คืบหน้า! ชลประทาน จ้างงานช่วยเกษตรกรปี65 ยอดรวมกว่า2หมื่นคน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/629941

คืบหน้า! ชลประทาน จ้างงานช่วยเกษตรกรปี65 ยอดรวมกว่า2หมื่นคน

วันพฤหัสบดี ที่ 20 มกราคม พ.ศ. 2565, 15.20 น.

กรมชลประทาน เดินหน้าจ้างแรงงานช่วยเหลือเกษตรกรปี 2565 ตามนโยบายของดร.เฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ คืบหน้าจ้างแรงงานไปแล้วกว่า 2 หมื่นคน ตั้งเป้าจ้างแรงงานสร้างรายได้ให้เกษตรกร 75,000 คน 

20 ม.ค.2565 นายประพิศ จันทร์มา อธิบดีกรมชลประทาน เปิดเผยว่า กรมชลประทาน ได้ขานรับนโยบายของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ด้วยการดำเนินโครงการจ้างแรงงานชลประทาน เพื่อช่วยเหลือเกษตรกร ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2565 เพื่อซ่อมแซม บำรุงรักษา ขุดลอก ปรับปรุงงานชลประทาน โครงการส่งเสริมการดำเนินงานอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ก่อสร้างแหล่งน้ำ และระบบส่งน้ำเพื่อชุมชน/ชนบท แก้มลิง การจัดการคุณภาพน้ำ และโครงการป้องกันและบรรเทาภัยจากน้ำ ด้วยการจัดจ้างแรงงานทั่วทุกภาคของประเทศ ซึ่งในปีงบประมาณ พ.ศ. 2565 มีแผนจัดจ้างแรงงานทั้งสิ้น 75,000 คน วงเงินงบประมาณ 4,465 ล้านบาท ระยะเวลาการจ้างแรงงานอยู่ระหว่าง 1 – 10 เดือน วงเงินจ้างแรงงาน/คน จะอยู่ที่ประมาณ 8,700 – 87,000 บาท ปัจจุบันมีการจ้างแรงงานแล้ว 22,120 คน  จังหวัดที่มีผลการจ้างแรงงานมากที่สุด 3 ลำดับ คือ 1. จังหวัดเชียงใหม่ 2,303 คน 2. จังหวัดกาฬสินธุ์ 1,872 คน และ 3.จังหวัดเพชรบุรี 1,730 คน 

สำหรับโครงการจ้างแรงงานชลประทาน ได้ดำเนินการมาอย่างต่อเนื่อง เพื่อช่วยเหลือและบรรเทาความเดือดร้อนให้กับเกษตรกร ที่ได้รับผลกระทบจากภัยแล้ง จึงขอเชิญชวนให้พี่น้องเกษตรกร และประชาชนทั่วไป เข้าร่วมโครงการฯ เพื่อเป็นการสร้างรายได้เสริมหรือทดแทนจากการสูญเสียรายได้ด้านการเกษตร หากเกษตรกรหรือประชาชนที่สนใจเข้าร่วมโครงการฯ สามารถติดต่อสอบถามหรือสมัครได้ที่โครงการชลประทานใกล้บ้าน หรือทางสายด่วนกรมชลประทาน 1460 ชลประทานบริการประชาชน

เกษตรฯถกจำแนกที่ดินใช้ประโยชน์

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/629790

วันพฤหัสบดี ที่ 20 มกราคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

นายประยูร อินสกุล รองปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานประชุมคณะกรรมการพัฒนาที่ดิน โดยมี น.ส.เบญจพรชาครานนท์ อธิบดีกรมพัฒนาที่ดิน และผู้แทนหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เข้าร่วม ซึ่งที่ประชุมรับทราบรายงานผลพิพากษาคดีปกครอง กรณีการควบคุมการใช้ที่ดิน ต.โพรงมะเดื่อ ต.หนองปากโลง และ ต.ทัพหลวง อ.เมือง จ.นครปฐม รวมถึงรายงานความคืบหน้าการจำแนกประเภทที่ดินที่ราษฎรเรียกร้องให้เพิกถอนเขตป่าไม้ถาวร ตามมติคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ 22 เมษายน 2540 และโครงการสำรวจข้อมูลที่ดินพื้นที่ป่าไม้ถาวรนอกเขตป่าสงวนแห่งชาติ เขตอุทยานแห่งชาติ และเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าที่ยังไม่ได้ดำเนินการสำรวจจำแนกประเภทที่ดิน ตามมติ ครม. เมื่อวันที่ 22 มิถุนายน 2525

