สมาคมกุ้งฯชมกรมประมง ช่วยเหลือดูแลเกษตรกรผู้เลี้ยง

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/618795

วันจันทร์ ที่ 29 พฤศจิกายน พ.ศ. 2564, 06.00 น.

น.ส.พัชรินทร์ จินดาพรรณ นายกสมาคมกุ้งตะวันออกไทย เปิดเผยว่า กรมประมง โดยบอร์ดกุ้ง (Shrimp board) ได้ช่วยเหลือพี่น้องเกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้ง สร้างความมั่นใจในการกำกับดูแลคุณภาพและความปลอดภัยของกุ้งนำเข้าจาก
ต่างประเทศอย่างเคร่งครัด ทั้งนี้ สมาคมฯ มีข้อเสนอให้กรมประมง พิจารณามาตรการเพื่อรักษาเสถียรภาพผลผลิต และราคากุ้งในระยะยาว ลดความเสี่ยงราคากุ้งตกต่ำ สนับสนุนการเติบโตอย่างยั่งยืนให้เกษตรกร และอุตสาหกรรมกุ้งทั้งระบบ เราไม่เคยคัดค้านการนำเข้ากุ้งจากต่างประเทศ ซึ่งต้องขอบคุณเจ้าหน้าที่ซึ่งช่วยเหลือบรรเทาความเดือดร้อนของ
ผู้เลี้ยงกุ้ง อย่างต่อเนื่อง

น.ส.พัชรินทร์ เปิดเผยด้วยว่า สมาคมฯ เข้าใจดีว่าการเกิดโรคระบาดในกุ้ง ประเด็นความไม่แน่นอนของผลผลิต เป็นความท้าทายและความเสี่ยงสำคัญของการผลิตและส่งออกกุ้งไทย หากมีมาตรการที่เหมาะสมและมีประสิทธิภาพ จะช่วยรักษาเสถียรภาพราคาสินค้าในระยะยาวได้ ซึ่งเป็นประโยชน์ต่ออุตสาหกรรมกุ้งตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ
พี่น้องเกษตรกรมีความมั่นใจในการเพิ่มผลผลิตให้มีคุณภาพ ปลอดภัย มีมาตรฐาน ตรวจสอบย้อนกลับได้ ตอบรับความต้องการบริโภค การแปรรูป และการส่งออกได้อย่างเพียงพอ ในราคาที่เป็นธรรม สนับสนุนการเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศโดยรวม

“มาตรการประกาศราคาขั้นต่ำที่เหมาะสม จะช่วยให้พี่น้องเกษตรกรเลี้ยงกุ้งด้วยความมั่นใจ ส่งผลดีต่อผู้ประกอบการตลอดสายการผลิต ไม่ต้องเสี่ยงกับปัญหาราคาและปริมาณวัตถุดิบที่ผันผวน ช่วยให้ไทยมีขีดความสามารถการแข่งขันในเวทีการค้าโลกมากขึ้น และสามารถทวงคืนการเป็นผู้นำในการผลิตและการส่งออกสินค้ากุ้งคุณภาพสูงในที่สุด” น.ส.พัชรินทร์ กล่าว

‘ก.เกษตรฯ’บังคับ3กฎกระทรวงใหม่โรงฆ่าเข้ม‘ผลิต-ขนส่ง-ขออนุญาต’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/618546

‘ก.เกษตรฯ’บังคับ3กฎกระทรวงใหม่โรงฆ่าเข้ม‘ผลิต-ขนส่ง-ขออนุญาต’

วันเสาร์ ที่ 27 พฤศจิกายน พ.ศ. 2564, 09.23 น.

เกษตรฯ บังคับ 3 กฎกระทรวงใหม่โรงฆ่า เข้มผลิต ขนส่ง และขออนุญาต มุ่งยกระดับมาตรฐาน ดันครัวไทยสู่ครัวโลกอย่างปลอดภัยและยั่งยืนในยุคโควิด

นายสัตวแพทย์สรวิศ ธานีโต อธิบดีกรมปศุสัตว์ กล่าวว่า ตามที่ ดร.เฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้ขับเคลื่อนดันสินค้าเกษตรและอาหารปลอดภัย ให้ยกระดับคุณภาพมาตรฐานสินค้าเกษตร เพื่อสร้างความเชื่อมั่นสินค้าเกษตรและอาหารไทยทั้งในประเทศและต่างประเทศ ภายใต้นโยบาย “ครัวไทยสู่ครัวโลกอย่างปลอดภัยและยั่งยืนในยุคโควิด” โดยสั่งการให้ทุกหน่วยงานในสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ยกระดับคุณภาพมาตรฐาน ดันผลิตสินค้าเกษตรและอาหารปลอดภัยตลอดห่วงโซ่การผลิต ให้เป็นที่ยอมรับและสร้างความเชื่อมั่นในตลาดโลก นั้น

กรมปศุสัตว์ สังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ จึงได้ดำเนินการเสนอออกกฎกระทรวงตามมาตรา 14 แห่งพระราชบัญญัติควบคุมการฆ่าสัตว์เพื่อการจำหน่ายเนื้อสัตว์ พ.ศ.2559 จำนวน 3 ฉบับ ประกอบด้วย 1) กฎกระทรวงการประกอบกิจการฆ่าสัตว์ พ.ศ. 2564 2) กฎกระทรวงการขนส่งสัตว์และเนื้อสัตว์ พ.ศ. 2564 และ 3) กฎกระทรวงการขออนุญาตและการอนุญาตให้ประกอบกิจการฆ่าสัตว์ พ.ศ. 2564 โดยล่าสุดได้ประกาศลงราชกิจจานุเบกษา และมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 25 พฤศจิกายน 2564 เป็นต้นไป มีเนื้อหาสาระสำคัญ ดังนี้ 

