เฉลยเหตุ‘หมู’แพง!เกษตรฯชงนายกฯ‘ห้ามส่งออก’ กางโมเดลแก้ปัญหา-ดันผลผลิต

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/626470

เฉลยเหตุ‘หมู’แพง!เกษตรฯชงนายกฯ‘ห้ามส่งออก’ กางโมเดลแก้ปัญหา-ดันผลผลิต

วันอังคาร ที่ 4 มกราคม พ.ศ. 2565, 19.45 น.

เฉลยเหตุ‘หมู’แพง!เกษตรฯชงนายกฯ‘ห้ามส่งออก’ กางโมเดลแก้ปัญหา-ดันผลผลิต

4 มกราคม 2565 นายประภัตร โพธสุธน รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า การประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ในวันนี้ กระทรวงเกษตรฯได้เสนอแนวทางแก้ปัญหาเนื้อหมูแพงต่อ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ที่สั่งการให้กระทรวงเกษตรฯแก้ปัญหาด่วนที่สุด โดยจะเสนอให้นายกฯสั่งการกระทรวงพาณิชย์ระงับการส่งออกหมูเพื่อเพิ่มปริมาณเนื้อหมูในประเทศ ซึ่งจะส่งผลให้ราคาเริ่มปรับลดลงทันที ส่วนกระทรวงเกษตรฯจะส่งเสริมให้เกษตรกรผู้เลี้ยงรายย่อยและรายเล็กที่หยุดเลี้ยง กลับมาเลี้ยงใหม่ พร้อมเสนอให้มีการแก้ไขปัญหาปัจจัยเรื่องอาหารสัตว์ที่ปรับตัวสูงขึ้น ทำให้เกษตรกรหยุดเลี้ยง โดยเสนอนายกฯพิจารณาช่วยเหลือ เช่น การลดภาษีนำเข้าข้าวโพดและถั่วเหลือง รวมถึงส่งเสริมการปลูกพืชในประเทศเพื่อให้วัตถุดิบผลิตอาหารสัตว์ราคาต่ำลง

ทั้งนี้ ตั้งแต่ปี 2561-2564 มีการระบาดของโรคที่สำคัญในสุกร ได้แก่ โรคพีอาร์อาร์ โรคปากและเท้าเปื่อย โรคอหิวาต์สุกร ซึ่งเป็นโรคที่พบในประเทศอยู่แล้ว นอกจากนี้ยังมีโรคอหิวาต์แอฟริกาในสุกร (ASF) ที่ระบาดในประเทศเพื่อนบ้านรอบไทย ซึ่งกรมปศุสัตว์ป้องกันอย่างเข้มงวด เมื่อพบหมูป่วยหรืออยู่ในพื้นที่เสี่ยงจะกำจัดทันที เป็นอีกสาเหตุที่ทำให้ปริมาณหมูในปี 2564 ลดลงจากปี 2563 จากผลิตได้ปีละ 20 ล้านตัวเหลือ 19 ล้านตัว โดยส่งออก 1 ล้านตัว คงเหลือบริโภคในประเทศ 18 ล้านตัว แต่ยืนยันว่าโรค ASF ยังไม่พบในประเทศไทย ซึ่งตามที่พรรคเพื่อไทยแถลงในวันนี้ว่ารัฐบาลปล่อยให้มีการระบาดนั้น ไม่เป็นความจริง เมื่อกระทรวงเกษตรฯชี้แจงแล้ว ผู้แทนราษฎรจะเข้าใจ

นอกจากนี้ยังจะขอความร่วมมือผู้เลี้ยงรายกลางและรายใหญ่ให้ผลิตลูกหมูให้รายย่อยและรายเล็กไปเลี้ยง เชื่อว่ารายกลางและรายใหญ่ซึ่งได้กำไรไปมากในช่วงที่รายย่อยและรายเล็กจำนวนมากหยุดเลี้ยงจะให้ความร่วมมือ สำหรับการสนับสนุนการเลี้ยงจะมีสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำให้กู้ยืมจาก ธ.ก.ส.ในโครงการสานฝันสร้างอาชีพและยกระดับรายได้เกษตรกร วงเงินรวม 3 หมื่นล้านบาท เพื่อให้ใช้ปรับปรุงระบบความปลอดภัยทางชีวภาพของฟาร์ม ซึ่งจะป้องกันโรคระบาดสัตว์ได้อย่างดี

ขณะที่นายสัตวแพทย์ชัยวัฒน์ โยธคล รองอธิบดีกรมปศุสัตว์ กล่าวว่า เมื่อมาตรการคุมเข้มโควิด-19 ผ่อนคลาย ความต้องการบริโภคเนื้อสัตว์สูง เมื่อร่วมกับปัจจัยที่ปริมาณการเลี้ยงลดลง จึงทำให้ราคาเนื้อหมูปรับตัวสูงขึ้น สำหรับการยกระดับมาตรฐานฟาร์มของเกษตรกรเพื่อป้องกันโรคระบาดจะส่งเสริมให้ปรับปรุงเป็นฟาร์มที่มีระบบการป้องกันโรคและการเลี้ยงสัตว์ที่เหมาะสม (GFM) ซึ่งค่าใช้จ่ายต่ำกว่ามาตรฐานฟาร์ม GAP เพื่อไม่ให้ต้นทุนการเลี้ยงสูง ซึ่งมั่นใจว่ามาตรการสนับสนุนต่างๆ จะเป็นแรงจูงใจให้เกษตรกรกลับมาเลี้ยงใหม่และเพิ่มปริมาณการผลิตหมูให้เพียงพอต่อความต้องการบริโภค ซึ่งจะเป็นผลให้ราคาอยู่ในระดับที่เหมาะสมต่อไป -005

‘อลงกรณ์’เปิดวิสัยทัศน์’ปฏิรูปเกษตรไทย อนาคตประเทศไทย’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/626431

'อลงกรณ์'เปิดวิสัยทัศน์'ปฏิรูปเกษตรไทย อนาคตประเทศไทย'

วันอังคาร ที่ 4 มกราคม พ.ศ. 2565, 18.18 น.