สำหรับประเด็นเพื่อพิจารณา ประกอบด้วย เรื่อง การควบคุมการใช้ที่ดิน ตามมาตรา 14 พ.ร.บ.พัฒนาที่ดิน 2551 ต.โพรงมะเดื่อ ต.หนองปากโลง และต.ทัพหลวง อ.เมือง จ.นครปฐม ซึ่งคณะกรรมการฯ เห็นชอบตามความเห็นของคณะอนุกรรมการพัฒนาที่ดินจังหวัด กรณีไม่ประกาศเขตควบคุมการใช้ที่ดินตามมาตรา 14 พ.ร.บ.ดังกล่าว เนื่องจากเห็นว่าการปนเปื้อนไม่ทำให้ที่ดินซึ่งมีการร้องเรียนเกิดความเสื่อมโทรมต่อการใช้ประโยชน์ทางการเกษตร จึงไม่เข้าข่ายที่จะต้องประกาศควบคุมการใช้ที่ดิน

ทั้งนี้ ในส่วนของการจำแนกประเภทที่ดินป่าแม่หาด-แม่ก้อ (หมายเลข 7) จ.ลำพูน เห็นชอบขอเปลี่ยนแปลงมติ ครม.กำหนดเขตป่าไม้ถาวรใหม่ให้สอดคล้องกับความเป็นจริงโดยจำแนกเป็นพื้นที่ทำกินหรือใช้ประโยชน์อย่างอื่น มอบให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการ นอกจากนี้ได้แก้ไขปรับปรุงคำสั่งอนุกรรมการพัฒนาที่ดินจังหวัดขึ้นใหม่ เพื่อให้เกิดความคล่องตัวและรวดเร็ว เหมาะสมกับสภาพความเป็นจริง สอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบัน สามารถแก้ไขปัญหาในการจัดการที่ดินให้กับราษฎรได้อย่างรวดเร็ว

งานวิจัยการฉายรังสีอาหาร อว.ช่วยสร้างมูลค่าเกษตรฯ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/629791

วันพฤหัสบดี ที่ 20 มกราคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

ศ.พิเศษ ดร.เอนก เหล่าธรรมทัศน์ รมว.การอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) เป็นประธานพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ เรื่อง การบูรณาการด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีนิวเคลียร์ เพื่อเสริมสร้างศักยภาพด้านงานวิจัย พัฒนานวัตกรรมและการใช้ประโยชน์ ซึ่งสถาบันเทคโนโลยีนิวเคลียร์แห่งชาติ (สทน.) จัดขึ้นภายใต้โครงการ “การสร้างมูลค่าให้กับอาหารพื้นถิ่นด้วยการฉายรังสี” โดยมีมหาวิทยาลัยราชภัฏ (มรภ.) 3 แห่ง ได้แก่ มรภ.สุราษฎร์ธานี มรภ.ภูเก็ต และ มรภ.สงขลา ร่วมงาน โดย ศ.พิเศษ ดร.เอนก กล่าวว่า นับเป็นเรื่องที่ดีที่จะมีการพัฒนาสร้างมูลค่าให้กับอาหารพื้นถิ่น ด้วยเทคโนโลยีการฉายรังสี ยกระดับผลิตภัณฑ์ของผู้ประกอบการรายย่อย โดยเฉพาะพี่น้องชาว OTOP กลุ่มอาหารพื้นถิ่น ให้สามารถต่อยอดในเชิงพาณิชย์

ด้าน รศ.ดร.ธวัชชัย อ่อนจันทร์ ผอ.สทน.กล่าวว่า เทคโนโลยีนิวเคลียร์ด้วยวิธีการฉายรังสีเป็นที่ยอมรับและมีการใช้ประโยชน์แพร่หลาย ในปี 2564 ได้ร่วมกับ 3 มหาวิทยาลัยราชภัฏ ในภาคกลาง ประกอบด้วย มรภ.พระนครศรีอยุธยา มรภ.ธนบุรี และ มรภ.ราชนครินทร์ ฝึกอบรมให้ความรู้ ความเข้าใจ สร้างการยอมรับ และสนับสนุนผู้ประกอบการนำผลิตภัณฑ์อาหารพื้นถิ่นที่มีศักยภาพของชุมชนมาฉายรังสี ส่วนปี 2565 เป็นปีที่ 2 ดำเนินงานที่ภาคใต้ โดยสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) จะร่วมนำงานวิจัยและนวัตกรรม มาสร้างสรรค์ให้เกิดประโยชน์ เพื่อเพิ่มขีดความสามารถให้กับผู้ประกอบการด้วย

กรมชลฯเร่งเติมน้ำ เดินหน้าโครงการฯ เพิ่มเข้าเขื่อนภูมิพล แก้ภัยแล้งเจ้าพระยา

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/629787

วันพฤหัสบดี ที่ 20 มกราคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

นายเฉลิมเกียรติ คงวิเชียรรัตน์ รองอธิบดีกรมชลประทาน เปิดเผยถึงโครงการผันน้ำจากลำน้ำยวมเพื่อเติมเขื่อนภูมิพล แก้ปัญหาภัยแล้งในลุ่มเจ้าพระยา ว่าการผันน้ำจากลำน้ำดังกล่าวมีความจำเป็น โดยจะเติมน้ำในเขื่อนภูมิพล ปีละ 1.8-2 พันล้านลูกบาศก์เมตร (ลบ.ม.) เนื่องจากพื้นที่การเกษตรภาคกลางกว่า 10 ล้านไร่ มีความต้องการน้ำ บางปีต้องขอความร่วมมืองดทำนาปรัง จึงต้องมองหามาตรการแก้ปัญหาระยะยาว ที่ผ่านมา เขื่อนภูมิพล มีน้ำใช้การได้ไม่เกินครึ่ง สิ่งที่มองไว้คือต้องหาน้ำมาเติม