1) กฎกระทรวงการประกอบกิจการฆ่าสัตว์ พ.ศ. 2564 ถือเป็นหัวใจสำคัญในพัฒนายกระดับมาตรฐานโรงฆ่าสัตว์ของประเทศไทยให้ปรับปรุงสุขลักษณะในการผลิตเนื้อสัตว์ เพื่อให้ได้เนื้อสัตว์ที่สะอาดและปลอดภัยต่อการบริโภคตามหลักการปฏิบัติที่ดี (Good Manufacturing Practices; GMP) มีการฆ่าสัตว์สอดคล้องตามหลักสวัสดิภาพสัตว์ไม่ทำให้สัตว์ทรมาน และให้มีการจัดการด้านสิ่งแวดล้อมที่เหมาะสม ซึ่งถือเป็นความรับผิดชอบต่อสังคมที่โรงฆ่าทุกแห่งต้องปฏิบัติตาม รวมถึงการจัดให้มีพนักงานตรวจโรคสัตว์เพื่อตรวจโรคสัตว์ก่อนเข้าฆ่า เพื่อป้องกันการระบาดของโรคระบาดจากสัตว์สู่คน (zoonosis) โรคที่เกิดจากอาหารเป็นสื่อ (foodborne disease) และเพื่อควบคุมดูแลกระบวนการผลิตให้มีสุขลักษณะที่ดี

2) กฎกระทรวงการขนส่งสัตว์และเนื้อสัตว์ พ.ศ. 2564 เป็นการส่งเสริมให้มีการจัดการในการขนส่งสัตว์ที่เข้าโรงฆ่าสัตว์ให้สอดคล้องตามหลักสวัสดิภาพสัตว์ และการขนส่งเนื้อสัตว์ที่ออกจากโรงฆ่าสัตว์ต้องมีการกำกับดูแลสุขอนามัยที่เหมาะสม ซึ่งการออกกฎกระทรวงฉบับนี้ เพื่อมุ่งควบคุมจัดการเกี่ยวกับการขนส่งเนื้อสัตว์จากโรงฆ่าถือว่าเป็นการแก้ไขช่องว่างของกฎหมายที่ไม่เคยมีหน่วยงานใดกำกับดูแลมาก่อน

3) กฎกระทรวงการขออนุญาตและการอนุญาตให้ประกอบกิจการฆ่าสัตว์ พ.ศ. 2564 ซึ่งจะมีรายละเอียดหลักเกณฑ์การขออนุญาต และการต่ออายุโรงฆ่าสัตว์ และเพิ่มเติมสำหรับผู้ประกอบการที่ต้องการซื้อขายกิจการโรงฆ่าสัตว์ ที่มีความประสงค์ในการโอนใบอนุญาตประกอบกิจการฆ่าสัตว์ เพื่อการอำนวยความสะดวกแก่ผู้ประกอบการ ซึ่งตามพระราชบัญญัติเดิมไม่ได้มีการกล่าวถึง

อธิบดีกรมปศุสัตว์ กล่าวเพิ่มเติมว่า การที่กรมปศุสัตว์บังคับใช้กฎกระทรวงทั้ง 3 ฉบับนี้ มุ่งเพื่อยกระดับมาตรฐานโรงฆ่าสัตว์ในประเทศไทย ให้ครอบคลุมทั้งกระบวนการการผลิตให้ถูกสุขอนามัย การขนส่งสัตว์ให้สอดคล้องตามหลักสวัสดิภาพสัตว์ และการขนส่งเนื้อสัตว์ให้มีการจัดการที่เหมาะสม เพื่อคุ้มครองผู้บริโภค โดยสอดคล้องตามมาตรฐานสากล ซึ่งเป็นประโยชน์ทั้งต่อภาครัฐ ผู้ประกอบการ และผู้บริโภค รวมถึงช่วยควบคุมกระบวนการผลิตและการขนส่งให้สินค้ามีความปลอดภัยอาหารและถูกสุขอนามัย สร้างความเชื่อมั่นต่อผู้บริโภคและประเทศคู่ค้า เพิ่มมูลค่าการส่งออก สร้างรายได้ให้เกษตรกรและประเทศได้ต่อไป นอกจากนี้ยังเป็นการลดภาระและอำนวยความสะดวกให้แก่ผู้ประกอบการโรงฆ่าสัตว์ในการขออนุญาตและการอนุญาตให้ประกอบกิจการฆ่าสัตว์ได้อีกด้วย

‘ประภัตร’ลุยสุพรรณบุรีแก้น้ำท่วม

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/618163

วันศุกร์ ที่ 26 พฤศจิกายน พ.ศ. 2564, 06.00 น.

