‘ผอ.ชป.13’ เขื่อนแม่กลอง แจก ‘ปุ๋ยผักตบชวา’ ให้เกษตรกรฟรี-ลดต้นทุนการผลิต #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/573396

'ผอ.ชป.13'เขื่อนแม่กลอง แจก'ปุ๋ยผักตบชวา'ให้เกษตรกรฟรี-ลดต้นทุนการผลิต

‘ผอ.ชป.13’เขื่อนแม่กลอง แจก’ปุ๋ยผักตบชวา’ให้เกษตรกรฟรี-ลดต้นทุนการผลิต

วันอาทิตย์ ที่ 16 พฤษภาคม พ.ศ. 2564, 20.20 น.

16 พฤษภาคม 2564 ที่ปากคลองส่งน้ำประปา เขื่อนแม่กลอง หมู่ 1 ต.ม่วงชุม อ.ท่าม่วง จ.กาญจนบุรี นายพงษ์ศักดิ์ ฤทธิสมิต ผู้อำนวยการสำนักงานชลประทานที่ 13 (ผอ.ชป.13) กล่าวว่า กรมอุตุนิยมวิทยาได้ประกาศเมื่อวันที่ 15 พ.ค.ที่ผ่านมาว่าประเทศไทยได้เข้าสู่ฤดูฝนอย่างเต็มตัวแล้ว

ด้วยพลเอกประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี ผู้อำนวยการกองอำนวยการน้ำแห่งชาติ (กอนช.) รวมทั้ง ดร.เฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และนายประพิศจันทร์มา อธิบดีกรมชลประทาน ได้มีบัญชาการให้สำนักงานชลประทานต่างๆในพื้นที่ที่ตนเองเป็นผู้ควบคุมดูแลและสังกัดอยู่ให้ดูแลควบคุมสิ่งกีดขวางทางน้ำ ทั้งในเรื่องของการบริหารจัดการน้ำ

ซึ่งผักตบชวาที่ไหลมารวมกันที่บริเวณหน้าปากคลองส่งน้ำประปา ที่สำนักงานชลประทานที่ 13 รับผิดชอบอยู่เราจะบริหารจัดการไม่ให้ลอยกระจายออกไปนอกพื้นที่บริเวณแม่น้ำแม่กลองชั้นล่างด้านท้ายเขื่อน ซึ่งขณะนี้เราได้นำเครื่องจักรมาจัดเก็บผักตบชวาเหล่านี้ไปกองเอาไว้ที่บริเวณพื้นที่ด้านบนเพื่อให้ผักตบชวากลายเป็นปุ๋ยในโอกาสต่อไป

ซึ่งประโยชน์ที่จะได้รับคือชาวบ้านที่เป็นเกษตรกรในพื้นที่จังหวัดกาญจนบุรี หรือจังหวัดใกล้เคียงสามารถเดินทางมารับปุ๋ยจากผักตบชวาไปใส่พืชไร่ได้ฟรี ซึ่งจะทำให้เกษตรกรลดต้นทุนในการผลิตได้เป็นอย่างดี สำหรับผักตบชวาที่กวาดมารวมกองที่เห็นเป็นการกวาดมารวมกองเป็นครั้งที่ 3 ในรอบ 2 เดือนที่ผ่านมา รอบแรกมีประมาณ 12,000 ตัน รอบที่สองประมาณ 12,000 ตันและรอบที่สาม ประมาณ 16,000 ตัน รวมกันประมาณ 40,000 ตัน

ซึ่งสำนักชลประทานที่ 13 ได้ร่วมกับนายบรรพต สุธรรมพันธุ์ ผู้อำนวยการส่วนบริหารเครื่องจักรกลที่ 6 สังกัดสำนักเครื่องจักรกล ได้บูรณาการร่วมกันเพื่อเก็บผักตบชวาเหล่านี้นำไปกองรวมกันให้กลายเป็นปุ๋ย คาดว่าคงต้องใช้เวลาประมาณ 2 เดือนจึงจะแล้วเสร็จ หลังจากนั้นน้ำที่บริเวณปากคลองส่งน้ำดิบ ไปผลิตน้ำประปาให้กับชาว กทม.ก็จะกลับมาใสสะอาด

และนอกจากนี้สำนักงานชลประทานที่ 13 (ชป.13)ยังได้ระดมกำลังและนำอุปกรณ์เครื่องจักรไปเก็บผักตบชวาที่บริเวณคลองจินดา จังหวัดนครปฐม ที่อยู่ในความรับผิดชอบของ ชป.13 อีกแห่งหนึ่งด้วย

สสส.จับมือกระทรวงเกษตรฯ เสนอประกาศวาระแห่งชาติ ‘ปี 2564 ปีแห่งผักผลไม้สากล’ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/573427

สสส.จับมือกระทรวงเกษตรฯ เสนอประกาศวาระแห่งชาติ 'ปี 2564 ปีแห่งผักผลไม้สากล'

สสส.จับมือกระทรวงเกษตรฯ เสนอประกาศวาระแห่งชาติ ‘ปี 2564 ปีแห่งผักผลไม้สากล’

วันอาทิตย์ ที่ 16 พฤษภาคม พ.ศ. 2564, 15.48 น.

สสส.จับมือกระทรวงเกษตรฯ เสนอประกาศวาระแห่งชาติ “ปี 2564 ปีแห่งผักผลไม้สากล” พร้อมผลักดันนโยบายสนับสนุนการขับเคลื่อนอาหารสุขภาวะ สร้างความมั่นคงทางอาหาร ฟื้นเศรษฐกิจ ช่วยชาติยามวิกฤต ดันเป้าหมายส่งเสริมกินผักผลไม้และอาหารสุขภาวะสู่แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมฯ ฉบับที่ 13 ขานรับการประชุมสุดยอดผู้นำระบบอาหารโลก

