สกู๊ปพิเศษ : มทร.อีสาน ยกระดับทักษะอาชีพภาคเกษตรกรรม เยียวยาเกษตรกรที่ได้รับผลกระทบจากโควิด

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/629059

สกู๊ปพิเศษ : มทร.อีสาน ยกระดับทักษะอาชีพภาคเกษตรกรรม  เยียวยาเกษตรกรที่ได้รับผลกระทบจากโควิด

วันจันทร์ ที่ 17 มกราคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่ห้องประชุมศูนย์ศึกษาและพัฒนาชุมชนพิษณุโลก ตำบลวังทอง อำเภอวังทอง จังหวัดพิษณุโลก มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลอีสาน (มทร. อีสาน) ได้จัดโครงการอบรมและส่งเสริมการพัฒนายกระดับทักษะอาชีพ ในภาคเกษตรกรรมเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มและสร้างความเข้มแข็งแก่เศรษฐกิจฐานรากของชุมชน โดยได้รับเกียรติจาก รศ. (พิเศษ) ดร.ดวงฤทธิ์ เบ็ญจาธิกุล ชัยรุ่งเรือง เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ในฐานะผู้แทน รมว.อว. เป็นประธานกล่าวให้โอวาท และกล่าวปิดโครงการฯ โดยมี  ผศ.ดร.วิโรจน์ ลิ้มไขแสง อดีตอธิการบดี มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลอีสาน (มทร. อีสาน) ในฐานะประธานที่ปรึกษาโครงการฯ, นายประยุกต์ สุดธัญญรัตน์ ผู้อำนวยการศูนย์ศึกษาและพัฒนาชุมชน พิษณุโลก, ผศ.ดร.นิภาพร อามัสสา ประธานโครงการฯ พร้อมด้วยคณะทำงานโครงการ,ประธานกลุ่มวิสาหกิจชุมชนภาคใต้ และสมาชิกกลุ่มวิสาหกิจชุมชน ภาคเหนือ 9 จังหวัด ร่วมพิธีเปิด

รศ. (พิเศษ) ดร.ดวงฤทธิ์ เบ็ญจาธิกุล ชัยรุ่งเรือง เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม กล่าวว่า ยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ได้รับมอบหมายจากท่านศ. (พิเศษ) ดร.เอนก เหล่าธรรมทัศน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม  ให้มาเป็นประธาน และกล่าวปิดการอบรมเชิงปฏิบัติการ โครงการอบรมและส่งเสริมการพัฒนายกระดับทักษะอาชีพ ในภาคเกษตรกรรม ของเครือข่ายวิสาหกิจชุมชน  ภาคเหนือ

ตามที่คณะทำงานโครงการอบรมฯ โดยการนำของ ผศ.ดร.นิภาพร อามัสสา ประธานโครงการฯ และคณะวิทยากร ได้ดำเนินการจัดให้มีการอบรมเครือข่ายวิสาหกิจชุมชน ทั้ง 6 ภาค ทั่วประเทศ ตั้งแต่วันที่ 25 ตุลาคม 2564 เป็นต้นมานั้น ทำให้พี่น้องวิสาหกิจชุมชนทั้ง 2574 กลุ่ม ได้มีการยกระดับทักษะอาชีพในภาคเกษตรกรรม ทั้ง 6 ด้าน ครอบคลุมทั้งด้านปศุสัตว์, ด้านประมง, สินค้าหนึ่งตำบลหนึ่งผลิตภัณฑ์ หรือ OTOP, พืชและเห็ดเศรษฐกิจ, หมอดิน New Normal และพืชสมุนไพร ทั้งนี้เพื่อเป็นการรองรับแรงงานคืนถิ่น พลิกฟื้นทักษะอาชีพในภาคเกษตรกรรมด้วยศาสตร์พระราชา เป็นแนวทางในการแก้ไขเยียวยาแก่ผู้ที่ได้รับผลกระทบจากวิกฤตเศรษฐกิจ รวมถึงวิกฤตของโรคติดเชื้อโควิด-19 และสร้างภูมิคุ้มกันให้กับเครือข่ายหมู่บ้านวิสาหกิจชุมชน

หลังจากจัดอบรมให้ความรู้แก่กลุ่มวิสาหกิจชุมชนเรียบร้อยแล้ว โครงการยังจะมีการสนับสนุนปัจจัยการผลิตให้กับเครือข่ายหมู่บ้านวิสาหกิจชุมชน เพื่อนำไปเป็นทุนตั้งต้น เพื่อต่อยอดสร้างอาชีพ สร้างรายได้ ให้เกิดขึ้นกับคนในชุมชนอย่างยั่งยืน  ซึ่งการอบรมในครั้งนี้เป็นเพียงห้วงระยะเวลาสั้นๆ เท่านั้น ท่านทั้งหลายควรนำสิ่งที่คณะวิทยากรได้ให้ในการอบรมในครั้งนี้ไปประยุกต์ปรับใช้ ให้เกิดประโยชน์อย่างเต็มความสามารถ ในการดำเนินชีวิตประจำวัน

“กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม และมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลอีสาน จะเป็นที่ปรึกษาและเป็นกำลังใจในการดำเนินงานของท่าน  ในการที่จะฝ่าฟันปัญหาและอุปสรรค ที่เกิดขึ้นในขณะนี้ขอชื่นชมและขอบคุณ คณะทำงานโครงการฯ และคณะวิทยากรทุกท่าน ที่ได้ทุ่มเทแรงกาย แรงใจ ที่จะพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น และขอขอบคุณท่านผู้อำนวยการศูนย์ศึกษาและพัฒนาชุมชน พิษณุโลก ที่ได้เอื้อเฟื้อให้การสนับสนุนสถานที่ในการจัดการอบรมในครั้งนี้”

