันออก ปี 2566 -2570  มีเป้าหมายสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับผลผลิตการเกษตรและเชื่อมโยงตลาดในระดับภาคตะวันออกให้เป็นรูปธรรมตามนโยบายตลาดนำการผลิต (2.2) ผลการดำเนินงานคณะอนุกรรมการความร่วมมือระหว่างกระทรวงเกษตรฯ และสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ได้แต่งตั้งคณะทำงานขับเคลื่อนการพัฒนาสินค้าเกษตรที่สำคัญตามศักยภาพแบบครบวงจร ในพื้นที่ 5 กลุ่มจังหวัด ซึ่งได้กำหนดสินค้าแบ่งออกเป็นสินค้าหลัก ได้แก่ ข้าว มันสำปะหลัง ยางพารา อ้อย ผัก โค และแพะ และสินค้ากลุ่มใหม่ อาทิ แมลงเศรษฐกิจ (จิ้งหรีด) สมุนไพร กัญชาและใบกระท่อม

ทั้งนี้ ที่ประชุมได้พิจารณาแนวทางการดำเนินการส่งเสริมอุตสาหกรรมเกษตรและอาหารของกลุ่มจังหวัดนำร่อง และมีมติเห็นชอบให้จัดประชุมเชิงปฏิบัติการ เพื่อหาแนวทางการจัดทำมาตรการส่งเสริมอุตสาหกรรมเกษตรและอาหารของกลุ่มจังหวัดที่มีความพร้อม 9 กลุ่มจังหวัด  ตลอดจนมอบหมายให้คณะอนุกรรมการฯ ระดับภาค และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ปรับปรุงและเพิ่มเติมรายละเอียดแนวทางการพัฒนาเขตส่งเสริมอุตสาหกรรมเกษตรและอาหารของกลุ่มจังหวัดที่มีความพร้อมบางส่วน

เกษตรฯดันนโยบายลดต้นทุนผลิต

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/630872

วันอังคาร ที่ 25 มกราคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

นายนราพัฒน์ แก้วทอง ผู้ช่วย รมต.ประจำกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ในฐานะประธานกรรมการส่งเสริมการใช้ปัจจัยการผลิตที่เหมาะสมเพื่อลดต้นทุนการผลิตของเกษตรกรและสถาบันเกษตรกร เปิดเผยว่า จากการประชุมคณะกรรมการลดต้นทุนการผลิตที่เหมาะสมเพื่อลดต้นทุนการผลิตของเกษตรกรและสถาบันเกษตรกร โดยมีผู้แทนหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วม เพื่อติดตามสถานการณ์ปุ๋ยเคมีภายในประเทศ พบว่าปี 2564 ประเทศไทยมีปริมาณและมูลค่าการนำเข้าปุ๋ยเคมีเพิ่มขึ้น เมื่อเทียบกับปี 2563 โดยราคาปุ๋ยในประเทศมีแนวโน้มปรับตัวสูงขึ้นตามราคาแม่ปุ๋ยในตลาดโลก เนื่องจากจีนซึ่งเป็นประเทศผู้ส่งออกปุ๋ยสำคัญจำกัดการส่งออก ส่งผลให้วัตถุดิบหรือแม่ปุ๋ยในตลาดโลกขาดแคลน ประกอบกับค่าขนส่งที่สูงขึ้น

ทั้งนี้ ทางคณะกรรมการส่งเสริมการใช้ปัจจัยการผลิตฯ ได้พิจารณาแนวทางการแก้ปัญหาปุ๋ยราคาสูงและไม่มีเสถียรภาพภายใต้แผนการบริหารจัดการปุ๋ยปี 2565-2569 เสนอโดยกรมส่งเสริมการเกษตร ซึ่งมีแผนดำเนินการแก้ไขปัญหาด้วยการวางมาตรการระยะสั้น ระยะกลาง และระยะยาว จะมีการนำเสนอมาตรการแก้ไขปัญหาปุ๋ยราคาสูงและไม่มีเสถียรภาพขึ้นหารือในระดับกรรมการผู้ช่วยรัฐมนตรีระหว่างกระทรวงที่เกี่ยวข้อง เพื่อเสนอแผนการดำเนินงานทั้งระบบต่อไป