ดร.นพ.ไพโรจน์ เสาน่วม ผู้ช่วยผู้จัดการกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) และรักษาการผู้อำนวยการสำนักสร้างเสริมวิถีชีวิตสุขภาวะ สสส. กล่าวในเวทีการหารือสาธารณะ อิ่ม… ดี… มีสุข: สำหรับการประชุมสุดยอดผู้นำระบบอาหารโลก (UNFSS Independent Dialogue in Thailand) ในหัวข้อ “ผักจะเป็นวาระแห่งชาติได้อย่างไร?” ผ่านทางระบบ Zoom Meeting จัดโดยกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ สสส. สถาบันวิจัยประชากรและสังคม มหาวิทยาลัยมหิดล และศูนย์พืชผักโลก (World Vegetable Center : WorldVeg) ว่า สมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติกำหนดให้ปี 2564 เป็น “ปีแห่งผักและผลไม้สากล” (International Year of Fruits and Vegetables, 2021) เพื่อเพิ่มความตระหนักถึงความสำคัญของผักและผลไม้ในเวทีระดับนานาชาติ และระดับโลก ในฐานะที่ประเทศไทยถือเป็นหนึ่งในประเทศสมาชิก ควรทบทวนหรือพัฒนานโยบายที่ให้ความสำคัญกับการกินผักและผลไม้เพื่อสุขภาพ มีคุณค่าทางโภชนาการ พัฒนาแนวทางปฏิบัติที่ดีในการส่งเสริมการกินผักผลไม้ ลดปริมาณผักผลไม้เหลือทิ้ง และสร้างความมั่นคงทางอาหาร ที่ผ่านมากระทรวงสาธารณสุข (สธ.) สสส. และภาคีเครือข่าย ร่วมกันรณรงค์ และประกาศให้ “ปี 2560 เป็นปีแห่งการบริโภคผัก ผลไม้ปลอดภัย” บูรณาการพัฒนาระบบห่วงโซ่การผลิตผักและผลไม้สดปลอดภัยตลอดห่วงโซ่ จาก ต้นน้ำ-กลางน้ำ-ปลายน้ำ แต่จากการสำรวจสถานการณ์การกินผักและผลไม้ในประเทศไทย ปี 2561 – 2562 โดยสถาบันวิจัยประชากรและสังคม มหาวิทยาลัยมหิดล พบว่า คนไทยมีแนวโน้มกินผักและผลไม้เพิ่มมากขึ้น แต่ยังคงกินไม่ถึงตามเกณฑ์องค์การอนามัยโลก (WHO) แนะนำ 400 กรัมต่อวัน โดยในปี 2562 ผลสำรวจพบคนไทยอายุ 15 ปีขึ้นไป กินผักและผลไม้ไม่เพียงพอสูงถึงร้อยละ 62.5

ดร.นพ.ไพโรจน์ กล่าวต่อว่า สสส.ได้จัดทำข้อเสนอแนะเชิงนโยบายเพื่อส่งเสริมการกินผักและผลไม้ปลอดภัยอย่างเพียงพอ เพื่อความมั่นคงทางอาหารอย่างยั่งยืน โดยเชื่อมโยงกับเป้าหมายและยุทธศาสตร์ระดับชาติ เพื่อเตรียมผลักดันเข้าสู่กระบวนการจัดทำแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 13 ร่วมกับกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และภาคีเครือข่าย เพื่อส่งเสริมให้คนไทยกินผักผลไม้ปลอดภัยอย่างเพียงพอเพิ่มขึ้น นำไปสู่การมีสุขภาวะที่ดี ลดความเสี่ยงจากการเกิดโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) นำไปสู่การสร้างความมั่นคงทางอาหาร และเศรษฐกิจของประเทศ ซึ่งเป็นหนึ่งในตัวชี้วัดสำคัญต่อการบรรลุเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน

นายระพีภัทร์ จันทรศรีวงศ์ รองปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ในฐานะผู้ประสานงานหลักของประเทศไทย (National Dialogues Convenor) สำหรับการประชุมสุดยอดผู้นำระบบอาหารโลก กล่าวว่า ในการประชุม UNFSS ประเทศไทยมีเป้าประสงค์สู่การขับเคลื่อนระบบอาหารที่ยั่งยืน 5 ด้าน คือ 1.การเข้าถึงอาหารที่ปลอดภัยและมีคุณค่าทางโภชนาการโดยถ้วนหน้า 2.ปรับเปลี่ยนวิถีการบริโภคเพื่อความยั่งยืน 3.การส่งเสริมระบบการผลิตที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม 4.ส่งเสริมความเสมอภาคในการดำรงชีวิตและมีกระจายคุณค่าอย่างเท่าเทียม และ 5.การสร้างความยืดหยุ่นปรับตัวได้ในทุกวิกฤตโดยเฉพาะในกลุ่มเปราะบาง ซึ่งจุดเริ่มต้นของระบบอาหารสุขภาพที่มีผักเป็นส่วนประกอบ ต้องเริ่มจาก “เมล็ดพันธุ์ผัก” เมล็ดพันธุ์ที่ดีถือเป็นส่วนสำคัญที่นำไปสู่คุณภาพของผลผลิตการเกษตรที่ดี เป็นส่วนช่วยพัฒนานวัตกรรมการเกษตรของไทย ทั้งในด้านคุณภาพและประสิทธิภาพผลผลิต และเป็นหนึ่งยุทธศาสตร์ที่สำคัญของความมั่นคงทางอาหาร (Food Security) ในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศไทย “ผัก” ถือเป็นกรณีศึกษาเพื่อเชื่อมโยงกิจกรรมของระบบอาหาร ตลอดห่วงโซ่คุณค่า ตั้งแต่ ผลิต..จนเป็น..ขยะ จากการผลิต..สู่..การบริโภค ตลอดจนการสร้างองค์ความรู้นวัตกรรมเพื่อให้การบริหารจัดการสอดคล้องกับเป้าหมายและแนวคิดการพัฒนาโมเดลเศรษฐกิจสู่การพัฒนาที่ยั่งยืน ดังนั้นการพลิกโฉมระบบอาหารที่จะตอบสนองต่อ 5 วัตถุประสงค์หลักของระบบอาหารที่ยั่งยืนในบริบทของประเทศไทย จึงมีความจำเป็นเร่งด่วนที่เราทุกคนต้องมาช่วยสร้างสมดุลและร่วมคิดร่วมทำ

ดร.เดลฟีน ลาลูส ผู้อำนวยการศูนย์พืชผักโลก ภาคเอเชียตะวันออกและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ กล่าวว่า ยินดีที่ได้ร่วมมือกับกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ของประเทศไทย และ สสส.ในการสร้างความแข็งแกรงให้กับระบบอาหาร เพื่อบูรณาการแนวทางปฏิบัติที่ยั่งยืนในการผลิต การเก็บเกี่ยว การจัดการหลังการเก็บเกี่ยว การแปรรูป เพื่อส่งเสริมการบริโภคผักที่สำคัญคือความจำเป็นในการเสริมสร้างนโยบายการกินผักที่เป็นอาหารที่ดีต่อสุขภาพ สภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการมีสุขภาวะและการดำรงชีวิตที่ดีขึ้น ซึ่ง WorldVeg มุ่งมั่นอย่างมากที่จะร่วมมือและสนับสนุนรัฐบาลไทยองค์กรภาครัฐและเอกชนของไทย และเกษตรกรในการเพิ่มการผลิตและการบริโภคผักปลอดภัยสำหรับทุกคน

กรมชลฯปรับเพิ่มระบายน้ำ 6 เขื่อนอีสานกลาง แก้ปัญหาประปาเค็ม #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/573393

กรมชลฯปรับเพิ่มระบายน้ำ 6 เขื่อนอีสานกลาง แก้ปัญหาประปาเค็ม

กรมชลฯปรับเพิ่มระบายน้ำ 6 เขื่อนอีสานกลาง แก้ปัญหาประปาเค็ม

วันอาทิตย์ ที่ 16 พฤษภาคม พ.ศ. 2564, 13.58 น.

