โชว์ผลแปลงใหญ่ศรีสะเกษ ช่วยพลิกชีวิตกลุ่มเกษตรกร สร้างความมั่นคงในอาชีพ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/621685

วันจันทร์ ที่ 13 ธันวาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

นายนวนิตย์ พลเคน รองอธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวว่า จ.ศรีสะเกษ มีแปลงใหญ่ในปี 2564 ทั้งสิ้นจำนวน 382 แปลง เกษตรกร 28,148 ราย พื้นที่ 300,930.15 ไร่ ซึ่งได้ยืนยันเข้าร่วมโครงการยกระดับแปลงใหญ่ด้วยเกษตรสมัยใหม่และเชื่อมโยงตลาด จำนวน 254 แปลง งบประมาณ 713,367,959 บาท ปัจจุบันกลุ่มแปลงใหญ่ทั้ง 254 แปลงได้ดำเนินการเบิกจ่ายงบประมาณตามแผนการใช้จ่ายงบประมาณแล้ว จำนวน 693,392,797.18 บาท คิดเป็นร้อยละ 97.20 ของวงเงินงบประมาณที่ได้รับการอนุมัติ และคาดว่าจะเบิกจ่ายได้ครบถ้วนภายในวันที่ 31 ธ.ค. 2564

โดยอยู่ในความรับผิดชอบของกรมปศุสัตว์ จำนวน 3 แปลง วงเงินงบประมาณ 8,482,190 บาท เบิกจ่ายแล้ว 8,476,360 บาท กรมการข้าว จำนวน 209 แปลง วงเงินงบประมาณ 593,714,054 บาท เบิกจ่ายแล้ว 577,737,627.18 บาท การยางแห่งประเทศไทย จำนวน 6 แปลง วงเงินงบประมาณ 14,837,995.00 บาท เบิกจ่ายแล้ว 11,559,612.00 บาท และกรมส่งเสริมการเกษตร จำนวน 36 แปลง วงเงินงบประมาณ 96,333,720 บาท เบิกจ่ายแล้ว 95,619,198 บาท

สำหรับตัวอย่างกลุ่มแปลงใหญ่ที่ประสบความสำเร็จในการบริหารจัดการกลุ่มที่ได้รับงบประมาณจากโครงการยกระดับแปลงใหญ่ด้วยเกษตรสมัยใหม่และเชื่อมโยงตลาดของจ.ศรีสะเกษ ได้แก่ แปลงใหญ่ข้าวหมู่ 1 ต.ผักไหม อ.ห้วยทับทัน จ.ศรีสะเกษ ซึ่งทางกลุ่มก็ได้ร่วมกันดำเนินการในแบบแปลงใหญ่ เพื่อช่วยกันวางแผนการผลิตและการบริหารจัดการในแนวทางเดียวกัน สามารถลดต้นทุนและเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต มีการกำหนดเป้าหมายการผลิตและการดำเนินงานของกลุ่มที่ชัดเจน เพื่อเป็นการเพิ่มอำนาจการต่อรองของเกษตรกร มีการใช้เทคโนโลยีและถ่ายทอดเทคโนโลยีแก่สมาชิกในการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตข้าวทุกขั้นตอน จนถึงการเชื่อมโยงตลาดทั้งภาครัฐและเอกชน ส่งผลให้เกษตรกรมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น มีรายได้เพิ่มมากขึ้น เกิดความมั่นคงในอาชีพและสามารถพึ่งพาตนเองได้

ลุ่มเจ้าพระยา : 13 ธันวาคม 2564

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/621687

ลุ่มเจ้าพระยา : 13 ธันวาคม 2564

วันจันทร์ ที่ 13 ธันวาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

เกิดเป็นคนไทยหากไม่รักชาติรักแผ่นดินเกิด สร้างความปั่นป่วนยุแยงตะแคงรั่ว จนประเทศไม่สามารถเดินหน้าไป ให้นึกถึงวีรชนบรรพบุรุษที่ต่อสู้เอาเลือด เอาเนื้อ เอาชีวิต เพื่อปกป้องผืนแผ่นดินให้เรามีประเทศไทยได้อยู่จนทุกวันนี้ นายวันชัย ช่อผกา เจ้าของค่ายเพลงสบายดีช่อผกา บริษัทสบายดีช่อผกา อินเตอร์กรุ๊ป ทุ่มทุนสร้างภาพยนตร์ฟอร์มยักษ์ “ขุนสรรค์” วีรบุรุษแห่งลุ่มแม่น้ำน้อยไทยอาสาปืนยาว หนึ่งในขุนพลแห่งค่ายบางระจันที่ต่อสู้กับพม่าข้าศึกในการปกป้องกรุงศรีอยุธยา เพื่อเตือนสติให้คนรุ่นหลังให้มีใจรักชาติหวงแหนแผ่นดิน โดยได้พระเอกนักกล้าม “บอส” คงณัฐ เชยสุวรรณ พระเอกหนุ่มนักกล้าม รับบท “ขุนสรรค์” และ “ทิพย์” อัญธิกากิจบวรอัคร รับบท “มะลิ” ภรรยาขุนสรรค์ ซึ่งได้ทำการบวงสรวงเปิดกล้องถ่ายทำ Teaser ตัวอย่างภาพยนตร์ ที่หน้าอนุสาวรีย์ “ขุนสรรค์” และ โบราณสถานวัดมหาธาตุ อ.สรรคบุรี จ.ชัยนาท ไปเรียบร้อย แล้วคาดว่าจะได้ถ่ายแบบเต็มเรื่องน่าจะเป็นเดือนกุมภาพันธ์ 2565 อย่างแน่นอน อย่าลืมติดตามชมกันนะครับ

nn เมื่อวันที่ 12 ธันวาคม 2564 ที่ผ่านมามหาวิทยาลัย มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย(มจร.) อ.วังน้อย จ.พระนครศรีอยุธยา ได้มีพิธีประสาทปริญญาบัตร ประจำปีการศึกษา 2564 สำหรับพระนิสิต และคฤหัสถ์ผู้สำเร็จการศึกษาตั้งแต่ระดับปริญญาตรี ถึงปริญญาเอก ทางสภามหาวิทยาลัยฯได้มีมติมอบปริญญาดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ ด้านพระพุทธศาสนา ให้แก่พระเถระ และ บุคคลในสังคมที่ทำคุณประโยชน์ ต่อพระพุทธศาสนา สังคมและประเทศชาติอย่างเด่นชัดมีผลงานปรากฏเป็นที่ประจักษ์ ต้องขอแสดงความยินดีกับ “อั้ม” อธิชาติ ชุมนานนท์ ดารานักแสดงพระเอกชื่อดัง และ “เอ” ไชยา มิตรชัย พระเอกลิเกและนักร้องลูกทุ่งชื่อดัง ที่ได้เข้ารับปริญญาดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ ด้านพระพุทธศาสนา ในครั้งนี้ด้วย นอกจากนี้ยังได้รับการแต่งตั้งเป็นรองประธานอนุกรรมการฝ่ายกิจกรรมส่งเสริมพระพุทธศาสนา (มจร.) เพื่อช่วยงานกิจกรรมประชาสัมพันธ์และด้านอื่นของมหาวิทยาลัย มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย (มจร.) ได้อย่างมากมาย 

