กรมชลประทาน จัดสรรน้ำทำนาปี 3อ่างฯลุ่มน้ำเพชรบุรี เพียงพอใช้ประโยชน์

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/621193

วันศุกร์ ที่ 10 ธันวาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

นายสันต์ จรเจริญ ผู้อำนวยการโครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาเพชรบุรี กรมชลประทาน เปิดเผยถึงสถานการณ์น้ำในพื้นที่ลุ่มน้ำเพชรบุรีว่า ลุ่มน้ำเพชรบุรีมีอ่างเก็บน้ำหลัก 3 แห่งคือ อ่างเก็บน้ำแก่งกระจาน อ่างเก็บน้ำห้วยผากและอ่างเก็บน้ำแม่ประจันต์ ขณะนี้มีปริมาณน้ำรวมกันประมาณร้อยละ 90 ของปริมาณการเก็บกัก ถือว่าอยู่ในเกณฑ์ดี เพียงพอสำหรับการอุปโภค-บริโภค การรักษาระบบนิเวศ และสามารถจัดสรรให้เกษตรกรปลูกพืชในฤดูแล้งปี 2564/65 โดยเฉพาะนาปรังได้กว่า 130,000 ไร่

ทั้งนี้อ่างเก็บน้ำหลักทั้ง 3 แห่งดังกล่าว เป็นอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ 1 แห่งคืออ่างเก็บน้ำแก่งกระจานมีปริมาณน้ำ 646 ล้านลูกบาศก์เมตร(ลบ.ม.) คิดเป็นร้อยละ 91 ของปริมาณการเก็บกัก เป็นปริมาณน้ำที่ใช้งานได้ 581 ล้านลบ.ม. คิดเป็นร้อยละ 90 ของปริมาณน้ำที่ใช้งานได้ ที่เหลืออีก 2 แห่งเป็นอ่างเก็บน้ำขนาดกลาง โดยอ่างเก็บน้ำห้วยผากมีปริมาณน้ำ 24.2 ล้านลบ.ม. คิดเป็นร้อยละ 88 ของปริมาณการเก็บกัก เป็นปริมาณน้ำที่ใช้การได้ 21.2 ล้านลบ.ม. และอ่างเก็บน้ำแม่ประจันต์ มีปริมาณน้ำ 36ล้านลบ.ม. คิดเป็นร้อยละ 85 ของปริมาณการเก็บกัก เป็นปริมาณน้ำที่ใช้การได้ 34 ล้านลบ.ม.

นอกจากนี้ยังมีอ่างเก็บน้ำขนาดกลางอีก 3 แห่งในพื้นที่ จ.เพชรบุรี ที่มีปริมาณต้นน้ำเต็มอ่าง 100% คือ อ่างเก็บน้ำห้้วยสามเขา มีปริมาณ 3.4 ล้านลบ.ม. อ่างเก็บย้ำห้วยสงสัย มีปริมาณน้ำ 4.06 ล้านลบ.ม. และอ่างเก็บน้ำทุ่งขามมีปริมาณน้ำ 8 ล้านลบ.ม.

กรมชลฯยัน3อ่างฯหลัก ลุ่มน้ำเพชรบุรีสมบูรณ์ เพียงพออุปโภค-บริโภค ทำนาปีได้กว่า1.3แสนไร่

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/620954

วันพฤหัสบดี ที่ 9 ธันวาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

นายสันต์ จรเจริญ ผอ.โครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาเพชรบุรี กรมชลประทาน เปิดเผยถึงสถานการณ์น้ำในพื้นที่ลุ่มน้ำเพชรบุรี ว่าอ่างเก็บน้ำหลัก 3 แห่ง คือ อ่างเก็บน้ำแก่งกระจาน อ่างเก็บน้ำห้วยผาก และอ่างเก็บน้ำแม่ประจันต์ มีปริมาณน้ำรวมกันประมาณร้อยละ 90 ของปริมาณเก็บกัก อยู่ในเกณฑ์ดีเพียงพอสำหรับการอุปโภค บริโภค รักษาระบบนิเวศ และจัดสรรให้เกษตรกรปลูกพืชในฤดูแล้งปี2564/65 โดยเฉพาะนาปรังได้กว่า 130,000 ไร่

นอกจากนี้ ยังมีอ่างเก็บน้ำขนาดกลางอีก 3 แห่งใน จ.เพชรบุรี ที่มีปริมาณต้นน้ำเต็มอ่าง 100% คือ อ่างเก็บน้ำห้วยสามเขา มีปริมาณ 3.4 ล้านลูกบาศก์เมตร (ลบ.ม.) อ่างเก็บน้ำห้วยสงสัย มีปริมาณน้ำ 4.06 ล้าน ลบ.ม. และอ่างเก็บน้ำทุ่งขาม มีปริมาณน้ำ 8 ล้าน ลบ.ม.

“การบริหารจัดการน้ำของกรมชลประทาน นอกจากทำตามหลักเกณฑ์ Rule Curve ทำการเก็บน้ำ-ระบายน้ำอย่างมีหลักการสอดคล้องกับสภาพน้ำท่าแล้ว ในช่วงฤดูน้ำหลากนอกจากจะบริหารจัดการระบายน้ำบริเวณหน้าเขื่อนเพชร ซึ่งรับน้ำมาจากอ่างเก็บน้ำหลักทั้ง 3 แห่งดังกล่าว ตามกฎเกณฑ์ที่วางแผนไว้ ยังทำงานร่วมกับประชาชนในพื้นที่ บูรณาการทำงานร่วมกับจังหวัด ทำให้การจัดการน้ำดำเนินไปอย่างเป็นระบบตั้งแต่ต้นฤดู ประชาชนพ้นภัยน้ำท่วมและมีน้ำใช้อย่างต่อเนื่อง อย่างไรก็ดีแม้ปริมาณต้นทุนในปีนี้ค่อนข้างมาก แต่กรมชลประทาน ขอให้ประชาชนใช้น้ำอย่างประหยัด รู้คุณค่าก่อให้เกิดประโยชน์สูงสุด เพราะจะต้องสำรองปริมาณส่วนหนึ่งไว้ใช้ในช่วงต้นฤดูฝนปีหน้าอีกด้วย” นายสันต์ กล่าว

