‘เฉลิมชัย’ เตรียมเปิด ‘อีสานเกตเวย์’ ทันคิกออฟโครงการรถไฟความเร็วสูงไทย-ลาว-จีน เชื่อมอีสานเชื่อมโลก

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/619655

'เฉลิมชัย' เตรียมเปิด 'อีสานเกตเวย์' ทันคิกออฟโครงการรถไฟความเร็วสูงไทย-ลาว-จีน เชื่อมอีสานเชื่อมโลก

วันพฤหัสบดี ที่ 2 ธันวาคม พ.ศ. 2564, 15.46 น.

“เฉลิมชัย” ดันเตรียมพร้อมเปิด “อีสานเกตเวย์” คิกออฟโครงการรถไฟความเร็วสูงไทย-ลาว-จีนเชื่อมอีสานเชื่อมโลกตั้งเป้าพลิกโฉมอีสานเป็นระเบียงเศรษฐกิจใหม่(Esan New Economic Corridor )ส่งออกข้าวมันยางผลไม้พร้อมพัฒนานิคมอุตสาหกรรมเกษตรอาหารสร้างมูลค่าเพิ่มรายได้เกษตรกรอย่างยั่งยืน

2 ธันวาคม 64 นายอลงกรณ์ พลบุตร ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ประชุมหารือร่วมกับนายสุวิทย์ รัตนจินดา ประธานสมาพันธ์ผู้ให้บริการโลจิสติกส์และคณะที่กระทรวงเกษตรฯซึ่งเป็นการประชุมหารือเฉพาะกิจ (Focus Group)ของคณะทำงานฟรุ้มบอร์ดเฉพาะกิจครั้งที่ 5เพื่อปรับกลยุทธ์การบริหารจัดการผลไม้ในระดับพื้นที่ (Area Base) ตามนโยบาย นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ในฐานะประธานคณะกรรมการพัฒนาและบริหารจัดการผลไม้ (Fruit Broad) ซึ่งเป็นการ Focus Group ในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ พร้อมด้วยผู้แทนคณะกรรมการเพื่อแก้ไขปัญหาเกษตรกรอันเนื่องมาจากผลผลิตการเกษตรระดับจังหวัด (คพจ.)

ทั้งนี้นานอลงกรณ์ กล่าวว่า การประชุมครั้งที่ที่ประชุมมีการวิเคราะห์ ปัญหา อุปสรรค รับ-ส่ง การรักษาคุณภาพผลไม้ เชิงพื้นที่ของภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ในฐานะที่เป็นส่วนหนึ่งของคณะอนุกรรมการพัฒนาและบริหารจัดการผลไม้ภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ พร้อมกับการกำหนดยุทธศาสตร์อีสานเกตเวย์ เชื่อมอีสานเชื่อมโลกด้วยเส้นทางขนส่งทางรถไฟจากไทยผ่านลาวไปจีนทุกมณฑล-เอเซียตะวันออก-เอเซียกลาง-ตะวันออกกลางและยุโรปซึ่งเป็นการเปลี่ยน logistics landscape สร้างโอกาสใหม่ให้ประเทศไทยโดยเฉพาะสินค้าเกษตรและผลไม้โดยมีอีสานเป็นประตูการค้าการขนส่งและเป็นฐานการแปรรูปสร้างมูลค่าเพิ่มรายได้เกษตรกรอย่างยั่งยืนภายใต้โครงการ 1 กลุ่มจังหวัด 1 นิคมอุตสาหกรรมเกษตรอาหารหรือศูนย์แปรรูปผลไม้และสินค้าเกษรรซึ่งเป็นความร่วมมือระหว่างกระทรวงเกษตรและสหกรณ์กับสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย(กรกอ.) รวมทั้งการทำงานร่วมกันอย่างใกล้ชิดกับสมาพันธ์ผู้ให้บริการโลจิสติกส์ได้ได้วางแผนเตรียมความพร้อมในการเปิดบริการใช้ประโยชน์บนเส้นทางรถไฟสายประวัติศาสตร์ซึ่งมีพิธีเปิดเป็นทางการในวันที่3ธ.ค.ที่เวียงจันทร์ นครหลวงของลาวและมีพิธีเปิดสถานีขนส่งท่านาแล้งในวันที่ 4 ธ.ค.ที่จะถึงนี้

สำหรับเส้นทางรถไฟจีน – ลาว มีระยะทางประมาณ 420 กิโลเมตร 31 สถานีเริ่มต้นที่นครคุนหมิง มณฑลยูนนานของจีนเชื่อมต่อที่เมืองบ่อเต็นของลาวมีปลายทางที่นครหลวงเวียงจันทน์ซึ่งอยู่ติดกับจังหวัดหนองคายโดยมีการทำ MOU บันทึกความร่วมมือ3ประเทศระหว่างไทย-ลาว-จีนในปี2560เพื่อเชื่อมต่อการเดินทางและการขนส่งสินค้าข้ามแดนเพื่อพัฒนาระบบโลจิสติกส์ผ่านการขนส่งทั้งทางราง ทางถนน ทางอากาศและทางเรือเพื่อสร้างโอกาสและการเติบโตของการส่งออกการนำเข้าของประเทศไทยต่อไปในอนาคตโดยมีอีสานเป็นระเบียงเศรษฐกิจใหม่ (Esan New Economic Corridor)

“การเปิดศักราชใหม่ของระเบียงเศรษฐกิจอีสานเป็นผลมาจากการเดินทางเยือนจีนในเดือนพฤศจิกายนปี 2562 ของ ดร. เฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์จนนำมาซึ่งการลงนามในพิธีสารเปิดด่านนำเข้าส่งออกระหว่างไทย-จีนเพิ่มเป็น16ด่านรวมทั้งด่านรถไฟโมฮ่านด่านรถไฟผิงเสียงด่านรถไฟเหอโขว่พร้อมกับจัดตั้งคณะกรรมการพัฒนาโลจิสติกส์เกษตรโดยมีนายนราพัฒน์ แก้วทอง ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงเกษตรและสหกรณ์เป็นประธานทำงานร่วมมือกับกระทรวงพาณิชย์ กระทรวงคมนาคม หน่วยงานรัฐอื่นๆ ภาคเกษตรกรและภาคเอกชนทำให้การเตรียมความพร้อมในการขนส่งทางรถและทางรถไฟปกติไปยังสถานีขนส่งท่านาแล้งพร้อมเปิดดำเนินการโดยเฉพาะการส่งออกสินค้าเกษตรเช่นข้าว มันสำปะหลัง ยาง และผลไม้เป็นต้นซึ่งจะช่วยลดต้นทุนโลจิสติกส์และเวลาในการขนส่งเป็นการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของสินค้าเกษตรและเปิดโอกาสทางการตลาดต่างประเทศครั้งใหญ่ที่สุดครั้งหนึ่งของประเทศไทย

ทางสมาพันธ์ผู้ให้บริการโลจิสติกส์รายงานล่าสุดว่าขณะนี้ทางลาวได้กำหนดอัตราค่าโดยสารและค่าระวางขนส่งสินค้าแบบเทกองแล้ว ส่วนอัตราการขนส่งตู้คอนเทนเนอร์ยังไม่ได้กำหนด” นายอลงกรณ์กล่าวในที่สุด

