กรมชลฯคุมเข้มแผนจัดสรรน้ำฤดูแล้ง เน้นย้ำอุปโภคบริโภคเพียงพอ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/626718

กรมชลฯคุมเข้มแผนจัดสรรน้ำฤดูแล้ง เน้นย้ำอุปโภคบริโภคเพียงพอ

วันพุธ ที่ 5 มกราคม พ.ศ. 2565, 19.37 น.

เมื่อวันที่ 5 มกราคม 2565 นายทวีศักดิ์ ธนเดโชพล รองอธิบดีกรมชลประทาน เปิดเผยหลังการประชุมคณะอนุกรรมการติดตามและวิเคราะห์แนวโน้มสถานการณ์น้ำ ว่า จากการตรวจสอบล่าสุด พบว่าอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่และขนาดกลางทั่วประเทศ มีปริมาณน้ำรวมกันทั้งสิ้น 57,757 ล้าน ลบ.ม.หรือคิดเป็นร้อยละ 75 ของความจุอ่างฯ รวมกันมีน้ำใช้การได้ 33,639 ล้าน ลบ.ม.ปัจจุบันมีการใช้น้ำไปแล้วประมาณ 7,557 ล้าน ลบ.ม.คิดเป็นร้อยละ 34 ของปริมาณน้ำใช้การได้ เฉพาะ 4 เขื่อนหลักลุ่มน้ำเจ้าพระยา (เขื่อนภูมิพล เขื่อนสิริกิติ์ เขื่อนแควน้อยบำรุงแดน และเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์) มีปริมาณน้ำรวมกันประมาณ 7,891 ล้าน ลบ.ม.คิดเป็นร้อยละ 59 ของความจุอ่างฯ มีน้ำใช้การได้ 4,094 ล้าน ลบ.ม.ปัจจุบันมีการใช้น้ำไปแล้วประมาณ 1,797 ล้าน ลบ.ม.คิดเป็นร้อยละ 32 ของปริมาณน้ำใช้การได้

สำหรับผลการเพาะปลูกข้าวนาปรัง ปี 2564/65 ทั้งประเทศเพาะปลูกข้าวไปแล้ว 3.59 ล้านไร่ หรือคิดเป็นร้อยละ 56 ของแผนฯ เฉพาะพื้นที่ลุ่มเจ้าพระยา เพาะปลูกไปแล้ว 2.51 ล้านไร่ หรือคิดเป็นร้อยละ 89 ของแผนฯ ทั้งนี้ ได้เน้นย้ำให้โครงการชลประทาน โดยเฉพาะพื้นที่ลุ่มเจ้าพระยา พิจารณาเก็บกักน้ำในแหล่งน้ำธรรมชาติและจัดหาแหล่งน้ำเพิ่มเติม เพื่อสำรองน้ำไว้ใช้ในการปรับปฏิทินการเพาะปลูกข้าวนาปี ปี 65 ตามข้อสั่งการของรัฐบาล โดยกองอำนวยการน้ำแห่งชาติ (กอนช.) และ นายประพิศ จันทร์มา อธิบดีกรมชลประทาน

ด้านคุณภาพน้ำในแม่น้ำสายหลัก ได้เน้นย้ำให้ติดตามสถานการณ์น้ำและควบคุมคุณภาพน้ำให้อยู่ในเกณฑ์ที่กำหนด สอดคล้องกับสถานการณ์ ตลอดจนประชาสัมพันธ์ถึงสถานการณ์น้ำและแผนบริหารจัดการน้ำ เน้นย้ำให้ทุกภาคส่วนร่วมมือกันในการใช้น้ำอย่างประหยัดและเป็นไปตามแผนที่วางไว้ เพื่อให้มีน้ำใช้อย่างเพียงพอตลอดฤดูแล้งนี้ด้วย

วช. หนุนผลงานวิจัย มรภ.อุตรดิตถ์แก้ปัญหาขนะทางการเกษตร ผลิตถ่านดูดกลิ่น 3 IN 1 จากวัสดุเหลือทิ้ง

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/626670

วช. หนุนผลงานวิจัย มรภ.อุตรดิตถ์แก้ปัญหาขนะทางการเกษตร ผลิตถ่านดูดกลิ่น 3 IN 1 จากวัสดุเหลือทิ้ง

วันพุธ ที่ 5 มกราคม พ.ศ. 2565, 17.29 น.

วช. หนุนผลงานวิจัย มรภ.อุตรดิตถ์แก้ปัญหาขนะทางการเกษตร ผลิตถ่านดูดกลิ่น 3 IN 1 จากวัสดุเหลือทิ้ง เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมช่วยเหลือและสร้างรายได้ให้เกษตรกรอย่างยั่งยืน

นางสาววิภารัตน์ ดีอ่อง ผู้อำนวยการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติเปิดเผยว่าจากปัญหาเศษวัสดุเหลือทิ้งทางการเกษตรจำนวนมากในขณะนี้ อาทิ เปลือกทุเรียน เหง้ามันสำปะหลัง แกนข้าวโพด ข้อไม้ไผ่ รวมถึงเศษกิ่งไม้ริมทาง ยังไม่ได้ถูกนำมาใช้ให้เกิดประโยชน์จำนวนมาก รวมทั้ง การจัดการโดยเผาเศษวัสดุเหลือทิ้งในที่โล่ง ที่เป็นสาเหตุ

ของการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและมลสารเข้าสู่ชั้นบรรยากาศจำนวนมากทึ่เกิดขึ้นเพื่อเป็นการแก้ปัญหาและยกระดับคุณภาพชีวิตและสิ่งแวดล้อมให้ยั่งยืนสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.)จึงได้มีการการสนับสนุนทุนวิจัยนักวิจัย มหาวิทยาลัยราชภัฏอุตรดิตถ์ นำองค์ความรู้ และนวัตกรรมการผลิตถ่านดูดกลิ่น 3 In 1 จากวัสดุเหลือทิ้งทางการเกษตร ส่งเสริมรายได้พื้นที่เป้าหมาย สร้างเกษตรกรต้นแบบ จ.อุตรดิตถ์ และ จ.สุรินทร์ กว่า 100 ราย แนะใช้ถ่านดูดซับกลิ่น ความชื้น ยกระดับคุณภาพชีวิตและสิ่งแวดล้อมให้ยั่งยืนมากขึ้น