นอกจากนี้ ยังได้ติดตามผลการดำเนินงานโครงการพัฒนาเกษตรแม่นยำสูง สู่ธุรกิจเกษตรอุตสาหกรรมซึ่งในระยะที่ 1 มีสินค้ายางพารา ปาล์มน้ำมัน อ้อยโรงงาน และมะเขือเทศ มีกลุ่มเกษตรกรแปลงใหญ่เข้าร่วม 56 แปลง ในพื้นที่ 49,102 ไร่ เกษตรกร 2,457 ราย และอยู่ระหว่างขยายการดำเนินการในระยะที่ 2 ในสินค้า 8 ชนิด ได้แก่ พืชผัก ข้าว มันสำปะหลัง อ้อยโรงงาน ถั่วเหลือง ยางพารา และปาล์มน้ำมัน โดยมีบริษัทรับซื้อที่เข้าร่วมโครงการเพิ่มเติมอีก 18 บริษัท มีแผนดำเนินการในพื้นที่ 1.9 ล้านไร่ คาดว่าจะมีเกษตรกรเข้าร่วมโครงการประมาณ 120,000 ราย

กรมชลฯส่งเครื่องเร่งสูบน้ำ ช่วยเกษตรกรที่เมืองกรุงเก่า

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/630871

วันอังคาร ที่ 25 มกราคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

นายประพิศ จันทร์มา อธิบดีกรมชลประทาน กล่าวว่า พื้นที่ลุ่มน้ำเจ้าพระยาบางจุดเริ่มประสบภัยแล้ง โดยเฉพาะพื้นที่ชลประทานในเขตโครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาผักไห่ และโครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาเจ้าเจ็ด-บางยี่หน ต.รางจระเข้ อ.เสนา จ.พระนครศรีอยุธยา ปริมาณน้ำแห้งขอด ทำให้เกษตรกรเริ่มประสบปัญหาน้ำไม่พอทำการเกษตรฤดูแล้ง จึงสั่งการให้สำนักเครื่องจักรกล และฝ่ายปฏิบัติการสูบน้ำ ส่วนเครื่องจักรกล สำนักงานชลประทานที่ 12 นำเครื่องสูบน้ำ ติดตั้งที่ประตูระบายน้ำเจ้าเจ็ด 4 เครื่อง สูบน้ำย้อนจากแม่น้ำน้อยเข้าคลองเจ้าเจ็ด-บางยี่หน ก่อนจะส่งเข้าระบบชลประทาน และกระจายน้ำให้เกษตรกรเพาะปลูก นอกจากนี้ ยังสั่งการให้สำนักเครื่องจักกล ติดตั้งเครื่องสูบน้ำเพิ่มเติมอีกที่ประตูน้ำผักไห่ คาดว่าจะช่วยบรรเทาความเดือดร้อนให้กับเกษตรกรในทุ่งผักไห่ได้เป็นอย่างมาก

สำหรับปริมาณน้ำที่สูบส่งให้เกษตรกร เป็นปริมาณน้ำที่ได้รับจัดสรรตามแผนการจัดสรรน้ำฤดูแล้งลุ่มน้ำเจ้าพระยาปี 2564/65 เพื่อให้เกษตรกรได้ทำนาปรังตามแผนที่ได้วางไว้ จึงขอความร่วมมือจากเกษตรกรลุ่มน้ำเจ้าพระยา ทำนาตามแผนที่ได้วางไว้อย่างเคร่งครัด รวมทั้งขอให้ทุกภาคส่วนร่วมใจกันใช้น้ำอย่างประหยัดและเกิดประโยชน์สูงสุด เพื่อให้ปริมาณน้ำที่มีอยู่อย่างจำกัด เพียงพอใช้ตลอดแล้งนี้ไปจนถึงต้นฤดูฝนปีหน้า โดยเฉพาะน้ำอุปโภคบริโภค และรักษาระบบนิเวศเป็นสำคัญ