nn น้ำท่วมยังไม่ทันไรในแม่น้ำลำคลองกลับแห้งขอด จนเห็นโขดหินโขดดินอย่างเด่นชัด นั่นหมายถึงภัยแล้งจะมาเยือนอีกในไม่ช้า เพราะตอนน้ำมาไม่สามารถกักเก็บน้ำเอาไว้ในแม่น้ำลำคลองที่ตื้นเขินได้ หากจะใช้วิกฤตเป็นโอกาส ก็น่าจะทำการขุดลอกลำคลองแม่น้ำได้ในช่วงนี้แต่หากอยากจะปล่อยให้น้ำท่วมซ้ำซาก แล้งซ้ำซาก ก็ไม่ต้องทำอะไรปล่อยผ่านไป ท่วมมาก็โอด แล้งมาก็ครวญ แบบนี้ต่อไปละครับเจ้านาย nn
 

เกียรติยศ ศรีสกุล

กรมประมงยึดกม.สหรัฐฯ คุ้มครองสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/621686

วันจันทร์ ที่ 13 ธันวาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

นายบัญชา สุขแก้ว รองอธิบดีกรมประมง เปิดเผยว่า ตามที่ประเทศสหรัฐอเมริกา ประกาศกฎหมายว่าด้วยการนำเข้าสินค้าประมงเพื่อคุ้มครองสัตว์ทะเลเลี้ยงลูกด้วยนม (Marine Mammal Protection Act : MMPA) ใช้บังคับการนำเข้าสินค้าจากทุกประเทศทั่วโลกกว่า 100 ประเทศ รวมทั้งประเทศไทย มีวัตถุประสงค์หลักเพื่อประเมินกฎระเบียบข้อบังคับการทำการประมงเชิงพาณิชย์ของประเทศที่ส่งสินค้าประมงไปยังสหรัฐฯ ว่าเพียงพอที่จะป้องกันผลกระทบจากการประมงไม่ให้เกิดการตายหรือบาดเจ็บรุนแรงของสัตว์ทะเลเลี้ยงลูกด้วยนม เช่น โลมา วาฬ พะยูน ฯลฯ หากมีมาตรการไม่เพียงพอ และเป็นการประมงที่ส่งผลกระทบต่อสัตว์ทะเลเลี้ยงลูกด้วยนม ประเทศคู่ค้าดังกล่าวอาจเข้าข่ายเสี่ยงต่อการถูกห้ามนำเข้าสินค้าประมงที่ได้จากการประมงนั้นๆ

ทั้งนี้ สหรัฐฯ เป็นประเทศคู่ค้าสินค้าสัตว์น้ำและผลิตภัณฑ์สัตว์น้ำ อันดับ 1 ของประเทศไทย ในปี 2563 ประเทศไทยส่งออกสินค้าสัตว์น้ำและผลิตภัณฑ์สัตว์น้ำไปยังสหรัฐฯ คิดเป็นมูลค่าสูงถึง 3.99 หมื่นล้านบาทจึงต้องเตรียมพร้อมเพื่อรองรับการบังคับใช้กฎหมายดังกล่าว สหรัฐฯ ได้ประกาศใช้กฎหมายMMPA เมื่อวันที่ 1 มกราคม 2560 และกำหนดระยะเวลาผ่อนผัน 5 ปี เพื่อให้ประเทศคู่ค้าได้เตรียมความพร้อมในการปฏิบัติให้สอดคล้องกับกฎหมาย MMPA ซึ่งมีผลบังคับใช้วันที่ 1 มกราคม 2566

ในช่วงระหว่างการผ่อนผัน 2560-2565 ประเทศผู้ส่งออกสินค้าประมงทั่วโลก รวมทั้งประเทศไทย ได้มีการจัดส่งข้อมูลต่างๆ ไปยังสหรัฐฯ อาทิ ข้อมูลสถานภาพสัตว์ทะเลเลี้ยงลูกด้วยนมในพื้นที่ทำการประมง ข้อมูลด้านการทำการประมง ฯลฯ โดยสหรัฐฯ จะประเมินจากข้อมูล ว่าประเทศผู้ส่งออกมีการใช้มาตรการลดผลกระทบจากการทำประมงและมาตรการคุ้มครองสัตว์ทะเลเลี้ยงลูกด้วยนมที่เพียงพอเทียบเท่ากับระบบของสหรัฐฯ (Comparability findings) หรือไม่

ที่ผ่านมา ประเทศไทยดำเนินการเรื่องนี้อย่างต่อเนื่อง มีการตั้งคณะทำงานเพื่อเตรียมความพร้อมในการปฏิบัติตามกฎหมาย MMPA พร้อมจัดทำรายงานข้อมูลต่อสหรัฐฯ 5 ครั้งต่อเนื่องทุกปี โดยคณะกรรมการนโยบายประมงแห่งชาติ ที่มี พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณรองนายกรัฐมนตรี เป็นประธานฯ ได้ตั้งคณะอนุกรรมการป้องกันและแก้ไขปัญหาผลกระทบของการทำประมงต่อสัตว์ทะเลหายากและสัตว์ทะเลเลี้ยงลูกด้วยนม 3 คณะดำเนินการจัดทำข้อมูลด้านการทำการประมงและมาตรการด้านการทำประมงของประเทศไทย ข้อมูลการประเมินทรัพยากรสัตว์ทะเลเลี้ยงลูกด้วยนม ฯลฯ ซึ่งจะสามารถรายงานข้อมูลได้ทันตามกำหนด เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดผลกระทบต่อการส่งออกสินค้าสัตว์น้ำ

