‘ปศุสัตว์’ย้ำชัด’ASF’ไม่แพร่สู่คนและสัตว์อื่น เนื้อหมูปลอดภัยมั่นใจได้

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/628576

'ปศุสัตว์'ย้ำชัด'ASF'ไม่แพร่สู่คนและสัตว์อื่น เนื้อหมูปลอดภัยมั่นใจได้

วันศุกร์ ที่ 14 มกราคม พ.ศ. 2565, 08.24 น.

“ปศุสัตว์”ย้ำชัด”ASF”ไม่แพร่สู่คนและสัตว์อื่น เนื้อหมูปลอดภัยมั่นใจได้ วอนผู้เลี้ยงหากสงสัย”ASF”ให้รีบแจ้งเพื่อคุมโรค

เมื่อวันที่ 14 มกราคม 2565 นายสัตวแพทย์สรวิศ ธานีโต อธิบดีกรมปศุสัตว์ เปิดเผยว่า หลังจากที่มีการยืนยันว่าตรวจพบเชื้อโรคอหิวาต์แอฟริกาในสุกร (ASF) จากการเก็บตัวอย่างในจังหวัดนครปฐมและนำไปสู่การแถลงข่าวต่อสื่อมวลชนอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 11 มกราคม 2565 นั้น กรมปศุสัตว์ได้เร่งประชุมคณะทำงานด้านวิชาการในการป้องกัน ควบคุมและกำจัดโรค ASF ในสุกรร่วมกับภาคีเครือข่ายที่เกี่ยวข้องแล้ว ซึ่งจะประกาศเขตโรคระบาด ASF ในประเทศไทยและมีการควบคุมการเคลื่อนย้ายในรัศมี 5 กิโลเมตร รอบจุดที่พบโรคทันที รวมทั้งรายงานแจ้งไปยังองค์การสุขภาพสัตว์โลก (OIE) ต่อไป โดยการดำเนินการต่างๆ จะคำนึงถึงผลกระทบในทุกมิติอย่างรอบคอบเพื่อลดความเสียหายและผลกระทบต่อเกษตรกรผู้เลี้ยงสุกรและกระบวนผลิตสุกรให้เกิดขึ้นน้อยที่สุด วอนผู้บริโภคอย่าตระหนกเนื่องจากโรค ASF เกิดเฉพาะในสุกรเท่านั้น ย้ำว่าไม่ก่อโรคในคนหรือสัตว์อื่นแน่นอน เนื้อและอวัยวะสุกรที่จำหน่ายในไทยยังมีความปลอดภัยรับประทานได้ตามปกติ ขอให้มั่นใจได้เพราะมีการเข้มงวดคัดกรองสุขภาพก่อนฆ่า (Ante-mortem) ไม่ให้มีสุกรป่วยด้วยอาการ ASF เข้าผลิตให้แก่ผู้บริโภค

โรค ASF เป็นโรคที่เกิดจากเชื้อไวรัสซึ่งก่อโรคเฉพาะในสัตว์สกุลสุกร คือสุกรและสุกรป่า ถือเป็นโรคอุบัติใหม่ในประเทศไทยซึ่งไม่เคยปรากฏมาก่อน ตัวโรคก่อความรุนแรงมากในสุกรสร้างความเสียหายต่อเศรษฐกิจและสังคม เนื่องจากมีอัตราป่วยในสุกร 100% อัตราตาย 30 – 100% ในลูกสุกรอัตราตายสูง 80 – 100% ภายใน 14 วัน ตัวเชื้อไวรัสมีความทนทานในสภาพแวดล้อมสูง ต้องใช้ระยะเวลาถึง 30 นาทีในการทำลายด้วยยาฆ่าเชื้อ สุกรสามารถติดเชื้อได้จากสัมผัสสิ่งคัดหลั่งจากสุกรป่วยหรือสิ่งปนเปื้อน การกินอาหารที่มีเชื้อปนเปื้อน และการโดนเห็บที่มีเชื้อกัด อาการของโรคสามารถพบได้ทุกกลุ่มทุกช่วงอายุสุกร มีการตายเฉียบพลัน มีไข้สูง ผิวหนังแดง มีจุดเลือดออก หรือรอยช้ำโดยเฉพาะหลังใบหู ท้อง ขาหลัง มีอาการทางระบบอื่น เช่น ทางเดินหายใจ ทางเดินอาหาร การแท้งในช่วงของการตั้งท้อง จนถึงปัจจุบันยังไม่มีประเทศใดที่สามารถพัฒนาวัคซีนในการป้องกันโรคและยารักษาที่จำเพาะได้ ดังนั้น สิ่งสำคัญในการควบคุมการโรคให้สงบได้โดยเร็วต้องอาศัยความร่วมมือจากเกษตรกรกับกรมปศุสัตว์ในการปฏิบัติตาม พ.ร.บ.โรคระบาดสัตว์ พ.ศ.2558 อย่างเคร่งครัดในการรายงานกรมปศุสัตว์โดยเร็วกรณีสงสัยโรค ASF เพื่อที่เจ้าหน้าที่จะเข้าควบคุมโรคได้อย่างทันท่วงทีและควบคุมการเคลื่อนย้ายสุกรมีชีวิตเพื่อหยุดการระบาด รวมทั้งเกษตรกรต้องยกระดับมาตรการป้องกันโรคในฟาร์มขั้นสูงสุด โดยปรับระบบความปลอดภัยทางชีวภาพ (biosecurity) ตามแนวทางมาตรฐานฟาร์ม GAP หรือ GFM ประกอบด้วย การพักตัวและอาบน้ำฆ่าเชื้อคนที่เข้าฟาร์มทุกคน การพ่นยาฆ่าเชื้อรถขนส่งและอุปกรณ์ทุกครั้งที่เข้า-ออกฟาร์ม การล้างพ่นยาฆ่าเชื้อโรงเรือนโดยมีรายงานยาฆ่าเชื้อที่สามารถฆ่าเชื้อ ASF ได้ตามอัตราส่วนที่เหมาะสม เช่น​ Glutaraldehyde, Phenol, Iodine, Chlorine​ เป็นต้น ​การป้องกันและกำจัดสัตว์พาหะ การไม่นำเศษอาหารมาเลี้ยงสุกร การเลี่ยงนำเนื้อสุกรเข้าฟาร์ม

ท้ายสุดนี้ สำหรับผู้บริโภคขอให้มั่นใจในการบริโภคเนื้อสุกรได้ตามปกติ โดยแนะนำว่าควรเลือกซื้อเนื้อสุกรจากแหล่งที่มีความน่าเชื่อถือ มีสุขอนามัยการผลิตที่ดีและตรวจสอบย้อนกลับได้ ดังเช่นสถานที่จำหน่ายที่ได้รับรอง “ปศุสัตว์ OK” รวมทั้งปรุงสุกทุกครั้งด้วยอุณหภูมิอย่างน้อย 70 องศาเซลเซียสขึ้นไปก่อนรับประทานเพื่อหลีกเลี่ยงโรคต่างๆ และเพื่อให้ประเทศไทยสามารถควบคุมโรค ASF ในสุกรได้โดยไว หากเกษตรกรพบอาการต้องสงสัยโรค ASF ในสุกรให้รีบแจ้งปศุสัตว์ในพื้นที่ทันทีหรือที่เบอร์ 0632256888 หรือ Application: DLD 4.0 ได้ตลอด 24 ชั่วโมง

กรมส่งเสริมฯแนะเฝ้าระวังศัตรูพืช

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/628494

วันศุกร์ ที่ 14 มกราคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

นายเข้มแข็ง ยุติธรรมดำรง อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวว่า ในช่วงฤดูหนาว ขอเตือนเกษตรกรผู้ปลูกพืชเศรษฐกิจ 7 ชนิด ได้แก่ มันสำปะหลัง อ้อย ข้าวโพด ข้าว มะพร้าว ทุเรียน และมังคุด หมั่นสำรวจแปลงเพาะปลูก เพื่อป้องกันไม่ให้ศัตรูพืชเข้าทำลายจนเกิดความเสียหายเป็นวงกว้าง สำหรับศัตรูพืชสำคัญ ได้แก่ 1.มันสำปะหลัง เกษตรกรควรเฝ้าระวังเพลี้ยแป้งมันสำปะหลัง ไรแดง และโรคใบด่างมันสำปะหลังที่มีแมลงหวี่ขาวยาสูบเป็นพาหะนำโรค ซึ่งการเข้าทำลายของศัตรูดังที่กล่าวจะทำให้ต้นมันสำปะหลังมีการเจริญเติบโตต่ำ ให้ผลผลิตได้ไม่เต็มที่หรือด้อยคุณภาพ หรือต้นมันสำปะหลังอาจตายได้ เกษตรกรจึงควรหมั่นสำรวจแปลงมันสำปะหลัง โดยเฉพาะอย่างยิ่งบริเวณใบและยอด จะมีอาการผิดปกติ

2.อ้อย ควรเฝ้าระวังหนอนกออ้อย ด้วงหนวดยาว และจักจั่น เกษตรกรจึงควรหมั่นสำรวจไร่อ้อย โดยเฉพาะอย่างยิ่งบริเวณโคนต้นระดับผิวดิน และบริเวณยอด จะมีอาการผิดปกติ 3.ข้าวโพด ควรเฝ้าระวังหนอนเจาะลำต้นข้าวโพด เกษตรกรจึงควรหมั่นสำรวจลำต้นข้าวโพดในแปลง โดยเฉพาะอย่างยิ่งบริเวณข้อของลำต้นที่ใกล้กับดอกหรือฝักข้าวโพด จะมีรู หรืออาการผิดปกติ 4.ข้าว ควรเฝ้าระวังเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาล และด้วงดำ เกษตรกรจึงควรหมั่นสำรวจนาข้าว โดยเฉพาะอย่างยิ่งบริเวณโคนต้นข้าวระดับเหนือผิวน้ำ หรือบริเวณผิวดินหลังผันน้ำออกจากนาข้าว จะมีอาการผิดปกติ 5.มะพร้าว ควรเฝ้าระวังหนอนหัวดำมะพร้าว แมลงดำหนาม และไรสี่ขามะพร้าว เกษตรกรจึงควรหมั่นสำรวจสวนมะพร้าว โดยเฉพาะอย่างยิ่งบริเวณทางใบและผลอ่อนมะพร้าว จะมีอาการผิดปกติ