กรมปศุสัตว์แจ้งเตือน จีนไข้หวัดนกระบาด ร่วมมือทุกหน่วยงาน คุมเข้ม-ไม่พบในไทย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/630870

วันอังคาร ที่ 25 มกราคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

นายสัตวแพทย์สรวิศ ธานีโต อธิบดีกรมปศุสัตว์ กล่าวว่า จากรายงานขององค์การอนามัยโลก ที่พบการระบาดของโรคไข้หวัดนก H5N6 ในจีน มีผู้ติดเชื้อแล้ว 5 ราย จำนวนนี้ 2 ราย เสียชีวิตแล้ว และรายงานของหน่วยงานสาธารณสุขฮ่องกง ระบุว่าผู้ติดเชื้อในจีนทั้ง 5 ราย เป็นชาย 4 และหญิง 1 คน จากพื้นที่มณฑลเสฉวน , เจ้อเจียง และเขตปกครองตนเองกว่างซีจ้วง โดยมี 2 ราย เสียชีวิตแล้ว โดยอยู่ระหว่างการสืบสวน ซึ่งแม้ประเทศไทยยังไม่พบโรคดังกล่าว แต่กรมปศุสัตว์เตรียมความพร้อมและป้องกันอย่างต่อเนื่อง

ทั้งนี้ เจ้าหน้าที่กรมปศุสัตว์ได้ตรวจเยี่ยมเกษตรกรผู้เลี้ยงสัตว์ปีก เฝ้าระวังโรคตามแนวชายแดน สุ่มตัวอย่างสัตว์ปีกพื้นที่เสี่ยง มาตรวจ และเข้มงวดการเคลื่อนย้ายสัตว์และซากสัตว์ปีกในประเทศ ชะลอการนำเข้าสัตว์และสัตว์ปีกจากประเทศที่เกิดโรคไข้หวัดนก ส่วนสัตว์ปีกที่เลี้ยงระบบฟาร์มได้เข้มงวดทางชีวภาพขั้นสูงสุด มีการรณรงค์ทำความสะอาดและพ่นยาฆ่าเชื้อโรค ตลอดจนผลักดันระบบการเลี้ยงสัตว์ปีกให้เข้าระบบมาตรฐาน GAP หรือ GFM รวมถึงประสานความร่วมมือกับหน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง

อย่างไรก็ดี กรมปศุสัตว์ ขอความร่วมมือเกษตรกรผู้เลี้ยงสัตว์ปีกสังเกตอาการสัตว์อย่างใกล้ชิด หากพบสัตว์ปีกป่วยตายผิดปกติ อย่านำไปจำหน่ายจ่ายแจก หรือนำไปประกอบอาหาร ขอให้แจ้งเจ้าหน้าที่ปศุสัตว์อำเภอ อาสาปศุสัตว์ อาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน เข้าตรวจสอบและดำเนินมาตรการควบคุมโรคทันที หากมีข้อสงสัยขอให้แจ้งต่อกรมปศุสัตว์ สายด่วน 063-225-6888 หรือ Application : DLD 4.0

เข้มตรวจสต๊อก’หมู’ ปศุสัตว์รายงาน 13.41 ล้านกิโลกรัม จากห้องเย็น 539 แห่ง

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/630672

เข้มตรวจสต๊อก'หมู' ปศุสัตว์รายงาน 13.41 ล้านกิโลกรัม จากห้องเย็น 539 แห่ง

วันจันทร์ ที่ 24 มกราคม พ.ศ. 2565, 08.09 น.

