แปลงใหญ่หนองจอกเน้นผลิตข้าวดี

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/626949

วันศุกร์ ที่ 7 มกราคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

นางอรวรรณ สกุลคูหาสวรรค์ ประธานกลุ่มนาแปลงใหญ่ ต.หนองจอก อ.ท่ายาง จ.เพชรบุรี กล่าวว่า การทำเกษตรแบบแปลงใหญ่ มีวัตถุประสงค์เพื่อสนับสนุนให้เกษตรกรมีการรวมกลุ่มการผลิตการบริหารจัดการร่วมกัน และรวมกันจำหน่าย โดยมีตลาดรองรับที่แน่นอน เพื่อลดต้นทุนการผลิต ผลผลิตเพิ่มขึ้น คุณภาพได้มาตรฐาน เกษตรกรสามารถเป็นผู้จัดการบริหารผลผลิตและตลาดได้ ซึ่งแต่เดิมกลุ่มมีการทำนาแบบต่างคนต่างทำ และแยกจำหน่าย เมื่อรวมกลุ่มกันแล้วทำให้สามารถผลิตได้ตามความต้องการของตลาด ส่งผลให้มีความเป็นอยู่ดีขึ้น อีกทั้งการขายผลผลิตก็มีอำนาจต่อรองกับโรงสี โดยการรวมกลุ่มเป็นแปลงใหญ่ ได้รับความช่วยเหลือมากกว่าการผลิตแบบรายเดี่ยว นั่นคือผลประโยชน์จากการรวมกลุ่ม ซึ่งปัจจุบันทางกลุ่มมีสมาชิกทั้งหมด 60 ราย เนื้อที่ 1,067 ไร่

ขณะที่นายกริชชา จึงเจริญนักวิชาการเกษตรชำนาญการ กล่าวว่า ศูนย์เมล็ดพันธุ์ข้าวราชบุรี ได้เข้ามาส่งเสริมการผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าว ในโครงการศูนย์ข้าวชุมชนหนองจอก โดยกลุ่มนำเอาเมล็ดพันธุ์ข้าวที่รับซื้อจากสมาชิกไปจำหน่ายให้กับชุมชน และมีการแปรรูปข้าวเพื่อจำหน่ายให้ผู้บริโภคโดยตรง ทำให้เกิดรายได้ภายในกลุ่ม ส่งผลให้กลุ่มมีเงินทุนมารับซื้อข้าวของสมาชิกอย่างต่อเนื่อง ปัจจุบันกลุ่มมีการแบ่งหน้าที่กันอย่างชัดเจน และเป็นระบบตามแนวทางการส่งเสริมภายใต้โครงการนาแปลงใหญ่

สำหรับมุมมองของกลุ่มคาดหวังให้การผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวและการแปรรูปข้าวเพื่อจำหน่ายให้คนในชุมชน สร้างรายได้ให้ชุมชน โดยศูนย์เมล็ดพันธุ์ข้าวราชบุรี จะเข้ามาสนับสนุนด้านเมล็ดพันธุ์ข้าวเพื่อจำหน่ายในกลุ่มและหมู่บ้านใกล้เคียง อีกทั้งยังสนับสนุนอุปกรณ์ต่างๆ เช่น เครื่องคัดเมล็ดพันธุ์ เครื่องสีข้าวเครื่องหยอด เป็นต้น

กรมประมงเตือนเกษตรกร เฝ้าระวังโรค-อาการขี้ขาวในกุ้ง

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/626947

วันศุกร์ ที่ 7 มกราคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

นายเฉลิมชัย สุวรรณรักษ์ รองอธิบดีกรมประมง กล่าวว่า ด้วยสภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลงฉับพลัน โดยบางพื้นที่มีอากาศหนาว แต่บางแห่งยังคงมีฝนตกชุกอยู่ ส่งผลกระทบต่อการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ โดยเฉพาะในบ่อดินแบบระบบเปิด เช่น กุ้งขาวแวนนาไม ซึ่งมีความสำคัญทางเศรษฐกิจ โดยอาจทำให้เกิดโรค เช่น แบคทีเรียกลุ่มวิบริโอ และไวรัส ในระหว่างการเลี้ยงได้ นอกจากนี้ยังพบอาการขี้ขาว อาการผิดปกติแบบเรื้อรัง ซึ่งมักพบในบ่อเลี้ยงกุ้งขาวที่มีการเลี้ยงอย่างหนาแน่น เปลี่ยนถ่ายน้ำน้อย

อย่างไรก็ดี นักวิจัยหลายท่านให้ความเห็นว่า อาการขี้ขาวเกิดได้จากหลากหลายสาเหตุซับซ้อน ไม่สามารถชี้ชัดได้ว่ามีอะไรเป็นสาเหตุสำคัญ ซึ่งอัตราการตายขึ้นอยู่กับปริมาณและความรุนแรงของเชื้อแบคทีเรีย การติดเชื้อร่วมกับเชื้อก่อโรคอื่น เช่น กรีการีน, ไวรัส, รา (EHP) คุณภาพน้ำที่เลี้ยง และความสามารถในการจัดการแก้ไขปัญหา รวมถึงความพร้อม และความรวดเร็วของการแก้ไขปัญหาของผู้เลี้ยง เป็นต้น

ทั้งนี้ กรมประมง จึงขอให้เกษตรกรเฝ้าระวังป้องกันและรักษาอาการตามคำแนะนำ ดังนี้

1.การเตรียมบ่อ โดยควรกำจัดเลน และตากบ่อ ฆ่าเชื้อ เตรียมน้ำใช้ที่ดี กำจัดพาหะ รวมถึงปล่อยกุ้งในปริมาณที่เหมาะสม 2.หมั่นตรวจสุขภาพกุ้งอยู่เสมอ หากพบอาการผิดปกติ ให้รีบหาสาเหตุและแก้ไขตามสาเหตุที่พบทันที 3.ควบคุมคุณภาพและปริมาณการให้อาหารให้เหมาะสม กรณีพบกุ้งกินอาหารน้อยลง ให้ลดปริมาณอาหาร โดยอาจมีการปรับและสับเปลี่ยนยี่ห้ออาหารบ้าง ควบคู่กับการควบคุมคุณภาพน้ำให้เหมาะสม เช่น ลดปริมาณแอมโมเนีย ไนไตรท์ควบคุมปริมาณแพลงก์ตอน โดยการเปลี่ยนถ่ายน้ำเพิ่มการให้อากาศ ลดปริมาณสารอินทรีย์ในบ่อ โดยเติมเชื้อจุลินทรีย์ที่มีประสิทธิภาพในการบำบัดคุณภาพน้ำ