กรมประมงเร่งเยียวยา ผู้เลี้ยงปลานิลในกระชังลำน้ำชี

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/620955

กรมประมงเร่งเยียวยา  ผู้เลี้ยงปลานิลในกระชังลำน้ำชี

วันพฤหัสบดี ที่ 9 ธันวาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

นายเฉลิมชัย สุวรรณรักษ์ รองอธิบดีกรมประมง กล่าวว่า ได้ติดตามสถานการณ์น้ำท่วมก่อนหน้านี้ พร้อมกับลงพื้นที่ให้ความช่วยเหลือแก่เกษตรกรที่ได้รับผลกระทบอย่างต่อเนื่อง ตามที่นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รมว.เกษตรและสหกรณ์ มอบหมายให้สำนักงานประมง จ.มหาสารคาม ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำจืดมหาสารคาม ศูนย์ป้องกันและปราบปรามการทำประมงน้ำจืดกาฬสินธุ์ (เขื่อนลำปาว) ประสานความร่วมมือกับสำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย จ.มหาสารคาม ช่วยเหลือเกษตรกรด้านต่างๆ รวมทั้งหาแนวทางให้การเยียวยาเกษตรกรผู้เพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ โดยสรุปยอดความเสียหายมูลค่ากว่า 18 ล้านบาท มีเกษตรกรที่ได้รับผลกระทบ 42 ราย กระชังได้รับความเสียหาย 972 กระชัง ผลผลิตปลานิลเสียหายประมาณ 300 ตัน

ทั้งนี้ สำนักงานประมง จ.มหาสารคาม ได้สำรวจข้อมูลด้านการเลี้ยงปลานิลของเกษตรกรในพื้นที่พบว่ามีการเลี้ยง 2 รูปแบบ ได้แก่ 1.การเลี้ยงแบบทำสัญญากับฟาร์มเอกชน โดยเกษตรกรซื้อลูกพันธุ์และอาหารปลาจากฟาร์มเอกชน เมื่อผลผลิตได้ตามขนาดที่ตลาดต้องการ ฟาร์มเอกชนจะรับซื้อคืน ตามราคาของตลาดและฟาร์มเอกชนจะให้ราคาเพิ่มขึ้นอีกกิโลกรัมละ 2 บาท ซึ่งมีเกษตรกรเลี้ยงลักษณะเช่นนี้ 30 ราย และ 2.เป็นเกษตรกรผู้เลี้ยงอิสระ โดยเป็นการเลี้ยงแบบจัดซื้อลูกพันธุ์และอาหารปลา หาตลาดเอง

ด้านนายสมพร รุ่งกำเนิดวงศ์ ประมง จ.มหาสารคาม ร่วมกับตัวแทนฟาร์มเอกชน 3 ราย ที่ทำสัญญากับผู้เลี้ยงปลาในกระชังลำน้ำชี หารือกับเกษตรกรที่ได้รับผลกระทบ โดยชี้แจงแนวทางการให้ความช่วยเหลือด้านต่างๆ โดยเกษตรกรที่ขึ้นทะเบียนผู้เพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ (ทบ.1) กับกรมประมง สามารถขอรับความช่วยเหลือผ่านทางหน่วยงานกรมประมงภายในจังหวัด ซึ่งจะได้รับพิจารณาดำเนินการให้ความช่วยเหลือโดยใช้เงินทดรองราชการในอำนาจของผู้ว่าราชการจังหวัด ตามระเบียบกระทรวงการคลัง ว่าด้วยเงินทดรองราชการเพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติกรณีฉุกเฉิน 2562 และหลักเกณฑ์วิธีปฏิบัติปลีกย่อยเกี่ยวกับการให้ความช่วยเหลือด้านการเกษตรผู้ประสบภัยพิบัติกรณีฉุกเฉิน 2564

นอกจากนี้ ยังมีการให้ความรู้ในเรื่องเกษตรพันธสัญญา ตลอดจนได้มีการหารือถึงแนวทางการให้ความช่วยเหลือ
จากฟาร์มเอกชนที่ทำสัญญากับเกษตรกรผู้เลี้ยงปลา ซึ่งตัวแทนฟาร์มเอกชนยินดีจะให้ความช่วยเหลือปัจจัยการผลิต
ด้านอาหารให้เครดิตค่าอาหารตลอดการเลี้ยงรอบต่อไป อย่างไรก็ดี ภายหลังสถานการณ์น้ำเข้าสู่สภาวะปกติ กรมประมง มอบหมายให้สำนักงานประมง จ.มหาสารคาม เร่งสำรวจเพื่อให้ความช่วยเหลือและชดเชยเยียวยาเกษตรกร ตามระเบียบของกระทรวงการคลัง ว่าด้วยเงินทดรองราชการเพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติกรณีฉุกเฉิน 2556 และหลักเกณฑ์อื่นๆ ที่เกี่ยวข้องต่อไป

ประภัตร จับมือ ธ.ก.ส. ลงนาม MOU ‘โครงการสานฝันสร้างอาชีพ ยกระดับรายได้เกษตรกร’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/620826

ประภัตร จับมือ ธ.ก.ส. ลงนาม MOU ‘โครงการสานฝันสร้างอาชีพ ยกระดับรายได้เกษตรกร’

วันพุธ ที่ 8 ธันวาคม พ.ศ. 2564, 14.50 น.