เมื่อวันที่ 16 พฤษภาคม 2564 นายทวีศักดิ์ ธนเดโชพล รองอธิบดีกรมชลประทาน เปิดเผยว่า กรมชลประทานปรับเพิ่มการระบายน้ำ 6 เขื่อนอีสานกลาง (เขื่อนอุบลรัตน์ เขื่อนลำปาว เขื่อนชนบท เขื่อนมหาสารคาม เขื่อนวังยาง และเขื่อนร้อยเอ็ด) เพื่อเจือจางค่าคลอไรด์ของน้ำชีหน้าเขื่อนร้อยเอ็ด ซึ่งเป็นจุดสูบน้ำดิบของการประปาส่วนภูมิภาคสาขาร้อยเอ็ด หลังพบค่าความเค็มของน้ำประปาเมืองร้อยเอ็ดเกินมาตรฐาน

สืบเนื่องจากก่อนหน้านี้ได้รับรายงานว่า ประชาชนเมืองร้อยเอ็ดได้รับความเดือดร้อนเนื่องจากน้ำประปามีรสเค็มเป็นผลมาจากคลอไรด์ในน้ำสูง ซึ่งการประปาส่วนภูมิภาคสาขาร้อยเอ็ดได้ประสานขอให้ปรับเพิ่มการระบายน้ำลงแม่น้ำชีเพื่อเจือจางค่าคลอไรด์ในแม่น้ำชีบริเวณหน้าเขื่อนร้อยเอ็ด ซึ่งเป็นจุดสูบน้ำดิบของการประปาส่วนภูมิภาคสาขาร้อยเอ็ด จึงสั่งการให้สำนักงานชลประทานที่ 6 ประสานไปยังเขื่อนอุบลรัตน์ จังหวัดขอนแก่น ปรับเพิ่มการระบายน้ำจากวันละ 1.1 ล้าน ลบ.ม.เป็นวันละ 3 ล้าน ลบ.ม.

ทั้งนี้ เพื่อช่วยเติมน้ำลงลำน้ำพองและไหลไปลงแม่น้ำชีที่หน้าเขื่อนมหาสารคาม ปรับเพิ่มการระบายน้ำเขื่อนลำปาวจังหวัดกาฬสินธุ์ เป็นวันละ 0.10 ล้าน ลบ.ม.เพิ่มการระบายน้ำเขื่อนในแม่น้ำชีตั้งแต่เขื่อนชนบทจังหวัดขอนแก่น เพิ่มขึ้นเป็นวันละ 0.24 ล้าน ลบ.ม.เขื่อนมหาสารคาม เพิ่มการระบายน้ำเป็นวันละ 3.10 ล้าน ลบ.ม.เขื่อนวังยาง จังหวัดกาฬสินธุ์ เพิ่มการระบายน้ำเป็นวันละ 3.86 ล้าน ลบ.ม.เขื่อนร้อยเอ็ดระบายน้ำวันละ 4.21 ล้าน ลบ.ม.และรักษาระดับน้ำเก็บกักเขื่อนร้อยเอ็ดไว้ที่ +129.500 เพื่อไม่ให้เกิดผลกระทบกับระบบสูบจ่ายน้ำดิบ จากการตรวจวัดค่าความเค็มบริเวณหน้าเขื่อนร้อยเอ็ด จุดสูบน้ำดิบของการประปาส่วนภูมิภาคาขาร้อยเอ็ด

ซึ่งเมื่อวันที่ 15 พ.ค.64 ที่ผ่านมา ตรวจพบว่าค่าความเค็มที่สูบน้ำดิบของการประปาส่วนภูมิภาคสาขาร้อยเอ็ด อยู่ในเกณฑ์ปกติแล้ว แต่ยังคงกำชับให้เจ้าหน้าที่เฝ้าระวังและติดตามสถานการณ์น้ำและค่าความเค็มในพื้นที่ร่วมกับการประปาฯ อย่างใกล้ชิด เพื่อควบคุมค่าความเค็มในแม่น้ำชีให้อยู่ในเกณฑ์ปกติ เพื่อลดผลกระทบที่เกิดขึ้นกับประชาชนชาวร้อยเอ็ดต่อไป

ข้าวโพดงวดนี้! ‘จุรินทร์’ ช่วยเกษตรกร ประกันรายได้ งวด 7 #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/573370

ข้าวโพดงวดนี้! 'จุรินทร์'ช่วยเกษตรกร ประกันรายได้ งวด7

ข้าวโพดงวดนี้! ‘จุรินทร์’ช่วยเกษตรกร ประกันรายได้ งวด7

วันอาทิตย์ ที่ 16 พฤษภาคม พ.ศ. 2564, 10.44 น.

ข้าวโพดงวดนี้ ! เงินออก 21,071 ครัวเรือน “จุรินทร์” ช่วยเกษตรกร “ประกันรายได้ งวด7” กว่า 1.3 แสนไร่ 

16 พฤษภาคม 2564 นางมัลลิกา บุญมีตระกูล มหาสุข ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า จากนโยบายประกันรายได้เกษตรกร โดย นายจุรินทร์  ลักษณวิศิษฏ์ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ล่าสุดมีประกาศคณะอนุกรรมการกำกับดูแลและกำหนดเกณฑ์กลางอ้างอิงโครงการประกันรายได้เกษตรกรผู้ปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ 

เรื่องกำหนดราคาเกณฑ์กลางอ้างอิงโครงการประกันรายได้เกษตรกรข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ โดยนายจุรินทร์ ให้แจ้งเกษตรกรทราบว่าราคาเกณฑ์กลางอ้างอิงตามโครงการประกันรายได้เกษตรกรผู้ปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ปี 2563/64 งวดที่ 7 สำหรับเกษตรกร ที่ขึ้นทะเบียนเกษตรกรผู้ปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ที่มีวันเพาะปลูกตั้งแต่วันที่ 1 มิถุนายน 2563 – 31 พฤษภาคม 2564 และมีกำหนดเก็บเกี่ยวตั้งแต่วันที่ 20 เมษายน – 19 พฤษภาคม 2564 มีสิทธิได้รับการชดเชยส่วนต่าง รอบจ่ายเงินวันที่ 20 พฤษภาคม 2564 

” สำหรับข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ชนิดเมล็ดความชื้น ไม่เกิน 14.5% กิโลกรัมละ 8.46 บาท ส่วนต่างชดเชยได้กิโลกรัมละ 0.04 บาท ได้รับชดเชยสูงสุดครัวเรือนละ 855.60 บาท โดยมีเกษตรกรได้รับชดเชย ตามข้อมูลของกรมส่งเสริมการเกษตรงวดนี้ จำนวน 21,071 ครัวเรือน 31,914 แปลง 137,433 ไร่ ” นางมัลลิกา กล่าว

ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ระบุว่าโครงการประกันรายได้ปี2 คือโครงการ 2563 / 2564ในพืชเกษตร 5 ชนิด ทั้ง ข้าว มันสำปะหลังยางพารา ปาล์ม และข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ รัฐยังเดินหน้าอย่างเต็มที่ทำให้เกษตรกรไม่ต่ำกว่า 7.6 ล้านครัวเรือนมีหลักประกันและโครงการนี้ก็มั่นคงโดยเฉพาะในภาวะวิกฤติโควิด-19 เกษตรกรยังมีทางรอดด้วยหลักของโครงการประกันรายได้

‘เฉลิมชัย’ รับมอบผลผลิตการเกษตรส่งต่อบุคลากรการแพทย์ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/572844