4.ตรวจสอบปริมาณแบคทีเรียในน้ำ หากพบว่ามีปริมาณมากกว่าค่ามาตรฐาน ให้ใช้สารฆ่าเชื้อ เช่น โพวิโดน ไอโอดีน เป็นต้น เพื่อลดปริมาณเชื้อแบคทีเรียในน้ำ 5.ใช้สมุนไพรที่ให้ผลในการลดการติดเชื้อและการอักเสบของลำไส้ เช่น ข่า ขมิ้นชัน กล้วย กระเทียม บดผสมอาหาร ให้กุ้งกิน และ 6.ไม่ควรใช้ยาที่ผิดวัตถุประสงค์ เช่น ยาม่วง หรือ เยนเชียนไวโอเลต (gentian violet) หรือ คริสตัลไวโอเลต (crystal violet) ที่ใช้รักษาโรคในคน แม้จะได้รับการขึ้นทะเบียนกับสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อ.ย.) แต่การนำยาม่วง มาใช้ในการรักษาโรคสัตว์น้ำเพื่อการบริโภค โดยเฉพาะอาการขี้ขาวที่พบในกุ้งขาวนั้น ยังไม่มีงานวิจัยรองรับถึงประสิทธิภาพการรักษา เนื่องจากอาการขี้ขาว ซึ่งมีสาเหตุที่ซับซ้อน ไม่สามารถบ่งชี้ได้ชัดเจนว่ามีสาเหตุสำคัญจากอะไร

นักวิจัยด้านสุขภาพสัตว์น้ำ มีการวิจัยวิเคราะห์ถึงสาเหตุที่หลากหลายแตกต่างกันตามบริบทการจัดการการเลี้ยงของแต่ละฟาร์ม การใช้ยาม่วง เพื่อรักษาเป็นการใช้ยาที่ผิดวัตถุประสงค์ จึงขอแจ้งเตือนให้เกษตรกรไม่ควรนำมายาม่วง มาใช้ในการรักษาโรคสัตว์น้ำที่นำมาบริโภค เพราะอาจจะส่งผลกระทบต่อความปลอดภัยของผู้บริโภค และการค้าสัตว์น้ำระหว่างประเทศได้

นักวิชาการแนะนำรัฐ เสนอให้ใช้3แนวทาง ช่วยเหลือผู้เลี้ยงสุกร ผู้บริโภครับประโยชน์

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/626945

วันศุกร์ ที่ 7 มกราคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

นายรัฐพล ศรีเจริญ นักวิชาการอิสระด้านปศุสัตว์ กล่าวถึงปัญหาต้นทุนการเลี้ยงสุกร ว่าการที่ภาครัฐจะช่วยลดต้นทุนให้เกษตรกรทำได้ด้วยการเร่งเพิ่มซัพพลายเข้าไปในระบบให้มากขึ้น แต่ต้องอาศัยการสนับสนุนจากหลายภาคส่วน กล่าวคือ 1.รัฐบาลควรผลักดันสถาบันการเงินของรัฐ เร่งปล่อยเงินกู้ และสนับสนุนเกษตรกรที่ประสบปัญหาต้องปล่อยเล้าว่าง เพื่อรอดูสถานการณ์ ให้สามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุนพร้อมทั้งช่วยขยายระยะเวลาผ่อนชำระให้นานขึ้น มีระยะปลอดชำระในช่วงต้น เพื่อให้ฟื้นฟูธุรกิจได้โดยเร็ว ถือเป็นการดึงเกษตรกรผู้เลี้ยงที่มีการลงทุนโรงเรือน อุปกรณ์ และระบบการเลี้ยงอยู่แล้ว ให้กลับเข้ามาในอุตสาหกรรมนี้อีกครั้ง โดยกลุ่มเกษตรกรที่ยังพอมีแรงสู้ต่อควรได้รับความช่วยเหลือ อาทิ การปรับโครงสร้างหนี้ และยืดระยะเวลาชำระหนี้ เพื่อให้มีสภาพคล่องมากขึ้น ทำให้สามารถลงทุนเลี้ยงสุกรได้

2.รัฐควรสร้างแรงจูงใจให้กับผู้เลี้ยงด้วยการพิจารณาสนับสนุนสิทธิประโยชน์ต่างๆ ให้กับผู้เลี้ยง เพราะเกษตรกรไม่กล้ากลับมาเลี้ยงสุกร เนื่องจากไม่เห็นอนาคต รวมทั้งขาดการสนับสนุนและการดูแลจากภาครัฐ การพิจารณาสิทธิประโยชน์แก่เกษตรกร เช่นเดียวกับการส่งเสริมการลงทุนแก่ต่างชาติที่เข้ามาลงทุนในไทย อาทิ การยกเว้นภาษีที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินธุรกิจ จะช่วยให้เกษตรกรผู้เลี้ยงตัดสินใจลงทุน ทำให้มีปริมาณสุกรกลับสู่ตลาดอย่างรวดเร็ว ถือเป็นการสนับสนุนอาชีพและช่วยส่งเสริมความมั่นคงทางอาหาร และ 3.ผู้บริโภคถือเป็นกลไกหลักที่จะช่วยแก้ปัญหาเรื่องนี้ได้ หากเห็นว่าราคาสูงก็หันไปบริโภคโปรตีนอื่นๆ ทดแทน เช่น ปลา ไข่ไก่ หรือเนื้อไก่ เพราะ ผู้บริโภคมีทางเลือก แต่เกษตรกรมีอาชีพเดียวคือเลี้ยงสุกร

คิกออฟหนุนรายย่อยภาคเหนือกลับมาเลี้ยงสุกร เจรจาเพื่อนบ้านแลกซื้อวัตถุดิบอาหารสัตว์

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/626998

คิกออฟหนุนรายย่อยภาคเหนือกลับมาเลี้ยงสุกร เจรจาเพื่อนบ้านแลกซื้อวัตถุดิบอาหารสัตว์

วันพฤหัสบดี ที่ 6 มกราคม พ.ศ. 2565, 21.59 น.

“ประภัตร” เผย 8 ม.ค.เตรียมคิกออฟโครงการส่งเสริมเกษตรกรรายย่อยเลี้ยงสุกรเชียงใหม่ พร้อมเจรจาประเทศเพื่อนบ้านแลกซื้อวัตถุดิบอาหารสัตว์

6 มกราคม 2565 นายประภัตร โพธสุธน รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวว่า วันเสาร์ที่ 8 มกราคม นี้ จะเปิดโครงการส่งเสริมเกษตรกรผู้เลี้ยงสุกรรายย่อยที่หยุดเลี้ยงไป กลับมาเลี้ยงใหม่ เริ่มที่ภาคเหนือซึ่งมีผู้เลี้ยงรายย่อยกว่า 70,000 ราย นอกจากนี้ยังเป็นพื้นที่ที่พักคอกสุกรเพื่อป้องกันโรคระบาดจากประเทศเพื่อนบ้านนานกว่าภาคอื่น