ทั้งนี้ นวัตกรรมการผลิตถ่านดูดกลิ่น 3 In 1 ด้วยวิธีไพโรไลซิส เป็นแนวทางหนึ่งในการแก้ไขประเด็นปัญหาการกำจัดขยะดังกล่าวโดย ขณะนี้นักวิจัยได้ถ่ายทอดองค์ความรู้ให้กับชาวบ้านและติดตั้งนวัตกรรมแล้ว ประกอบด้วย เตาผลิตถ่านดูดกลิ่นแบบไพโรไลซิส เครื่องบดถ่าน ชั้นตากถ่าน เครื่องอัดถ่าน เครื่องเจียรตัดแต่งถ่าน และเครื่องเป่าลมร้อน พร้อมการออกแบบ เพื่อส่งเสริมให้เกิดผลิตภัณฑ์และเกษตรกรต้นแบบ กว่า 100 ราย ใน 2 จังหวัดเป้าหมาย คือ กลุ่มคนทำถ่าน จ.อุตรดิตถ์ และกลุ่มคนเอาถ่าน จ.สุรินทร์ เป็นการบูรณาการทำงานร่วมกันของหน่วยงานภาคการวิจัยและภาควิชาการ ระหว่างสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) และมหาวิทยาลัยราชภัฏอุตรดิตถ์ ที่มีผลงานวิจัยอันเป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาเชิงพื้นที่ ร่วมกับกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร (กอ.รมน.ถือเป็นการขยายผลให้เกิดประโยชน์ต่อสังคม ชุมชน ในการพัฒนาอาชีพ การจัดการสิ่งแวดล้อม และการเพิ่มมูลค่า พร้อมสร้างความตระหนักในการนำวัสดุเหลือทิ้งจากพื้นการเกษตรมาใช้ประโยชน์ โดยต่อยอดองค์ความรู้จากการวิจัยเชิงพื้นที่กับภูมิปัญญาท้องถิ่น เพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจจากฐานราก และสร้างความมั่นคงให้กับประเทศ

ขณะที่ ผศ.ดร.จันทร์เพ็ญ ชุมแสง ผู้อำนวยการศูนย์วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี แห่งมหาวิทยาลัยราชภัฏอุตรดิตถ์ ในฐานะหัวหน้าโครงการ กล่าวว่า การใช้องค์ความรู้ผลงานวิจัยและนวัตกรรมการผลิตถ่านดูดกลิ่น 3 In 1 จากวัสดุเหลือทิ้งทางการเกษตร เพื่อการส่งเสริมรายได้ในพื้นที่เป้าหมาย เป็นการใช้ประโยชน์ผลงานวิจัยและนวัตกรรมเพื่อชุมชนสังคม โดยการนำหลักการทางวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรม ของการเพิ่มมูลค่าวัสดุเหลือทิ้งทางการเกษตร มาผลิตถ่านไบโอชาร์ (Biochar) โดยออกแบบเตาเผาถ่าน ด้วยกระบวนการเผาไหม้

ที่มีการควบคุมอุณหภูมิและอากาศ หรือจำกัดอากาศให้เข้าไปเผาไหม้น้อยที่สุด ที่เรียกว่า “การแยกสลายด้วยความร้อนหรือกระบวนการ “ไพโรไลซิส” ทำให้ถ่านที่ได้มีความพรุนสูง น้ำหนักเบา มีพื้นที่ผิวในการดูดซับประจุบวกสูง ซึ่งเป็นคุณสมบัติที่เหมาะสมต่อการดูดซับความชื้น ประจุลบ และกักเก็บน้ำ เหมาะต่อการนำไปเป็นวัสดุปรับปรุงบำรุงดิน และการประยุกต์ใช้เป็นส่วนประกอบหลักของการผลิตถ่านดูดกลิ่น กระบวนการผลิตอยู่บนพื้นฐานความเหมาะสม และเกษตรกรสามารถดำเนินการเองได้ เป็นการส่งเสริมคุณภาพชีวิต และรักษาฐานทรัพยากรธรรมชาติเพื่อใช้ประโยชน์ได้อย่างยั่งยืน

สำหรับถ่านดูดกลิ่น 3 In 1 มีคุณสมบัติในการดูดซับกลิ่น ความชื้น และจุลินทรีย์หรือเชื้อโรคในอากาศได้เป็นอย่างดี ซึ่งถ่านมีประจุลบ และอินฟาเรดยาว ทำให้มีคุณประโยชน์ต่อสุขภาพ ช่วยกระตุ้นการไหลเวียนของเลือด สามารถวางไว้ในห้องนอน หรือใช้ได้ทั้งครัวเรือน เนื่องจากไม่มีสารเคมีเจือปน เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม วัตถุดิบที่ใช้ในการผลิตเป็นวัสดุอินทรีย์ 100 เปอร์เซ็นต์ ภายใต้แบรนด์ถ่านดูดกลิ่น “Biochar for Life” ผลิตโดย ชุมชนกลุ่มคนเอาถ่านตำบลเมืองลีง อำเภอจอมพระ จังหวัดสุรินทร์ และ“PK Biochar air purifier”ผลิตและจำหน่ายโดยกลุ่มคนทำถ่านตำบลผักขวง อำเภอทองแสนขัน จังหวัดอุตรดิตถ์ โดยมีผลการตรวจวิเคราะห์ผ่านเกณฑ์มาตรฐานผลิตภัณฑ์ชุมชน (มผช.) ถ่านดูดกลิ่น มผช.๑๘๐/๒๕๖๓ ซึ่ง เป็นการเพิ่มมูลค่าเศษวัสดุเหลือใช้ให้เกิดประโยชน์ได้อย่างจริงจัง -(016)

ห้ามส่งออก!เกษตรฯกางแผน 3 ระยะแก้ราคา‘หมู’แพง

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/626652

ห้ามส่งออก!เกษตรฯกางแผน 3 ระยะแก้ราคา‘หมู’แพง

วันพุธ ที่ 5 มกราคม พ.ศ. 2565, 16.46 น.