เกษตรฯจัดอบรมหลักสูตร วิทยาการเกษตรระดับสูงรุ่น1

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/629054

วันจันทร์ ที่ 17 มกราคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

ดร.จรัลธาดา กรรณสูต องคมนตรีในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร เป็นประธานพิธีเปิดการฝึกอบรมหลักสูตรวิทยาการเกษตรระดับสูง (วกส.) รุ่นที่ 1 (Agriculture and Cooperatives Executive Program : ACE) ที่กรมชลประทาน โดยมุ่งเป้าเพิ่ม GDP ภาคการเกษตรไทย เร่งสร้างเครือข่ายผู้นำภาครัฐ เอกชน เกษตรกร และภาคประชาชน ยกระดับเศรษฐกิจการเกษตร ด้วยเทคโนโลยีสมัยใหม่ ภายใต้หลักการตลาดนำการผลิตและเศรษฐกิจพอเพียงสร้างความสมดุลของทรัพยากรธรรมชาติ และความมั่นคงทางอาหาร มุ่งสู่การเกษตรวิถีใหม่ โดยมี ดร.ทองเปลว กองจันทร์ ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เข้าร่วม และมีผู้เข้ารับการอบรมฯ รวม 96 คน

ทั้งนี้ ดร.จรัลธาดา กล่าวปาฐกถาพิเศษในหัวข้อ “กษัตริย์นักเกษตร” ส่วนนายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รมว.เกษตรฯ ปาฐกถาพิเศษเปิดการฝึกอบรมหลักสูตรวิทยาการเกษตรระดับสูง (วกส.) รุ่นที่ 1 และนายธนินท์ เจียรวนนท์ ประธานอาวุโส เครือเจริญโภคภัณฑ์ ปาฐกถาพิเศษ Vision from Leader โดย ดร.ทองเปลว กล่าวถึงวัตถุประสงค์การจัดหลักสูตร วกส.ว่าเริ่มจากการ
ลงนาม MOU บันทึกข้อตกลงความร่วมมือ 3 หน่วยงาน ได้แก่ 1.สำนักงานปลัดกระทรวงเกษตรฯ 2.มูลนิธิเกษตราธิการ และ 3.สำนักงานพัฒนาการวิจัยการเกษตร (องค์การมหาชน) มีสาระสำคัญครอบคลุม 6 มิติการเรียนรู้ ได้แก่ 1.Agriculture and Cooperatives Landscape 2.Agricultural Market Mechanisms 3.Technology and Innovation 4.Current Issues for Agriculture Development 5.Research for the Future และ 6.Leadership and Sustainability

ผู้เลี้ยงไก่ยิ้มออก คนหันบริโภคเพิ่ม จากวิกฤตหมูแพง ขายได้ราคาสูงขึ้น

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/629055

วันจันทร์ ที่ 17 มกราคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

นางฉวีวรรณ คำพา นายกสมาคมส่งเสริมการเลี้ยงไก่แห่งประเทศไทยในพระบรมราชูปถัมภ์ เปิดเผยว่า ความต้องการบริโภคเนื้อไก่เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง เนื่องจากราคาถูกกว่าเนื้อหมูในขณะนี้ถึง 3 เท่า ต้องขอบคุณแทนเกษตรกรในการเลือกรับประทานเนื้อไก่ ทำให้ผู้เลี้ยงมีตลาดรองรับหลังจากต้องแบกภาระขาดทุนในช่วงการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 อย่างไรก็ดี ความต้องการเนื้อไก่ที่เพิ่มขึ้น ส่งผลให้ราคาปรับตัวเพิ่มขึ้นด้วย โดยราคาเฉลี่ยหน้าฟาร์มปรับมาอยู่ที่ 37-39 บาท/กิโลกรัม ขณะที่คนเลี้ยงมีต้นทุน 36-38 บาท/กิโลกรัม แม้จะปรับไม่มากและเป็นราคาทรงตัวตั้งแต่ปลายปี 2564 ปัจจุบันราคาไก่ทั้งตัวเฉลี่ยต่อกิโลกรัมอยู่ที่ 80 บาท อกไก่ 75 บาท น่องไก่ 65 บาท ซึ่งคาดว่าราคาน่าจะทรงตัวหรือเพิ่มขึ้นตามปริมาณความต้องการในระหว่างรอผลผลิตเนื้อหมูจากการเลี้ยงรอบใหม่อีกระยะหนึ่ง

อย่างไรก็ดี ภาคปศุสัตว์และอุตสาหกรรมการเลี้ยงสัตว์ของไทย ยังประสบกับปัญหาสำคัญคือต้นทุนวัตถุดิบอาหารสัตว์ซึ่งยังอยู่ในระดับสูง ส่งผลกระทบต่อความสามารถในการแข่งขันของประเทศไทย โดยเฉพาะช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา เกษตรกรต้องขาดทุนสะสมจากราคาวัตถุดิบอาหารสัตว์ ทั้งข้าวโพดและกากถั่วเหลือง โดยเฉพาะในปี 2564 ราคาปรับสูงขึ้นเป็นประวัติการณ์ 30-40% รวมถึงปัจจัยการผลิตและการป้องกันโรคระบาดปรับราคาสูงขึ้น ทำให้ต้นทุนการผลิตสูงตามไปด้วย ซึ่งราคาเนื้อไก่ที่ปรับขึ้นนี้จะเป็นการช่วยเหลือเกษตรกรผู้เลี้ยงให้มีต้นทุนการผลิตที่เหมาะสม สามารถดำเนินธุรกิจได้