‘เฉลิมชัย’รับมอบผลผลิตการเกษตรส่งต่อบุคลากรการแพทย์

‘เฉลิมชัย’รับมอบผลผลิตการเกษตรส่งต่อบุคลากรการแพทย์

วันศุกร์ ที่ 14 พฤษภาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ รับมอบผลผลิตทางการเกษตรจากตัวแทนเกษตรกร เป็นกำลังใจให้บุคลากรทางการแพทย์ที่รักษาผู้ป่วยโรค COVID-19 เขตกรุงเทพฯและปริมณฑล ในกิจกรรม “แบ่งปันน้ำใจจากเกษตรกรไทย สู้ภัย COVID-19”

ดร.เฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวว่า กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ให้ความสำคัญในการส่งเสริมเกษตรกรผลิตสินค้าเกษตรทุกชนิดให้สอดคล้องกับความต้องการของผู้บริโภค รวมทั้งเน้นในด้านความปลอดภัย เพื่อให้ผู้บริโภคเกิดความเชื่อมั่นในการเลือกซื้อและบริโภคสินค้าเกษตรไทย ประกอบกับสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรค COVID-19

ในขณะนี้ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ มีความห่วงใยอยากให้คนไทยร่วมกันผ่านพ้นวิกฤติในครั้งนี้ไปให้ได้ ซึ่งในระหว่างที่รัฐบาลกำลังดำเนินการแก้ไขปัญหาอยู่ในขณะนี้ กระทรวงเกษตรฯ จึงขอเป็นส่วนหนึ่งในการส่งกำลังใจไปยังบุคลากรทางการแพทย์ที่ทำหน้าที่ให้การรักษาผู้ป่วย รวมไปถึงผู้ป่วยที่ติดเชื้อ โดยได้มอบหมายให้กรมส่งเสริมการเกษตรเป็นผู้ประสานงานหลักในการจัดกิจกรรม “แบ่งปันน้ำใจจากเกษตรกรไทย สู้ภัย COVID-19” ขึ้น และเตรียมจะขยายผลโครงการ เพื่อให้บุคลากรทางการแพทย์ซึ่งถือเป็นทัพหน้ามีขวัญกำลังใจในการปฏิบัติงานต่อไป

ด้านนายเข้มแข็ง ยุติธรรมดำรง อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวว่า ในปี 2563 ที่ผ่านมา กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยกรมส่งเสริมการเกษตรได้ริเริ่มโครงการสนับสนุนสินค้าเกษตรไทยสู้ภัย COVID-19 ภายใต้ Campaign “ซื้อสินค้าเกษตรไทย เกษตรกรอยู่ได้ ประเทศไทยอยู่รอด” เพื่อแก้ไขปัญหาผลกระทบต่อสินค้าเกษตรไทยจากสถานการณ์การระบาดของโรคCOVID-19 พร้อมทั้งเชิญชวนประชาชนร่วมกันอุดหนุนสินค้าเกษตรคุณภาพดีจากเกษตรกรโดยตรง ส่งมอบเป็นขวัญกำลังใจให้กับบุคลากรทางการแพทย์ และครอบครัวที่อยู่ห่างไกลกัน ประกอบกับในขณะนี้เกิดการระบาดระลอกที่ 3 ทำให้บุคลากรทางการแพทย์ต้องทุ่มเทปฏิบัติหน้าที่อย่างเต็มกำลังความสามารถในการแก้ไ-ปัญหาการแพร่ระบาดของโรค COVID-19 กรมส่งเสริมการเกษตรจึงได้ประสานงานกับกลุ่มเกษตรกร เกษตรกรรุ่นใหม่ผู้ปลูกผักปลอดภัย จังหวัดสระแก้ว และสมาคมชาวสวนมะม่วงไทย ร่วมแบ่งปันน้ำใจด้วยการมอบผักและผลไม้ไทยคุณภาพ เพื่อเป็นอีกหนึ่งกำลังใจให้กับบุคลากรทางการแพทย์ประกอบด้วย ผักอินทรีย์ จำนวน 5.5 ตัน จากจังหวัดสระแก้ว และมะม่วงน้ำดอกไม้สีทอง จากสมาคมชาวสวนมะม่วงไทย จำนวน 1.5 ตันผ่านกระทรวงเกษตรและสหกรณ์เพื่อส่งมอบไปยังบุคลากรทางการแพทย์ซึ่งปฏิบัติหน้าที่อยู่ในโรงพยาบาลที่ให้การรักษาผู้ป่วยโรค COVID -19ในเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑล รวม 14 แห่งได้แก่ โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย โรงพยาบาลศิริราช โรงพยาบาลรามาธิบดีโรงพยาบาลราชวิถี โรงพยาบาลวชิรพยาบาล โรงพยาบาลผู้สูงอายุบางขุนเทียน โรงพยาบาลธรรมศาสตร์เฉลิมพระเกียรติ โรงพยาบาลสนามเอราวัณ 1 สนามกีฬาเฉลิมพระเกียรติ 84 พรรษาโรงพยาบาลสนามเอราวัณ 2 ศูนย์กีฬาบางกอกอารีนา โรงพยาบาลสนามที่โรงเรียนนนทบุรีวิทยาลัย โรงพยาบาลภูมิพลอดุลยเดช กรมแพทย์ทหารอากาศ โรงพยาบาลราชพิพัฒน์ สถาบันบำราศนราดูร และสถาบันควบคุมโรคเขตเมือง

ทั้งนี้ จากนโยบายของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ “เกษตรผลิต พาณิชย์ตลาด” กรมส่งเสริมการเกษตรตระหนักดีถึงแนวโน้มด้านการตลาดในปัจจุบัน ที่ผู้บริโภคต้องการสินค้าทางการเกษตรที่มีคุณภาพและเน้นความสะดวกในการเลือกซื้อ จึงส่งเสริมให้เกษตรกรเห็นความสำคัญในการเพาะปลูกพืชให้สอดคล้องกับความต้องการของผู้บริโภค ประกอบกับสถานการณ์การระบาดของโรค COVID-19 เกษตรกรบางส่วนได้รับผลกระทบด้านการส่งออก กรมส่งเสริมการเกษตรจึงได้ผลักดันให้เกษตรกรเรียนรู้ในการปรับตัวผลิตสินค้าคุณภาพดีและคุณภาพพรีเมียม จำหน่ายให้กับผู้บริโภคภายในประเทศให้มากขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งการจำหน่ายในรูปแบบออนไลน์ เพื่อเป็นช่องทางสร้างรายได้ที่ยั่งยืนต่อไป

สถานีเกษตร-สิ่งแวดล้อม : ประมูลยางบิ๊กลอตโปร่งใสหรือไม่? #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/572843

สถานีเกษตร-สิ่งแวดล้อม : ประมูลยางบิ๊กลอตโปร่งใสหรือไม่?

สถานีเกษตร-สิ่งแวดล้อม : ประมูลยางบิ๊กลอตโปร่งใสหรือไม่?