“เฉลิมชัย” สั่งกรมปศุสัตว์เร่งทำแผนแก้หมูแพงทั้งระบบ พร้อมเตรียมหารือกระทรวงพาณิชย์ หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ลดผลกระทบต่อประชาชนผู้บริโภค

5 มกราคม 2565 นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า ล่าสุดได้สั่งการให้อธิบดีกรมปศุสัตว์กำหนดแนวทางการแก้ไขปัญหาปริมาณสุกรที่ลดลง จนส่งผลให้ราคาจำหน่ายสูงขึ้น โดยต้องครอบคลุมทุกปัจจัย ตั้งแต่ปัจจัยต้นทุนการผลิตที่สูงขึ้นอย่างต่อเนื่องเพราะอาหารสัตว์และยารักษาโรคแพง ปัจจัยการพบโรคระบาดในสุกร เนื่องจากต้องทำลายสุกรเพื่อควบคุมโรค อีกทั้งก่อนหน้านี้เกษตรกรผู้เลี้ยงสุกรรายเล็ก รายย่อย และรายกลาง เกิดความตื่นตระหนกต่อข่าวของการเกิดโรคระบาดในสุกร จึงได้เร่งขายสุกรมีชีวิตออกจากฟาร์ม เมื่อพักคอกแล้ว เกษตรกรรายย่อยและรายเล็กส่วนหนึ่งหยุดเลี้ยงเนื่องจากไม่ได้ปรับระบบการเลี้ยงให้มีความปลอดภัยทางชีวภาพ (Biosecurity) เพื่อควบคุมโรค จึงเกรงว่าหากสุกรติดโรคระบาดจะเสียหายมาก ส่งผลให้ปริมาณสุกรในระบบการผลิตลดลง แต่ยังมีความต้องการบริโภคสูง

ทั้งนี้ กรมปศุสัตว์เตรียมมาตรการทั้งระยะสั้น ระยะกลาง และระยะยาว ไว้แล้ว โดยจะเร่งหารือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ สมาคมผู้เลี้ยงสุกรแห่งชาติ กรมการค้าภายใน กรมการค้าระหว่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ เพื่อแก้ปัญหาร่วมกันโดยเร็วต่อไป

ด้านนายสัตวแพทย์สรวิศ ธานีโต อธิบดีกรมปศุสัตว์ กล่าวว่า กรมปศุสัตว์ ได้จัดทำมาตรการแก้ไขปัญหาราคาสุกรสูงขึ้น 3 ระยะ คือ

1.มาตรการระยะด่วน ได้แก่ การห้ามส่งออกสุกรมีชีวิตเพื่อเพิ่มปริมาณเนื้อสุกรภายในประเทศให้มากขึ้น การช่วยเหลือด้านราคาอาหารสัตว์ โดยเฉพาะส่วนที่นำเข้ามาจากต่างประเทศ เช่น การงดเว้นการเก็บค่าธรรมเนียมหรือภาษี การจัดสินเชื่อพิเศษของธ.ก.ส. เพื่อให้เกษตรกรที่สามารถปฏิบัติตามหลักเกณฑ์เงื่อนไขได้กลับมาเลี้ยงใหม่ในพื้นที่ความเสี่ยงต่ำ การตรึงราคาจำหน่ายที่เหมาะสมและสอดคล้องกับต้นทุนที่เกิดขึ้น พร้อมเร่งสำรวจภาพรวมสถานการณ์การผลิตสุกร เพื่อกำหนดพื้นที่เป้าหมายและมาตรการที่เหมาะสม

นอกจากนี้ เพิ่มกำลังการผลิตแม่สุกรทดแทน โดยให้เกษตรกรใช้สุกรขุนตัวเมียมาใช้ทำพันธุ์ชั่วคราว เร่งรัดเจรจาฟาร์มรายใหญ่ในการสรรและกระจายพันธุ์และลูกสุกรขุนให้กับรายย่อยและเล็กที่ต้องการกลับเข้ามาสู่ระบบใหม่กำหนดโซนเลี้ยงและออกมาตรการบังคับใช้อย่างเหมาะสมเพื่อควบคุมโรค และเร่งรัดการวิจัยพัฒนาวัคซีนป้องกันโรค

2.มาตรการที่2 คือ มาตรการระยะสั้น ได้แก่ การส่งเสริมการผลิตข้าวโพดเลี้ยงสัตว์เพื่อทดแทนการนำเข้าจากต่างประเทศการขยายกำลังผลิตแม่สุกรสนับสนุนศูนย์วิจัยและบำรุงสัตว์ ในสังกัดกรมปศุสัตว์และเครือข่ายคู่ขนานกับฟาร์มเกษตรกรและภาคเอกชน การศึกษาวิจัยยาและสารกระตุ้นภูมิคุ้มกันเพื่อลดความสูญเสียจากโรคระบาด

