เดินหน้าท่องเที่ยวเชิงเกษตรสู้โควิด

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/629537

วันพุธ ที่ 19 มกราคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

นายอำพันธุ์ เวฬุตันติ รองปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวภายหลังเป็นประธานการประชุมหารือแนวทางการขับเคลื่อนฟื้นฟูการท่องเที่ยว ภายใต้สุขอนามัย “Safe and Sealed Travel” ร่วมกับผู้แทนสมาคมไทยบริการท่องเที่ยว และผู้แทนกรมส่งเสริมการเกษตร ว่าจากสถานการณ์การระบาดของไวรัสโควิด-19 ส่งผลต่อธุรกิจการท่องเที่ยวผู้แทนสมาคมฯ จึงขอเข้าพบผู้บริหารกระทรวงเกษตรฯ เพื่อหารือแนวทางการขับเคลื่อนการฟื้นฟูการท่องเที่ยวที่ได้รับผลกระทบ

ทั้งนี้ กระทรวงเกษตรฯ สนับสนุนเรื่องข้อมูลท่องเที่ยวเชิงเกษตร ที่ได้ดำเนินการส่งเสริมและพัฒนาผ่านหน่วยงานในสังกัด 15 หน่วยงาน กว่า 400 แหล่งท่องเที่ยวเชิงเกษตร เพื่อเป็นข้อมูลให้กับสมาคมไทยบริการท่องเที่ยว ได้รับทราบและเป็นข้อมูลไปเผยแพร่ ประชาสัมพันธ์ และเชื่อมโยงกับธุรกิจการท่องเที่ยวของสมาชิกที่เป็นผู้ประกอบการกว่า 800 รายทั่วประเทศ

สำหรับการหารือในครั้งนี้ ถือเป็นโอกาสที่ดีที่กระทรวงเกษตรฯ จะได้ช่วยผลักดันการสร้างการรับรู้ในวงกว้างอีกทั้งยังเป็นช่องทางให้แหล่งท่องเที่ยวทางการเกษตรเป็นหนึ่งในสถานที่ที่นักท่องเที่ยวต้องเข้าไปเยี่ยมชมและเรียนรู้ ซึ่งคาดหวังว่าจะสามารถสร้างรายได้เสริมให้กับเกษตรกรและชุมชนได้เป็นอย่างดี สำหรับผู้สนใจสามารถดาวน์โหลดข้อมูลจากแอปพลิเคชั่น “ท่องเที่ยวเชิงเกษตร” ของกรมส่งเสริมการเกษตร เพื่อสืบค้นข้อมูลเพิ่มเติมเพื่อการท่องเที่ยวเชิงเกษตรต่อไป

‘อธิบดีปศุสัตว์’สั่งเข้ม 3 ข้อ ไขลานทุกจว.เร่งส่งยอดผู้เลี้ยง-จำนวนสุกรด่วนที่สุด

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/629573

‘อธิบดีปศุสัตว์’สั่งเข้ม 3 ข้อ ไขลานทุกจว.เร่งส่งยอดผู้เลี้ยง-จำนวนสุกรด่วนที่สุด

วันอังคาร ที่ 18 มกราคม พ.ศ. 2565, 21.48 น.

‘อธิบดีปศุสัตว์’สั่งเข้ม 3 ข้อ ไขลานทุกจว.เร่งส่งยอดผู้เลี้ยง-จำนวนสุกรด่วนที่สุด ขีดเส้น21ม.ค.ต้องจบ

18 มกราคม 2565 นายสัตวแพทย์สรวิศ ธานีโต อธิบดีกรมปศุสัตว์ เปิดเผยว่า ตามที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี มีบัญชาให้กรมปศุสัตว์ดำเนินการสำรวจจำนวนผู้เลี้ยงและจำนวนสุกรอย่างเร่งด่วน เพื่อให้ได้ข้อมูลที่ถูกต้องและครบถ้วน สามารถตรวจสอบย้อนกลับได้ สำหรับนำไปใช้ในการแก้ไขปัญหาราคาสุกรในทิศทางที่ถูกต้องและรวดเร็วนั้น กรมฯโดย สคบ.ได้แจ้งให้ทุกจังหวัดทำการสำรวจข้อมูลจำนวนผู้เลี้ยง-สุกร ทุกราย และข้อมูลอื่นๆที่เกี่ยวข้อง เป็นกรณีเร่งด่วน แล้วส่งกลับ สคบ.ภายในวันที่ 15 มกราคม 2565  