เมื่อวันที่ 24 มกราคม 2565 น.ส.รัชดา ธนาดิเรก รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้สั่งการให้กรมปศุสัตว์ ติดตามตรวจสอบปริมาณสุกรในห้องเย็นทั่วประเทศอย่างเข้มงวด โดยเป็นการทำงานร่วมกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ เจ้าหน้าที่ปกครอง และเจ้าหน้าที่พาณิชย์ ซึ่งตัวเลขล่าสุด ณ วันที่ 23 ม.ค.65 กรมปศุสัตว์ รายงานว่า ได้มีการดำเนินการทั้งหมดไปแล้ว 539 แห่ง (ตัวเลขสะสมนับตั้งแต่วันที่ 20 – 23 ม.ค.) พบเนื้อสุกร รวม 13.41 ล้านกิโลกรัม และทางกรมฯ จะเดินหน้าตรวจสอบห้องเย็นที่มีสินค้าปศุสัตว์ที่เหลือให้ครบ ซึ่งจะมีอีกประมาณห้าร้อยกว่าแห่ง หากตรวจสอบโดยละเอียดพบมีการกักตุน ผู้กระทำผิดจะถูกดำเนินคดีขั้นเด็ดขาด และเนื้อสุกรจะถูกสั่งให้จำหน่ายตามราคาที่ทางการกำหนดต่อไป

สำหรับข้อมูลการเลี้ยงสุกรในปัจจุบัน ณ เดือน ม.ค.65 กรมปศุสัตว์รายงาน มีเกษตรกรผู้เลี้ยง 1.07 แสนราย จำนวนสุกร 10.84 ล้านตัว แบ่งเป็น สุกรพ่อพันธุ์ 4.9 หมื่นตัว สุกรแม่พันธ์ุ 9.79 แสนตัว และสุกรขุน 9.56 ล้านตัว และเมื่อเปรียบเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีที่แล้ว พบว่า จำนวนสุกรทั้งหมดลดลงร้อยละ 11.81 แยกเป็น สุกรพ่อพันธุ์ลดลงร้อยละ 41.1 สุกรแม่พันธ์ุลดลงร้อยละ 11.16 จำนวนสุกรขุนลดลง ร้อยละ 13.9 และในปีนี้ มีการขยายการเลี้ยงสุกรในพื้นที่ใหม่ ส่วนพื้นที่เดิมที่เป็นแหล่งผลิตสำคัญมีการเลี้ยงลดลง ฟาร์มขนาดกลางมีจำนวนเกษตรกรเพิ่มขึ้นและขยายการเลี้ยงเพื่อให้ได้ปริมาณที่เหมาะสม ส่วนฟาร์มขนาดใหญ่มีจำนวนเพิ่มขึ้นในบางพื้นที่แต่เป็นการเลี้ยงที่ลดความหนาแน่นของสุกรในฟาร์ม

ควบคู่ไปกับการป้องกันการกักตุนเนื้อสุกร รัฐบาลยังเร่งดำเนินการหลายมาตรการเพื่อแก้ปัญหาเนื้อสุกรราคาแพง ซึ่งประกอบด้วยมาตการหลายระยะ กล่าวคือ 1) งดส่งออกสุกรมีชีวิตเป็นเวลาสามเดือน 2) ช่วยเหลือราคาอาหารสัตว์แก่เกษตรกร 3) สถาบันการเงินจัดสินเชื่อพิเศษเพื่อให้เกษตรกรกลับมาเลี้ยงใหม่ เรื่องเตรียมเข้า ครม. 4) ตรึงราคาจำหน่ายที่เหมาะสมสอดคล้องกับต้นทุน 5) เพิ่มกำลังการผลิตแม่สุกรทดแทน 6) ส่งเสริมการผลิตข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ 7) เร่งศึกษาวิจัยยาและสารกระตุ้นภูมิคุ้มกันโรคระบาด 8) ยกระดับมาตรฐานฟาร์มเกษตรกรเพื่อป้องกันโรคระบาด และ 9) ส่งเสริมให้ปรับปรุงเป็นฟาร์มที่มีระบบการป้องกันโรค