รมช “ประภัตร” หนุน เกษตรฯจับมือ ธ.ก.ส. ลงนามMOU ดัน”โครงการสานฝันสร้างอาชีพ ยกระดับรายได้เกษตรกร”ส่งเสริมอาชีพ ด้านปศุสัตว์ หวังสร้างงาน สร้างอาชีพ สร้างรายได้กระตุ้นเศรษฐกิจของประเทศ

8 ธันวาคม 2564 นายประภัตร โพธสุธน รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานในพิธีลงนามบันทึกความเข้าใจ โครงการสานฝันสร้างอาชีพ และยกระดับรายได้เกษตรกร ระหว่างกรมปศุสัตว์ และธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธกส.) ณ ห้องประชุมกระทรวงเกษตรและสหกรณ์) โดยมีนายสัตวแพทย์สรวิศ  ธานีโต อธิบดี กรมปศุสัตว์ นายสุรชัย รัศมี รองผู้จัดการ ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร ( ธ.ก.ส ) สำนักงานใหญ่ เข้าร่วมลงนามบันทึกความเข้าใจ และมีนายนายสุรเดช สมิเปรม รองอธิบดีกรมปศุสัตว์ และนายพงษ์พันธ์ จงรักษ์ ผู้ช่วยผู้จัดการธนาคาร ธกส. นายรพีภัทร์ จันทรศรีวงศ์ รองปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ พร้อมด้วยหัวหน้าส่วนราชการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เข้าร่วมพิธีเป็นสักขีพยานในการลงนามในครั้งนี้ด้วย

ทั้งนี้ประภัตร เปิดเผยว่า การลงนามในครั้งนีถือเป็นทิศทางที่ดี ที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กับธกส. ร่วมกันทำ โครงการสานฝันสร้างอาชีพ และยกระดับรายได้เกษตรกร เพราะที่ผ่านมาเกษตรกรประสบปัญหาน้ำท่วม แล้ง โควิด – 19 มาอย่างต่อเนื่องดังนั้นการเข้าถึงเเหล่งเงินทุนเป็นสิ่งสำคัญซึ่งการทำเกษตรด้านปศุสัตว์ ใช้เวลาสั้น ใช้น้ำน้อย ได้รับผลตอบแทนเร็ว ถือเป็นทางออกของวิกฤตต่างๆ  โดย ที่ผ่านมาพลเอกประยุทธ์ จันทรโอชา นายกรัฐมนตรี ได้เน้นและกำชับมายังกระทรวงเกษตรฯ ให้เร่งแก้ปัญหาให้กับเกษตรกร จึงได้เกิด”โครงการสานฝันสร้างอาชีพ ยกระดับรายได้เกษตรกร”ขึ้นมา เพื่อเป็นโครงการเงินกู้ตั้งต้นอาชีพ หรือลงทุน ซึ่งกระทรวงเกษตรฯ จะเร่งประชาสัมพันธ์โครงการ สร้างการรับรู้ให้กับเกษตรกร ให้ความรู้เกษตรกรในการประกอบอาชีพเกษตร ตลอดจนการรวมกลุ่มหาตลาดรับซื้อผลผลิต และการประกอบอาชีพเกษตร ตลอดจนสนับสนุนด้านต่างๆ ครบวงจรต่อไป

อย่างไรก็ตาม”โครงการสานฝันสร้างอาชีพ และยกระดับรายได้เกษตรกร” ที่เกิดขึ้นในครั้งนี้ถือเป็นโครงการที่กรมปศุสัตว์ และธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตรได้งานทำร่วมกัน ในการผลักดันโครงการเพื่อสร้างงาน สร้างอาชีพ สร้างรายได้กระตุ้นเศรษฐกิจของประเทศให้ฟื้นตัวจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด – 19 โดยจะสนับสนุนเงินกู้เป็นเงินทุนหมุนเวียนให้กับเกษตรกร เป็นส่วนหนึ่งในการส่งเสริมการประกอบอาชีพ ด้านการเกษตรให้กับเกษตรกร และหรือ ลูกหลานของเกษตรกร ด้านปศุสัตว์ เพื่อสร้างงาน สร้างอาชีพ สร้างรายได้และกระตุ้นเศรษฐกิจของประเทศ ซึ่งได้รับความร่วมมือกับ ธ.ก.ส ปล่อยสินเชื่อให้เป็นทุนหมุนเวียนแก่เกษตรกร สำหรับใช้ประกอบอาชีพการเกษตรด้านปศุสัตว์ เน้นอาชีพที่มีตลาดรองรับ มีการประกันราคารับซื้อผลผลิต ให้สามารถสร้างรายได้ในระยะสั้น 4-6 เดือน ซึ่งจะ มีผลตอบแทนเบื้องต้นเพียงพอต่อการดำรงชีพ และสามารถต่อยอดเป็นอาชีพที่มั่นคงต่อไปได้ในอนาคต ซึ่งธ.ก.ส. ได้รับการอนุมัติวงเงินกว่า 30,000 ล้านบาท

โดยโครงการดังกล่าวจะเริ่มจ่ายเงินตั้งแต่วันที่ 1 กรกฏาคม 2564 – วันที่ 31 มีนาคม 2567 ปล่อยกู้เป็นรายบุคคล หนี้เสียสามารถกู้ได้  สามารถใช้บุคคลหรือหลักทรัพย์ค้ำประกันได้ โดยจะปล่อยกู้สูงสุดรายละ 100,000 บาท/1-3 ปี อัตราดอกเบี้ยร้อยละ 4 และปีที่ 4 – 5 ดอกเบี้ยตามปกติของธนาคาร