ใช้‘เกษตรอัจฉริยะ’ ยกระดับแปลงใหญ่ ลดต้นทุนการผลิต ได้ข้าวเมล็ดพันธุ์ดี

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/621684

วันจันทร์ ที่ 13 ธันวาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

น.ส.ดวงพร วิธูรจิตต์ นักวิชาการเกษตรชำนาญการพิเศษ เปิดเผยว่า ศูนย์วิจัยข้าวชัยนาท ได้ส่งเสริมด้านองค์ความรู้เกี่ยวกับการใช้พันธุ์ข้าว และนำเทคโนโลยีการจัดการแปลงขั้นสูง หรือเกษตรอัจฉริยะ มาปรับในพื้นที่กลุ่มแปลงใหญ่ชัยนาท ทั้งเครื่อง Weather Station ตัว Sensor วัดระดับน้ำ การใช้โดรนในการฉีดพ่นสารเคมี และเมื่อเกษตรกรเห็นภาพว่าการปรับพื้นที่ด้วยเลเซอร์ช่วยให้พื้นที่มีความสม่ำเสมอในการจัดการน้ำ ก็จะให้ความสำคัญกับการปรับระดับพื้นที่ และการจัดการน้ำแบบเปียกสลับแห้ง รวมทั้งการใส่ปุ๋ยตามค่าวิเคราะห์ดิน การลดอัตราเมล็ดพันธุ์ที่ใช้หว่านในพื้นที่ต่อไร่

ด้านนายขวัญชัย แตงทอง ประธานกลุ่มแปลงใหญ่ข้าวบ้านบึงม่วง กล่าวว่า ศูนย์วิจัยข้าวชัยนาท มีส่วนสำคัญในการส่งเสริมรูปแบบการรวมกลุ่ม และถ่ายทอดวิชาการให้เกษตรกร 87 ราย นำไปใช้ในแปลงตัวเอง สามารถลดต้นทุนและเพิ่มผลผลิตได้ การรวมกลุ่มทำให้สมาชิกมีโอกาสได้รับการถ่ายทอดองค์ความรู้ และได้ทดลองใช้เทคโนโลยีไปปรับใช้ในแปลงนาของตน ยกระดับการทำเกษตรให้ก้าวทันยุคสมัย ช่วยเกื้อกูลกันในกลุ่ม ผลผลิตก็มีคุณภาพ

ทั้งนี้ เกษตรรูปแบบใหม่ที่ใช้เทคโนโลยีในการจัดการเพื่อความแม่นยำสูงในการเพาะปลูก เน้นความสำคัญในเรื่องของความปลอดภัยทั้งผู้บริโภคสิ่งแวดล้อม และการใช้ทรัพยากรให้คุ้มค่าที่สุดในยุคที่แรงงานภาคการเกษตรลดน้อยลง ทำให้เกษตรกรต้องปรับตัวด้วยการนำเทคโนโลยีสมัยใหม่มาปรับใช้ เพื่อลดต้นทุนเพิ่มผลผลิตได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ปศุสัตว์เตือนเฝ้าระวังโรคในสัตว์ปีก หลังจีนพบผู้เสียชีวิตเพิ่มจากไข้หวัดนก

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/621659

ปศุสัตว์เตือนเฝ้าระวังโรคในสัตว์ปีก หลังจีนพบผู้เสียชีวิตเพิ่มจากไข้หวัดนก

วันอาทิตย์ ที่ 12 ธันวาคม พ.ศ. 2564, 21.21 น.

เมื่อวันที่ 12 ธันวาคม 2564 นายสัตวแพทย์สรวิศ ธานีโต อธิบดีกรมปศุสัตว์ เปิดเผยว่า ล่าสุดกระทรวงสาธารณสุขของจีน ออกแถลงการณ์ว่า พบผู้หญิง อายุ 54 ปี มีภูมิลำเนาอยู่ที่เมืองจื้อกง ในมณฑลเสฉวน ทางตะวันตกเฉียงใต้ของประเทศจีน เสียชีวิตจากการติดเชื้อไวรัสไข้หวัดนกสายพันธุ์ H5N6 โดยผู้ป่วยได้มีอาการในวันที่ 17 พ.ย.โดยมีประวัติสัมผัสสัตว์ปีกป่วยตายก่อนเข้ารับการรักษาตัวในโรงพยาบาล เมื่อวันที่ 21 พ.ย.ต่อมาได้เสียชีวิตเมื่อวันที่ 23 พ.ย.ที่ผ่านมา ประกอบกับที่องค์การสุขภาพสัตว์โลก (OIE) รายงานพบการระบาดของโรคไข้หวัดนกชนิดความรุนแรงสูง (HPAI) ในต่างประเทศอย่างต่อเนื่องตั้งแต่เดือนมกราคม 2564 ถึงปัจจุบัน พบว่ามีการระบาดมากถึง 4,578 จุด โดยเป็นผู้ป่วยที่พบสายพันธุ์ H5N6 จำนวน 61 ราย และในประเทศจีน ส่วนใหญ่อยู่ที่มณฑลเสฉวน นอกจากนั้นกระจายอยู่ในเทศบาลนครฉงชิ่ง เขตปกครองตนเองกว่างซีจ้วง มณฑลกวางตุ้ง มณฑลอานฮุย และมณฑลหูหนาน

ทั้งในในส่วนประเทศไทยกรมปศุสัตว์ ยังคงมาตรการชะลอการนำเข้า นำออก หรือผ่านราชอาณาจักร สำหรับประเทศที่พบการรายงานการเกิดไข้หวัดนกชนิดรุนแรง เพื่อป้องกันไม่ให้มีการปนเปื้อนเชื้อมาสู่ประเทศไทย ส่วนในประเทศไทยปัจจุบันไม่พบการติดเชื้อไข้หวัดนกทั้งในคนและสัตว์ โดยปัจจุบันการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วของสภาพอากาศทำให้สัตว์ปีกปรับตัวได้ยาก อาจส่งผลต่อสุขภาพสัตว์ปีก ทำให้สัตว์ปีกอ่อนแอ กรมปศุสัตว์ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ จึงมีคำสั่งการให้สำนักงานปศุสัตว์จังหวัดและปศุสัตว์อำเภอทั่วประเทศเข้มงวดในการดำเนินมาตรการ เฝ้าระวังและป้องกันโรคในพื้นที่ สั่งให้เจ้าหน้าที่ปศุสัตว์เข้าตรวจเยี่ยมเกษตรกรทุกราย และรายงานสถานการณ์สัตว์ปีกทุกวัน