อย่างไรก็ตาม จากการการตรวจสอบของ สคบ. พบว่า ได้รับข้อมูลจากพื้นที่ยังไม่ครบถ้วน ซึ่งเรื่องดังกล่าวเป็นเรื่องเร่งด่วนที่มีการติดตามของนายกรัฐมนตรี ซึ่งได้สั่งการเพิ่มเติมในการประชุม ครม.วันนี้ (18 มกราคม 2565) อีกครั้งหนึ่ง ดังนั้นทาง รมว.เกษตรและสหกรณ์ จึงได้สั่งการให้กรมฯเร่งรัดการสำรวจข้อมูลดังกล่าวให้แล้วเสร็จโดยเร็วที่สุด ในกรณีที่ปรากฏว่าจังหวัดใดไม่ให้ความร่วมมือ ส่งข้อมูลไม่ทันตามที่กำหนด หรือส่งข้อมูลที่ไม่ถูกต้อง ขาดความรับผิดชอบ ให้อธิบดีกรมปศุสัตว์พิจารณาดำเนินการในขั้นเด็ดขาดในคำสั่งทางการปกครอง ถือว่าเป็นหัวหน้าส่วนราชการที่ไม่มีความสามารถในการแก้ไขปัญหาของประเทศชาติอย่างทุ่มเทตั้งใจเต็มที่ จึงขอให้ทุกจังหวัดดำเนินการ ดังนี้

1. กรณีที่ส่งข้อมูลให้ สคบ. แล้ว ให้ทำการสอบทานความครบถ้วนและถูกต้องของข้อมูลอีกครั้ง พร้อมยืนยันภายในกำหนด 21 มกราคม 2565 (เวลา 12.00 น.)

2. กรณีที่ยังดำเนินการไม่แล้วเสร็จ ขอให้เร่งรัดดำเนินการให้ครบถ้วนและถูกต้อง พร้อมส่งข้อมูลให้ สคบ. ภายในวันที่ 21 มกราคม 2565 (ก่อนเวลา 12.00 น.)

3. ขอเน้นย้ำว่าข้อมูลที่ถูกต้องและตรวจสอบย้อนกลับได้และต้องรับผิดชอบในข้อมูลของจังหวัดตัวเองเป็นสิ่งที่อยู่ในความสนใจอย่างมากของผู้บริหารระดับสูง จึงขอให้ทุกท่านให้ความสำคัญอย่างยิ่งยวด ในการดำเนินการด้วยความรับผิดชอบสูงสุด

เกษตรกรกัดฟันรักษาระดับราคาหมูหน้าฟาร์ม 110 บาท เผยผลผลิตหายจากระบบ50%

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/629453

เกษตรกรกัดฟันรักษาระดับราคาหมูหน้าฟาร์ม 110 บาท เผยผลผลิตหายจากระบบ50%

วันอังคาร ที่ 18 มกราคม พ.ศ. 2565, 15.33 น.

เกษตรกรกัดฟันรักษาระดับราคาหมูหน้าฟาร์ม 110 บาท เผยผลผลิตหายจากระบบ50%

18 มกราคม 2565 รายงานข่าวจากสมาคมผู้เลี้ยงสุกรแห่งชาติ ประกาศราคาแนะนำสุกรขุนมีชีวิตหน้าฟาร์ม วันพระที่ 17 มกราคม 2565 โดยเกษตรกรทั่วประเทศ ทั้งภาคตะวันตก ภาคตะวันออก ภาคอีสาน ภาคเหนือ และภาคใต้ ร่วมกันยืนราคาสุกรที่ 110 บาทต่อกิโลกรัม ต่อเนื่องเป็นสัปดาห์ที่ 2 เพื่อไม่ให้เป็นการเพิ่มภาระผู้บริโภค โดยราคาจำหน่ายปลีกเนื้อสุกร ชิ้นส่วนสะโพก หัวไหล่ ในห้างค้าปลีก ราคาอยู่ที่ 175-185 บาทต่อกิโลกรัม

ขณะที่โครงการพาณิชย์ลดราคา ขายหมูเนื้อแดงกิโลกรัมละ 150 บาท ปัจจุบันดำเนินการกระจายในหลายพื้นที่ทั่วประเทศ โดยสมาชิกสมาคมผู้เลี้ยงสุกรแห่งชาติ ทั้งผู้ประกอบการรายใหญ่และรายกลาง ให้ความร่วมมือในการนำผลิตภัณฑ์เนื้อสุกร ร่วมสนับสนุนโครงการฯ เพื่อกระจายเนื้อสุกรราคาประหยัดช่วยบรรเทาค่าครองชีพประชาชนให้มากที่สุด

สำหรับสถานการณ์การผลิตสุกรในปัจจุบัน พบว่า แม่พันธุ์สุกร ลูกสุกร และสุกรขุน หายไปจากระบบมากกว่า 50% จากการที่เกษตรกรเลิกเลี้ยงและหยุดการเลี้ยงไปเกินกว่าครึ่งหนึ่งของประเทศ จากจำนวน 2 แสนราย เหลือเพียง 8 หมื่นราย เนื่องจากความไม่มั่นใจในสถานการณ์ของอุตสาหกรรม ประกอบกับเกษตรกรต้องแบกรับภาระขาดทุนสะสมตลอด 3 ปีที่ผ่านมา ขณะเดียวกันยังมีปัญหาโรคระบาดในสุกร ความเสียหายจากภาวะน้ำท่วม และต้นทุนการผลิตที่สูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง จากราคาวัตถุดิบอาหารสัตว์ที่เพิ่มขึ้น และการป้องกันโรคอย่างเข้มงวด ที่ต้องใช้เงินลงทุนจำนวนมาก ทำให้ผู้เลี้ยงมีต้นทุนแฝงสูงถึง 500 บาทต่อตัว