‘มนัญญา’ใช้แตนเบียนขจัดศัตรูมะพร้าว

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/629057

วันจันทร์ ที่ 17 มกราคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

น.ส.มนัญญา ไทยเศรษฐ์ รมช.เกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยภายหลังลงพื้นที่เยี่ยมการดำเนินงานมะพร้าวแปลงใหญ่ ศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตมะพร้าว หมู่ 2 ต.หน้าเมือง อ.เกาะสมุย จ.สุราษฎร์ธานี พร้อมด้วยนายระพีภัทร์ จันทรศรีวงศ์ รองปลัดกระทรวงเกษตรฯ และคณะ ว่า จ.สุราษฎร์ธานี มีพื้นที่ทางการเกษตร 5,018,161.08 ไร่ คิดเป็น
ร้อยละ 62.13 โดยมีพืชเศรษฐกิจที่สำคัญคือ ปาล์มน้ำมัน 1,365,586 ไร่ มะพร้าว 81,550 ไร่ ทุเรียน 81,550 ไร่ โดย อ.เกาะสมุย เป็นพื้นที่การเกษตรมากที่สุด ส่วนใหญ่เป็นสวนมะพร้าว ประมาณ 28,245 ไร่ 1,883 ครัวเรือน ที่ผ่านมาเกษตรกรทำสวนมะพร้าวประสบปัญหาการระบาดของศัตรูมะพร้าวในพื้นที่ ในปี 2555 กรมวิชาการเกษตรได้รับ
งบประมาณจากกองทุนวิจัย จึงได้เริ่มเข้ามาสำรวจพื้นที่ระบาดของแมลงดำหนาม และจัดทำแผนที่การระบาด

ต่อมาได้ดำเนินการเลี้ยงและปล่อยแตน แมลงดำหนาม พร้อมทั้งถ่ายทอดเทคโนโลยีให้เกษตรกรจนสามารถเลี้ยงแตนเบียนได้เอง นอกจากนี้ ยังมีการจัดตั้งศูนย์จัดการศัตรูพืชชุมชน รวมทั้งศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตมะพร้าว อ.เกาะสมุย ขึ้นมา ส่งผลให้การระบาดของแมลงดำหนาม หนอนหัวดำ ด้วงแรด และด้วงงวงลด สำหรับศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตมะพร้าวนี้มีจุดเด่นในการปลูกพืชผสมผสานเพื่อสร้างรายได้ มีนายวิศาล บรมธนรัตน์ เป็นประธานศูนย์ฯ มีพื้นที่ปลูกมะพร้าว 5 ไร่ ผลผลิต 1,584 กิโลกรัม/ไร่ สมาชิก 51 ราย ดำเนินกิจกรรมลดต้นทุนการผลิต เน้นการใช้ปุ๋ยอินทรีย์ การปรับปรุงบำรุงดิน การป้องกันกำจัดศัตรูมะพร้าว

จากนั้น น.ส.มนัญญา ได้เยี่ยมชมนิทรรศการภายในงาน และร่วมปล่อยแตนเบียน เพื่อป้องกันศัตรูมะพร้าว รวมทั้ง
มอบใบรับมองมาตรฐานสินค้า GAP พืช และพืชอินทรีย์ ตลอดจนมอบชีวภัณฑ์ พันธุ์พืช และปัจจัยการผลิตของกรมวิชาการเกษตรให้กับเกษตรกรด้วย

กรมสหกรณ์ทำแพลตฟอร์ม ขับเคลื่อน‘เกษตรผลิต พาณิชย์ตลาด’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/629058

วันจันทร์ ที่ 17 มกราคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

นายอัชฌา สุวรรณนิตย์ รองอธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ และนางรวีพรรณ ช้างเย็นฉ่ำ รองอธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า เป็นประธานการประชุมคณะอนุกรรมการขับเคลื่อนการสร้างแพลตฟอร์มกลาง “เกษตรผลิต พาณิชย์ตลาด” ครั้งที่ 3 (1/2565) โดยมี ผอ.กองพัฒนาสหกรณ์ด้านการเกษตรและกลุ่มเกษตรกร ผอ.ศูนย์เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร ผู้เชี่ยวชาญ และผู้เกี่ยวข้องเข้าร่วมประชุม

สำหรับการประชุมคณะอนุกรรมการฯ ในครั้งนี้ ได้มีการติดตามและรับทราบรายงานผลการดำเนินงานการขับเคลื่อนการสร้างแพลตฟอร์มกลาง “เกษตรผลิต พาณิชย์ตลาด” และการผลักดันสินค้าของสหกรณ์การเกษตรนำร่องขึ้นจำหน่ายบนแพลตฟอร์มทั้งในประเทศและต่างประเทศ และการต่อยอดเป้าหมายเพิ่มเติมที่จะร่วมกันดำเนินการในปี 2565 ซึ่งการผลักดันสินค้าเกษตรจำหน่ายบนแพลตฟอร์ม Thaitrade.com และ Phenixbox.com นั้น สินค้าที่ได้รับความสนใจสูงสุด ได้แก่ ข้าวหอมมะลิ ข้าวอินทรีย์ ผลิตภัณฑ์นม ผลไม้ ซึ่งประเทศอินเดีย เป็นประเทศที่ให้ความสนใจสินค้าเกษตรเป็นอย่างมาก

นอกจากนี้ ที่ประชุมได้ร่วมกันพิจารณาการเปลี่ยนแปลงประธานคณะทำงานการสร้างแพลตฟอร์มกลาง “เกษตรผลิต พาณิชย์ตลาด” การดำเนินการต่อยอดผลักดันสินค้าเกษตรขึ้นจำหน่ายบนแพลตฟอร์ม และการจัดกิจกรรมจับคู่ธุรกิจในระยะที่ 2 เพื่อให้ภารกิจด้านการจัดแพลตฟอร์มกลางบรรลุตามวัตถุประสงค์ของยุทธศาสตร์ตลาดนำการผลิต จึงได้มีการเสนอแนวทางการต่อยอดผลักดันสินค้าเกษตรขึ้นจำหน่ายบนแพลตฟอร์ม Thaitrade.com และ Phenixbox.com และการจัดกิจกรรมจับคู่ธุรกิจในระยะที่ 2

สำหรับเป้าหมายคือ สหกรณ์และกลุ่มเกษตรกรที่มีศักยภาพ 80 ราย แบ่งเป็นกลุ่มเป้าหมายสินค้าเกษตรที่จะผลักดันต่อยอดขึ้นจำหน่ายบนแพลตฟอร์ม Thaitrade.com ได้แก่ สินค้าจากสหกรณ์การเกษตรที่มีศักยภาพ สินค้าเกษตร สินค้าสหกรณ์ สินค้าประมง และสินค้าปศุสัตว์ 10 ราย และแพลตฟอร์ม Phenixbox.com ได้แก่ สินค้าจากสหกรณ์การเกษตรที่มีศักยภาพ สินค้าเกษตร สินค้าประมง และสินค้าปศุสัตว์ที่มีความพร้อมจำหน่ายในรูปแบบ B2B (Businese-to-Businese) ภายในประเทศ 70 ราย