ทั้งนี้ ได้สั่งการให้กรมปศุสัตว์เตรียมคู่มือและแผนการอบรมการจัดการ “ฟาร์มที่มีระบบการป้องกันโรคและการเลี้ยงสัตว์ที่เหมาะสม” (GFM) เพื่อยกระดับการเลี้ยงของผู้เลี้ยงรายย่อยให้สามารถป้องกันโรคระบาดได้อย่างมีประสิทธิภาพและได้ผลผลิตที่มีความปลอดภัยต่อผู้บริโภค โดยการปรับปรุงให้เป็นฟาร์ม GFM ไม่สูงมาก มีสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำวงเงิน 30,000 ล้านบาทจาก ธ.ก.ส. ให้เกษตรกรกู้ยืม อีกทั้งพลเอกประยุทธ จันทรโอชา นายกรัฐมนตรีให้ของบกลางเพื่อจัดหาเวชภัณฑ์ได้

นายประภัตร ระบุว่า เบื้องต้นได้รับความร่วมมือจากผู้เลี้ยงรายกลางและรายใหญ่ที่จะกระจายลูกสุกรแก่ผู้เลี้ยงรายย่อยและรายเล็กทดแทนพันธุ์สุกรที่มีจำนวนลดลง เป็นลูกสุกรอายุ 2 เดือน แต่ต้องใช้ระยะเวลาขุน 4 เดือน จึงเสนอแนะกระทรวงพาณิชย์ให้นำเข้าเพื่อให้เพียงพอต่อการบริโภคในประเทศในระยะสั้น ควบคู่กับมาตรการระงับส่งออกที่มีผลแล้ว ล่าสุดรัฐบาลได้เจรจากับประเทศเพื่อนบ้านเพื่อแลกเปลี่ยนสินค้า โดยไทยนำเข้าข้าวโพดเพื่อมาทำวัตถุดิบอาหารสัตว์ กำลังหาแหล่งผลิตเพื่อจำหน่ายให้เกษตรกรในราคาถูก ค่าอาหารคิดเป็นต้นทุนถึง 70% ของการเลี้ยง ซึ่งผู้เลี้ยงแจ้งว่าค่าอาหารต่อการขุนสุกรน้ำหนัก 100 กิโลกรัม 6,000 กว่าบาท แต่คณะอนุกรรมการต้นทุนการผลิตสุกรประเมินว่า เฉลี่ยที่ 3,300 บาทซึ่งจะทบทวนให้ตรงกันและเป็นต้นทุนแท้จริง

“ตั้งแต่วันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2565 มาตรการต่างๆจะผ่อนคลายลง ซึ่งภาคเอกชนสามารถขอนำเข้าวัตถุดิบอาหารสัตว์ได้ตามปกติ โดยภาครัฐเร่งกำหนดมาตรการลดภาษีและงดเว้นค่าธรรมเนียมต่างๆ เพื่อให้ต้นทุนวัตถุดิบอาหารสัตว์ถูกลงซึ่งจะทำให้ราคาเนื้อสุกรปรับลดอยู่ในระดับที่เหมาะสม” นายประภัตร กล่าว

‘ธนา วรพจน์วิสิทธิ์’…วัตถุดิบราคาพุ่งแรง อุปสรรคสำคัญคนเลี้ยงสัตว์

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/626885

‘ธนา วรพจน์วิสิทธิ์’…วัตถุดิบราคาพุ่งแรง อุปสรรคสำคัญคนเลี้ยงสัตว์

วันพฤหัสบดี ที่ 6 มกราคม พ.ศ. 2565, 16.17 น.

‘ธนา วรพจน์วิสิทธิ์’…วัตถุดิบราคาพุ่งแรง อุปสรรคสำคัญคนเลี้ยงสัตว์

ต้นทุนการผลิตหมูของไทยพุ่งสูงมากจากหลายสาเหตุ โดยสาเหตุหลักมาจากโรคระบาดที่ทำให้ปริมาณหมูหายไปจากระบบ 30-40 % ขณะที่การยกระดับมาตรการป้องกันโรคนั้นต้องใช้เงินลงทุนไม่น้อย  แต่สิ่งหนึ่งที่มองข้ามไม่ได้ก็คือ “ราคาวัตถุดิบอาหารสัตว์” ซึ่งเป็นต้นทุนหลักของการเลี้ยงสัตว์ เพราะปี 2564 เป็นปีที่ระดับราคาวัตถุดิบทุกตัวพุ่งสูงขึ้นเป็นประวัติการณ์ กระทบต้นทุนการเลี้ยงสัตว์ถึง 30% ทั้งหมดเป็นต้นทุนการผลิตหมูที่เรียกว่าสูงเกินกว่าเกษตรกรจะคุ้มทุน

ราคาวัตถุดิบอาหารสัตว์ ปรับขึ้นต่อเนื่องตั้งแต่ไตรมาสที่ 3 ของ 2563 โดยราคาเมล็ดถั่วเหลืองและกากถั่วเหลืองแพงขึ้น 30% จากกิโลกรัมละ 13 บาท เป็นกิโลกรัมละ 18 บาท ส่วนราคาข้าวโพด ณ เดือนกันยายน 2564 ขยับพุ่งสูงถึง 11.50 บาท/กก. อาหารเสริม-วิตามิน-เกลือแร่ที่นำเข้าจากต่างประเทศ ล้วนมีการปรับตัวสูงขึ้นกว่า 20-30%   

ถ้าเจาะลึกมาที่วัตถุดิบหลักอย่าง “ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์”  ซึ่งเป็นสินค้าการเมืองที่เกษตรกรผู้เลี้ยงสัตว์และโรงงานอาหารสัตว์ต้องรับซื้อที่ราคาขั้นต่ำ กก.ละ 8 บาท แต่ไม่เคยมีเพดานราคา ส่งผลให้ราคาข้าวโพดพุ่งต่อได้อย่างไม่จำกัด ที่สำคัญ รัฐบาลยังทำประกันราคาข้าวโพด ปี64/65 รวม 1,863 ล้านบาท บวกกับมาตรการคู่ขนานอีก 45 ล้านบาท ยิ่งสะท้อนให้เห็นการที่รัฐให้ความสำคัญกับเกษตรกรพืชไร่มากกว่าเกษตรกรภาคปศุสัตว์ซึ่งไม่เคยได้รับการประกันราคาใดๆ  ไม่เพียงเท่านั้นการประกันราคาข้าวโพดนี้มีมูลค่าน้อยที่สุดในบรรดาพืชไร่ 5 ชนิดที่รัฐให้การประกัน ก็เพราะบังคับเกษตรกรคนเลี้ยงสัตว์ทำประกันขั้นต่ำไว้ให้แล้วนั่นเอง เมื่อมีทั้งประกันรายได้โดยรัฐและมีทั้งประกันรายได้จากการบังคับโรงงานอาหารสัตว์เช่นนี้ จึงหมายถึงการรับประกัน 2 ชั้นช่วยเหลือเกษตรกรพืชไร่อย่างเต็มที่