ทั้งนี้ จากกลไกตลาด ที่ปริมาณผลผลิตหมูไม่เพียงพอต่อความต้องการบริโภคที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ทำให้ราคาสุกรเพิ่งจะปรับขึ้นมาในช่วง 1 เดือนเท่านั้น ราคาที่จำหน่ายขณะนี้ ผู้เลี้ยงพอจะคุ้มทุนบ้าง แต่ไม่ได้มีกำไรเหลือมากมาย เพราะต้นทุนการเลี้ยงเพิ่มขึ้นทั้งหมด เกษตรกรแค่พอมีรายได้ใช้หนี้คงค้างและมีทุนในการเลี้ยงสุกรรุ่นต่อไปเท่านั้น โดยเกษตรกรร่วมกันรักษาระดับราคาสุกรหน้าฟาร์มไว้เช่นนี้ไปอีกระยะหนึ่ง เพื่อช่วยลดค่าครองชีพของผู้บริโภคและช่วยให้ตลาดปรับตัวได้ นอกจากนี้ เกษตรกรไม่เห็นด้วยกับแนวคิดการนำเข้าเนื้อหมู เนื่องจากเป็นการซ้ำเติมปัญหา กระทบกับภาวะราคาตกต่ำจากผลผลิตล้นตลาด และยังลดแรงจูงใจของเกษตรกรผู้เลี้ยงที่กำลังจะกลับเข้าระบบ กลายเป็นอุปสรรคในการแก้ปัญหาซัพพลายสุกรที่ภาครัฐกำลังเร่งดำเนินการอยู่

ทางรอดภัยแล้ง ชป.ชวนแกล้งข้าว ทำนา ‘เปียกสลับแห้ง’ ช่วยประหยัดน้ำ เพิ่มผลผลิต

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/629443

ทางรอดภัยแล้ง ชป.ชวนแกล้งข้าว ทำนา 'เปียกสลับแห้ง' ช่วยประหยัดน้ำ เพิ่มผลผลิต

วันอังคาร ที่ 18 มกราคม พ.ศ. 2565, 15.14 น.

โครงการชลประทานเชียงใหม่ ต่อยอดงานวิจัยการทำนาแบบเปียกสลับแห้ง แกล้งข้าว ชวนชาวนาเปลี่ยนวิธีการทำนา หวังลดต้นทุนการผลิต และช่วยประหยัดน้ำจากการทำนาได้มากกว่าร้อยละ 30 – 40 ทั้งยังเพิ่มผลผลิตและเพิ่มรายได้ให้กับชาวนา ช่วยเสริมสร้างคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น 

18 ม.ค.2565 นายประพิศ จันทร์มา อธิบดีกรมชลประทาน เปิดเผยว่า ในช่วงฤดูแล้งปี 2565 ปริมาณน้ำในอ่างเก็บน้ำต่างๆ มีอยู่ในเกณฑ์จำกัด โดยเฉพาะในพื้นที่ภาคเหนือ และลุ่มน้ำเจ้าพระยา จำเป็นต้องวางแผนการใช้น้ำอย่างเคร่งครัด ควบคู่ไปกับการรณรงค์ให้มีการใช้น้ำอย่างประหยัดในทุกภาคส่วน โดยเฉพาะน้ำเพื่อการเกษตรที่มีสัดส่วนการใช้น้ำค่อนข้างมาก เพื่อเป็นการป้องกันปัญหาการขาดแคลนน้ำ จึงได้วางแผนบริหารจัดการน้ำในอ่างเก็บน้ำต่างๆ ที่มีปริมาณน้ำในอ่างฯไม่ถึงร้อยละ 30 ของความจุอ่างฯ ให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด ทั้งนี้ กรมอุตุนิยมวิทยา คาดการณ์ว่าในช่วงปลายปี 2564 – ต้นปี 2565 อาจจะเกิดภัยแล้งได้ในบางพื้นที่ กรมชลประทาน ได้รณรงค์ให้พี่น้องเกษตรกรและทุกภาคส่วนร่วมกันใช้น้ำที่มีอยู่อย่างจำกัดให้เกิดประโยชน์สูงสุด และเพียงพอต่อการอุปโภคบริโภคตลอดฤดูแล้งนี้ไปจนถึงต้นฤดูฝนปีหน้า 

จากสถานการณ์น้ำข้างต้น โครงการชลประทานเชียงใหม่ ได้ต่อยอดงานวิจัยการบริหารจัดการน้ำในการทำนา แบบเปียกสลับแห้ง โดยสมาชิกกลุ่มบริหารการใช้น้ำชลประทานอ่างเก็บน้ำห้วยแม่ออน ได้ร่วมกันทำแปลงสาธิตทดลองการทำนาเปียกสลับแห้งแกล้งข้าว ในพื้นที่หัวงานอ่างเก็บน้ำห้วยแม่ออน ตำบลออนเหนือ อำเภอแม่ออน จังหวัดเชียงใหม่ พื้นที่ประมาณ 10 ไร่ เพื่อส่งเสริมการใช้น้ำเพาะปลูกข้าวโดยวิธีประหยัดน้ำในช่วงวิกฤติ เนื่องด้วยอ่างเก็บน้ำห้วยแม่ออน มีปริมาณน้ำเก็บกักในเกณฑ์น้ำน้อย จึงรณรงค์ให้มีการทำนาปลูกข้าวแบบประหยัดน้ำ แต่ได้ผลผลิตเพิ่มมากขึ้นกว่าการปล่อยน้ำท่วมขังในแปลงนา ด้วยวิธีการทำนาเปียกสลับแห้งแกล้งข้าว โดยจะเรียกว่า“ทฤษฎี เปียก 5 แห้ง 15” 