ขณะที่นายสัตวแพทย์สรวิศ  ธานีโต  อธิบดีกรมปศุสัตว์  กล่าวว่า  กรมปศุสัตว์ พร้อมที่จะถ่ายทอดความรู้  ให้คำแนะนำ และให้บริการในด้านการเลี้ยงสัตว์ การควบคุมป้องกันโรคสัตว์  การดูแลสุขภาพสัตว์ การควบคุมมาตรฐานฟาร์ม  การควบคุมการใช้สารต้องห้ามตามกฎหมาย  โดยตะมีการจัดทำฐานข้อมูล  การเคลื่อนย้ายสัตว์ การแปรรูป  งานการตลาด  และบริการอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง รวมทั้งประสานงานและให้การสนับสนุน ตลอดห่วงโซ่การผลิตและการตลาด  เกษตรกรที่สนใจสามารถติดต่อขอรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่  สำนักงานปศุสัตว์ใกล้บ้านท่าน  หรือที่ ธนาคาร ธ.ก.ส

‘มนัญญา’ปล่อยสัตว์น้ำ เพิ่มผลผลิตให้เกษตรกร ส่งเสริมแหล่งท่องเที่ยว พัฒนาพื้นที่จ.อุทัยธานี

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/620494

วันอังคาร ที่ 7 ธันวาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

น.ส.มนัญญา ไทยเศรษฐ์ รมช.เกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานพิธีเปิดงานกิจกรรมปล่อยพันธุ์สัตว์น้ำ ในโครงการปลาไทยคืนถิ่น และเพิ่มผลผลิตกุ้งก้ามกราม โดยปล่อยพันธุ์สัตว์น้ำลงสู่แม่น้ำสะแกกรัง จำนวน ทั้งสิ้น 20,200 ตัว และกุ้ง 500,000 ตัว พร้อมกับมอบพันธุ์ปลาพื้นถิ่น และพันธุ์กุ้งก้ามกราม ให้กับผู้นำชุมชน เพื่อนำไปปล่อยในแหล่งน้ำสาธารณะ ในพื้นที่ จ.อุทัยธานี จำนวน 5 แห่ง ที่บริเวณแม่น้ำสะแกกรัง ด้านหน้าศาลากลางจังหวัดอุทัยธานี อ.เมือง จ.อุทัยธานี

ทั้งนี้ สำหรับกิจกรรมดังกล่าวนั้น เป็นการเพิ่มทรัพยากรสัตว์น้ำ โดยเฉพาะกุ้งก้ามกราม ซึ่งเป็นสัตว์น้ำเศรษฐกิจที่สำคัญ และมีมูลค่าสูง เพื่อเป็นการสร้างรายได้ให้เกษตรกร ให้กับชาวบ้านในชุมชน และยังเป็นการรส่งเสริมการท่องเที่ยวในพื้นที่ด้วย เนื่องจาก จ.อุทัยธานี มีความอุดมสมบูรณ์ เต็มไปด้วยอาหารจากแหล่งน้ำธรรมชาติที่มีความหลากหลาย โดยมีสัตว์น้ำหลายชนิดที่มีคุณค่าทางเศรษฐกิจ โดยเฉพาะกุ้งก้ามกรามซึ่งประชาชนในพื้นที่ใช้เป็นอาหาร และเพิ่มรายได้ให้แก่เกษตรกรด้านการประมงด้วย เชื่อว่าจะเป็นแหล่งที่อยู่อาศัยของกุ้งก้ามกราม และสามารถเจริญเติบโต เพิ่มผลผลิตในแหล่งน้ำ สร้างอาชีพ และสร้างรายได้ ให้กับคนในพื้นที่ได้เป็นอย่างดี

ปศุสัตว์แจ้งเกษตรกรสังเกต อาการสัตว์ต้องสงสัยติดเชื้อไวรัส

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/620497

วันอังคาร ที่ 7 ธันวาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

นายสัตวแพทย์สรวิศ ธานีโต อธิบดีกรมปศุสัตว์ กล่าวถึงกรณีพบฮิปโปในสวนสัตว์เบลเยียมติดเชื้อไวรัสโควิด-19 ครั้งแรกของโลก ได้มีการเร่งสอบสวนโรคแล้ว กรณีนี้เป็นการติดเชื้อในสัตว์สปีชี่ส์ดังกล่าวเป็นครั้งแรก ขณะนี้มีรายงานสัตว์ที่ติดเชื้อไวรัสทั่วโลก ว่าส่วนใหญ่ติดจากการสัมผัสผู้ติดเชื้อ นอกจากนี้องค์การสุขภาพสัตว์โลก (OIE) มีการแถลงเกี่ยวกับการเฝ้าระวังกวางหางขาว สำหรับเชื้อ SARS-CoV-2 ว่าการวิจัยทางวิทยาศาสตร์เมื่อเร็วๆ นี้ แสดงให้เห็นถึงความชุกภายในประชากรกวางหางขาวในอเมริกาเหนือ และเป็นครั้งแรกที่มีการตรวจพบไวรัสในระดับประชากรในสัตว์ป่า โดยกวางเหล่านี้ไม่แสดงอาการทางคลินิกของการติดเชื้อ และการค้นพบดังกล่าวอาจทำให้สันนิษฐานได้ว่ากวางหางขาวนั้น มีความเป็นไปได้ที่จะเป็นแหล่งรังโรคของ SARS-CoV-2 หรือไม่ จึงจำเป็นต้องมีการวิจัยเพิ่มเติมและประเมินถึงผลกระทบอื่นๆ ที่อาจตามมาได้ ถึงแม้ว่าขณะนี้ยังไม่มีหลักฐานชี้ชัดที่แสดงถึงการแพร่กระจายของ SARS-CoV-2 แต่การแพร่กระจายเชื้อจากมนุษย์เข้าไปสู่ประชากรกวางหางขาวนั้นเกิดขึ้นหลายครั้ง