พร้อมกับเสนอแนวทางผลักดันต่อยอดจัดกิจกรรมอบรมเชิงปฏิบัติการ เตรียมความพร้อมด้านทักษะให้มีความรู้เพิ่มมากขึ้น กิจกรรมจับคู่ธุรกิจการค้าจากในประเทศและต่างประเทศให้กับสหกรณ์ที่นำสินค้าขึ้นจำหน่ายบนแพลตฟอร์ม Thaitrade.com และ Phenixbox.com รวมทั้งบูรณาการการทำงานร่วมกันระหว่างพาณิชย์จังหวัด สหกรณ์จังหวัด เกษตรจังหวัด ทูตพาณิชย์ ภาคเอกชน และขยายผลไปยังกลุ่มเกษตรกร กลุ่มแปลงใหญ่ และกลุ่มวิสาหกิจชุมชน อีกทั้งยังถือเป็นการผลักดันสินค้าเกษตรทางออนไลน์

‘ปศุสัตว์’ชี้ส่งออกเนื้อสุกร-ผลิตภัณฑ์หลังประกาศโรค ASF ในสุกรไม่กระทบมากนัก

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/629085

'ปศุสัตว์'ชี้ส่งออกเนื้อสุกร-ผลิตภัณฑ์หลังประกาศโรค ASF ในสุกรไม่กระทบมากนัก

วันอาทิตย์ ที่ 16 มกราคม พ.ศ. 2565, 20.28 น.

“ปศุสัตว์”ชี้การส่งออกเนื้อสุกรและผลิตภัณฑ์หลังประกาศโรค ASF ในสุกรไม่กระทบมากนัก จากทำตามข้อแนะนำของ OIE และเงื่อนไขประเทศนำเข้าอย่างเคร่งครัด

เมื่อวันที่ 16 มกราคม 2565 นายสัตวแพทย์สรวิศ ธานีโต อธิบดีกรมปศุสัตว์ กล่าวว่า หลังจากที่มีการประกาศโรค ASF ในสุกรในประเทศไทย และได้รายงานไปองค์การสุขภาพสัตว์โลก (OIE) เมื่อวันที่ 14 มกราคม 2565 นั้น เพื่อเป็นการเตรียมความพร้อมและรับมือผลกระทบด้านการส่งออกเนื้อสุกรและผลิตภัณฑ์ หลังการประกาศพบเชื้อ ASF ในสุกรในประเทศไทย จึงได้สั่งการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ศึกษาถึงผลกระทบและเงื่อนไขในการส่งออกเนื้อสุกรและผลิตภัณฑ์ของประเทศผู้นำเข้าต่างๆ เพื่อให้เกิดผลกระทบให้น้อยที่สุด โดยจากการค้นคว้าข้อมูลและตามระเบียบประเทศคู่ค้าและตามหลักมาตรฐานสากลพบว่า การส่งออกเนื้อสุกรดิบและผลิตภัณฑ์แปรรูปจากสุกร คาดการณ์ว่าจะไม่มีผลกระทบมากนัก เนื่องจากประเทศไทยมีตลาดส่งออกหลักทั้งเนื้อสุกรดิบและสุก ที่ยอมรับในการปฏิบัติตามคำแนะนำของ OIE และเงื่อนไขของประเทศผู้นำเข้าที่กำหนด โดยตลาดส่งออกหลักของเนื้อสุกรดิบคือฮ่องกง ส่วนเนื้อสุกรสุกหรือผลิตภัณฑ์แปรรูปจากสุกร ตลาดหลักคือ ญี่ปุ่นและฮ่องกง ซึ่งการส่งออกในกรณีที่ประเทศมีการระบาดของโรค ASF ในสุกร นั้นจะพิจารณาตามข้อแนะนำ OIE และเงื่อนไขประเทศผู้นำเข้าที่กำหนดไว้เป็นการเฉพาะ เช่น เป็นการห้ามทั้งประเทศ หรือ ห้ามเป็นพื้นที่ หรือห้ามเป็นฟาร์ม โดยมีข้อกำหนด ดังนี้

1. การส่งออกเนื้อสุกรดิบ สำหรับบางประเทศที่ไม่ได้ห้ามนำเข้า กรมศุสัตว์จะอนุญาตให้ส่งออกต่อเนื่อง โดยมีการควบคุมการผลิตเนื้อสุกร ไม่ให้มีเชื้อ ASF ในสุกรปนเปื้อนในกระบวนการผลิต เช่น การกำหนดให้แหล่งที่มาของสุกร ต้องมาจากฟาร์มมาตรฐาน GAP มีการตรวจหาเชื้อ ASF ในสุกรมีชีวิตก่อนส่งโรงฆ่า และได้รับอนุญาตให้เคลื่อนย้ายโดยเป็นไปตามแนวทางข้อกำหนดของกรมปศุสัตว์ และในโรงฆ่าสัตว์เพื่อการส่งออกจะมีสุ่มเก็บตัวอย่างเนื้อสุกรทุกฟาร์ม (100%) เพื่อเฝ้าระวังเชื้อ ASF ในสุกรปนเปื้อนก่อนอนุญาตให้ส่งออก หรือนำไปแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์อาหารของคน หรืออาหารสัตว์เลี้ยง

2. สำหรับผลิตภัณฑ์เนื้อสุกรปรุงสุก OIE ได้กำหนดเงื่อนไขการทำลายเชื้อไวรัส ASF ในสุกร ดังนี้ การทำลายเชื้อไวรัส ASF ในเนื้อสุกรต้องผ่านความร้อน 70 องศาเซลเซียส ระยะเวลาอย่างน้อย 30 นาที หรือ อาหารกระป๋อง F0≥ 3 หรือเนื้อสุกรผ่านการหมักด้วยเกลือและตากแห้งอย่างน้อย 6 เดือน และใน casing จากสุกรต้องหมักเกลือหรือน้ำเกลือ (Aw < 0.8) หรือสารประกอบเกลือฟอสเฟต 86.5%NaCl + 10.7%Na2HPO4 + 2.8%Na3PO4 เป็นระยะเวลาอย่างน้อย 30 วัน