นายประภัตร โพธสุธน รมช.เกษตรและสหกรณ์ พร้อมคณะ ลงพื้นที่วัดดอนไข่เต่า ต.วัดโบสถ์ อ.บางปลาม้า จ.สุพรรณบุรี เพื่อติดตามสถานการณ์น้ำรับฟังและหารือแนวทางแก้ไขปัญหา โดยมี นายพงษ์ศักดิ์ อัครมณี รักษาการ ผอ.ส่วนบริหารจัดการน้ำ สำนักงานชลประทานที่ 12 กรมชลประทาน พร้อมด้วยหัวหน้าส่วนราชการ และภาคประชาชน ต้อนรับ

ทั้งนี้ จ.สุพรรณบุรี อยู่ในลุ่มน้ำเจ้าพระยา ช่วงเดือนที่ผ่านมา มีฝนตกใต้เขื่อนหลัก ทำให้ต้องระบายน้ำเข้าสู่เขื่อนเจ้าพระยา จ.ชัยนาท และผันน้ำท้ายเขื่อนเจ้าพระยา สู่ระบบชลประทาน แต่เนื่องจากฝนที่ตกใน จ.สุพรรณบุรีส่งผลให้มวลน้ำมากกว่าระบบชลประทานจะบริหารจัดการได้ ทำให้เกิดน้ำท่วม แต่การบริหารจัดการน้ำ ก็ดูภาพรวมให้เกิดผลกระทบน้อยที่สุด ดังนั้น จ.สุพรรณบุรีจึงมีน้ำมากขึ้น ไม่สามารถระบายลงแม่น้ำท่าจีนได้หมด ส่งผลให้เกิดน้ำท่วมที่อยู่อาศัย อย่างไรก็ดี ขณะนี้สถานการณ์ดีขึ้นแล้ว แต่ยังต้องอาศัยหลายปัจจัยเพื่อกลับสู่ภาวะปกติ ไม่ว่าจะเรื่องน้ำทะเลหนุนหรือปริมาณน้ำฝน

นายประภัตร ได้สั่งการหน่วยงานชลประทานในพื้นที่ เร่งบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชนในทุ่งรับน้ำโพธิ์พระยา อ.สองพี่น้อง อ.บางปลาม้า และอ.อู่ทอง โดยให้ลดการระบายน้ำท้ายเขื่อนกะเสียว ที่ลงสู่แม่น้ำท่าจีน และหน่วงน้ำจากเขื่อนพลเทพ ลดการระบาย พร้อมกับให้โครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาท่าโบสถ์ สามชุก โพธิ์พระยา ร่วมกันผันน้ำเข้าทุ่ง ลดปริมาณน้ำในแม่น้ำท่าจีนนอกจากนี้ ได้ให้กรมชลประทาน สนับสนุนเครื่องผลักดันน้ำที่สะพานข้ามแม่น้ำท่าจีน

รมช.เกษตรฯ ยังสั่งการให้กรมชลประทาน ดูแลในภาพรวม เพื่อให้พี่น้องประชาชน สามารถใช้ชีวิตได้ตามปกติ คาดว่าตามข้อสั่งการน้ำจะลดลง ส่วนการระบายน้ำจากทุ่งน่าจะเป็นช่วงเดือนธันวาคมนี้

‘เฉลิมชัย’ยกสัตวแพทย์ไทย ก้าวสู่ผู้นำในอาเซียน-ระดับโลก

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/618164

วันศุกร์ ที่ 26 พฤศจิกายน พ.ศ. 2564, 06.00 น.

นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รมว.เกษตรและสหกรณ์กล่าวว่า การประชุมวิชาการนานาชาติทางสัตวแพทย์และการเลี้ยงสัตว์ ครั้งที่ 44 ด้วยสถานการณ์แพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ทำให้มีข้อจำกัดในการเดินทางระหว่างประเทศ แต่ไม่เป็นอุปสรรคในการพัฒนาความรู้และความร่วมมือด้านต่างๆ จึงมีการประชุมออนไลน์เสมือนจริง โดยสัตวแพทยสมาคมแห่งประเทศไทยในพระบรมราชูปถัมภ์ เป็นเจ้าภาพหลัก มี นายสัตวแพทย์สรวิศ ธานีโต อธิบดีกรมปศุสัตว์ ที่ปรึกษาสมาคมฯ และคณะ ร่วมจัดประชุมหัวข้อ “สัตว์อยู่ดี คนมีสุข ยุควิถีใหม่” กำหนดจัดงานระหว่างวันที่ 24-26 พฤศจิกายนนี้

การประชุมครั้งนี้ เนื่องในโอกาสครบรอบ 72 ปี สัตวแพทยสมาคมฯ ได้อาศัยความร่วมมือจากสาขาวิชาชีพต่างๆ ทั้งภาครัฐและเอกชนระดับชาติและนานาชาติ เปิดเวทีให้ผู้เชี่ยวชาญ นักวิจัย สาขาวิชาชีพต่างๆ รวมทั้งผู้ประกอบธุรกิจด้านการดูแลสัตว์เลี้ยง และผลิตสัตว์เชิงอุตสาหกรรม ได้แลกเปลี่ยนความรู้ทางวิชาการ ประสบการณ์ทางวิชาชีพ มุ่งเน้นความร่วมมือในการเพิ่มศักยภาพ ขีดความสามารถวิชาชีพสัตวแพทย์ในการขับเคลื่อนประเทศไทย เน้นใช้นวัตกรรมและเทคโนโลยี เข้ามามีส่วนช่วยในการพัฒนาด้านการเลี้ยงสัตว์ เพื่อนำเสนอผลงานทางวิชาการ แลกเปลี่ยนความคิดเห็นและสร้างความร่วมมือให้เกิดขึ้นในระดับภูมิภาคอาเซียนและนานาชาติอย่างเป็นรูปธรรม