ขณะเดียวกัน ตลอดเวลาที่ผ่านมารัฐบาลกลับละเลยผู้เลี้ยงสัตว์ มีมาตรการคุมราคาสินค้าประเภทเนื้อสัตว์ เช่น เนื้อสุกรหน้าฟาร์มที่ราคา 80 บาท/กก. ซึ่งไม่สะท้อนต้นทุนการผลิตที่แท้จริง ปัจจุบันที่สถานการณ์โรคระบาดหมู ทำให้หมูหายไปจากระบบ 30-40% ส่งผลให้ปริมาณไม่สอดคล้องความต้องการบริโภคในช่วงเทศกาล จึงได้เห็นราคาหมูหน้าฟาร์มสูงเกินกว่า 80.- บาทเพราะไม่มีหมูเพียงพอ เกิดการแย่งซื้อหมู ราคาจึงขยับตามหลักอุปสงค์-อุปทาน กระทบตั้งแต่หน้าฟาร์มไปจนถึงเขียง และร้านอาหารต่างๆ

ซึ่งถ้ารัฐยอมรับว่าราคาต้นทุนวัตถุดิบอาหารสัตว์เป็นอีกปัญหาหนึ่งที่ทำให้ต้นทุนการผลิตหมูสูงขึ้น นอกเหนือจากต้นทุนการป้องกันโรคและการสูญเสียหมูที่ต้องรวมเป็นต้นทุนของฟาร์ม การแก้ปัญหาของภาครัฐจะเป็นไปอย่างถูกทาง สามารถช่วยลดต้นทุนให้ผู้เลี้ยงหมูได้ลืมตาอ้าปากและส่งผลให้สถานการณ์เข้าสู่ภาวะปกติได้เร็วยิ่งขึ้น

ข้าวโพดไทยมีต้นทุนการผลิตสูงกว่าในหลายประเทศ รัฐบาลไทยยังมีนโยบายและมาตรการต่างๆ ในการกำกับดูแล ไม่เพียงการขอความร่วมมือโรงงานอาหารสัตว์ให้ซื้อข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ในราคาไม่ต่ำกว่า 8 บาท/กก., แต่มีการจำกัดเวลานำเข้าข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ และมีมาตรการควบคุมการนำเข้าข้าวสาลี 3 : 1 ส่วนด้วย ล้วนทำให้ที่ผ่านมาราคาข้าวโพดไทยสูงกว่าราคาตลาดโลกเสมอ  ต่อมาเมื่อรัฐบาลมีโครงการประกันรายได้ให้เกษตรกรผู้ปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ โดยเริ่มตั้งแต่ปี 2562/2563 เป็นปีแรก รัฐบาลกลับไม่ยกเลิกมาตรการเดิมที่เคยใช้ เกษตรกรเลี้ยงสัตว์จึงต้องแบกรับภาระราคาข้าวโพดตลอดมา

ดังนั้น เพื่อให้ห่วงโซ่การผลิตอาหารเป็นไปอย่างสอดคล้องเป็นเหตุเป็นผล และช่วยให้อุตสาหกรรมอาหารของประเทศสามารถแข่งขันได้ในตลาดโลก รวมถึงเกษตรกรผู้เลี้ยงสัตว์ไม่ล้มหายตายจาก เช่นที่เกิดขึ้นกับกลุ่มผู้เลี้ยงหมู รัฐบาลควรมีมาตรการช่วยเหลือเร่งด่วน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง “การกำหนดเพดานราคาข้าวโพดเลี้ยงสัตว์” ไม่ใช่ปล่อยให้พุ่งสูงขึ้นอย่างไร้ขีดจำกัด รวมถึง ควรทบทวนมาตรการอื่นๆที่เป็นอุปสรรคด้วย   

นอกจากนี้ รัฐควรมีแผนระยะกลางและระยะยาว ที่คำนึงถึงเกษตรกรพืชไร่และเกษตรกรปศุสัตว์ทั้งระบบ เช่น การเพิ่มผลผลิตข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ในประเทศให้เพียงพอต่อความต้องการใช้ โดยควรเร่งปรับประสิทธิภาพการผลิตข้าวโพดเลี้ยงสัตว์เพื่อลดต้นทุน ควบคู่ไปกับการสร้างมาตรฐานการผลิตที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ตอบโจทย์ประเทศคู่ค้า จะช่วยให้การดาเนินธุรกิจทั้งห่วงโซ่ปศุสัตว์เดินหน้าต่อไปได้

สำหรับ “กากถั่วเหลือง” เป็นหนึ่งในวัตถุดิบนำเข้าที่ยังต้องเสียภาษีนำเข้า 2% ซึ่งถือเป็นภาระเมื่อเทียบกับหลายประเทศที่ไม่มีภาษี ส่งผลให้ต้นทุนการผลิตอาหารสัตว์ของไทยสูงกว่าประเทศอื่นๆ และมีผลต่อเนื่องไปถึงต้นทุนในภาคปศุสัตว์และอุตสาหกรรมอาหารของไทยดังที่กำลังปรากฏเป็นปัญหาของผู้เลี้ยงหมูในขณะนี้ ดังนั้น การช่วยลดต้นทุนค่าวัตถุดิบอาหารสัตว์ด้วยการยกเว้น “ภาษีนำเข้าวัตถุดิบ” จะเป็นอีกหนทางหนึ่งที่จะทำให้ต้นทุนการผลิตเนื้อสัตว์ของเกษตรกรลดลง ขณะที่ปัจจุบันฟาร์มปศุสัตว์กว่า 90% ใช้อาหารสัตว์สำเร็จรูป การยกเว้นภาษีนำเข้าวัตถุดิบจึงเป็นการช่วยเหลือเกษตรกรได้อย่างทั่วถึง

จากบทเรียนสถานการณ์หมูที่กำลังเกิดขึ้น รัฐควรพิจารณานโยบายให้เอื้อต่อการควบคุมต้นทุนการผลิตของเกษตรกรปศุสัตว์ และจูงใจให้เกษตรกรกล้าที่จะลงหมูเข้าเลี้ยง เมื่อผนวกกับแนวทางอื่นๆ เช่น การปล่อยให้ราคาขายเป็นไปตามกลไกตลาด การสนับสนุนเกษตรกรเข้าถึงสินเชื่อหรือแหล่งทุน ฯลฯ ก็จะช่วยให้สถานการณ์เข้าสู่ภาวะปกติโดยเร็วและสามารถแข่งขันได้ในตลาดโลก

‘เฉลิมชัย’สั่งกรมปศุสัตว์ เร่งแก้หมูแพงทั้งระบบ งดส่งออกไปต่างประเทศ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/626728

‘เฉลิมชัย’สั่งกรมปศุสัตว์  เร่งแก้หมูแพงทั้งระบบ  งดส่งออกไปต่างประเทศ

วันพฤหัสบดี ที่ 6 มกราคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

‘เฉลิมชัย’สั่งกรมปศุสัตว์เร่งแก้หมูแพงทั้งระบบ งดส่งออกไปต่างประเทศ ลดผลกระทบประชาชน