“อลงกรณ์”เปิดวิสัยทัศน์เสนอแนวคิด“ปฏิรูปเกษตรไทย อนาคตประเทศไทย”“ปลดกระดุมทุกเม็ดแล้วกลัดใหม่”

นายอลงกรณ์ พลบุตร ที่ปรึกษารัฐมนตรีเกษตรฯ.รองหัวหน้าพรรคและประธานคณะกรรมการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์พรรคประชาธิปัตย์ ได้เขียนบทความใน เฟสบุ้คส่วนตัวเรื่อง “ปฏิรูปเกษตรไทย อนาคตประเทศไทย”“ปลดกระดุมทุกเม็ดแล้วกลัดใหม่”4 มกราคม 2564

โดยนายอลงกรณ์ระบุว่า องค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติ(FAO) โครงการอาหารโลก(World Food Program) องค์การสหประชาชาติ(UN) และองค์การอนามัยโลก(WHO)รายงานผลการประชุมสุดยอดระบบอาหารโลก(UN Food System Summit 2021)โดยสรุปว่า โลกกำลังเผขิญภาวะขาดแคลนอาหารจากประชากรโลกที่เพิ่มขึ้นและการแพร่ระบาดของโควิด19 ทำให้ประชากรโลกประสบปัญหาการเข้าถึงอาหารและราคาอาหารจะแพงขึ้นซึ่งถือ    เป็นวิกฤติของโลกแต่ก็เป็นโอกาสของไทยในฐานะประเทศผู้ผลิตและส่งออกสินค้าเกษตรและอาหารชั้นนำของโลกทั่งนี้ ประเทศไทยของเรามีศักยภาพการผลิตและการตลาดด้านเกษตรและอาหารสูงมาก    ปี2560 เราเป็นประเทศผู้ส่งออกอาหารอันดับ14ของโลก   ปี2561 ขึ้นเป็นอันดับ 12ของโลกซึ่งมีเพียง2ประเทศเท่านั้นที่ปีเดียวขึ้น2อันดับและเป็นครั้งแรกที่ขึ้นเป็นที่2ของเอเซียรองจากประเทศจีนเท่านั้น    ปี2562 ขยับต่อเนื่องขึ้นเป็นอันดับ11ของโลกและยังครองอันดับ2ของเอเซีย

นับเป็นประเทศ “หนึ่งเดียวในโลก” ที่2ปีขึ้น3อันดับ  ไทยแลนด์ โอนลี่

อย่างไรก็ตาม  หลังโควิดคลี่คลาย ไทยจะสานฝัน”ครัวไทย ครัวโลก”สู่อันดับท็อปเทนของโลกตามนโยบายของรัฐบาลโดยใน วันนี้สินค้าเกษตรสินค้าอาหารและสินค้าเกษตรอุตสาหกรรมของไทยติดท็อปเทนของโลกจำนวนไม่น้อย เช่น ยางพารา ยางรถยนต์ ถุงมือยาง น้ำตาล ทุเรียน ข้าว สัปปะรดกระป๋อง อาหารทะเล ทูน่ากระป๋อง อาหารสัตว์เลี้ยง เอทานอล มันสำปะหลัง ปาล์มน้ำมัน ฯลฯ.โดย  ส่วนใหญ่ส่งออกในรูปวัตถุดิบและสินค้าแปรรูปขั้นต้นมูลค่าต่ำแบบที่เรียกว่า”ทำมากได้น้อย(More for Less)” ประเทศและเกษตรกรจึงมีรายได้น้อยมาอย่างยาวนาน เรา จึงต้องเปลี่ยนใหม่สู่การ”ทำน้อยได้มาก(Less for More)”

และ ถ้าทำแบบเดิมๆจะไม่สามารถยกระดับอัพเกรดภาคเกษตรเทคออฟสู่เพดานใหม่ได้แม้โจทย์จะชัดเจนในตัวเอง แต่คำถามคือ แล้วเราจะทำอย่างไร ยกตัวอย่างการถอดสมการนำมาสู่การออกแบบโมเดลการปฏิรูปภาคเกษตรไท  ถ้าเราย้อนมองบริษัทเช่น  Amazon Alibaba Google Apple Teslaจะได้คำตอบว่าทำไมบริษัทเหล่านี้จึงสามารถทะยานขึ้นสู่บริษัทแนวหน้าของโลกภายในเวลา20ปีโดยเฉพาะAppleเป็นบริษัทแรกของโลกที่มีมูลค่าตลาดทะลุ3ล้านล้านดอลลาร์เมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา(มากกว่างบประมาณไทย30ล้านเท่า)คำตอบคือ วิสัยทัศน์ เทคโนโลยีและการบริหารจัดการใหม่ๆ อีกตัวอย่างเช่น ประเทศจีนที่พัฒนาตัวเองจากประเทศยากจนด้อยพัฒนาสู่ประเทศมหาอำนาจทางเศรษฐกิจอันดับ2และมหาอำนาจด้านเทคโนโลยีภายใน30ปี คำตอบก็เหมือนกัน การถอดบทเรียนจากตัวอย่างดังกล่าวจะช่วยให้การดีไซน์การปฏิรูปง่ายขึ้น

การปลดกระดุมแล้วกลัดใหม่จึงเกิดขึ้นที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์เป็นกระบวนการปฏิรูปการบริหารจัดการเชิงโครงสร้างและระบบ โดยใช้เทคโนโลยีเป็นแก่นกลางโดย  2ปีที่ผ่านมา กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้เร่งรัดการปฏิรูปภาคเกษตรเดินหน้าภายใต้5ยุทธศาสตร์รวมทั้งการปฏิรูปการบริหารราชการแผ่นดินและการบริการ22หน่วยงานเพื่อยกระดับศักยภาพองค์กรและพัฒนาต้นน้ำการผลิตด้วยการเพิ่มผลิตภาพ(productivity)ลดต้นทุน การพัฒนาคนและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน(Competitiveness)ของประเทศ

โดย 2 ปีมานี้ได้มึการขับเคลื่อนงาน จำนวนมาก โดยจัดตั้งศูนย์เทคโนโลยีเกษตรและนวัตกรรม(Agritech and Innovation Center)เรียกสั้นๆว่า ศูนย์AIC 77 จังหวัดเป็นฐานเทคโนโลยีของทุกจังหวัดและยังมีศูนย์AICประเภทศูนย์ความเป็นเลิศเฉพาะด้าน(Center of Excellence:COE)อีกกว่า20ศูนย์ทำหน้าที่วิจัยและพัฒนา(R&D)และเป็นศูนย์อบรมบ่มเพาะเกษตรกรผู้ประกอบการและถ่ายทอดนวัตกรรมเน้นเมดอินไทยแลนด์(Made In Thailand)เพื่อพัฒนาเทคโนโลยีโดยคิกออฟพร้อมกันทุกศูนย์ทุกจังหวัดทั่วประเทศการขับเคลื่อนฟาร์มอัจฉริยะ(smart farming)ตามแผนปฏิบัติการเกษตรอัจฉริยะโดยใช้เทคโนโลยีใหม่ๆ การริเริ่มโครงการใหม่ๆเช่นการส่งเสริมเกษตรกรรมยั่งยืนในเมือง(urban Farming)