จากการพัฒนาศักยภาพและการขับเคลื่อนงานวิชาชีพสัตวแพทย์ในประเทศไทยอย่างต่อเนื่อง ทำให้วงการสัตวแพทย์ไทยมีความก้าวหน้าเป็นผู้นำระดับภูมิภาคอาเซียน มีการสร้างความร่วมมือในด้านวิจัยและนวัตกรรมในระดับนานาชาติ อีกทั้งมีส่วนร่วมในการสร้างเสริมความเข้มแข็งของประเทศในหลายๆ ด้าน เช่น ด้านเศรษฐกิจ และความมั่นคงทางด้านอาหารของประเทศ ระบบอุตสาหกรรมการผลิตสัตว์ รวมถึงด้านสาธารณสุขในระบบการเฝ้าระวัง ควบคุมและป้องกันโรคทั้งในสัตว์และมนุษย์ การรักษาสุขภาพสัตว์เลี้ยงของพี่น้องประชาชน รวมถึงการมีบทบาทหน้าที่สำคัญในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ปศุสัตว์ที่มีคุณภาพได้มาตรฐานอาหารปลอดภัย และสอดคล้องกับข้อกำหนดระหว่างประเทศและสากล ซึ่งประเทศคู่ค้าต่างๆ ให้ความเชื่อมั่น ส่งผลให้ประเทศไทยเป็นประเทศที่ส่งออกผลิตภัณฑ์ปศุสัตว์เป็นอันดับหนึ่งในภูมิภาคอาเซียนและผู้นำในอันดับโลกซึ่งวิชาชีพสัตวแพทย์ถือเป็นบทบาทที่ท้าทายในการควบคุมผลิตภัณฑ์ปศุสัตว์ให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาดโลก โดยปัจจุบันประเทศไทยได้ส่งออกผลิตภัณฑ์ปศุสัตว์รวมมีมูลค่าแล้วมากกว่า 240,000 ล้านบาท ซึ่งแสดงถึงความสำเร็จที่เป็นรูปธรรมอย่างชัดเจน

นายเฉลิมชัย กล่าวอีกว่า ขอชื่นชมและให้กำลังใจผู้ประกอบวิชาชีพสัตวแพทย์ที่ช่วยขับเคลื่อนพัฒนาวงการวิชาชีพสัตวแพทย์ไทยให้ก้าวสู่ระดับภูมิภาคและระดับโลก

เลขาฯสปก.รุดเยี่ยม วิสาหกิจบ้านถ้ำสิงห์ ได้รับรางวัล‘เลิศรัฐ’ สร้างอาชีพเกษตรกร

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/618161

วันศุกร์ ที่ 26 พฤศจิกายน พ.ศ. 2564, 06.00 น.

ดร.วิณะโรจน์ ทรัพย์ส่งสุข เลขาธิการสำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (ส.ป.ก.) พร้อมด้วย นายเอกพงศ์ น้อยสร้าง รองเลขาธิการ ส.ป.ก. และคณะ เข้าตรวจเยี่ยมวิสาหกิจชุมชนกลุ่มกาแฟบ้านถ้ำสิงห์ จ.ชุมพร ในเขตปฏิรูปที่ดินซึ่งได้รับรางวัลเลิศรัฐปี 2564 สาขาการบริหารราชการแบบมีส่วนร่วม ระดับดี ประเภทรางวัลสัมฤทธิผลประชาชนมีส่วนร่วม โดยมีนายนิคม ศิลปศร ประธานวิสาหกิจชุมชนฯ ต้อนรับ และรายงานประวัติความเป็นมา ผลการดำเนินงาน จากนั้นเลขาธิการ ส.ป.ก.ได้มอบโล่รางวัลเลิศรัฐ ที่ได้รับจาก กพร.ให้แก่วิสาหกิจชุมชน 2 กลุ่ม ใน จ.ชุมพร ที่ได้รางวัล คือกลุ่มกาแฟบ้านถ้ำสิงห์ และการบริหารจัดการสินค้าปาล์มน้ำมัน ต.ละแม อ.ละแม ต่อมาประธานวิสาหกิจชุมชนฯ ได้นำคณะของเลขาธิการ ส.ป.ก.เยี่ยมชมพื้นที่ กระบวนการผลิตทั้งกระบวนการคั่วการอบกาแฟ และการบริหารจัดการภายในกลุ่มวิสาหกิจชุมชน

สำหรับวิสาหกิจชุมชนกลุ่มกาแฟบ้านถ้ำสิงห์ ประกอบด้วย เกษตรกรสมาชิกที่ป้อนผลผลิตกาแฟโรบัสต้า 150 ราย จากพื้นที่เพาะปลูกประมาณ 3,700 ไร่ ซึ่งกว่าร้อยละ 90 เป็นเกษตรกรในเขตปฏิรูปที่ดิน โดย ส.ป.ก.ชุมพร ให้การสนับสนุนเกษตรกร ทั้งในส่วนของที่ดินทำกิน แหล่งน้ำสำหรับทำการเกษตร และการรวมกลุ่มของเกษตรกรจนเกิดเป็นวิสาหกิจชุมชนฯ เจ้าของกาแฟตราถ้ำสิงห์ กาแฟขึ้นชื่ออันดับต้นๆ ของ จ.ชุมพร ที่สร้างงาน สร้างตลาด สร้างอาชีพให้เกษตรกรในเขตปฏิรูปที่ดิน ต.ถ้ำสิงห์ และพื้นที่ใกล้เคียง

อธิบดีกรมปศุสัตว์ร่วมถก ขับเคลื่อนนโยบายสำคัญ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/618162

วันศุกร์ ที่ 26 พฤศจิกายน พ.ศ. 2564, 06.00 น.