วันศุกร์ ที่ 14 พฤษภาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

การประมูลยางขายยางจากโครงการพัฒนาศักยภาพสถาบันเกษตรกรเพื่อรักษาเสถียรภาพราคายาง และโครงการสร้างมูลภัณฑ์กันชนรักษาเสถียรภาพราคายาง ที่มีอยู่ในสต๊อกกว่่า 104,000 ตัน ของการยางแห่งประเทศไทย(กยท.) ซึ่งบริษัทนอร์ทอีส รับเบอร์ จำกัด(มหาชน) เป็นผู้ชนะการประมูลนั้นถูกกล่าวหาว่า “ไม่โปร่งใส” พบข้อพิรุธซึ่งอาจทำให้รัฐเสียหาย

โดยกล่าวหาว่า

“เปิดประมูลในระยะเวลาอันรวดเร็ว แค่ 3 วันทำการ แถมยังต้องมีหลักทรัพย์ค้ำประกันที่เป็นแคชเชียร์เช็ค 200 ล้านบาท และต้องมีหนังสือแบงก์การันตีไม่ต่ำกว่า 1,000 ล้านบาทมายื่นอีกด้วย นอกจากนี้ยังกำหนดให้เงื่อนไขว่า ต้องเป็นบริษัทร่วมประมูลซื้อยางกับ กยท. มาก่อนมีมูลค่าไม่ต่ำกว่า 300 ล้านบาท และโรงงานต้องเคยมีปริมาณการผลิตและแปรรูปในปี 2563 มากกว่า 200,000 ตัน แถมบอร์ด กยท.ยังอนุมัติให้เอกชนกู้เงินไปได้จำนวน 1,200 ล้านบาทอีกด้วย”

เรื่องนี้ ก่อนจะเชื่อจะต้องคิดไตร่ตรองให้รอบคอบก่อนนะครับ

ผมได้มีโอกาสได้พูดคุยกับ “ณกรณ์ ตรรกวิรพัท” ผู้ว่าการ กยท. ท่านยืนยันว่า ประมูลยางครั้งนี้ “โปร่งใส ชัดเจน ตรวจสอบได้ทุกขั้นตอน”

กยท.ไม่ได้รีบเร่งประมูล แต่เป็นการดำเนินงานตาม เป็นไปตามมติ ครม. และบอร์ด กยท. ที่ต้องการให้ กยท.ระบายสต๊อกยางในโครงการดังกล่าว เพื่อลดภาระงบประมาณและรักษาประโยชน์สูงสุดของรัฐ ซึ่งการระบายสต๊อกยางในช่วงเดือนเม.ย.-พ.ค.2564 เป็นช่วงระยะเวลาที่เหมาะสม เนื่องจากเป็นฤดูปิดกรีด ปริมาณผลผลิตมีไม่มาก ยางที่ประมูลก็เป็นยางเสื่อมสภาพ การใช้จะแตกต่างจากยางใหม่ จึงแทบไม่มีผลกระทบต่อตลาดยางใหม่เลย

นอกจากนี้อายุประกันภัยยางและสัญญาการเช่าโกดังของโครงการจะครบกำหนดในวันที่ 31 พ.ค.นี้ ตลอดระยะเวลา 9 ปีที่ กยท. ต้องจ่ายเงินไปกว่า 3,822 ล้านบาท เมื่อประมูลออกไปแล้วก็จะประหยัดเงินก่อนนี้ให้รัฐได้

และด้วยเหตุที่การประมูลยางลอตดังกล่าวเป็นลอตใหญ่ปริมาณมากกว่่า 104,000 ตัน อีกทั้งผู้ชนะประมูลจะต้องซื้อยางจากสถาบันเกษตรกรชาวสวนยางอีก 1 เท่าของปริมาณยางที่ประมูล

ดังนั้น กยท. จำเป็นจะต้องกำหนดเงื่อนไขที่ให้มั่นใจได้ว่า จะได้บริษัทที่มีความเข้มแข็งด้านการเงิน รวมทั้งมีศักยภาพในการผลิตและแปรรูป เพื่อการันตีว่าจะไม่สร้างความเสียหายให้กับรัฐ และก่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อเกษตรกรชาวสวนยาง

การให้แบงก์การันตี 1,000 ล้านบาทก็ไม่เป็นความจริง เป็นเพียงการให้ยืนหลักฐานแสดงความสามารถในการชำระเงิน หรือหลักฐานที่ธนาคารรับรองไม่ต่ำกว่า 1,000 ล้านบาท รวมทั้ง กยท.เองก็ ไม่เคยมีการอนุมัติให้เอกชนกู้เงินจำนวน 1,200 ล้านบาทแต่อย่างใด

การประมูลครั้งแม้จะมีบริษัทยื่นประมูลเพียงรายเดียวแต่ก็มีที่ผ่านคุณสมบัติและสามารถเข้าร่วมประมูลได้ถึง6 ราย และบริษัทที่ชนะประมูลก็เสนอราคาซื้อยางเสื่อมสภาพที่สูงกว่าราคากลางที่ คณะกรรมการ กยท.กำหนดไว้โดยคำนึงถึงผลประโยชน์ของรัฐเป็นสำคัญอีกด้วย

มีเอกชนประมูลยางลอตนี้ออกไปได้ ในราคาที่สูงกว่าราคากลางที่ตั้งไว้ โดยไม่กระทบต่อตลาดยางใหม่ และยังต้องซื้อยางใหม่กว่ากว่่า 104,000 ตัน แถมประหยัดเงินรัฐในการจ่ายค่าประกันและค่าโกดังอีกปีละกว่า 424 ล้านบาท…แค่นี้ก็…ก็คุ้มแล้วครับ

โปร่งใสหรือไม่? ผู้ว่าฯกยท.การันตีตรวจสอบได้ทุกขั้นตอน!!

รัฐศักดิ์ พลสิงห์

กพส.จัดงบกว่า 300 ล้านปล่อยกู้ดอกต่ำ ช่วยสมาชิกสหกรณ์ลดภาระหนี้ช่วงโควิด #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/572842

กพส.จัดงบกว่า300ล้านปล่อยกู้ดอกต่ำ ช่วยสมาชิกสหกรณ์ลดภาระหนี้ช่วงโควิด

วันศุกร์ ที่ 14 พฤษภาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

นายวิศิษฐ์ ศรีสุวรรณ์ อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ กล่าวว่า จากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 กระทบต่อการประกอบอาชีพของสมาชิกสหกรณ์ ส่งผลให้มีปัญหาเรื่องรายได้ของครัวเรือน ดังนั้น ขอชวนพี่น้องสหกรณ์ทั่วประเทศ ร่วมมือกันช่วยเหลือสมาชิกสหกรณ์ให้สามารถพ้นวิกฤติ โดยการช่วยลดภาระค่าใช้จ่าย ลดหนี้ซึ่งเป็นปัญหาหลัก และช่วยหามาตรการสร้างรายได้เพิ่มให้สมาชิก เพื่อให้ทุกคนสามารถมีเงินเลี้ยงตัวและครอบครัวผ่านช่วงวิกฤตินี้ไปได้โดยไม่เดือดร้อนมากนัก ซึ่งก่อนหน้านี้กรมได้ออกประกาศนายทะเบียนสหกรณ์ เพื่อเปิดให้สหกรณ์แต่ละแห่งพิจารณาแนวทางการช่วยเหลือสมาชิกที่เหมาะสม ภายใต้แนวทางกฎหมายสหกรณ์