อย่างไรก็ตาม ที่ผ่านมาในส่วนการป้องกันที่ดีถือเป็นหัวใจของความสำเร็จที่ทำให้ไทยปลอดจากไข้หวัดนกมาตลอดระยะเวลากว่า 10 ปี ทั้งในคนและสัตว์จากการที่ฟาร์มเลี้ยงสัตว์ปีกทั่วประเทศจัดการระบบความปลอดภัยทางชีวภาพอย่างเคร่งครัด การทำความสะอาดและฆ่าเชื้อโรคในโรงเรือนและบริเวณโดยรอบ อย่างน้อยสัปดาห์ละ 1 ครั้ง สัตวแพทย์ควบคุมฟาร์มเข้มงวด เรื่องระบบความปลอดภัยภายในฟาร์ม ควบคุมการเข้า-ออกฟาร์ม ให้ฉีดพ่นยานพาหนะทุกคัน เมื่อได้รับแจ้งหรือพบสัตว์ปีกป่วยตายผิดปกติ หรือมีอาการต้องสงสัยเหมือนนิยามโรคไข้หวัดนก เจ้าหน้าที่ปศุสัตว์ก็ลงพื้นที่ตรวจสอบและดำเนินมาตรการควบคุมโรคทันที รวมถึงประสานความร่วมมือกับหน่วยงานภายในประเทศ อาทิ กระทรวงสาธารณสุข กรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธุ์พืช ตลอดจนหน่วยงานระหว่างประเทศอย่างต่อเนื่องโดยกรมปศุสัตว์ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ มีการเฝ้าระวังโรคสัตว์ตามแนวชายแดนอย่างเข้มงวด และขอความร่วมมือเกษตรกรผู้เลี้ยงสัตว์ปีกสังเกตอาการสัตว์อย่างใกล้ชิด

หากพบสัตว์ปีกป่วยตายผิดปกติ อย่านำสัตว์ปีกไปจำหน่ายจ่ายแจก หรือนำไปประกอบอาหารโดยเด็ดขาด ให้แจ้งเจ้าหน้าที่ปศุสัตว์อำเภอ อาสาปศุสัตว์ อาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน เจ้าหน้าปศุสัตว์ในพื้นที่ทันที เพื่อจะได้เร่งดำเนินการช่วยเหลืออย่างเร่งด่วน หากมีข้อสงสัยสามารถติดต่อได้ที่สำนักงานปศุสัตว์อำเภอหรือสำนักงานปศุสัตว์จังหวัดใกล้บ้าน สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ สำนักควบคุม ป้องกันและบำบัดโรคสัตว์ กรมปศุสัตว์ หรือสายด่วนกรมปศุสัตว์ โทร. 063-225-6888

ปธ.สภาเกษตรฯหนุน’อนุทิน’ปลดล็อคกัญชา 100% ชี้สร้างเศรษฐกิจประเทศ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/621720

ปธ.สภาเกษตรฯหนุน'อนุทิน'ปลดล็อคกัญชา 100% ชี้สร้างเศรษฐกิจประเทศ

วันอาทิตย์ ที่ 12 ธันวาคม พ.ศ. 2564, 20.54 น.

ประธานสภาเกษตรฯ หนุน อนุทิน! ปลดล็อคกัญชา 100% เพื่อให้ประชาชนได้ปลูก จะสร้างเศรษฐกิจให้กับประเทศ

เมื่อวันที่ 12 ธันวาคม 2564 นายประพัฒน์ ปัญญาชาติรักษ์ ประธานสภาเกษตรกรแห่งชาติ กล่าวว่า จากกรณีที่ นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ปิดงานคิกออฟกัญชาริมฝั่งโขง นำร่องนครพนมโมเดล ในการปลดล็อคกัญชา 100% ว่า ต้องขอขอบคุณท่านอนุทินที่ได้พยายามปลดล็อคทั้งในส่วนของต้น ราก ดอก ใบ ของกัญชา ให้เอามาขายได้ ซึ่งถือว่ามีความก้าวหน้าระดับหนึ่ง

นายประพัฒน์ บอกว่า สิ่งที่ประชาชนและที่เกษตรกรอยากได้เพิ่มเติม คือ ขั้นตอนการขออนุญาตที่ง่าย อาจถ่ายโอนท้องถิ่นในบางระดับ และปลดล็อคในทุกๆ เรื่อง เพื่อให้ประชาชนได้ใช้ประโยชน์ตามวิถีชีวิตของท้องถิ่น รวมไปถึงเพื่อให้ประเทศไทยมีรายได้จากการส่งออก ทั้งกัญชาและกัญชง โดยทางกระทรวงสาธารณสุขจะต้องมีกฎระเบียบรองรับไว้ และเร่งส่งเสริมให้วิจัยสายพันธุ์ของเราเอง อนุญาตให้เรื่องท่องเที่ยวโดยแบ่งเป็นโซนนิ่ง ภายใต้การกำกับของเจ้าหน้าที่รัฐ ทั้งนี้ หากมีการแก้ไขกฎระเบียบดังกล่าวได้ จะสามารถสั่งสร้างเศรษฐกิจได้อย่างยิ่งใหญ่

เมื่อถามถึงปัญหาที่ยังติดขัดในเรื่องของการแก้กฎระเบียบดังกล่าว นายประพัฒน์ ให้ความเห็นว่า “ปัญหาที่ยิ่งใหญ่คือ เจ้าหน้าที่ของรัฐไม่มีความเข้าใจ ไม่เชื่อถือว่ากัญชาเป็นยารักษาโรคได้ คิดว่าเป็นยาเสพติดอยู่ ดังนั้น ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข จึงต้องทำความเข้าใจกับผู้บริหารกระทรวงสาธารณสุขมากขึ้น และการขอปลูก ยังไม่เป็นแบบ One Stop Service เกษตรกรที่จะปลูกจะต้องขออนุญาตหลายขั้นตอน และต้องติดต่อกับกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ด้วย ดังนั้น จึงต้องให้กระทรวงสาธารณสุขกระทรวงเดียวเท่านั้น เช่นเดียวกับในเรื่องของยาสูบที่มอบหมายให้กับกระทรวงการคลังกระทรวง อ้อยให้กระทรวงอุตสาหกรรมดูแล ซึ่งกัญชากัญชงจะต้องให้กระทรวงสาธารณสุขดูแลเท่านั้น จึงจะทำให้ง่ายขึ้น” นายประพัฒน์ กล่าวทิ้งท้าย

รบ.​เผย​กระทรวงเกษตรฯ​สยบโรคระบาดในม้า-วัวได้แล้ว

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/621588

รบ.​เผย​กระทรวงเกษตรฯ​สยบโรคระบาดในม้า-วัวได้แล้ว

วันอาทิตย์ ที่ 12 ธันวาคม พ.ศ. 2564, 09.55 น.