นายสัตวแพทย์สรวิศ ธานีโต อธิบดีกรมปศุสัตว์ เป็นประธานการประชุมสัมมนาโครงการขับเคลื่อนงานตามนโยบายสำคัญของกรมปศุสัตว์พื้นที่เขต 9 พร้อมด้วยนายบรรจงจงรักษ์วัฒนา ปศุสัตว์เขต 9 น.ส.เยาวนิตย์ บุรีรักษา เลขานุการกรมปศุสัตว์ ผู้แทนกองแผนงาน และหัวหน้าส่วนราชการพื้นที่เขต 9 ผอ.ศูนย์ฯ หัวหน้าด่านฯ และเจ้าหน้าที่ผู้เกี่ยวข้องร่วมประชุม ทั้งนี้ ภารกิจและบทบาทของกรมปศุสัตว์มีหลากหลาย ส่วนนโยบายการขับเคลื่อนการดำเนินงานประกอบด้วย คน (การบรรจุคนและกระจายอัตรากำลังสู่ภูมิภาคและพัฒนาความก้าวหน้าในอาชีพ) เงิน (ใช้งบอย่างคุ้มค่าเกิดประโยชน์สูงสุด) และงาน (ประกอบด้วย 4 ด้านหลัก)ดังนี้ 1.ด้านผลิตและส่งเสริม 2.ด้านสุขภาพและสวัสดิภาพสัตว์ 3.ด้านคุณภาพมาตรฐานสินค้า (food safety) และ 4.ด้านการบริหาร การใช้จ่ายงบประมาณอย่างคุ้มค่า การบริหารบุคลากร การบรรจุแต่งตั้งอย่างเป็นธรรม การปรับปรุงอาคาร สิ่งปลูกสร้าง และยานพาหนะ

สำหรับการปฏิบัติงาน เน้นเชิงรุก ยึดสุจริต โปร่งใสและเป็นธรรม ตามหลักธรรมาภิบาล ด้านงบประมาณ ให้ใช้อย่างคุ้มค่า เกิดประโยชน์สูงสุด และด้านบุคลากร ให้พัฒนาองค์ความรู้ เพิ่มศักยภาพของตนเองเพื่อใช้ประโยชน์ทั้งต่อองค์กรและประเทศชาติ ที่สำคัญคือความรู้รักสามัคคี ให้สามารถขับเคลื่อนหน่วยงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ สามารถช่วยเหลือเกษตรกรได้และสำเร็จตามเป้าหมายการดำเนินงาน

ช่วยเกษตรกร! กรมชลฯเดินเครื่องจ้างแรงงานปี 65 เป้าหมาย 7.5 หมื่นคน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/618043

ช่วยเกษตรกร! กรมชลฯเดินเครื่องจ้างแรงงานปี 65 เป้าหมาย 7.5 หมื่นคน

วันพฤหัสบดี ที่ 25 พฤศจิกายน พ.ศ. 2564, 10.10 น.

25 พ.ย.2564 นายประพิศ จันทร์มา อธิบดีกรมชลประทาน เปิดเผยว่า กรมชลประทาน ได้ดำเนินการตามนโยบายการช่วยเหลือของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ด้วยการดำเนินโครงการจ้างแรงงานชลประทาน เพื่อช่วยเหลือเกษตรกร ในปีงบประมาณ 2565 เพื่อปฏิบัติงานซ่อมแซม บำรุงรักษา ขุดลอก ปรับปรุงงานชลประทาน โครงการส่งเสริมการดำเนินงานอันเนื่องมาจากพระราชดำริ งานก่อสร้างแหล่งน้ำและระบบส่งน้ำเพื่อชุมชน แก้มลิง การจัดการคุณภาพน้ำ รวมทั้งโครงการป้องกันและบรรเทาภัยจากน้ำ เพื่อให้เกษตรกรมีรายได้ทดแทนจากการว่างเว้นการทำการเกษตร โดยในปีนี้ มีแผนจ้างแรงงานวงเงินกว่า 4,465 ล้านบาท สามารถจ้างแรงงานได้ประมาณ 75,000 คน ระยะเวลาการจ้างอยู่ระหว่าง 1 – 10 เดือน วงเงินจ้างแรงงานอยู่ระหว่าง 8,700 – 87,000 บาท/คน โดยเกณฑ์การจ้างแรงงานจะพิจารณากลุ่มเป้าหมาย 4 กลุ่ม ดังนี้ 1. เกษตรที่ขึ้นทะเบียนกับกรมส่งเสริมการเกษตรหรือเกษตรกรในพื้นที่ 2. สมาชิกกลุ่มผู้ใช้น้ำของกรมชลประทานในพื้นที่ 3. ประชาชน และผู้ใช้แรงงานทั่วไป และ 4. หากแรงงานในพื้นที่มีไม่เพียงพอให้พิจารณาจ้างเกษตรกรหรือแรงงานในพื้นที่ใกล้เคียง จากหมู่บ้าน ตำบล อำเภอ จังหวัด และลุ่มน้ำ ตามลำดับ 

ปัจจุบัน (ข้อมูล ณ วันที่ 16 พฤศจิกายน 64) มีการจ้างแรงงานทั่วประเทศไปแล้ว 2,155 คน หรือคิดเป็นร้อยละ 2.87 ของแผนฯ โดยจังหวัดที่มีผลการจ้างแรงงานมากที่สุด 3 ลำดับ ได้แก่ จังหวัดเชียงใหม่ 621 คน จังหวัดร้อยเอ็ด 312 คน และจังหวัดกาฬสินธุ์ 186 คน 