6.ทุเรียน ควรเฝ้าระวังไรแดงแอฟริกัน หนอนเจาะผลทุเรียน หนอนเจาะเมล็ดทุเรียน และเพลี้ยไฟ เกษตรกรจึงควรหมั่นสำรวจสวน โดยเฉพาะอย่างยิ่งบริเวณใบ ยอด ดอก และผล จะมีอาการผิดปกติ และ 7.มังคุด ควรเฝ้าระวังเพลี้ยไฟ เกษตรกรจึงควรหมั่นสำรวจสวน โดยเฉพาะอย่างยิ่งบริเวณดอกและผล จะมีอาการผิดปกติ

กรมประมงจับมือตร. ติดเข้มชุดปฏิบัติการ แก้ปมทำประมงผิดกม. เพิ่มประสิทธิภาพงาน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/628493

วันศุกร์ ที่ 14 มกราคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

กรมประมงจับมือตร. ติดเข้มชุดปฏิบัติการ แก้ปมทำประมงผิดกม. เพิ่มประสิทธิภาพงาน

นายเฉลิมชัย สุวรรณรักษ์ รองอธิบดีกรมประมง เปิดเผยว่า ยังคงนโยบายการต่อต้านการทำการประมงผิดกฎหมาย ขาดการรายงาน และไร้การควบคุม (IUU) อย่างเข้มงวด แม้คณะกรรมาธิการยุโรป ปรกาศปลดใบเหลืองให้ประเทศไทย 3 ปีแล้ว แต่เล็งเห็นถึงความสำคัญในการป้องกัน ยับยั้ง และขจัดการทำประมง IUU จึงตั้งคณะอนุกรรมการแก้ไขการทำประมง IUU ให้ครอบคลุมทุกด้าน โดยคณะทำงานดังกล่าวได้มีการแต่งตั้งชุดปฏิบัติการ 4 ชุด ประกอบด้วย 1.ชุดปฏิบัติการด้านการตรวจสอบเพิ่มประสิทธิภาพด่านตรวจประมง 2.ชุดปฏิบัติการด้านการตรวจสอบและเพิ่มประสิทธิภาพศูนย์แจ้งเข้าออกเรือประมง 3.ชุดปฏิบัติการด้านการตรวจสอบและเพิ่มประสิทธิภาพการตรวจกลางทะเล และ 4.ชุดปฏิบัติการเคลื่อนที่เร็ว

                นอกจากนี้ กรมประมง ยังร่วมกับสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) ประชุมชี้แจงกฎหมายเกี่ยวกับการประมงและการแก้ไขกฎหมาย เพื่อสร้างความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับการแก้ปัญหาการทำประมง IUU ให้ชุดปฏิบัติการทั้งสิ้น 127 นาย โดยมีการบรรยาย 4 หัวข้อสำคัญ ได้แก่ 1.ความเป็นมาและการแก้ไขปัญหาการทำประมง IUU ของประเทศไทย 2.กระบวนการควบคุมตรวจสอบการนำเข้าส่งออกสัตว์น้ำ 3.การควบคุมตรวจสอบเรือประมงและการขนถ่ายสัตว์น้ำ และ 4.กฎหมาย การดำเนินคดีและการทำสำนวนคดี ที่เกี่ยวข้องกับการทำประมง IUU ทั้งนี้ นับเป็นการบูรณาการความร่วมมือหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อทำให้ประเทศไทยเป็นผู้นำด้านการต่อต้านประมง IUU ในภูมิภาค และปลอดการทำประมง IUU ทั้งระบบ

กรมชลฯรณรงค์ประหยัดน้ำ รับมือก่อนช่วงวิกฤตภัยแล้ง

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/628492

วันศุกร์ ที่ 14 มกราคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

นายประพิศ จันทร์มา อธิบดีกรมชลประทาน เปิดเผยว่า ได้จัดทำโครงการรณรงค์ประชาสัมพันธ์ “ประหยัดน้ำ ทางรอดต้านแล้ง” มีวัตถุประสงค์เพื่อรณรงค์ให้คนไทยประหยัดน้ำเพื่อชาติ นำเสนอภายใต้แนวคิด “ประหยัดน้ำ เท่ากับ บริจาคน้ำ” ให้ตระหนักถึงความสำคัญของการประหยัดทรัพยากรน้ำก่อนวิกฤตภัยแล้งจะมาถึง มีเป้าหมายมุ่งเน้นที่เกษตรกร และประชาชนทั่วไป มีการรณรงค์ผ่านบทเพลงโดยศิลปินผู้มีชื่อเสียง รวมทั้งจัดทำคอนเทนต์ผ่านสื่อโซเชียลมีเดียของกรมชลประทาน ทั้งในรูปแบบของการรายงานสถานการณ์น้ำ รูปแบบการบริหารจัดการน้ำ แนวทางในการประหยัดน้ำ เพื่อสร้างจิตสำนึกให้เกิดความเข้าใจ และเกิดการแชร์ต่อในวงกว้าง

                นายประพิศ เปิดเผยอีกว่า สำหรับแนวทางด้านการบริหารจัดการน้ำฤดูแล้งปี 2564/65 ได้ดำเนินการตามมาตรการการบริหารจัดการน้ำฤดูแล้งปี 2564/65 ทั้ง 8 มาตรการ กำหนดแผนจัดสรรน้ำจากโครงการชลประทานขนาดใหญ่และขนาดกลางทั้งประเทศในช่วงฤดูแล้งปี 2564/65 ตั้งแต่วันที่ 1 พฤศจิกายน 2564–30 เมษายน 2565 จากปริมาณน้ำต้นทุน 37,857 ล้านลูกบาศก์เมตร (ลบ.ม.) วางแผนจัดสรรน้ำ 22,280 ล้าน ลบ.ม.(สำรองน้ำต้นฤดูฝนปี 2565 รวม 15,577 ล้าน ลบ.ม.) โดยลำดับความสำคัญตามกิจกรรมต่างๆ

ตรึงราคาไข่ไก่ฟองละ2.90บาท พาณิชย์จับมือผู้เลี้ยงไก่ ลดความเดือดร้อนปชช.

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/628556

ตรึงราคาไข่ไก่ฟองละ2.90บาท  พาณิชย์จับมือผู้เลี้ยงไก่  ลดความเดือดร้อนปชช.

วันศุกร์ ที่ 14 มกราคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

ตรึงราคาไข่ไก่ฟองละ2.90บาท พาณิชย์จับมือผู้เลี้ยงไก่ ลดความเดือดร้อนปชช.

บิ๊กตู่จี้จ่ายเงินช่วยฟาร์มหมู

“บิ๊กตู่”เร่งกรมปศุสัตว์ จ่ายเยียวยาผู้เลี้ยงสุกรตามกรอบวงเงิน ครม.อนุมัติ 574 ล้านบาทเร็วที่สุด พร้อมกำชับปศุสัตว์ทุกพื้นที่ทั่วประเทศให้ข้อมูลข่าวสารดูแลให้คำปรึกษาผู้เลี้ยงสุกรใกล้ชิดในช่วงเฝ้าระวัง ASFในขณะที่ฟาร์มภูธรไปได้ต่อพร้อมเลี้ยงหมูรอบใหม่ กรมการค้าภายในกล่อมผู้เลี้ยงไก่ไข่ทั่วประเทศสำเร็จ ยอมลดราคาไข่คละหน้าฟาร์มจากที่ขอขึ้น3บาทต่อฟอง เหลือ2.90บาทต่อฟอง

เมื่อวันที่ 13มกราคม น.ส.ไตรศุลี ไตรสรณกุล รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และรมว.กลาโหม ได้เร่งรัดให้กรมปศุสัตว์ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ดำเนินการจ่ายเงินชดเชยแก่ผู้เลี้ยงสุกรที่สุกรถูกทำลายเพื่อป้องกันโรคอหิวาต์แอฟริกาในสุกร (ASF) ตามที่คณะรัฐมนตรี (ครม.) ได้อนุมัติเมื่อวันที่ 11 ม.ค.2565 เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนให้ผู้เลี้ยงสุกรให้เร็วที่สุด ทั้งนี้ เนื่องจากภายหลัง ครม.ได้อนุมัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2565 งบกลาง รายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น 574.11 ล้านบาท เพื่อจ่ายชดเชยแก่ผู้เลี้ยงสุกรที่ถูกทำลายตามมาตรการป้องกันโรคใน 56 จังหวัด ทั่วประเทศ ระหว่างวันที่ 23 มี.ค.2564 – 15 ต.ค.2564 ได้เริ่มมีผู้เลี้ยงสุกรในหลายจังหวัดสอบถามถึงการได้รับเงินชดเชย ท่านนายกรัฐมนตรีจึงได้เร่งรัดให้กรมปศุสัตว์เร่งดำเนินการตามขั้นตอนจ่ายเงินชดเชยโดยเร็ว และในช่วงที่ต้องเฝ้าระวังโรค ASF นี้ขอให้ปศุสัตว์ทุกพื้นที่ทั่วประเทศให้ข้อมูลข่าวสารและให้คำปรึกษาต่างๆ แก่ผู้เลี้ยงสุกรอย่างใกล้ชิด เพื่อให้เกิดความเข้าใจถึงมาตรการต่างๆ ของทางการ