3. ในกรณีที่บางประเทศมีการกำหนดเงื่อนไขการนำเข้าเป็นการเฉพาะ กรมปศุสัตว์จะเร่งเจรจากับหน่วยงานที่รับผิดชอบของประเทศนั้นๆ เพื่อขอส่งสินค้าเนื้อสุกรปรุงสุกหรือผลิตภัณฑ์แปรรูปจากสุกร ให้ได้อย่างต่อเนื่อง เช่น สำหรับส่งออกเนื้อสุกรและผลิตภัณฑ์แปรรูปผ่านความร้อน ประเทศสิงคโปร์มีข้อกำหนดต้องมาจากประเทศที่ต้องปลอดจากโรค ASF ในสุกรอย่างน้อย 3 เดือน ก่อนวันเชือดและวันส่งออก ประเทศฟิลิปปินส์กำหนดห้ามการนำเข้าเนื้อสุกรและผลิตภัณฑ์จากประเทศที่มีรายงานโรค ASF ในสุกร สำหรับการส่งออกเนื้อสุกรแช่เย็น/แช่แข็ง ในฮ่องกงมีข้อกำหนดเนื้อสุกรต้องมาจากสุกรมีชีวิตในพื้นที่ปลอดจากโรค swine fever ในช่วง 12 เดือนที่ผ่านมา ตาม Health certificate ในอินเดียกำหนดให้ต้องมาจากประเทศที่ต้องปลอดจากโรค ASF ในสุกรหรือสำหรับประเทศที่พบ ASF ในสุกรหากมีแผนเฝ้าระวังและมีการกำหนดพื้นที่ปลอดโรคตาม OIE สามารถส่งออกเนื้อสุกรสดได้ เป็นต้น

4. สำหรับการส่งออกเนื้อสุกรดิบ และสินค้าเนื้อสุกรปรุงสุกหรือผลิตภัณฑ์แปรรูปจากสุกร ในปี 2565 จะพิจารณาจากท่าทีและเงื่อนไขของประเทศผู้นำเข้าที่จะมีการกำหนดเพิ่มเติมอย่างไร และปัจจัยอื่นๆ เช่น สถานการณ์โควิด-19 โดยคาดการณ์ว่าในปี 2565 การส่งออกน่าจะมีปริมาณใกล้เคียงกับปีที่ผ่านมาโดยส่งออกประมาณ 23,000 ตัน มูลค่า 3,646 ล้านบาท

สำหรับการส่งออกสุกรมีชีวิตนั้น เพื่อเป็นการแก้ปัญหาราคาเนื้อหมูแพง ภาครัฐได้มีการแก้ปัญหาโดยมาตรการระยะเร่งด่วนกระทรวงพาณิชย์ โดยคณะกรรมการกลางว่าด้วยราคาสินค้าและบริการได้ประกาศห้ามส่งออกสุกรมีชีวิตไปนอกราชอาณาจักรเป็นเวลา 3 เดือน (6 มกราคม – 5 เมษายน 2565) ซึ่งหลังจากนี้จะมีการพิจารณาถึงแนวทางให้เหมาะสมตามสถานการณ์ต่อไป – 006

สั่งปศุสัตว์ทั่วประเทศ ตั้งวอร์รูมการระบาดโรคASFในสุกร

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/628922

สั่งปศุสัตว์ทั่วประเทศ ตั้งวอร์รูมการระบาดโรคASFในสุกร

วันเสาร์ ที่ 15 มกราคม พ.ศ. 2565, 21.45 น.

วันที่ 15 มกราคม2565 นายสัตวแพทย์สรวิศ ธานีโต อธิบดีกรมปศุสัตว์สั่งการปศุสัตว์เขตทั่วประเทศตั้ง warroom โดยเริ่มตั้งแต่วันที่15 มกราคม 2565 เป็นต้นไปเพื่อเฝ้าระวังติดตามสถานการณ์การและแก้ไขปัญหาการระบาดโรคASFในสุกร  พร้อมด้วย คณะผู้บริหารและเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมประจำการในครั้งนี้

กรมปศุสัตว์ขับเคลื่อนงานตามนโยบายนายกรัฐมนตรีเพื่อเร่งดำเนินการตามมาตรการควบคุมโรคของกรมปศุสัตว์อย่างเคร่งครัด โดยอธิบดีกรมปศุสัตว์สั่งการให้ทุกเขตและจังหวัดจัดตั้ง WARROOM เพื่อสื่อสารข้อมูลกับประชาชนและรายงานการดำเนินงานทุกวันต่อผู้บริหารอย่างทันท่วงทีซึ่งเป็นการเฝ้าระวังติดตามสถานการณ์รวมถึงการรายงานข้อมูลข่าวสารจากภูมิภาคให้ส่วนกลางเพื่อเร่งแก้ไขปัญหาและนอกจากนี้อธิบดีสั่งการให้ทุกพื้นที่มีการบังคับใช้กฎหมายในการควบคุมป้องกันและการเคลื่อนย้ายสัตว์ต้องโปร่งใส ไม่มีการสร้างเงื่อนไข และให้คำนึงถึงผลประโยชน์ของเกษตรกรเป็นหลักนั้นสำหรับ warroom ส่วนกลางตั้งอยู่ที่กรมปศุสัตว์โดยมีคณะผู้บริหารและเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องประจำการจนกว่าสถานการณ์จะคลี่คลาย
 

กระทรวงเกษตรฯ เปิดการฝึกอบรมหลักสูตรวิทยาการเกษตรระดับสูง (วกส.) รุ่นที่ 1

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/628839

กระทรวงเกษตรฯ เปิดการฝึกอบรมหลักสูตรวิทยาการเกษตรระดับสูง (วกส.) รุ่นที่ 1

วันเสาร์ ที่ 15 มกราคม พ.ศ. 2565, 14.38 น.