นอกจากนั้น กองทุนพัฒนาสหกรณ์(กพส.) ยังมีเงินกองทุนมากกว่า 300 ล้านบาทเพื่อปล่อยกู้ดอกเบี้ยต่ำให้กับสหกรณ์ที่ขาดสภาพคล่องกู้ไปช่วยเหลือสมาชิกในสถานการณ์ขณะนี้ ทั้งนี้ พบว่าปัญหาส่วนใหญ่คือภาระด้านหนี้สินที่เป็นภาระหนัก รายได้ที่ลดลงส่งผลกระทบต่อการชำระเงินงวด ซึ่งแนวปฏิบัติที่ออกมาจะช่วยให้สหกรณ์แต่ละแห่งสามารถที่จะประชุมกรรมการสหกรณ์เพื่อแก้ไขเพิ่มเติมระเบียบสหกรณ์ ที่จะเอื้อต่อการปรับโครงสร้างหนี้รายบุคคล แต่ต้องไม่กระทบต่อเจ้าหนี้เงินกู้ของสหกรณ์ เพราะบางสหกรณ์กู้เงินจากสถาบันการเงินมาเพื่อให้บริการสมาชิก ทั้งนี้ แต่ละโครงการจะต้องมีงวดระยะเวลาของโครงการที่ชัดเจน เช่น การขยายเวลาการชำระหนี้ออกไป 3-5 ปี หรือลดดอกเบี้ยเพื่อจูงใจให้สมาชิกชำระหนี้ เป็นต้น และอีกด้านคือให้สหกรณ์สร้างอาชีพเสริมให้แก่สมาชิกให้มีรายได้ในช่วงนี้ ซึ่งเมื่อปลายปี’63 กรมได้จัดเงินให้กับสหกรณ์จัดตั้งกลุ่มอาชีพผลิตหรือต่อยอดสินค้าเพิ่มรายได้ให้กับกลุ่ม นอกจากนั้นยังส่งเสริมให้ลูกหลานเกษตรกรเข้าโครงการลูกหลานเกษตรกรกลับบ้าน ตามนโยบายของนางสาวมนัญญา ไทยเศรษฐ์ รมช.เกษตรและสหกรณ์ ซึ่งพบว่าหลายรายประสบความสำเร็จในการทำอาชีพการเกษตรที่บ้านเกิด

‘เฉลิมชัย’ เฉียบ! สั่งลุยสกัด ‘โรคลัมปี สกิน’ ใน ‘โค-กระบือ’ ให้อยู่ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/572802

'เฉลิมชัย'เฉียบ! สั่งลุยสกัด'โรคลัมปี สกิน'ใน'โค-กระบือ'ให้อยู่

‘เฉลิมชัย’เฉียบ! สั่งลุยสกัด’โรคลัมปี สกิน’ใน’โค-กระบือ’ให้อยู่

วันพฤหัสบดี ที่ 13 พฤษภาคม พ.ศ. 2564, 17.16 น.

เมื่อวันที่ 13 พฤษภาคม 2564 นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า จากที่ขณะนี้ได้เกิดสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคลัมปี สกิน ในโค-กระบือ จึงได้มีคำสั่งให้กรมปศุสัตว์เร่งดำเนินการแก้ไขและควบคุมการระบาดอย่างเข้มงวด ด้วยมาตรการต่างๆ ทั้ง การเฝ้าระวัง ป้องกัน ควบคุมตามมาตรการที่กรมปศุสัตว์กำหนด พร้อมทั้งเร่งรัดการประกาศเขต ทั้ง เขตโรคระบาดชั่วคราวฯ เขตโรคระบาดฯ เขตเฝ้าระวังฯ นอกจากนี้ให้ควบคุมการเคลื่อนย้ายโค-กระบืออย่างเข้มงวด กรณีที่พบโรคระบาด หากสอบสวนแล้วพบว่าเกิดจากการเคลื่อนย้าย ปศุสัตว์จังหวัดต้นทางต้องเป็นผู้รับผิดชอบ ขณะเดียวกันให้ทางกรมปศุสัตว์กำชับด่านกักกันสัตว์ตามแนวชายแดนให้เข้มงวดป้องกันปราบปรามการลักลอบนำเข้าโค-กระบือจากประเทศเพื่อนบ้าน และป้องกันปราบปรามการลักลอบเคลื่อนย้ายโค-กระบือ พร้อมกำชับจุดตรวจให้เข้มงวดในการตรวจอาการ เป็นต้น และให้ทางกรมปศุสัตว์รายงานความคืบหน้าในการแก้ไขและควบคุมการระบาดอย่างต่อเนื่อง

“ผมมีความห่วงใยต่อสถานการณ์ที่เกิดขึ้น โดยเฉพาะผลกระทบที่เกิดขึ้นกับเกษตรกร ดังนั้นจึงกำชับให้กรมปศุสัตว์ได้ดำเนินการควบคุมป้องกันโรคลัมปี สกิน อย่างเข้มแข็ง จริงจังตรงไปตรงมา ไม่เลือกปฏิบัติ ยึดประโยชน์ส่วนรวมเป็นที่ตั้ง ที่สำคัญ เจ้าหน้าที่ทุกคนขอให้ทำงานโดยไม่ต้องเกรงกลัวอิทธิพลของผู้ใดทั้งสิ้น ตนเองพร้อมปกป้องและให้การช่วยเหลืออย่างเต็มที่” นายเฉลิมชัย กล่าว

ด้าน นายสัตวแพทย์สรวิศ ธานีโต อธิบดีกรมปศุสัตว์ กล่าวเพิ่มเติมว่า ในส่วนของของการระบาดของโรคลัมปี สกิน ในโค-กระบือ ที่พบในพื้นที่เขต 3, 4 และ 7 จนถึงขณะนี้ พบว่า มีแนวโน้มที่โรคจะแพร่กระจายไปในวงกว้าง ดังนั้นเพื่อให้การควบคุมโรคเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ และลดความเสียหายที่เกิดขึ้นกับเกษตรกรผู้เลี้ยงโค-กระบือ กรมปศุสัตว์จึงกำหนดการแบ่งพื้นที่ควบคุมโรคออกเป็น 2 รูปแบบ คือ หนึ่ง จังหวัดที่เกิดโรคและจังหวัดที่อยู่ในรัศมี 50 กิโลเมตรจากจุดเกิดโรค และสอง จังหวัดที่อยู่นอกพื้นที่รัศมี 50 กิโลเมตรจากจุดเกิดโรค และเพื่อให้มาตรการที่กรมปศุสัตว์สัมฤทธิ์ผล จึงได้มีหนังสือด่วนถึงผู้ว่าราชการจังหวัดทั้ง 76 จังหวัด เพื่อให้ช่วยกำกับติดตามดูแลเกี่ยวกับมาตรการป้องกันและควบคุมโรคของเจ้าหน้าที่ปศุสัตว์ในแต่ละจังหวัดตามแนวทางของกรมปศุสัตว์