โดยสรุปผลการทำนาแบบเปียกสลับแห้งในพื้นที่ของโครงการชลประทานเชียงใหม่ ใช้ปริมาณน้ำเพียง 480 ลูกบาศก์เมตร/ไร่ จากปกติใช้น้ำฤดูแล้งประมาณ 800 ลบ.ม./ไร่ และฤดูฝน 1,200 ลบ.ม./ไร่ 

สามารถทำผลผลิตได้ถึง 770  กก./ไร่ เพิ่มขึ้นจากปกติประมาณ 170 กก./ไร่ 

ถือเป็นการทดลองที่ประสบผลสำเร็จเป็นอย่างมาก และสามารถเป็นต้นแบบให้กับพื้นที่อื่นๆ นำไปขยายผลได้อีกด้วย ทำให้เกษตรกรมีรายได้ที่เพิ่มขึ้น ในขณะที่ต้นทุนการผลิตลดลง ช่วยเสริมสร้างคุณภาพชีวิตของเกษตรกรให้ดีขึ้นได้พอสมควร 

ด้านนายดำรง เล็กดี รองประธานกลุ่มบริหารการใช้น้ำชลประทานอ่างเก็บน้ำห้วยแม่ออน กล่าวว่า “ผลผลิตที่ได้เกินคาดเป็นที่น่าพอใจและก็รู้สึกประหลาดใจ ตนเองจะได้เอาวิธีการปลูกข้าวแบบเปียกสลับแห้งนี้สร้างการรับรู้และนำไปต่อยอดให้เกษตรกรสมาชิกผู้ใช้น้ำทดลองทำในแปลงนาตนเอง เพื่อเพิ่มผลผลิต อีกทั้งยังได้ประหยัดน้ำต้นทุน มีน้ำอุปโภคบริโภคตลอดฤดูกาลต่อไป” 

สำหรับการขยายผลโครงการฯ ในช่วงฤดูแล้งปี 2564/65 นี้ โครงการชลประทานเชียงใหม่ ได้มีการเผยแพร่และส่งเสริมการทำนาแบบเปียกสลับแห้ง ไปยังพื้นที่ชลประทานอ่างเก็บน้ำแม่โก๋นอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ตำบลป่าไหน่ อำเภอพร้าว  จังหวัดเชียงใหม่ จำนวน 5000 ไร่ ทั้งนี้ หากเกษตรกรในพื้นที่ใด สนใจเรื่องการทำนาแบบเปียกสลับแห้ง สามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่สถานีทดลองการใช้น้ำชลประทาน โครงการชลประทานใกล้บ้านได้ในวันเวลาราชการ

ศูนย์ฯข้าวพะเยาหนุน ใช้เมล็ดพันธุ์คุณภาพ รวมกลุ่มทำแปลงใหญ่ จำหน่ายให้เกษตรกร

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/629270

วันอังคาร ที่ 18 มกราคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

นายสงวน กันตะบุตร ผอ.ศูนย์เมล็ดพันธุ์ข้าวพะเยา เปิดเผยว่า ได้ผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวสำหรับสนับสนุนโครงการต่างๆ ของกรมการข้าว และช่วยเหลือเกษตรกรผู้ประสบภัยธรรมชาติ ตลอดจนจำหน่ายให้เกษตรกรทั่วไป นอกจากนี้ยังให้ความรู้ด้านวิทยาการเมล็ดพันธุ์ และบริการปรับปรุงสภาพเมล็ดพันธุ์ ทดสอบคุณภาพ เก็บรักษาบริการด้านคลินิกข้าว ข้อมูลข่าวสาร และติดต่อประสานงานช่วยเหลือชาวนา ซึ่งแน่นอนว่ากว่าจะได้เมล็ดพันธุ์ข้าวคุณภาพนั้น จำเป็นจะต้องมีความรู้ความเข้าใจ ในการผลิตข้าวให้ได้มาตรฐานระดับเดียวกัน รวมถึงการส่งเสริมการพัฒนาเกษตรกรให้มีการรวมกลุ่มเป็นรูปแบบของแปลงใหญ่ ด้วยการส่งเสริมของกรมการข้าว