สยบโรคระบาดในม้า วัว ประเทศไทยเป็นหนึ่งเดียวในอาเซียน คงสถานะปลอดโรคอหิวาต์แอฟริกาในสุกร เตรียมคลอดวัคซีนป้องกันโรคลัมปี สกิน

12 ธ.ค.64 น.ส.รัชดา ธนาดิเรก รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยถึงความสำเร็จในการควบคุมโรคระบาดในสัตว์ที่เกิดขึ้นใหม่ในประเทศไทย ซึ่งนายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้รายงานต่อนายกรัฐมนตรี ว่า การระบาดของโรคต่างๆ เริ่มคลี่คลายมีแนวโน้มที่ดีขึ้น สามารถควบคุมการเกิดโรคและป้องกันได้อย่างสำเร็จ กรณี โรคกาฬโรคแอฟริกาม้า (African Horse Sickness: AHS) ซึ่งพบรายงานครั้งแรกเมื่อ มีนาคม 2563 ที่ส่งผลต่ออุตสาหกรรมการเลี้ยงม้าและค้าม้าในประเทศอย่างมาก ด้วยมาตรการการดูแลที่เข้มข้นของกระทรวงฯ และความร่วมมือกับเครือข่ายทุกภาคส่วน ผนวกกับแผนปฏิบัติการกำจัดกาฬโรคแอฟริกาในม้า เพื่อคืนสถานภาพปลอดโรคจากองค์การสุขภาพสัตว์โลก (OIE) ทำให้ประเทศไทยไม่พบรายงานโรค AHS ตั้งแต่กันยายน 63 มั่นใจว่าขอคืนสถานภาพปลอดโรคนี้ได้ ภายในปี 2566 ได้แน่นอน สำหรับการควบคุมโรคลัมปี สกิน (Lumpy skin)  ในโค-กระบือ พบรายงานครั้งแรกในปี 2564 ด้วยมาตรการควบคุมโรคให้สงบอย่างรวดเร็ว การควบคุมการเคลื่อนย้าย การกำจัดแมลงและสัตว์พาหะนำโรค การกระจายและเร่งฉีดวัคซีนให้กับโค-กระบือ ทั่วประเทศ ทำให้ปัจจุบันสามารถจำกัดพื้นที่การแพร่ระบาดของโรคได้ และลดความเสียหายจากการเกิดโรค อย่างไรก็ตาม กระทรวงฯยังคงมาตรการเฝ้าระวังอย่างเข้มงวด เพราะยังคงพบการระบาดในประเทศเพื่อนบ้าน อีกทั้ง กรมปศุสัตว์ได้ทำการวิจัยและพัฒนาวัคซีนโรคลัมปี สกิน ซึ่งขณะนี้ได้วัคซีนต้นแบบแล้ว และอยู่ระหว่างการนำไปฉีดเพื่อทดสอบประสิทธิภาพการสร้างภูมิคุ้มกันในโค

ส่วนโรคอหิวาต์แอฟริกาในสุกร (African Swine Fever: ASF) ซึ่งเป็นโรคที่พบการระบาดทั่วโลก สร้างความเสียหายแก่อุตสาหกรรมการผลิตสุกรอย่างมาก แต่ยังไม่พบการระบาดในประเทศไทย นายเฉลิมชัย ได้กล่าวว่า มาตรการการป้องกันอย่างเคร่งครัดและความร่วมมือจากภาคีเครือข่ายทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน มหาวิทยาลัย สมาคม และเกษตรกรผู้เลี้ยง ทำให้ไทยยังคงสถานะปลอดโรค ASF เป็นประเทศหนึ่งเดียวในอาเซียน อย่างไรก็ตาม แม้ยังไม่พบการเกิดโรคในไทย แต่ด้วยยังไม่มีวัคซีนป้องกันโรคนี้ ประเทศไทยก็อาจมีความเสี่ยงได้ ทางกรมปศุสัตว์จึงได้เร่งดำเนินการพัฒนาวัคซีน ASF ในสุกรต้นแบบ เพื่อเป็นประโยชน์แก่เกษตรกรประเทศเพื่อนบ้านในอนาคตต่อไป 

“นายกรัฐมนตรี ติดตามสถานการณ์โรคระบาดในสัตว์ด้วยความห่วงใย  เพราะเป็นโรคอุบัติใหม่ ทั้งยังสามารถแพร่ระบาดข้ามประเทศได้ ซึ่งกระทรวงเกษตรฯ มีการรายงานการติดตาม การเฝ้าระวัง การป้องกันอย่างต่อเนื่อง ทั้งนี้ นายกฯ ได้ชื่นชมและพอใจการทำงานของกระทรวงฯ รวมถึงขอบคุณทุกภาคส่วนที่ให้ความร่วมมือเป็นอย่างดี และความสามารถด้านปศุสัตว์ของไทย ทำให้ควบคุมโรคระบาดในสัตว์ได้สำเร็จ ทั้งโรคกาฬโรคแอฟริกาในม้า (AHS) และโรคลัมปี สกิน ในโค-กระบือ (Lumpy skin) และเป็นหนึ่งเดียวในอาเซียนที่สามารถป้องกันการเกิดโรคอหิวาต์แอฟริกาในสุกร (ASF) คงสถานะปลอดโรคได้ ” นางสาวรัชดา กล่าว

สกู๊ปพิเศษ : อุโมงค์ผันน้ำลำพะยังภูมิพัฒน์ ขยายผลสู่การแก้ไขปัญหาลุ่มน้ำปิง-เจ้าพระยา

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/621198

สกู๊ปพิเศษ : อุโมงค์ผันน้ำลำพะยังภูมิพัฒน์  ขยายผลสู่การแก้ไขปัญหาลุ่มน้ำปิง-เจ้าพระยา

วันศุกร์ ที่ 10 ธันวาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

ตลอดระยะเวลากว่า 70 ปีแห่งการครองราชย์ของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร รัชกาลที่ 9 ทรงศึกษาข้อมูลรายละเอียดในการดำเนินโครงการต่างๆ อย่างเป็นระบบ เพื่อให้การดำเนินโครงการนั้นๆเกิดประสิทธิภาพสูงสุดตรงตามความต้องการของประชาชน และสอดคล้องกับสภาพแวดล้อม โดยเฉพาะโครงการด้านพัฒนาแหล่งน้ำ จนได้รับสมัญญานามว่า “ปราชญ์แห่งการบริหารจัดการน้ำ”