นายสัตวแพทย์สรวิศ กล่าวต่อไปว่า สำหรับมาตรการในการควบคุมและป้องกันโรคนั้น ทางกรมปศุสัตว์ ได้กำหนดแนวทางการปฏิบัติและสั่งการเป็นที่เรียบร้อย โดยให้สำนักงานปศุสัตว์จังหวัดร่วมกับสำนักงานปศุสัตว์อำเภอประกาศเขตโรคระบาดสัตว์ ควบคุมการเคลื่อนย้าย การจัดการดูแลในส่วนของตลาดนัดค้าสัตว์ พร้อมให้มีการตั้งจุดตรวจเพื่อควบคุมการเคลื่อนย้ายในพื้นที่ที่มีการประกาศเขตโรคระบาด

“ที่สำคัญอีกประการในเรื่องของการรักษาโค-กระบือที่ป่วยเป็นโรคลัมปี สกินของเกษตรกรในพื้นที่การระบาด ได้สั่งการให้เจ้าหน้าที่ปศุสัตว์ได้เข้าไปรักษาอย่างเต็มที่แล้ว แต่เนื่องจากเป็นโรคที่เกิดจากเชื้อไวรัส ไม่มียารักษาโดยตรง จึงจำเป็นต้องรักษาตามอาการ และบำรุงร่างกายสัตว์ให้มีสุขภาพดี และรักษาแผลเพื่อป้องกันการแทรกซ้อนจากเชื้อแบคทีเรีย และป้องกันแมลงต้อมแผลหรือเข้ามาวางไข่ อีกทั้งเร่งสร้างการรับรู้ให้กับเกษตรกรเกี่ยวกับวิธีการป้องกันโรค เช่น การใช้หลอดไฟไล่แมลง และกางมุ้งเพื่อป้องกันแมลงดูดเลือด การใช้ยาฆ่าแมลงแบบพ่นและแบบราดบนตัวสัตว์ เป็นต้น พร้อมกันนี้ขอให้เกษตรกรเข้มงวดเฝ้าระวัง และสังเกตอาการสัตว์ของตนเอง หากพบว่ามีอาการของโรคให้รีบแจ้งเจ้าหน้าที่ปศุสัตว์ในพื้นที่ทันที” นายสัตวแพทย์สรวิศ กล่าว
 

ลุยเกษตรสุดเขตทั่วไทย : 12 พฤษภาคม 2564 #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/572243

ลุยเกษตรสุดเขตทั่วไทย : 12 พฤษภาคม 2564

ลุยเกษตรสุดเขตทั่วไทย : 12 พฤษภาคม 2564

วันพุธ ที่ 12 พฤษภาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

ย่างเข้าฤดูฝนการเมืองไทยกำลังเข้มข้น “หนุ่มยูโร”ขอรายงานตัวครับ ประจำการในลุยเกษตรสุดเขตไทย ที่แนวหน้าหนังสือพิมพ์คุณภาพของประเทศอีกฉบับหนึ่งประกาศออกมาเสียงดังๆ สำหรับหน.พรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) จุรินทร์ ลักษณวิศิษฎ์ ว่าจะไม่ถอนตัวจากการร่วมรัฐบาล เจ้าตัวก็ยังนั่งในตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรีและรมว.กระทรวงพาณิชย์…เกาะเก้าอี้เหนียวหนึบ ส่วนเลขาธิการพรรคบิ๊กต่อเฉลิมชัยศรีอ่อน ก็จะควบตำแหน่ง รมว.กระทรวงเกษตรฯ เหมือนเดิม

สำหรับกระทรวงเกษตรฯเป็นที่หมายปองของบิ๊กๆ พรรคพลังประชารัฐมาตลอด สมศักดิ์ เทพสุทิน รมว.กระทรวงยุติธรรม คนโตแห่งเมืองสุโขทัย จองมาตั้งแต่ยังไม่เลือกตั้ง…. แต่เมื่อแกนนำพรรคยกกระทรวงเกษตรฯให้กับ ปชป. สมศักดิ์ เทพสุทิน จึงยอมไปอยู่กระทรวงยุติธรรม…เมื่อมีลุ้นว่า ปชป.จะถอนตัว กลุ่มสมศักดิ์ ก็มีความหวังเล็กๆ ที่จะเข้ายึดกระทรวงเกษตรฯให้สำเร็จดังใจปรารถนา

สำหรับพรรคแม่พระธรณีบีบมวยผม สะเทือนสะท้าน เพราะอันวาร์ สาและ สส.ปัตตานี และรองเลขาธิการพรรค ทำหนังสือถึงคณะกรรมการบริหารพรรคและสมาชิกพรรคทั่วประเทศ เสนอขอให้พรรคประชาธิปัตย์ถอนตัวออกจากการร่วมรัฐบาล ,,,,ลูกพรรคปชป.เกรงว่า กรณี ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รมช.กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ จะเป็นเป้าโจมตีของสังคม

แต่หัวหน้า จุรินทร์รีบออกมาสวนกลับ ว่าร.อ.ธรรมนัสพรหมเผ่า เป็นรัฐมนตรีโควตาของพรรคพลังประชารัฐ เพราะฉะนั้นเป็นหน้าที่ของพรรคพลังประชารัฐที่จะเป็นผู้ตอบคำถาม ประชาธิปัตย์เป็นแค่พรรคร่วมรัฐบาล…ยังไงก็ไม่ถอน

จุรินทร์ ยืนยันว่าไม่ใช่เป็นปัญหากันภายในพรรค เพราะพรรคมีกระบวนการเป็นขั้นเป็นตอน มีทั้งเสียงส่วนน้อยและเสียงส่วนใหญ่ ประชาธิปัตย์ยึดวิถีทางประชาธิปไตย เพราะฉะนั้นพรรคจะดำเนินการกิจกรรมตัดสินใจอะไรอย่างไรทางการเมือง ต้องตัดสินใจตามเสียงส่วนใหญ่ แต่ไม่ได้แปลว่าไม่รับฟังเสียงส่วนน้อย

“สิ่งนี้ทำให้ประชาธิปัตย์ยั่งยืนมาได้จนถึง 75 ปี นี่คือสิ่งที่เรายึดถือเป็นแนวทาง วันนี้ก็ไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง” อู๊ดด้าสรุปสั้นๆ คือยังขอร่วมรัฐบาลต่อ…มีบิ๊กนักการเมืองคนหนึ่งกล่าวไว้ว่าเป็นฝ่ายค้านมันอดอยากปากแห้ง ทำอะไรก็ไม่ได้ ขอเป็นรัฐบาลตลอดไปก็แล้วกัน…

ลากันด้วยความหวังของเกษตรกรผู้ปลูก “อินทผลัม” อนุรักษ์ บุญลือ เลขาธิการ WDP กลุ่มผู้ผลิตอินทผลัมรับประทานผลสดรายใหญ่ คาดการณ์ว่าฤดูกาลนี้อินทผลัม จะออกสู่ตลาดประมาณ 4 พันตัน แต่ไม่กลัวว่าราคาจะตก เพราะอินทผลัมนำมาแปรรูปได้หลากหลายชนิด เป็นผลไม้ทรงคุณค่ามีประโยชน์ต่อร่างกาย