ดังนั้น จึงควรมีการสร้างความตระหนักให้กับนักล่าและผู้ที่อาศัยหรือทำงานกับสัตว์ป่า เพื่อหลีกเลี่ยงปฏิสัมพันธ์ที่ไม่จำเป็นกับสัตว์ป่าและหลีกเลี่ยงการทิ้งขยะหรือวัตถุของมนุษย์ไว้ในพื้นที่ป่าที่สัตว์ป่าสามารถเข้าถึงได้ แม้จะมีการแพร่กระจายของ SARS-CoV-2 ในประชากรกวางหางขาว แต่ไวรัสก็ไม่ปรากฏว่ามีการกลายพันธุ์อย่างมีนัยสำคัญ ซึ่งในช่วงเวลาที่ผ่านมาประเทศไทยให้ความร่วมมือกับ OIE ในการรายงานเหตุการณ์การติดเชื้อ SARS-CoV-2 ในประเทศ โดยประเทศไทยได้ทำการรายงานการติดเชื้อว่ามีการติดเชื้อในสุนัขและแมว โดยทุกเคสที่รายงานนั้นพบการติดเชื้อจากเจ้าของติดเชื้อไวรัสโควิด-19 ทั้งสิ้น

นอกจากนี้ประเทศไทยยังมีโครงการการเฝ้าระวังการติดเชื้อSARS-CoV-2 ในสัตว์เลี้ยงที่มีอาการเสี่ยง เช่น มีการแสดงอาการทางระบบทางเดินหายใจ เป็นต้นหรือสัตว์เลี้ยงที่มาจากต่างประเทศพร้อมกับเจ้าของ โดยการตรวจวิเคราะห์เพื่อเฝ้าระวังดังกล่าว ทำการตรวจหาเชื้อโดยสถาบันสุขภาพสัตว์แห่งชาติ ซึ่งปัจจุบัน จากผลการตรวจวิเคราะห์ทุกตัวอย่างให้ผลเป็นลบ

อย่างไรก็ดี เนื่องด้วยสภาพอากาศที่เข้าสู่ฤดูหนาว สัตว์อาจมีภูมิคุ้มกันลดลงได้ กรมปศุสัตว์ จึงขอความร่วมมือเกษตรกรผู้เลี้ยงสัตว์ให้ดูแลสัตว์ของตนเองให้มีสุขภาพสมบูรณ์แข็งแรง และป้องกันสัตว์ไม่ให้สัมผัสกับปัจจัยเสี่ยงต่างๆ ที่จะนำเชื้อโรคเข้าสถานที่เลี้ยงสัตว์ และหมั่นสังเกตอาการของสัตว์อย่างสม่ำเสมอ หากพบสัตว์แสดงอาการน่าสงสัย ให้รีบแจ้ง
เจ้าหน้าที่ปศุสัตว์ สำนักงานปศุสัตว์จังหวัด หรือสำนักงานปศุสัตว์อำเภอในพื้นที่ อาสาปศุสัตว์ กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน
อบต.หรือแจ้งสายด่วนกรมปศุสัตว์ที่ โทร.06-3225-6888 หรือแอปพลิเคชั่น DLD 4.0 “แจ้งการเกิดโรคระบาด” เพื่อให้การช่วยเหลือและควบคุมโรค

เกษตรฯทำ MOU ร่วมพัฒนางานวิจัย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/620495

วันอังคาร ที่ 7 ธันวาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รมว.เกษตรและสหกรณ์ เป็นสักขีพยานพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงระหว่างหน่วยงานในสังกัด
กระทรวงเกษตรฯ กับสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง โดยมี ดร.ทองเปลว กองจันทร์ ปลัดกระทรวงเกษตรฯ และคณะ เข้าร่วมพิธีดังกล่าว โดยมีการลงนาม 2 ฉบับ คือ 1.บันทึกความเข้าใจ เรื่อง การพัฒนาวิชาการด้านการวิจัยและการส่งเสริมการเกษตร และ 2.บันทึกความเข้าใจ เรื่อง การพัฒนาวิชาการด้านวิจัยการส่งเสริมการประมง

นายเฉลิมชัยกล่าวว่า กระทรวงเกษตรฯ ได้ทำ MOU ร่วมกับสถาบันการศึกษาทั่วประเทศ โดยมีเป้าหมายที่ต้องการสร้างความเปลี่ยนแปลงให้กับภาคเกษตรกรรมของไทย ต้องมีการยกระดับด้านการเกษตร มีการนำเทคโนโลยีและนวัตกรรมมาใช้ให้เต็มที่ นอกจากนี้ ยังให้ความสำคัญกับงานวิจัยที่จะสามารถนำมาต่อยอดและสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับสินค้าทางการเกษตรได้ กระทรวงเกษตรฯ มีการจัดตั้งศูนย์เทคโนโลยีเกษตรและนวัตกรรม (Agritech and Innovation Center : AIC) 77 แห่งทั่งประเทศ ที่ร่วมกับสถาบันการศึกษา จนเกิดศูนย์ดังกล่าวขึ้นมาได้ อีกทั้งยังมีการทำ MOU ร่วมกับอีกหลายสถาบัน เพื่อยกระดับเกษตรกรให้ก้าวข้ามผ่านจากที่เคยเป็นให้ได้

อย่างไรก็ดี หน่วยงานในสังกัดกระทรวงเกษตรฯ จะทำงานให้สอดคล้องกัน มีการประสานความร่วมมือให้เกิดประสิทธิภาพร่วมกัน สำหรับการลงนามในครั้งนี้ถือเป็นจุดเปลี่ยนที่สำคัญของภาคการเกษตรอีกครั้งหนึ่ง ซึ่งภาคเกษตรมีความสำคัญ หากภาคการเกษตรดีเศรษฐกิจในประเทศก็จะเข้มแข็งไปด้วย สิ่งที่เห็นได้ชัดที่สุดคือในช่วงการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ภาคการเกษตร ช่วยพยุงเศรษฐกิจของประเทศจึงต้องมีการพัฒนาทั้งในเรื่องการผลิตสินค้าที่มีคุณภาพนำเทคโนโลยีและนวัตกรรมมาใช้

กรมปศุสัตว์ขอผู้เลี้ยงหมั่นสังเกตอาการสัตว์ใกล้ชิด เตือนสงสัย‘โควิด’รีบแจ้งทันที

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/620396

กรมปศุสัตว์ขอผู้เลี้ยงหมั่นสังเกตอาการสัตว์ใกล้ชิด เตือนสงสัย‘โควิด’รีบแจ้งทันที

วันจันทร์ ที่ 6 ธันวาคม พ.ศ. 2564, 11.13 น.