3.มาตรการที่ 3 คือ มาตรการระยะยาว ได้แก่ การปรับเปลี่ยนพื้นที่ที่ไม่เหมาะสมกับการปลูกพืชอื่น แล้วส่งเสริมการผลิตข้าวโพดเลี้ยงสัตว์เพื่อทดแทนการนำเข้า หรือส่งเสริมการผลิตข้าวโพดในฤดูแล้งให้มากขึ้นการยกระดับมาตรการปรับปรุงระบบ Biosecurity ในการเลี้ยงสุกรให้เป็น GAP หรือ GFM ซึ่งจะป้องกันโรคได้ดีขึ้น ใช้ยุทธศาสตร์การควบคุมโรคปากและเท้าเปื่อย (FMD) เพื่อส่งเสริมการส่งออกสุกรไปต่างประเทศ ใช้ระบบการติดตามการเคลื่อนย้ายสุกร Tracking Smart Logistics พร้อมทั้งศึกษาและพัฒนาการปรับปรุงพันธุ์สุกรให้ได้สุกรพันธุ์ดีและทนทานต่อโรคระบาด ศึกษาและพัฒนาการลดต้นทุนการเลี้ยงสุกรทั้งวงจรโดยกรมปศุสัตว์จะเร่งหารือกับทุกภาคส่วนเพื่อบรรเทาผลกระทบของประชาชนจากราคาเนื้อสุกรสูงขึ้นโดยเร็วต่อไป

อย่างไรก็ตาม จากการประเมินจำนวนสุกรทั้งประเทศในปี 2564 ในการตรวจสอบจากการขออนุญาตเข้าฆ่าและส่งออก พบว่า รวมสุกรขุนทั้งประเทศ 19.27 ล้านตัว แบ่งเป็น สุกรเข้าฆ่า 18.29 ล้านตัวและส่งออก 0.98 ล้านตัว หรือลดลงร้อยละ 13

วันเดียวกัน นายสัตวแพทย์ชัยวัฒน์ โยธคล รองอธิบดีกรมปศุสัตว์ พร้อมคณะ ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมฟาร์มเกษตรกร เพื่อหาแนวทางมาตรการเพิ่มกำลังผลิตสุกรขุนเพื่อแก้ปัญหาการขาดแคลนที่ส่งผลเนื้อสุกรราคาสูง ที่ลิ้มไพบูลย์ฟาร์ม อ.เมือง จ.ปราจีนบุรี

ทั้งนี้ หลังการหารือนายสัตวแพทย์ชัยวัฒน์  กล่าวว่า ภายหลังมาตรการคุมเข้มโควิด-19 ผ่อนคลาย ผู้บริโภคมีความต้องการบริโภคเนื้อสัตว์เพิ่มขึ้นอย่าง ขณะที่ปริมาณการเลี้ยงสุกร ลดลง จากปัญหาปริมาณหมูในปี 2564 ลดลงจากปี 2563 จากที่ผลิตได้ปีละ 20 ล้านตัวเหลือ 19 ล้านตัว  โดยส่งออก 1 ล้านตัว คงเหลือบริโภคในประเทศ 18 ล้านตัวจึงทำให้ราคาเนื้อหมูปรับตัวสูงขึ้น 

สำหรับการยกระดับมาตรฐานฟาร์มของเกษตรกรเพื่อป้องกันโรคระบาดจะส่งเสริมให้ปรับปรุงเป็นฟาร์มที่มีระบบการป้องกันโรคและการเลี้ยงสัตว์ที่เหมาะสม (GFM) ซึ่งค่าใช้จ่ายต่ำกว่ามาตรฐานฟาร์ม GAP เพื่อไม่ให้ต้นทุนการเลี้ยงสูงซึ่งมั่นใจว่า มาตรการสนับสนุนต่างๆ จะเป็นแรงจูงใจให้เกษตรกรกลับมาเลี้ยงใหม่และเพิ่มปริมาณการผลิตหมูให้เพียงพอต่อความต้องการบริโภคซึ่งจะขอความร่วมมือผู้เลี้ยงรายกลางและรายใหญ่ให้ผลิตลูกหมูให้รายย่อยและรายเล็กไปเลี้ยง ทั้งยังมีการสนับสนุนการเลี้ยงโดยจะมีสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำให้กู้ยืมจาก ธ.ก.ส. ในโครงการสานฝันสร้างอาชีพอีกด้วย

ขณะที่นายภวพรรธน์ ปฐมโพธิวัฒน์  ผู้จัดการฝ่ายผลิต  ลิ้มไพบูลย์ฟาร์ม  (สะพานหิน) กล่าวว่า เราเป็นฟาร์มขนาดกลาง มีการจัดการฟาร์มที่ดี เป็นระบบปิด มีมาตรการระบบป้องกันทางชีวภาพ มีสุกรประมาณ  2,500 แม่ จำหน่ายสุกรขุน ลูกสุกร มีโรงผสมอาหารเอง มีโรงฆ่าสุกรมาตรฐาน GMP  มี Shop ขายเนื้อสุกรเองอีกด้วย -005

เกษตรฯถกด่วนแก้‘หมู’แพง ห้ามส่งออก-เร่งปั๊มปริมาณ คาด4เดือน‘ราคา’ปกติ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/626595

เกษตรฯถกด่วนแก้‘หมู’แพง ห้ามส่งออก-เร่งปั๊มปริมาณ คาด4เดือน‘ราคา’ปกติ

วันพุธ ที่ 5 มกราคม พ.ศ. 2565, 15.03 น.

เกษตรฯถกด่วนแก้‘หมู’แพง ห้ามส่งออก-เร่งปั๊มปริมาณ คาด4เดือน‘ราคา’ปกติ

5 มกราคม 2565 นายประภัตร โพธสุธน รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยภายหลังหารือการแก้ไขปัญหาราคาเนื้อสุกรในประเทศปรับสูงขึ้น โดยมีนายสัตวแพทย์ชัยวัฒน์ โยธคล รองอธิบดีกรมปศุสัตว์ ตัวแทนจากธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) และหัวหน้าส่วนราชการที่เกี่ยวข้องร่วมหารือ ว่า จากการตรวจสอบล่าสุดพบว่าอุตสาหกรรมการเลี้ยงสุกรภายในประเทศปี 2563-64 มีผู้ประกอบการรวม 190,000 ราย สามารถผลิตสุกรประมาณ 20 ล้านตัว/ปี ประมาณ 10,000 ราย เป็นผู้ประกอบการขนาดกลางและใหญ่ มีปริมาณสุกรมากกว่า 10 ล้านตัว และอีก 180,000 ราย เป็นเลี้ยงสุกรรายเล็ก รายย่อย