สำหรับการลงทุนคงต้องดูความเหมาะสมและคุ้มค่า จะเป็นเอกชนมาร่วม หรือภาคเอกชนลงทุนทั้งหมด ทางพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และ รมว.กลาโหม ได้ให้ข้อคิดไว้แล้ว โครงการนี้มีความสำคัญต้องสร้างความมั่นคงของน้ำซึ่งเป็นความมั่นคงของประเทศ โดยมีการศึกษามา 5-6 ปีแล้ว หากผ่านขั้นตอนต่างๆ การก่อสร้างน่าจะใช้เวลาประมาณ 7-8 ปี จึงแล้วเสร็จ ทั้งนี้ การสร้างเขื่อนใหม่ ปัจจุบันยากมาก บางพื้นที่อยู่ในแหล่งมรดกโลก เช่น จ.นครนายก หรือปราจีนบุรี

นายเฉลิมเกียรติ เปิดเผยอีกว่า ได้ติดตามข้อมูลข่าวสาร ความห่วงใยของพี่น้องประชาชนเกี่ยวกับโครงการนี้ แต่หากไม่ผลักดัน วันหน้าเราจะขาดน้ำ ถ้าเราไม่ทำตามแผน ถ้าไม่สร้างไปเริ่มอีก 10 ปีข้างหน้า กว่าจะสร้างเสร็จใช้เวลาอีกนานแค่ไหน เราจะต้องศึกษา เตรียมความพร้อมส่วนเรื่องกระแสไฟฟ้า ที่กังวลว่ากระแสไฟฟ้าจะตกในระหว่างก่อสร้าง ยืนยันว่าหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทำเต็มที่ มีการสร้างความมั่นคงเรื่องกระแสไฟฟ้าในพื้นที่ก่อสร้างและประชาชนได้รับประโยชน์

‘เฉลิมชัย’ใช้5ยุทธศาสตร์ ดันลำไยลำพูนสู่ตลาด-เพิ่มมูลค่า

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/629788

วันพฤหัสบดี ที่ 20 มกราคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

นายอลงกรณ์ พลบุตร ที่ปรึกษา รมว.เกษตรและสหกรณ์ ลงพื้นที่ จ.ลำพูน ประชุมภาคีเครือข่ายเกษตรกรภาครัฐและเอกชน ขับเคลื่อนการจัดการผลไม้ภาคเหนือ โดยมีผู้แทนหน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง เข้าร่วม ซึ่งที่ประชุมรับทราบรายงานการคาดการณ์แนวโน้มผลผลิตภาคเหนือ ปี 2565 รายงานการจัดการผลไม้ภาคเหนือ ปี 2564 และปัญหาอุปสรรค จากนั้นที่ประชุมได้ร่วมหารือแนวทางการจัดการผลไม้ภาคเหนือ ระดับพื้นที่ โดยนายอลงกรณ์ กล่าวว่าโมเดลเกษตรผลิตพาณิชย์ตลาดตามยุทธศาสตร์ตลาดนำการผลิต และ 5 ยุทธศาสตร์ ของนายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รมว.เกษตรฯ เน้นการบูรณาการทุกภาคส่วน ใช้เทคโนโลยียืดอายุผลผลิต และแปรรูปยกระดับสู่อุตสาหกรรมเกษตร เพิ่มรายได้ ตั้งเป้าหมายพลิกโฉมเกษตรไทยให้มีมูลค่าสูง มอบหมายให้ศูนย์เทคโนโลยีเกษตรและนวัตกรรม หรือศูนย์ AIC ภาคเหนือ และอุทยานวิทยาศาสตร์ภาคเหนือ เร่งวิจัยพัฒนา ถ่ายทอดเทคโนโลยีและนวัตกรรมแก่เกษตรกร