อย่างไรก็ตามก่อนหน้านี้กระทรวงคมนาคมรายงานว่าการเชื่อมทางรถไฟความเร็วสูงในส่วนของไทยยังอยู่ระหว่างดำเนินการเช่นการก่อสร้างรถไฟความเร็วสูง ระยะที่ 1 ช่วง กรุงเทพฯ-นครราชสีมา มีระยะทาง 253 กม. กำหนดเปิดให้บริการ ปี 2569 สำหรับระยะที่ 2 นครราชสีมา-หนองคาย มีระยะทาง 356 กิโลเมตร ปัจจุบันได้ออกแบบรายละเอียดโดยมีกำหนดเปิดให้บริการ ปี 2571 ในส่วนการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.)แจ้งว่าได้จัดขบวนรถรองรับการเดินทางช่วงหนองคาย-เวียงจันทน์และรองรับปริมาณการขนส่งสินค้าทางรางที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นที่สถานีท่านาแล้งของลาว จากเดิมมีรถไฟของ รฟท.ผ่านสะพานมิตรภาพฯ แห่งที่ 1 ขาไป 2 ขบวนและขากลับ 2 ขบวนทางรฟท. ได้เพิ่มเติมตารางเวลาการเดิน
รถซึ่งเมื่อมีการเชื่อมต่อในเส้นทางดังกล่าวแล้วจะเพิ่มขบวนรถขาไป 7 ขบวนและขากลับ 7 ขบวน รวมมีการเพิ่มจำนวนขบวนรถเป็น 14 ขบวน

อีกทั้งมีการพัฒนาสถานีหนองคายให้รองรับการขนส่งผ่านสะพานเดิม โดยพัฒนาบริเวณสถานีที่มีพื้นที่ประมาณ 80 ไร่ ให้เป็นพื้นที่ตรวจปล่อยสินค้าระหว่างประเทศ และการเปลี่ยนถ่ายจากถนนสู่ราง โดยให้เอกชนเช่าบริหารจัดการพื้นที่ 4 แปลง อีก 1 แปลงเป็นพื้นที่ส่วนกลาง ในส่วนการจัดเตรียมพื้นที่และสิ่งอำนวยความสะดวกสำหรับศูนย์ย่านเปลี่ยนถ่ายสินค้า (Transshipment Yard) สามารถรองรับการแลกเปลี่ยนสินค้าจากรถไฟที่เข้ามาจากจีนและลาว และส่งออกไปยังลาวและจีนโดย ตั้งอยู่ในพื้นที่ด้านหลังของลานขนถ่ายสินค้า สำหรับกองเก็บตู้สินค้าประเภทต่างๆ รวมถึงอาคารสำนักงาน, คลังสินค้า และอาคารประกอบอื่นๆ ของหน่วยงานที่เกี่ยวกับการนำเข้า-ส่งออก รวมถึงศูนย์การเอ็กซเรย์(X-ray) ตู้สินค้า เพื่ออำนวยความสะดวกให้กับผู้มาใช้บริการแบบ One-Stop Service -(016)

ปลัดเกษตรฯเน้นเชิงรุก ขับเคลื่อนภาคการเกษตรยั่งยืน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/619498

วันพฤหัสบดี ที่ 2 ธันวาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

ดร.ทองเปลว กองจันทร์ ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวภายหลังเป็นประธานการประชุมมอบแนวทางการ ขับเคลื่อนกระทรวงเกษตรฯ ภายใต้แนวคิด “Agri challenge NextNormal 2022” แก่ทุกหน่วยงานในสังกัด ว่าแนวคิดดังกล่าวมุ่งขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ชาติ ในการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าให้เกษตรกร โดยยังคงดำเนินงานเชิงบูรณาการภายใต้แนวคิด “เชื่อมโยงการบริหาร แปลงสารให้ชัด จัดสรรให้ถูก” หมายถึง การเชื่อมโยงยุทธศาสตร์กับพันธกิจของกระทรวง การสื่อสารนโยบายไปยังผู้ปฏิบัติ ซึ่งจะขับเคลื่อนงาน 3 ด้าน ประกอบด้วย 1.ภารกิจเร่งด่วนเพื่อขับเคลื่อนยุทธศาสตร์และนโยบายให้บรรลุเป้าหมาย 2.ขับเคลื่อนการแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าให้เกษตรกร และ 3.วางรากฐานการทำงานของกระทรวง โดยตั้งเป้าหมายครอบคลุม 4 ด้านในปี 2565 คือ (1) ผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศสาขาเกษตร เพิ่มขึ้นเฉลี่ยร้อยละ 3.8 (2) ผลิตภาพการผลิตของภาคเกษตรเพิ่มขึ้นเฉลี่ยร้อยละ 1.2 (3) เกษตรกรที่มีรายได้ต่ำกว่าเส้นความยากจน ลดลงไม่น้อยกว่าร้อยละ 10 และ (4) พื้นที่ชลประทานเพิ่มขึ้นไม่ต่ำกว่าปีละ 350,000 ไร่ รวมทั้งเตรียมการผลักดันเป้าหมายตามแผนปฏิบัติราชการระยะ 5 ปี (พ.ศ. 2566-2570) ของกระทรวง

ขณะเดียวกัน ได้เน้นย้ำการยกระดับภาคการเกษตรของจังหวัด โดยเร่งยกระดับการทำงาน ผลักดัน “ตลาดนำการผลิต” 5 แนวทาง คือ 1.รู้ให้ลึก ข้อมูลและทิศทางการพัฒนาของจังหวัด ข้อมูลพื้นฐาน สินค้าโดดเด่นอัตลักษณ์พื้นถิ่นในพื้นที่ที่รับผิดชอบอย่างถ่องแท้ 2.ประยุกต์ใช้เป็น ใช้เครื่องมือที่มีให้เกิดประสิทธิภาพในการบริหารจัดการทั้งAgri-Map ข้อมูลทะเบียนเกษตรกร ข้อมูลสินค้าเกษตร สถิติ แนวโน้ม แผนน้ำ แพลตฟอร์มตลาด มาวิเคราะห์วางแผนการพัฒนาภาคการเกษตรของจังหวัด

3.จัดการให้เป็นระบบ ต้องวางแผนและบริหารงบประมาณภาคการเกษตรภาพรวมของจังหวัดให้ได้ ให้ชัดเจน ส่วนใดต้องขอ Function ส่วนใดควรของบจังหวัด ส่วนใดต้องให้สถาบันการเงินช่วย เพื่อให้การขับเคลื่อนเดินหน้าได้ตามเป้าหมาย 4.แสวงหาความร่วมมือ ให้เพื่อนช่วย โดยเฉพาะหน่วยงานส่วนกลางและต่างประเทศของ สำนักงานปลัดกระทรวงเกษตรฯ และหน่วยงานสังกัดกระทรวง ในการดำเนินการด้านข้อมูล การอำนวยความสะดวกต่างๆ รวมทั้งภาคส่วนต่างๆ ที่จะมีส่วนสำคัญในการพัฒนาภาคเกษตรของจังหวัด สานสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้นไว้ การทำงานในทุกสภาพการณ์จะได้มีความราบรื่น และ 5.ภูมิใจในความสำเร็จของการพัฒนาภาคเกษตรของจังหวัดที่ได้ทำไปแล้ว ประชาสัมพันธ์ให้สาธารณะได้รู้ และต่อยอดสู่การพัฒนาด้านอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องด้วย