ทั้งนี้ เมื่อปี 2563-64 ประเทศเพื่อนบ้านโดยรอบเกิดโรคระบาดในสุกร โดยเฉพาะโรคอหิวาต์แอฟริกาในสุกร (ASF) ทำให้ไทยต้องใช้มาตรการเข้มข้นในการควบคุมและป้องกันการระบาดของโรค ประกอบกับสถานการณ์การระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา (COVID-19) ทำให้มีการคาดการณ์ความต้องการว่าการบริโภคเนื้อสุกรลดลง ขณะที่ต้นทุนอาหารสัตว์ เวชภัณฑ์ ยารักษาโรคในสุกรปรับสูงขึ้น เกษตรกรจำนวนหนึ่งจึงปรับแผนลดการผลิตสุกรขุนลง ส่งผลให้ปริมาณสุกรในประเทศลดลง ในขณะที่ปี 2564-ปัจจุบัน รัฐบาลไทยสามารถควบคุมการระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโควิด-19 ได้อย่างมีประสิทธิภาพ และสามารถควบคุมยับยั้งการระบาดของโรคในสุกรได้อย่างดีเยี่ยม ส่งผลให้สุกรไทยเป็นที่ต้องการมากขึ้นในประเทศเพื่อนบ้าน ทำให้ราคาเนื้อหมูสดภายในประเทศปรับราคาสูงขึ้น

ล่าสุด พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี มีความเป็นห่วงต่อสถานการณ์ราคาเนื้อสุกรภายในประเทศ จึงได้สั่งการมายังกระทรวงเกษตรฯ ให้เร่งติดตามและแก้ไขปัญหาดังกล่าวอย่างเร่งด่วนทั้งในระยะสั้น เพื่อลดภาระค่าครองชีพให้กับประชาชน และในระยะกลาง-ยาว เพื่อช่วยเหลือเกษตรกร ผู้ประกอบการที่เลี้ยงสุกรทุกขนาด ให้กลับมาประกอบอาชีพ สามารถสร้างงาน สร้างรายได้ในครัวเรือน และสร้างความมั่นคงด้านอาหารให้กับประเทศ ตนในฐานะที่กำกับดูแลกรมปศุสัตว์ ได้สั่งการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องของกระทรวงเกษตรฯ เร่งหารือร่วมกับกระทรวงพาณิชย์ เพื่อที่จะหยุดการส่งออกสุกรในทันที เพื่อให้มีปริมาณสุกรอยู่ในประเทศเพียงพอต่อความต้องการมากขึ้น

เบื้องต้นวางแนวทางการแก้ปัญหาอย่างเร่งด่วนแล้ว โดยห้ามส่งออกสำหรับในระยะกลาง-ยาวนั้น กรมปศุสัตว์จะเริ่มส่งเสริมเกษตรกรรายเล็กและรายย่อยเดิมในพื้นที่ที่มีความเหมาะสม โดยขอความร่วมมือจากผู้ประกอบการขนาดใหญ่ให้ผลิตลูกหมูเพิ่ม เพื่อส่งให้เกษตรกรรายเล็กและรายย่อยเลี้ยง โดยจะใช้เงินทุนจากธนาคาร ธ.ก.ส. ภายใต้โครงการสานฝันสร้างอาชีพ ยกระดับรายได้เกษตรกรเข้ามาสนับสนุน เพื่อใช้เป็นต้นทุนในการดำเนินการ คาดว่าภายใน 4 เดือน จำนวนสุกรขุนจะเพิ่มขึ้น และราคาจะปรับเข้าสู่ภาวะปกติ

นอกจากนี้กระทรวงเกษตรฯ ยังเตรียมหารือมาตรการลดต้นทุนการนำเข้าวัตถุดิบอาหารสัตว์จากต่างประเทศ ร่วมกับกระทรวงพาณิชย์ เพื่อช่วยเหลือเกษตรกร และจะส่งเสริมการปลูกข้าวโพดมาเป็นพืชอาหารสัตว์ให้มีปริมาณเพิ่มขึ้น เนื่องจากในอุตสาหกรรมการเลี้ยงสัตว์ประเทศไทยมีความต้องการใช้ถึงปีละ 8 ล้านตัน แต่มีกำลังการผลิตเพียง4 ล้านตัน/ต่อปี 

นอกจากนั้นยังได้สั่งการให้กรมปศุสัตว์เร่งเตรียมการสำรวจพื้นที่ที่มีความเหมาะสม เพื่อกำหนดเป็นพื้นที่ในการผลักดัน “ปศุสัตว์ Sandbox” หรือเขตพื้นที่ควบคุมพิเศษ ส่งเสริมการนำเข้า การผลิต–ส่งออกสินค้าปศุสัตว์ ตามโยบายของนายกรัฐมนตรีโดยด่วนด้วย

กรมชลประทานเข้มเฝ้าระวัง รักษาคุณภาพน้ำ5จุดสำคัญ มั่นใจผ่านมาตรฐานตลอดแล้ง

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/626443

วันพุธ ที่ 5 มกราคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

ดร.ทวีศักดิ์ ธนเดโชพล รองอธิบดีกรมชลประทาน กล่าวว่า กรมชลประทานได้สั่งการให้ติดตามและเฝ้าระวังคุณภาพน้ำในแม่น้ำสายต่างๆ ในประเทศช่วงหน้าแล้งอย่างใกล้ชิดให้ได้มาตรฐาน โดยเฉพาะบริเวณจุดสำคัญของแม่น้ำสายหลักทั้ง 5 จุด ได้แก่ บริเวณแม่น้ำท่าจีน แม่น้ำเจ้าพระยา แม่น้ำแม่กลองแม่น้ำบางปะกง ในพื้นที่ภาคกลาง และบริเวณคาบสมุทรสทิงพระ ในพื้นที่ภาคใต้ ที่มักจะเกิดปรากฏการณ์น้ำเค็มรุกล้ำเข้ามาในแม่น้ำหลายกิโลเมตร ส่งผลกระทบต่อคุณภาพน้ำดิบเป็นประจำ โดยเฉพาะภาคกลางที่ต้องใช้น้ำดิบในหลายกิจกรรมสำคัญทั้งเพื่อผลิตน้ำประปา ใช้ในโรงพยาบาล ใช้เพื่อการเกษตร เป็นต้น