“เฉลิมชัย” สั่ง กรมปศุสัตว์ เร่งทำแผนแก้หมูแพงทั้งระบบ พร้อมเตรียมหารือ พาณิชย์และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ลดผลกระทบต่อประชาชนโดยเร็วที่สุด ด้าน ธ.ก.ส.พร้อมหนุนเกษตรกรเลี้ยงสุกรครบวงจร ทั้งผลิตอาหารสัตว์ การลงทุนฟาร์ม มาตรฐานป้องกันโรคระบาด ผ่านสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำวงเงิน3มื่นล้านบาท

เมื่อวันที่ 5 มกราคม 2565 นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกณ์ เปิดเผยว่า ล่าสุดได้สั่งการให้ อธิบดีกรมปศุสัตว์กำหนดแนวทางการแก้ไขปัญหาปริมาณสุกรที่ลดลง จนส่งผลให้ราคาจำหน่ายสูงขึ้น โดยต้องครอบคลุมทุกปัจจัยตั้งแต่ ปัจจัยต้นทุนการผลิตที่สูงขึ้นอย่างต่อเนื่องเพราะอาหารสัตว์และยารักษาโรคแพง ปัจจัยการพบโรคระบาดในสุกรที่เนื่องจากต้องทำลายสุกรเพื่อควบคุมโรค อีกทั้งก่อนหน้านี้เกษตรกรผู้เลี้ยงสุกรรายเล็ก รายย่อย และรายกลางเกิดความตื่นตระหนกต่อข่าวของการเกิดโรคระบาดในสุกรจึงได้เร่งขายสุกรมีชีวิตออกจากฟาร์ม เมื่อพักคอกแล้ว เกษตรกรรายย่อยและรายเล็กส่วนหนึ่งหยุดเลี้ยงเนื่องจากไม่ได้ปรับระบบการเลี้ยงให้มีความปลอดภัยทางชีวภาพ (Biosecurity) เพื่อควบคุมโรค จึงเกรงว่า หากสุกรติดโรคระบาดจะเสียหายมาก ส่งผลให้ปริมาณสุกรในระบบการผลิตลดลง แต่ยังความต้องการบริโภคยังสูง

ทั้งนี้ กรมปศุสัตว์ เตรียมมาตรการทั้งระยะสั้น ระยะกลาง และระยะยาวไว้แล้ว โดยจะเร่งหารือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้แก่ สมาคมผู้เลี้ยงสุกรแห่งชาติ กรมการค้าภายใน กรมการค้าระหว่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์เพื่อแก้ปัญหาร่วมกันโดยเร็วต่อไป

ด้านนายสัตวแพทย์สรวิศ ธานีโต อธิบดีกรมปศุสัตว์กล่าวว่า กรมปศุสัตว์ได้จัดทำมาตรการแก้ไขปัญหาราคาสุกรสูงขึ้น 3 ระยะคือ1.มาตรการระยะด่วนได้แก่การห้ามส่งออกสุกรมีชีวิตเพื่อเพิ่มปริมาณเนื้อสุกรภายในประเทศให้มากขึ้น การช่วยเหลือด้านราคาอาหารสัตว์โดยเฉพาะส่วนที่นำเข้ามาจากต่างประเทศเช่น การงดเว้นการเก็บค่าธรรมเนียมหรือภาษี การจัดสินเชื่อพิเศษของธ.ก.ส. เพื่อให้เกษตรกรที่สามารถปฏิบัติตามหลักเกณฑ์เงื่อนไขได้ กลับมาเลี้ยงใหม่ในพื้นที่ความเสี่ยงต่ำ การตรึงราคาจำหน่ายที่เหมาะสมและสอดคล้องกับต้นทุนที่เกิดขึ้น พร้อม เร่งสำรวจภาพรวมสถานการณ์การผลิตสุกรเพื่อกำหนดพื้นที่เป้าหมายและมาตรการที่เหมาะสม และเพิ่มกำลังการผลิตแม่สุกรทดแทนโดยให้เกษตรกรใช้สุกรขุนตัวเมียมาใช้ทำพันธุ์ชั่วคราว เร่งรัดเจรจาฟาร์มรายใหญ่ในการสรรและกระจายพันธุ์และลูกสุกรขุนให้กับรายย่อยและเล็กที่ต้องการกลับเข้ามาสู่ระบบใหม่กำหนดโซนเลี้ยงและออกมาตรการบังคับใช้อย่างเหมาะสมเพื่อควบคุมโรค และเร่งรัดการวิจัยพัฒนาวัคซีนป้องกันโรค

ส่วนมาตรดารที่2 คือมาตรการระยะสั้นได้แก่ การส่งเสริมการผลิตข้าวโพดเลี้ยงสัตว์เพื่อทดแทนการนำเข้าจากต่างประเทศการขยายกำลังผลิตแม่สุกรสนับสนุนศูนย์วิจัยและบำรุงสัตว์ ในสังกัดกรมปศุสัตว์และเครือข่ายคู่ขนานกับฟาร์มเกษตรกรและภาคเอกชน การศึกษาวิจัยยาและสารกระตุ้นภูมิคุ้มกันเพื่อลดความสูญเสียจากโรคระบาด

ขณะที่มาตรการที่3 คือ มาตรการระยะยาวได้แก่ การปรับเปลี่ยนพื้นที่ที่ไม่เหมาะสมกับการปลูกพืชอื่น แล้วส่งเสริมการผลิตข้าวโพดเลี้ยงสัตว์เพื่อทดแทนการนำเข้า หรือส่งเสริมการผลิตข้าวโพดในฤดูแล้งให้มากขึ้นการยกระดับมาตรการปรับปรุงระบบ Biosecurity ในการเลี้ยงสุกรให้เป็น GAP หรือ GFM ซึ่งจะป้องกันโรคได้ดีขึ้น ใช้ยุทธศาสตร์การควบคุมโรคปากและเท้าเปื่อย (FMD) เพื่อส่งเสริมการส่งออกสุกรไปต่างประเทศ ใช้ระบบการติดตามการเคลื่อนย้ายสุกร Tracking Smart Logistics พร้อมทั้งศึกษาและพัฒนาการปรับปรุงพันธุ์สุกรให้ได้สุกรพันธุ์ดีและทนทานต่อโรคระบาด ศึกษาและพัฒนาการลดต้นทุนการเลี้ยงสุกรทั้งวงจรโดยกรมปศุสัตว์จะเร่งหารือกับทุกภาคส่วนเพื่อบรรเทาผลกระทบของประชาชนจากราคาเนื้อสุกรสูงขึ้นโดยเร็วต่อไป

จากการประเมินจำนวนสุกรทั้งประเทศในปี 2564 ในการตรวจสอบจากการขออนุญาตเข้าฆ่าและส่งออกพบว่า รวมสุกรขุนทั้งประเทศ 19.27 ล้านตัวแบ่งเป็น สุกรเข้าฆ่า 18.29 ล้านตัวและส่งออก 0.98 ล้านตัว หรือลดลงร้อยละ 13