นายอลงกรณ์กล่าวต่อว่า ลำพูนเป็นศูนย์กลางลำไยภาคเหนือ และเป็นเมืองหลวงลำไยโลก มีพื้นที่ปลูกกว่า 250,000 ไร่ แต่เผชิญปัญหาราคาตกต่ำในบางปี จึงดำเนินโครงการประกันราคาขั้นต่ำ และขณะนี้ได้ติดตามสถานการณ์ผลผลิตลำไยอย่างใกล้ชิดเพื่อเตรียมการรองรับการออกสู่ตลาดล่วงหน้าตามแนวทางจัดการปี 2565 เช่น โครงการกระจายลำไยออกนอกแหล่งผลิต โดยมีการขอรับการจัดสรรงบประมาณจากเงินกองทุนเพื่อช่วยเหลือเกษตรกร เตรียมการรองรับการแก้ไขปัญหาและบรรเทาความเดือดร้อนให้กับเกษตรกรในช่วงที่ผลผลิตออกสู่ตลาดมากและราคาผลผลิตตกต่ำ เป้าหมายการสนับสนุนค่าบริหารจัดการกระจายผลผลิตลำไยออกนอกแหล่งผลิตการรับซื้อในราคานำตลาด ตลอดจนแนวทางการบริการจัดการ ตั้งแต่ต้นทาง คือ เน้นตลาดนำการผลิต การลดต้นทุน พัฒนาคุณภาพมาตรฐานเพิ่มผลิตภาพการผลิต การทำลำไยนอกฤดูการสร้างมูลค่าเพิ่ม การพัฒนายกระดับมาตรฐานเน้นการใช้เทคโนโลยีแปรรูปเพิ่มมูลค่าให้หลากหลายตามความต้องการของตลาด การซื้อขายล่วงหน้าระบบพรีออเดอร์ การบริการจัดการระบบขนส่งและเพิ่มระบบ Cold Chain Logistics พร้อมทั้งการขยายช่องทางการจำหน่ายออนไลน์ออฟไลน์ ทั้งในและต่างประเทศ การสร้างระบบ Traceability และQR code เพื่อสร้างความเชื่อถือให้กับผู้บริโภคมั่นใจในคุณภาพสินค้า ตลอดจนแนวทางส่งเสริมการพัฒนาสินค้าเกษตรเพื่อให้ได้รับการรับรองสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (GI) สินค้าลำไยอบแห้งเนื้อสีทองลำพูน รวมถึงผลิตภัณฑ์แปรรูป ให้กับกลุ่มวิสาหกิจชุมชน และเกษตรกร เพื่อให้ตรงกับความต้องการของตลาด

ทั้งหมดนี้จะเป็นก้าวสำคัญให้ภาคเกษตรไทยก้าวสู่มิติใหม่ โดยใช้โมเดล Fair Trade ลำไย การค้าที่เป็นธรรมเพื่อสร้างรายได้ให้เกษตรกรชาวสวนลำไยอย่างยั่งยืนโดยบูรณาการทำงานทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง เช่น สหกรณ์ กลุ่มเกษตรกร ร้านค้า โรงงานแปรรูป ล้งและผู้ส่งออก นอกจากนี้คณะกรรมการพัฒนาและบริหารจัดการผลไม้ (ฟรุ้ตบอร์ด) ได้ตั้งคณะทำงานกลุ่มสินค้าลำไย (ลำไยบอร์ด) เพื่อดูแลเป็นการเฉพาะ

กรมประมงแจงไทยยังทำประมงได้ หลังมีข่าวSIOFAเตรียมยึดคืนพื้นที่ในมหาสมุทรอินเดียตอนใต้

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/629843

กรมประมงแจงไทยยังทำประมงได้ หลังมีข่าวSIOFAเตรียมยึดคืนพื้นที่ในมหาสมุทรอินเดียตอนใต้

วันพุธ ที่ 19 มกราคม พ.ศ. 2565, 21.03 น.

กรมประมงแจงไทยยังทำประมงได้ หลังมีข่าวSIOFAเตรียมยึดคืนพื้นที่ในมหาสมุทรอินเดียตอนใต้

19 มกราคม 2565 นายเฉลิมชัย สุวรรณรักษ์ รองอธิบดีกรมประมง เปิดเผยว่า กรณีมีข่าว “SIOFA จ่อเชือดเรือไทย” และ “SIOFA ยึดคืนพื้นที่จับปลา” นั้น เท่าที่ตรวจสอบปัจจุบันมีเรือประมงอวนลากไทยที่ได้รับใบอนุญาตทำการประมงใน Saya de Malha Bank  ของ SIOFA จำนวน 4 ลำ ซึ่งประเทศไทยโดยศูนย์ Fisheries Monitoring Center, FMC ของกรมประมง มีการควบคุม ติดตาม และเฝ้าระวังกลุ่มเรือดังกล่าวตามมาตรการอนุรักษ์และจัดการของ SIOFA อย่างเข้มงวด และเรือประมง ได้ปฏิบัติตามมาตรการชั่วคราวสำหรับการทำประมงพื้นท้องน้ำที่บังคับใช้ในปัจจุบันอย่างครบถ้วน มีระบบติดตามอิเล็กทรอนิกส์ และมีผู้สังเกตการณ์ประมงอยู่บนเรือตลอดเวลาในทุกเที่ยวเรือ และประเทศไทยได้รับการประเมินว่ามีระดับการปฏิบัติตามกฎ SIOFA ได้ 100% ในทุกรอบการประเมินของ SIOFA การทำการประมงของไทยจึงเป็นไปตามกฎข้อบังคับในปัจจุบัน จึงไม่เป็นเหตุที่ SIOFA จะยกมายึดคืนพื้นที่ทำการประมงของไทยได้แต่อย่างใด 