นายประพิศ จันทร์มา อธิบดีกรมชลประทานเปิดเผยว่า “โครงการเพิ่มปริมาณน้ำในอ่างเก็บน้ำเขื่อนแม่กวงอุดมธารา” ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างการดำเนินงานก่อสร้างคาดว่าจะแล้วเสร็จในปี 2567 เป็นโครงการพัฒนาแหล่งน้ำขนาดใหญ่อีกโครงการหนึ่งที่กรมชลประทาน ได้นำศาสตร์ความรู้จาก “โครงการอุโมงค์ผันน้ำลำพะยังภูมิพัฒน์ อันเนื่องมาจากพระราชดำริ” อ.เขาวง จ.กาฬสินธุ์ มาใช้แก้ปัญหาขาดแคลนน้ำในพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่และพื้นที่ใกล้เคียง

กรมชลประทานได้น้อมนำแนวพระราชดำริให้กรมชลประทานพิจารณาดำเนินการเกี่ยวกับการพัฒนาลุ่มน้ำลำพะยังตอนบน มาดำเนินโครงการพัฒนาลุ่มน้ำลำพะยังตอนบน อันเนื่องมาจากพระราชดำริ โดยได้มีการดำเนินงานก่อสร้างอ่างเก็บน้ำลำพะยังตอนบน ที่ต.สงเปลือย อ.เขาวง จ.กาฬสินธุ์ เสร็จในปี 2538 สามารถกักเก็บน้ำได้ 4.00 ล้าน ลบ.ม. มีพื้นที่เกษตรกรรมได้รับประโยชน์ประมาณ 4,600 ไร่ และสร้างอุโมงค์ผันน้ำลำพะยังภูมิพัฒน์ ครอบคลุมพื้นที่ 2 จังหวัด คือ จ.กาฬสินธุ์ และมุกดาหาร แล้วเสร็จในปี 2549

โครงการอุโมงค์ผันน้ำลำพะยังภูมิพัฒน์ เป็นการบริหารจัดการน้ำจากพื้นที่ที่มีปริมาณน้ำมากไปยังพื้นที่ขาดแคลนน้ำ โดยทำการผันน้ำจากอ่างเก็บน้ำห้วยไผ่ อ.ดงหลวง จ.มุกดาหาร ซึ่งมีปริมาณน้ำมาก มายังอ่างเก็บน้ำลำพะยังตอนบน ซึ่งมีปริมาณน้ำน้อย จากนั้นก็จะทำการกระจายน้ำให้กับพื้นที่การเกษตรของลุ่มน้ำลำพะยังตอนบนสามารถสร้างประโยชน์ครอบคลุมพื้นที่ในเขตอ.เขาวง มากถึงประมาณ 12,000 ไร่ และยังทำให้ข้าวมีผลผลิตเพิ่มมากขึ้นถึง 2-3 เท่า

“กรมชลประทานได้น้อมนำหลักการบริหารจัดการน้ำจากพื้นที่ที่มีปริมาณน้ำมากไปยังพื้นที่ขาดแคลนน้ำ ของในหลวงรัชกาลที่ 9 มาศึกษาขยายผลดำเนินโครงการเพิ่มปริมาณน้ำในอ่างเก็บน้ำเขื่อนแม่กวงอุดมธารา” อธิบดีกรมชลประทานกล่าว

โครงการเพิ่มปริมาณนํ้าในอ่างเก็บนํ้าเขื่อนแม่กวงอุดมธารา เป็นการพัฒนาลุ่มน้ำปิงตอนบน ซึ่งมีลุ่มน้ำสาขาสำคัญๆ 3 ลุ่มน้ำคือ ลุ่มน้ำแม่กวง ลุ่มน้ำแม่งัด และลุ่มน้ำแม่แตง โดยในพื้นที่ลุ่มน้ำแม่กวงนั้นได้มีการสร้างเขื่อนแม่กวงอุดมธารา จ.เชียงใหม่ แล้วเสร็จเมื่อปี 2530 มีความจุ 263 ล้านลบ.ม. ลุ่มน้ำแม่งัดได้มีการสร้างเขื่อนแม่งัดสมบูรณ์ชลจ.เชียงใหม่ แล้วเสร็จเมื่อปี 2529 มีความจุ 265 ล้านลบ.ม. ซึ่งเป็นเขื่อนในโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ของรัชกาลที่ 9 ทั้ง 2 แห่ง ส่วนลุ่มน้ำแม่แตง ไม่มีเขื่อนเก็บกักน้ำ แต่มีฝายแม่แตง จ.เชียงใหม่ พร้อมแก้มลิงบริเวณฝาย 2 แห่ง ความจุรวมกันประมาณ 2.97 ล้านลบ.ม.

ทั้งนี้ที่่ผ่านมาเขื่อนแม่กวงอุดมธารา มีปริมาณน้ำท่าที่ไหลลงอ่างฯโดยเฉลี่ยในแต่ละปีจะมีน้อยกว่าปริมาณความจุ ทำให้น้ำต้นทุนไม่เพียงพอกับความต้องการทั้งทางด้านอุปโภค-บริโภค และการเกษตร ในเขตพื้นที่ จ.เชียงใหม่ และลำพูน
ขณะเดียวกันปริมาณน้ำท่าในลุ่มน้ำสาขาอีก 2 สาขา คือ ลุ่มน้ำแม่งัด และลุ่มน้ำแม่แตง ในฤดูฝนกลับมีจะปริมาณน้ำมากเกินความต้องการ จนเกิดภาวะ
น้ำท่วมเป็นประจำ

ดังนั้นเพื่อให้การใช้ประโยชน์จากเขื่อนแม่กวงอุดมธาราเต็มศักยภาพ กรมชลประทานจึงได้ดำเนินโครงการเพิ่มปริมาณน้ำในอ่างเก็บน้ำเขื่อนแม่กวงอุดมธารา ซึ่งเป็นการก่อสร้างอุโมงค์ส่งน้ำที่มีความยาวมากที่สุดในประเทศไทยคือ ประมาณ 49 กิโลเมตร เพื่อผันน้ำส่วนเกินช่วงฤดูน้ำหลาก(กรกฎาคม–พฤศจิกายนของทุกปี) ในลำน้ำแม่แตงผ่านอุโมงค์ส่งน้ำช่วงแรก คือ ช่วงแม่แตง-แม่งัด ความยาวประมาณ 26 กิโลเมตร มาพักไว้ที่เขื่อนแม่งัดสมบูรณ์ชล จำนวน 113 ล้านลบ.ม.ต่อปี จากนั้นก็จะผันน้ำในส่วนนี้ ร่วมกับปริมาณน้ำส่วนเกินของเขื่อนแม่งัดสมบูรณ์ชล ประมาณ 47 ล้านลบ.ม.ต่อปี ส่งผ่านอุโมงค์ส่งน้ำช่วงที่ 2 คือ ช่วงแม่งัด-แม่กวง ความยาวประมาณ 23 กิโลเมตร ไปลงเขื่อนแม่กวงอุดมธารา ซึ่งจะได้ปริมาณน้ำรวมปีละประมาณ 160 ล้านลบ.ม.