กรมปศุสัตว์ขอผู้เลี้ยงหมั่นสังเกตอาการสัตว์ใกล้ชิด เตือนสงสัย‘โควิด’รีบแจ้งทันที

6 ธันวาคม 2564 นายสัตวแพทย์สรวิศ ธานีโต อธิบดีกรมปศุสัตว์ กล่าวว่า ตามที่มีการเสนอข่าวออนไลน์ล่าสุดวันที่ 5 ธันวาคม 2564 ว่าได้กักตัว 2 ฮิปโปในสวนสัตว์เบลเยียมที่ติดโควิด-19 ครั้งแรกของโลก โดยเร่งสอบสวนหาที่มาของเชื้อมาจากไหน โดยรายละเอียดรายงานว่า นายฟรานซิส แวร์คัมเมน สัตวแพทย์ประจำสวนสัตว์ แอนท์เวิร์บในเบลเยียม เผยว่า ฮิปโปโปเตมัส 2 ตัว คือ อิมานิ อายุ 14 ปี และ เฮอร์มีน อายุ 41 ปี พบผลบวกจากการตรวจหาเชื้อ COVID-19 จึงได้ทำการแยกฮิปโปโปเตมัส ทั้ง 2 ตัวไว้ เพื่อเป็นการป้องกัน โดยฮิปโปโปเตมัสทั้ง 2 ตัวไม่ได้แสดงอาการป่วยมากมายแต่อย่างใด เพียงแค่มีอาการน้ำมูกไหลออกมามากเท่านั้น โดยเจ้าหน้าที่ของทางสวนสัตว์ได้เร่งสอบสวนโรคเพิ่มเติม ถึงสาเหตุและที่มาของการติดเชื้อว่ามาจากที่ใด เนื่องจากเจ้าหน้าที่ของสวนสัตว์ทั้งหมดไม่มีผู้ใดพบผลบวกจากการตรวจหาเชื้อ COVID-19 และกรณีนี้เป็นรายงานการติดเชื้อในสัตว์สปีชีส์นี้เป็นครั้งแรก ซึ่งก่อนหน้ามีรายงานการติดเชื้อจำกัดเฉพาะในสัตว์ตระกูลลิงใหญ่ และตระกูลแมวเท่านั้น

อธิบดีกรมปศุสัตว์ ระบุว่า โคโรน่าไวรัสหรือ COVID-19 เป็นเชื้อไวรัสตระกูลใหญ่ตระกูลหนึ่ง บางชนิดทำให้เกิดโรคคล้ายหวัดในคน บางชนิดทำให้เกิดการเจ็บป่วยในสัตว์ เช่น วัว ควาย อูฐ และค้างคาว นอกจากนี้บางชนิด เช่น โคโรนาไวรัสที่พบในสุนัขและแมว สามารถพบการแพร่ระบาดในสัตว์เท่านั้นและไม่แพร่ระบาดไปยังคน ซึ่ง ณ ตอนนี้ สัตว์เลี้ยง เช่น แมวและสุนัข แมวใหญ่ในสวนสัตว์หรือเขตรักษาพันธุ์ กอริลล่าในสวนสัตว์ มิงค์ในฟาร์ม และสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมอื่นๆ สามารถติดเชื้อ SARS-CoV-2 ได้ แต่ยังไม่มีข้อมูลทั้งหมดว่ามีสัตว์ชนิดอื่นที่สามารถติดเชื้อได้อีกไหม ในขณะนี้มีรายงานสัตว์ที่ติดเชื้อไวรัสทั่วโลก สัตว์เหล่านี้ส่วนใหญ่ติดเชื้อหลังจากสัมผัสกับผู้ติดเชื้อ COVID-19

นอกจากนี้เมื่อวันที่ 3 ธันวาคม 2564 องค์การสุขภาพสัตว์โลก (OIE) มีการแถลงเกี่ยวกับการเฝ้าระวังกวางหางขาวสำหรับ SARS-CoV-2 กล่าวว่าการวิจัยทางวิทยาศาตร์เมื่อเร็วๆ นี้ แสดงให้เห็นถึงความชุกภายในประชากรกวางหางขาวในอเมริกาเหนือ และนี่เป็นครั้งแรกที่มีการตรวจพบไวรัสในระดับประชากรในสัตว์ป่า โดยกวางเหล่านี้ไม่แสดงอาการทางคลีนิคของการติดเชื้อ และการค้นพบดังกล่าวอาจทำให้สันนิษฐานได้ว่ากวางหางขาวนั้น มีความเป็นไปได้ที่จะเป็นแหล่งรังโรคของ SARS-CoV-2 หรือไม่ จึงจำเป็นต้องมีการวิจัยเพิ่มเติมและประเมินถึงผลกระทบอื่นๆ ที่อาจตามมาได้ ถึงแม้ว่าขณะนี้ยังไม่มีหลักฐานชี้ชัดที่แสดงถึงการแพร่กระจายของ SARS-CoV-2 แต่การแพร่กระจายเชื้อจากมนุษย์เข้าไปสู่ประชากรกวางหางขาวนั้นเกิดขึ้นหลายครั้ง ดังนั้น จึงควรมีการสร้างความตระหนักให้กับนักล่าและผู้ที่อาศัยหรือทำงานกับสัตว์ป่า เพื่อหลีกเลี่ยงปฏิสัมพันธ์ที่ไม่จำเป็นกับสัตว์ป่าและหลีกเลี่ยงการทิ้งขยะหรือวัตถุของมนุษย์ไว้ในพื้นที่ป่าที่สัตว์ป่าสามารถเข้าถึงได้ แม้จะมีการแพร่กระจายของ SARS-CoV-2 ในประชากรกวางหางขาว แต่ไวรัสก็ไม่ปรากฏว่ามีการกลายพันธุ์อย่างมีนัยสำคัญ