ยืนยันอีกแรง ประยูร วิสุทธิไพศาล ประธานกลุ่มวิสาหกิจชุมชนผู้ส่งออกผลไม้ปลอดสารพิษ จ.ราชบุรี เล่าว่าถึงแม้ปีนี้จะกระทบกับโควิดบ้าง แต่ผลไม้ไทยยังไปได้ดีในตลาดต่างประเทศ โดยเฉพาะมะพร้าวน้ำหอม วันนี้ขายส่งลูกละเกือบ 30 บาท พ่อค้าแม่ค้าแย่งกันซื้อครับ

ก.เกษตรฯถกจีนสำเร็จไฟเขียวเปิดด่านตงซิง ช่องทางนำเข้าผลไม้ไทยได้รวดเร็ว-ต่อเนื่อง #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/572247

ก.เกษตรฯถกจีนสำเร็จไฟเขียวเปิดด่านตงซิง  ช่องทางนำเข้าผลไม้ไทยได้รวดเร็ว-ต่อเนื่อง

ก.เกษตรฯถกจีนสำเร็จไฟเขียวเปิดด่านตงซิง ช่องทางนำเข้าผลไม้ไทยได้รวดเร็ว-ต่อเนื่อง

วันพุธ ที่ 12 พฤษภาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

นายอลงกรณ์ พลบุตร ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ในฐานะประธานที่ประชุมคณะกรรมการพัฒนาและบริหารจัดการผลไม้ (Fruit Board) เปิดเผย ว่า ภายใต้สถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 ได้ส่งผลกระทบต่อสถานการณ์การค้าระหว่างประเทศตลาดจีนถือเป็นตลาดส่งออกหลักสำหรับผลไม้ของไทย ซึ่งปัจจุบันเป็นช่วงที่ผลไม้ของไทยมีผลผลิตออกสู่ตลาดเป็นจำนวนมาก พร้อมๆกับผลไม้เวียดนามและมักจะพบกับปัญหาการจราจรบริเวณด่าน โหย่วอี้กวน ซึ่งอยู่พรมแดนจีน-เวียดนามแออัดถึงขั้นวิกฤติ มีรถติดสะสมยาวหลายกิโลเมตร ส่งผลกระทบต่อคุณภาพของผลไม้ไทย โดยเฉพาะทุเรียนที่สุกก่อนถึงมือผู้บริโภค กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ไม่ได้นิ่งนอนใจสำหรับการแก้ไขปัญหาดังกล่าวดร.เฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ซึ่งเป็นประธานคณะกรรมการพัฒนาและบริหารจัดการผลไม้ ได้สั่งการให้กระทรวงเกษตรฯ โดยกรมวิชาการเกษตร สำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ (มกอช.) เร่งติดตามงานเจรจากับกระทรวงศุลกากรแห่งชาติของจีน (GACC) ซึ่งในช่วงที่ดร.เฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้เดินทางไปเยือนประเทศจีน เมื่อเดือนพฤศจิกายน 2562 ได้เจรจาทำความตกลงกับกระทรวงศุลกากรจีน (GACC) เพื่อแก้ปัญหาดังกล่าว และในที่สุดทั้งสองฝ่ายเห็นชอบร่วมกันให้บรรจุด่านตงซิงเข้าไปในร่างพิธีสารว่าด้วยข้อกำหนดในการกักกันโรค และตรวจสอบสำหรับการขนส่งผลไม้ไทยที่ส่งออกผ่านประเทศที่สามเข้าสู่สาธารณรัฐประชาชนจีน ตั้งแต่เดือนเมษายน 2563 ที่ผ่านมา

หลังจากนั้นกระทรวงเกษตรและสหกรณ์เร่งรัดผลักดันให้ด่านตงซิงสามารถนำเข้าผลไม้จากไทยได้โดยเร็วอย่างต่อเนื่องและมอบหมายให้ฝ่ายเกษตร ประจำสถานกงสุลใหญ่ณ นครกว่างโจว ติดตามความคืบหน้าอย่างใกล้ชิดโดยล่าสุดกระทรวงศุลกากรแห่งชาติจีน (GACC)ได้ประกาศให้ด่านตงซิงเป็นด่านนำเข้าผลไม้และฝ่ายเกษตรฯ ได้รับแจ้งจากศุลกากรหนานหนิงซึ่งดูแลด่านตงซิง ว่า ผลไม้ของไทยจะนำเข้ามาทางด่านตงซิง (สะพานข้ามแม่น้ำเป่ยหลุนแห่งที่ 2) ได้ตั้งแต่วันที่ 29 เมษายน 2564 เป็นต้นไป

นายอลงกรณ์กล่าวอีกว่า ด่านตงซิงตั้งอยู่ที่อำเภอตงซิง เมืองฝางเฉิงก่าง เขตปกครองตนเองกว่างซีจ้วง อยู่ห่างจากด่านหมงก๋าย จังหวัดกว่างนินห์ ของเวียดนาม เพียง 100 เมตร และได้รับอนุญาตให้เป็นด่านนำเข้าผลไม้จากต่างประเทศทางบกเป็นแห่งที่ 3ของเขตฯ กว่างซีจ้วง ต่อจากด่านโหย่วอี้กวน และด่านรถไฟผิงเสียง ซึ่งด่านตงซิงสามารถรองรับรถบรรทุกสินค้าเข้าออกได้ไม่ต่ำกว่า 2,000 คันต่อวัน จึงเป็นด่านทางบกที่มีศักยภาพนำเข้าผลไม้จากไทย นอกเหนือจากด่านโมฮ่าน มณฑลยูนนาน และด่านโหย่วอี้กวน กับด่านรถไฟผิงเสียง เขตฯ กว่างซีจ้วง ซึ่งเป็นอีกหนึ่งทางเลือกของการส่งออกผลไม้ของไทยไปจีน ช่วยแก้ปัญหารถติดสะสมบริเวณหน้าด่านโหย่วอี้กวน โดยเฉพาะในฤดูกาลส่งออกทุเรียนขณะนี้มั่นใจว่าการส่งออกผ่านช่องทางด่านใหม่จะเพิ่มการส่งออกผลไม้ไทยได้มากกว่าปี 2563

“ด่านโหย่วอี้กวนและด่านรถไฟผิงเสียง เขตฯ กว่างซีจ้วง จะเป็นอีกหนึ่งทางเลือกของการส่งออกผลไม้ของไทยไปยังจีน ช่วยแก้ปัญหารถติดสะสมบริเวณหน้าด่านโหย่วอี้กวน โดยเฉพาะในฤดูกาลส่งออกทุเรียนในขณะนี้” นายอลงกรณ์ กล่าว

ทั้งนี้ จากข้อมูลของกรมวิชาการเกษตร พบว่าการส่งออกผลไม้ไทยไปจีน เมื่อปี 2563 มีปริมาณ 1,623,523 ตัน คิดเป็นมูลค่ากว่า 102,716.72 ล้านบาท โดยผลไม้ไทยที่มีปริมาณส่งออกไปจีนสูงสุด 5 อันดับแรก คือ ทุเรียน ลำไย มังคุด มะพร้าวอ่อน และขนุน