อย่างไรก็ตาม ในการประชุมสามัญประจำปีของภาคีสมาชิก ครั้งที่ 8 เมื่อเดือนกรกฎาคม 2564 ที่ผ่านมา องค์กร The Deep Sea Conservation Coalition, DSCC ซึ่งเป็นองค์การนอกภาครัฐ (NGO) ได้นำเสนอเอกสาร เรื่อง ผลกระทบที่เกิดขึ้นกับความหลากหลายทางระบบนิเวศจากการทำประมงอวนลากในพื้นที่ Saya de Malha Bank โดยเรียกร้องให้ประเทศไทยหยุดทำการประมงในบริเวณพื้นที่ Saya de Malha Bank จนกว่าจะมี การประเมินสภาวะทรัพยากรและพัฒนามาตรการที่ปกป้องความหลากหลายของสิ่งมีชีวิต และชนิดสัตว์น้ำ ตลอดจน หญ้าทะเลในบริเวณดังกล่าวประเทศไทยและภาคีสมาชิกอื่นเห็นว่าเป็นการเรียกร้องที่ยังไม่มีข้อมูลทางวิทยาศาสตร์ที่เชื่อถือได้มารองรับ ข้อเสนอดังกล่าวของ DSCC จึงไม่ได้รับมติเห็นชอบจากภาคีสมาชิก SIOFA ดังนั้น การกล่าวถึงเรือประมงไทย ไปลากทำลายหญ้าทะเลจนส่งผลให้เกิดความเสียหาย จึงเป็นข้อมูลข่าวที่ไม่ถูกต้อง

ทั้งนี้ จากข้อเรียกร้องของ DSCC ดังกล่าว ภาคีสมาชิกจึงเร่งรัดให้คณะกรรมการวิทยาศาสตร์ของ SIOFA ดำเนินการศึกษาข้อมูลในพื้นที่ Saya de Malha Bank และให้นำมาพิจารณาในการประชุมประจำปี คณะกรรมการวิทยาศาสตร์ (Scientific Committee, SC) ในเดือนมีนาคม 2565 ซึ่งเป็นตารางเวลา กำหนดการประชุมประจำปีเป็นปกติ ซึ่งผู้แทนไทยที่เป็นนักวิทยาศาสตร์ประจำ SIOFA ได้เข้าร่วมเป็นประจำทุกปี และจะมีวาระการพิจารณาข้อมูลทางวิทยาศาสตร์ในหลายๆเรื่อง เช่น การประเมินสภาวะทรัพยากรปลาหิมะ (ประเทศไทยไม่ได้จับปลากลุ่มนี้) การประเมินความเสี่ยงของระบบนิเวศและประชากรสัตว์น้ำ การพิจารณา ข้อมูลทางวิชาการสำหรับเขตคุ้มครองทางทะเลเป็นต้น

“จะเห็นได้ว่าการประชุมนี้จะเป็นประเด็นทางวิทยาศาสตร์ เท่านั้น ไม่ได้เกี่ยวข้องกับการพิจารณามาตรการหรือกฎข้อบังคับต่อการทำประมงเพื่อลงโทษเรือไทยทั้งสิ้น ส่วนจะได้ข้อยุติเรื่องผลการศึกษาทางวิทยาศาสตร์หรือไม่อย่างไร คณะกรรมการวิทยาศาสตร์ก็จะต้องรายงานต่อที่ประชุมสามัญประจำปี ครั้งที่ 9 ในเดือนกรกฎาคม 2565 ต่อไปด้วย” นายเฉลิมชัย กล่าว

ทั้งนี้ กรมประมงได้ทำงานร่วมกันกับคณะกรรมการวิทยาศาสตร์ SIOFA มาอย่างต่อเนื่องในฐานะภาคีสมาชิก ซึ่งขณะนี้ได้สั่งการให้จัดเตรียมทีมคณะนักวิชาการ และคณะผู้แทนไทย เพื่อเตรียมความพร้อมในเรื่องข้อมูลและท่าทีประเทศไทยในการเข้าประชุมทั้งสองการประชุมในฐานะรัฐภาคีสมาชิกเพื่อรักษาประโยชน์ของประเทศไทย และประโยชน์ของ SIOFA ให้ได้อย่างสมดุลด้วย

ปศุสัตว์สั่งเฝ้าระวังโรคระบาดสัตว์ทั่วประเทศช่วงเทศกาลตรุษจีน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/629763

ปศุสัตว์สั่งเฝ้าระวังโรคระบาดสัตว์ทั่วประเทศช่วงเทศกาลตรุษจีน

วันพุธ ที่ 19 มกราคม พ.ศ. 2565, 16.59 น.