นายสงวนเปิดเผยด้วยว่าเป้าหมายการผลิตชนิดพันธุ์ ต้องวางแผนการจัดทำแปลงขยายเมล็ดพันธุ์ข้าว โดยคัดเลือกพื้นที่และเกษตรกร ซึ่งมีเจ้าหน้าที่เข้าไปแนะนำ กำกับ ควบคุมดูแลการปฏิบัติของเกษตรกรทุกระยะการเจริญเติบโตของข้าว จากนั้นกลุ่มควบคุมคุณภาพจะเข้าไปตรวจวิเคราะห์คุณภาพเมล็ดพันธุ์ ให้ได้ตามมาตรฐานคุณภาพที่เกี่ยวข้องทุกขั้นตอน ทั้งภายในและภายนอกศูนย์ เมื่อเก็บเกี่ยวและจัดซื้อเมล็ดพันธุ์คืนจากแปลงเกษตรกรที่ผ่านมาตรฐานแล้ว จะนำเมล็ดพันธุ์ที่ได้เข้ามาปรับปรุงสภาพเมล็ดพันธุ์ โดยการอบลดความชื้นคัดทำความสะอาด คลุกสารเคมีและบรรจุในบรรจุภัณฑ์ของกรมการข้าว ก่อนส่งมอบให้กลุ่มพัฒนาธุรกิจเมล็ดพันธุ์ เพื่อรอจำหน่ายให้เกษตรกรและลูกค้า ในการเพาะปลูกในฤดูต่อไป

กรมประมงเตือนเกษตรกร สังเกตสัตว์น้ำป่วยช่วงเปลี่ยนฤดู

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/629272

วันอังคาร ที่ 18 มกราคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

กรมประมง แจ้งเตือนเกษตรกรผู้เพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ ควรหมั่นสังเกตและดูแลสัตว์น้ำในช่วงฤดูหนาวอย่างใกล้ชิดหากพบมีสัตว์น้ำป่วยหรืออาการผิดปกติสามารถแจ้งหรือขอรับคำปรึกษาได้ที่สำนักงานประมงจังหวัด หรือศูนย์วิจัยและพัฒนาการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำชายฝั่ง/น้ำจืดในพื้นที่ใกล้บ้าน โดยควรปฏิบัติตามคำแนะนำ ดังนี้ 1.เกษตรกรควรวางแผนระยะเวลาการเลี้ยงปลาให้อยู่ในช่วงที่เหมาะสม หรือควรงดเว้นการเลี้ยงปลาในช่วงฤดูหนาว 2.ควรมีบ่อพักน้ำใช้เพื่อใช้ในฟาร์มได้เพียงพอตลอดฤดูกาลโดยเฉพาะในช่วงฤดูหนาว 3.เลือกชนิดปลาที่จะเลี้ยงให้เหมาะสมกับฤดูกาล โดยในช่วงฤดูหนาว ควรเลือกปลาที่มีความเสี่ยงต่อการเกิดโรคระบาดน้อย เช่น ปลานิล ปลาจีน และปลาไม่มีเกล็ดที่สำคัญ ควรลดความหนาแน่นของปลาที่ปล่อยลงเลี้ยงและหมั่นเอาใจใส่ ตรวจสุขภาพปลาอย่างสม่ำเสมอ

4.ควบคุมปริมาณการให้อาหารอย่างเหมาะสม ลดปริมาณอาหารที่จะให้ลง 10-15% เนื่องจากช่วงอุณหภูมิต่ำปลาจะกินอาหารน้อยลง ถ้าหากมีปริมาณอาหารเหลือจะสะสมตามพื้นบ่อ ส่งผลให้น้ำเน่าเสีย เกิดก๊าซพิษ และมีผลกระทบต่อสุขภาพปลา ทั้งนี้ อาจมีการเสริมวิตามินซีในอาหาร 1-2% โดยน้ำหนักจะช่วยเสริมสร้างความแข็งแรง ต้านทานโรคและลดความเครียดของปลาได้ 5.ควบคุมคุณภาพน้ำในบ่อ โดยใช้ปูนขาวในอัตรา60-100 กิโลกรัมต่อบ่อขนาด 1 ไร่ หรือนำเกลือแกงมาละลายน้ำสาดให้ทั่วบ่อประมาณ 100-150 กิโลกรัมต่อไร่

6.หากพบมีปลาที่เลี้ยงป่วยหรือมีอาการผิดปกติ ควรแยกออกไปเลี้ยงและรักษาต่างหาก กรณีป่วยหนักอาจทำลายทิ้งเพื่อป้องกันการแพร่ระบาดของโรคในวงกว้าง ทั้งนี้ หากกรณีปลาในแหล่งน้ำธรรมชาติมีความผิดปกติ ให้รีบปิดทางน้ำเข้าและหยุดการเติมน้ำจากธรรมชาติเข้ามาในบ่อทันที 7.หากไม่สามารถเปลี่ยนถ่ายน้ำได้ ในช่วงระหว่างการเลี้ยง ให้ควบคุมปริมาณการให้อาหาร 8.หากพบว่าน้ำในบ่อเริ่มเน่าเสียโดยสังเกตว่ามีก๊าซผุดขึ้นมาจากพื้นบ่อให้ใช้เกลือสาดบริเวณดังกล่าว ประมาณ200-300 กิโลกรัมต่อบ่อ ขนาด 1 ไร่ 9.หากพบปลาตายในบ่อเลี้ยงให้กำจัดโดยการฝังหรือเผา และ 10.เมื่ออากาศเริ่มเข้าสู่สภาวะที่เหมาะสม (อุณหภูมิของน้ำสูงขึ้น) และพบว่าปลาในธรรมชาติเป็นปกติ ไม่มีอาการป่วย ควรเปลี่ยนถ่ายน้ำตามความเหมาะสม และให้อาหารปลาได้ตามปกติ