ศูนย์วิจัยข้าวฯช่วย ส่งเสริมแปลงใหญ่ นำเทคโนโลยีมาใช้ มีผลผลิตคุณภาพดี

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/619497

วันพฤหัสบดี ที่ 2 ธันวาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

นายสุรเชษฐ์ ชามนตรี นักวิชาการเกษตรปฏิบัติการ ศูนย์วิจัยข้าวสกลนคร กล่าวว่า กลุ่มแปลงใหญ่ที่ศูนย์ฯ ได้เข้าไปส่งเสริมมีหลายกลุ่ม เช่น กลุ่มแปลงใหญ่ข้าว ต.ช้างมิ่ง อ.พรรณานิคม จ.สกลนคร โดยได้จัดทำแปลงทดสอบผลผลิตข้าวเหนียวนาน้ำฝน ซึ่งได้รับความร่วมมืออย่างดีจากสมาชิกในการประเมินลักษณะทางการเกษตร ส่งผลให้ได้ข้อมูลด้านการวิจัยต่างๆ นอกจากนี้ศูนย์ฯ ยังได้รับมอบหมายจากกรมการข้าว ในการให้คำแนะนำโครงการยกระดับแปลงใหญ่ด้วยเกษตรสมัยใหม่ และเชื่อมโยงตลาด

“อยากฝากถึงกลุ่มนาแปลงใหญ่ทุกกลุ่ม ฝากถึงเกษตรกร ว่าอยากให้ใช้เมล็ดพันธุ์ที่มีคุณภาพดี และรักษาคุณภาพเมล็ดพันธุ์ เพราะว่าเมล็ดพันธุ์ที่ดีจะทำให้ได้ผลผลิตสูง ได้ข้าวคุณภาพดี หากว่ามีปัญหาหรือข้อสงสัยสามารถสอบถามจากศูนย์วิจัยข้าว หรือว่าศูนย์เมล็ดพันธุ์ข้าวในพื้นที่ได้ตลอดเวลาเรายินดีมากในการที่จะเป็นพี่เลี้ยงให้กับกลุ่มนาแปลงใหญ่ทุกกลุ่ม” นายสุรเชษฐ์ กล่าว

ด้านนายวิสิทธิ์ ธรรมวงศ์ ประธานกลุ่มแปลงใหญ่ข้าว ต.ช้างมิ่ง เปิดเผยว่า ปัจจุบันทางกลุ่มมีสมาชิก 56 ราย ปลูกข้าวพันธุ์ขาวดอกมะลิ 105 เป็นหลัก จากเดิมทำนาข้าวโดยการลงแขกกับเกษตรกรในชุมชนปักดำนา ไม่มีนวัตกรรม เทคโนโลยีหรือเครื่องจักรกลใหม่ๆ เมื่อศูนย์ฯ เข้ามาส่งเสริม จึงได้นำนวัตกรรมใหม่ๆ เครื่องจักรกลใหม่ๆ มาใช้ สามารถช่วยลดต้นทุนได้ตั้งแต่การปักดำ การที่มีหน่วยงานจากกรมการข้าว มาส่งเสริมและให้คำแนะนำด้านการปลูกข้าวและผลิตเมล็ดพันธุ์ ทำให้กลุ่มมีความเข้มแข็ง

เกษตรฯแก้ปัญหายางพาราที่พังงา

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/619499

วันพฤหัสบดี ที่ 2 ธันวาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รมว.เกษตรและสหกรณ์ ติดตามสถานการณ์และสภาพปัญหายางพาราใน จ.พังงา ซึ่งกลุ่มเกษตรกรทำสวนยางโคกกลอยมีสมาชิก 289 คน ดำเนินธุรกิจหลักด้านการรวบรวมผลผลิตยางแผ่นดิบจากสมาชิกกลุ่มฯ และเกษตรกรชาวสวนยางในพื้นที่ข้างเคียง โดยการยางแห่งประเทศไทย สาขาพังงา ช่วยเหลือในการเป็นตลาดกลางยางพารา รวบรวมยางแผ่นดิบจากสมาชิกฯ และจังหวัดใกล้เคียง เพื่อเข้าประมูลในตลาดกลางยางพารานครศรีธรรมราช อีกทั้งตลาดกลางยางพารานครศรีธรรมราช ได้ช่วยเหลือด้านการบริการ ให้ความรู้กับชาวสวนยางปรับปรุงการทำยางแผ่นดิบสั่งตัด ทำให้ผลผลิตมีคุณภาพ ตรงกับความต้องการของตลาด

ทั้งนี้ จ.พังงา ปลูกยางพาราเป็นพืชเศรษฐกิจอันดับ 1 มีเกษตรกรชาวสวนยาง 35,056 ราย พื้นที่สวนยางทั้งหมด 678,564 ไร่ ผลผลิต 138,073 ตัน/ปี มีสถาบันเกษตรกรที่ขึ้นทะเบียนกับการยางแห่งประเทศไทย 14 สถาบัน ปัจจุบันการยางฯ สาขาพังงา ส่งเสริม สนับสนุนการปลูกแทนด้วยยางพันธุ์ ไม้ยืนต้นที่สำคัญทางเศรษฐกิจ เน้นปลูกสร้างสวนยางแบบผสมผสาน เพิ่มรายได้จากผลผลิต

สำหรับมาตรการในการดูแลเกษตรกรชาวสวนยาง ได้แก่ 1.การช่วยเหลือเงินอุดหนุนแก่สถาบันเกษตรกร 2.การส่งเสริมการรวมกลุ่มเกษตรกรเป็นแปลงใหญ่ยางพารา 3.การสร้างเกษตรกรต้นแบบ หรือ Smartfarmer 4.การจัดฝึกอบรมหลักสูตรต่างๆ และ 5.การจัดสวัสดิการเงินช่วยเหลือให้แก่สมาชิก

“กระทรวงเกษตรฯ พร้อมจะเข้ามาดูแลทั้งในเรื่องราคายาง ทำให้ได้มากกว่าราคาประกันรายได้ โดยการประกันรายได้ ระยะที่ 3 กำลังเตรียมเสนอเข้าคณะรัฐมนตรี พร้อมเดินหน้าเพื่อเป็นหลักประกันให้กับพี่น้องผู้ปลูกยางพารา ขอให้มั่นใจว่าจะไม่ทำให้ราคายางตกต่ำอย่างแน่นอน” นายเฉลิมชัย กล่าว

‘ประภัตร’ ดันร่างมาตรฐานสินค้าเกษตร เตรียมออกใบอนุญาตผู้ผลิต-ส่งออก-นำเข้า

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/619383

‘ประภัตร’ ดันร่างมาตรฐานสินค้าเกษตร เตรียมออกใบอนุญาตผู้ผลิต-ส่งออก-นำเข้า

วันพุธ ที่ 1 ธันวาคม พ.ศ. 2564, 14.21 น.