ส่วนกรณีที่ห้องปฏิบัติการของกรมปศุสัตว์ได้มีผลวิเคราะห์พบเชื้อ ASF นั้น นายกรัฐมนตรีขอให้เร่งดำเนินการตามขั้นตอนเพื่อจำกัดวงของการระบาด ส่วนพื้นที่อื่นที่ไม่อยู่ในพื้นที่ควบคุมโรคก็ขอให้ดำเนินมาตรการที่เข้มงวดพร้อมกับดูแลผลกระทบที่จะเกิดขึ้นกับเกษตรกรด้วย น.ส.ไตรศุลี กล่าวว่า สำหรับเกษตรกรผู้เลี้ยงสุกรที่จะได้รับการชดเชยนั้น ต้องเป็นผู้เลี้ยงในพื้นที่ 56 จังหวัดตามประกาศ และเป็นกรณีที่สุกรถูกทำลายโดยการพิจารณาของคณะกรรมการประเมินตามกฎกระทรวงกำหนดค่าชดใช้ราคาสัตว์ที่ถูกทำลายอันเนื่องจากโรคระบาดหรือมีเหตุอันควรสงสัยว่าเป็นโรคระบาดหรือสัตว์หรือซากสัตว์ที่เป็นพาหนะของโรคระบาด พ.ศ.2560 ซึ่งในพื้นที่และช่วงเวลาดังกล่าวนั้นมีสุกรที่ถูกทำลายแล้ว แต่เกษตรกรผู้เลี้ยงยังไม่ได้รับเงินค่าชดเชย 4,941 คน สุกร 159,453 ตัว วงเงินรวม 574.11 ล้านบาท

นายสินธุ ปัญญาศักดิ์ สมาชิกสหกรณ์ผู้เลี้ยงสุกรเชียงใหม่-ลำพูน อ.เมือง จ.ลำพูน กล่าวว่า ขณะนี้เกษตรกรรายย่อยหลายพื้นที่ เช่นที่จังหวัดเชียงใหม่และลำพูน มีความพร้อมมากในการเลี้ยงหมูรอบใหม่ จึงขอให้รัฐเป็นผู้นำเดินหน้าส่งต่อมาตรการช่วยเหลือที่ได้รับอนุมัติจากคณะรัฐมนตรีแล้ว เพื่อสนับสนุนเกษตรกรให้กลับเข้ามาในระบบโดยเร็วที่สุด และส่งเสริมให้รอบด้าน ทั้งการเตรียมเล้าและโรงเรือนที่มีระบบป้องกันโรค ที่ช่วยสร้างความมั่นใจและลดความเสี่ยงให้เกษตรกรหลังนำลูกหมูเข้าเลี้ยงใหม่

“มาตรการช่วยเหลือที่กรมปศุสัตว์ดำเนินการขณะนี้นับว่ามาถูกทาง จะช่วยขับเคลื่อนการเลี้ยงสุกรของรายย่อยไปข้างหน้า สร้างความมั่นใจให้กับเกษตรกรให้ลงหมูรอบใหม่ได้ ช่วยแก้ปัญหาหมูแพงของประเทศได้เร็วขึ้น เราไม่ควรติดกับ อยู่กับปัญหาเดิม หรือสิ่งที่ผ่านไปแล้ว แต่ควรมองการสร้างอนาคตที่ดีกว่า” นายสินธุ กล่าว

ที่ผ่านมา คณะรัฐมนตรีอนุมัติทั้งงบประมาณ และสั่งการให้กระทรวงพาณิชย์ ร่วมกับกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ดูแลช่วยเหลือแบบองค์รวม ทั้งมาตรการเร่งด่วน งดส่งออกเนื้อสุกร 3 เดือน มาตรการระยะสั้น ขยายกำลังการผลิตแม่หมู และส่งเสริมการผลิตข้าวโพดในประเทศทดแทนการนำเข้า ส่วนระยะยาว เร่งยกระดับมาตรฐานฟาร์มที่มีระบบการป้องกันโรคและการเลี้ยงสัตว์ที่เหมาะสม (Good Farming Management : GFM) ระบบการบริหารจัดการอย่างมีประสิทธิภาพ สร้างความปลอดภัยทางชีวภาพ (biosecurity) ลดความเสี่ยงในการนำเชื้อโรคเข้ามาสู่ฟาร์ม และยังเป็นการป้องกันการกระจายของเชื้อโรคภายในออกจากฟาร์ม รวมถึงการแพร่กระจายของโรคในประชากรสัตว์ ขณะเดียวกัน ในการเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันให้กับเกษตรกรรายย่อย รัฐควรเร่งจ่ายเงินชดเชย จัดสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ พัฒนาวัคซีนป้องกันโรค ลดต้นทุนวัตถุดิบอาหารสัตว์และปัจจัยการผลิตที่จำเป็น พร้อมถ่ายทอดองค์ความรู้ในการป้องกันโรค

นายสินธุ กล่าวว่า มาตรการดังกล่าวช่วยสร้างความมั่นใจและหลักประกันให้กับเกษตรกรรายย่อย กล้าที่จะลงเลี้ยงหมูอีกครั้ง ซึ่งผู้เลี้ยงอยากเห็นมาตรการส่งเสริมที่สร้างขีดความสามารถการแข่งขันในระยะยาว ทั้งปัจจัยการผลิต ราคาวัตถุดิบอาหารสัตว์ รวมถึงปล่อยราคาให้เเป็นไปตามกลไกการตลาด เพื่อสร้างเสถียรภาพในอุตสาหกรรมหมูอย่างยั่งยืน เชื่อว่าเกษตรกรผู้เลี้ยงหมูในพื้นที่ต่างๆ ทั่วประเทศ มีความพร้อมที่จะร่วมช่วยแก้ปัญหาราคาหมู อยากให้สังคมมองมุมบวก ว่าเราสามารถป้องกันโรคได้นานกว่าเพื่อนบ้านในภูมิภาค ทำให้คนไทยมีเนื้อหมูคุณภาพดีในราคาที่เหมาะสม ทั้งที่มีโรคระบาดทั้งภูมิภาค ที่ผ่านมา เกษตรกรรายย่อยนอกจากต้องทำลายหมูจากโรคระบาดแล้ว ยังแบกภาระราคาวัตถุดิบอาหารสัตว์ ทั้งข้าวโพดเลี้ยงสัตว์และกากถั่วเหลือง ที่เพิ่มขึ้นไปถึง 30-40% ซึ่งเป็นต้นทุนการผลิตของภาคปศุสัตว์ 60 – 70% อยากขอให้ภาครัฐปรับลดค่าใช้จ่ายในส่วนนี้ ช่วยเหลือเกษตรกรลดต้นทุนการผลิตด้วย

นายธนกร วังบุญคงชนะ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่านายกฯใส่ใจตั้งแต่ต้น ที่ผ่านมาได้กำชับหน่วยงานเฝ้าระวังและควบคุมการลักลอบนำสัตว์ข้ามพรมแดน การเคลื่อนย้ายสัตว์ข้ามพื้นที่ รวมทั้งการเยียวยาให้แก่เจ้าของฟาร์มรายย่อย จากมาตรการทำลายสัตว์เพื่อป้องกันการแพร่ระบาดโรค ทำให้ไทยสามารถป้องกันความรุนแรงโรคASF ตลอด 3ปีที่ผ่านมา ขณะที่ประเทศเพื่อนบ้านหลายประเทศมีการระบาดของโรคไปแล้ว โดยคำนึงถึงความปลอดภัยด้านสุขภาพของพี่น้องประชาชน และรักษาผู้ประกอบการอุตสาหกรรมหมู ซึ่งเป็นเนื้อสัตว์ส่งออกเป็นอันดับ2ของไทย ดังนั้นพรรคเพื่อไทยไม่จำเป็นต้องออกมาขู่ หากจะนำเรื่องเข้าหารือในสภาฯ ก็สามารถดำเนินการได้ รัฐบาลและส่วนราชการที่เกี่ยวข้องพร้อมชี้แจงในสภาฯ อยู่แล้ว ยืนยันว่าไม่จำเป็นต้องปกปิดข้อมูลใดๆ แต่ต้องไม่ใช่ว่า ฝ่ายค้านสร้างความสับสนไว้ แต่พอได้รับข้อมูลที่ถูกต้องจากรัฐบาลกลับไม่อธิบายให้ประชาชนเข้าใจในข้อมูลผิดๆที่ตัวเองพูดไว้ ถือว่าไม่รับผิดชอบการกระทำของตัวเอง

นางมัลลิกา บุญมีตระกูล มหาสุข ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.พาณิชย์ ให้นโยบายกรมการค้าภายใน กระทรวงพาณิชย์ ขอให้ตรึงราคาไข่ไก่ไปก่อน และให้กรมการค้าภายในไปหารือกับผู้เลี้ยง จากนั้นกรมการค้าภายในได้หารือผู้เลี้ยงเมื่อวันที่ 11ม.ค.2565 ได้ข้อสรุปในเบื้องต้น จากนั้นให้ผู้เลี้ยงไปจัดทำข้อมูลรายละเอียดต้นทุน และนำมาหารือกันอีกครั้งวันที่ 13ม.ค.2565 โดยหารือตั้งแต่ 10.00-13.00น.โดยมีนายวัฒนศักย์ เสือเอี่ยม อธิบดีกรมการค้าภายในเป็นประธาน จนได้ข้อยุติวันนี้ โดย นายวัฒนศักย์ เสือเอี่ยม อธิบดีกรมการค้าภายใน ได้หารือสมาคมผู้เลี้ยงไก่ไข่ ตกลงตรึงราคาไข่คละหน้าฟาร์มที่ 2.90บาทต่อฟอง จนกว่าสถานการณ์จะคลี่คลาย เพื่อช่วยลดภาระค่าครองชีพให้ประชาชน และได้แถลงข่าวย้ำแล้วว่าขอให้ร้านค้า แผงไข่ ต้องลดราคาลงตามด้วย ส่วนด้านผู้เลี้ยงย้ำว่า หากวัตถุดิบขึ้นไม่หยุด จะขอหารือกรมการค้าภายในทันที แต่ระหว่างนี้จะร่วมมือกับกระทรวงในการตรึงราคาช่วยประชาชนไปก่อน

รมช.เกษตรฯ ยันหมูในระบบมีเพียงพอ ลั่นไม่ปกป้องรายใหญ่ หมอจี้เร่งพัฒนาวัคซีน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/628544

รมช.เกษตรฯ ยันหมูในระบบมีเพียงพอ ลั่นไม่ปกป้องรายใหญ่ หมอจี้เร่งพัฒนาวัคซีน

วันพฤหัสบดี ที่ 13 มกราคม พ.ศ. 2565, 20.51 น.