ทั้งนี้ ขอเชิญชวนให้พี่น้องเกษตรกร และประชาชนทั่วไป เข้าร่วมโครงการฯ เพื่อเป็นการสร้างรายได้เสริมหรือทดแทนจากการสูญเสียรายได้ด้านการเกษตร หากเกษตรกรหรือประชาชนที่สนใจเข้าร่วมโครงการฯ สามารถติดต่อสอบถามหรือสมัครได้ที่โครงการชลประทานใกล้บ้าน หรือทางสายด่วนกรมชลประทาน 1460 ชลประทานบริการประชาชน

รมว.เกษตรฯ ประกาศหนักแน่น ย้ำขอคืนสถานภาพปลอดกาฬโรคในม้า

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/618038

รมว.เกษตรฯ ประกาศหนักแน่น ย้ำขอคืนสถานภาพปลอดกาฬโรคในม้า

วันพฤหัสบดี ที่ 25 พฤศจิกายน พ.ศ. 2564, 09.12 น.

“เฉลิมชัย” ประกาศหนักแน่นย้ำขอคืนสถานภาพปลอดกาฬโรคในม้า หลังไม่พบโรคมาปีกว่าแล้ว

ดร.เฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า ตามที่ได้มีการรายงานพบโรคกาฬโรคแอฟริกาในม้า (African Horse Sickness: AHS) ซึ่งถือเป็นโรคอุบัติใหม่ครั้งแรกในประเทศไทยมีการรายงานพบการเกิดโรคไปองค์การสุขภาพสัตว์โลก (OIE) เมื่อ 27 มีนาคม พ.ศ. 2563 ส่งผลกระทบและสร้างความเสียหายต่อผู้เลี้ยงม้าอย่างมาก ทั้งทางด้านเศรษฐกิจและการท่องเที่ยว เช่น ไม่สามารถจัดการแข่งขันม้าทั้งภายในประเทศและระดับนานาชาติ ไม่สามารถเคลื่อนย้ายม้าข้ามจังหวัดหรือออกนอกประเทศ ไม่สามารถนำม้าให้บริการนักท่องเที่ยวหรือทำสันทนาการได้ ทำให้ผู้เลี้ยงม้าขาดรายได้ เพื่อเป็นการลดผลกระทบให้น้อยที่สุดและควบคุมโรคในวงจำกัด จึงได้ให้ความสำคัญใส่ใจมาตั้งแต่ต้นและมีนโยบายสั่งการเร่งด่วนให้กรมปศุสัตว์ดำเนินการควบคุมโรคทันที นั้น

นายสัตวแพทย์สรวิศ ธานีโต อธิบดีกรมปศุสัตว์ กล่าวว่า กรมปศุสัตว์รับสนองนโยบาย ได้เร่งดำเนินการพร้อมด้วยภาคีเครือข่าย หน่วยงานภาครัฐและหน่วยงานเอกชนที่เกี่ยวข้องร่วมมือกันอย่างต่อเนื่อง เพื่อลดความเสียหายให้เกิดขึ้นน้อยที่สุด โดยขอให้ทุกหน่วยงานร่วมกันดำเนินการตามมาตรการป้องกัน ควบคุม และกำจัดโรค เพื่อควบคุมโรคให้อยู่ในพื้นที่ที่จำกัดลดการแพร่กระจายไปยังพื้นที่อื่นๆ ได้กำหนดแผนปฏิบัติการการกำจัดโรคกาฬโรคแอฟริกาในม้าเพื่อขอคืนสถานภาพปลอดโรคจากองค์การสุขภาพสัตว์โลก (OIE) โดยแนวทางดำเนินการประกอบด้วย 3 ระยะ คือ ระยะที่ 1 ระยะเผชิญเหตุ ระยะที่ 2 ระยะเฝ้าระวังและป้องกันการอุบัติซ้ำของโรค และระยะที่ 3 ขอคืนสถานภาพรับรองการปลอดโรค AHS ในประเทศไทยจาก OIE โดยตามข้อกำหนดของ OIE (OIE Terrestrial Animal Health Standards Commission, 2018) ระบุเงื่อนไขในการขอคืนสถานภาพปลอดโรคจะต้องไม่พบม้าป่วยใหม่เพิ่มเติมในประเทศไทยเป็นระยะเวลา 2 ปี และต้องมีการหยุดการใช้วัคซีนภายในประเทศก่อนเป็นเวลาอย่างน้อย 1 ปี จึงจะสามารถดำเนินการขอคืนสถานะปลอดโรคนี้จาก OIE ได้ โดย OIE ได้กำหนดการขอคืนสถานะปลอดโรค AHS ในรูปแบบของ free country หรือ free zone ไว้ด้วย