รมช.ประภัตร นั่งหัวโต๊ะ ประชุม คกก.มาตรฐานสินค้าเกษตร ดัน 6 ร่างมาตรฐานสินค้าเกษตร “ลูกเดือย-ฟาร์มเลี้ยงสัตว์เพื่อบริโภค-ฟาร์มเลี้ยงกุ้งทะเล-ระบบการผลิตสุกร-การเฝ้าระวังติดตามเชื้อดื้อยาต้านจุลชีพในปศุสัตว์-การแสดงฉลากสินค้าเกษตร” เตรียมประกาศต่อไปเผยปี 64 ออกใบอนุญาตผู้ผลิต ผู้ส่งออก ผู้นำเข้า 7 มาตรฐานบังคับ 332 ฉบับ

นายประภัตร โพธสุธน รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยภายหลังเป็นประธานการประชุมคณะกรรมการมาตรฐานสินค้าเกษตร ครั้งที่ 5/2564 ผ่านระบบการประชุมทางไกล Zoom Cloud Meeting ณ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ว่า ที่ประชุมได้พิจารณาเห็นชอบร่างมาตรฐานสินค้าเกษตร 6 เรื่อง ได้แก่ 1.ลูกเดือย 2.การปฏิบัติทางการเกษตรที่ดีสำหรับฟาร์มเลี้ยงสัตว์เพื่อการบริโภค 3.หลักปฏิบัติสำหรับการเฝ้าระวังและตรวจติดตาม เชื้อดื้อยาต้านจุลชีพในปศุสัตว์ 4.หลักการด้านสวัสดิภาพสัตว์ : ระบบการผลิตสุกร 5.การปฏิบัติทางการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำที่ดีสำหรับฟาร์มเลี้ยงกุ้งทะเล และ 6.การแสดงฉลากสินค้าเกษตร ซึ่งเตรียมจะดำเนินการประกาศเป็นมาตรฐานทั่วไปของประเทศต่อไป

สำหรับสาระสำคัญของร่างมาตรฐาน 6 เรื่อง คือ 1.ลูกเดือย เป็นพืชเศรษฐกิจที่มีความสำคัญต่อการบริโภค อุตสาหกรรมอาหาร ตลาดต้องการลูกเดือยคุณภาพดี โดยปี 2563 มีการส่งออกลูกเดือยทั้งเปลือกมูลค่า 102.5 ล้านบาท ปริมาณ 2,035 เมตริกตัน ซึ่งการจัดทำร่างมาตรฐานสินค้าเกษตรลูกเดือย เพื่อเป็นประโยชน์ในการกำกับดูแลการนำเข้าลูกเดือยและคุณภาพของลูกเดือยภายในประเทศ และ 2.การปฏิบัติทางการเกษตรที่ดีสำหรับฟาร์มเลี้ยงสัตว์เพื่อการบริโภค ปัจจุบันเกษตรกรและผู้ประกอบการมีการเลี้ยงสัตว์เพื่อการบริโภคหลากหลายชนิด เพื่อเป็นการเพิ่มทางเลือกให้แก่เกษตรกรและผู้ประกอบการได้เข้าสู่ระบบมาตรฐานฟาร์มปศุสัตว์ โดยมาตรฐานฯ นี้ การปฏิบัติทางการเกษตรที่ดีสำหรับฟาร์มเลี้ยงสัตว์เพื่อการบริโภคครอบคลุมองค์ประกอบฟาร์ม การจัดการฟาร์ม บุคลากร สุขภาพสัตว์ สวัสดิภาพสัตว์ การจับ และการจัดการตัวสัตว์และผลิตผล สิ่งแวดล้อม และการบันทึกข้อมูล เพื่อให้สัตว์มีสุขภาพแข็งแรง สามารถนำไปใช้เป็นอาหาร หรือเลี้ยงต่อเป็นอาหาร หรือเพื่อให้ได้ผลิตผลที่ปลอดภัย มีความเหมาะสมในการนำไปบริโภค

3.หลักปฏิบัติสำหรับการเฝ้าระวังและตรวจติดตามเชื้อดื้อยาต้านจุลชีพในปศุสัตว์ มาตรฐานฯ นี้เป็นการให้แนวปฏิบัติสำหรับการเฝ้าระวังและตรวจติดตามเชื้อดื้อยาต้านจุลชีพเฉพาะแบคทีเรียในปศุสัตว์ ที่เลี้ยงไว้เพื่อเป็นอาหารตลอดห่วงโซ่การผลิต ครอบคลุมการเฝ้าระวังและตรวจติดตามเชื้อดื้อยาต้านจุลชีพ  ในอาหารสัตว์ ผลิตผลและผลิตภัณฑ์จากสัตว์ และตัวอย่างจากสิ่งแวดล้อมที่อยู่รอบระบบการเลี้ยงสัตว์ ตั้งแต่ขั้นตอนการวางแผนการเฝ้าระวังและตรวจติดตามเชื้อดื้อยา แนวทางการเก็บตัวอย่าง การเก็บและนำส่งตัวอย่างไปยังห้องปฏิบัติการ การเก็บรักษาสภาพแบคทีเรีย การทดสอบความไวต่อยาต้านจุลชีพ การบันทึก และเก็บข้อมูลจนถึงการวิเคราะห์และรายงานผล และ 4.หลักการด้านสวัสดิภาพสัตว์  ระบบการผลิตสุกร มาตรฐานฯ นี้ เป็นการกำหนดหลักการ คำอธิบายตัวชี้วัดด้านสวัสดิภาพสัตว์สำหรับสุกร และข้อแนะนำด้านสวัสดิภาพสัตว์ที่ดีในระบบการผลิตสุกร ครอบคลุมการผสมพันธุ์ การเลี้ยงและการจัดการฟาร์มสุกร ตั้งแต่การรับสุกรเข้าฟาร์มจนถึงระยะจับขายหรือส่งโรงฆ่า โดยมุ่งเน้นการปฏิบัติตามหลักสวัสดิภาพสัตว์ และให้แนวทางการประเมินสวัสดิภาพสัตว์จากผลลัพธ์ของการจัดการเลี้ยงที่เกิดกับสุกรโดยตรง

5.การปฏิบัติทางการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำที่ดีสำหรับฟาร์มเลี้ยงกุ้งทะเล มกอช. ได้ทบทวนขั้นตอนการจัดทำมาตรฐาน ให้สอดคล้องและเป็นไปตามข้อกำหนดของ Global Sustainability Seafood Initiatives (GSSI) โดยการปรับปรุงองค์ประกอบของคณะกรรมการวิชาการพิจารณาร่างมาตรฐานให้ครอบคลุมภาคส่วนที่เกี่ยวข้องและมีความสมดุล รวมถึงการทบทวนมาตรฐานการปฏิบัติทางการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำที่ดีสำหรับฟาร์มเลี้ยงกุ้งทะเล (มกษ.7401-2562) ซึ่งครอบคลุมข้อกำหนดการปฏิบัติทางการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำที่ดีสำหรับฟาร์มเลี้ยงกุ้งทะเล เช่น กุ้งกุลาดำ กุ้งแชบ๊วย กุ้งขาวแวนนาไม ตั้งแต่ขั้นตอนการเลี้ยง การจับ จนถึงหลังการจับก่อนการขนส่งออกจากฟาร์ม เพื่อให้ได้ผลิตผลกุ้งที่มีคุณภาพดี ปลอดภัยต่อผู้บริโภค โดยคำนึงถึงสุขภาพและสวัสดิภาพสัตว์ ความรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม

และ 6.การแสดงฉลากสินค้าเกษตร เนื่องจากความหลากหลายของสินค้า และกฎระเบียบด้านการแสดงฉลากสินค้าเกษตรที่เกี่ยวข้องอาจทำให้เกิดความไม่ชัดเจนในการนำไปปฏิบัติ ดังนั้น เพื่อให้มีข้อมูลสำหรับอ้างอิงในการกำหนดการแสดงฉลากของสินค้าเกษตร คณะกรรมการมาตรฐานสินค้าเกษตรจึงเห็นสมควรให้จัดทำมาตรฐานฯ นี้ขึ้น ซึ่งครอบคลุมการแสดงฉลากของสินค้าเกษตร ทั้งที่เป็นอาหารและที่ไม่ใช่อาหาร ที่บรรจุในหีบห่อสำหรับผู้บริโภค หรืออยู่ในภาชนะบรรจุที่ไม่ได้จำหน่ายโดยตรงต่อผู้บริโภค แต่ไม่ครอบคลุมการแสดงฉลากของสินค้าเกษตรที่อยู่ในรูปแบบบัลก์ (Bulk) ซึ่งเป็นสินค้าเกษตรที่ไม่ได้บรรจุหีบห่อ และสินค้าเกษตรนั้นสัมผัสโดยตรงกับพื้นผิวสัมผัสของพาหนะที่ใช้ขนส่งสินค้าเกษตรและบรรยากาศ เช่น สินค้าเกษตรที่บรรทุกในท้ายรถบรรทุกแบบเทกอง เป็นต้น

นอกจากนี้ที่ประชุมได้รับทราบผลการดำเนินงานออกใบอนุญาตเป็นผู้ผลิต ผู้ส่งออก ผู้นำเข้าสินค้าเกษตรตามมาตรฐานบังคับ จำนวนทั้งหมด 7 มาตรฐาน ในปีงบประมาณ 2564 นับตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2563 – 31 กันยายน 2564 ได้แก่ 1. หลักปฏิบัติสำหรับกระบวนการรมผลไม้สดด้วยก๊าซซัลเฟอร์ไดออกไซต์ (มกษ.1004-2557) 2. หลักปฏิบัติสำหรับการผลิตเชื้อเห็ด (มกษ.2507-2559) 3. เมล็ดถั่วลิสง ข้อกำหนดปริมาณอะฟลาทอกซิน (มกษ.4702-2557) 4. การปฏิบัติที่ดีสำหรับศูนย์รวบรวมน้ำนมดิบ (มกษ.6401-2557) 5. การปฏิบัติทางการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำที่ดีสำหรับฟาร์มผลิตลูกกุ้งขาวแวนนาไม ปลอดโรค (มกษ.7432-2558) 6. การปฏิบัติที่ดีสำหรับการผลิตทุเรียนแช่เยือกแข็ง (มกษ.9046-2560) และ 7. การปฏิบัติทางการเกษตรที่ดีสำหรับฟาร์มไก่ (มกษ.6909-2562) ซึ่งได้ดำเนินการออกเป็นจำนวนทั้งสิ้น  332 ฉบับ โดยแบ่งเป็นใบอนุญาตผู้ผลิต 236 ฉบับ ผู้ส่งออก 88 ฉบับ และผู้นำเข้า 8 ฉบับ

กรมชลฯดัน3โครงการสำคัญแก้ปัญหาน้ำ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/619271

วันพุธ ที่ 1 ธันวาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

นายประพิศ จันทร์มา อธิบดีกรมชลประทาน เปิดเผยว่า เมื่อเร็วๆ นี้ คณะอนุกรรมการขับเคลื่อนโครงการขนาดใหญ่และโครงการสำคัญที่มี พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธาน ได้เห็นชอบในหลักการโครงการสำคัญและโครงการขนาดใหญ่ที่ดำเนินการโดยกรมชลประทานจำนวน 3 โครงการ ได้แก่ 1.โครงการอ่างเก็บน้ำ น้ำกิ จ.น่าน ความจุ 52.31 ล้านลูกบาศก์เมตร (ลบ.ม.) ระยะเวลาดำเนินการ 6 ปี แล้วเสร็จในปี 2571 ซึ่งมีประชาชนได้รับประโยชน์ 6,305 ครัวเรือน2.โครงการอ่างเก็บน้ำคลองวังโตนด จ.จันทบุรี ความจุ 99.50 ล้าน ลบ.ม.ระยะเวลาดำเนินการ 7 ปี คาดว่าแล้วเสร็จในปี 2571 ซึ่งจะสนับสนุนโครงการพัฒนาแหล่งน้ำพื้นที่เขตเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (EEC) 70 ล้าน ลบ.ม./ปี

ทั้งนี้ จากการศึกษาแผนการพัฒนาลุ่มน้ำคลองวังโตนดของกรมชลประทาน พบว่าหากจะแก้ปัญหาลุ่มน้ำคลองวังโตนดทั้งปัญหาน้ำท่วม น้ำแล้ง และคุณภาพน้ำได้อย่างมีประสิทธิภาพและอย่างยั่งยืน จะต้องสร้างอ่างเก็บน้ำ4 แห่ง ได้แก่ อ่างฯคลองประแกด ความจุ60.26 ล้าน ลบ.ม. อ่างฯคลองพะวาใหญ่ ความจุ 68.10 ล้าน ลบ.ม. อ่างฯคลองหางแมว ความจุ 80.70 ล้าน ลบ.ม. และอ่างฯคลองวังโตนด ขณะนี้ ผ่าน EHIA แล้ว หากแล้วเสร็จจะมีพื้นที่รับประโยชน์ 267,800 ไร่

3.โครงการผันน้ำประแสร์-หนองค้อ-บางพระ ตามแผนจะเริ่มดำเนินการปี 2566ระยะเวลาดำเนินการ 4 ปี แล้วเสร็จในปี 2569 ช่วยเพิ่มปริมาณน้ำให้อ่างเก็บน้ำบางพระ จ.ชลบุรี ปีละประมาณ 80 ล้าน ลบ.ม.โดยทั้ง 3 โครงการดังกล่าว รองนายกฯ เน้นย้ำให้ชี้แจงและประชาสัมพันธ์ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทราบ รวมทั้งสร้างการมีส่วนร่วมของประชาชนในพื้นที่ และที่สำคัญให้ดำเนินงานตามแผนปฏิบัติการป้องกันและแก้ไขผลกระทบสิ่งแวดล้อมอย่างเคร่งครัด

ประภัตรเร่งขานรับนโยบายเมล็ดพันธุ์มอบข้าวให้ชาวนามีผลิตผลคุณภาพดี

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/619269

วันพุธ ที่ 1 ธันวาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

นายประภัตร โพธสุธน รมช.เกษตรและสหกรณ์ กล่าวว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชานายกรัฐมนตรี และรมว.กลาโหม ต้องการยกระดับศักยภาพการผลิตข้าวของไทย โดยลดต้นทุนการผลิตและเพิ่มผลผลิตต่อไร่ เพื่อยกระดับคุณภาพข้าวและชาวนาไทย จึงมอบหมายให้กรมการข้าว เร่งเพิ่มศักยภาพการผลิตและการส่งออกข้าว เพื่อให้ข้าวไทยสามารถแข่งขันได้ในตลาดโลก