การจัดตั้งสภาเกษตรอินทรีย์PGSแห่งประเทศไทย การขยายพื้นที่เกษตรอินทรีย์1.3ล้านไร่การวางหมุดหมายแปลงเกษตรทฤษฎีใหม่บนฐานศาสตร์พระราชาทุกตำบล การจัดตั้งองค์กรชุมขนประมงท้องถิ่น2พันองค์กร การฟื้นฟูและพัฒนาศักยภาพประมงไทย การพัฒนาเกลือทะเลไทย การพัฒนาวัคซีนจากโปรตีนพืชสำหรับสัตว์ โครงการเกษตรแม่นยำ(Recision Agriculture)2ล้านไร่ โครงการพลังงานทดแทนโซล่ารถเซลล์ในฟาร์มกุ้งฟาร์มปลา โครงการธนาคารสีเขียว(Green Bank)ตอบโจทย์Climate Changeโดยเพิ่มต้นไม้ลดก๊าซเรือนกระจกโครงการCold Chainตลอดห่วงโซ่อุปทานและระบบแช่แข็งด้วยไนโตรเจนเหลวแบบNitrogen Freezer เป็นตัวอย่าง

นอกจากนั้น ยังริเริ่มและขับเคลื่อนนโยบายอาหารแห่งอนาคต พืชแห่งอนาคต(Future Food Future Crop)เช่นการส่งเสริมโปรตีนทางเลือกจากพืช(Plant base Protein) การวางโรดแม็ปเส้นทางโลจิสติกส์เกษตรเชื่อมไทยเชื่อมโลกในระบบการขนส่งหลายรูปแบบ(Multimodal Transportation)ทั้งทางรถทางรางทางน้ำและทางอากาศ(Low Cost Air Cargo)เพื่อลดต้นทุนโลจิสติกส์และเพิ่มความรวดเร็วในการเข้าถึงตลาดทั่วโลกและตลาดเป้าหมายใหม่รวมทั้งกำลังปรับเปลี่ยนเกษตรแปลงย่อยเป็นเกษตรแปลงใหญ่(Big Farm)ซึ่งขณะนี้ขยายเพิ่มเป็นกว่า8,000แปลงเป็นพื้นที่รวมกว่า7ล้านไร่แล้วโดยมีการสนับสนุนเครื่องจักรกลเกษตรและระบบเกษตรอัจฉริยะเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตพร้อมทั้งพัฒนาเกษตรกรรุ่นใหม่เป็นyoung smart farmerได้กว่า 20,000 คน และส่งเสริมพัฒนาศูนย์ศพก.เป็นศูนย์กลางการเรียนรู้ระดับอำเภอพร้อมกับยกระดับเกษตรกรที่มีประสบการณ์สู่ระบบคุณวุฒิวิชาชีพโดยร่วมมือกับสถาบันคุณวุฒิวิชาชีพการนำระบบทรัพย์สินทางปัญญา(Intellectual property)มาใช้ในการสร้างเกษตรมูลค่าสูงสร้างผลิตภัณฑ์สร้างแบรนด์ภายใต้แนวทางเศรษฐกิจสร้างสรรค์(Creative Economy)โดยมีทีมงานรับผิดชอบโดยตรง

ขณะเดียวกันยังมีบริหารการพัฒนาเชิงพื้นที่(Area base)ควบคู่กับการบริหารการพัฒนาเชิงคลัสเตอร์เช่น โครงการ1กลุ่มจังหวัด1นิคมอุตสาหกรรมเกษตรอาหารทั้งหมด18กลุ่มจังหวัดเป็นศูนย์การแปรรูปผลผลิตเกษตรเพื่อกระจายการพัฒนาทุกภาคทุกจังหวัดไม่ให้เจริญแบบกระจุกตัวซึ่งก่อให้เกิดปัญหาความเหลื่อมล้ำของการพัฒนาโดยปี2565 รัฐมนตรีเกษตรฯ ดร.เฉลิมชัย ศรีอ่อนได้แต่งตั้งคณะกรรมการพัฒนาการเกษตรระดับอำเภอ878อำเภอทั่วประเทศและคณะทำงานเกษตรกรรมยั่งยืนระดับตำบล7,255ตำบลเพื่อสร้างจุดเปลี่ยนระดับพื้นที่ให้เกิดการเปลี่ยนแปลงที่เป็นรูปธรรมโดยเร็วที่สุดและสุดท้ายคือความก้าวหน้าของงานแต่ละด้านเกิดจากการบริหารแบบเปิดกว้างสร้างหุ้นส่วน(Partnership platform)ในการทำงานกับทุกภาคีภาคส่วนเช่นสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย หอการค้าไทย สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย สมาคมต่างๆ สถาบันอาหาร มหาวิทยาลัยและวิทยาลัย สมาคมชาวนาและเกษตรกรไทย สันนิบาตสหกรณ์แห่งประเทศไทย สมาพันธ์ผู้ให้บริการโลจิสติกส์ไทย เครือข่ายองค์กรเอกชน ทุกกระทรวงและทุกพรรคการเมืองไม่ว่าฝ่ายค้านหรือรัฐบาล การยึดประโยชน์บ้านเมืองมาก่อนประโยชน์ทางการเมืองได้สร้างความไว้เนื้อเชื่อใจนำมาซึ่งความร่วมมืออย่างจริงจังและจริงใจ ประการสำคัญคือการทำงานอย่างทุ่มเทของคนกระทรวงเกษตรฯ

‘ประหยัดน้ำ ทางรอดต้านแล้ง’ กรมชลฯชวนคนไทยประหยัดน้ำ ก่อนเกิดวิกฤติภัยแล้ง

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/626395

'ประหยัดน้ำ ทางรอดต้านแล้ง' กรมชลฯชวนคนไทยประหยัดน้ำ ก่อนเกิดวิกฤติภัยแล้ง

วันอังคาร ที่ 4 มกราคม พ.ศ. 2565, 16.35 น.