“โครงการเพิ่มปริมาณนํ้าในอ่างเก็บนํ้าเขื่อนแม่กวงอุดมธารา ขณะนี้มีความคืบหน้าในการก่อสร้างมากกว่าร้อยละ 65 เมื่อแล้วเสร็จจะทำให้เขื่อนแม่กวงอุดมธารา มีปริมาณที่มั่นคงเพียงพอกับความต้องการใช้น้ำในทุกกิจกรรม ในพื้นที่จ.เชียงใหม่ และจ.ลำพูน ที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะภาคการเกษตรนั้น จะสามารถส่งน้ำให้พื้นที่ชลประทานของโครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาเขื่อนแม่กวงอุดมธารา ในช่วงฤดูฝนได้ถึง 175,000 ไร่ และในช่วงฤดูแล้งอีก 76,129 ไร่ นอกจากนี้ ยังจะสามารถส่งน้ำอีกจำนวนประมาณ 25 ล้านลบ.ม.ให้กับโครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาแม่แตง ใช้ในการจัดสรรเพื่อการปลูกพืชในฤดูแล้งได้อีกกว่า 14,500 ไร่” อธิบดีกรมชลประทานกล่าว

นอกจากนี้กรมชลประทานยังได้ นำศาสตร์ความรู้จาก “โครงการอุโมงค์ผันน้ำลำพะยังภูมิพัฒน์อันเนื่องมาจากพระราชดำริ” ดังกล่าวมาต่อยอดขยายผลแก้ไขปัญหาน้ำขาดแคลนในลุ่มน้ำเจ้าพระยา “อู่ข่าวอู่น้ำ” ของประเทศด้วยการดำเนิน“โครงการเพิ่มปริมาณน้ำต้นทุนให้เขื่อนภูมิพล” อีกด้วย ซึ่งได้ผ่านการพิจารณาจากคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ ที่มีพล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีเป็นประธานแล้ว ขณะนี้อยู่ระหว่างการชี้แจง ประชาสัมพันธ์สร้างการรับรู้และ
การมีส่วนร่วมของประชาชนในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบรวมทั้งจัดเตรียมรายละเอียดของโครงการเพื่อเสนอต่อคณะกรรมการนโยบายน้ำแห่งชาติ(กนช.)และคณะรัฐมนตรีเพื่อพิจารณา ภายในปี 2565

โครงการเพิ่มปริมาณน้ำต้นทุนให้เขื่อนภูมิพลเป็นการผันน้ำจากแม่น้ำยวม จ.แม่ฮ่องสอน มากักเก็บไว้ที่เขื่อนภูมิพล ประมาณปีละ 1,800 ล้านลบ.ม. ผ่านอุโมงค์ผันน้ำความยาวประมาณ 62 กิโลเมตร เพื่อแก้ปัญหาขาดแคลนน้ำในลุ่มเจ้าพระยา ซึ่งปัจจุบันความต้องการใช้น้ำประมาณ 20,415 ล้านลบ.ม.ต่อปี อีก 20 ปี ข้างหน้าความต้องการใช้เพิ่มเป็น 22,676 ล้านลบ.ม. ปริมาณน้ำต้นทุนที่มีอยู่ไม่เพียงพอกับความต้องการขาดแคลนอีกประมาณ 2,633 ล้านลบ.ม. ดังนั้นหากไม่หาแหล่งน้ำต้นทุนเพิ่มเติมลุ่มเจ้าพระยาวิกฤตขาดแคลนน้ำแน่นอน

ขณะที่เขื่อนภูมิพล จ.ตาก เป็น 1 ใน 4 เขื่อนขนาดใหญ่ที่เป็นแหล่งน้ำต้นทุนหลักของลุ่มเจ้าพระยา มีความจุ 13,462 ล้าน ลบ.ม. แต่จากสถิติ พบว่าน้ำไหลเข้าเขื่อนยังไม่เต็มความจุประมาณปีละ 6,000-7,000 ล้านลบ.ม.เท่านั้น ทำให้เขื่อนภูมิพลยังเหลือช่องว่างที่สามารถกักเก็บน้ำได้อีกไม่น้อยกว่า 4,000 ล้านลบ.ม.

“หากสามารถดำเนินโครงการเพิ่มปริมาณน้ำต้นทุนให้เขื่อนภูมิพล จะสร้างความมั่นคงให้น้ำเพื่อการอุปโภค-บริโภคอีกปีละ 300 ล้านลบ.ม. คิดเป็นมูลค่า 4,290 ล้านบาทต่อปี ทำให้สามารถทำการเกษตรในฤดูแล้งเพิ่มขึ้นอีก 1.6 ล้านไร่ คิดเป็น มูลค่าประมาณ 11,910 ล้านบาทต่อปี สิ่งสำคัญยังช่วยเพิ่มกำลังผลิตกระแสไฟฟ้าให้โรงไฟฟ้าท้ายเขื่อนภูมิพล อีกประมาณ 417 ล้านหน่วยต่อปี คิดเป็นมูลค่า 1,147 ล้านบาทต่อปี นอกจากนี้ยังช่วยรักษาระบบนิเวศในการผลักดันน้ำเค็มที่รุกแม่น้ำเจ้าพระยาที่ทวีรุนแรงมากขึ้น ป้องกันค่าความเค็มของน้ำประปา เพื่อการอุปโภค-บริโภค การแพทย์ การเกษตร การอุตสาหกรรม และการท่องเที่ยว” อธิบดีกรมชลประทานกล่าว

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 เปรียบเสมือน “ครูของแผ่นดิน” ซึ่งกรมชลประทานได้น้อมนำความรู้ที่พระองค์ได้ถ่ายทอดไว้ มาศึกษา พัฒนาต่อยอดขยายผลดำเนินแก้ไขปัญหาสร้างความมั่นคงเรื่องน้ำให้กับประเทศชาติและประชาชนตามพระราชปณิธานจะสืบสาน รักษา และต่อยอด ของพระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลปัจจุบัน

เกษตรฯร่วมมือ‘UN’ เดินหน้าพัฒนาระบบอาหารยั่งยืน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/621194