รายการโหนกระแสวันที่ 13 ม.ค. 65 “หนุ่ม กรรชัย กำเนิดพลอย” ในฐานะผู้ดำเนินรายการ ผลิตในนามบริษัท ดีคืนดีวัน จำกัด ออกอากาศทุกวันจันทร์-ศุกร์ เวลา 12.35 น. ทางช่อง 3 กดเลข 33 เกาะติดสถานการณ์หมูแพง ที่ตอนนี้ราคาไปไกลมาก กระทบทุกหย่อมหญ้า โดยสัมภาษณ์ ภมร ภุมรินทร์ ประธานกรรมการสหกรณ์ผู้เลี้ยงสุกร จ.ชลบุรี คุณพล พีรพล ฤทธิเพชรอัมพร ผู้จัดการสหกรณ์การเกษตรปศุสัตว์ราชบุรี จำกัด ,สพ.ญ.วรวรรณ กิตติศักดิ์ชนะ กรรมการสหกรณ์การเกษตรปศุสัตว์ราชบุรี จำกัด , นัยนา มาทำไม ผู้บริหารร้านย่างเนย 100 สาขา ตอนนี้ลำบากมาก , จงใจ กิจแสวง เจ้าของแบรนด์หมูทอดเจ๊จง มันเกิดอะไรขึ้น และจะฟื้นฟูเรื่องนี้อย่างไร

เจ๊จง เปิดร้านขาหมูมานานหรือยัง?

เจ๊จง : เกือบ 20 ปีแล้วค่ะ

เคยเจอกรณีหมูแพงขนาดนี้มาก่อนมั้ย?

เจ๊จง : ไม่เคยเจออะไรที่ขนาดนี้ เชื่อมั้ยเปิดร้านมาวันที่สามทั้งอาทิตย์เครียด จนบอกลูกว่าเราน่าจะหลุดออกจากตรงนี้ไปสักวัน ไม่งั้นตายแน่ๆ ไม่ใช่แค่เจ๊เครียด ลูกแต่ละคนก็บอกว่าไม่ไหว จริงๆ เขาร้องกับเจ๊มาตั้งแต่ก่อนปีใหม่แล้วว่าเขาขายแล้วขาดทุนกันนะแม่ เขาใช้คำว่าโปรดพิจารณาด้วยกับการที่จะต้องขึ้นราคาที่ขายอยู่ทุกวันนี้ เพราะเขาไม่ไหวกันจริงๆ เจ๊ก็บอกว่าไหนๆ จะปีใหม่แล้ว เจ๊ก็รู้ว่าตอนนั้นก็วิกฤตเหมือนกัน คนที่ลำบากก็เยอะ เจ๊เลยบอกว่าแม่ขอได้มั้ย ขอหลังปีใหม่ แต่ขอปรึกษาผู้ใหญ่ก่อนว่าจะเอายังไงดี เจ๊ก็โทรหาผู้ใหญ่ว่าขอปรึกษาหน่อยได้มั้ย ตอนนี้ของขึ้นขนาดนี้จะปรับเท่าไหร่

เมื่อก่อนเจ๊เคยซื้อหมูราคาเท่าไหร่?

เจ๊จง : 115-125 แล้วก็มา 135 ถ้าเลยจาก 135 เจ๊จะบอกลูกค้าว่าเจ๊ขอปรับนิดนึงนะ เดี๋ยวถ้ามันลงมาต่ำกว่า 135 หรือ 135 เจ๊จะลดให้

อันนี้หมูสามชั้นหรือหมูทั่วไป?

เจ๊จง : สะโพกหลังที่เจ๊ทอดอยู่นี่แหละค่ะ ถ้า 135 นี่คือติดเพดานที่เจ๊จะไม่มีกำไรเหลือแล้ว จากที่เจ๊ขายราคาตอนที่ยังไม่ขึ้นค่ะ

ล่าสุดซื้อเท่าไหร่?

เจ๊จง : ของเจ๊ยังโชคดีที่ยังดึงราคาได้ที่ 155 แต่ตอนนี้ส่งข่าว รอปรับอีก 2 รอบ

เจ๊รู้ใช่มั้ยข้างนอกซื้อกันที่ราคา 200 กว่าบาท แต่เจ๊ได้ในราคา 155?

เจ๊จง : 155 เจ๊ก็แย่แล้ว เพราะด้วยราคาที่เจ๊ขาย เจ๊ก็พยายามที่จะดึง สุดท้ายแล้วเจ๊มองว่าพอเจ๊ไม่ไหว หรือคนขายหมูไม่ไหว ก็มาอยู่ที่แม่ค้า แม่ค้าไม่ไหวก็ไปอยู่ที่ลูกค้า เจ๊มองว่าทั้งหมดไปตกอยู่ที่ลูกค้า พอเราเห็นตรงนี้ทำให้เรารู้สึกเครียด เมื่อก่อนเวลาเจ๊จะขึ้น เจ๊ขึ้น 1 บาท 2 บาทเต็มที่แล้ว ต่อที่เจ๊ขาย เจ๊จะมีข้าวราดใส่ถุง ข้าวหมูราดใส่ถุงกับใส่กล่อง แล้วมีหมูเป็นขีด เมื่อก่อนขึ้นทีละบาท อย่างหมูเคยขึ้นสองบาท ก็เท่ากับโลนึงขึ้น 20 บาท แต่เวลาหมูลงปุ๊บเจ๊ก็ลงเลย แต่ตอนนี้ต้องขึ้นทีละ 3 บาท

ถามทางฝั่งคุณนัย คุณเปิดย่างเนย 100 สาขา เดือดร้อนมั้ย?

นัย : เหตุการณ์คล้ายๆ เจ๊จง ตอนช่วงปลายปี เราดำเนินธุรกิจเฟรนไชส์ ลูกค้าเราร่วมร้อยคน ไม่นับลูกค้ารายย่อยที่มาทานที่ร้าน ทุกคนบอกว่ายิ่งขายยิ่งขาดทุน กำไรเหลือน้อยมาก

เมื่อก่อนซื้อหมูเท่าไหร่?

นัย : เอาเป็นว่าเพิ่มมา 80 บาท ตั้งแต่เดือนส.ค. ปีที่แล้ว ถึงตอนนี้ พอเริ่มมีข่าวลือก็ค่อยๆ ขึ้น แล้วผมใช้หมูส่วนที่แพงที่สุดของมัน ใช้สันคอ ต่อสาขา ใช้กันวันละ 40 โล สองพาร์ทรวมกัน ไม่รวมธุรกิจอื่นๆ อย่าคูณครับ เพราะมันเยอะ(หัวเราะ)

ปัจจุบันสั่งเท่านี้มั้ย?

นัย : พอประกาศขึ้นราคา มันเซนซิทีฟมาก เราประชุมจะเอายังไงดี สุดท้ายเอาวะ ทุบโต๊ะขึ้นราคากัน พอขึ้นราคา ข่าวโควิดเข้าอีกรอบ ยอดตกเกิน 50 เปอร์เซ็นต์ คราวนี้จับต้นชนปลายไม่ถูกแล้วว่าเพราะเราขึ้นราคาหรือเพราะโรคโควิดกันแน่แต่ยอดตกลงชัดเจน

นี่คือปัญหาของผู้ประกอบการ ร้านค้าที่ขายอาหาร มีผลกระทบมาก เจ๊จงถึงขั้นอาจขอหยุดก่อนสักพักเพราะไม่ไหว พี่ภมร ปัญหาที่เกิด มันเกิดอะไร?

ภมร : ก็โรงงาน เปรียบเหมือนแม่พันธุ์ที่หายไปจากระบบ เป็นโรงงานผลิตลูกออกมา เราคิดว่าเราเกิดวิกฤตครั้งนี้เพราะหมูตายมาก ตายเร็วและรุนแรง ในชลบุรีมีสมาชิกสหกรณ์อยู่ 100 กว่าราย ตอนนี้เลิกไป เหลืออยู่ 74 ราย เฉพาะ 74 รายที่ร้องทุกข์มา แม่หมูประมาณ 2 หมื่นแม่ สามารถผลิตหมูขุนเดือนนึงไม่ต่ำกว่า 3 หมื่นตัวต่อเดือน หายไปจากระบบเลย พื้นที่ตะวันออกที่จะเอาหมูเข้ากรุงเทพฯ ไม่มีแล้ว ชลบุรีถ้าพูดกันไป ทั้งสมาชิกและพื้นที่ หมูจะเสียหายประมาณ 90 เปอร์เซ็นต์

ฝั่งพี่พล ราชบุรีถือว่าเป็นหนึ่งในจังหวัดขายหมูเป็นหลัก ผลกระทบเกิดจากอะไร?

พล : ถ้าย้อนหลังไปเมื่อสองสามปีก่อนที่มีโรคระบาดรอบบ้านเรา ทางการเลี้ยงภายในระบบของประเทศก็มีการป้องกัน เพื่อบล็อกไม่ให้โรคเข้าประเทศ หลังความพยายามของทุกภาคส่วน วันนี้กรมปศุสัตว์เขาประกาศแล้วว่าเราตรวจพบโรคนี้ เป็นผลให้เห็นว่าที่ผ่านมา เราอาจประสบโรคนี้หรือไม่ประสบก็ได้ เพราะในวันวาน ไม่มีหลักฐานยืนยัน แต่วันนี้มีการพิสูจน์แล้วว่ามี จากนี้ไป เมื่อเกิดโรคระบาดขึ้นมาแล้ว เราต้องหาวิธีป้องกัน แก้ไข

ราคาหมูแพงทุกวันนี้ พี่จะบอกว่าหมูเป็นโรคก่อน โรคอหิวาต์ แอฟริกา เกือบๆ 3 ปีแล้ว แต่เท่าที่ทราบมีสองแบบ คือหนึ่งผู้ประกอบการแบบรายย่อย จะเลี้ยงแบบฟาร์มเปิด กับอีกหนึ่งผู้ประกอบการรายใหญ่ เลี้ยงแบบปิด จริงเท็จยังไงไม่ทราบ ขอถามเป็นความรู้ พอหมูเขาตายเพราะเป็นโรค เขาไม่กล้าบอก เพราะถ้าบอกจะถูกฆ่าหมูทั้งฟาร์ม เขาเลยปกปิดกันด้วยหรือเปล่า?