จากการดำเนินงานอย่างเข้มงวดและความร่วมมือจากทุกฝ่ายอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้ ณ ปัจจุบัน ประเทศไทยไม่พบการระบาดของโรค AHS แล้วตั้งแต่เดือนกันยายน 2563 เพื่อเป็นการเฝ้าระวังและขอคืนสถานภาพปลอดโรค AHS จาก OIE ได้โดยเร็ว กรมปศุสัตว์จึงเร่งขับเคลื่อนมาตรการต่างๆ ได้แก่ การเฝ้าระวังโรค การควบคุมเคลื่อนย้าย การควบคุมแมลงและพาหะ และการเฝ้าระวังโรคในกลุ่มเป้าหมายเฉพาะหรือพื้นที่เฉพาะ (Sentinel surveillance) ซึ่งจากข้อมูลที่กรมปศุสัตว์ได้ดำเนินการมาตั้งแต่ต้นจนพบม้าป่วยตัวสุดท้าย สามารถขอคืนสถานภาพปลอดโรคจาก OIE ได้ภายในปี 2566 นี้ นอกจากนี้เพื่อเป็นการสร้างความเชื่อมั่นในการดำเนินงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้องสอดคล้องกับข้อกำหนดสุขภาพสัตว์บกของ OIE กรมปศุสัตว์จึงได้หารือ Dr. Susanne Muensterman ที่ปรึกษา OIE มาตั้งแต่ต้น โดย Dr. Susanne มีกำหนดเดินทางมาประเทศไทย ระหว่างวันที่ 21-27 พฤศจิกายน 2564 เพื่อเป็นที่ปรึกษาและตรวจประเมินการดำเนินงานควบคุมและกำจัดโรค AHS ของประเทศไทยให้มีความสอดคล้องกับข้อกำหนดสุขภาพสัตว์บกของ OIE ก่อนที่ประเทศไทยจะยื่นขอรับรองคืนสถานภาพปลอดโรค

สำหรับกำหนดการเข้าเยี่ยมชมห้องปฏิบัติการ ด่านกักกันสัตว์ สถานที่กักสัตว์ และสถานที่ที่มีสัตว์ sentinel เพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูลและหารือในประเด็นต่างๆ กับเจ้าหน้าที่กรมปศุสัตว์และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ซึ่งล่าสุดวันที่ 24 พฤศจิกายน 2564 นี้ กรมปศุสัตว์ได้จัดประชุมหารือร่วมภาคีเครือข่าย Mr. Harald Link นายกสมาคมกีฬาขี่ม้าแห่งประเทศไทย และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยมี Dr. Susanne ร่วมประชุมหารือด้วย โดย Dr. Susanne ได้ให้ข้อเสนอแนะในการจัดทำเอกสาร รวมทั้งการปรับแนวทางและกิจกรรมการเฝ้าระวังโรคให้ครอบคลุมและครบถ้วนยิ่งขึ้น เช่น ปรับแผน Sentinel surveillance เพิ่มการเฝ้าระวังทางห้องปฏิบัติการในสัตว์กลุ่มม้าลายในพื้นที่เสี่ยง และเพิ่มการประชาสัมพันธ์ต่อผู้มีส่วนได้ส่วนเสียเพื่อสร้างความรู้ ความเข้าใจให้มากขึ้น

รมว.กษ. กล่าวเพิ่มเติมว่า ขอให้มั่นใจประเทศไทยได้ดำเนินการสอดคล้องตามข้อกำหนดและข้อเสนอแนะของ OIE สามารถขอคืนสภาพปลอดโรค AHS ภายในปี พ.ศ. 2566 นี้ได้แน่นอน ซึ่งการเดินทางมาในครั้งนี้ของ Dr. Susanne จะเป็นประโยชน์กับกรมปศุสัตว์และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างมาก หากคืนสถานภาพปลอดโรคได้จะทำให้ประเทศไทยลดผลกระทบและความสูญเสียจากโรคดังกล่าว อุตสาหกรรมม้าของประเทศกลับสู่ปกติ และสามารถจัดการแข่งขันกีฬาขี่ม้าในระดับนานาชาติ ซึ่งสร้างมูลค่ามหาศาลให้กับประเทศไทยได้ต่อไปในอนาคต

คปก.กำหนดค่าตอบแทน ใช้ที่ส.ป.ก.เยียวยาผู้กระทบจากโควิด

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/617966

วันพฤหัสบดี ที่ 25 พฤศจิกายน พ.ศ. 2564, 06.00 น.

ดร.ทองเปลว กองจันทร์ ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวภายหลังประชุมคณะกรรมการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (คปก.) ครั้งที่ 5/2564 ว่ามีวาระสำคัญในการอนุมัติโครงการและใช้เงินกองทุนการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม เป็นค่าใช้จ่ายเพื่อพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานในแปลงที่ดินที่ได้จากการยึดคืนพื้นที่ตามคำสั่งหัวหน้า คสช.ที่ 36/2559 ตลอดจนการรายงานผลการปฏิบัติงานตามกรอบหลักเกณฑ์การประเมินผลการดำเนินงานกองทุนการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมประจำปีบัญชี 2564 ไตรมาสที่ 4 โดย ส.ป.ก.เสนอร่างประกาศ คปก.เรื่อง หลักเกณฑ์การกำหนดอัตราค่าตอบแทนการใช้ที่ดินหรืออสังหาริมทรัพย์สำหรับกิจการที่เป็นการสนับสนุนหรือเกี่ยวเนื่องกับการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม พ.ศ. 2564 ตามมติ คปก.ครั้งที่ 3/2564 ซึ่งเล็งเห็นความสำคัญของการลดความเหลื่อมล้ำทางสังคม โดยพิจารณาหลักเกณฑ์การกำหนดอัตราค่าตอบแทนการใช้ที่ดิน หรืออสังหาริมทรัพย์ สำหรับกิจการที่เป็นการสนับสนุนหรือเกี่ยวเนื่องกับการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมที่จะเรียกเก็บค่าตอบแทนจากผู้ได้รับการจัดที่ดิน และมีหลักเกณฑ์การลดค่าตอบแทน การปรับปรุงค่าตอบแทน การทบทวนอัตราค่าตอบแทน และการคำนวณค่าตอบแทนเพื่อเป็นการสนับสนุนและลดต้นทุนในกิจกรรมความเป็นอยู่ต่างๆ ของเกษตรกรและผู้เช่าที่ดิน