ปศุสัตว์สั่งเฝ้าระวังโรคระบาดสัตว์ทั่วประเทศช่วงเทศกาลตรุษจีน

19 มกราคม 2565 นายสัตวแพทย์สรวิศ ธานีโต อธิบดีกรมปศุสัตว์ เปิดเผยว่า ตามที่องค์การสุขภาพสัตว์โลก (OIE) มีจดหมายแจ้งเตือนประเทศสมาชิกให้ยกระดับการเฝ้าระวังโรคระบาดสัตว์ในช่วงเทศกาลตรุษจีน ซึ่งเป็นช่วงที่ผู้คนเดินทางกลับบ้านไปเฉลิมฉลองเป็นจำนวนมาก ถึงแม้ในขณะนี้ทุกประเทศยังต้องเผชิญกับสถานการณ์การระบาดของโรคโควิด และรัฐบาลของประเทศต่างๆได้เข้มงวดจำกัดการเดินทางระหว่างประเทศ อาจส่งผลให้มีความเสี่ยงของการเกิดโรคระบาดสัตว์ เช่น โรคอหิวาต์แอฟริกาในสุกรหรือโรค ASF ในสุกร เนื่องจากอาจมีการนำผลิตภัณฑ์สุกรหรือเนื้อสุกรที่ยังไม่ได้ปรุงสุกไปพร้อมสัมภาระจากพื้นที่เสี่ยงไปยังพื้นที่ไม่เกิดโรคได้

อย่างไรก็ตาม เพื่อเป็นการป้องกันการแพร่ระบาดกรมปศุสัตว์ จึงได้กำชับและสั่งการไปยังหน่วยงานจังหวัดทั่วประเทศให้ยกระดับเข้มงวดในการเฝ้าระวังโรคระบาดในสัตว์อย่างต่อเนื่องโดยเฉพาะโรค ASF ในสุกร เป็นโรคติดเชื้อไวรัสที่ร้ายแรงในสัตว์ตระกูลสุกรและสุกรป่า ตั้งแต่ปี 2561 พบรายงานการเกิดโรค 50 ประเทศ ในทวีปแอฟริกา เอเชียและยุโรป โดยโรคนี้ไม่เป็นอันตรายต่อมนุษย์ แต่เป็นอันตรายต่อสุกร และหากเกิดการระบาดจะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจและอุตสาหกรรมการผลิตสุกรได้ ทางOIE จึงได้แจ้งเตือนและเน้นย้ำให้ประเทศสมาชิกเร่งสร้างการรับรู้ของประชาชน ว่าเชื้อไวรัส ASF ในสุกรมีความคงทนในเนื้อสุกรและผลิตภัณฑ์ที่ไม่ปรุงสุก รวมทั้งสามารถปนเปื้อนบนเสื้อผ้า รองเท้าและยานพาหนะได้ ทำให้เป็นช่องทางการแพร่กระจายของโรค

นอกจากนี้ยังขอความร่วมมือประชาชนไม่นำเนื้อสุกรและผลิตภัณฑ์ที่ไม่ปรุงสุกรจากพื้นที่เสี่ยงหรือที่มีรายงานการเกิดโรคไปยังพื้นที่ที่ไม่เกิดโรค รวมทั้งให้ความรู้เกษตรกรเกี่ยวกับการป้องกันและควบคุมโรคซึ่งไม่เฉพาะโรค ASF ในสุกรเท่านั้น แต่รวมถึงโรคระบาดสัตว์อื่นๆ ด้วย โดยแนะนำให้รับประทานอาหารที่ต้องปรุงสุกผ่านความร้อนอย่างน้อย 70 องศาเซลเซียส ระยะเวลาอย่างน้อย 30 นาทีเท่านั้น

“กรมปศุสัตว์มีการเฝ้าระวังโรคระบาดสัตว์ที่สำคัญอื่นโดยเฉพาะโรคไข้หวัดนกด้วย ซึ่งประเทศไทยได้ดำเนินการเฝ้าระวังโรคควบคุมป้องกันโรคอย่างเข้มงวด ไม่พบรายงานในประเทศมาแล้วเป็นระยะเวลา 12 ปี แต่กรมปศุสัตว์ยังเตรียมความพร้อม และป้องกันโรคไข้หวัดนกเข้าสู่ประเทศไทยอย่างต่อเนื่อง โดยได้สั่งการให้เจ้าหน้าที่ในพื้นที่เข้าตรวจเยี่ยมเกษตรกรผู้เลี้ยงสัตว์ปีกอย่างใกล้ชิด เฝ้าระวังโรคสัตว์ตามแนวชายแดนอย่างเข้มงวด สุ่มเก็บตัวอย่างสัตว์ปีกในพื้นที่เสี่ยง ตลอดจนผลักดันระบบการเลี้ยงสัตว์ปีกให้เข้าระบบมาตรฐาน GAP หรือ GFM ประสานความร่วมมือกับเครือข่ายในพื้นที่และหน่วยงานภายในประเทศ เช่น กระทรวงสาธารณสุข กรมอุทยานแห่งชาติฯ ตลอดจนหน่วยงานระหว่างประเทศ OIE อย่างต่อเนื่อง และขอให้เกษตรกรหมั่นสังเกตอาการสัตว์เลี้ยงอย่างใกล้ชิดด้วย หากพบแสดงอาการป่วยหรือผิดปกติ ให้รีบแจ้งเจ้าหน้าที่ปศุสัตว์ในพื้นที่ทันที” อธิบดีกรมปศุสัตว์ กล่าว