พล : ครับ

เพราะเขาไม่มีเงินลงทุนไปต่อยอดเขา?

พล : ครับ แล้วที่ผ่านมา วิธีการทำหรือป้องกัน ทุกคนก็ทำดีที่สุดจนมาถึงวันนี้ วันที่เกิดภาวะหมูแพง คนเลี้ยงหมูในอดีตที่ผ่านมา เหมือนเป็นอาชีพที่สังคมไม่เห็นค่า เราจะมาเจอกันเวลาหมูแพง เจ๊จงก็รู้ เวลาหมูถูกคนเลี้ยงหมูขาดทุน เราไม่เจอกันนะ เป็นหน้าที่พวกคุณ แต่เวลาหมูแพง ประชาชนเดือดร้อน คนเลี้ยงหมูต้องออกมา วันนี้การที่หมูแพงจากโรคระบาดที่เกิดขึ้นมากมาย เกษตรกรต้องขาดทุน เสียหาย บางคนเป็นหนี้เป็นสิน เราก็มุ่งหวังว่ารัฐบาล หน่วยราชการ หรือผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง ช่วยหาทางออก มาบรรเทา ให้เราผลิตได้เหมือนเดิม เพื่อให้หมูเป็นความมั่นคงทางอาหารของประเทศต่อไป

คุณหมอก็เป็นสัตวแพทย์หญิง กรณีหมูที่เสียชีวิตเรื่องเร่งด่วนมั้ย ต้องทำอะไรยังไงบ้าง?

สพ.ญ.วรวรรณ : ในมุมมองคิดว่าน่าจะให้นักวิชาการบ้านเรา เรามีหลายๆ มหาวิทยาลัย มีนักวิชาการที่เก่งมากๆ หลายๆ ท่าน ให้มาระดม ว่าเราจะผลิตวัคซีนออกมายังไง อันนี้เป็นทางออกจริงๆ ของการแก้ปัญหาราคาหมูแพงเลย ถ้าเมืองไทยมีวัคซีนที่มีประสิทธิภาพที่ดี และทำให้ลดอัตราการเสียหายลงไปได้จริงๆ ระบบเศรษฐกิจหมูมันจะกลับคืนมา น่าจะต้องส่งเสริมเรื่องทุนวิจัยลงไปอย่างจริงจัง แล้วให้ภาครัฐเป็นตัวกลาง ทำให้อาจารย์หลายๆ ภาคส่วน คนที่เก่งด้านไวรัสวิทยามาเจอกัน แล้วผลิตวัคซีนที่มีประสิทธิภาพ

โรค ASF กำลังสร้างความวุ่นวายให้คนเลี้ยงหมูกันมาก อาจารย์มองว่าต้องมีหน่วยงานไหนมาเกี่ยวข้องและผลักดันเรื่องวัคซีนมาดูแล มันมีวัคซีนที่รักษาได้ใช่มั้ย?

สพ.ญ.วรวรรณ : ตอนนี้ยังไม่มีวัคซีนที่มีประสิทธิภาพ แต่ในหลายๆ ประเทศ รวมถึงมหาวิทยาลัยชั้นน้ำของประเทศเรา อาจารย์หลายๆ ท่านเขาต้องการพัฒนาวัคซีนตัวนี้ให้เกิดขึ้นมาอยู่แล้ว เพื่อช่วยเหลือภาคเกษตรกร แต่เมื่อก่อนเราไม่สามารถเปิดโรคได้ การทำวิจัยไม่สามารถทำได้อย่างถูกกฎหมาย เพราะใครถือเชื้อไว้เพื่อทำวิจัยมันผิดกฎหมาย แต่ ณ วันนี้ที่เรารับรู้แล้วว่ามีการเปิดโรคแล้ว ฉะนั้นภาครัฐควรควรลงมาส่งเสริมเรื่องการวิจัยวัคซีนตรงนี้ให้เกิดขึ้น แล้วอาจเป็นโอกาสในวิกฤตด้วย ถ้าเราสามารถทำวัคซีนที่มีประสิทธิภาพที่ดีให้เกิดขึ้นได้ เราสามารถช่วยเหลือเกษตรกรในภาคเลี้ยงหมู เราอาจได้เงินจากต่างประเทศในการขายวัคซีนที่มีประสิทธิภาพในประเทศไทยได้

ปกติหมูในประเทศไทย ปีนึงผลิตได้ประมาณปีละเท่าไหร่?

ภมร : แม่พันธุ์ถ้าอยู่ในระบบในประเทศไทยอยู่ประมาณ 1.1 ล้านแม่ ถึง 1.2 ล้านแม่ ผลิตหมูขุนประมาณ 22 ล้านตัว อันนี้คิดกลางๆ มันมีข้อเปรียบเทียบว่าเมื่อ 10 ปีที่แล้วตอนเราเกิดปัญหาเรื่องโรคพีอีดีและโรคเพิร์ส แม่หมูจาก 1.2 ล้านแม่ เหลือ 8 แสนแม่ มันทำให้ราคาหมูใน 10 ปีนั้นขึ้นมา 90 บาท ก็ทำบัญญัติไตรยางศ์เลย วันนี้เราคาดการณ์ว่าแม่พันธุ์จะเสียหายแล้วเหลืออยู่ต่ำกว่า 8 แสนแม่ อาจเหลืออยู่สัก 4-5 แสนแม่ ฉะนั้นบัญญัติไตรยางศ์บอกว่า 8 แสนแม่ราคายังอยู่ที่ 90 บาท อันนี้เป็นดีมานต์ ซัพพลาย แต่ถ้าเหลือ 5 แสนแม่ วันนี้ถึงเห็นไงครับ ราคาหมูเป็นอยู่ที่ 110-120 บาท

22 ล้านตัวที่ผ่านมาเหลือประมาณกี่ล้านตัว?

ภมร : หมูขุนถ้าแม่เหลือ 5 แสน เหลือประมาณ 10 ล้านตัว เพราะแม่พันธุ์เหลือ 5 แสน ผลิตหมูขุนได้ 20 ตัว ต่อแม่ต่อปี ก็เหลือ 10 ล้านตัว หายกันครึ่งๆ ครับ บอกคุณหนุ่ม วันนี้แค่เริ่มต้นเท่านั้น

เจ๊จง : ถ้าไม่มีวัคซีนออกมาอย่างนี้ ถ้าคลอดออกมา มันจะตายมั้ยคะ

สพ.ญ.วรวรรณ : วันนี้เราไม่มีแม่พันธุ์ที่จะคลอดด้วยซ้ำค่ะ

เจ๊จง : ตายแล้ว

นัย : อย่างที่รัฐบอกว่าห้ามส่งออกก่อน อันนี้คือได้แค่ชะลอหรือแก้

ภมร : การส่งออก เราไม่ได้ส่งออกตั้งแต่กลางปีที่แล้วแล้ว วันนี้ราคาที่เราเคยส่งออกไปต่างประเทศ เขาถูกกว่าเราแล้ว หมูเป็นเราขึ้นมาร้อยกว่าบาท เขมรวันนี้อยู่ที่ 60-70 บาท เวียดนามอยู่ที่ 60-70 บาท

เจ๊จง : เจ๊ได้เข้าสายคุยกับท่านโฆษกรัฐบาลเมื่อประมาณ 3 วันได้มั้งในอีกรายการนึง ท่านบอกว่าคนไทยกินหมูประมาณ 17-18 ล้านตัว ส่งออกปีละ 1 ล้านตัว เขาบอกว่าไม่ให้ส่งออก อาจเอา 1 ล้านตัวมาช่วยได้ เจ๊ก็คิดว่ามันจะช่วยยังไง

มันจะเหลือกี่ตัว?

ภมร : วันนี้ต้องบอกว่าโรคยังไม่หยุดนะครับ ถ้าหน้าฝนมา กระจายมากกว่านี้อีก

ปัจจุบันเหลือ 10 ล้านตัว แล้วจากนี้ไปในปี 65 ถ้าไม่มีป้องกัน หรือล้อมคอก จะยังไง?

ภมร : ก็จะเหลือ 5 ล้านตัว หรือ 7 ล้านตัว

หรืออาจไม่มีหมูกินเลย?

ภมร : ถูกต้องครับ นี่เรื่องใหญ่นะครับ ส่วนเรื่องนำเข้า วันนี้ต้องบอกตรงๆ ว่าทฤษฎีกับปฏิบัติ ปฏิบัติมีคนเอาเข้ามาอยู่แล้ว ไม่ว่าจะรูปอาหารหมา อาหารแมว หรืออะไรต่างๆ ท่าเรือมีอยู่แล้ว เพื่อเอามาขายเป็นตู้อยู่แล้ว

เมื่อ 3 ปีก่อน ผู้ประกอบการต้องลงขันแก้ปัญหากันเองหรือเปล่า?

ภมร : คือเราป้องกัน เรารู้ว่าการจะต้องช่วยยังไง เพื่อยืดอายุให้นานที่สุด เพื่อฟื้นทุนที่เราเจ๊ง ไม่ว่าจะเรื่องต้นทุนอะไรต่างๆ เราพยายามให้มันตายช้าที่สุด ให้นานที่สุด ปี 61 พวกผมรวมกัน ฟาร์มนี้ช่วย 2 หมื่น ฟาร์มนี้ช่วย 3 หมื่น ลงขันกัน ได้เกือบ 100 ล้านนะครับ นี่คือพลังชาวหมูที่คุณคิดว่ากระจอก เอาไปตั้งด่านเพื่อกั้นเขตชายแดน ไม่ว่าหนองคาย มุกดาหาร เชียงราย สระแก้ว 6-7 ที่ ทำนวัตกรรมใหม่หมูที่คุณจะส่งออก ทำลานเพื่อไม่ให้สัมผัสเชื้อ

ไม่มีหน่วยงานไหนเข้ามาช่วยเหลือเหรอ?