ด้าน นายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ รมว.คลัง และประธานกรรมการธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร(ธ.ก.ส.)เผยว่า จากปัญหาราคาเนื้อสุกรแพงเนื่องจากความต้องการของตลาด ผลกระทบของโรคระบาดร้ายแรงในสุกร ราคาวัตถุดิบอาหารสัตว์เช่นข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ กากถั่วเหลือง มีราคาแพงขึ้นอย่างมาก ทำให้เกษตรกร มีภาระต้นทุนเพิ่มขึ้น จึงส่งผลมายังผู้บริโภค รัฐบาลจึงเร่งออกนโยบายแก้ไขปัญหาทั้งการงดส่งออกสุกรมีชีวิต การงดเว้นการเก็บค่าธรรมเนียมภาษีรวมทั้งการส่งเสริมการผลิตข้าวโพดเลี้ยงสัตว์เพื่อทดแทนการนำเข้าเพื่อช่วยเหลือด้านราคาวัตถุดิบอาหารสัตว์ รวมถึงการจัดสินเชื่อพิเศษเพื่อการฟื้นฟูการผลิตสุกรผ่านธ.ก.ส.เพื่อส่งเสริมการเลี้ยงสุกรคุณภาพ

ขณะที่นายธนารัตน์ งามวลัยรัตน์ ผู้จัดการ ธ.ก.ส.กล่าวว่า จากปัญหาโรคระบาดในสุกรราคาวัตถุดิบอาหารสัตว์ เพิ่มสูงขึ้นทำให้มีผู้เลี้ยงรายใหม่ลดลง เพื่อบรรเทาปัญหาดังกล่าว ธ.ก.ส.ได้จัดเตรียมสินเชื่อพิเศษส่งเสริมการเลี้ยงสุกร การเพาะปลูกผลผลิต สำหรับผลิตอาหารสัตว์ และการวางระบบการเลี้ยงมาตรฐานเพื่อป้องกันและลดความเสี่ยงจากปัญหาโรคระบาด การเพิ่มปริมาณสุกรให้ออกสู่ตลาดได้มากขึ้น จึงเตรียมสินเชื่อวงเงินรวม 30,000 ล้านบาท ประกอบด้วย

1)สินเชื่อสานฝันสร้างอาชีพ สำหรับเกษตรกรรายย่อยและบุคคลในครัวเรือนที่ประสงค์จะกู้เงินเพื่อไปลงทุนเลี้ยงสุกรหรืออื่นๆเพื่อเป็นการสร้างอาชีพวงเงินกู้ไม่เกิน100,000บาทต่อราย กรณีกู้เป็นค่าใช้จ่ายคิดอัตราดอกเบี้ยร้อยละ4ต่อปี กำหนดระยะเวลาชำระคืนไม่เกิน12เดือน (พิเศษไม่เกิน18เดือน) นับแต่วันกู้ กรณีเป็นค่าลงทุนปีที่1-3 คิดดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 4 ต่อปี ปีที่4–5อัตราดอกเบี้ย MRR (ปัจจุบัน MRR เท่ากับร้อยละ 6.5ต่อปี) กำหนดระยะเวลาชำระคืนไม่เกิน5 ปีโดยปลอดชำระต้นเงิน 2 ปีแรก

2) สินเชื่อ Food Safety เพื่อเป็นค่าใช้จ่ายหมุนเวียนหรือเพื่อเป็นค่าลงทุนในการส่งเสริมการประกอบอาชีพที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม อัตราดอกเบี้ยกรณีเกษตรกร MRR (ปัจจุบัน MRR เท่ากับ ร้อยละ 6.5 ต่อปี) กรณีผู้ประกอบการนิติบุคคล กลุ่มวิสาหกิจชุมชนหรือองค์กร กลุ่มเกษตรกร หรือสหกรณ์การเกษตร ดอกเบี้ย MLR (ปัจจุบัน MLR เท่ากับร้อยละ 4.875ต่อปี)พิเศษสำหรับผู้ที่ได้รับการรับรองมาตรฐานฯหรือแนวทางปฏิบัติที่เกี่ยวข้องจากหน่วยงานราชการหรือเอกชน กรณีเกษตรกร ดอกเบี้ย MRR-1 กรณีผู้ประกอบการ นิติบุคคลต่างๆดอกเบี้ย MLR-0.5 ระยะเวลาชำระคืน กรณีค่าใช้จ่ายหมุนเวียน ไม่เกิน 12 เดือน (กรณีพิเศษ ไม่เกิน 18 เดือนนับแต่วันกู้) กรณีค่าลงทุนไม่เกิน15 ปี

3) สินเชื่อเสริมแกร่ง SME เกษตร เพื่อเป็นค่าใช้จ่ายหมุนเวียนหรือค่าลงทุนในการประกอบธุรกิจ โดยมีการนำนวัตกรรมและเทคโนโลยีมาใช้ลดต้นทุนและเพิ่มประสิทธิภาพ หรือรักษาสิ่งแวดล้อม กำหนด วงเงินกู้ไม่เกิน 100 ล้านบาทต่อราย อัตราดอกเบี้ยปีที่1–2ร้อยละ4ต่อปี และปีที่3–10 อัตราดอกเบี้ย MRR-1 / MLR / MOR ตามประเภทของลูกค้า (ปัจจุบัน MRR เท่ากับร้อยละ6.5 ต่อปี/MLR เท่ากับร้อยละ 4.875 ต่อปี และ MOR เท่ากับร้อยละ6.25 ต่อปี) กรณีที่ผู้ประกอบการสามารถนำ Platform มาใช้ในการบริหารจัดการธุรกิจ หรือมีการรับซื้อผลผลิตเกษตรอินทรีย์ หรืออาหารปลอดภัย (Food Safety)ที่มีมาตรฐานรับรองหรือรับซื้อผลผลิตจากเกษตรกรต้นน้ำ หรือกลุ่มวิสาหกิจที่ได้รับรองมาตรฐานการปฏิบัติทางการเกษตรที่ดี (GAP)ไม่น้อยกว่าร้อยละ 20 ของต้นทุนวัตถุดิบ หรือเป็นธุรกิจที่นำหลักโมเดลการพัฒนาเศรษฐกิจแบบ องค์รวม (BCG Model) อย่างใดอย่างหนึ่งมาใช้จะได้รับอัตราดอกเบี้ยในปีที่ 3 – 4 อัตราดอกเบี้ยร้อยละ 4 ต่อปี เพิ่มอีก 2 ปี ทั้งนี้ เงื่อนไขเป็นไปตามที่ธนาคารกำหนด

ปัจจุบันไทยมีเกษตรกรผู้เลี้ยงสุกรราว190,000ราย กว่าร้อยละ90เป็นรายย่อย เลี้ยงสุกรในระบบร้อยละ30โดยเป็นเกษตรกรลูกค้า ธ.ก.ส.จำนวน 59, 205ราย ขณะที่ผู้เลี้ยงขนาดกลางและรายใหญ่มีประมาณร้อยละ3แต่ผลิตสุกรร้อยละ70เลี้ยงออกสู่ตลาดเฉลี่ยปีละ22ล้านตัว กว่าร้อยละ90ใช้บริโภคภายในประเทศ เมื่อมีโรคระบาดร้ายแรงในสุกรในช่วง2ปีที่ผ่านมา แม้จะควบคุมโรคได้ดี แต่ ทำให้ผลผลิตได้รับความเสียหายร้อยละ 30-40 เหลือเพียง18ล้านตัว คาดว่าปี2565จะผลิตได้เพียง 13-15 ล้านตัว