กรมพัฒนาที่ดินถก ร่วมทำแผนใช้พื้นที่ ปลูกไม้ยืนต้นฟื้นป่า ปรับตามสภาพใช้งาน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/629538

วันพุธ ที่ 19 มกราคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

น.ส.เบญจพร ชาครานนท์ อธิบดีกรมพัฒนาที่ดิน เป็นประธานเปิดการประชุมเสริมสร้างความร่วมมือในการจัดทำแผนที่ดินและความเหมาะสมในการปลูกไม้ยืนต้น เพื่อฟื้นฟูป่าไม้ และสภาพการใช้ประโยชน์ที่ดินที่เปลี่ยนแปลงไป จังหวัดน่านภายใต้โครงการ UN-REDD “การจัดการป่าไม้เพื่อการค้าอย่างยั่งยืนในภูมิภาคแม่น้ำโขงตอนล่าง” Sustainable ForestTrade-Lower Mekong Region (SFT-LMR) เป็นแผนงานหนึ่งที่มีความสำคัญระดับชาติ ที่จะสนับสนุนให้เกิดผลลัพธ์ของโครงการฯ โดยบูรณาการร่วมกันระหว่าง FAO กรมพัฒนาที่ดินกรมป่าไม้ และกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่าและพันธุ์พืช ซึ่งจัดขึ้นระหว่างวันที่ 10-14มกราคม 2565 ที่สำนักงานพัฒนาที่ดินเขต 7 จ.น่าน

ทั้งนี้ มีการนำเสนอภาพรวมของโครงการ SFT-LMR วัตถุประสงค์ ผลลัพธ์ ข้อมูลการใช้ประโยชน์ที่ดิน การเปลี่ยนแปลงการใช้ประโยชน์ที่ดิน และป่าไม้ใน จ.น่าน เพื่อร่วมกันหาแนวทางการกำหนดเกณฑ์ตัวชี้วัดในการประเมินการพื้นที่ป่าปลูกและป่าชุมชน โดยมีผู้แทนจากหน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง นำเสนอแนวทางการใช้ข้อมูลดินและการจัดการดินเพื่อการปลูกสวนป่า แบบจำลอง DPSIRของป่าไม้และการใช้ประโยชน์ที่ดินที่มีผลต่อป่าชุมชน การพัฒนาป่าชุมชนในจังหวัดน่าน “การ Zoning พื้นที่ป่าเศรษฐกิจ” แผนที่ภาพถ่ายดาวเทียม และขอบเขตพื้นที่ป่าสงวน พืชประจำถิ่น แนวทางกำหนดเกณฑ์และตัวชี้วัดของป่าปลูกและป่าชุมชนเพื่อประเมินและตรวจสอบความเหมาะสมของตัวชี้วัดรวมทั้งการสาธิตการยกระดับระบบบริหารจัดการป่าไม้ในรูปแบบดิจิทัล การค้าผลิตภัณฑ์จากไม้ของไทย ฯลฯ

เกษตรฯใช้ตลาดนำการผลิต ขายสินค้าแพลตฟอร์มออนไลน์

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/629539

วันพุธ ที่ 19 มกราคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

ดร.ทองเปลว กองจันทร์ ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวภายหลังประชุมคณะกรรมการร่วมเพื่อขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ตลาดนำการผลิตว่าได้พิจารณาเห็นชอบแผนงานกิจกรรมที่จะดำเนินการในปีงบประมาณ 2565 ของคณะอนุกรรมการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ตลาดนำการผลิตปี 2564 ทั้ง 4 คณะ และรับทราบผลการดำเนินงานของคณะอนุกรรมการฯ ได้แก่ 1.คณะอนุกรรมการขับเคลื่อนการสร้างข้อมูลจากฐานเดียวกัน (SingleBig Data) ได้ดำเนินการจัดทำแดชบอร์ดสินค้าเกษตรที่ร้อยเรียงตลอดห่วงโซ่การผลิต พร้อมระบบเตือนภัย (Warning) เสร็จเรียบร้อยแล้ว 3 สินค้า คือ มันสำปะหลัง ทุเรียน และข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ โดยแสดงผลบน http://www.คิดค้า.com และนำตัวเชื่อมข้อมูล (Link Banner) เผยแพร่บนเว็บไซต์กระทรวงพาณิชย์ http://www.moc.go.th และเว็บไซต์ศูนย์ข้อมูลเกษตรแห่งชาติ http://www.nabc.go.th รวมทั้งกำลังพัฒนาแดชบอร์ดสินค้าอีก 3 สินค้า ได้แก่ ข้าว ปาล์มน้ำมัน และยางพารา รวมทั้งพิจารณาแนวทางการจัดทำแดชบอร์ดพืชแห่งอนาคต (Future Crop) ที่ไทยมีศักยภาพ