ภมร : กรมปศุสัตว์เขาก็ช่วยเหลืออยู่แล้ว อันนี้ต้องบอกว่าเราร่วมมือกัน แต่ตอนหลังมา มันก็อาจคุยกันคนละเรื่องเดียวกันเลยเกิดความขัดแย้ง จริงๆ คุณหนุ่มเชิญผมมา ผมไม่อยากมาอยู่แล้ว เพราะถือว่าเป็นลูกผู้ชาย ประกาศโรคแล้วก็จบเลย แต่เวลานี้เราคิดว่ามันต้องมาพูดถึงเรื่องการฟื้นฟู ร่วมแรงร่วมใจกัน ทำยังไงถึงจะให้มีผลผลิตใหม่

หลายคนกำลังกังวลใจ โรค ASF ที่ติดในหมู พอตายไปมีการเอาออกมาขาย มันไม่ติดสู่คนใช่มั้ย?

สพ.ญ.วรวรรณ : ไม่ติดสู่คนค่ะ เป็นโรคที่ไม่ติดจากสัตว์สู่คน ทานปรุงสุกได้ตามปกติ ซึ่งไม่มีปัญหากับคนเลยค่ะ กินสุกเป็นสิ่งที่ดีในตัวหมู เพราะมันไม่ได้มีแค่โรคตัวนี้ มันมีโรคตัวอื่นด้วยที่เราไม่ควรกินดิบ

กรณีนี้เราสามารถสังเกตได้มั้ยว่าหมูที่เขาขายเป็นโรคหรือเปล่า?

สพ.ญ.วรวรรณ : ถ้าสังเกตจากเนื้อเลยไม่เห็นค่ะ เพราะค่อนข้างเป็นปกติค่ะ

ภมร : โรคนี้เป็นโรคที่ถ้าหมูตายจะเน่าเร็ว คุณสังเกตอย่างเดียว ถ้าหมูเห็น อาจจะ ฉะนั้นพ่อค้าแม่ค้าเขาไม่เอาหมูเหม็นมาขายหรอก ตับไตไส้พุงมันเน่าเร็ว ตายใช้เวลาไม่ถึง 2 ชม. ตัวเขียวตัวดำตัวแดง ตับไตไส้พุงมันเน่า ขยายใหญ่ 5 เท่า คุณดูอย่างเดียว ถ้าหมูมีกลิ่นเหม็นไม่ต้องกิน ส่วนเนื้อความอร่อยมันต่างกันอยู่แล้ว

ตอนนี้เข้าใจว่ามีทั้งหมูเป็นโรค หมูไม่ได้เป็นโรค ปศุสัตว์ออกมาประกาศแล้วว่ามีโรคนี้ ทั้งที่ก่อนหน้านี้ไม่เคยประกาศ ตอนนี้เป็นประเด็นเกิดขึ้น หมูเริ่มแพง มันมีการบล็อกหมูที่ไม่ได้ป่วยด้วย จริงมั้ย?

ภมร : คือที่ผ่านมา ไม่ว่าสมาคมหรือสหกรณ์เลี้ยงหมูทั่วประเทศ เราพยายามขอร้องว่าพรรคพวกมีหมูเหลือมั้ย เอามาช่วยเพราะเราเห็นใจกำลังบริโภค และเห็นใจรัฐบาลที่ไม่มีหมู นาย ก. นาย ข. บอกเฮียผมมีเหลืออยู่ 100 ตัววันนึงจะได้ อยู่ภาคใต้ ซึ่งเป็นหมูไม่ป่วย เพราะเขารอดตาย เอามาแชร์ให้คนกิน เพื่อทำให้ราคายังอยู่ได้ แต่พอประกาศออกมาแล้วข้อเสียก็เป็นแบบนี้แหละครับ ภาครัฐหรือกรมปศุสัตว์ต้องเครงครัด เช่น ใบขนย้าย คุณก็ต้องมีการตรวจสอบ เอาเลือดไปตรวจว่าคุณปอลด ASF นะ สามวันห้าวันถึงจะออก กับภาวะที่ผู้บริโภคไม่มีหมู

จะบอกว่ามีหมูดีที่สามารถปล่อยมาได้ แต่ไม่มีการแยกตรวจ เล่นบล็อกหมดเลย หมูไม่ป่วยก็ถูกบล็อกไปด้วย เกษตรกรเขาก็ลำบาก?

ภมร : ถูก เขาจะกล้าเอาหมูออกมาเหรอ มันอาจจะโดนก็ได้ การตรวจหมูไม่ได้ตรวจ 100 เปอร์เซ็นต์ มันสุ่มตรวจ

อยู่ในสายกับ “ประภัตร โพธสุธน” รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ตอนนี้ปัญหาหมูแพง มีนโยบายยังไงบ้าง?

ประภัตร : เวลานี้ผู้บริโภคหรือคนเลี้ยงหมูมีประมาณ 1.9 แสนราย เป็นรายย่อยซะ 1.8 แสนราย เป็นรายใหญ่ รายกลางประมาณ 2 พันกว่าราย หมายความว่าผู้เลี้ยง 90 กว่าเปอร์เซ็นต์เป็นรายย่อย รายใหญ่มีเพียง 3 เปอร์เซ็นต์ ในจำนวนหมูที่เลี้ยงอยู่ในขณะนี้ 19 ล้านตัว เราบริโภคอยู่ตอนนี้ 18 ล้านต่อปี และเหลือหมูที่ส่งออกไป ปี 64 ประมาณล้านตัว ถ้าพูดถึงตัวเลขแล้ว ทั้งหมูเข้าหมูออกที่เอาไปเชือดกัน ก็ไม่น่ามีหมูขาด แต่มันเกิดอะไรขึ้นก็ไม่รู้ เดือนพ.ย.-ธ.ค. นี้หมูกลับขึ้นพรวดไปเลย เขาอ้างว่าหนึ่งมาจากวัสดุในการทำอาหาร เราไม่พูดถึงว่าหมูที่ขาดขาดไปในตลาด สองหมูที่แพง เกิดจากปริมาณที่หายไปจากโรคบ้าง อะไรบ้าง ที่สมาคมพูดถึงประมาณ 3 ล้านตัว เราก็ต้องแก้ไขตรงนี้ ดังนั้นในส่วนของกระทรวงเกษตร ที่ผมมาภาคอีสาน เราพยายามส่งเสริมรายย่อยให้รีบเลี้ยงหมู โดยมีเงินทุนนายกฯ ให้มา 3 หมื่นล้านมาช่วยกัน สองในระยะสั้น เราก็เข้าใจว่าพี่น้องแบกภาระอยู่ อันนี้ก็เป็นสินค้าควบคุม เราก็ต้องดูว่ากระทรวงพาณิชย์จะดำเนินการอย่างไร จะมีการนำเข้าได้มั้ยในระยะเร่งด่วน สั้นๆ ไม่ให้เกิดผลกระทบกับผู้เลี้ยงหมู

ขอถามแบบนี้ ตอนนี้มีประเด็นที่ฝั่งผู้ประกอบการบอกว่ามีหมูที่ดีอยู่ แต่ถูกปศุสัตว์บล็อกทิ้งเหมือนกัน ไม่มีการแยกตรวจ ทำให้หมูยิ่งหายจากตลาด ทำให้ถีบราคาขึ้นมาและเดือดร้อนทุกหย่อมหญ้าจะแก้ปัญหาตรงนี้ยังไง?

ประภัตร : พอหน่วยงานทุกหน่วยงาน ทั้งนักวิชาการ อาจารย์มหาวิทยาลัย ทุกคนยอมรับกันแล้วว่า มีASF เราก็สั่งให้ทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องลงไปสแกนในคอกต่างๆ ว่าอันไหนเป็นหรือไม่เป็น ถ้าเป็นก็ต้องใช้พ.ร.บ.โรคระบาด ถ้าไม่เป็นเราจะไปสั่งเขาไม่ได้ เพราะการสั่งฆ่าได้ต้องมีสั่งพ.ร.บ.โรคระบาดก่อน นี่สแกนทั้งประเทศแล้ว ส่วนที่ประชาชนหรือผู้เลี้ยงเขาร้องว่า มีการฆ่าไปก่อน เรากำลังดูอยู่ว่ามีจำนวนเท่าไหร่ เราจะดูแลตรงนี้

พี่ภมรมองยังไง?

ภมร : ตอนนี้ต้องให้กรมปศุสัตว์ทำงานให้ฉับไวกว่านี้ครับ ให้เร่งเรื่องหมูที่เหลือมาให้ได้ครับ

ประภัตร : เราก็เจอปัญหานี้แล้ว ตอนนี้อยู่อุดรฯ เจอผู้ว่าทั้งหมดของภาคอีสาน ก็เจอปัญหาว่าทำงานล่าช้า เรายอมรับครับ เรามีปศุสัตว์อำเภอเพียงคนเดียว เราจึงตัดสินใจให้กรมเรียกอาสาปศุสัตว์ซึ่งมีประมาณ 3 หมื่นรายให้ปฏิบัติหน้าที่ช่วยเหมือนอสม. ออกไปช่วยปศุสัตว์อำเภอทันที มีค่าตอบแทนยังไงเดี๋ยวว่ากัน เพราะเราเห็นใจ วันนี้เราไม่มีเจ้าหน้าที่ ทำงานล่าช้า เรารับอาสาปศุสัตว์เข้าไปทันที

ตอนนี้มีข่าวออกมาว่ามีการปกปิดเรื่องหมูป่วยเพราะมีการเอื้อให้ทางผู้ประกอบการรายใหญ่ในการส่งออก กลัวว่าพวกผู้ประกอบการรายใหญ่หรือฟาร์มปิดต่างๆ นานา ส่งออกหมูไม่ได้ เลยมีการปิดบังกันขึ้น จริงหรือเปล่า?

ประภัตร : ไม่จริงครับ เรื่องนี้เราก็เป็นคนเริ่มต้นออกไปดูและป้องกัน เริ่มจากจ.เชียงรายก่อน เราก็ช่วยกันสกัดกั้น เราไม่เคยไปปกป้อง เราไม่รู้จักรายใหญ่เลย เราทำด้วยความจริงใจ และตั้งใจ แต่การที่หมูขาดเพราะเราไปส่งออกเมื่อปี 63 64 ประเทศเพื่อนบ้านหมูขาด เราก็ส่งออกไปทั้งหมด 3 ล้านกว่าตัว มันก็เป็นเหตุหนึ่งที่ทำให้หมูขาด

เคยมีข่าวว่าทางปศุสัตว์ เบิกงบไป 500 ล้าน จริงมั้ยเมื่อกลางปี?