นายประภัตร กล่าวต่อว่า ปัจจุบันชาวนาเก็บเมล็ดพันธุ์ข้าวไว้ใช้เองเป็นระยะเวลานานต่อเนื่องนาน 10 ปี ทำให้คุณภาพข้าวและผลผลิตข้าวลดลงกรมการข้าว จึงจัดทำโครงการเปลี่ยนเมล็ดพันธุ์ข้าวหอมมะลิพันธุ์ดี ช่วยลดต้นทุนการผลิต และเพิ่มผลผลิตข้าว โดยมีการประชุมร่วมหารือกับผู้บริหารกรมการข้าวและศูนย์เมล็ดพันธุ์ข้าวทั่วประเทศ เพื่อดำเนินโครงการเปลี่ยนเมล็ดพันธุ์ข้าวหอมมะลิพันธุ์ดี มีเป้าหมายในพื้นที่ปลูกข้าวหอมมะลิของประเทศ 27.5 ล้านไร่ ในฤดูการผลิต 2565-2567แบ่งการดำเนินงานเป็น 3 ปี คือปีที่ 1(ปี 2565) เป้าหมาย 5 ล้านไร่ ปีที่ 2(ปี 2566) เป้าหมาย 10 ล้านไร่ และปีที่ 3(ปี 2567) เป้าหมาย 12.5 ล้านไร่รวมทั้งหมดเป็น 27.5 ล้านไร่

นายณัฏฐกิตติ์ ของทิพย์ รองอธิบดีกรมการข้าว เปิดเผยว่า จะสนับสนุนเมล็ดพันธุ์ข้าวคุณภาพดีในอัตรา 15 กิโลกรัม/ไร่ ครัวเรือนละไม่เกิน 30 ไร่ ตามที่ขึ้นทะเบียนเกษตรกร ซึ่งจะใช้เมล็ดพันธุ์ข้าวคุณภาพจำนวน 412,500 ตันกรมการข้าว มีเมล็ดพันธุ์คุณภาพเพียงพอต่อการสนับสนุนการขับเคลื่อนโครงการ

‘กรมปศุสัตว์’พร้อมรับมือ ไข้หวัดนกระบาดช่วงฤดูหนาว

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/619270

วันพุธ ที่ 1 ธันวาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

นายสัตวแพทย์สรวิศ ธานีโต อธิบดีกรมปศุสัตว์ เปิดเผยว่า จากรายงานของกระทรวงเกษตรญี่ปุ่น ซึ่งแถลงยืนยันผ่านเว็บไซต์ว่าพบไข้หวัดนกชนิดก่อโรครุนแรงเป็นครั้งแรกในฤดูหนาวปีนี้ ในฟาร์มสัตว์ปีกในเมืองโยโกเตะ จังหวัดอากิตะ ได้ทำลายไก่ไข่ไปแล้วกว่า 143,000 ตัว พร้อมทั้งยืนยันการพบไข้หวัดนกรอบนี้ยังไม่ระบาดสู่คน อีกทั้งองค์การสุขภาพสัตว์โลก (OIE)รายงานพบการระบาดของโรคไข้หวัดนกชนิดความรุนแรงสูง (HPAI) ในต่างประเทศทั่วโลก ตั้งแต่เดือนมกราคมที่ผ่านมาถึงปัจจุบัน พบว่ามีการระบาดมากถึง4,122 จุด รวมทั้งพบการระบาดของโรคนี้ในประเทศเพื่อนบ้าน ได้แก่ เวียดนาม กัมพูชา และลาว พบสายพันธุ์ H5N1 H5N6 และ H5N8 กอปรกับประเทศไทยเข้าสู่การเปลี่ยนฤดูกาลจากฤดูฝนเป็นฤดูหนาว ทำให้สัตว์ปีกเกิดความเครียด ระดับภูมิคุ้มกันต่ำมีโอกาสเกิดโรคระบาดได้

อย่างไรก็ดี แม้ว่าประเทศไทยจะไม่พบรายงานการเกิดโรคไข้หวัดนก มาแล้วเป็นระยะเวลา 12 ปี แต่กรมปศุสัตว์ ยังคงเตรียมความพร้อมและป้องกันโรคไข้หวัดนกเข้าสู่ประเทศอย่างต่อเนื่อง โดยสั่งการเจ้าหน้าที่ในพื้นที่เข้าตรวจเยี่ยมเกษตรกรผู้เลี้ยงสัตว์ปีกอย่างใกล้ชิด เฝ้าระวังโรคสัตว์ตามแนวชายแดนอย่างเข้มงวด สุ่มเก็บตัวอย่างสัตว์ปีกในพื้นที่เสี่ยง เช่น พื้นที่ตามแนวชายแดน พื้นที่นกอพยพ พื้นที่นกวางไข่ พื้นที่มีการเลี้ยงสัตว์ปีกหนาแน่น เป็นต้น เข้มงวดการเคลื่อนย้ายสัตว์และซากสัตว์ปีกภายในประเทศ ชะลอการนำเข้าสัตว์และซากสัตว์ปีกจากประเทศที่เกิดโรคไข้หวัดนก

ส่วนสัตว์ปีกเลี้ยงในระบบฟาร์มให้เข้มงวดความปลอดภัยทางชีวภาพขั้นสูงสุด เช่น การทำความสะอาด ฆ่าเชื้อโรคในโรงเรือน และบริเวณโดยรอบ อย่างน้อยสัปดาห์ละ 1 ครั้ง สัตวแพทย์ควบคุมฟาร์มเข้มงวดเรื่องระบบความปลอดภัยภายในฟาร์ม ควบคุมการเข้า-ออกฟาร์ม ให้ฉีดพ่นยานพาหนะทุกคัน รณรงค์
ทำความสะอาดและพ่นยาฆ่าเชื้อโรคในพื้นที่เสี่ยงต่างๆ ได้แก่ พื้นที่นกอพยพอาศัยอยู่ พื้นที่ตามแนวชายแดน พื้นที่เลี้ยงสัตว์ปีกหนาแน่น เป็นต้น ตลอดจนผลักดันระบบการเลี้ยงสัตว์ปีกให้เข้าระบบมาตรฐาน GAP หรือ GFM รวมถึงประสานความร่วมมือกับหน่วยงานภายในประเทศ อาทิ กระทรวงสาธารณสุข กรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธุ์พืช ตลอดจนหน่วยงานระหว่างประเทศอย่างต่อเนื่อง