กรมชลประทานขานรับนโยบาย “พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา” แก้ปัญหาภัยแล้ง เปิดตัวโครงการ “ประหยัดน้ำ ทางรอดต้านแล้ง” รณรงค์คนไทยประหยัดน้ำ เตรียมพร้อมก่อนภาวะวิกฤติภัยแล้ง ชูแนวคิด “ประหยัดน้ำ=บริจาคน้ำ” นำเสนอผ่านเพลงและมิวสิควิดีโอ โดยศิลปินชั้นนำของเมืองไทย “ว่าน ธนกฤต” และ “เปาวลี พรพิมล” พร้อมเดินหน้าชู 8 มาตรการเตรียมพร้อมรับมือภัยแล้งปี 2564/65

4 มกราคม 2565 นายประพิศ จันทร์มา อธิบดีกรมชลประทาน เปิดเผยว่า กรมชลประทาน กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ในฐานะหน่วยงานที่มีภารกิจหลักด้านการพัฒนาแหล่งน้ำ การบริหารจัดการน้ำ และการบรรเทาภัยอันเกิดจากน้ำ ได้ขานรับนโยบายแนวทางแก้ปัญหาภัยแล้งของประเทศไทยของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ด้วยการจัดทำโครงการรณรงค์ประชาสัมพันธ์ “ประหยัดน้ำ ทางรอดต้านแล้ง” โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อรณรงค์ให้คนไทยประหยัดน้ำเพื่อชาติ นำเสนอภายใต้แนวคิด “ประหยัดน้ำ เท่ากับ บริจาคน้ำ” เตรียมความพร้อมทุกภาคส่วนให้ตระหนักถึงความสำคัญของการประหยัดทรัพยากรน้ำ ก่อนภาวะวิกฤติภัยแล้งจะมาถึง โดยกลุ่มเป้าหมายจะมุ่งเน้นไปที่ กลุ่มเกษตรกร นักเรียน นักศึกษา และประชาชนทั่วไป โดยการรณรงค์จะนำเสนอผ่านเพลงและมิวสิควิดีโอเพลง Save Water หรือ เพลง ประหยัดน้ำ โดยศิลปินชั้นนำของเมืองไทย “ว่าน ธนกฤต” และ “เปาวลี พรพิมล” ซึ่งนับเป็นครั้งแรกในการรวมตัวเฉพาะกิจต้านภัยแล้งนำมาผสมกับดนตรีสมัยใหม่ฟังง่าย เข้าใจง่าย เพื่อให้คนไทยตระหนักถึงปัญหาภัยแล้งที่เกิดขึ้น โดยสามารถรับฟังผ่าน Music Streaming ทุกช่องทาง

“ผมเชื่อว่าเพลงคือ “ภาษาสากล” เราสามารถใช้บทเพลงถ่ายทอดเรื่องราวได้ดีกว่าการพูด สามารถสร้างการจดจำได้อย่างรวดเร็ว ซึ่งเราได้นักร้อง นักแต่งเพลง อย่างคุณเอก Season Five มาถ่ายทอดเรื่องราวที่กรมชลประทานอยากจะบอกทุกคน อยากให้ฟังแล้ว ตระหนักถึง “ปริมาณน้ำ” และ “การใช้น้ำ” อย่างรู้คุณค่า ผลลัพธ์ส่วนบุคคลจะกลายเป็นผลลัพธ์เพื่อชาติ ประโยชน์ไม่ได้เกิดแค่กับใครคนใดคนหนึ่ง แต่เป็นการประหยัดน้ำเราทำเพื่อคนไทยทั้งประเทศ”

นอกจากนี้ ยังได้มีการจัดทำคอนเทนต์ผ่านสื่อโซเชียลมีเดียของกรมชลประทาน ทั้งในรูปแบบของการรายงานสถานการณ์น้ำ รูปแบบการบริหารจัดการน้ำ แนวทางในการประหยัดน้ำ เพื่อสร้างจิตสำนึกให้เกิดความเข้าใจ และเกิดการแชร์ต่อในวงกว้าง

อธิบดีกรมชลประทาน กล่าวต่อว่า สำหรับแนวทางด้านการบริหารจัดการน้ำฤดูแล้งปี 2564/65 กรมชลประทาน ได้ดำเนินการตามมาตรการการบริหารจัดการน้ำฤดูแล้งปี 2564/65 ทั้ง 8 มาตรการได้แก่

มาตรการที่ 1 เร่งเก็บกักน้ำในช่วงฤดูฝน เพื่อเป็นน้ำต้นทุนในช่วงฤดูแล้ง

มาตรการที่ 2 จัดหาแหล่งน้ำสำรองในพื้นที่เสี่ยงขาดแคลนน้ำ พร้อมทั้งสํารวจ ตรวจสอบ พื้นที่ที่มีศักยภาพ ที่จะพัฒนาเป็นแหล่งเก็บกักน้ำสำรองได้

มาตรการที่ 3 กําหนดการจัดสรรน้ำฤดูแล้ง รวมทั้งติดตามกํากับให้เป็นไปตามแผนเพื่อไม่ให้เกิดผลกระทบการขาดแคลนน้ำอุปโภค-บริโภค พร้อมจัดทําทะเบียนผู้ใช้น้ำ

มาตรการที่ 4 วางแผนเพาะปลูกพืชฤดูแล้ง รวมถึงส่งเสริมสนับสนุนการเพาะปลูกในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัยเป็นอันดับแรก

มาตรการที่ 5 เตรียมน้ำสํารองสําหรับพื้นที่ลุ่มต่ำ เพื่อสนับสนุนน้ำเตรียมแปลง

มาตรการที่ 6 เฝ้าระวังคุณภาพน้ำในแม่น้ำสายหลัก สายรอง และเตรียมแผนรองรับกรณีเกิดปัญหา

มาตรการที่ 7 ติดตามประเมินผล เพื่อให้ผลการดําเนินงานเป็นไปตามแผน

มาตรการที่ 8 สร้างการรับรู้สถานการณ์น้ำและแผนบริหารจัดการน้ำ ให้ทุกภาคส่วน เกิดความร่วมมือในการใช้น้ำอย่างประหยัดและเป็นไปตามแผนที่กําหนดไว้

นอกจากนี้ ยังได้มีการกำหนดแผนจัดสรรน้ำจากโครงการชลประทานขนาดใหญ่และขนาดกลางทั้งประเทศในช่วง ฤดูแล้งปี 2564/65 ตั้งแต่วันที่ 1 พฤศจิกายน 2564 – 30 เมษายน 2565