กระทรวงเกษตรฯ เปิดการฝึกอบรมหลักสูตรวิทยาการเกษตรระดับสูง (วกส.) รุ่นที่ 1 มุ่งเป้าเพิ่ม GDP ภาคการเกษตร ไทย  เร่งสร้างเครือข่ายผู้นำภาครัฐ เอกชน เกษตรกร และภาคประชาชน 
ยกระดับเศรษฐกิจการเกษตร ด้วยเทคโนโลยีสมัยใหม่ ภายใต้หลักการตลาดนำการผลิตและเศรษฐกิจพอเพียง สร้างความสมดุลของทรัพยากรธรรมชาติ และความมั่นคงทางอาหาร มุ่งสู่การเกษตรวิถีใหม่​
 
วันที่ 14 มกราคม 2565 กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดการฝึกอบรมหลักสูตรวิทยาการเกษตรระดับสูง (วกส.) รุ่นที่ 1 (Agriculture and Cooperatives Executive Program : ACE) ณ ศูนย์น้ำอัจฉริยะ กรมชลประทาน (สามเสน) 

โดย ดร.จรัลธาดา กรรณสูต องคมนตรีในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดิทรเทพยวรางกูร เป็นประธานพิธีเปิดการอบรม และปาฐกถาพิเศษในหัวข้อ “กษัตริย์นักเกษตร” 

ดร.เฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ปาฐกถาพิเศษ เปิดการฝึกอบรมหลักสูตรวิทยาการเกษตรระดับสูง (วกส.) รุ่นที่ 1

คุณธนินท์ เจียรวนนท์ ประธานอาวุโส เครือเจริญโภคภัณฑ์ปาฐกถาพิเศษ Vision from Leader: 

ดร.ทองเปลว กองจันทร์ ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์   กล่าวถึงวัตถุประสงค์การจัดหลักสูตร วกส ที่เริ่มต้นจาก การลงนาม MOU บันทึกข้อตกลงความร่วมมือ 3 หน่วยงาน ได้แก่ 1.สำนักงานปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ 2. มูลนิธิเกษตราธิการ และ 3. สำนักงานพัฒนาการวิจัยการเกษตร (องค์การมหาชน)

และได้อธิบายถึงสาระสำคัญของหลักสูตร วกส ที่ครอบคลุม 6 มิติการเรียนรู้ ได้แก่ 1. Agriculture and Cooperatives Landscape 2. Agricultural Market Mechanisms 3. Technology and Innovation 4. Current Issues for Agriculture Development 5. Research for the Future และ 6. Leadership and Sustainability

พร้อมแสดงความยินดีกับผู้เข้ารับการฝึกอบรม วกส รุ่นที่ 1 จำนวน 96 คน ( เข้าร่วมอบรมแบบ Hybrid ทั้ง On Site และ On Line ) ภายใต้มาตรการป้องกันโควิด 19 อย่างเคร่งครัด

อธิบดีปศุสัตว์เรียกสั่งการด่วน เข้มมาตรการควบคุมโรค เร่งเยียวยาเกษตรกร

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/628805

อธิบดีปศุสัตว์เรียกสั่งการด่วน  เข้มมาตรการควบคุมโรค เร่งเยียวยาเกษตรกร

วันศุกร์ ที่ 14 มกราคม พ.ศ. 2565, 22.11 น.

อธิบดีปศุสัตว์รับนโยบายนายก เรียกประชุมสั่งการด่วนทุกพื้นที่เข้มมาตรการควบคุมโรค พร้อมประสานงานทุกภาคส่วน เร่งเยียวยาช่วยเหลือเกษตรกรโดยลดผลกระทบให้น้อยที่สุด

นายสัตวแพทย์สรวิศ ธานีโต อธิบดีกรมปศุสัตว์ เปิดเผยว่า ตามที่ประเทศไทยได้ประกาศพบโรค ASF ในสุกร ท่านพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี มีความห่วงใยอย่างมากได้เรียกประชุมด่วนเพื่อเร่งแก้ปัญหาโรคระบาดหมู โดยได้มอบนโยบายให้กรมปศุสัตว์เร่งตรวจสอบการขึ้นทะเบียนเกษตรเจ้าของฟาร์มผู้เสียหายให้ครอบคลุมทั้งรายย่อยและรายใหญ่  โดยให้ประสานความร่วมมือไปยังกระทรวงมหาดไทย องค์การปกครองส่วนท้องถิ่น กำนัน ผู้ใหญ่บ้านในพื้นที่ และให้กรมปศุสัตว์ลงพื้นที่ตรวจสอบคุณภาพการเลี้ยงสุกร ทั้งโรงฆ่าสัตว์ และเขียงหมูโดยเร็ว รวมทั้งให้ปศุสัตว์จังหวัดและสัตวแพทย์ ติดตามพื้นที่ที่มีการระบาดของโรคเพื่อเร่งสอบสวนหาสาเหตุเพื่อควบคุมโรคได้โดยเร็ว และให้เพิ่มช่องทางและเน้นการประชาสัมพันธ์สื่อสารข้อมูลเพื่อสร้างความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้องแก่เกษตรกรผู้เลี้ยงหมู รวมทั้งการช่วยเหลือเยียวยาเกษตรกรผู้เสียหาย เพื่อลดผลกระทบและความเสียหายแก่เกษตรกรและอุตสาหกรรมการผลิตสุกรให้เกิดขึ้นน้อยที่สุด นั้น