2.คณะอนุกรรมการขับเคลื่อนการสร้างแพลตฟอร์มกลาง “เกษตรผลิต พาณิชย์ตลาด”โดยได้จัดให้มีแพลตฟอร์มกลางดังกล่าวในรูปแบบB2B (Business-to-Business) รองรับทั้งในประเทศและต่างประเทศบนแพลตฟอร์มThaitrade.com และแพลตฟอร์ม Phenixbox.comซึ่งได้เชื่อมโยงช่องทางเป็นศูนย์กลางการค้าสินค้าเกษตรไทยไว้บนหน้าเฉพาะ “เกษตรผลิต พาณิชย์ตลาด” บนเว็บไซต์ Moc.go.th โดยได้พัฒนาสหกรณ์การเกษตรนำร่องรวมจำนวน 26 สหกรณ์ ขึ้นจำหน่ายบนทั้งสองแพลตฟอร์ม และได้จัดกิจกรรมจับคู่ธุรกิจ (Online Business Matching) ระหว่างสหกรณ์การเกษตรและผู้ซื้อทั้งในประเทศและต่างประเทศ รวมคู่เจรจา 100 คู่เจรจา เกิดมูลค่าการซื้อขาย 82,460,000 บาท

3.คณะอนุกรรมการขับเคลื่อนการสร้างความเชื่อมั่นด้านคุณภาพ มาตรฐานความปลอดภัยและการตรวจสอบย้อนกลับ โดยได้มีการคัดเลือกกลุ่มเกษตรกรที่ได้มาตรฐาน GAP หรือOrganic และมาตรฐาน GI มาร่วมในแผนดำเนินการสำหรับสินค้านำร่อง 2 ชนิด ได้แก่ ข้าวและทุเรียน โดยกลุ่มข้าว ได้แก่ กลุ่มเกษตรกรผู้ปลูกข้าวทุ่งกุลาร้องไห้ จ.ร้อยเอ็ด และสุรินทร์ กลุ่มเกษตรกรผู้ปลูกข้าวอินทรีย์ จ.อำนาจเจริญ และกลุ่มเกษตรกรผู้ปลูกทุเรียนภูเขาไฟ จ.ศรีสะเกษ นอกจากนี้ยังอบรมระบบตามสอบย้อนกลับในสินค้าเกษตร(QR Traces on Cloud) ให้ความรู้แก่เกษตรกรหรือกลุ่มเกษตรกร 192 ราย และ 4.คณะอนุกรรมการขับเคลื่อนการพัฒนาคนและผลิตภัณฑ์ให้ตรงตามความต้องการของตลาด มีมติเห็นชอบกรอบแผนปฏิบัติการขับเคลื่อนการพัฒนาคนและผลิตภัณฑ์ให้ตรงตามความต้องการของตลาด ปี 2564-2568 และกรอบการนำเสนอมาตรการ/โครงการ/กิจกรรมที่ต้องการผลสำเร็จ (Quick Win)

กรมชลฯเดินหน้าอ่างฯน้ำรี สร้างความมั่นคงเมืองน่าน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/629536

วันพุธ ที่ 19 มกราคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

นายประพิศ จันทร์มา อธิบดีกรมชลประทาน เปิดเผยว่าโครงการอ่างเก็บน้ำน้ำรีอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ต.ขุนน่านอ.เฉลิมพระเกียรติ จ.น่าน เป็นโครงการฯ ที่สนองแนวพระราชดำริของสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯสยามบรมราชกุมารี ที่พระราชทานพระราชดำริ ให้กรมชลประทานและสำนักงานคณะกรรมการพิเศษเพื่อประสานงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ (กปร.) ร่วมกันพิจารณาจัดหาน้ำให้แก่โรงเรียนมัธยมพระราชทานเฉลิมพระเกียรติ และ รพ.เฉลิมพระเกียรติ จ.น่าน โดยให้พิจารณาการก่อสร้างอ่างเก็บน้ำน้ำรี เพื่อเป็นแหล่งน้ำต้นทุนให้พื้นที่ดังกล่าว

สำหรับโครงการนี้อยู่ในพื้นที่คุณภาพลุ่มน้ำชั้น 1 มีการศึกษาความเหมาะสมและวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA) แล้ว พร้อมกับเร่งปรับปรุงข้อมูลรายงานการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อมตามข้อเสนอแนะของคณะกรรมการผู้ชำนาญการพิจารณารายงานการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อมโครงการพัฒนาแหล่งน้ำ (คชก.) ทั้งนี้ โครงการอ่างเก็บน้ำฯมีลักษณะเป็นเขื่อนหินถม เก็บกักน้ำได้ประมาณ 46 ล้านลูกบาศก์เมตรหากดำเนินการแล้วเสร็จ จะเป็นแหล่งน้ำต้นทุนสำหรับการอุปโภค-บริโภคและการเกษตรในพื้นที่ อ.เฉลิมพระเกียรติ อ.ทุ่งช้าง และ อ.เชียงกลาง ได้กว่า 22,100 ไร่ ทั้งยังเป็นแหล่งขยายและเพาะพันธุ์ปลาแห่งใหม่ เสริมสร้างอาชีพให้แก่ประชาชนในพื้นที่และช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน