‘อธิบดีปศุสัตว์’ ประชุมออนไลน์สั่งการด่วน! คุมเข้ม ‘โรคลัมปี สกิน’ ทั่วประเทศ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/572330

'อธิบดีปศุสัตว์'ประชุมออนไลน์สั่งการด่วน! คุมเข้ม'โรคลัมปี สกิน'ทั่วประเทศ

‘อธิบดีปศุสัตว์’ประชุมออนไลน์สั่งการด่วน! คุมเข้ม’โรคลัมปี สกิน’ทั่วประเทศ

วันอังคาร ที่ 11 พฤษภาคม พ.ศ. 2564, 20.51 น.

เมื่อวันที่ 11 พฤษภาคม 2564 นายสัตวแพทย์สรวิศ ธานีโต อธิบดีกรมปศุสัตว์ เปิดเผยว่า จากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคลัมปี สกิน ในโค-กระบือ ซึ่งเป็นโรคอุบัติใหม่ ในพื้นที่ 19 จังหวัดของประเทศไทยนั้น เพื่อให้การควบคุม ป้องกัน และจำกัดโรค เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ จึงมีการประชุมออนไลน์ (Video Conference) โดยมี ผู้บริหารกรมปศุสัตว์ ประกอบไปด้วย อธิบดี รองอธิบดี ผู้อำนวยการกอง/สำนัก ส่วนกลาง ส่วนภูมิภาค ปศุสัตว์เขต ปศุสัตว์จังหวัดทั่วประเทศเข้าร่วม ซึ่งได้สั่งการให้ปศุสัตว์จังหวัดทั่วประเทศ ยกระดับการเฝ้าระวัง ป้องกัน และควบคุมโรคลัมปี สกิน กำชับให้ดำเนินการเฝ้าระวัง ป้องกัน ควบคุมโรคลัมปี สกิน อย่างเข้มงวด ตามมาตรการที่กรมปศุสัตว์ได้มีหนังสือสั่งการไป โดยให้เร่งประชาสัมพันธ์เกษตรกร สร้างความตระหนักรู้ เพื่อเร่งค้นหาโรค “รู้โรคเร็ว ควบคุมเร็ว สงบเร็ว” ทำการควบคุมการเคลื่อนย้ายโค – กระบือ อย่างเข้มงวด แนะเกษตรกรควบคุมแมลงพาหะ ในการแพร่ระบาดของโรค ซึ่งเป็นแมลงประเภทดูดเลือด ได้แก่ ยุง แมลงวัน เหลือบ และเห็บ โดยการทำลายแหล่งเพาะพันธุ์แมลง ใช้ยาฆ่าแมลง และกางมุ้งกันแมลง หากเกษตรกรพบโค-กระบือป่วย หรือสงสัยว่าป่วย

เบื้องต้นให้ทำการแยกออกจากโค-กระบือ ร่วมฝูง เพื่อทำการรักษา  นอกจากนี้กรมปศุสัตว์อยู่ระหว่างเร่งรัดการนำเข้าวัคซีนป้องกันโรคลัมปี สกิน จากต่างประเทศ เพื่อใช้ในการฉีดสร้างภูมิคุ้มกันให้แก่โค-กระบือ ของเกษตรกร โดยไม่มีค่าใช้จ่าย เป็นการเพิ่มประสิทธิภาพการควบคุม ป้องกันโรค พร้อมทั้งให้เจ้าหน้าที่เตรียมความพร้อมลงพื้นที่ช่วยเหลือเกษตรกรโดยทันทีเมื่อได้รับแจ้งเหตุ พร้อมทั้งได้สั่งการปศุสัตว์เขตทุกเขต ให้ทำหน้าที่ติดตาม กำกับดูแล พร้อมช่วยเหลือ แนะนำ สนับสนุนการปฏิบัติงานของทุกจังหวัดในเขตพื้นที่รับผิดชอบอีกด้วย หากจังหวัดใดที่มีการเลี้ยงโคนม ให้ดำเนินการด้วยความเข้มแข็ง จริงจังและต่อเนื่อง เป็นกรณีพิเศษ

ทั้งนี้ อธิบดีกรมปศุสัตว์ ยังได้กล่าวย้ำอีกว่า โรคลัมปี สกิน เป็นโรคที่เกิดจากเชื้อไวรัส จะเกิดเฉพาะในโค-กระบือ ไม่ติดต่อจากสัตว์สู่คน โดยสัตว์ที่ป่วยจะมีอาการที่สามารถสังเกตได้คือ พบตุ่มเนื้อบนผิวหนัง และเยื่อเมือกทั่วร่างกาย ซึ่งต่อมาจะตกสะเก็ดและเป็นแผลหลุม สัตว์อาจมีไข้และหายใจลำบากร่วมด้วย ขอให้พี่น้องเกษตรกรหมั่นดูแลสุขภาพของโค-กระบือ ให้มีสุขภาพแข็งแรง หากพบสัตว์มีอาการผิดปกติ สงสัยว่าป่วยให้แจ้งเจ้าหน้าที่ปศุสัตว์จังหวัด หรือปศุสัตว์อำเภอในท้องที่ หรือโทรศัพท์สายด่วน 06 3225 6888 หรือทางแอพพลิเคชั่น DLD4.0 เพื่อให้เจ้าหน้าที่สามารถเข้าดำเนินการให้ความช่วยเหลืออย่างทันท่วงที

เกษตรกรเชียงรายเฮ! ‘กฟก.’ อัดงบประมาณชำระหนี้แทน 6 ล้าน-ผ่อนชำระคืนไม่มีดอกเบี้ย #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/572142

เกษตรกรเชียงรายเฮ! 'กฟก.'อัดงบประมาณชำระหนี้แทน6ล้าน-ผ่อนชำระคืนไม่มีดอกเบี้ย

เกษตรกรเชียงรายเฮ! ‘กฟก.’อัดงบประมาณชำระหนี้แทน6ล้าน-ผ่อนชำระคืนไม่มีดอกเบี้ย

วันอังคาร ที่ 11 พฤษภาคม พ.ศ. 2564, 13.40 น.

เกษตรกรเชียงรายเฮ กองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกร (กฟก.) อัดงบประมาณชำระหนี้แทนเกษตรกร 6 ล้านกว่าบาท ผ่อนชำระคืนไม่มีดอกเบี้ย

11 พฤษภาคม 2564 นายนิยม สุวรรณประภา หัวหน้า สนง.กองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกร(กฟก.) สาขา จ.เชียงราย และนางจีราภรณ์ ศิริสุข หัวหน้าสำนักงานตรวจบัญชีสหกรณ์เชียงราย (สตส.) และอนุกรรมการ กฟก.จังหวัดเชียงราย ได้ดำเนินการมอบเงิน จำนวน 2,308,986.60 บาท ให้กับสหกรณ์การเกษตรแม่จัน จำกัด เพื่อชำระหนี้แทนเกษตรกร อำเภอแม่จัน จำนวน 2 ราย โดยมีนายสมเพชร์ สิทธิวงค์เป็ง ประธานสหกรณ์ฯ และนายชูเชิด ศรีโชติ ผู้จัดการสหกรณ์ฯ เป็นผู้รับมอบเงินและส่งมอบโฉนดที่ดิน จำนวนรวม 4 แปลง เนื้อที่ 14 ไร่ 1 งาน 91.08 ตารางวา ซึ่งเกษตรกรได้นำไปเป็นหลักประกันการกู้ยืมเงินกับสหกรณ์ฯ ให้หัวหน้า สนง.กองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกร (กฟก.) สาขา จ.เชียงราย เพื่อดำเนินการโอนตามกฎหมายกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกร ตามขั้นตอน โดยมีคณะกรรมการสหกรณ์ฯ และเกษตรกรที่ได้รับการชำระหนี้แทน ร่วมเป็นสักขีพยาน ณ สนง.สหกรณ์การเกษตรแม่จัน จำกัด

นายนิยม กล่าวว่า ภายหลังจากได้รับการชำระหนี้แทนแล้ว เกษตรกรได้ทำสัญญาเช่าซื้อทรัพย์สิน (ที่ดิน) คืนกับ สนง.กองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกร สาขา จ.เชียงราย ตามจำนวนเงินที่ สนง.กองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกร สาขา จ.เชียงราย ได้จ่ายชำระหนี้แทนเกษตรกร ให้กับสหกรณ์ฯ ในระยะเวลาการผ่อนชำระเงินคืนกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกร (กฟก.) ไม่น้อยกว่า 5 ปี และไม่เกิน 20 ปี โดยไม่มีค่าบริการหรือดอกเบี้ย และเกษตรกรต้องเข้าสู่กระบวนการฟื้นฟูและพัฒนาอาชีพ ตามที่คณะกรรมการกำหนด 

“ทั้งนี้ ระหว่างวันที่ 11-14 พฤษภาคม 2564 สนง.กองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกร สาขา จ.เชียงราย จะดำเนินการจ่ายเงินเพื่อชำระหนี้แทนเกษตรกร จ.เชียงราย จำนวน 8 ราย จำนวนเงินรวม 6,166,555.16 บาท ให้กับสถาบันเจ้าหนี้สหกรณ์ฯ จำนวน 4 สหกรณ์ฯ คือ 1.สหกรณ์การเกษตรเชียงของ จำกัด ชำระหนี้แทนเกษตรกรจำนวน 1 ราย จำนวนเงิน 650,952.44 บาท 2.สหกรณ์การเกษตรแม่จัน จำกัด ชำระหนี้แทนเกษตรกรจำนวน 2 ราย จำนวนเงิน 2,308,986.60 บาท 3.สหกรณ์การเกษตรแม่สาย จำกัด ชำระหนี้แทนเกษตรกรจำนวน 2 ราย จำนวนเงิน 2,441,273.81 บาท  และ4.สหกรณ์การเกษตรเมืองเชียงราย จำกัดชำระหนี้แทนเกษตรกรจำนวน 3 ราย จำนวนเงิน 765,342.31 บาท สามารถรักษาที่ดินทำกินและที่อยู่อาศัยให้เกษตรกร จ.เชียงราย เนื้อที่รวม 45 ไร่ 2 งาน 91.08 ตารางวา นายนิยม กล่าว.

บทความพิเศษ : ก.เกษตรฯประสบผลสำเร็จลดเผาในพื้นที่เกษตร #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/571964

บทความพิเศษ : ก.เกษตรฯประสบผลสำเร็จลดเผาในพื้นที่เกษตร

บทความพิเศษ : ก.เกษตรฯประสบผลสำเร็จลดเผาในพื้นที่เกษตร

วันอังคาร ที่ 11 พฤษภาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

เกษตรฯ ประสบความสำเร็จลดเผาในพื้นที่เกษตร Hot Spotทั่วประเทศ ลดลง 53% ตั้งแต่ ม.ค. – เม.ย. 2564 ผลักดันเกษตรกรสร้างเครือข่ายจัดการเศษวัสดุ สร้างรายได้งามให้ชุมชน

จากสถานการณ์ปัญหาหมอกควันและมลพิษทางอากาศโดยเฉพาะในพื้นที่ภาคเหนือตอนบน ที่มักเกิดขึ้นเป็นประจำทุกปี ซึ่งมีสาเหตุหลักมาจากการเผาในที่โล่ง ทั้งพื้นที่ป่า และพื้นที่ทางการเกษตร จนส่งผลกระทบต่อสุขภาพอนามัยของประชาชนและทางเศรษฐกิจ และยังส่งผลกระทบโดยตรงต่ออาชีพการเกษตร เนื่องจากเป็นสาเหตุหลักของปัญหาดินขาดความอุดมสมบูรณ์ ทำให้ผลผลิตที่ได้รับต่ำกว่าที่ควรจะเป็น 

ดร.เฉลิมชัย ศรีอ่อน 

ดร.เฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้เล็งเห็นความสำคัญของปัญหาดังกล่าว จึงได้มีนโยบายให้กรมส่งเสริมการเกษตร ดำเนินการโครงการส่งเสริมการหยุดเผาในพื้นที่การเกษตร ด้วยการมีส่วนร่วมของชุมชนเพื่อป้องกันและแก้ไขปัญหาการเผาในพื้นที่การเกษตร และถ่ายทอดความรู้ด้านทำเกษตรปลอดการเผาให้กับเกษตรกร ประสานความร่วมมือกับหน่วยงานภาคีในพื้นที่ทั้งภาครัฐและภาคเอกชน ร่วมกันจัดงานรณรงค์ในท้องถิ่น เฝ้าระวังติดตามสถานการณ์ช่วงวิกฤติหมอกควัน จัดทำแปลงนำร่องสาธิตเทคโนโลยีการจัดการเศษวัสดุทดแทนการเผา ส่งผลให้ทุกพื้นที่ของประเทศมีจุดความร้อนสะสม (Hotspot) ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2564 – 22 เมษายน 2564 รวมระยะเวลาประมาณ 4 เดือน พบว่า ในช่วงเวลาเดียวกับปีที่แล้ว จุดความร้อนสะสม (Hotspot) ลดลงร้อยละ 53 โดยโดยพื้นที่เกษตร มีจุดความร้อนสะสมลดลง ร้อยละ 47 ในขณะที่เกษตรกร มีการสร้างเครือข่ายเกษตรกรปลอดการเผา รวม 280 เครือข่าย มีการดำเนินการหลากหลายแนวทางในการจัดการเศษวัสดุตามความเหมาะสมสามารถสร้างรายได้เพิ่มแก่ชุมชนได้เป็นอย่างดี

นายเข้มแข็ง ยุติธรรมดำรง

นายเข้มแข็ง ยุติธรรมดำรง อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร เปิดเผยว่า กรมส่งเสริมการเกษตรดำเนินการส่งเสริมให้เกษตรกรลดการเผาในพื้นที่การเกษตร และปรับเปลี่ยนวิธีการทำการเกษตรมาทำการเกษตรแบบปลอดการเผา โดยการสร้างและพัฒนาเครือข่ายเกษตรปลอดการเผา เพื่อเร่งรัด จัดการ และแก้ไขปัญหาการเผาในพื้นที่เกษตรกรรม นำร่องสาธิตการจัดการเศษวัสดุเหลือใช้จากภาคการเกษตรเพื่อลดปัญหาการเผาในพื้นที่การเกษตร มาตั้งแต่ ปี 2547 โดยแนวทางในการส่งเสริมจะเน้นสร้างการรับรู้ให้เกษตรกรได้ตระหนักถึงผลเสียจากการเผา แนวทางการป้องกันและแก้ไขปัญหา และนำเสนอทางเลือกในการจัดการเศษวัสดุเหลือใช้จากภาคการเกษตร และสร้างเป็นเครือข่ายเกษตรกรปลอดการเผาเพื่อเป็นกลไกในการขับเคลื่อนในพื้นที่ต่อไป

โดยทางเลือกที่นำเสนอให้เกษตรกรไม่เผา และจัดการเศษวัสดุทางการเกษตรให้เกิดประโยชน์ เช่น การไถกลบตอซังฟางข้าว ใบอ้อย หรือเศษซากพืช เพื่อเพิ่มความอุดมสมบูรณ์ของดิน คืนชีวิตให้ดิน เพราะถ้าดินดี เกษตรกรก็จะได้รับผลผลิตสูง มีรายได้เพิ่มขึ้น อีกทั้งยังเป็นการเพิ่มปุ๋ยในดิน ทำให้สามารถลดการใช้ปุ๋ยเคมี เป็นการลดต้นทุนการผลิตได้อีกทางหนึ่ง การเผาตอซัง เป็นการทำลายอินทรียวัตถุและธาตุอาหารในดิน (N P K) คิดเป็นมูลค่า 217 บาทต่อไร่ รวมถึงส่งเสริมให้นำเศษตอซังฟางข้าว หรือเศษวัสดุการเกษตรอื่นๆ ที่เหลือทิ้งในแปลงเพาะปลูก มาทำปุ๋ยอินทรีย์ ปุ๋ยหมักเพื่อใช้ทดแทนปุ๋ยเคมี ทำให้ลดต้นทุนการผลิต และลดปัญหาสิ่งแวดล้อม นำเปลือกซังข้าวโพดหรือฟางมาทำวัสดุเพาะปลูก หรือการนำเศษวัสดุการเกษตรมาใช้เลี้ยงสัตว์ เช่น นำมาอัดก้อน หรือนำมาทำอาหารหมักเพื่อใช้เลี้ยงโค รวมไปถึงนำมาใช้ประโยชน์ทางด้านพลังงาน เป็นพลังงานทดแทน หรือจะนำไปเพาะเห็ด ผลิตกระดาษ หรือของประดับก็ได้เช่นกัน นอกจากนี้ ยังนำเศษใบไม้ เศษฟาง เศษหญ้า ที่แห้งมาคลุมบริเวณโคนต้นพืช หรือเรียกว่า การห่มดินเป็นที่อยู่อาศัยของจุลินทรีย์เก็บรักษาความชื้น “อุ้มน้ำอุ้มปุ๋ย”เมื่อย่อยสลายจะกลายเป็นฮิวมัส ซึ่งเป็นปุ๋ยให้กับพืชเป็นอาหารให้สัตว์หน้าดิน เช่น ไส้เดือน กิ้งกือ ฯลฯ ช่วยพรวนดินและถ่ายมูลเป็นปุ๋ยให้กับพืชอีกด้วย

ซึ่งผลจากการดำเนินโครงการ มีรายงานสรุปข้อมูลจุดความร้อนสะสม (Hotspot) ด้วยระบบดาวเทียม MODIS ของสำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (องค์การมหาชน) หรือ Gistda ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2564 – วันที่ 22 เมษายน 2564 รวมระยะเวลาประมาณ 4 เดือน พบว่า ในช่วงเวลาเดียวกับปีที่ผ่านมาทุกพื้นที่ของประเทศมีจุดความร้อนสะสมลดลง ร้อยละ 53 โดยพื้นที่เกษตร มีจุดความร้อนสะสมลดลง ร้อยละ 47 นอกจากนี้ ในปี 2564 กรมส่งเสริมการเกษตร ได้ส่งเสริมการสร้างเครือข่ายเกษตรกรปลอดการเผา รวม 280 เครือข่ายมีการดำเนินการหลากหลายแนวทางในการจัดการเศษวัสดุตามความเหมาะสมและบริบทของชุมชน ช่วยลดต้นทุนการผลิตและสามารถสร้างรายได้เพิ่มจากการจัดการเศษวัสดุยกตัวอย่าง ชุมชนต้นแบบปลอดการเผา ตำบลยางสักกระโพหลุ่ม อำเภอม่วงสามสิบ จังหวัดอุบลราชธานี ที่ผลิตฟางอัดก้อนจำหน่าย ปริมาณ 80,000 ก้อน ขายราคา 30 บาทต่อก้อน เป็นเงิน 2,400,000 บาท หักต้นทุน 960,000 บาทแล้ว มีรายได้ 1,440,000 บาท และผลิตปุ๋ยหมักจากเศษวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตร เช่น ใบไม้ ฟางข้าวที่อัดไม่ได้ ต้นถั่วลิสง ซังข้าวโพด ปริมาณ 500 ตัน ขายราคา 4บาท/กิโลกรัม มีรายได้ เท่ากับ 200,000 บาท รวมทั้ง 2 กิจกรรม มีรายได้ เท่ากับ 1,640,000 บาท

“กรมส่งเสริมการเกษตร จะเร่งดำเนินการสร้างการรับรู้แก่เกษตรกรให้รู้ถึงผลกระทบจากการเผา และนำเสนอทางเลือกที่ใช้ทดแทนการเผา ให้ครอบคลุมและขยายพื้นที่ดำเนินงานโครงการให้เพิ่มมากขึ้นตามงบประมาณที่ได้รับ รวมถึงการบูรณาการร่วมกับหน่วยงานอื่นๆ ด้วย และในระยะยั่งยืน ต้องปรับเปลี่ยนทัศนคติของเกษตรกรให้ตระหนักถึงผลเสียและปัญหาที่จะตามมาจากการเผา ทั้งในเรื่องการทำลายโครงสร้างดิน ทำลายสิ่งแวดล้อม ส่งผลกระทบท้ายสุดกับสุขภาพของตนเอง ครอบครัว ลูกหลาน ซึ่งจะทำให้เขาปรับเปลี่ยนพฤติกรรมมาทำการเกษตรแบบปลอดการเผาที่เกิดจากความตั้งใจของเกษตรกรเอง”อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวทิ้งท้าย

สกู๊ปพิเศษ : RID TEAM ขับเคลื่อนงานชลประทาน สร้างความมั่นคงทางด้านน้ำอย่างยั่งยืน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/571961

สกู๊ปพิเศษ :  RID TEAM ขับเคลื่อนงานชลประทาน สร้างความมั่นคงทางด้านน้ำอย่างยั่งยืน

สกู๊ปพิเศษ : RID TEAM ขับเคลื่อนงานชลประทาน สร้างความมั่นคงทางด้านน้ำอย่างยั่งยืน

วันอังคาร ที่ 11 พฤษภาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

กรมชลประทานเป็นหน่วยงานที่มีภารกิจสำคัญในการขับเคลื่อนงานพัฒนาแหล่งน้ำและบริหารน้ำของประเทศไทย โดยมีเป้าหมายสำคัญคือ เพิ่มพื้นที่ชลประทานให้ได้จำนวน 49.5 ล้านไร่ มีปริมาณน้ำเก็บกัก 93,655 ล้านลูกบาศก์เมตร มีการป้องกันและบรรเทาภัยจากน้ำ 14.1 ล้านไร่ มีพื้นที่จัดรูปที่ดินจำนวน 14.46 ล้านไร่ และมีครัวเรือนได้รับประโยชน์ถึง 7.431 ล้านครัวเรือนให้ได้ภายในปี 2579

“RID TEAM เราจะก้าวไปด้วยกัน”เป็นหลักคิดและหลักปฏิบัติสำคัญที่ นายประพิศจันทร์มา อธิบดีกรมชลประทาน มอบให้ผู้บริหารกรมชลประทาน และข้าราชการทุกคนนำไปใช้ขับเคลื่อนงานชลประทานเพื่อก้าวไปสู่องค์กรอัจฉริยะ มีความมั่งคงด้านน้ำ รวมทั้งเพิ่มคุณค่าการบริการ ซึ่งแนวคิด “RID TEAM เราจะก้าวไปด้วยกัน” เป็นการพัฒนาต่อยอดจากแนวคิด RID No.1 ที่เคยดำเนินการมาก่อนหน้านี้

แนวคิด RID TEAM มุ่งขับเคลื่อนกรมชลประทานให้เป็นองค์กรที่ดี 4 ด้าน ได้แก่ นโยบายด้านรัฐ สังคมและสิ่งแวดล้อม เน้นพัฒนาแหล่งน้ำและบริหารจัดการน้ำอย่างบูรณาการภายใต้ยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี และแผนแม่บทที่สำคัญของประเทศเพื่อเสริมสร้างความเป็นอยู่ที่ดีของประชาชนและสังคม นโยบายด้านผู้รับบริการและผู้มีส่วนได้ส่วนเสียมุ่งกำหนดมาตรฐานและพัฒนาการให้บริการบนพื้นฐานของกระบวนการมีส่วนร่วมอย่างเป็นธรรมและยั่งยืน นโยบายด้านองค์การ มี 2 นโยบายหลัก คือ มุ่งยกระดับประสิทธิภาพการปฏิบัติงานให้ได้อย่างเป็นรูปธรรมภายใต้วิสัยทัศน์ที่มีเป้าหมายทั้งในระยะสั้นและระยะยาวผ่านการวางกลยุทธ์อย่างเป็นระบบ ขณะเดียวกันมุ่งส่งเสริมการดำเนินงานตามหลักธรรมาภิบาล(Good Governance) สร้างจิตสำนึกให้บุคลากรปฏิบัติหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์สุจริต ส่วนนโยบายด้านผู้ปฏิบัติงานเน้นดำเนินงานใน 4 ด้าน ได้แก่ มุ่งพัฒนาระบบบริหารทรัพยากรบุคคล พัฒนาศักยภาพบุคลากรให้เป็น “Smart Worker” นำเทคโนโลยีและนวัตกรรมมาใช้ในการดำเนินงานพัฒนาระบบและวิธีการทำงาน รวมทั้งยังให้ความสำคัญกับคุณภาพชีวิตของบุคลากร

นอกจากนี้ RID TEAM มุ่งกำหนดเป้าหมายในการขับเคลื่อนงานชลประทานไว้ 3 ประเด็น ประเด็นละ 4 กลยุทธ์ ดังนี้ คือ ยกระดับเป็นองค์กรอัจฉริยะ โดยเน้นจัดการและบูรณาการระบบฐานข้อมูล การปรับปรุงและพัฒนากระบวนการ การวิจัยและพัฒนานวัตกรรมในการทำงาน รวมทั้งการสรรหาและพัฒนาบุคลากรให้มีสมรรถนะสูงขึ้น เดินหน้าสร้างความมั่นคงด้านน้ำ โดยเน้นพัฒนาแหล่งน้ำและเพิ่มพื้นที่ชลประทาน การบริหารจัดการน้ำให้เป็นไปตามวัตถุประสงค์ การเพิ่มประสิทธิภาพของโครงการชลประทาน และการพัฒนารูปแบบ ตลอดจนแนวทางที่เหมาะสมในการรับมือภัยพิบัติด้านน้ำ เพิ่มคุณค่าการบริการ โดยเน้นเสริมสร้างการมีส่วนร่วมของผู้รับบริการและภาคีเครือข่ายทุกภาคส่วน การพัฒนาคุณภาพการให้บริการของหน่วยงาน การจัดวางตำแหน่งบุคลากรและจัดทำเส้นทางความก้าวหน้าอย่างเหมาะสม รวมทั้งเสริมสร้างความผาสุกของบุคลากรเพื่อให้มีแรงจูงใจในการปฏิบัติงาน

สำหรับแผนการบริหารจัดการน้ำในระยะยาวนั้น นายประพิศ จันทร์มา อธิบดีกรมชลประทาน มีนโยบายให้ยึดหลักการบริหารน้ำแบบประณีต โดยเน้นการสร้างขบวนการมีส่วนร่วมกับทุกภาคส่วน เช่น การบริหารจัดการน้ำในระดับแปลงนา เจ้าหน้าที่ชลประทานต้องเพิ่มความละเอียดพิถีพิถันในการส่งน้ำ ให้พอดีกับการเจริญเติบโตของต้นข้าว วิธีการนี้ช่วยประหยัดน้ำ และประหยัดค่าใช้จ่ายของเกษตรกรไปพร้อมๆ กัน ซึ่งจากสถิติพบว่าประเทศไทยเผชิญปัญหาน้ำน้อยและน้ำมาก เกิดสลับกันทุก 4-5 ปี ดังนั้นการบริหารจัดการน้ำในอนาคต ต้องมีการจัดทำแผนรองรับ บนพื้นฐานข้อมูลสถิติผนวกกับการนำเทคโนโลยีใหม่ๆ มาใช้ประมวลผลและวางแผนบริหารจัดการน้ำทั้งแผนระยะสั้น ระยะกลาง ระยะยาวรวมทั้งเพิ่มปริมาณการเก็บกักน้ำให้มากขึ้น โดยพัฒนาแหล่งเก็บน้ำใหม่ และการปรับปรุงซ่อมแซมอ่างเก็บน้ำที่มีอยู่ให้เพิ่มปริมาณการเก็บกักน้ำได้มากขึ้น

นอกจากนี้ อธิบดีกรมชลประทานยังมีนโยบายให้มีการเชื่อมโยงอ่างสู่อ่าง มีการสูบกลับ สร้างทำนบดินหรือสิ่งก่อสร้างในลำน้ำเป็นช่วงๆ ขุดขยายแก้มลิงสร้างสมดุลการปล่อยและเก็บน้ำตั้งแต่ต้นทางถึงปลายทาง กรมชลประทานเตรียมจัดสรรงบประมาณกว่า 6 หมื่นล้านบาทสำหรับบุคลากร และพัฒนาแหล่งน้ำ ให้มีปริมาณน้ำเพิ่มขึ้น 1.3 หมื่นล้าน ล้านลูกบาศก์เมตร ขยายพื้นที่ชลประทานเพิ่มขึ้น 18 ล้านไร่ ครอบคลุมพื้นที่เกือบ 50 ล้านไร่ทั่วประเทศภายใน ปี 2579

นายประพิศ จันทร์มา อธิบดีกรมชลประทาน มีความทุ่มเทที่จะบริหารราชการและปฏิบัติงานตามหลักธรรมาภิบาล โดยยึดมั่นเรื่องความซื่อสัตย์ สุจริต มีคุณธรรม โปร่งใส มีความรับผิดชอบ ต่อต้านการทุจริตคอร์รัปชั่นทุกรูปแบบ รวมทั้งน้อมนำหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงมาใช้เป็นแนวในการประพฤติปฏิบัติและดำรงตนไว้ซึ่งเกียรติ ตลอดจนปลูกฝังค่านิยม สร้างจิตสำนึกให้แก่บุคลากรของกรมชลประทานให้ดำรงไว้ซึ่งความซื่อสัตย์ เพื่อขับเคลื่อนภารกิจงานชลประทานให้บรรลุตามเป้าหมาย เกิดประโยชน์สูงสุดต่อเกษตรกรและราษฎรอย่างยั่งยืนต่อไป

พายุฝนพัดถล่มสวนทุเรียนภูเขาไฟเสียหายยับ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/571959

พายุฝนพัดถล่มสวนทุเรียนภูเขาไฟเสียหายยับ

วันอังคาร ที่ 11 พฤษภาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่ศูนย์เรียนรู้เพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร การผลิตทุเรียน สวนลุงเสริม เลขที่ 53/2 หมู่ 8ต.พราน อ.ขุนหาญ จ.ศรีสะเกษ ซึ่งมีนายเสริม หาญชนะ เป็นเจ้าของ เปิดเผยว่าศูนย์เรียนรู้ฯ ได้รับความเสียหายจากพายุพัดสวนทุเรียนทำให้ลูกทุเรียนหล่นจากต้นกระจัดกระจาย ซึ่งทุเรียนใกล้สุกและจะเริ่มตัดขายปลายเดือนนี้ ส่วนใหญ่ลูกที่หล่นเป็นลูกทุเรียนที่คัดไว้ขนาดน้ำหนัก 3-7 กก. สร้างความเสียหายแก่เกษตรชาวสวนทุเรียนภูเขาไฟอย่างหนัก

นายเสริม กล่าวต่อว่า  จากเมื่อเย็นวันที่ 9 พ.ค. 2564 เวลาประมาณ 6 โมงเย็นเกิดพายุฝนมาแบบกะทันหัน พัดหมุนมาเหมือนลมหัวกุด ประมาณ 10 นาที ลูกทุเรียนถูกแรงลมแกว่งไปมาหลุดจากต้นหล่นลงพื้น ประมาณ 200 ลูก ขนาดลูกละ 3-7 กิโลกรัม น้ำหนักรวมประมาณ 1,000 กก. ค่าเสียหาย ประมาณ 150,000 บาท และสวนของน้องชายที่อยู่ใกล้กันก็เสียหายพอๆ กัน            

ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมว่า จากปัญหาดังกล่าว เจ้าหน้าที่ทุกฝ่ายทั้ง อบต. กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน กำลังเร่งสำรวจความเสียหายในพื้นที่ เพื่อรายงานให้ทางอำเภอ และจังหวัดทราบต่อไป

‘วราวุธ’ เผยความสำเร็จรับ ‘วันป่าชายเลนแห่งชาติ’ ‘ปลัดจตุพร’ สั่ง ‘กรมทะเล’ เตรียมแนวทางจัดการทุกมิติ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/571834

'วราวุธ'เผยความสำเร็จรับ'วันป่าชายเลนแห่งชาติ' 'ปลัดจตุพร'สั่ง'กรมทะเล'เตรียมแนวทางจัดการทุกมิติ

‘วราวุธ’เผยความสำเร็จรับ’วันป่าชายเลนแห่งชาติ’ ‘ปลัดจตุพร’สั่ง’กรมทะเล’เตรียมแนวทางจัดการทุกมิติ

วันจันทร์ ที่ 10 พฤษภาคม พ.ศ. 2564, 09.48 น.

นับตั้งแต่คณะรัฐมนตรีได้มีมติเมื่อวันที่ 3 มีนาคม 2563 ให้วันที่ 10 พฤษภาคม ของทุกปีเป็นวันป่าชายเลนแห่งชาติ โดยในปีนี้กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ได้งดจัดกิจกรรมเนื่องจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 โดยจะมุ่งเน้นการประชาสัมพันธ์ผ่านสื่อต่างๆ ในการสร้างความรู้ ความเข้าใจ และปลุกจิตสำนึกในการอนุรักษ์ทรัพยากรป่าชายเลน ด้านนายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เปรียบ “วันป่าชายเลนแห่งชาติ” เป็นวันที่ร่วมกันยินดีกับความสำเร็จที่ได้ช่วยกันทำให้ป่าชายเลนเพิ่มขึ้น ส่วนนายจตุพร บุรุษพัฒน์ ปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม สั่งกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งหาแนวทางการสร้างมาตรฐานจัดการป่าชายเลนแบบครบทุกมิติ

นายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กล่าวว่า ผืนป่าชายเลนประเทศไทยในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา มีความสมบูรณ์และเพิ่มจำนวนขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ซึ่งจากการสำรวจและอ่านแปลภาพถ่ายดาวเทียมความละเอียดสูง โดยกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งร่วมกับ GISTDA เมื่อปี 2563 พบว่า พื้นที่ป่าชายเลนคงสภาพ 1.737 ล้านไร่ เพิ่มขึ้นราว 2 แสนไร่ เมื่อเทียบกับปี 2557 ซึ่งมีเพียง 1.53 ล้านไร่ ซึ่งตนพูดได้อย่างภาคภูมิใจเลยว่า ความสำเร็จนี้เกิดจากความร่วมมือของพี่น้องประชาชนทุกคนที่ช่วยกันดูแล รักษา และฟื้นฟู จนผืนป่าชายเลนกลับคืนสภาพสมบูรณ์ในหลายพื้นที่ ซึ่งล่าสุด ก็ได้มีการเปิดตัว “แคนยอนบ้านท่าเลน จังหวัดกระบี่” ซึ่งเป็นผืนป่าชายเลนที่สมบูรณ์ที่เกิดจากการดูแลของพี่น้องประชาชนในพื้นที่ อย่างไรก็ตาม ในวันที่ 10 พฤษภาคม ของทุกปี คณะรัฐมนตรีได้มีมติเห็นชอบกำหนดให้เป็น “วันป่าชายเลนแห่งชาติ” ด้วยเป็นวันที่พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ได้มีพระราชดำรัสเป็นครั้งแรกเมื่อวันที่ 10 พฤษภาคม 2534 ให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องร่วมกันอนุรักษ์และดูแลป่าชายเลน สำหรับกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ตนได้กำชับกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง ในฐานะหน่วยงานหลักที่รับผิดชอบดูแล ให้นำแนวพระราชดำรัสดังกล่าว เป็นหลักแนวทางในการปฏิบัติงานด้านการอนุรักษ์ป่าชายเลน ควบคู่กับการมีส่วนร่วมของประชาชนและภาคส่วนต่างๆ “วันป่าชายเลนแห่งชาติ” เปรียบเสมือนวันที่รำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณที่ทรงห่วงใยและให้ความสำคัญกับการอนุรักษ์ป่าชายเลน จึงเป็นวันที่เราทุกคนจะได้มาร่วมกันชื่นชม ยินดีกับความสำเร็จที่ได้ช่วยกันทำให้ป่าชายเลนเพิ่มขึ้น โดยปีนี้เพิ่มขึ้น 2 แสนไร่ ปีหน้าก็หวังว่าจะเพิ่มขึ้นเช่นนี้ไปอีกเรื่อย ๆ ตนเชื่อมั่นในความมุ่งมั่นและตั้งใจของพี่น้องประชาชนที่จะช่วยกันดูแลและฟื้นฟูป่าชายเลนให้คงความสมบูรณ์และยั่งยืนเช่นนี้ ตลอดไป ” นายวราวุธ กล่าว

สำหรับการจัดกิจกรรม “วันป่าชายเลนแห่งชาติ” ในปีนี้ นายจตุพร บุรุษพัฒน์ ปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เปิดเผยว่า ด้วยสถานการณ์ปัจจุบันที่ยังมีการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโคโรน่า 2019 หรือโรคโควิด-19 ยังคงเป็นข้อจำกัดในการจัดกิจกรรม อย่างไรก็ตาม ปีนี้จะมุ่งเน้นการประชาสัมพันธ์ผ่านสื่อช่องทางต่าง ๆ เกี่ยวกับผลงานความสำเร็จของพี่น้องประชาชนที่ช่วยกันดูแลผืนป่าชายเลนจนทำให้จำนวนพื้นที่ป่าในภาพรวมเพิ่มขึ้น การปลุกจิตสำนึกในการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ การสร้างความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับระบบนิเวศป่าชายเลน รวมถึง กิจกรรมสำคัญเกี่ยวกับการอนุรักษ์ป่าชายเลน ได้แก่ การก่อสร้างสวนพฤกษศาสตร์ป่าชายเลนนานาชาติ ร. 9 บนเนื้อที่กว่า 518 ไร่ ในจังหวัดจันทบุรี เพื่อเป็นแหล่งรวบรวมพันธุ์ไม้ป่าชายเลนทั่วโลก และเป็นแหล่งเรียนรู้และวิจัยเพื่อการอนุรักษ์และฟื้นฟูป่าชายเลนทั่วประเทศ และการผลักดันให้ผืนป่าชายเลนจังหวัดระนอง ที่มีความสมบูรณ์และมีความหลากหลายทางชีวภาพสูง รวมถึง มีระบบนิเวศที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะ เสนอเป็นพื้นที่มรดกโลกทางธรรมชาติ ซึ่งจะให้นานาชาติได้เห็นถึงความสมบูรณ์ของธรรมชาติ และสะท้อนความร่วมมือของพี่น้องประชาชนที่ช่วยกันดูแลอย่างเข้มแข็ง

“นอกจากนี้ ตนได้ให้นโยบายกับนายโสภณ ทองดี อธิบดีกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง ถึงแนวทางในการถอดบทเรียนจากกิจกรรมที่ผ่านมา เพื่อปรับปรุงการทำงาน รวมถึง การพัฒนาศักยภาพและความรู้ของเจ้าหน้าที่ การหาพันธมิตรภาคเอกชนและสร้างเครือข่ายภาคประชาชนในการมีส่วนร่วมฟื้นฟูและดูแลป่าชายเลน ซึ่งภายหลังจากวิกฤติสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 คลี่คลาย ตนเชื่อว่าพื้นที่ป่าชายเลนของประเทศไทยจะต้องรองรับนักท่องเที่ยวทั้งชายไทยและชาวต่างชาติซึ่งต้องเตรียมมาตรการและแนวทางเพื่อรองรับและสร้างมาตรฐานในบริหารจัดการเชิงพื้นที่อย่างมีประสิทธิภาพ และสอดคล้องกับแนวทางการพัฒนาอย่างยั่งยืน” ปลัด ทส.กล่าว

ปลุกเสกเมล็ดพันธุ์ข้าวพระราชทาน หว่านข้าวในแปลงนาทดลอง สวนจิตรลดา วันพืชมงคล #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/571824

ปลุกเสกเมล็ดพันธุ์ข้าวพระราชทาน หว่านข้าวในแปลงนาทดลอง สวนจิตรลดา วันพืชมงคล

ปลุกเสกเมล็ดพันธุ์ข้าวพระราชทาน หว่านข้าวในแปลงนาทดลอง สวนจิตรลดา วันพืชมงคล

วันจันทร์ ที่ 10 พฤษภาคม พ.ศ. 2564, 08.42 น.

นายทองเปลว กองจันทร์ ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า พระราชพิธีพืชมงคลจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ จัดขึ้นเป็นงานเฉพาะเพื่อสร้างความเป็นสิริมงคลแก่การผลิตพืชพันธุ์ธัญญาหารของประเทศไทย มุ่งหมายบำรุงขวัญให้กำลังใจแก่เกษตรกรของชาติ เมื่อย่างเข้าสู่ต้นฤดูกาลเพาะปลูกทุกปี นับตั้งแต่โบราณจวบจนปัจจุบันพระราชพิธีพืชมงคลจรดพระนังคัลแรกนาขวัญเป็นพระราชพิธี 2 พิธีรวมกันคือ พระราชพิธีพืชมงคลอันเป็นพิธีสงฆ์ ประกอบพระราชพิธีวันแรก  ในพระอุโบสถวัดพระศรีรัตนศาสดาราม และพระราชพิธีจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ (พิธีไถหว่าน)อันเป็นพิธีพราหมณ์ ซึ่งจะประกอบพระราชพิธีในวันรุ่งขึ้น ณ มณฑลพิธีสนามหลวงถึงแม้ว่าในปีพุทธศักราช 2564 นี้

กระทรวงเกษตรและสหกรณ์จะไม่ได้จัดงานพระราชพิธีพืชมงคลจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ ณ มณฑลพิธีท้องสนามหลวง เนื่องจากประเทศไทยและนานาประเทศทั่วโลกต้องเผชิญกับสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (Covid-19) ซึ่งมีมาตรการและข้อปฏิบัติทางสาธารณสุขหลายประการเพื่อป้องกันการแพร่กระจายของโรค ดังนั้น กระทรวงเกษตรและสหกรณ์จึงขอพระราชทานพระบรมราชวินิจฉัยงดการประกอบพระราชพิธีพืชมงคลจรดพระนังคัลแรกนาขวัญในปีนี้จากเดิมที่สำนักพระราชวังได้กำหนดให้ประกอบพระราชพิธีในวันอาทิตย์ที่ 9 และวันจันทร์ที่ 10 พฤษภาคม 2564 โดยขอพระราชทานพระบรมราชานุญาตประกอบพิธีปลุกเสกเมล็ดพันธุ์ข้าวพระราชทานและพืชพันธุ์ต่าง ๆ ในวันอาทิตย์ที่ 9 พฤษภาคม 2564 โดยนำพันธุ์ข้าวทรงปลูกพระราชทานในฤดูทำนาปี 2563 และพันธุ์พืชต่าง ๆ มาเข้าประกอบพิธี พร้อมทั้งพิธีหว่านข้าวในแปลงนาทดลอง สวนจิตรลดา ในวันจันทร์ที่ 10 พฤษภาคม 2564 เพื่อความเป็นสิริมงคลและสร้างขวัญกำลังใจแก่เกษตรกรทุกสาขาทั่วประเทศ

ในการนี้ พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ มหิศรภูมิพลราชวรางกูร กิติสิริสมบูรณอดุลยเดช สยามินทราธิเบศรราชวโรดม บรมนาถบพิตร พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดอาราธนาให้สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก เสด็จไปทรงเป็นประธานในการประกอบพิธีปลุกเสกเมล็ดพันธุ์ข้าวพระราชทานและพืชพันธุ์ต่าง ๆ พร้อมทั้งพระมหาราชครูพิธีศรีวิสุทธิคุณ เป็นประธานฝ่ายพราหมณ์ ณ พระอุโบสถ วัดพระศรีรัตนศาสดาราม ในพระบรมมหาราชวัง ในวันอาทิตย์ที่ 9 พฤษภาคม 2564 โดยพระราชทานพระบรมราชานุญาตให้อัญเชิญพระคันธารราษฎร์ใหญ่ (ประทับนั่ง) และพระคันธารราษฎร์จีน (ประทับนั่ง) ที่ประดิษฐาน ณ หอพระคันธารราษฎร์ วัดพระศรีรัตนศาสดาราม ไปประดิษฐานเป็นพระพุทธรูปประธานในพิธีปลุกเสกเมล็ดพันธุ์ข้าวพระราชทานและพืชพันธุ์ต่าง ๆ พร้อมทั้งทรงกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ พลเอก สุรยุทธ์ จุลานนท์ ประธานองคมนตรี ปฏิบัติหน้าที่ประธานฝ่ายฆราวาสในพิธีปลุกเสกเมล็ดพันธุ์ข้าวพระราชทานและพืชพันธุ์ต่าง ๆ ณ พระอุโบสถวัดพระศรีรัตนศาสดาราม ในพระบรมมหาราชวัง ในวันอาทิตย์ที่ 9 พฤษภาคม 2564 เวลา 17.00 น. และปฏิบัติหน้าที่ประธานในพิธีหว่านข้าวในแปลงนาทดลอง สวนจิตรลดา ในวันจันทร์ที่ 10 พฤษภาคม 2564 เวลา 10.00 น. โดยมีปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นผู้หว่านข้าว เพื่อเป็นเมล็ดพันธุ์สำหรับการประกอบพระราชพิธีพืชมงคลจรดพระนังคัลแรกนาขวัญในปีพุทธศักราช 2565

กยท.ย้ำชัด!! ประมูลยางบิ๊กลอต โปร่งใสตรวจสอบได้ทุกขั้นตอน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/571770

กยท.ย้ำชัด!!ประมูลยางบิ๊กลอต โปร่งใสตรวจสอบได้ทุกขั้นตอน

วันจันทร์ ที่ 10 พฤษภาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

กยท.ชี้แจงข้อเท็จจริงประเด็นการประมูลยางลอตใหญ่กว่า 104,000 ตัน ยืนยันทุกขั้นตอนโปร่งใส ชัดเจน ตรวจสอบได้เป็นไปตามมติครม.และบอร์ดกยท.พร้อมเน้นย้ำว่าเป็นการกำหนดเงื่อนไขประมูลยางเสื่อมสภาพ เพื่อรักษาผลประโยชน์ของรัฐ เกิดประโยชน์สูงสุดต่อเกษตรกรชาวสวนยางและไม่กระทบตลาดยางใหม่

นายณกรณ์ ตรรกวิรพัท ผู้ว่าการ การยางแห่งประเทศไทย(กยท.) เปิดเผยว่า กยท. ได้ดำเนินการประมูลขายยางในโครงการพัฒนาศักยภาพสถาบันเกษตรกรเพื่อรักษาเสถียรภาพราคายาง และโครงการสร้างมูลภัณฑ์กันชนรักษาเสถียรภาพราคายาง ปริมาณ 104,763.35 ตัน ด้วยความโปร่งใส ตรวจสอบได้ทุกขั้นตอน โดย กยท.ได้ดำเนินการตามมติของคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 3 พฤศจิกายน 2563 ให้ กยท. ระบายสต๊อกยางในโครงการดังกล่าว โดยคำนึงถึงระยะเวลา และระดับราคาจำหน่ายที่เหมาะสม เพื่อลดภาระงบประมาณและรักษาประโยชน์สูงสุดของรัฐ นอกจากนี้คณะกรรมการ กยท. มีมติเมื่อวันที่ 8 เมษายน 2564 ให้ กยท.ดำเนินการระบายสต๊อกยางในช่วงเดือนเมษายน-พฤษภาคม 2564 เนื่องจากเป็นฤดูปิดกรีด ปริมาณผลผลิตมีไม่มาก การระบายยางในช่วงเวลานี้จะมีผลกระทบต่อตลาดน้อยหรือแทบไม่มีผลกระทบเลย ประกอบกับอายุประกันภัยยางพาราและสัญญาการเช่าโกดังของโครงการจะครบกำหนดในวันที่ 31 พฤษภาคม นี้

“เพื่อลดภาระค่าใช้จ่ายของรัฐบาล กยท. จึงกำหนดให้บริษัทผู้ชนะการประมูลต้องดำเนินการชำระเงินทั้งหมดให้แก่ กยท. ภายในวันที่ 28 พฤษภาคม 2564 และดำเนินการรับมอบยางให้แล้วเสร็จภายในวันที่ 31 พฤษภาคม 2564 หากพ้นจากระยะเวลาที่กำหนด ผู้ชนะการประมูลต้องเป็นผู้รับผิดชอบค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นเองทั้งหมด ซึ่งตลอดระยะเวลา 9 ปีที่ กยท. ดูแลสต๊อกยางลอตนี้ต้องจ่ายเงินค่าประกันภัยยางพาราและสัญญาเช่าโกดังรวมกันเป็นเงินกว่า 3,822 ล้านบาท” ผู้ว่าการ กยท.กล่าว

นอกจากนี้การประมูลยางลอตดังกล่าวมีปริมาณมากถึง 104,763.35 ตัน แบบเหมาคละคุณภาพและคละโกดัง ซึ่งเป็นยางเก่าอายุถึง 9 ปี มีความเสื่อมสภาพการใช้งานจึงมีความแตกต่างไปจากยางใหม่ อีกทั้งได้กำหนดเงื่อนไขเพิ่มเติมว่า บริษัทผู้ประมูลยางได้ต้องซื้อยางจากสถาบันเกษตรกรชาวสวนยางอีก 1 เท่าของปริมาณยางที่ประมูล ดังนั้น กยท. จึงจำเป็นต้องกำหนดหลักเกณฑ์ คุณสมบัติบริษัทผู้เข้ายื่นซอง ที่มีศักยภาพการผลิตและความเข้มแข็งด้านการเงินที่เหมาะสม รวมทั้งต้องเคยร่วมประมูลซื้อยางที่มีมูลค่าไม่ต่ำกว่า 300 ล้านบาทกับ กยท. และโรงงานต้องมีปริมาณการผลิตและแปรรูป มากกว่า 200,000 ตัน ในปี 2563 ตลอดจนต้องมีหลักทรัพย์ค้ำประกัน 200 ล้านบาท ซึ่งเป็นไปตามหลักเกณฑ์เดียวกันกับการประมูลครั้งก่อน ที่คิดเป็นประมาณร้อยละ 5 ของมูลค่าทรัพย์ พร้อมให้ยืนหลักฐานแสดงความสามารถในการชำระเงิน หรือหลักฐานที่ธนาคารรับรองไม่ต่ำกว่า1,000 ล้านบาท ซึ่งได้มีการระบุอย่างชัดเจนไว้ในประกาศ ไม่ใช่การใช้แบงก์การันตีแต่อย่างใด

“กยท. จำเป็นจะต้องกำหนดเงื่อนไขดังกล่าว เพื่อให้มั่นใจได้ว่า จะได้บริษัทที่มีศักยภาพในการผลิตและแปรรูป ตลอดจนมีความเข้มแข็งทางการเงินพอเพียง เพื่อการันตีว่าจะไม่สร้างความเสียหายให้กับรัฐ และก่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อเกษตรกรชาวสวนยาง” นายณกรณ์กล่าวย้ำ

ผู้ว่าการ กยท.กล่าวต่อว่า ยางที่ประมูลในครั้งนี้เป็นยางเสื่อมสภาพ ซึ่งได้ผ่านการตรวจสอบคุณภาพและการประเมินมูลค่าสต๊อกยาง ทั้งจาก คณะกรรมการบริหารสต๊อกยาง บริษัทผู้ประเมินอิสระ ผู้แทนของเกษตรกรชาวสวนยาง และสถาบันวิจัยยาง กยท. แล้ว การกำหนดราคากลางและหลักเกณฑ์การประมูลคำนึงถึงผลประโยชน์ของรัฐเป็นสำคัญ และเป็นไปตามมติของคณะกรรมการ กยท. ที่ได้มีการพิจารณาตามขั้นตอนอย่างเป็นระบบ เหมาะสม และโปร่งใส ทั้งนี้ มีบริษัทที่ผ่านคุณสมบัติตามประกาศเบื้องต้นและสามารถเข้าร่วมประมูลได้ จำนวน 6 ราย แต่มีเพียงบริษัทที่สนใจเข้ายื่นประมูล จำนวน 1 ราย เท่านั้น ซึ่งบริษัทดังกล่าวมีคุณสมบัติครบถ้วนตรงตามที่ระบุไว้ในประกาศทุกประการ อีกทั้งยังเสนอซื้อยางในราคาที่สูงกว่าที่ กยท. กำหนด สำหรับราคาประมูลนั้น ต้องนำเสนอคณะกรรมการ กยท. ก่อน เพราะหากมีการเปิดเผยอาจจะส่งผลกระทบต่อเสถียรภาพราคายางได้ จึงจำเป็นต้องระมัดระวังในเรื่องการนำเสนอข้อมูลดังกล่าว

“กยท. มีบทบาทและหน้าที่สำคัญในการดูแลเกษตรกร สถาบันเกษตรกรชาวสวนยาง ส่วนหนึ่ง คือ การสนับสนุนสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำให้แก่เกษตรกรและสถาบันเกษตรกรชาวสวนยาง ซึ่งเป็นไปตามระเบียบและข้อบังคับของการยางแห่งประเทศไทย โดยคณะกรรมการที่พิจารณาอนุมัติเงินกู้ให้กับเกษตรกรและสถาบันเกษตรกรประกอบไปด้วยคณะกรรมการที่เป็นบุคคลทั้งภายในและภายนอก ทั้งนี้ กยท. ไม่เคยมีการอนุมัติให้เอกชนกู้เงินจำนวน 1,200 ล้านบาทตามที่เป็นกระแสข่าวลือแต่อย่างใด” ผู้ว่าการ กยท.กล่าวทิ้งท้าย

กรมชลประทาน ถกป้องกันน้ำท่วม กทม.-ปริมณฑล #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/571768

กรมชลประทาน ถกป้องกันน้ำท่วม กทม.-ปริมณฑล

วันจันทร์ ที่ 10 พฤษภาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

นายประพิศ จันทร์มา อธิบดีกรมชลประทาน พร้อมด้วย ดร.ทวีศักดิ์ ธนเดโชพล รองอธิบดีฝ่ายบำรุงรักษา และผู้เกี่ยวข้อง เข้าร่วมประชุมคณะทำงานภายใต้กองอำนวยการน้ำแห่งชาติบูรณาการและขับเคลื่อนการแก้ไขปัญหาน้ำท่วมขังในเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑล การบริหารจัดการน้ำเพื่อป้องกันน้ำท่วมกรุงเทพมหานครและปริมณฑล ผ่านระบบ VDO Conference โดยมีพลตำรวจโท ไกรบุญ ทรวดทรง ผู้ช่วยผู้บังคับบัญชาการตำรวจแห่งชาติ ประธานการประชุมฯ

นายประพิศ จันทร์มา อธิบดีกรมชลประทาน กล่าวว่า ได้สั่งการให้โครงการชลประทานทุกแห่ง เฝ้าระวังพร้อมรับมือสถานการณ์น้ำอย่างใกล้ชิด ด้วยการกำหนดพื้นที่เสี่ยงอุทกภัยเจ้าหน้าที่เฝ้าระวังติดตามวิเคราะห์แนวโน้มสภาพอากาศและสถานการณ์น้ำอย่างใกล้ชิดเน้นย้ำบริหารจัดการอ่างเก็บน้ำให้สามารถกักเก็บน้ำให้ได้มากที่สุด พร้อมกับจัดการจราจรน้ำตั้งแต่ ต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำ อย่างเหมาะสม พร้อมเร่งระบายน้ำและผลักดันออกสู่ทะเลโดยเร็วเพื่อลดผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นกับประชาชน

ด้าน นายทวีศักดิ์ ธนเดโชพล รองอธิบดีกรมชลประทาน เปิดเผยว่า ปัจจุบัน อ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่และขนาดกลางทั่วประเทศ มีปริมาณน้ำรวมกันทั้งสิ้น 36,419 ล้าน ลบ.ม. คิดเป็นร้อยละ48 ของความจุอ่างฯ รวมกัน สามารถรองรับน้ำในช่วงฤดูฝนได้รวมกันประมาณ 39,648 ล้าน ลบ.ม.

ทั้งนี้ กรมชลประทานได้บูรณาการการดำเนินงานร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อแก้ไขปัญหาน้ำท่วมขังในพื้นที่เขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑล โดยเฉพาะในช่วงฤดูฝนให้เป็นไปด้วยความเรียบร้

สกู๊ปพิเศษ : กศน.ภาชีนำใบอ่อนผักตบชวามาทำเป็นบะหมี่สด สร้างรายได้เข้าชุมชน-ตั้งเป้าส่งออกประเทศญี่ปุ่น #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/571772

สกู๊ปพิเศษ : กศน.ภาชีนำใบอ่อนผักตบชวามาทำเป็นบะหมี่สด  สร้างรายได้เข้าชุมชน-ตั้งเป้าส่งออกประเทศญี่ปุ่น

สกู๊ปพิเศษ : กศน.ภาชีนำใบอ่อนผักตบชวามาทำเป็นบะหมี่สด สร้างรายได้เข้าชุมชน-ตั้งเป้าส่งออกประเทศญี่ปุ่น

วันจันทร์ ที่ 10 พฤษภาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

นางดาธิณี ตามเพิ่ม ครูสำนักงานส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย (กศน.) อ.ภาชี จ.พระนครศรีอยุธยา เปิดเผยว่า จากการแพร่ระบาดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 หรือ โควิด-19 ทำให้ประชาชนได้รับผลกระทบทั้งชีวิตความเป็นอยู่ การดำรงชีพ อีกทั้งรายได้

สำหรับ “ผักตบชวา” (Water hyacinth) ในสายตาของคนทั่วไป คือวัชพืชที่สร้างปัญหาต่อสิ่งแวดล้อมทางน้ำ แต่จะมีใครทราบบ้างว่าในอีกมุมของผักตบชวา สามารถนำมาใช้ประโยชน์ได้อีกหลายๆ ด้านทีเดียว ไม่ว่าจะเป็นการทำเป็นสิ่งของใช้สอย หรือการใช้เป็นอาหาร และ ผักสมุนไพร สำนักงานส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย (กศน.) อ.ภาชี เล็งเห็นว่า “ผักตบชวา”ที่ขึ้นอยู่เต็มลำคลอง และสร้างปัญหาให้กับชุมชน สามารถจะนำมาดัดแปลงทำเป็นอาหารได้เพราะในใบอ่อนของผักตบชวามีไฟเบอร์ และ คลอโรฟิลสูง เป็นประโชย์ต่อร่างกาย จึงได้คิดริเริ่มนำใบอ่อนของผักตบชวามาทำเป็นเส้นบะหมี่สด

โดยเริ่มจากนำใบอ่อนของผักตบชวามาปั่นจนละเอียด ผสมกับแป้งสาลี ไข่ไก่ และเกลือ ทำเป็นเส้นบะหมี่สด ที่สะอาด ถูกสุขอนามัยมีกลิ่นหอม และมีรูปร่างหน้าตา ที่แสนจะน่ากิน สามารถนำไปประกอบอาหาร ได้หลายอย่าง

นอกจากนี้ยังได้รวมกลุ่มคนในชุมชน คิดเมนูอีกหลากหลายเมนูโดยได้นำส่วนประกอบของผักตบชวาไปทำอาหาร ทั้งนำไปผัด ต้ม ทอด ทำแกงส้มไหลผักตบชวา และ น้ำพริกชวาเสวย

อีกทั้งยังต่อยอดจัดทำหลักสูตรสอนเป็นอาชีพ สามารถสร้างรายได้แก่ชุมชน วันละกว่า 2,000 บาท หรือกว่า 6 หมื่นบาท / เดือน ล่าสุดยังได้ทำตลาดออนไลน์ ทางเพจ และเฟซบุ๊ค โดยมีตลาดในไทย และเริ่มมีตลาดต่างประเทศ สนใจติดต่อเข้ามาบ้างแล้วโดยทางกลุ่มเองตั้งเป้าจะส่งออก ไปจำหน่ายยังประเทศญี่ปุ่นให้ได้