น.ส.รัชดา กล่าวด้วยว่า จากข้อสั่งการของนายกรัฐมนตรี ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องร่วมกันเข้าไปตรวจสต๊อกเนื้อสุกร หากพบการกักตุนหรือฉวยโอกาสขึ้นราคา จะถูกดำเนินคดีขั้นสูงสุด กรณีที่ตรวจพบว่า มีการรายงานตัวเลขการครอบครองเนื้อสุกรไม่ตรงกับที่แจ้งพาณิชย์จังหวัด จะเข้าข่ายเป็นการกักตุนหรือไม่นั้น เจ้าหน้าทีจะทำการตรวจสอบอย่างละเอียด ทั้งนี้ ตาม พ.ร.บ.ว่าดวยสินค้าและบริการ พ.ศ.2542 กำหนดว่า กรณีที่ไม่แจ้งปริมาณสต๊อกถือว่ามีความผิด มีโทษจำคุกไม่เกิน 1 ปี ปรับไม่เกิน 20,000 บาท และปรับอีกวันละ 2,000 บาท ตลอดระยะเวลาฝ่าฝืน

ส่วนในกรณีที่แจ้งแล้วต้องตรวจสอบต่อไปว่าแจ้งด้วยข้อมูลที่ถูกต้องหรือไม่ หากแจ้งด้วยข้อมูลที่เป็นเท็จ จะมีความผิดอีกเช่นกัน หากตรวจสอบแล้วพบว่ามีการกักตุน ซึ่งหมายถึงการปฏิเสธการจำหน่าย ทั้งที่มีสินค้าและมีผู้ขอซื้อสินค้าเข้ามาแต่ไม่จำหน่าย มีโทษจำคุกไม่เกิน 7 ปี ปรับไม่เกิน 140,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ หากประชาชนพบการกระทำความผิดหรือสงสัยว่าเป็นการกระทำความผิด  ขอให้แจ้งสายด่วนกรมการค้าภายใน 1569 หรือ สายด่วนกรมปศุสัตว์ 063-225-6888 เพื่อเจ้าหน้าที่จะได้ลงไปตรวจสอบและดำเนินการได้ทันที

‘หม่อนไหม’หนุนผลิตไข่ไหม ให้เกษตรกรร่วมแก้ปัญหาขาดแคลน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/630630

‘หม่อนไหม’หนุนผลิตไข่ไหม  ให้เกษตรกรร่วมแก้ปัญหาขาดแคลน

วันจันทร์ ที่ 24 มกราคม พ.ศ. 2565, 06.20 น.

นายปราโมทย์ ยาใจ อธิบดีกรมหม่อนไหม กล่าวว่า ไข่ไหมเป็นหนึ่งในปัจจัยพื้นฐานที่สำคัญในการเลี้ยงไหมของเกษตรกร โดยกรมหม่อนไหม มีภารกิจในการผลิตและบริการไข่ไหมพันธุ์ดีที่ปลอดโรคเพบริน บริการให้แก่เกษตรกรผู้ปลูกหม่อนเลี้ยงไหม ไข่ไหมที่แจกจ่าย มี 3 ประเภท คือ พันธุ์ไทยลูกผสมพันธุ์ไทยพื้นบ้านชนิดลูกผสม และพันธุ์ไทยพื้นบ้านชนิดพันธุ์แท้ ปัจจุบันความต้องการไข่ไหมของเกษตรกร เฉลี่ยปีละ 200,000 – 300,000 แผ่น ซึ่งเกินความสามารถการผลิตไข่ไหมภายในศูนย์หม่อนไหมเฉลิมพระเกียรติฯ ที่ผลิตได้ประมาณ 130,000 แผ่น/ปี ดังนั้น เพื่อให้เกษตรกรผู้ปลูกหม่อนเลี้ยงไหมมีไข่ไหมพันธุ์ดีเพียงพอกับความต้องการ กรมหม่อนไหม จึงดำเนินการให้มีการผลิตไข่ไหมแบบเกษตรกรมีส่วนร่วม เพื่อเปิดโอกาสให้เกษตรกรที่มีศักยภาพและมีความพร้อมช่วยเลี้ยงไหมพ่อแม่พันธุ์ ภายใต้การควบคุมดูแลของศูนย์หม่อนไหมเฉลิมพระเกียรติฯในพื้นที่