จากปริมาณน้ำต้นทุนทั่วประเทศ วันที่ 1 พฤศจิกายน 2564 จํานวน 37,857 ล้าน ลบ.ม. วางแผนจัดสรรน้ำ จํานวน 22,280 ล้าน ลบ.ม. (สํารองน้ำต้นฤดูฝนปี 2565 รวม 15,577 ล้าน ลบ.ม.) โดยจัดลําดับความสําคัญ ตามกิจกรรม ดังนี้ การอุปโภค-บริโภค รักษาระบบนิเวศและอื่นๆ การเกษตรฤดูแล้ง และอุตสาหกรรม โดยมีแผนการเพาะปลูกข้าวนาปรัง จํานวน 6.41 ล้านไร่

อย่างไรก็ตาม ขอให้ประชาชนตระหนักถึงสถานการณ์ภัยแล้งที่เกิดขึ้น และร่วมแรงร่วมใจกันประหยัดน้ำ ใช้ทรัพยากรน้ำให้เกิดประโยชน์อย่างสูงสุด ทั้งนี้ หากต้องการสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมสอบถามได้ที่สำนักงานชลประทานในพื้นที่ หรือโทรสายด่วนกรมชลประทาน 1460

กรมชลประทานสั่งเก็บน้ำ สำรองไว้ใช้ในช่วงฤดูแล้ง

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/626214

วันอังคาร ที่ 4 มกราคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

นายประพิศ จันทร์มา อธิบดีกรมชลประทาน เปิดเผยว่า อ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่และขนาดกลางทั่วประเทศ มีปริมาณน้ำรวมกันทั้งสิ้น 59,329 ล้านลูกบาศก์เมตร (ลบ.ม.) สามารถรับน้ำได้อีกประมาณ 17,086 ล้าน ลบ.ม.เฉพาะ4 เขื่อนหลักลุ่มน้ำเจ้าพระยา (เขื่อนภูมิพล เขื่อนสิริกิติ์เขื่อนแควน้อยบำรุงแดน และเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์) มีปริมาณน้ำประมาณ 14,821 ล้าน ลบ.ม.รับน้ำได้อีกประมาณ 10,092 ล้าน ลบ.ม. เนื่องจากสิ้นสุดฤดูฝนแล้ว จึงให้โครงการชลประทานในพื้นที่ พิจารณาเก็บกักน้ำสำรองไว้ใช้ในฤดูแล้งให้มากที่สุด พร้อมกับปรับแผนการเพาะปลูกให้เหมาะสมสอดคล้องกับสถานการณ์

สำหรับพื้นที่ภาคใต้ ให้ดำเนินการตามมาตรการรับมือน้ำหลากที่กำหนดไว้อย่างเคร่งครัด บริหารจัดการน้ำให้อยู่ในเกณฑ์ โดยใช้ระบบชลประทาน ให้เกิดประโยชน์สูงสุด พิจารณาปรับการระบายน้ำให้ส่งผลกระทบต่อพื้นที่ท้ายน้ำให้น้อยที่สุด เน้นย้ำให้แจ้งเตือนก่อนการระบายน้ำทุกครั้ง เพื่อลดความเสียหายที่จะเกิดกับประชาชน นอกจากนี้ ยังเตรียมพร้อมเจ้าหน้าที่ เครื่องจักร เครื่องมือ ให้สามารถปฏิบัติงานได้ทันที และร่วมบูรณาการกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ประชาสัมพันธ์สถานการณ์น้ำถึงพี่น้องประชาชนและขอให้ประชาชนในพื้นที่ติดตามสถานการณ์น้ำอย่างใกล้ชิด

เกษตรฯสร้างความเข้มแข็ง เครือข่ายCESRAจัดการที่ดินยั่งยืน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/626215

วันอังคาร ที่ 4 มกราคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

ดร.ทองเปลว กองจันทร์ ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานการประชุม “การสร้างความเข้มแข็งเครือข่ายศูนย์ความเป็นเลิศด้านการวิจัยดินแห่งเอเชีย (CESRA) เพื่อการจัดการดินอย่างยั่งยืน” โดยมี นายระพีภัทร์ จันทรศรีวงศ์รองปลัดฯ บรรยายพิเศษในหัวข้อ “บทบาทของเครือข่าย CESRA ต่อภาคเกษตรกรรม” และยุทธศาสตร์ “3s” (Safety-Security-Sustainability – เกษตรปลอดภัย เกษตรมั่นคงและเกษตรยั่งยืน) ให้เป็นไปตามเป้าหมายการพัฒนาอย่างยั่งยืนทั้ง 17 เป้าหมายของสหประชาชาติ พร้อมกับมอบนโยบายการดำเนินงานศูนย์ CESRA ว่าเป็นโครงการร่วมมือกับองค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติภูมิภาคเอเชียและแปซิฟิก (FAO-RAP) และสมาคมดินและปุ๋ยแห่งประเทศไทย (SFST)มีผู้แทนหน่วยงานต่างๆ ร่วมประชุม

นอกจากนี้ยังได้รับเกียรติจาก รศ.ดร.ชาลี นาวานุเคราะห์ ผอ.ศูนย์ CESRA นำเสนอผลดำเนินงานในภาพรวมของการสร้างความเข้มแข็งเครือข่าย CESRA ตามเป้าหมายของ Global Soil Partnership (GSP) เพื่อนำไปสู่การจัดการทรัพยากรดินอย่างยั่งยืน ซึ่งผู้ร่วมประชุมจะได้นำแนวทางปฏิบัติที่ดีในการดำเนินงานและการขับเคลื่อนศูนย์ CESRA ให้เกิดความเข้มแข็งของเครือข่ายงานวิจัยและงานพัฒนาในรูปแบบการบูรณาการระดับประเทศและระดับภูมิภาคแลกเปลี่ยนความรู้ ความเข้าใจ และประสบการณ์จากหลายฝ่าย

ด้าน น.ส.เบญจพร ชาครานนท์ อธิบดีกรมพัฒนาที่ดิน กล่าวว่า CESRA ทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางของภูมิภาคสำหรับการพัฒนางานวิจัยดิน เน้นการจัดการดินอย่างยั่งยืน และความมั่นคงทางด้านอาหาร จึงร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ดำเนินโครงการสร้างความเข้มแข็งเครือข่าย CESRA เพื่อการจัดการดินอย่างยั่งยืน มีวัตถุประสงค์เพื่อรายงานผลการดำเนินงานของโครงการในด้านกยุทธการดำเนินงาน แผนปฏิบัติการของศูนย์วิจัยด้านดินแห่งภูมิภาคเอเชีย มีการแลกเปลี่ยนความรู้ความเข้าใจและประสบการณ์จากผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย หลายฝ่ายเพื่อทำงานร่วมกันในการวิจัยและพัฒนาดิน