ทั้งนี้กรมชลประทานวางมาตรการควบคุมคุณภาพน้ำในแต่ละแม่น้ำ ให้เหมาะสมกับกิจกรรมที่จะนำน้ำไปใช้ประกอบกิจการ เช่น แม่น้ำเจ้าพระยาควบคุมค่าความเค็มที่สถานีประปาสำแลไม่ให้เกิน 0.25 กรัมต่อลิตร เพื่อผลิตน้ำประปา แม่น้ำท่าจีนควบคุมความเค็มริมแม่น้ำไม่ให้เกิน 0.75 กรัมต่อลิตร เพื่อเกษตรกรผู้ปลูกสวนกล้วยไม้ แม่น้ำแม่กลองควบคุมความเค็มระดับไม่เกิน 2 กรัมต่อลิตร เพื่อการเกษตรบริเวณปากคลองดำเนินสะดวก แม่น้ำบางปะกงควบคุมความเค็มไม่เกิน 1 กรัมต่อลิตรเพื่อน้ำใช้การในโรงพยาบาลพระอภัยภูเบศ เป็นต้น

โดยกรมชลประทานได้ติดตามเฝ้าระวังเพื่อรักษาคุณภาพน้ำในแม่น้ำสายต่างๆ โดยเฉพาะจุดเฝ้าระวังในแม่น้ำสายหลัก 5 สายดังกล่าวอย่างต่อเนื่องตลอดช่วงฤดูแล้งตั้งแต่ 1 พ.ย.2564 จนถึง 30 เม.ย.2565 เพื่อสร้างความมั่นใจว่าจะมีน้ำคุณภาพดีเพื่ออุปโภค-บริโภค รวมถึงกิจกรรมใช้น้ำอื่นๆซึ่งขณะนี้ค่าความเค็มทุกจุดเฝ้าระวังยังอยู่ในเกณฑ์ปกติ

กรมประมงถก3สมาคมฯ ขับเคลื่อนแผนMMPAไทย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/626444

วันพุธ ที่ 5 มกราคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

นายบัญชา สุขแก้ว รองอธิบดีกรมประมง เปิดเผยว่า จากกรณีที่สหรัฐอเมริกาได้ประกาศข้อกำหนดว่าด้วยการนำเข้าสินค้าประมง ภายใต้กฎหมายว่าด้วยการนำเข้าสินค้าสัตว์น้ำ เพื่อคุ้มครองสัตว์ทะเลเลี้ยงลูกด้วยนม (MMPA) เพื่อประเมินกฎระเบียบข้อบังคับการทำประมง และการทำประมงเชิงพาณิชย์ของประเทศที่ส่งสินค้าและผลิตภัณฑ์สัตว์น้ำไปยังสหรัฐฯ ว่ามีการลดผลกระทบที่ทำให้เกิดการตายหรือบาดเจ็บรุนแรงต่อสัตว์ทะเลเลี้ยงลูกด้วยนม เช่น โลมา วาฬ พะยูน ฯลฯ ซึ่งสหรัฐฯ ได้ประกาศเริ่มใช้กฎหมาย MMPA เมื่อวันที่ 1 มกราคม 2560 และกำหนดระยะเวลาผ่อนผัน 5 ปี เพื่อให้ประเทศคู่ค้าได้มีการเตรียมความพร้อม ในการปฏิบัติให้สอดคล้องกับกฎระเบียบ MMPA และจะมีผลบังคับใช้ในวันที่ 1 มกราคม 2566 เป็นต้นไป โดยในช่วงระหว่างการผ่อนผันนี้ ประเทศไทยยังคงส่งสินค้าประมงไปจำหน่ายได้

อย่างไรก็ดี เพื่อสร้างความเข้าใจและขับเคลื่อนการตามแผนปฏิบัติการระดับชาติเพื่อการอนุรักษ์และบริหารจัดการสัตว์ทะเลเลี้ยงลูกด้วยนม 2566-2570 ร่วมกับผู้ประกอบการอุตสาหกรรมประมงของประเทศไทย กรมประมง จึงได้เชิญผู้ประกอบการจาก 3 สมาคม ได้แก่ สมาคมอุตสาหกรรมทูน่าไทย สมาคมอาหารแช่เยือกแข็งไทย และสมาคมผู้ผลิตอาหารสำเร็จรูป ร่วมหารือถึงแนวทางการการดำเนินการ และการเตรียมความพร้อมเพื่อรองรับการบังคับใช้กฎหมายดังกล่าว

ทั้งนี้ ภายหลังการประชุมหารือดังกล่าว ผู้ประกอบการมีความเข้าใจและพร้อมที่จะปฏิบัติตามกระบวนการของทางภาครัฐ โดยได้มีการไปเจรจาหารือกับประเทศคู่ค้าที่ไทยมีการนำเข้าผลผลิตมาแปรรูปเพื่อส่งออกให้ได้ทราบถึงแนวทางปฏิบัติ MMPA ด้วย

เดินหน้าพัฒนาเกษตรฯยั่งยืนในเมือง

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/626442

วันพุธ ที่ 5 มกราคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

นายอลงกรณ์ พลบุตร ที่ปรึกษา รมว.เกษตรและสหกรณ์ ในฐานะประธานคณะกรรมการโครงการเกษตรกรรมยั่งยืนในเมือง กล่าวภายหลังเป็นประธานพิธีเปิดงานโครงการการพัฒนาเกษตรกรรมยั่งยืนในเมืองในพื้นที่วัด (Green Temple) ที่โรงเรียนวัดพระยาสุเรนทร์ กทม.ว่า กระทรวงเกษตรฯ