คปก.ยังให้ความสำคัญในเรื่องของสาธารณูปโภคโดยได้อนุมัติโครงการและใช้เงินกองทุนการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม เพื่อเป็นค่าใช้จ่ายตามโครงการก่อสร้างบ่อบาดาลและระบบสูบน้ำโซลาร์เซลล์ พร้อมกับหอถังสูงเพื่อการอุปโภค-บริโภค ในแปลงที่ดินที่ได้จากการยึดคืนพื้นที่ ตามคำสั่งหัวหน้า คสช.ที่ 36/2559 แปลงที่ดิน No 83 โซน 5 และ 6 จ.ชุมพร ที่ผ่านมา ส.ป.ก.ได้ปรับพื้นที่และปรับปรุงถนนสายหลัก ผิวจราจรหินคลุก ช่วยให้เกษตรกรสามารถเข้าถึงแปลงและขนส่งผลผลิตจากแปลงไปสู่ตลาดได้สะดวก ตลอดจนการพัฒนาแหล่งน้ำเพื่อการเกษตรแบบครบวงจร

ด้านนายวิณะโรจน์ ทรัพย์ส่งสุข เลขาธิการ ส.ป.ก.กล่าวว่า การอนุมัติโครงการและใช้เงินกองทุนการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมครั้งนี้ เป็นการพัฒนาแปลงที่ดินตามโครงการพัฒนาแปลงที่ดินที่ได้จากการยึดคืนพื้นที่ ตามคำสั่งหัวหน้า คสช.ที่ 36/2559 ซึ่งอนุมัติหลักการใช้เงินกองทุนการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม เพื่อเป็นค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานในการพัฒนาทั้งสิ้น7 กิจกรรม มีการอนุมัติโครงการที่ขอใช้เงินกองทุนการปฏิรูปที่ดินฯ ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2560–2564ไปแล้ว 74 โครงการ 5 กิจกรรม ดำเนินงานในพื้นที่ 12 จังหวัด จำนวน 39 แปลง จำนวนเงินทั้งสิ้น 218,526,362.00 บาท และเบิกจ่ายแล้ว148,445,857.27 บาท ส.ป.ก.ได้เยียวยาช่วยเหลือเกษตรกร ผ่านการสนับสนุนสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำให้กับเกษตรกรในเขตปฏิรูปที่ดิน ผู้ซึ่งได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ปีงบประมาณ2563-2564 รวม 45 จังหวัด เกษตรกร 4,162 ราย เป็นเงิน 146.32 ล้านบาท และช่วยลดภาระหนี้สินให้เกษตรกรในเขตปฏิรูปที่ดินที่ได้รับผลกระทบโดยผ่อนผันการชำระเงินกู้รายงวด หรือขยายระยะเวลาการชำระหนี้เงินกู้ออกไป 1 ปี

‘ประภัตร’วางแผนดึงน้ำ เก็บอ่างฯเพนียดแก้แล้ง

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/617962

วันพฤหัสบดี ที่ 25 พฤศจิกายน พ.ศ. 2564, 06.00 น.

นายประภัตร โพธสุธน รมช.เกษตรและสหกรณ์ พร้อมด้วยนายศุภภิมิตร เปาริก รอง ผวจ.ลพบุรี ลงพื้นที่ ต.เพนียด อ.โคกสำโรง จ.ลพบุรี วางแผนสูบน้ำพื้นที่น้ำท่วมขัง มาเก็บกักที่อ่างเก็บน้ำเพนียดเพื่อใช้ประโยชน์หลังฤดูฝน โดยสั่งการให้ อบต.เพนียด นำท่อขนาด 1 เมตร 2 แถว วางเชื่อมต่อระหว่างอ่างเก็บน้ำเพนียด ซึ่งมี 2 ส่วน ให้เชื่อมต่อถึงกัน เพื่อเก็บน้ำให้ได้ปริมาณเพิ่มขึ้นจาก 1 ล้านลูกบาศก์เมตร (ลบ.ม).เพิ่มเป็น 3 ล้านลบ.ม. และให้โครงการชลประทาน จ.ลพบุรี ทำถนนคันรอบอ่างเก็บน้ำเพนียดเพื่อเป็นสถานที่ท่องเที่ยว และให้สำนักงานประมง จ.ลพบุรี จัดหาพันธุ์ปลา กุ้ง มาปล่อยเป็นแหล่งอาหารให้ประชาชน

นอกจากนี้ นายประภัตร ได้สั่งการให้แก้ไขปัญหาการตื้นเขินของลำคลองหนองยายลักษณ์ ข้าง อบต.เพนียด ซึ่งมีความยาว 100 เมตร โดยขุดลอกสองข้างลำคลอง และวางท่อลำคลองรับการระบายน้ำจากเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ ระยะทาง 30 กิโลเมตร รวมทั้งขอรับการสนับสนุนเครื่องสูบน้ำระยะไกล 3 กิโลเมตร และ 10 กิโลเมตร จากศูนย์ป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยเขต 16 ชัยนาท เพื่อสูบน้ำจากสระพุ ต.เพนียด มาเก็บไว้ที่อ่างเก็บน้ำเพนียด สำหรับใช้ในช่วงฤดูแล้ง ส่วนคลองลำสนธิ ได้ให้สำนักงานเจ้าท่าภูมิภาคลพบุรี สำรวจและขุดลอกคลอง เพื่อให้ระบายน้ำได้รวดเร็วยิ่งขึ้น