ทั้งนี้ การสร้างความเข้มแข็งเครือข่าย CESRA ทำให้เกิดความร่วมมือทางการวิจัยและพัฒนาและการรวบรวมประสบการณ์ของนักวิจัยและนักวิชาการในภูมิภาคนี้ เพื่อนำไปสู่การถ่ายทอดองค์ความรู้ทางด้านการจัดการดินอย่างยั่งยืนต่อผู้ใช้ประโยชน์ที่ดิน สำหรับการดำเนินงาน SEALNET เป็นการประสานข้อมูลและมาตรฐานการวิเคราะห์ดินโดยศูนย์ CESRA จะเป็นองค์กรที่อำนวยความสะดวกและการประสานงานวิจัยและพัฒนา รวมถึงการผนวกองค์ความรู้ของท้องถิ่นกับผลการวิจัยระดับชาติและภูมิภาคในกรอบการพัฒนาและประยุกต์ใช้เทคโนโลยีใหม่ๆ สร้างเครือข่ายด้านทรัพยากรดินให้มีระบบข้อมูลที่ถูกต้องน่าเชื่อถือ และเข้าถึงได้สะดวก สนับสนุนการผลิตทางการเกษตรที่นำไปสู่การพัฒนาที่ยั่งยืนต่อไป

เกษตรฯโชว์ผลงาน ยกระดับแปลงใหญ่ ด้านผลิต-การตลาด ใช้เทคโนโลยีพัฒนา

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/626216

วันอังคาร ที่ 4 มกราคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รมว.เกษตรและสหกรณ์ กล่าวถึงโครงการยกระดับแปลงใหญ่ด้วยเกษตรสมัยใหม่และเชื่อมโยงตลาด จ.ประจวบคีรีขันธ์ ซึ่งจัดขึ้นที่ศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร อ.หัวหิน จ.ประจวบคีรีขันธ์ ว่าเกษตรแบบแปลงใหญ่เป็นกลไกพัฒนาภาคการเกษตรไทย มุ่งเน้นเกษตรรายย่อยที่อยู่ใกล้กัน พร้อมพัฒนาการผลิตและการตลาดตลอดห่วงโซ่อุปทาน สอดคล้องกับความต้องการของตลาด นำหลักเกษตรสมัยใหม่ร่วมกับการเชื่อมโยงตลาด ผลักดันให้เกษตรกรรวมกลุ่ม เพื่ออำนาจต่อรอง ร่วมกันจัดหาปัจจัยการผลิตที่มีคุณภาพ และใช้เทคโนโลยีการเกษตรที่เหมาะสม

“กระทรวงเกษตรฯ นำเกษตรกรเดินไปข้างหน้า โดยยุทธศาสตร์ตลาดนำการผลิต และการนำเทคโนโลยี 4.0 มาใช้ลดต้นทุนและเพิ่มผลผลิต เป็นหนึ่งในยุทธศาสตร์สำคัญนำมาสู่การปฏิบัติ ซึ่งโครงการเกษตรแปลงใหญ่ เป็นโครงการที่รัฐบาลสามารถเข้ามาดูแลพี่น้องเกษตรกรในเรื่องงบประมาณต่างๆ” นายเฉลิมชัยกล่าวและว่า นอกจากนี้ยังไม่ละทิ้งเกษตรกรรายย่อย ซึ่งได้มอบนโยบายให้ข้าราชการทุกคนต้องเข้าไปดูแลพี่น้องเกษตรกรเหมือนคนในครอบครัว และต้องปรับเปลี่ยนวิถีการทำการเกษตรใหม่ ต้องทำการเกษตรให้มีคุณภาพมาตรฐาน โดยต้นทุนและราคาจะเป็นตัวกำหนดว่าภาคการเกษตรจะเดินไปข้างหน้าได้อย่างไร จึงอยากฝากถึงพี่น้องเกษตรกรให้เปิดรับความรู้และเทคโนโลยีเข้ามาพัฒนากระบวนการผลิต โดยกระทรวงเกษตรฯ พร้อมจะเข้ามาดูแลและอยู่เคียงข้างพี่น้องเกษตรกรทุกคน

‘เฉลิมชัย’พัฒนาแหล่งน้ำพังงาทั้งระบบ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/626217

‘เฉลิมชัย’พัฒนาแหล่งน้ำพังงาทั้งระบบ

วันอังคาร ที่ 4 มกราคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รมว.เกษตรและสหกรณ์ ติดตามการพัฒนาแหล่งน้ำในพื้นที่ชลประทาน จ.พังงา ที่ศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก อบต.ท่านา อ.กะปง จ.พังงา โดยมีทั้งหมด 166 โครงการ พื้นที่รับประโยชน์ 60,960 ไร่ แต่ไม่มีแหล่งเก็บกักน้ำประเภทอ่างเก็บน้ำ ที่จะใช้บริหารจัดการน้ำ ส่งผลให้เกิดน้ำหลากลุ่มน้ำคลองตะกั่วป่า และลุ่มน้ำคลองพังงา อีกทั้งยังส่งผลให้ขาดแคลนน้ำในเดือนธันวาคม-มีนาคม สำหรับการพัฒนาลุ่มน้ำคลองตะกั่วป่า ได้ศึกษาความเหมาะสมของอ่างเก็บน้ำแล้วเสร็จ3 โครงการ อยู่ระหว่างศึกษา 8 โครงการ และอาการอัดน้ำอยู่ระหว่างศึกษา 4 โครงการ

นอกจากนี้ นายเฉลิมชัย ได้รับฟังรายงานความคืบหน้าโครงการฝายคลองท่านา หากแล้วเสร็จจะสามารถสนับสนุนพื้นที่การเกษตร (สวนปาล์มน้ำมัน) 250 ไร่ และลดปัญหาการกัดเซาะในฤดูน้ำหลาก และโครงการฝายคลองสวนพลู พร้อมระบบส่งน้ำซึ่งอยู่ระหว่างเตรียมงาน คาดว่าจะเริ่มการก่อสร้างได้ภายในเดือนมกราคม 2565 หากดำเนินการแล้วเสร็จ จะสามารถช่วยแก้ปัญหาการขาดแคลนน้ำอุปโภค-บริโภค ให้ราษฎรหมู่ 4 และ 9 จำนวน 600 ครัวเรือน และพื้นที่การเกษตร 300 ไร่