ทั้งนี้ ในช่วงเวลาที่ผ่านมาประเทศไทยให้ความร่วมมือกับ OIE ในการรายงานเหตุการณ์การติดเชื้อ SARS-CoV-2 ในประเทศ โดยประเทศไทยได้ทำการรายงานการติดเชื้อว่ามีการติดเชื้อในสุนัขและแมว โดยทุกเคสที่รายงานนั้นพบการติดเชื้อจากเจ้าของติดเชื้อ COVID-19 ทั้งสิ้น นอกจากนี้ประเทศไทยยังมีโครงการการเฝ้าระวังการติดเชื้อ SARS-CoV-2 ในสัตว์เลี้ยงที่มีอาการเสี่ยง เช่น มีการแสดงอาการทางระบบทางเดินหายใจ เป็นต้น หรือสัตว์เลี้ยงที่มาจากต่างประเทศพร้อมกับเจ้าของ โดยการตรวจวิเคราะห์เพื่อเฝ้าระวังดังกล่าว ทำการตรวจหาเชื้อโดยสถาบันสุขภาพสัตว์แห่งชาติ ซึ่ง ณ ปัจจุบัน จากผลการตรวจวิเคราะห์ทุกตัวอย่างให้ผลเป็นลบ

อธิบดีกรมปศุสัตว์ กล่าวด้วยว่า เนื่องด้วยสภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลงเริ่มเข้าสู่อากาศหนาวแล้ว สัตว์อาจมีภูมิคุ้มกันลดลงได้ กรมปศุสัตว์ จึงขอความร่วมมือเกษตรกรผู้เลี้ยงสัตว์ให้ดูแลสัตว์ของตนเองให้มีสุขภาพสมบูรณ์แข็งแรง และป้องกันสัตว์ของตนเองไม่ให้สัมผัสกับปัจจัยเสี่ยงต่างๆ ที่จะนำเชื้อโรคเข้าสถานที่เลี้ยงสัตว์ และหมั่นสังเกตอาการของสัตว์อย่างสม่ำเสมอ หากพบสัตว์แสดงอาการน่าสงสัย ให้รีบแจ้งเจ้าหน้าที่ปศุสัตว์ของสำนักงานปศุสัตว์จังหวัดหรือสำนักงานปศุสัตว์อำเภอในพื้นที่ อาสาปศุสัตว์ กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน องค์การบริหารงานส่วนตำบลในพื้นที่ หรือโทรแจ้งสายด่วนของกรมปศุสัตว์ที่เบอร์โทร 063-225-6888 หรือผ่านแอปพริเคชัน DLD 4.0 “แจ้งการเกิดโรคระบาด” เพื่อให้การช่วยเหลือเกษตรกรสามารถป้องกันและควบคุมโรคได้ทันที

-005

กรมชลฯเดินหน้าแก้มลิงแก้น้ำท่วม-แล้ง

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/620342

วันจันทร์ ที่ 6 ธันวาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รมว.เกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยภายหลังติดตามความก้าวหน้าโครงการแก้มลิงหนองทะเล ต.หนองทะเล อ.เมือง จ.กระบี่ ว่า เนื่องจากปริมาณน้ำในคลองกระบี่มีปริมาณน้ำมาก อัตราการไหล 240 ลูกบาศก์เมตร (ลบ.ม.)/วินาที เมื่อไหลผ่านเทศบาลเมืองกระบี่ ความกว้างคลองแคบลง สามารถระบายน้ำได้เพียง 80 ลบ.ม./วินาที ทำให้เกิดน้ำเอ่อท่วมขังในเขต ต.ทับปริก และเขตเทศบาลเมืองกระบี่ เกือบทุกปีกระทรวงเกษตรฯ โดยกรมชลประทาน จึงได้ศึกษา สำรวจ ออกแบบ และมีแนวทางในการก่อสร้างแก้มลิงหนองทะเล พื้นที่ 300 ไร่ ระยะเวลาดำเนินการ 2 ปี ซึ่งคาดว่าจะสามารถเริ่มดำเนินการได้ภายในปี 2566 ซึ่งโครงการดังกล่าว จะช่วยบรรเทาอุทกภัยในพื้นที่เมืองทับปริก และเทศบาลเมืองกระบี่ เพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการน้ำ ทั้งการขาดแคลนน้ำ และน้ำท่วม ได้อย่างยั่งยืน

ทั้งนี้ กรมชลประทาน ได้ศึกษาโครงการบรรเทาอุทกภัยลุ่มน้ำคลองกระบี่ใหญ่ โดยมีแนวทางการแก้ไขปัญหา
คือ 1.ก่อสร้างอ่างเก็บน้ำคลองกระบี่ใหญ่ อ.เมือง จ.กระบี่ (ตัดยอดน้ำ) 2.ก่อสร้างคลองผันน้ำเพื่อลดปริมาณน้ำไหลเข้าเทศบาลเมืองกระบี่ และสามารถเก็บกักน้ำไว้ใช้ในฤดูแล้ง และ 3.แก้มลิงหนองทะเล บริเวณหนองน้ำธรรมชาติบ้านหนองทะเล ต.หนองทะเล อ.เมือง จ.กระบี่