ปศุสัตว์ยันเนื้อสุกร ไร้โรคระบาดรุนแรง ย้ำดูป้าย‘ปศุสัตว์OK’ บริโภคได้ปลอดภัย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/626704

วันพฤหัสบดี ที่ 6 มกราคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

นายสัตวแพทย์สรวิศ ธานีโต อธิบดีกรมปศุสัตว์ ชี้แจงกรณีที่มีข่าวว่ามีผู้ซื้อตับสุกรจากห้างแห่งหนึ่งนำมาปรุงให้สุนัขทานแล้วเกิดอาการป่วยรุนแรงจนต้องเข้ารับการรักษา จนสงสัยว่าเกิดโรคระบาดในสุกรติดต่อไปยังสัตว์อื่น ว่าได้ให้ความสำคัญเรื่องความปลอดภัย ยืนยันว่าไม่มีโรคระบาดรุนแรงในสุกร ที่ติดต่อผ่านการบริโภคเนื้อหรืออวัยวะ มีการกำกับดูแลการผลิตที่ปลอดภัยตลอดห่วงโซ่ ส่วนโรคที่พบในช่วงนี้ ได้แก่ โรคพีอาร์อาร์เอส (Porcine reproductive andrespiratory syndrome : PRRS)โรคอหิวาต์สุกร (Classical Swine Fever : CSF) รวมทั้งโรคที่ปรากฏในประเทศเพื่อนบ้าน อย่างโรคอหิวาต์แอฟริกาในสุกร (African SwineFever : ASF) ซึ่งยืนยันด้วยข้อมูลทางวิทยาศาสตร์ว่าเกิดเฉพาะสุกรป่า

นายสัตวแพทย์สรวิศ กล่าวอีกว่า ในฐานะกำกับดูแลการผลิตอาหารปลอดภัยได้ดำเนินโครงการรับรองสถานที่จำหน่ายเนื้อสัตว์ภายใต้ตราสัญลักษณ์ “ปศุสัตว์ OK” เพื่อสร้างความมั่นใจให้ผู้บริโภค ว่าสถานที่จำหน่ายจากแหล่งผลิตมาตรฐานสามารถตรวจสอบย้อนกลับถึงที่มาได้ กรณีนี้หากตับสุกรมาจากที่จำหน่าย “ปศุสัตว์ OK” สามารถตรวจสอบย้อนกลับและติดตามหาสาเหตุของปัญหาได้ อย่างไรก็ดี ขอเตือนพี่น้องประชาชน ว่าการบริโภคเนื้อสัตว์ทุกชนิด ต้องเน้นการทำสดใหม่และเก็บรักษาภายใต้อุณหภูมิที่เหมาะสม ปรุงให้สุกอย่างทั่วถึง หากมีแผลที่มือควรหลีกเลี่ยงการสัมผัสเนื้อสัตว์หรือเลือดสัตว์โดยตรง เพื่อลดโอกาสเสี่ยงจากเชื้อที่อาจปนเปื้อนจากแผลที่มือเข้าสู่เนื้อสุกร หรือจากเนื้อสุกรเข้าสู่แผล

กรมชลฯขยายผลทำนาใช้น้ำน้อย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/626701

วันพฤหัสบดี ที่ 6 มกราคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

นายประพิศ จันทร์มา อธิบดีกรมชลประทาน เป็นประธานประชุมติดตามการบริหารจัดการน้ำในช่วงฤดูแล้ง 2564/65และการส่งเสริมแนวทางการทำนาแบบเปียกสลับแห้งในเขตพื้นที่สำนักงานชลประทานที่ 12โดยมี ดร.ทวีศักดิ์ ธนเดโชพล รองอธิบดีกรมชลประทาน และผู้เกี่ยวข้อง เข้าร่วมประชุม โดยนายประพิศ เปิดเผยว่าสำนักงานชลประทานที่ 12 มีพื้นที่เพาะปลูกข้าวในเขตชลประทานประมาณ 2.4 ล้านไร่มีแผนปลูกข้าวนาปรัง ปี 2564/65 ประมาณ 8.3แสนไร่ คิดเป็นร้อยละ 34 โดยใช้ปริมาณน้ำต้นทุนจากแม่น้ำเจ้าพระยาเป็นส่วนใหญ่ ซึ่งแนวโน้มปริมาณน้ำอยู่ต่ำกว่าเกณฑ์เก็บกักในช่วงฤดูแล้ง ซึ่งอาจทำให้ไม่สามารถส่งน้ำเข้าสู่ระบบชลประทานได้อย่างเต็มศักยภาพ

ทั้งนี้ กรมชลประทาน ได้รณรงค์ให้เกษตรกรเพาะปลูกพืชแบบใช้น้ำน้อย ตามโครงการสาธิตการทำนาแบบเปียกสลับแห้ง ภายใต้โครงการใช้น้ำอย่างรู้คุณค่าปวงประชาถวายพ่อของแผ่นดิน ตามนโยบายกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยมีพื้นที่นำร่อง 4 แห่ง ได้แก่ โครงการชลประทานเชียงใหม่, โครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาแม่แตง จ.เชียงใหม่, โครงการชลประทานอุบลราชธานี และโครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาโดมน้อย จ.อุบลราชธานี รณรงค์การใช้น้ำอย่างประหยัดด้วยการทำนาแบบเปียกสลับแห้ง (แกล้งข้าว) หรือเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า การทำนาแบบใช้น้ำน้อย เป็นวิธีการบริหารจัดการน้ำในการทำนา โดยไม่ส่งผลกระทบต่อผลผลิตข้าว สามารถลดปริมาณการใช้น้ำได้มากถึงร้อยละ 28 ของปริมาณน้ำที่ใช้ในการทำนาแบบทั่วไป ซึ่งโดยปกติจะใช้น้ำประมาณ 1,200 ลูกบาศก์เมตร (ลบ.ม.)/ไร่ แต่ถ้าทำนาแบบแกล้งข้าวจะใช้น้ำเพียงประมาณ 860 ลบ.ม./ไร่ นอกจากจะลดปริมาณการใช้น้ำลงแล้ว ยังช่วยลดต้นทุนการใช้ปุ๋ย สารเคมี และน้ำมันเชื้อเพลิง สามารถลดต้นทุนการผลิตข้าวลงจากไร่ละประมาณ 5,600 บาท เหลือประมาณ3,400 บาท ที่สำคัญยังทำให้คุณภาพข้าวดีขึ้น เพิ่มปริมาณผลผลิตได้สูงกว่าไร่ละ 1,200 กิโลกรัม ได้อีกด้วย