อย่างไรก็ดี กรมชลประทาน เตรียมโครงการเสนองบประมาณปี 2566 ของ จ.พังงา ได้แก่ 1.โครงการฝายบ้านกะปง 2.โครงการฝายดักตะกอนคลองบางม่วง (แห่งที่ 2) 3.โครงการปรับปรุงระบบท่อส่งน้ำสายใหญ่ และปรับปรุงระบบท่อส่งน้ำสายแยกขวา ฝายคลองทับยาวอันเนื่องมาจากพระราชดำริ และ 4.โครงการปรับปรุงระบบท่อส่งน้ำสายใหญ่ และปรับปรุงระบบท่อส่งน้ำสายแยกขวา ฝายคลองทับยาวอันเนื่องมาจากพระราชดำริ แก้ปัญหาขาดแคลนน้ำสำหรับอุปโภค-บริโภค พื้นที่หมู่ 1-5 รวม 650 ครัวเรือน และพื้นที่การเกษตร 1,500 ไร่

เดินหน้า6โครงการพัฒนาแหล่งน้ำน่าน สร้างความมั่นคงเพิ่มพื้นที่ชลประทาน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/626213

วันอังคาร ที่ 4 มกราคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

นายนิพนธ์ ฟูศรี ผู้อำนวยการโครงการชลประทานน่าน กรมชลประทาน เปิดเผยว่า กรมชลประทานได้ดำเนินการศึกษาวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อมเพื่อพัฒนาแหล่งน้ำจังหวัดน่านให้เต็มศักยภาพมาก เพื่อแก้ปัญหาน้ำระยะยาวป้องกันไม่ให้เกิดวิกฤตด้านน้ำเกิดขึ้นในอนาคต โดยในระยะแรกจะดำเนิน2 โครงการสำคัญ คือ โครงการงานเพิ่มประสิทธิภาพเก็บกักอ่างเก็บน้ำน้ำแหงอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ต.นาอุดม อ.นาน้อย จ.น่าน จากเดิมที่มีศักยภาพเก็บกัก 13 ล้านลบ.ม. เพิ่มเป็น 15.73 ล้าน ลบ.ม. เพื่อช่วยบรรเทาอุทกภัยในฤดูน้ำหลากและแก้ปัญหาขาดแคลนน้ำช่วงฤดูแล้งในพื้นที่ และโครงการสถานีสูบน้ำด้วยไฟฟ้าพร้อมระบบส่งน้ำบ้านหาดผาขน ต.เมืองจัง อ.ภูเพียง จ.น่าน เพื่อสนับสนุนพื้นที่เกษตรแปลงใหญ่มะม่วงน้ำดอกไม้จำนวน 500 ไร่ให้ได้รับน้ำได้อย่างทั่วและเพียงพอ ซึ่งจะทำให้มะม่วงน้ำดอกไม้ของเกษตรกรมีคุณภาพสูงเป็นที่ต้องการของตลาด และช่วยให้เกษตรกรจะมีรายได้ดีขึ้น ทั้งนี้ 2 โครงการ

ดังกล่าวขณะนี้ได้ดำเนินการเสนอของบประมาณไปแล้ว

นอกจากนี้ภายในปี 2572 ในพื้นที่จังหวัดน่านยังมีแผนพัฒนาแหล่งน้ำที่สำคัญอีก 4 โครงการ ได้แก่ โครงการอ่างเก็บน้ำน้ำกิ ต.ผาทอง อ.ท่าวังผา ความจุ 52 ล้านลบ.ม. โครงการอ่างเก็บน้ำน้ำกอน ต.พญาแก้ว อ.เชียงกลาง ความจุ 73.73 ล้านลบ.ม. ทั้ง 2 โครงการนี้ เป็นโครงการพัฒนาพื้นที่ลุ่มน้ำน่านตอนบน ส่วนอีก 2 โครงการเป็นโครงการพัฒนาแหล่งน้ำอันเนื่องมาจากพระราชดำริ คือ โครงการอ่างเก็บน้ำน้ำรีอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ต.ขุนน่าน อ.เฉลิมพระเกียรติ และโครงการอ่างเก็บน้ำห้วยจ๊วกพร้อมอาคารประกอบอันเนื่องมาจากพระราชดำริ
ต.บ่อแก้ว อ.นาหมื่น เมื่อทั้ง 4 โครงการดังกล่าวแล้วเสร็จ จะสามารถเก็บกักน้ำได้รวม 174.82 ล้านลบ.ม. เพิ่มพื้นที่ชลประทานเพิ่มได้ราว 75,000 ไร่

‘กรมสมเด็จพระเทพฯ’เสด็จฯเปิดงานเทศกาลโคนมแห่งชาติ ประจำปี 2565

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/626244

'กรมสมเด็จพระเทพฯ'เสด็จฯเปิดงานเทศกาลโคนมแห่งชาติ ประจำปี 2565

วันจันทร์ ที่ 3 มกราคม พ.ศ. 2565, 19.37 น.

“กรมสมเด็จพระเทพฯ”เสด็จฯเปิดงานเทศกาลโคนมแห่งชาติ ประจำปี 2565 ภายใต้แนวคิด นวัตกรรมและเทคโนโลยีโคนมแห่งชาติ Next normal จัดขึ้นระหว่างวันที่ 3 – 7 มกราคม 2565

เมื่อเวลา 13.30 น.วันที่ 3 มกราคม 2565 ที่องค์การส่งเสริมกิจการโคนมแห่งประเทศไทย อ.มวกเหล็ก จ.สระบุรี สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จฯ เปิดงานเทศกาลโคนมแห่งชาติ ประจำปี 2565 โดยมี นางสาวมนัญญา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ , นายทองเปลว กองจันทร์ ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ , นายสัตวแพทย์สรวิศ ธานีโต อธิบดีกรมปศุสัตว์ , นายสุรเดช สมิเปรม ผู้ตรวจราชการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ พร้อมด้วยผู้บริหารกรมปศุสัตว์ ข้าราชการ เจ้าหน้าที่ เกษตรกรผู้เลี้ยงโคนม และประชาชน ร่วมรับเสด็จฯ ในครั้งนี้