“ได้รับฟังแนวทางการแก้ไขปัญหาการขาดแคลนน้ำจืด อุทกภัย และน้ำที่ใช้ในด้านการเกษตร กระทรวงเกษตรฯ
จึงพร้อมที่จะเข้ามาดูแลในเรื่องของการบริหารจัดการน้ำ พร้อมจัดสรรงบประมาณเข้ามาช่วยเหลือพี่น้องประชาชนใน
พื้นที่ อ.เมือง จ.กระบี่ อย่างไรก็ดี โครงการดังกล่าวจะประสบความสำเร็จได้นั้น จะต้องอาศัยการมีส่วนร่วมจากพี่น้องประชาชนซึ่งเป็นเจ้าของพื้นที่ด้วย” นายเฉลิมชัย กล่าว

‘เฉลิมชัย’เปิดอีสานเกตเวย์ ส่งออกผลผลิตเกษตรสร้างรายได้

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/620345

วันจันทร์ ที่ 6 ธันวาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

นายอลงกรณ์ พลบุตร ที่ปรึกษา รมว.เกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า จากการหารือเฉพาะกิจของคณะทำงาน
ฟรุ้ทบอร์ด ปรับกลยุทธ์การบริหารจัดการผลไม้ระดับพื้นที่ ตามนโยบายของนายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รมว.เกษตรฯ กำหนดยุทธศาสตร์อีสานเกตเวย์ เชื่อมอีสานเชื่อมโลกด้วยเส้นทางขนส่งทางรถไฟจากไทยผ่านลาว-จีนทุกมณฑล-เอเชียตะวันออก-เอเชียกลาง-ตะวันออกกลางและยุโรป ซึ่งเป็นการเปลี่ยน logistics landscape สร้างโอกาสใหม่ให้ประเทศไทย โดยเฉพาะสินค้าเกษตรและผลไม้โดยมีอีสานเป็นประตูการค้าการขนส่งและเป็นฐานการแปรรูปสร้างมูลค่าเพิ่มรายได้เกษตรกรอย่างยั่งยืน ภายใต้โครงการ 1 กลุ่ม จังหวัด 1 นิคมอุตสาหกรรมเกษตรอาหาร หรือศูนย์แปรรูปผลไม้และสินค้าเกษตร ซึ่งเป็นความร่วมมือระหว่าง กระทรวงเกษตรฯ กับสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (กรกอ.) รวมทั้งการทำงานร่วมกันอย่างใกล้ชิดกับสมาพันธ์ผู้ให้บริการโลจิสติกส์ เตรียมความพร้อมในการเปิดบริการใช้ประโยชน์บนเส้นทางรถไฟสายประวัติศาสตร์

สำหรับเส้นทางรถไฟจีน–ลาว มีระยะทางประมาณ 420 กิโลเมตร 31 สถานี เริ่มต้นที่นครคุนหมิง มณฑล ยูนนาน ประเทศจีน เชื่อมต่อที่เมืองบ่อเต็น ประเทศลาว มีปลายทางที่นครหลวงเวียงจันทน์ ซึ่งอยู่ติดกับจังหวัดหนองคาย โดยมีการทำ MOU บันทึกความร่วมมือ 3 ประเทศระหว่างไทย–ลาว–จีน ในปี 2560 เพื่อเชื่อมต่อการเดินทางและการขนส่งสินค้าข้ามแดนเพื่อพัฒนาระบบโลจิสติกส์ผ่านการขนส่งทั้งทางราง ทางถนน ทางอากาศและทางเรือเพื่อสร้างโอกาสและการเติบโตของการส่งออกการนำเข้าของประเทศไทยต่อไปในอนาคตโดยมีอีสานเป็นระเบียงเศรษฐกิจใหม่ (Esan New Economic Corridor )

“การเปิดศักราชใหม่ของระเบียงเศรษฐกิจอีสานเป็นผลมาจากการเดินทางเยือนจีนในเดือนพฤศจิกายนปี 2562 ของนายเฉลิมชัย จนนำมาซึ่งการลงนามในพิธีสารเปิดด่านนำเข้าส่งออกระหว่างไทย–จีน เพิ่มเป็น 16 ด่าน รวมทั้งด่านรถไฟโมฮ่าน ด่านรถไฟผิงเสียง ด่านรถไฟเหอโข่ว พร้อมกับจัดตั้งคณะกรรมการพัฒนาโลจิสติกส์เกษตร โดยมี นายนราพัฒน์ แก้วทอง ผู้ช่วย รมต.เกษตรฯ เป็นประธานทำงาน ร่วมมือกับกระทรวงพาณิชย์ กระทรวงคมนาคม หน่วยงานรัฐอื่นๆ ภาคเกษตรกรและภาคเอกชนทำให้การเตรียมความพร้อมในการขนส่งทางรถและทางรถไฟปกติไปยังสถานีขนส่งท่านาแล้ง พร้อมเปิดดำเนินการโดยเฉพาะการส่งออกสินค้าเกษตร เช่น ข้าว มันสำปะหลัง ยาง และผลไม้ เป็นต้น ซึ่งจะช่วยลดต้นทุนโลจิสติกส์และเวลาในการขนส่งเป็นการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของสินค้าเกษตรและเปิดโอกาสทางการตลาดต่างประเทศครั้งใหญ่ที่สุดครั้งหนึ่งของประเทศไทย ซึ่งทางสมาพันธ์ผู้ให้บริการโลจิสติกส์รายงานว่า ขณะนี้ลาว ได้กำหนดอัตราค่าโดยสารและค่าระวางขนส่งสินค้าแบบเทกองแล้ว ส่วนอัตราการขนส่งตู้คอนเทนเนอร์ยังไม่ได้กำหนด” นายอลงกรณ์ กล่าว