เกษตรฯระดมแก้ไขปัญหา ขนส่งผลไม้ไทย-ลาว-จีน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/626702

วันพฤหัสบดี ที่ 6 มกราคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

นายอลงกรณ์ พลบุตร ที่ปรึกษา รมว.เกษตรและสหกรณ์ ในฐานะประธานคณะทำงานจัดทำแผนการแก้ไขปัญหาผลไม้เศรษฐกิจล่วงหน้าทั้งระบบ (เฉพาะกิจ) ซึ่งได้รับมอบหมายจาก นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รมว.เกษตรฯ ได้ประชุมคณะทำงานฯเป็นการเฉพาะกิจในการแก้ปัญหาและการพัฒนาระบบการขนส่งผลไม้และระบบ Cold Chain พร้อมด้วย นายอำพันธุ์ เวฬุตันติ รองปลัดกระทรวงเกษตรฯ นายยุคล ชนะวัฒน์ปัญญา คณะที่ปรึกษา รมว.เกษตรฯ และผู้แทนคณะทำงานฯ

ทั้งนี้ มีผู้แทนจากกรมส่งเสริมการเกษตร กรมส่งเสริมสหกรณ์ กรมวิชาการเกษตร กรมการค้าภายใน กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ สำนักงานที่ปรึกษาการเกษตรต่างประเทศ ประจำกรุงปักกิ่ง นครกว่างโจว นครเซี่ยงไฮ้ นายชาญศักดิ์ ชื่นชม รองกรรมการผู้จัดการใหญ่วิศวกรรมและโครงสร้างพื้นฐานบริษัท ปตท.จำกัด (มหาชน) นายพงษ์ทร วิเศษสุวรรณ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ ด้านธุรกิจขนส่งและโลจิสติกส์ บริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด นายสุวิทย์ รัตนจินดา ประธานสมาพันธ์ผู้ให้บริการโลจิสติกส์ไทย สมาคมผู้ค้าและผู้ส่งออกผลไม้ไทย สมาคมทุเรียนไทย บริษัท เวียงจันทน์โลจิสติกส์ปาร์ค-ท่าบกท่านาแล้ง บริษัทอินเตอร์เอ็กเพรส บริษัท สตีเวีย(Nitrogen Freezer) โดยมีสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร เป็นฝ่ายเลขานุการคณะทำงานฯ ซึ่งที่ประชุมได้เร่งแก้ปัญหาและการพัฒนาระบบการขนส่งผลไม้ไทย-ลาว-จีน

‘เฉลิมชัย’หนุนอาสาฯเกษตร นำเทคโนโลยี/นวัตกรรมมาพัฒนา

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/626703

วันพฤหัสบดี ที่ 6 มกราคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รมว.เกษตรและสหกรณ์ กล่าวภายหลังมอบนโยบายและแนวทางการขับเคลื่อนพัฒนางานอาสาสมัครเกษตรกระทรวงเกษตรฯ ให้ตัวแทนอาสาสมัครเกษตรหมู่บ้าน (อกม.) เพื่อกำหนดแนวการดำเนินงานของอาสาสมัครเกษตร ที่กระทรวงเกษตรฯว่างานอาสาสมัครเกษตรนั้นมีความสำคัญในการขับเคลื่อนงานและถือเป็นนโยบายหลักของกระทรวงเกษตรฯ ที่ผ่านมา อาสาสมัครเกษตรหมู่บ้าน ได้ปฏิบัติงานจัดเก็บรวบรวม และรายงานข้อมูลพื้นฐานด้านการเกษตร ประสานงานในการถ่ายทอดความรู้และการแก้ไขปัญหาของเกษตรกรในหมู่บ้าน รวมทั้งติดตามสถานการณ์การเกษตรในหมู่บ้านพร้อมรายงานเหตุการณ์ฉุกเฉินเร่งด่วนต่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ด้วยความทุ่มเท เสียสละ และมีจิตอาสาอย่างต่อเนื่องมาโดยตลอด จึงขอขอบคุณและส่งกำลังใจให้แก่พี่น้องชาวอาสาสมัครเกษตรทุกท่านที่ช่วยสนับสนุน ทำงานร่วมกับเจ้าหน้าที่ของกระทรวงเกษตรฯ ในพื้นที่ รวมถึงช่วยกระจายข่าวสารการประสานงานและปัญหาหรืออุปสรรคในการดำเนินงาน ที่เป็นส่วนช่วยให้ส่วนราชการสามารถแก้ปัญหาได้ตรงจุด

นอกจากนี้ ในสถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ที่ผ่านมา อาสาสมัครเกษตรหมู่บ้านได้ช่วยปฏิบัติหน้าที่อย่างเข้มแข็ง โดยได้ลงพื้นที่ทำงานเคียงข้างกับเจ้าหน้าที่ส่งเสริมการเกษตรเพื่อประชาสัมพันธ์ชี้แจงข้อมูลโครงการเยียวยาเกษตรกรฯ ตรวจสอบความถูกต้องของเอกสาร เก็บรวบรวม เพื่อดำเนินการขึ้นทะเบียนและปรับปรุงทะเบียนเกษตรกรส่งข้อมูลให้กระทรวงเกษตรฯ สำหรับจ่ายเงินช่วยเหลือเยียวยาพี่น้องเกษตรกรด้วยความเรียบร้อยทั่วถึง และรวดเร็ว จนสำเร็จลุล่วงตามวัตถุประสงค์ของโครงการ

อย่างไรก็ดี กระทรวงเกษตรฯ ในฐานะหน่วยงานที่กำกับดูแลภาคการเกษตรของประเทศจะส่งเสริมสนับสนุนการนำเทคโนโลยี นวัตกรรม ให้แก่พี่น้อง อกม.ทุกท่าน เพื่อเป็นการสร้างขวัญและกำลังใจในการทำงาน โดยจะมีเจ้าหน้าที่กระทรวงเกษตรฯ เป็นพี่เลี้ยง เพื่อร่วมกันทำงานให้สำเร็จลุล่วงตามนโยบาย รวมทั้งการหาแนวทางและผลักดันด้านค่าตอบแทนให้แก่พี่น้อง อกม.ที่ได้ทุ่มเทเสียสละ

ทั้งนี้ สำหรับแนวทางการพัฒนางานด้าน อกม. ของกรมส่งเสริมการเกษตร ได้ดำเนินโครงการพัฒนาอาสาสมัครเกษตรหมู่บ้าน เพื่อส่งเสริมและพัฒนาศักยภาพของอาสาสมัครเกษตรหมู่บ้าน ที่ช่วยสนับสนุนการทำงานของเจ้าหน้าที่ในพื้นที่ และงานตามภารกิจของกระทรวงเกษตรฯตลอดจนการเชื่อมโยงเครือข่ายและพัฒนาให้เป็นต้นแบบแก่เกษตรกรทั่วไป การสร้างขวัญกำลังใจ และยกย่องเชิดชูเกียรติให้แก่อาสาสมัครเกษตร ในฐานะเกษตรกรผู้มีจิตอาสา