การจัดงานเทศกาลโคนมแห่งชาติ ประจำปี 2565จัดขึ้นภายใต้แนวคิดนวัตกรรมและเทคโนโลยีโคนมแห่งชาติ Next normal งานที่ส่งเสริมให้เกษตรกรโคนมไทยมีศักยภาพและยกระดับอุตสาหกรรมโคนมไทยสู่ระดับนานาชาติงานโคนมอาชีพพระราชทาน จัดขึ้นเพื่อน้อมรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณของในหลวงรัชกาลที่ 9 ที่พระราชทานอาชีพการเลี้ยงโคนม และสืบสานพระราชปณิธาน พัฒนาอุตสาหกรรมโคนมไทยยุคใหม่ เพื่อก้าวสู่แบรนด์นมแห่งชาติ โดยงานจัดขึ้นระหว่างวันที่วันที่ 3 – 7 มกราคม 2565

อธิบดีกรมปศุสัตว์ ทูลเกล้าถวายรายงานในการจัดงานครั้งนี้ กรมปศุสัตว์น้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุฯ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร (รัชกาลที่ 9) ที่พระราชทานอาชีพการเลี้ยงโคนมแก่ปวงชนชาวไทย ซึ่งมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อเกษตรกรใประเทศไทยและปวงชนชาวไทยที่ได้บริโภคนมที่ถือว่าเป็นแหล่งอาหารโปรตีนในราคาถูก ได้อย่างกว้างขวางและครอบคลุมทั้งประเทศรวมถึงกรมปศุสัตว์ได้ดำเนิโครงการคัดเลือกเกษตรกรโคนมรุ่นใหม่ดีเด่น (Young Dairy Farmers) ประจำปี พ.ศ.2564 เพื่อส่งเสริมสนับสนุน และสืบทอด “อาชีพพระราชทาน” โดยคัดเลือกเกษตรกรผู้เลี้ยงโคนมรุ่นใหม่ที่ประสบความสำเร็จ เพื่อเป็นต้นแบบสำหรับเยาวชน คนรุ่นใหม่ที่มีความสนใจอาชีพเลี้ยงโคนม ได้ศึกษาเรียนรู้ ประกอบการตัดสินใจยึดเป็นอาชีพอย่างยั่งยืนการคัดเลือกเกษตรกรโคนมรุ่นใหม่ดีเด่น (YoungDairy Farmers) ปี 2564 ภายใต้แนวคิด”โคนมรุ่นใหม่ ยกระดับฟาร์มสู่ RCEP ด้วยองค์ความรู้ เทคโนโลยี และความคิดสร้างสรรค์”

ทั้งนี้ การจัดงานดังกล่าวได้แสดงให้เห็นถึงความก้าวหน้าของวิทยาการด้านการเลี้ยงโคนมและอุตสาหกรรมโคนมของประเทศไทย ที่เป็นประโยชน์แก่เกษตรกรผู้เลี้ยงโคนม ตลอดจนมีการสาธิตการแปรรูปน้ำนม และเป็นเวทีให้ผู้เกี่ยวข้องในวงการอุตสาหกรรมโคนมตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำได้มีโอกาสพบปะแลกเปลี่ยนทัศนคติซึ่งกันและกัน

‘ประภัตร’ดันโครงการสานฝันเกษตรกร

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/626045

‘ประภัตร’ดันโครงการสานฝันเกษตรกร

วันจันทร์ ที่ 3 มกราคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

นายประภัตร โพธสุธน รมช.เกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานประชุมหารือความร่วมมือโครงการ “สานฝันสร้างอาชีพ และยกระดับรายได้เกษตรกร”จ.สุพรรณบุรี เพื่อทำความเข้าใจกับเกษตรกรและผู้ประกอบการ ที่ ต.วังน้ำซับ อ.ศรีประจันต์ จ.สุพรรณบุรี โดยมีตัวแทนหน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้องเข้าร่วม โดยนายประภัตรกล่าวว่ากระทรวงเกษตรฯ มีนโยบายส่งเสริมอาชีพที่เหมาะสม มีตลาดรองรับ สามารถสร้างรายได้ในครัวเรือนภายใน 4 เดือน ใช้เงินทุนจากสินเชื่อพิเศษ ตามโครงการสานฝันสร้างอาชีพ ยกระดับรายได้เกษตร ซึ่งจะทำเป็น “สุพรรณบุรีโมเดล” โดยขณะนี้มีการประสานเรื่องตลาดรองรับผลผลิตแล้ว และมีการประกันราคารับซื้อให้เกษตรกรชัดเจน

สำหรับอาชีพที่มีการส่งเสริมสนับสนุนการประกอบอาชีพ คือ ด้านพืช มี 3 เมนู 1.ฟักทอง 2.แฟง และ 3.พริก ด้านปศุสัตว์ มี 3 เมนู 1.โคขุน 2.แพะกับแกะ และ 3.ไก่พื้นเมือง ด้านประมง มี 2 เมนู 1.กุ้งก้ามกราม และ 2.ปลาตะเพียน โดยบางเมนูอาชีพกระทรวงเกษตรฯ ได้หารือผู้ประกอบการพร้อมให้การสนับสนุนตั้งแต่ต้นทาง ทั้งเมล็ดพันธุ์พืช พันธุ์สัตว์ อาหาร ปุ๋ย ยา จะหักต้นทุนคืนหลังจากขายผลผลิตแล้ว

ทั้งนี้ โครงการดังกล่าว เป็นโครงการความร่วมมือระหว่างกระทรวงเกษตรฯ โดยกรมปศุสัตว์ ร่วมกับธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) สนับสนุนการให้สินเชื่อแก่เกษตรกรรายย่อย โดยใช้บุคคลค้ำประกันเงินกู้ ภายใต้หลักการ 3 คนร่วมมือ 1 คนกู้ 2 คนค้ำ หนี้เสียสามารถกู้ได้ เงินได้ไม่เกินรายละ 100,000 บาท สำหรับใช้ในการประกอบอาชีพด้านการเกษตร (พืช ปศุสัตว์ ประมง) ที่มีตลาดรองรับชัดเจน หรืออาชีพที่มีลักษณะการลงทุนค้าขายเพื่อเลี้ยงชีพในครัวเรือน วงเงินกู้ทั้งหมด 30,000 ล้านบาท อัตราดอกเบี้ยร้อยละ4 ต่อปี ระยะเวลาปล่อยเงินกู้ตั้งแต่ 1 กรกฎาคม 2564 ถึง 31 มีนาคม 2567 ผู้สนใจสามารถสมัครเข้าร่วมโครงการได้ที่ ธ.ก.ส.สาขาใกล้บ้าน