มีความมุ่งมั่นยกระดับคุณภาพชีวิตเกษตรกรจึงวางแนวทางพัฒนาภาคเกษตร 5 ยุทธศาสตร์ได้แก่ 1.ยุทธศาสตร์ตลาดนำการผลิต 2.ยุทธศาสตร์เทคโนโลยีเกษตร 4.0

3.ยุทธศาสตร์ “3’s” (Safety-Security-Sustainability เกษตรปลอดภัย เกษตรมั่นคงและเกษตรยั่งยืน) 4.ยุทธศาสตร์การบริหารเชิงรุกแบบบูรณาการกับทุกภาคส่วนโดยเฉพาะโมเดล “เกษตร-พาณิชย์ทันสมัย” และ 5.ยุทธศาสตร์เกษตรกรรมยั่งยืนตามแนวทางศาสตร์พระราชา

ทั้งนี้ กระทรวงเกษตรฯ ได้ขับเคลื่อนระบบเกษตรกรรมยั่งยืนครอบคลุมวิถีชีวิตเกษตรกร กระบวนการผลิตและการจัดการทุกรูปแบบ เพื่อให้เกิดความสมดุลทางเศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม และระบบนิเวศ นำไปสู่การพึ่งตนเองและการพัฒนาคุณภาพชีวิตของเกษตรกรและผู้บริโภค จากแนวนโยบายการพัฒนาเกษตรกรรมยั่งยืนในเมืองที่มีการจัดสรรและใช้ทรัพยากรในพื้นที่ให้เกิดประโยชน์สูงสุด มีความตระหนักถึงความสำคัญและความจำเป็นที่ต้องส่งเสริม สนับสนุน ให้ประชาชนในชุมชนเมืองได้เรียนรู้การทำเกษตรปลอดภัย ตามวิถีพอเพียง และคนในชุมชนมีอาหารบริโภคผลผลิตปลอดภัย ไม่ทำลายสิ่งแวดล้อม

ด้านการพัฒนาเกษตรกรรมยั่งยืนในเมืองในพื้นที่วัด เพื่อผลิตอาหารเพียงพอปลอดภัยให้กับชุมชนในเมืองใกล้วัด และโรงเรียนเพื่อสร้างเป็นอาหาร เป็นยารักษาโรค และสร้างรายได้ รวมถึงเพิ่มพื้นที่สีเขียว โดยตั้งคณะทำงานให้ครบ 50 เขต เป็นกลไกขับเคลื่อนระดับพื้นที่

กรมชลฯเร่งแผน ระบายน้ำท่วมขัง ลดผลกระทบปชช. พื้นที่ลุ่มเจ้าพระยา

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/626440

วันพุธ ที่ 5 มกราคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

นายประพิศ จันทร์มา อธิบดีกรมชลประทาน กล่าวว่า ได้สั่งการโครงการชลประทานพื้นที่ทุ่งฝั่งตะวันตก ตั้งแต่โครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาผักไห่ โครงการฯเจ้าเจ็ด โครงการพระยาบรรลือ โครงการพระพิมล และโครงการภาษีเจริญ เสริมกำลังเครื่องสูบน้ำเครื่องผลักดันน้ำ เร่งการระบายน้ำสู่ทะเล เนื่องจากขณะนี้ปริมาณน้ำจากทุ่งเจ้าเจ็ดจะทยอยลงมาจากการพร่องน้ำจากพื้นที่ทางตอนบน เพื่อลดผลกระทบกับประชาชนในพื้นที่ลุ่มต่ำให้มากที่สุด ตามข้อสั่งการของ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี ผอ.กองอำนวยการน้ำแห่งชาติ (กอนช.) และนายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รมว.เกษตรและสหกรณ์

นายประพิศ กล่าวอีกว่า ได้ให้โครงการชลประทานทุกพื้นที่เร่งทำความเข้าใจกับประชาชนถึงแผนการระบายน้ำ ยืนยันว่าได้ทำงานเต็มที่โดยเฉพาะพื้นที่ชุมชนและพื้นที่สัญจรที่ต้องช่วยเหลือก่อน

ด้านนายทวีศักดิ์ ธนเดโชพล รองอธิบดีกรมชลฯ เปิดเผยว่า จากการลงพื้นที่ทำความเข้าใจกับประชาชนทุ่งเจ้าพระยาตะวันตก ที่ได้รับความเดือดร้อนมาประกอบการบริหารจัดการน้ำและการระบายน้ำท่วม เบื้องต้นได้เปิดประตูระบายน้ำในเขตโครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาพระยาบรรลือ 8 จุด ได้แก่ ประตูระบายน้ำญี่ปุ่นใต้ ประตูระบายน้ำขุนศรี ประตูระบายน้ำลากค้อน ประตูระบายน้ำสาย 4 ประตูระบายน้ำสิงหนาท ประตูระบายน้ำไม้ตรา ประตูระบายน้ำคลองขุดใหม่และประตูระบายน้ำพระอุดม 40-50 เซนติเมตร เพื่อให้ระดับน้ำที่ท่วมขังในพื้นที่ตอนบนลดลง ขณะที่ปลายน้ำได้ติดตั้งเครื่องสูบน้ำ เครื่องผลักดันน้ำ