นอกจากนั้นกรมปศุสัตว์ ยังขอความร่วมมือเกษตรกรผู้เลี้ยงสัตว์ปีก สังเกตอาการสัตว์อย่างใกล้ชิด หากพบสัตว์ปีกป่วยตายผิดปกติ ก็อย่านำสัตว์ปีกไปจำหน่ายจ่ายแจก หรือนำไปประกอบอาหารโดยเด็ดขาด ขอให้แจ้งเจ้าหน้าที่ปศุสัตว์อำเภอ อาสาปศุสัตว์อาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้านเจ้าหน้าปศุสัตว์ในพื้นที่ทันที เพื่อให้เจ้าหน้าที่ปศุสัตว์ได้ลงพื้นที่ตรวจสอบและดำเนินมาตรการควบคุมโรคได้ทันที หากมีข้อสงสัยสามารถติดต่อได้ที่สำนักงานปศุสัตว์อำเภอหรือสำนักงานปศุสัตว์จังหวัดใกล้บ้าน สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่สำนักควบคุม ป้องกันและบำบัดโรคสัตว์กรมปศุสัตว์ หรือสายด่วนกรมปศุสัตว์ โทร.09-6301-1946 หรือแจ้งผ่านApplication : DLD 4.0 ได้ตลอดเวลา

รู้เร็วสงบโรคได้เร็ว! ‘ปศุสัตว์’ยันไทยปลอดโรคอหิวาต์แอฟริกาหมู-ไข้หวัดนก

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/619153

รู้เร็วสงบโรคได้เร็ว! 'ปศุสัตว์'ยันไทยปลอดโรคอหิวาต์แอฟริกาหมู-ไข้หวัดนก

วันอังคาร ที่ 30 พฤศจิกายน พ.ศ. 2564, 13.29 น.

“ปศุสัตว์”เผยรู้เร็วสงบโรคได้เร็ว ยันไทยปลอดโรคอหิวาต์แอฟริกาหมู-ไข้หวัดนก คุมระบาดลัมปีสกินได้ แถมไม่พบกาฬโรคม้าปีกว่าแล้ว

เมื่อวันที่ 30 พฤศจิกายน 2564 นายสรวิศ ธานีโต อธิบดีกรมปศุสัตว์ กล่าวว่า สืบเนื่องจากรายงานการระบาดของโรคในสัตว์ในประเทศเพื่อนบ้านและประเทศต่างๆ ได้แก่ โรคอหิวาต์แอฟริกาในสุกร (ASF) พบทั่วโลกและมีแนวโน้มขยายเป็นวงกว้างขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในทวีปเอเชีย ได้แก่ สาธารณรัฐประชาชนจีน ฮ่องกง เมียนมา ฟิลิปปินส์ เกาหลีใต้ อินเดีย อินโดนีเซีย เวียดนาม และสปป.ลาว โรคไข้หวัดนก (HPAI) พบการระบาดของโรคไข้หวัดนกในประเทศเพื่อนบ้าน ได้แก่ ประเทศเวียดนาม กัมพูชา และสปป.ลาว ซึ่งตอนนี้ต้องมีการเฝ้าระวังเป็นพิเศษ เนื่องด้วยประเทศไทยเข้าสู่การเปลี่ยนฤดูกาล จากฤดูฝนเป็นฤดูหนาว ทำให้สัตว์ปีกเกิดความเครียด ระดับภูมิคุ้มกันต่ำมีโอกาสเกิดโรคระบาดได้ รวมถึงโรคกาฬโรคแอฟริกาในม้า (AHS) ที่มีแมลงเป็นพาหะ และล่าสุดคือโรคลัมปี สกิน (Lumpy skin) ที่ก่อโรคในโค-กระบือ ซึ่งถือเป็นโรคอุบัติใหม่ครั้งแรกในประเทศไทยต้นปี 64

กรมปศุสัตว์ในฐานะหน่วยงานที่กำกับดูแลด้านสุขภาพสัตว์และการบริการให้ความช่วยเหลือเกษตรกร ได้ติดตามสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคอย่างใกล้ชิดเข้มงวดในทุกพื้นที่ของประเทศไทย เช่น โรคอหิวาต์แอฟริกาในสุกรซึ่งไม่พบการระบาดในประเทศไทย ได้ดำเนินมาตรการลดความเสี่ยงต่อโรคอหิวาต์แอฟริกาในสุกรและโรคระบาดร้ายแรงในสุกรหรือหมูป่าอย่างต่อเนื่อง เข้มงวดการเคลื่อนย้ายและตรวจโรค สร้างด่านพ่นน้ำยาฆ่าเชื้อร่วมกับภาคเอกชน นอกจากนี้ในปี 2563-2564 ได้จ่ายค่าชดใช้ให้แก่เกษตรกรผู้เลี้ยงสุกรที่สุกรที่ถูกทำลายแล้ว จำนวน 3,239 ราย สุกร 112,768 ตัว โดยล่าสุด 23 มีนาคม 2564 ถึง 15 ตุลาคม 2564 อยู่ระหว่างขออนุมัติงบประมาณเพื่อจ่ายค่าชดใช้ราคาสุกรที่ถูกทำลายให้เกษตรกรอีก 4,924 ราย จำนวนสุกร 159,167 ตัว สำหรับโรคไข้หวัดนก ได้มีการเฝ้าระวังโรคสัตว์เชิงรุกตามแนวชายแดนอย่างเข้มงวดต่อเนื่อง การควบคุมป้องกัน การเก็บตัวอย่างตรวจวิเคราะห์ และขอความร่วมมือเกษตรกรผู้เลี้ยงสัตว์ปีกสังเกตอาการสัตว์อย่างใกล้ชิด กรณีที่ผิดปกติเจ้าหน้าที่ปศุสัตว์ในพื้นที่จะได้เร่งดำเนินการช่วยเหลืออย่างเร่งด่วน ซึ่งประเทศไทยได้ปลอดจากโรคไข้หวัดนกมากกว่า 10 กว่าปีแล้ว

ส่วนโรคกาฬโรคแอฟริกาในม้า ซึ่งถือเป็นโรคอุบัติใหม่ในประเทศไทย พบครั้งแรกในปี 2563 นั้น กรมปศุสัตว์ได้เร่งดำเนินการตามมาตรการป้องกัน ควบคุม และกำจัดโรค ร่วมมือกับภาคีเครือข่ายต่างๆ ทั้งภาครัฐและเอกชน เพื่อควบคุมโรคให้อยู่ในพื้นที่ที่จำกัด ลดการแพร่กระจายไปยังพื้นที่อื่นๆ และกำหนดแผนปฏิบัติการการกำจัดโรคกาฬโรคแอฟริกาในม้าเพื่อขอคืนสถานภาพปลอดโรคจากองค์การสุขภาพสัตว์โลก (OIE) โดยเร็ว ซึ่งล่าสุดไม่พบการระบาดของโรค AHS แล้วตั้งแต่เดือนกันยายน 2563 โดยจะขอคืนสถานภาพปลอดโรคจาก OIE ได้ภายในปี 2566 นี้ และโรคลัมปี สกิน ในโค-กระบือ เป็นโรคอุบัติใหม่ในประเทศไทยปี 2564 ได้มีมาตรการต่างๆ ในการควบคุมโรค ทำให้สถานการณ์การระบาดเริ่มดีขึ้น จนล่าสุดสามารถควบคุมการเกิดโรคให้อยู่ในวงพื้นที่จำกัด นอกจากนี้ ได้ช่วยเหลือเยียวยาเกษตรกรผู้ที่ได้รับความเดือดร้อนเสียหาย โดยจ่ายเงินให้ความช่วยเหลือแก่เกษตรกรแล้ว 8 จังหวัด วงเงินกว่า 8.52 ล้านบาท และจะเร่งตรวจสอบเอกสารและทยอยจ่ายเงินให้เกษตรกรผู้เสียหายในแต่ละจังหวัดให้ทันภายในช่วยเทศกาลปีใหม่นี้