กรมปศุสัตว์เร่งดำเนินการทันทีตามนโยบายนายกรัฐมนตรี ได้ประชุมด่วนทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องหลังจากประชุมกับนายกรัฐมนตรีในวันนี้ (14 ม.ค.65) ทันที ทั้งส่วนกลางและภูมิภาคทั่วประเทศผ่านระบบออนไลน์ ประกอบด้วยสำนักงานปศุสัตว์เขต 1-9 สำนักงานปศุสัตว์จังหวัดทุกจังหวัด ด่านกักกันสัตว์ สำนักควบคุม ป้องกันและบำบัดโรคสัตว์ กองสารวัตรและกักกัน สำนักพัฒนาระบบและรับรองมาตรฐานสินค้าปศุสัตว์ สำนักพัฒนาพันธุ์สัตว์ สำนักพัฒนาอาหารสัตว์ สถาบันสุขภาพสัตว์แห่งชาติ ศูนย์วิจัยและพัฒนาการสัตวแพทย์ เป็นต้น เพื่อเร่งดำเนินการตามนโยบายนายกรัฐมนตรีและดำเนินการตามมาตรการควบคุมโรคของกรมปศุสัตว์อย่างเคร่งครัด โดยได้สั่งการให้ทุกเขตและจังหวัดจัดตั้ง WARROOM เพื่อสื่อสารข้อมูลกับประชาชนและรายงานการดำเนินงานทุกวันต่อผู้บริหารอย่างทันท่วงที ทุกพื้นที่ให้การบังคับใช้กฎหมายในการควบคุมป้องกันและการเคลื่อนย้ายสัตว์ต้องโปร่งใส ไม่มีการสร้างเงื่อนไข และให้คำนึงถึงผลประโยชน์ของเกษตรกรเป็นหลัก ไม่สร้างความเดือดร้อนหรือภาระค่าใช้จ่ายเพิ่มแก่เกษตรกร สำรวจการขึ้นทะเบียนเกษตรกรผู้เลี้ยงหมูและปริมาณหมูที่คงเหลือในระบบ พร้อมทั้งสำรวจปริมาณความต้องการประชาชนต่อการบริโภคและใช้เนื้อหมูในประเทศ รวมทั้งปริมาณการส่งออก เพื่อนำข้อมูลที่ได้มาวิเคราะห์บริหารจัดการแก้ไขปัญหาความต้องการสุกรทั้งระบบ ให้ศึกษาการเพิ่มผลผลิตสุกรแม่พันธุ์และลูกหมูในระบบการเลี้ยงที่มีความปลอดภัยทางชีวภาพและการช่วยเหลือบริการเกษตรกรผู้เลี้ยงรายย่อยและรายเล็ก การช่วยเหลือด้านอาหารสัตว์และศึกษาวิจัยด้านอาหารสัตว์เพื่อเป็นการลดต้นทุนในการผลิต การร่วมมือกับหน่วยงานต่างๆ เช่น พาณิชย์ในการตรวจสอบห้องเย็น เพื่อป้องกันการกักตุนสินค้าในช่วงเทศกาลตรุษจีนที่กำลังจะมาถึง การรายงานโรคตามระบบรายงานโรคระบาดในสุกรให้ดำเนินการตามมาตรการที่แจ้ง

โดยจังหวัดที่พบโรคให้รีบรายงานแจ้งไปยังผู้ว่าราชการและส่วนกลางทันที บูรณาการกับหน่วยงานในพื้นที่เพื่อสอบสวนโรคทางระบาดวิทยาและหาสาเหตุเพื่อควบคุมโรคโดยเร็ว ทำการประเมินความเสี่ยงและการตรวจสอบให้แน่ใจว่าปลอดเชื้อโรค ASF ในสุกรก่อนทำการลงเลี้ยงรอบใหม่ และสิ่งสำคัญที่สุดคือการผลักดันให้เกษตรกรผู้เลี้ยงรายย่อยทำการเลี้ยงโดยปรับปรุงฟาร์มให้มีระบบความปลอดภัยทางชีวภาพให้ได้มากที่สุด เพื่อเป็นการป้องกันโรคเข้าฟาร์มได้ดีที่สุดเนื่องจากโรคนี้ไม่มีวัคซีนและยารักษาที่จำเพาะ โดยทำฟาร์มที่มีระบบการป้องกันโรคและการเลี้ยงสัตว์ที่เหมาะสม (GFM: Good Farming Management) เพื่อเป็นการลดความเสียหายสามารถป้องกันการเกิดโรคได้และเป็นการเตรียมความพร้อมก่อนเพื่อยกระดับเป็นฟาร์มที่มีการปฏิบัติทางการเกษตรที่ดี (Good Agricultural Practices: GAP) และการรายงานผลตรวจโรคหากตรวจพบผลบวกต่อเชื้อ ASF ในสุกรให้ในใบรายงานผลเพิ่มข้อแนะนำและมาตรการดำเนินการให้เกษตรกรทราบเพื่อจะได้ดำเนินการได้ถูกต้องเพื่อลดความเสียหายจากการแพร่กระจายโรคด้วย

ทั้งนี้ ขอย้ำให้ทุกเขตทุกจังหวัดทำการสื่อสารสร้างความรู้ความเข้าใจกับเกษตรกรรายย่อยให้ปรับปรุงฟาร์มให้มีความปลอดภัยทางชีวภาพซึ่งเป็นสิ่งสำคัญมากในการป้องกันโรค หากพบโรคให้จังหวัดรายงานและดำเนินการสอบสวนทันทีถ้าไม่ทำตามจะถือว่ามีความผิดละเลยการปฏิบัติงานในหน้าที่ การปฏิบัติงานและการรายงานของ WARROOM ในทุกเขตและจังหวัดให้ดำเนินการทุกวันไม่เว้นแม้ในวันหยุดราชการและเสาร์-อาทิตย์จนกว่าสถานการณ์โรคจะคลี่คลาย พร้อมเร่งช่วยเหลือเยียวยาให้บริการเกษตรกรและจ่ายเงินชดใช้ค่าเสียหายจากการทำลายสุกรเพื่อป้องกันโรคโดยเร็ว โดยขอให้ทุกคนร่วมมือกันเพื่อผ่านสถานการณ์นี้ไปได้ การดำเนินงานทุกอย่างให้คำนึงถึงผลประโยชน์ของประชาชน ส่วนรวมและประเทศชาติเป็นสำคัญ อธิบดีกรมปศุสัตว์กล่าวทิ้งท้าย

‘กรมชลประทาน’แจงปมเก็บค่าน้ำเพื่อการเกษตร แค่กรอบตัวอย่างเพื่อรับฟังความเห็น จาก 4 ภาค

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/628784

‘กรมชลประทาน’แจงปมเก็บค่าน้ำเพื่อการเกษตร แค่กรอบตัวอย่างเพื่อรับฟังความเห็น จาก 4 ภาค

วันศุกร์ ที่ 14 มกราคม พ.ศ. 2565, 19.40 น.