ประภัตร : ครม. ฯพณฯ ท่านนายกฯ อนุมัติงบกลางให้แล้ว 574 ล้านเมื่อวันอังคาร เพื่อชดเชยให้พี่น้องเกษตรกรที่โดนทำลายหมูไป ในหลักการคือว่าราคาหมูในตลาดเท่าไหร่ ก็ชดเชย 3 ใน 4 ทั้งหมด 574 ล้าน รวมกันแล้ว 272,000 ตัวในขณะนี้แล้วเริ่มจ่ายในสัปดาห์หน้า

หมูนี่จะแก้ปัญหายังไงต่อไป ปกติหมูในบ้านเรา เหลือ 10 ล้านตัว ปี 65 อาจเหลือ 7 ล้าน?

ประภัตร : คงไม่ถึงขนาดนั้น วันนี้เราใช้อีมูฟเมนต์ ตลอดทั้งปีเรามีหมูเข้าโรงเชือดทั้งหมด 18 ล้านตัว ส่งออก 1 ล้านตลอดม.ค.ยันธ.ค. พอปี 65 หนึ่งสัปดาห์ที่ผ่านมาเราก็ให้ดูอีมูฟเมนต์อันนี้ ก็มีลูกหมูเข้าไปเลี้ยง 3 แสนกว่าตัว ถ้าเราคูณด้วย 52 ก็ไม่ขาด นอกจากว่าเรามีสต็อกหรือกักตุนกันอยู่ เราคิดทางวิทยาศาสตร์เลย หมูเข้าหมูออกมันพอ แล้วทำไมราคามันขึ้นไป อาหารแพงเราก็รู้แล้ว่านายกฯ สั่งให้ช่วยเหลือเรื่องอาหาร แล้วหมูที่หายไปอยู่ตรงไหน ผมบอกให้กระทรวงพาณิชย์ไปช่วยดูเรื่องกักตุนดีมั้ย อันนี้สำคัญ

ระหว่างท่านรัฐมนตรีพูด ผมเห็นหมอหัวเราะตลอด?

สพ.ญ.วรวรรณ : หัวเราะที่ว่าตัวเลขที่ท่านพูดว่ายังตามระบบอีมูฟเมนต์ที่ท่านได้พูดถึงว่าเมื่อปีที่แล้ว ตั้งแต่ม.ค.-ธ.ค.ปีที่แล้ว มีจำนวนหมูที่พอการเคลื่อนย้ายอยู่ประมาณนั้น ใช่ ถูกต้องค่ะ ยังพอมีประมาณนั้น เดี๋ยวปีนี้ท่านลองตามตัวเลขใหม่ ตัวเลขจากอีมูฟเมนต์จริงๆ อาจตกเยอะกว่านี้ เกิน 50 เปอร์เซ็นต์ เพราะฟาร์มหายไปเยอะแล้ว

‘อธิบดีกรมปศุสัตว์’ไม่ลาออก ลั่นไม่ได้ทำอะไรผิด พร้อมลุยงานต่อเต็มที่

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/628543

'อธิบดีกรมปศุสัตว์'ไม่ลาออก ลั่นไม่ได้ทำอะไรผิด พร้อมลุยงานต่อเต็มที่

วันพฤหัสบดี ที่ 13 มกราคม พ.ศ. 2565, 20.50 น.

อธิบดีกรมปศุสัตว์ประกาศลั่นไม่ลาออกกรณีพบอหิวาต์ในสุกร  อ้างไม่ได้ทำอะไรผิดหรือทุจริต เชื่อรมว.เกษตรฯเข้าใจที่ผ่านมาตั้งใจทำงานมาตลอด พร้อมอยู่จนกว่าจะเกษียณเดือนกันยาฯ 65 ขณะที่ปัญหาหมูโอ่งฟาร์มนครปฐมไม่เคยทราบมาก่อน ผู้เลี้ยงไม่เคยแจ้งต่อกรมฯมีหมูตายผิดปกติ

เมื่อวันที่ 13 มกราคม 2565 นายสัตวแพทย์สรวิศ ธานีโต อธิบดีกรมปศุสัตว์ ยืนยันชัดเจนกรณีกระแสเรียกร้องให้ลาออกเพื่อรับผิดชอบต่อการพบโรคอหิวาต์แอฟริกาในสุกร (ASF) รวมถึงมีร้องเรียนต่อป.ป.ช. ให้ตรวจสอบการทำงานของตนว่า ยังไม่คิดจะลาออกแน่นอนเพราะไม่ได้ทุจริตหรือทำผิดเพราะดำเนินมาตรการป้องกันโรคมาตลอดตั้งแต่ระบาดที่จีน พ.ศ 2561 ซึ่งนายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ผู้บังคับบัญชาก็เข้าใจและทราบถึงความตั้งใจทำงานโดยตลอด จึงมีกำลังใจทำงานและจะทำงานจนกว่าจะเกษียณอายุราชการในเดือนกันยายน 2565

ส่วนสาเหตุทำทำให้เนื้อสุกรปรับขึ้นนั้นก็ ไม่ได้เกิดจากโรคระบาดเพียงอย่างเดียวซึ่งส่วนหนึ่งก็มาปัจจัยต้นทุนอาหารสัตว์ปรับสูงขึ้นและอื่นๆ ด้วย และคาดว่าราคาเนื้อสุกรจะไม่สูงต่อเนื่อง 8-12 เดือนตามวงรอบการผลิตสุกรขุน โดยในสัปดาห์หน้า หลายภาคส่วนทั้งรัฐและเอกชนจะต้องมีการร่วมประเมินเพื่อกำหนดแนวทางตรึงราคาเพื่อจะแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นด้วยซึ่งจะแจ้งอีกครั้ง

อธิบดีกรมปศุสัตว์ กล่าวด้วยว่า ในส่วนที่มีการแชร์ภาพผู้เลี้ยงสุกรในอำเภอสามพราน จังหวัดนครปฐมนำซากสุกรไปหมักไว้ในโอ่ง โดยมีการแจ้งว่าเป็นสุกรที่มีการตายลงจำนวนมากในฟาร์มแบบเฉียบพลันตั้งแต่กลางปี 2564 และคาดว่าเกิดจากโรค ASF ตนไม่ทราบ เพราะที่ผ่านมาเจ้าของฟาร์มไม่ได้แจ้งต่อสำนักงานปศุสัตว์ในพื้นที่ให้ทราบมาก่อน และอยากให้เกษตรกรแจ้งให้กรมรับทราบ ไม่เข้าใจทำไมตอนเกิดเหตุไม่แจ้งกรม เพื่อจะได้ทราบและประกาศและการประกาศโรคไม่ได้หมายความว่าทั่วประเทศจะพบโรคระบาดทั้งหมด แต่จะมีการเฝ้าระวังมากขึ้น เท่านั้นเพื่อไม่ให้กระจายไปสู่พื้นที่อื่น

‘เกษตรกรเลี้ยงหมู’หนุนภาครัฐเร่งเดินหน้ามาตรการช่วยเหลือ แก้ปัญหาราคาแพง

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/628331

'เกษตรกรเลี้ยงหมู'หนุนภาครัฐเร่งเดินหน้ามาตรการช่วยเหลือ แก้ปัญหาราคาแพง

วันพฤหัสบดี ที่ 13 มกราคม พ.ศ. 2565, 10.26 น.

“เกษตรกรผู้เลี้ยงสุกร”หนุนภาครัฐเร่งเดินหน้ามาตรการช่วยเหลือผู้เลี้ยง ขับเคลื่อนการผลิตรอบใหม่เพิ่มปริมาณเนื้อหมูแก้ปัญหาราคาแพงด้วยกลไกตลาด มุ่งมั่นสร้างอาหารมั่นคงปลอดภัยให้คนไทยทุกคน

เมื่อวันที่ 13 มกราคม 2565 นายสินธุ ปัญญาศักดิ์ สมาชิกสหกรณ์ผู้เลี้ยงสุกรเชียงใหม่-ลำพูน อ.เมือง จ.ลำพูน กล่าวว่า ขณะนี้เกษตรกรรายย่อยหลายพื้นที่ เช่นที่จังหวัดเชียงใหม่และลำพูน มีความพร้อมมากในการเลี้ยงหมูรอบใหม่ จึงขอให้รัฐเป็นผู้นำเดินหน้าส่งต่อมาตรการช่วยเหลือที่ได้รับอนุมัติจากคณะรัฐมนตรีแล้ว เพื่อสนับสนุนเกษตรกรให้กลับเข้ามาในระบบโดยเร็วที่สุด และส่งเสริมให้รอบด้าน ทั้งการเตรียมเล้าและโรงเรือนที่มีระบบป้องกันโรค ที่ช่วยสร้างความมั่นใจและลดความเสี่ยงให้เกษตรกรหลังนำลูกหมูเข้าเลี้ยงใหม่

“มาตรการช่วยเหลือที่กรมปศุสัตว์ดำเนินการขณะนี้นับว่ามาถูกทาง จะช่วยขับเคลื่อนการเลี้ยงสุกรของรายย่อยไปข้างหน้า สร้างความมั่นใจให้กับเกษตรกรให้ลงหมูรอบใหม่ได้ ช่วยแก้ปัญหาหมูแพงของประเทศได้เร็วขึ้น เราไม่ควรติดกับ อยู่กับปัญหาเดิม หรือสิ่งที่ผ่านไปแล้ว แต่ควรมองการสร้างอนาคตที่ดีกว่า” นายสินธุ กล่าว