‘เฉลิมชัย’กระชับสัมพันธ์จีน หนุนการค้า-ร่วมมือด้านเกษตร

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/626446

‘เฉลิมชัย’กระชับสัมพันธ์จีน  หนุนการค้า-ร่วมมือด้านเกษตร

วันพุธ ที่ 5 มกราคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รมว.เกษตรและสหกรณ์ และนายหาน จื้อเฉียง เอกอัครราชทูตวิสามัญผู้มีอำนาจเต็มแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน ประจำประเทศไทย หารือความร่วมมือด้านการเกษตรระหว่างไทยกับจีน เพื่อให้เกิดผลเป็นรูปธรรม ในโอกาสเยี่ยมคารวะเข้ารับตำแหน่งใหม่ โดยมี นายอลงกรณ์พลบุตร ที่ปรึกษา รมว.เกษตรฯนายธนา ชีรวินิจ เลขานุการ รมว.เกษตรฯนายระพีภัทร์ จันทรศรีวงศ์ รองปลัดกระทรวงเกษตรฯ และหัวหน้าส่วนราชการในสังกัดกระทรวงเกษตรฯเข้าร่วมในการหารือด้วย

ทั้งนี้ รมว.เกษตรฯ แสดงความยินดีที่จะทำงานร่วมกับเอกอัครราชทูตจีน โดยเฉพาะการลดปัญหาผลกระทบจากมาตรการควบคุมและป้องกันการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ซึ่งส่งผล
กระทบต่อการตรวจสอบและขนส่งสินค้าเกษตรของทั้งสองฝ่าย โดยฝ่ายไทยเสนอเป็นเจ้าภาพจัดประชุมคณะกรรมการร่วมทางเทคนิคด้านสุขอนามัยและสุขอนามัยพืชไทย-จีน ครั้งที่ 7 ผ่านระบบออนไลน์ ระหว่างกระทรวงเกษตรฯ กับสำนักงานศุลกากรของจีน เพื่อให้เกิดความชัดเจนในการปฏิบัติตามกฎระเบียบการขึ้นทะเบียนผู้ผลิตอาหารในต่างประเทศฉบับที่ 248-249 ที่จีนจะบังคับใช้ในเดือนมกราคม 2565 เพื่อสร้างความเข้าใจและผู้ประกอบการไทยสามารถปฏิบัติตามได้อย่างถูกต้อง ติดตามความก้าวหน้าการเปิดตลาดสินค้าเกษตร และแนวทางที่ชัดเจนในการอนุญาตผู้ประกอบการไทยที่จะปฏิบัติตามมาตรการระงับการส่งออก เป็นต้น

นอกจากนี้ ฝ่ายไทยจะเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมความร่วมมือทางวิชาการเกษตรไทย-จีน ครั้งที่ 12 ในเดือนมกราคม 2565 ระหว่างกระทรวงเกษตรฯของทั้งสองประเทศ ซึ่งจะเป็นการแลกเปลี่ยนประสบการณ์ความสำเร็จในการแก้ไขปัญหาความยากจนของจีน และการพัฒนาการเกษตรที่เป็นรากฐานสำคัญของการพัฒนาด้านเศรษฐกิจ สังคมและการเมือง ผ่านโครงการต่างๆ ที่อยู่ในความสนใจของทั้งสองประเทศ โดยเฉพาะการพัฒนาเกษตรกรรุ่นใหม่

นายเฉลิมชัย กล่าวอีกว่า ขอยืนยันในความปลอดภัยของสินค้าเกษตรไทย กระทรวงเกษตรฯ ให้ความสำคัญกับมาตรการป้องกันการปนเปื้อนเชื้อไวรัสโควิด-19 ในสินค้าเกษตร ทั้งพืช ประมง และปศุสัตว์ ในทุกกระบวนการอย่างเข้มงวด รวมถึงปฏิบัติตามแนวทางสากล ซึ่งเป็นแนวทางปฏิบัติที่ทางการจีนให้การยอมรับ และแนะนำให้ประเทศคู่ค้าปฏิบัติตามเพื่อสร้างความมั่นใจให้กับผู้บริโภคทั้งในประเทศ และต่างประเทศ โดยยินดีที่จะได้ร่วมงานกับทางประเทศจีน

ทน.สงขลาระดมเครื่องจักร เก็บกวาดขยะหาดสมิหลา

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/626445

วันพุธ ที่ 5 มกราคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

นางสาคร จันทร์มณี เจ้าพนักงานสุขาภิบาล หัวหน้างานรักษาความสะอาด กองสาธารณสุขและสิ่งแวดล้อม เทศบาลนคร (ทน.) สงขลา นำเครื่องจักรและคนงานกว่า 50 คน ลงพื้นที่ชายหาดสมิหลา เพื่อทำการเก็บกวาดขยะจากทะเล รอบที่ 2 หลังจากคลื่นลมมีกำลังแรงอีกครั้ง ก่อนปีใหม่และหลังปีใหม่อย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้คลื่นพัดเอาขยะจากทะเล มีทั้งเศษกิ่งไม้ ขวดแก้ว ขวดพลาสติก เชือก ท่อนไม้ซุงและเศษอวนจากเรือประมง ที่กองเรียงรายเต็มชายหาดสมิหลา ทำให้ชายหาดที่สวยงามเต็มไปด้วยขยะและสิ่งสกปรก ส่งผลกระทบ ต่อทัศนียภาพของชายหาดสมิหลา

ดังนั้น ในวันแรกของการเปิดทำงาน ปี 2565 งานรักษาความสะอาด กองสาธารณสุขและสิ่งแวดล้อม เทศบาลนครสงขลา จึงระดมคนงาน และเครื่องจักรลงมาเก็บกวาดขยะจากทะเลและทำความสะอาดชายหาดสมิหลา เพื่อต้อนรับนักท่องเที่ยว ซึ่งในขณะนี้ จะมีนักท่องเที่ยวเดินทางเข้ามาท่องเที่ยว ที่บริเวณชายหาดสมิหลาทุกวัน อีกทั้งบริเวณนางเงือกทอง เป็นแหล่งที่นักท่องเที่ยวจะต้องมาถ่ายภาพไว้เป็นที่ระลึกว่าได้มาถึงชายหาดสมิหลาสงขลาแล้ว จึงจำเป็นต้องดำเนินการเก็บกวาดบริเวณที่มีนักท่องเที่ยวเข้ามาใช้บริการตรงนี้เป็นจุดแรก ที่จะต้องมีความสะอาดสวยงาม