กรมชลฯเลือกอ่างฯห้วยแฮตดีเด่น

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/629273

วันอังคาร ที่ 18 มกราคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

นายทวีศักดิ์ ธนเดโชพล รองอธิบดีกรมชลประทาน ในฐานะประธานคณะอนุกรรมการระดับพื้นที่ การคัดเลือกสถาบันเกษตรกรผู้ใช้น้ำชลประทานดีเด่นประจำปี 2565 พร้อมด้วยคณะอนุกรรมการคัดเลือกฯ ลงพื้นที่ตรวจประเมินคัดเลือกสถาบันเกษตรกรผู้ใช้น้ำชลประทานดีเด่นปี 2565 ระดับกรม (รอบคัดเลือก) กลุ่มบริหารการใช้น้ำชลประทานอ่างเก็บน้ำห้วยแฮต อ.ภูเพียง จ.น่าน เขตโครงการชลประทานน่าน สำนักงานชลประทานที่ 2 โดยมีนายเกียรติพงษ์ เพชรศรี ผอ.สำนักงานชลประทานที่ 2 นายนิพนธ์ ฟูศรี ผอ.โครงการชลประทานน่าน และผู้เกี่ยวข้องเข้าร่วม

ทั้งนี้ กลุ่มบริหารการใช้น้ำชลประทานอ่างเก็บน้ำห้วยแฮต มีสมาชิก 783 คน รับน้ำชลประทานจากอ่างเก็บน้ำห้วยแฮตพื้นที่โครงการ 2,760 ไร่ พื้นที่ชลประทานฤดูฝน 2,760 ไร่ ฤดูแล้ง 1,000 ไร่มีระบบส่งน้ำจากอาคารควบคุมไปสู่คลอง RMC 4 โซน การบริหารจัดการน้ำของกลุ่มได้อาศัยแนวคิดการสร้างเครือข่ายและการมีส่วนร่วมปรับเปลี่ยนรูปแบบการทำงาน แบบความคิดเห็นเดียว แบบระบบสั่งการเป็นการทำงานในรูปแบบคณะกรรมการเชื่อมโยงการบริหารแบบเครือข่าย 1 คลอง 7 ฝ่าย 9 กลุ่มพื้นฐานพร้อมทั้งจัดตั้งคณะกรรมการจัดการชลประทาน (JMC) บูรณาการทำงานร่วมกับเจ้าหน้าที่ชลประทาน นำเทคโนโลยีที่ทันสมัยมาคำนวณจำลองความจุของอ่างเก็บน้ำ เพื่อให้ได้รับข้อมูลที่ชัดเจน น่าเชื่อถือ และเพียงพอต่อกระบวนการทำงานของกลุ่มในรูปแบบใหม่ๆ ซึ่งกลุ่มบริหารการใช้น้ำชลประทานอ่างเก็บน้ำห้วยแฮต มี จ.ส.อ.อุดม มาขวา เป็นประธานกลุ่มฯ เข้าร่วมโครงการพัฒนาศักยภาพเครือข่ายการมีส่วนร่วมของประชาชนในงานชลประทาน (คสป.) พื้นที่อ่างเก็บน้ำน้ำแหง อ.นาน้อย จ.น่าน ซึ่งผลการดำเนินงานโครงการบรรลุตามวัตถุประสงค์ เป็นต้นแบบในด้านการมีส่วนร่วมตามยุทธศาสตร์ของกรมชลประทาน

เกษตรกรรายย่อยร่วมฟื้นฟู สร้างอนาคตใหม่เลี้ยงสุกร

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/629274

วันอังคาร ที่ 18 มกราคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

นายสินธุ ปัญญาศักดิ์ ผู้เลี้ยงสุกรเชียงใหม่-ลำพูน อ.เมือง จ.ลำพูน กล่าวว่า เกษตรกรรายย่อยในหลายพื้นที่ภาคเหนือ อยู่ระหว่างการฟื้นฟูฟาร์มต้อนรับลูกสุกรเข้าเลี้ยงรอบใหม่ ขณะนี้เกษตรกรรายย่อยหลายรายมีความพร้อมมากที่จะเริ่มต้นใหม่ โดยมุ่งมั่นปรับปรุงฟาร์มตามหลักวิชาการ มีระบบการป้องกันโรคและการเลี้ยงสัตว์ที่เหมาะสม (Good FarmingManagement : GFM) ระบบการบริหารจัดการอย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อสร้างเกราะป้องกันโรค ลดความเสี่ยงและการสูญเสียไม่ให้หวนกลับมา และพร้อมเป็นกำลังสำคัญในการผลิตเนื้อหมูคุณภาพดี