อธิบดีกรมปศุสัตว์ กล่าวเพิ่มเติมว่า จากการดำเนินงานของกรมปศุสัตว์และการประสานงานกับทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องทั้งภายในประเทศและต่างประเทศอย่างเข้มงวดต่อเนื่อง ยึดหลัก “รู้เร็ว สงบโรคได้เร็ว” ทำให้ปัจจุบันประเทศไทยยังคงสถานะปลอดโรคอหิวาต์แอฟริกาในสุกรและโรคไข้หวัดนก สามารถควบคุมการเกิดโรคกาฬโรคแอฟริกาในม้า ไม่พบรายงานมาปีกว่าแล้ว และยังคุมการเกิดโรคลัมปี สกินในโค-กระบือให้ในอยู่ในวงพื้นที่จำกัดได้ และเพื่อเป็นการป้องกันและควบคุมโรคได้อย่างยั่งยืน จึงอยากขอความร่วมมือเกษตรกรผู้เลี้ยงสัตว์ยกระดับมาตรฐานความปลอดภัยทางชีวภาพ เพื่อปรับระบบการเลี้ยงให้สามารถป้องกันโรคได้ เช่น การฆ่าเชื้อก่อนเข้าฟาร์ม การกำจัดซาก การป้องกันสัตว์พาหะต่างๆ การห้ามนำเศษอาหารมาเลี้ยงสัตว์ และการทำความสะอาดฆ่าเชื้อในฟาร์มอย่างสม่ำเสมอ ทั้งนี้ หากพี่น้องประชาชนมีข้อสงสัยหรือพบสัตว์ป่วยตายผิดปกติ หรือต้องการความช่วยเหลือจากกรมปศุสัตว์ สามารถแจ้งกรมปศุสัตว์ได้ที่ สำนักงานปศุสัตว์อำเภอหรือสำนักงานปศุสัตว์จังหวัด ทั่วประเทศ หรือสายด่วนกรมปศุสัตว์ 063-225-6888 หรือ Application DLD 4.0 ได้ตลอดเวลา 24 ชั่วโมง

เกษตรฯเพิ่มช่องทางขาย ผลผลิต-สินค้าแปรรูปสู่ผู้บริโภค

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/619034

วันอังคาร ที่ 30 พฤศจิกายน พ.ศ. 2564, 06.00 น.

นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รมว.เกษตรและสหกรณ์ กล่าวภายหลังเปิดงาน “ส่งเสริมสินค้าเกษตรปลอดภัย” ที่ตลาดไชยทิศ เลียบทางรถไฟตลิ่งชัน ว่าจัดงานดังกล่าวเพื่อเพิ่มช่องทางจำหน่ายผลผลิตการเกษตร และสินค้าแปรรูปของเกษตรกร ได้พบผู้บริโภคโดยตรง สนับสนุนนโยบายตลาดนำการเกษตร รวมถึงมีนโยบายนำพาภาคเกษตรไทยสู่ความมั่นคง มั่งคั่ง และยั่งยืน ต่อยอดและปรับเปลี่ยนจากฐานเดิมที่มีอยู่ แก้ปัญหาให้พี่น้องเกษตรกรทุกมิติ วางรากฐานโครงสร้างให้เกิดผลในระยะสั้นและระยะยาว ขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ชาติ ร่วมกับภาครัฐ ภาคธุรกิจ และภาคประชาสังคมมุ่งเน้นพัฒนาอาชีพด้านการเกษตร ช่วยเหลือเกษตรกรและแก้ปัญหาความเดือดร้อน เช่น ราคาผลผลิตตกต่ำ ผลผลิตล้นตลาด ต้นทุนการผลิตสูง

นอกจากนี้ ยังเสริมสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันด้านต่างๆ เพื่อสร้างความสมดุลทั้งการผลิตและการตลาด มุ่งหวังให้เกษตรกรสามารถผลิตสินค้าได้ตามความต้องการของตลาด ส่งผลให้เกษตรกรรู้จักวางแผนการผลิตที่มีประสิทธิภาพ ตลอดจนการผลิตสินค้าเกษตร สินค้าแปรรูป และสินค้าหัตถกรรมต่างๆ ที่มีมาตรฐาน เช่น GAP เกษตรอินทรีย์ มีคุณภาพและความปลอดภัยยกระดับเป็นสินค้าพรีเมี่ยม พร้อมเข้าสู่ทุกช่องทางการตลาดที่มีศักยภาพ ก้าวทันความเปลี่ยนแปลงของโลกยุคดิจิทัล ตอบโจทย์ตามความต้องการของผู้บริโภค นำไปสู่การเป็นภาคการเกษตรแบบครบวงจรที่เกษตรกรสามารถสร้างรายได้ และพึ่งพาตนเองได้

ด้านนายขจร เราประเสริฐ รองอธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวว่า ได้ดำเนินงานตามนโยบายรัฐบาล และกระทรวงเกษตรฯ เน้นการส่งเสริมการผลิตตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ ให้ประเทศไทยเป็นครัวโลก และขับเคลื่อนนโยบายตลาดนำการผลิตเพื่อให้เกิดการสร้างรายได้แก่เกษตรกร ตลอดจนพัฒนาเสริมสร้างศักยภาพและเพิ่มช่องทางการตลาดให้กับเกษตรกร กลุ่มวิสาหกิจชุมชน กลุ่มเกษตรกรในระบบส่งเสริมเกษตรแบบแปลงใหญ่ และกลุ่มส่งเสริมการเกษตรต่างๆ ซึ่งการจัดงานครั้งนี้ได้รับความร่วมมืออย่างดีจากสำนักงานเกษตรจังหวัด 6 จังหวัด กลุ่มเกษตรกรสมาชิกตลาดเกษตรกร กลุ่มวิสาหกิจชุมชน กลุ่มเกษตรแปลงใหญ่ฯลฯ ในการนำสินค้ามาจำหน่าย และขอขอบคุณผู้บริหารตลาดไชยทิศ ที่เอื้อเฟื้อสถานที่จัดงาน

ทั้งนี้ ผู้บริโภคจะได้บริโภคสินค้าที่มีคุณภาพ ปลอดภัย ในราคาที่เหมาะสมจากเกษตรกรโดยตรง และช่วยลดปัญหาสินค้าล้นตลาดหรือราคาตกต่ำ โดยได้รับการสนับสนุนและจัดเตรียมพื้นที่ในการวางจำหน่ายสินค้าโดยไม่คิดมูลค่า 34 แผงค้า และรับผิดชอบค่าสาธารณูปโภคด้านไฟฟ้า น้ำประปา ตลอดจนร่วมประชาสัมพันธ์กิจกรรมการจัดงาน สำหรับกิจกรรมภายในงานมีเกษตรกรมาร่วมออกร้านจำหน่ายสินค้าผลผลิตทางการเกษตร ได้แก่ พืชผัก ผลไม้ ข้าวสารและผลิตภัณฑ์แปรรูปทางการเกษตรจาก จ.นนทบุรี นครปฐม สมุทรสาคร ชุมพร ชัยนาท และ กทม.