14 ม.ค.2565 นายประพิศ จันทร์มา อธิบดีกรมชลประทาน กล่าวชี้กรณีมีการเปิดรับฟังความคิดเห็น ร่างพระราชบัญญัติการชลประทานหลวง พ.ศ. …. เมื่อวันที่ 12มกราคม 2565 เป็นประเด็นเกี่ยวกับการจัดเก็บค่าชลประทาน ตามหลักการในพระราชบัญญัติการชลประทานหลวง พุทธศักราช 2485 และที่แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 4) พ.ศ. 2518 มาตรา 8 กำหนดให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์มีอำนาจในการออกกฎกระทรวงเพื่อเรียกเก็บค่าชลประทานจากผู้ใช้น้ำทั้งในภาคเกษตรกรรมและนอกภาคเกษตรกรรม ว่าปัจจุบันยังไม่มีการเรียกเก็บค่าชลประทานในภาคเกษตรกรรมซึ่งให้เรียกเก็บได้ไม่เกินไร่ละห้าบาทต่อปีเนื่องจากไม่มีกฎกระทรวงเรียกเก็บแต่อย่างใด มีแต่เพียงกฎกระทรวงที่ให้อำนาจรองรับในการจัดเก็บค่าชลประทานเฉพาะนอกภาคเกษตรกรรม ได้แก่ ภาคอุตสาหกรรม การประปา และกิจการอื่น เป็นต้น ในอัตราลูกบาศก์เมตรละ 50 สตางค์ 

นายประพิศ กล่าวว่า เนื่องจากทางน้ำชลประทานตามกฎหมายว่าด้วยการชลประทานหลวงเป็นทรัพยากรน้ำสาธารณะตามพระราชบัญญัติทรัพยากรน้ำ พ.ศ. 2561 กำหนดแบ่งทรัพยากรน้ำสาธารณะออกเป็น 3 ประเภท ได้แก่ ประเภทที่หนึ่ง การใช้ทรัพยากรน้ำสาธารณะเพื่อการดำรงชีพ การอุปโภคบริโภคในครัวเรือน การเกษตรหรือการเลี้ยงสัตว์เพื่อยังชีพ การอุตสาหกรรมในครัวเรือนการรักษาระบบนิเวศน์ จารีตประเพณี การบรรเทาสาธารณภัย การคมนาคม และการใช้น้ำในปริมาณเล็กน้อย , ประเภทที่สองการใช้ทรัพยากรน้ำสาธารณะเพื่อการอุตสาหกรรม อุตสาหกรรมการท่องเที่ยว การผลิตพลังงานไฟฟ้า การประปาและกิจการอื่น และประเภทที่สามการใช้ทรัพยากรน้ำสาธารณะเพื่อกิจการขนาดใหญ่ที่ใช้น้ำปริมาณมาก หรืออาจก่อให้เกิดผลกระทบข้ามลุ่มน้ำหรือครอบคลุมพื้นที่อย่างกว้างขวาง ทั้งนี้ ในการใช้น้ำประเภทที่หนึ่งไม่ต้องขออนุญาตใช้น้ำและไม่ต้องชำระค่าใช้น้ำ ส่วนการใช้น้ำประเภทที่ 2 และประเภทที่ 3 จะต้องขออนุญาตใช้น้ำและชำระค่าใช้น้ำตามหลักเกณฑ์การกำหนดอัตราค่าใช้น้ำสำหรับการใช้น้ำประเภทที่สองและการใช้น้ำประเภทที่สาม ซึ่งนายกรัฐมนตรีโดยความเห็นชอบของคณะกรรมการลุ่มน้ำจะได้ออกกฎกระทรวงกำหนดต่อไป 

ดังนั้น กรมชลประทานจึงต้องดำเนินการแก้ไขปรับปรุงพระราชบัญญัติการชลประทานหลวง พุทธศักราช 2485 ในประเด็นที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้มีความสอดคล้องกับอัตราการจัดเก็บค่าใช้น้ำตามพระราชบัญญัติทรัพยากรน้ำพ.ศ. 2561 
ส่วนในประเด็นการร่วมทุนระหว่างรัฐและเอกชนตามพระราชบัญญัติการร่วมลงทุนระหว่างรัฐและเอกชน พ.ศ. 2562 เป็นการกำหนดหลักการขึ้นมาเพื่อรองรับตามแผนการปฏิรูปประเทศด้านทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ซึ่งคณะกรรมการปฏิรูปประเทศได้กำหนดให้กรมชลประทานดำเนินการศึกษาความเป็นได้ในการร่วมลงทุนระหว่างรัฐและเอกชน 

อย่างไรก็ตาม ตามหลักการในร่างพระราชบัญญัติการชลประทานหลวง พ.ศ. …. เป็นเพียงกรอบตัวอย่างเบื้องต้นเพื่อนำไปรับฟังความคิดเห็นเท่านั้น ซึ่งทางมูลนิธิสถาบันวิจัยกฎหมายในฐานะผู้รับจ้างในการแก้ไขกฎหมายต้องสรุปภาพรวมของการรับฟังความคิดเห็นทั้ง 4 ภาค เสนอกรมชลประทานเพื่อพิจารณาให้เป็นไปตามสัญญาจ้างแก้ไขปรับปรุงพระราชบัญญัติการชลประทานหลวง ก่อนที่จะส่งมอบรายงานฉบับสมบูรณ์ เพื่อดำเนินการตามขั้นตอนในการยกร่างแก้ไขกฎหมายต่อไป โดยจะมีการพิจาณาอย่างละเอียดรอบคอบเพื่อรักษาผลประโยชน์ของพี่น้องเกษตรกรและในทุกภาคส่วนต่อไป