ด้าน น.สพ.วิวัฒน์ พงษ์วิวัฒนชัยอุปนายกสมาคมผู้เลี้ยงสุกรแห่งชาติคาดการณ์ว่าเกษตรกรจะกลับมาเลี้ยงสุกรในปี 2565 ใกล้เคียงกับช่วงก่อนเกิดการระบาดของไวรัสโควิด-19 หลังจากที่คนเลี้ยงตัดสินใจชะลอการเลี้ยงหรือเข้าเลี้ยงสุกรบางลง ไม่เต็มการผลิตของฟาร์ม เพื่อหลีกเลี่ยงความเสี่ยงทั้งจากภาวะโรคระบาด รวมถึงสถานการณ์ไวรัสโควิด-19 โดยเชื่อว่าต้องใช้เวลาประมาณ 2-3 ปีที่ภาคอุตสาหกรรมการเลี้ยงสุกรจะกลับมาเป็นปกติ

ทั้งนี้ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้ตั้งคณะกรรมการพัฒนาและส่งเสริมงานวิจัยโรคอหิวาต์แอฟริกาในสุกร (African Swine Fever : ASF) โดยมีคณะกรรมการจากทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน สมาคม และคณะสัตวแพทยศาสตร์มหาวิทยาลัยต่างๆหาแนวทางการป้องกันและควบคุมโรค ASF อย่างมีประสิทธิภาพ และส่งเสริมให้เกิดการพัฒนาองค์ความรู้ใหม่ตลอดจนการพัฒนาวัคซีน ASF ในสุกรต้นแบบ ซึ่งเป็นประโยชน์แก่เกษตรกรผู้เลี้ยงสุกรไทย รวมถึงเป็นต้นแบบให้แก่เกษตรกรในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

ปศุสัตว์เรียกประชุมด่วน‘ด่านกักกันสัตว์’ทั่วประเทศ วางมาตรการเข้มแก้ASFระบาด

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/629295

ปศุสัตว์เรียกประชุมด่วน‘ด่านกักกันสัตว์’ทั่วประเทศ วางมาตรการเข้มแก้ASFระบาด

วันจันทร์ ที่ 17 มกราคม พ.ศ. 2565, 18.51 น.

“อธิบดีปศุสัตว์” เรียกประชุมด่วนด่านกักกันสัตว์ทั่วประเทศ สั่งตรวจคุมเข้มเคลื่อนย้ายสัตว์ วางมาตรการแก้ปัญหาASFระบาด มั่นใจคุมอยู่

17 มกราคม 2565 นายสัตวแพทย์สรวิศ ธานีโต อธิบดีกรมปศุสัตว์ เปิดเผยว่า ล่าสุดได้เรียกประชุมด่วนเจ้าหน้าสารวัตรและด่านกักกันสัตว์ทั่วประเทศ เพื่อมอบนโยบาย สั่งการในการควบคุมและป้องกันโรค ASF ให้สงบโดยเร็วที่สุด หลังพบการระบาดกรมปศุสัตว์มีหน่วยงานกองสารวัตรและกักกันสัตว์ ซึ่งมีหน่วยงานด่านกันกันสัตว์ในพื้นที่ทั่วประเทศ ทั้งด่านชายแดน และด่านที่สนามบินภายในประเทศ และสนามบินระหว่างประเทศ

ทั้งนี้ ได้กำชับให้ทุกหน่วยปฏิบัติการควบคุมโรค ASF อย่างเข้มงวดโดยเฉพาะการเคลื่อนย้ายสัตว์ ซากสัตว์ภายในราชอาณาจักรควบคู่กับการสร้างความรับรู้และความเข้าใจ ให้เกษตรกรและประชาชนได้รับเดือดร้อนน้อยที่สุด และจะต้องกระทำด้วยความโปร่งใส ยุติธรรม โดยที่ผ่านมาไทยมีความเข้มแข็งในการควบคุมป้องกันโรคเต็มที่ มั่นใจว่าจะสามารถควบคุมโรค ASF ได้ เนื่องจากใน 3 ปีที่ผ่านมา ประเทศไทยพบกับโรคอุบัติใหม่ ทั้งโรคกาฬโรคในม้า หรือกาฬโรคแอฟริกาในม้า (African horse sickness) โรคลัมปี สกินในโคกระบือ ซึ่งกรมปศุสัตว์สามารถควบคุมโรคสงบได้

สำหรับโรคASF ในสุกร ที่เกิดขึ้นแม้ว่าขณะนี้จะยังไม่มีวัคซีนในการป้องกันโรคก็ตาม แต่กรมปศุสัตว์จะให้ความสำคัญกับการยกระดับระบบความปลอดภัยทางชีวภาพ และเรื่องของการควบคุมการเคลื่อนย้ายสัตว์ ทั้งภายในประเทศ และต่างประเทศอย่างเข้มข้น และจะดำเนินการจนกว่าโรคสงบ โดยเร็ว -005

‘ปศุสัตว์’แจ้งเตือนหวัดนกระบาดในจีน เสียชีวิตแล้ว 2 ราย ติดเชื้อ 3 ราย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/629128

'ปศุสัตว์'แจ้งเตือนหวัดนกระบาดในจีน เสียชีวิแล้ว 2 ราย ติดเชื้อ 3 ราย

วันจันทร์ ที่ 17 มกราคม พ.ศ. 2565, 10.44 น.