การดำเนินการผลิตไข่ไหมแบบเกษตรกรมีส่วนร่วม มีการดำเนินการวางแผนการผลิตไข่ไหมแบบปีต่อปี โดยการขึ้นทะเบียนเกษตรกรที่มีความสามารถในการเลี้ยงไหมพ่อแม่พันธุ์ขยาย พร้อมกับตรวจสอบความพร้อมของเกษตรกรในการเลี้ยงไหมแต่ละรุ่นเพื่อขออนุมัติอธิบดีกรมหม่อนไหม ดำเนินการผลิตไข่ไหมแบบเกษตรกรมีส่วนร่วม แล้วจึงทำสัญญาข้อตกลงการเลี้ยงไหมเพื่อผลิตไข่ไหมกับเกษตรกร เจ้าหน้าที่จะติดตามการเลี้ยงไหมของเกษตรกรไม่น้อยกว่า 3 ครั้ง/รุ่น เพื่อควบคุมให้เป็นไปตามมาตรการความปลอดภัย และป้องกันช่องทางการนำโรคและแมลงเข้ามาภายในศูนย์หม่อนไหมเฉลิม
พระเกียรติฯ

ทั้งนี้ เมื่อเกษตรกรเลี้ยงไหมจนทำรังแล้ว ศูนย์หม่อนไหมเฉลิมพระเกียรติฯ ในพื้นที่ จะรับซื้อรังไหมด้วยราคาอ้างอิงคุณภาพและปริมาณของรังไหม เพื่อนำรังไหมที่ได้จากเกษตรกรมาผลิตไข่ไหมภายในศูนย์หม่อนไหมเฉลิมพระเกียรติฯ โดยนำมาปาดรัง คัดเพศดักแด้ และจัดเก็บรักษาดักแด้ ผสมพันธุ์ผีเสื้อ วางไข่ ตรวจโรคเพบรินในแม่ผีเสื้อ และบริหารจัดการไข่ไหมพันธุ์ดีเพื่อแจกจ่ายให้กับเกษตรกรต่อไป

“ปัจจุบัน การผลิตไข่ไหมของกรมหม่อนไหม ประสบปัญหาขาดแคลนแรงงานที่มีทักษะความรู้ ประกอบกับโรงเลี้ยงที่มีอายุการใช้งานนานมากแล้ว ทำให้ประสิทธิภาพในการผลิตไข่ไหมมีจำกัด ดังนั้น การผลิตไข่ไหมแบบเกษตรกรมีส่วนร่วมจะช่วยเพิ่มปริมาณไข่ไหมในวงจรการผลิตให้มากขึ้น ตอบสนองความต้องการไข่ไหมของเกษตรกร เพิ่มปริมาณผลผลิตรังไหมและเส้นไหมของประเทศให้มากขึ้น ตลอดจนส่งเสริมอาชีพการปลูกหม่อนเลี้ยงไหมและทอผ้าไหมให้ก้าวหน้าต่อไป” นายปราโมทย์ กล่าว

‘ประภัตร’ตรวจฝายกั้นน้ำ รับมือใช้น้ำอุปโภค-บริโภค

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/630626

วันจันทร์ ที่ 24 มกราคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

นายประภัตร โพธสุธน รมช.เกษตรและสหกรณ์ พร้อมคณะ ลงพื้นที่ติดตามความเหมาะสมในการดำเนินโครงการฝายยางบ้านท่ามะนาว ต.นาอ้อ อ.เมือง จ.เลย ซึ่งกระทรวงเกษตรฯ โดยกรมชลประทาน ได้มีแผนการดำเนินงานในการก่อสร้างฝายยางกั้นลำน้ำเลย ระยะเวลาดำเนินการ 2 ปี ตั้งแต่ปี 2566 – 2567 และหากดำเนินการแล้วเสร็จ จะทำให้ราษฎรในพื้นที่ดังกล่าว ได้มีน้ำเพื่อใช้สำหรับการอุปโภค-บริโภค และใช้ในการเกษตร โดยมีพื้นที่ได้รับประโยชน์มากถึง 4,392 ไร่ ราษฎรในพื้นที่ดังกล่าวและพื้นที่ใกล้เคียง ได้รับประโยชน์ รวม 827 ครัวเรือน