ที่ผ่านมา คณะรัฐมนตรีอนุมัติทั้งงบประมาณ และสั่งการให้กระทรวงพาณิชย์ ร่วมกับกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ดูแลช่วยเหลือแบบองค์รวม ทั้งมาตรการเร่งด่วน งดส่งออกเนื้อสุกร 3 เดือน มาตรการระยะสั้น ขยายกำลังการผลิตแม่หมู และส่งเสริมการผลิตข้าวโพดในประเทศทดแทนการนำเข้า ส่วนระยะยาว เร่งยกระดับมาตรฐานฟาร์มที่มีระบบการป้องกันโรคและการเลี้ยงสัตว์ที่เหมาะสม (Good Farming Management : GFM) ระบบการบริหารจัดการอย่างมีประสิทธิภาพ สร้างความปลอดภัยทางชีวภาพ (biosecurity) ลดความเสี่ยงในการนำเชื้อโรคเข้ามาสู่ฟาร์ม และยังเป็นการป้องกันการกระจายของเชื้อโรคภายในออกจากฟาร์ม รวมถึงการแพร่กระจายของโรคในประชากรสัตว์ ขณะเดียวกัน ในการเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันให้กับเกษตรกรรายย่อย รัฐควรเร่งจ่ายเงินชดเชย จัดสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ พัฒนาวัคซีนป้องกันโรค ลดต้นทุนวัตถุดิบอาหารสัตว์และปัจจัยการผลิตที่จำเป็น พร้อมถ่ายทอดองค์ความรู้ในการป้องกันโรค

นายสินธุ กล่าวว่า มาตรการดังกล่าวช่วยสร้างความมั่นใจและหลักประกันให้กับเกษตรกรรายย่อย กล้าที่จะลงเลี้ยงหมูอีกครั้ง ซึ่งผู้เลี้ยงอยากเห็นมาตรการส่งเสริมที่สร้างขีดความสามารถการแข่งขันในระยะยาว ทั้งปัจจัยการผลิต ราคาวัตถุดิบอาหารสัตว์ รวมถึงปล่อยราคาให้เเป็นไปตามกลไกการตลาด เพื่อสร้างเสถียรภาพในอุตสาหกรรมหมูอย่างยั่งยืน

“ผมเชื่อว่าเกษตรกรผู้เลี้ยงหมูในพื้นที่ต่างๆ ทั่วประเทศ มีความพร้อมที่จะร่วมช่วยแก้ปัญหาราคาหมู อยากให้สังคมมองมุมบวก ว่าเราสามารถป้องกันโรคได้นานกว่าเพื่อนบ้านในภูมิภาค ทำให้คนไทยมีเนื้อหมูคุณภาพดีในราคาที่เหมาะสม ทั้งที่มีโรคระบาดทั้งภูมิภาค” นายสินธุ กล่าว

ที่ผ่านมา เกษตรกรรายย่อยนอกจากต้องทำลายหมูจากโรคระบาดแล้ว ยังแบกภาระราคาวัตถุดิบอาหารสัตว์ ทั้งข้าวโพดเลี้ยงสัตว์และกากถั่วเหลือง ที่เพิ่มขึ้นไปถึง 30 – 40% ซึ่งเป็นต้นทุนการผลิตของภาคปศุสัตว์ 60 – 70% อยากขอให้ภาครัฐปรับลดค่าใช้จ่ายในส่วนนี้ ช่วยเหลือเกษตรกรลดต้นทุนการผลิตด้วย

‘เฉลิมชัย’สั่งบริหารฤดูผลไม้ ไทยผลิตส่งขายจีนได้ดุล7หมื่นล้าน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/628200

วันพฤหัสบดี ที่ 13 มกราคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

นายอลงกรณ์ พลบุตร ที่ปรึกษา รมว.เกษตรและสหกรณ์ กล่าวว่า ตามที่นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รมว.เกษตรฯ ในฐานะประธานคณะกรรมการและบริหารการจัดการผลไม้ (Fruit Board) มีความเป็นห่วงสถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ที่ส่งผลต่อการส่งออกผลไม้ไทยไปสู่ตลาดจีน จึงเร่งให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด เพื่อไม่ให้กระทบต่อเกษตรกรและภาคการเกษตรของไทย และมอบหมายให้ตน ในฐานะประธานคณะทำงานจัดทำแผนแก้ไขปัญหาผลไม้เศรษฐกิจล่วงหน้าทั้งระบบ โดยลงพื้นที่ภาคเหนือ 3 จังหวัด ได้แก่ เชียงใหม่ ลำพูน และเชียงราย ทั้งนี้ มีการติดตามความคืบหน้าหลายด้าน อาทิ การบริหารจัดการผลไม้ของภาคเหนือ ฤดูการผลิตปี 2565 (ลำไย) ความคืบหน้าการดำเนินงานของคณะกรรมการความร่วมมือระหว่างกระทรวงเกษตรและสหกรณ์และสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (กรกอ.) ภาคเหนือ การขับเคลื่อนศูนย์เทคโนโลยีเกษตรและนวัตกรรม (Agritech and Innovation Center :AIC) จ.เชียงใหม่ ลำพูน และเชียงราย

พร้อมกันนั้นได้ตรวจเยี่ยมด่านเชียงของ และด่านเชียงแสน ในการส่งออกผลไม้และสินค้าเกษตรทางบก และทางเรือลำน้ำโขง โดยเฉพาะมาตรการ SPS และโควิดฟรี (Covid Free) รวมทั้งแนวทางแก้ไขปัญหาการขนส่งผ่านด่านบ่อเตน และด่านโมฮ่าน การประชุมหารือกับวิสาหกิจชุมชนเพื่อพัฒนากาแฟอาราบิก้า (Arabica) ตลอดห่วงโซอุปทาน การบริหารจัดการน้ำของโครงการชลประทานภาคเหนือตอนบนและการขับเคลื่อนโครงการโครงการเกษตรกรรมยั่งยืนภาคเหนือเพื่อพัฒนาการเกษตรในเมืองและส่งเสริมเพิ่มพื่นที่สีเขียวเพื่อแก้ปัญหาpm.2.5และลดก๊าซเรือนกระจกตอบโจทย์ Climate Change ตามแนวทาง COP26

สำหรับข้อมูลการส่งออก-นำเข้าผักผลไม้โดยรวมระหว่างไทยกับจีน ปรากฏว่าไทยได้เปรียบดุลการค้าจีนกว่า 3 เท่าตัว โดยในปี 2563 ไทยส่งออกผลไม้ไปจีน 1.02 แสนล้านบาท ไทยนำเข้าผลไม้จากจีน 30,735 ล้านบาท ไทยได้เปรียบจีน 7.2 หมื่นล้าน ครองตลาดจีนคิดเป็นสัดส่วนสูงถึง 45%

 ขณะที่เพียง 10 เดือนของปี 2564 (เดือนมกราคม-ตุลาคม) ไทยส่งออกผลไม้ไปจีนกว่า 2 ล้านตัน คิดเป็นมูลค่า 1.48 แสนล้านบาท สูงเป็นประวัติการณ์ ส่วนการนำเข้าส่งออกผักในปี 2563 จีนส่งออกออกผักมาไทย 8 พันล้านไทยส่งออกผักสดผักแข็งผักแห้งและมัน หัวมัน 30,000 ล้าน (รหัส 07) แต่ถ้าแยกผักออกมาไทยส่งออกผักไปจีน 1 พันล้านบาท เสียดุลการค้าจีนด้านผัก 7 พันล้าน

กรมชลฯใช้เรือเก็บตะกอนวัดคุณภาพน้ำ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/628199

วันพฤหัสบดี ที่ 13 มกราคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

นายทินกร เหลือล้น ผอ.สำนักงานชลประทานที่ 9 กรมชลประทาน กล่าวว่า ได้มีการศึกษาและวิจัยเกี่ยวกับตะกอนดินและคุณภาพน้ำ เพื่อประโยชน์ในการบริหารจัดการเชิงปริมาณและคุณภาพของน้ำในอ่างเก็บน้ำ โดยคิดค้นนวัตกรรมเรือเก็บตัวอย่างตะกอนและคุณภาพน้ำ “อุทกชลประทาน 1” ซึ่งเป็นเรือลำแรกของประเทศไทย ได้รับความร่วมมือจากฝ่ายตะกอนและคุณภาพน้ำ สำนักบริหารจัดการน้ำและอุทกวิทยา และสำนักงานสำรวจธรณีวิทยาแห่งสหรัฐอเมริกา (USGS : United States Geological Survey) ด้านการจัดการตะกอนในอ่างเก็บน้ำ และ The Australian Partnership (AWP) ด้านการจัดการคุณภาพน้ำในอ่างเก็บน้ำ เพื่อพัฒนาการจัดการตะกอนและคุณภาพน้ำในอ่างเก็บน้ำ

ทั้งนี้ เพื่อการนำมาวิเคราะห์วางแผนการระบายและขุดลอกตะกอนดิน รวมไปถึงการควบคุมคุณภาพน้ำ เนื่องจากอ่างเก็บน้ำที่มีค่าความขุ่นมากหรือมีอายุการใช้งานมายาวนาน จะเกิดการตกตะกอนมาก ซึ่งส่งผลให้พื้นที่เก็บกักน้ำในอ่างเก็บน้ำลดน้อยลง อีกทั้งตะกอนยังสามารถดูดซับค่าความเค็มสะสมไว้จนน้ำมีค่าความเค็มสูงขึ้นในช่วงที่ปริมาณน้ำในอ่างเก็บน้ำมีน้อย

ด้านนายไวรุจน์ เอี่ยมโอภาส ผอ.ศูนย์อุทกวิทยาชลประทาน ภาคตะวันออก เปิดเผยว่า เรือเก็บตัวอย่างตะกอนดินและคุณภาพน้ำนี้เป็นเครื่องมือสนับสนุนการเก็บตัวอย่างตะกอนดินและคุณภาพน้ำได้อย่างมีประสิทธิภาพ ปลอดภัย ทุ่นแรง และใช้เวลาดำเนินการลดลง ซึ่งออกแบบโดยสำนักเครื่องจักรกล ความยาวของเรือตลอดลำ 6.35 เมตร พื้นเรือกว้าง 2.5 เมตร รองรับน้ำหนักได้ถึง 1,200 กิโลกรัม และมีช่องเปิดบริเวณท้องเรือสำหรับหย่อนอุปกรณ์ที่ใช้ในการเก็บตะกอนด้วย