วันศุกร์ ที่ 10 ธันวาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

ดร.ทองเปลว กองจันทร์ ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ในฐานะประธานคณะกรรมการประสานงานองค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติและการเกษตรต่างประเทศ กล่าวภายหลังเป็นประธานเปิดกิจกรรม อิ่ม…และ…ดี…2030 Sustainable Agri-Food Systems: what will we do next together?โดยมี นายระพีภัทร์ จันทรศรีวงศ์ รองปลัดกระทรวงเกษตรฯ ในฐานะ UNFSS National Convenor ของไทย กล่าวรายงานต่อที่ประชุม และมีผู้แทนจากองค์การสหประชาชาติ (UN) ผู้แทนองค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติ (FAO) โครงการสิ่งแวดล้อมแห่งสหประชาชาติ (UNEP) และผู้แทนหน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง ผ่านระบบการประชุมทางไกลออนไลน์ ว่ากิจกรรมนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อผนึกกำลังร่วมกัน เดินหน้าขับเคลื่อนระบบอาหารที่ยั่งยืน “อิ่มและดี 2030” “Healthy Diets for All” โดยมีการแลกเปลี่ยนและหารือแนวทางในการขับเคลื่อนการดำเนินงาน เพื่อปรับเปลี่ยนระบบอาหารของไทยให้มีความมั่นคง ยั่งยืน รักษาสมดุลทรัพยากรธรรมชาติ และเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

ดร.ทองเปลว กล่าวต่อว่า นอกจากนี้ยังร่วมกันแสดงข้อคิดเห็นเพื่อจัดทำแผนปฏิบัติการและแนวทางการดำเนินงานของไทยในทุกมิติ ให้บรรลุผลสำเร็จอย่างเป็นรูปธรรม เพื่อต่อยอดพันธกิจจากความร่วมมือของ 3 หน่วยงานหลัก ได้แก่ กระทรวงเกษตรฯ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) และสำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ (สช.) ในการเชื่อมโยงเครือข่ายภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาสังคม

“เราต้องบูรณาการการทำงานร่วมกันระหว่างหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน ประชาสังคม สนับสนุนให้ทุกภาคส่วนมีส่วนร่วมและร่วมมือกันอย่างแข็งขัน เพื่อนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงไปสู่ระบบอาหารทางการเกษตร ที่ยั่งยืน” ดร.ทองเปลวกล่าวและว่า การพูดนั้นมันง่ายกว่าการลงมือทำ จึงเป็นเหตุผลว่าทำไมเราจึงจำเป็นต้องสร้างความแตกต่างและบทบาทหน้าที่ที่สำคัญ คือการขับเคลื่อนนโยบายของกระทรวงเกษตรฯ ภายใต้ “Agri Challenge Model” โดยนายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รมว.เกษตรฯ ให้เกิดเป็นรูปธรรม ซึ่ง Agri Challenge Model คือการบูรณาการการทำงานร่วมกัน เพื่อลำดับความสำคัญของประเด็นปัญหาที่ต้องรีบดำเนินการแก้ไข นำไปสู่การขับเคลื่อนนโยบายเพื่อความเป็นอยู่ที่ดีของเกษตรกร และสร้างความมั่งคั่งให้แก่ภาคการเกษตรและระบบอาหารต่อไป ยืนยันว่ากระทรวงเกษตรฯ พร้อมทำงานกับทุกองค์กรอย่างใกล้ชิด เพื่อเปลี่ยนระบบอาหารไปสู่การพัฒนาที่ยั่งยืนไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง

ปศุสัตว์แก้เกมอาหารสัตว์ราคาพุ่ง

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/621192

วันศุกร์ ที่ 10 ธันวาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

นายสัตวแพทย์สรวิศ ธานีโต อธิบดีกรมปศุสัตว์ กล่าวว่า จากราคาวัตถุดิบอาหารสัตว์ที่พุ่งสูงสุดในรอบ 13 ปี มากกว่า 20% โดยเฉพาะข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ สร้างภาระด้านการผลิตของเกษตรกรผู้เลี้ยงสุกรและไก่ และมีผลต่อเนื่องไปยังห่วงโซ่อุปทานปลายทางคือราคาเนื้อสัตว์ปรับสูงขึ้น เพื่อเป็นการช่วยเหลือเกษตรกรจึงปรับรูปแบบการเลือกใช้ข้าวเป็นวัตถุดิบแหล่งพลังงานอาหารสัตว์เป็นอีกทางเลือกสำหรับอาหารสัตว์ตามสถานการณ์ ปริมาณ และราคาวัตถุดิบอาหารสัตว์ เช่น การเพิ่มสัดส่วนข้าวเปลือกบดในอาหารสุกรและสัตว์ปีกตามช่วงอายุในปริมาณที่เหมาะสม

นอกจากนี้ มีการใช้ข้าวกล้องบด หรือข้าวแดงบด ที่สามารถใช้เป็นอาหารสัตว์ได้ ประกอบด้วย รำละเอียด และข้าวสารหรือปลายข้าวผสมกัน มีองค์ประกอบคุณค่าทางอาหาร โดยข้าวกล้องมีใยข้าวอยู่ในระดับต่ำ มีคุณค่าทางอาหารใกล้เคียงกับปลายข้าวมาก จึงสามารถใช้ทดแทนปลายข้าวในสูตรอาหารสัตว์ชนิดต่างๆ ไม่มีปัญหาเกี่ยวกับความฟ่าม การเป็นฝุ่น และไม่มีปัญหาเกี่ยวกับสารไฟติน ดังนั้น ข้าวกล้องหรือข้าวกะเทาะเปลือก สามารถใช้เป็นวัตถุดิบแหล่งพลังงานในอาหารสัตว์ได้ มีคุณค่าทางโภชนาการใกล้เคียงกับข้าวโพดและปลายข้าว สามารถใช้ทดแทนปลายข้าวในสูตรอาหารสัตว์ชนิดต่างๆ ได้ดี

อธิบดีกรมปศุสัตว์ กล่าวต่อว่า นับเป็นข่าวดีในวงการปศุสัตว์ที่สามารถใช้ข้าวเป็นวัตถุดิบทดแทนแหล่งพลังงานในอาหารสัตว์ เป็นทางเลือกสำหรับการจัดการอาหารสัตว์ สามารถช่วยลดต้นทุนการผลิตของเกษตรกรผู้เลี้ยงสัตว์ นำข้าวกล้องหรือข้าวกะเทาะเปลือก เป็นแหล่งพลังงานหลักทดแทนวัตถุดิบข้าวโพด ข้าวสาลี เมล็ดถั่วเหลือง และกากถั่วเหลืองได้ รวมทั้งเป็นการช่วยเหลือชาวนาโดยการใช้วัตถุดิบข้าวภายในประเทศมาผลิตเป็นอาหารสัตว์ เป็นการแก้ปัญหาได้อย่างยั่งยืน ตลอดห่วงโซ่อุปทานการผลิต