จากนั้น รมช.เกษตรฯ ได้ลงพื้นที่ติดตามความเหมาะสมในการดำเนินโครงการฝายยางบ้านปากหมาก ต.ศรีสองรัก อ.เมือง จ.เลย ซึ่งโครงการนี้หากดำเนินการแล้วเสร็จ จะสามารถสนับสนุนน้ำเพื่อใช้ในการอุปโภค-บริโภค และน้ำเพื่อทำการเกษตร
ซึ่งจากการประมาณการในเบื้องต้น พบว่ามีพื้นที่ได้รับประโยชน์ 2,600 ไร่ ราษฎรได้รับประโยชน์มากถึง 208 ครัวเรือน

ศูนย์ฯข้าวขอนแก่นเน้นเมล็ดพันธุ์ดี

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/630629

วันจันทร์ ที่ 24 มกราคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

นายมงคล จันทร์ประทัด ผอ.ศูนย์เมล็ดพันธุ์ข้าวขอนแก่น เปิดเผยว่ามีภารกิจผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวคุณภาพดีเพื่อกระจายสู่เกษตรกร รวมทั้งส่งเสริมและสนับสนุนธุรกิจเมล็ดพันธุ์ข้าว ถ่ายทอดวิทยาการผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวคุณภาพดีและภารกิจอื่นๆ โดยศูนย์ฯ จำหน่ายเมล็ดพันธุ์ข้าวเจ้านาปี พันธุ์ขาวดอกมะลิ 105 ข้าวเหนียวนาปี พันธุ์ กข6 ข้าวเจ้านาปรัง พันธุ์ชัยนาท 1 และกำลังผลิตข้าวเจ้านาปรัง พันธุ์ กข 49 โดยกระจายในพื้นที่ จ.ขอนแก่น และจังหวัดใกล้เคียง ข้อดีของการซื้อเมล็ดพันธุ์จากศูนย์ฯ คือตรงตามพันธุ์ ความงอกและความแข็งแรงสูง เจริญเติบโตเร็วและสม่ำเสมอ ทนทานต่อสภาพแวดล้อม ให้ผลผลิตสูงกว่าเมล็ดพันธุ์ทั่วไป 10-20% ประหยัดต้นทุนค่าเมล็ดพันธุ์/ไร่

ทั้งนี้ ศูนย์ฯมีกระบวนการควบคุมคุณภาพการผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวอย่างเป็นระบบ ตั้งแต่การวางแผนการผลิต การจัดทำแปลงผลิตเมล็ดพันธุ์ การปรับปรุงสภาพเมล็ดพันธุ์ การควบคุมคุณภาพตลอดจนการเก็บรักษาและจำหน่ายเมล็ดพันธุ์ข้าว เกษตรกรสามารถมั่นใจได้ว่าเป็นเมล็ดพันธุ์ข้าวที่มีคุณภาพ มีความบริสุทธิ์ ตรงตามพันธุ์ ผลผลิตสูงลำต้นแข็งแรง ต้านทานต่อโรคและแมลงที่สำคัญ

นอกจากนี้ยังมีโปรโมชั่นในการจำหน่ายเมล็ดพันธุ์ หากเกษตรกรและลูกค้าทั่วไป ซื้อในจำนวน 5,000 บาทขึ้นไป จะได้รับส่วนลด 5% และตัวแทนจำหน่ายเมล็ดพันธุ์ข้าวที่ขึ้นทะเบียนกับกรมการข้าว ซื้อจำนวน 5,000–499,999 บาท จะได้รับส่วนลด 5% ซื้อในจำนวน 500,000 บาทขึ้นไป จะได้รับส่วนลด 8%

สำหรับช่องทางการซื้อเมล็ดพันธุ์ข้าว ที่ศูนย์เมล็ดพันธุ์ข้าวขอนแก่น 31 หมู่ 3 ต.สำราญ อ.เมือง จ.ขอนแก่น 40000 โทรศัพท์หมายเลข 0-4339-3664 หรือผ่านตัวแทนจำหน่ายของกรมการข้าว โดยเกษตรกรสามารถสอบถามตัวแทนจำหน่ายใกล้บ้านท่าน