ปศุสัตว์แจ้งเตือนเฝ้าระวังหวัดนกระบาดหลังพบการระบาดของโรคไข้หวัดนกชนิด H5N6 ในจีนมีผู้ติดเชื้อแล้ว 5 ราย ในจำนวนนี้ 2 รายเสียชีวิตแล้ว 2 ราย

วันที่ 17 มกราคม 2565 นายสัตวแพทย์สรวิศ ธานีโต อธิบดีกรมปศุสัตว์ เปิดเผยว่า จากรายงานขององค์การอนามัยโลก (WHO) พบการระบาดของโรคไข้หวัดนกชนิด H5N6 ในจีนโดยล่าสุดพบผู้ติดเชื้อแล้ว 5 ราย ในจำนวนนี้ 2 รายเสียชีวิตแล้วเมื่อช่วงเดือนธันวาคม2564 ที่ผ่านมาโดย เป็นชาย 4 คน และหญิง 1 คน จากมณฑลเสฉวน, เจ้อเจียง และเขตปกครองตนเองกว่างซีจ้วง โดยในจำนวนผู้ติดเชื้อทั้งหมดนี้ 2 ราย เสียชีวิตแล้ว ขณะที่อีก 3 ราย ต้องรักษาตัวในโรงพยาบาลด้วยอาการสาหัส โดยผู้ติดเชื้อทั้ง 5 ราย ในจำนวนนี้ 4 ราย สัมผัสกับสัตว์ปีก ขณะที่อีก 1 ราย อยู่ระหว่างการสืบสวน

ทั้งนี้แม้ว่าประเทศไทยจะไม่พบรายงานการเกิดโรคไข้หวัดนกมาแล้วเป็นระยะเวลา 12 ปี แต่กรมปศุสัตว์ก็ยังคงเตรียมความพร้อม และป้องกันโรคไข้หวัดนกเข้าสู่ประเทศไทยอย่างต่อเนื่อง โดยได้ สั่งการเจ้าหน้าที่ในพื้นที่เข้าตรวจเยี่ยมเกษตรกรผู้เลี้ยงสัตว์ปีกอย่างใกล้ชิด เฝ้าระวังโรคสัตว์ตามแนวชายแดนอย่างเข้มงวด   สุ่มเก็บตัวอย่างสัตว์ปีกในพื้นที่เสี่ยง เช่น พื้นที่ตามแนวชายแดน พื้นที่นกอพยพ พื้นที่นกวางไข่ พื้นที่มีการเลี้ยงสัตว์ปีกหนาแน่น เป็นต้น เข้มงวดการเคลื่อนย้ายสัตว์และซากสัตว์ปีกภายในประเทศ ชะลอการนำเข้าสัตว์และซากสัตว์ปีกจากประเทศที่เกิดโรคไข้หวัดนก ส่วนสัตว์ปีกเลี้ยงในระบบฟาร์มให้เข้มงวดความปลอดภัยทางชีวภาพขั้นสูงสุด เช่น การทำความสะอาดและฆ่าเชื้อโรคในโรงเรือนและบริเวณโดยรอบ อย่างน้อยสัปดาห์ละ 1 ครั้ง สัตวแพทย์ควบคุมฟาร์มเข้มงวดเรื่องระบบความปลอดภัยภายในฟาร์ม ควบคุมการเข้า-ออกฟาร์ม ให้ฉีดพ่นยานพาหนะทุกคัน

 นอกจากนั้นยังมีการ รณรงค์ทำความสะอาดและพ่นยาฆ่าเชื้อโรคในพื้นที่เสี่ยงต่างๆ ได้แก่ พื้นที่นกอพยพอาศัยอยู่ พื้นที่ตามแนวชายแดน พื้นที่เลี้ยงสัตว์ปีกหนาแน่นเป็นต้น ตลอดจนผลักดันระบบการเลี้ยงสัตว์ปีกให้เข้าระบบมาตรฐาน GAP หรือ GFM รวมถึงประสานความร่วมมือกับหน่วยงานภายในประเทศ อาทิ กระทรวงสาธารณสุข กรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธุ์พืช ตลอดจนหน่วยงานระหว่างประเทศอย่างต่อเนื่อง

อย่างไรก็ตามกรมปศุสัตว์  ขอความร่วมมือเกษตรกรผู้เลี้ยงสัตว์ปีกสังเกตอาการสัตว์อย่างใกล้ชิด  หากพบสัตว์ปีกป่วยตายผิดปกติ อย่านำสัตว์ปีกไปจำหน่ายจ่ายแจก หรือนำไปประกอบอาหารโดยเด็ดขาด ให้แจ้งเจ้าหน้าที่ปศุสัตว์อำเภอ อาสาปศุสัตว์ อาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน เจ้าหน้าปศุสัตว์ในพื้นที่ทันที  เพื่อเจ้าหน้าที่ปศุสัตว์ได้ลงพื้นที่ตรวจสอบและดำเนินมาตรการ ควบคุมโรคทันที