ชายคาพระพิรุณ : 10 พฤษภาคม 2564 #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/571771

ชายคาพระพิรุณ :  10 พฤษภาคม 2564

ชายคาพระพิรุณ : 10 พฤษภาคม 2564

วันจันทร์ ที่ 10 พฤษภาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

วันนี้เป็นวันพืชมงคล ซึ่งถือเป็นวันมงคลสำหรับพี่น้องเกษตรกร ซึ่งปกติในทุกๆ ปี จะกำหนดให้มีพระราชพิธีจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ ที่ท้องสนามหลวง โดยนับว่าเป็นพระราชพิธีที่มีความเก่าแก่สืบต่อมาตั้งแต่โบราณเพื่อเสริมสร้างขวัญและกำลังใจให้กับเกษตรกร และยังเป็นการระลึกถึงความสำคัญของเกษตรกรที่มีต่อเศรษฐกิจไทย พระราชพิธีพืชมงคลจรดพระนังคัลแรกนาขวัญจะประกอบด้วย 2 พระราชพิธี คือ พระราชพิธี พืชมงคล และพระราชพิธีจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ ที่มีความแตกต่างกันคือ พิธีพืชมงคล เป็นพิธีทำขวัญเมล็ดพันธุ์พืชต่างๆ อาทิ ข้าวเปลือกจ้าว ข้าวเหนียว ข้างฟ่าง ข้าวโพด ถั่ว งา เผือก มัน เป็นต้น การประกอบพิธีพืชมงคลก็เพื่อให้พันธุ์เหล่านั้นปราศจากโรคภัย และอุดมสมบูรณ์ มีความเจริญงอกงามดีพิธีแรกนาขวัญ เป็นพิธีที่เริ่มต้นการไถนาเพื่อหว่านเมล็ดข้าว ซึ่งการประกอบพิธีแรกนาขวัญนี้ก็เพื่อให้เป็นอาณัติสัญญาณว่า บัดนี้ ฤดูกาลแห่งการทำนาทำไร่ และเพาะปลูกได้เริ่มต้นขึ้นแล้ว แต่เนื่องด้วยสถานการณ์โควิด-19 ในปีนี้จึงงดพระราชพิธีพืชมงคลจรดพระนังคัลแรกนาขวัญที่สนามหลวง แต่จะปรับรูปแบบการจัดพิธีโดยจะประกอบพิธีปลุกเสกเมล็ดพันธุ์ข้าว และประกอบพิธีไถหว่านในแปลงนาทดลอง สวนจิตรลดา

โดยกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้มีหนังสือถึงสำนักพระราชวัง พระราชทานพระบรมราชวินิจฉัยงดพระราชพิธีพืชมงคลจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ ประจำปี 2564 และขอพระราชทานพระบรมราชานุญาตประกอบพิธีปลุกเสกพันธุ์ข้าวพระราชทาน เพื่อเป็นพันธุ์ข้าวสำหรับเพาะปลูก รวมถึงเพื่อความเป็นสิริมงคลและขวัญกำลังใจแก่เกษตรกรทั่วประเทศ ในการนี้ พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้พระราชทานพระบรมราชานุญาตตามที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ขอพระราชทานพระบรมราชวินิจฉัยงดพระราชพิธีพืชมงคลจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ ประจำปี 2564 และพระราชทานพระมหากรุณาในการต่างๆ โดยทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ พลเอกสุรยุทธ์ จุลานนท์ ประธานองคมนตรี ปฏิบัติหน้าที่ประธานฝ่ายฆราวาสในพิธีปลุกเสกเมล็ดพันธุ์ข้าวพระราชทาน ณ พระอุโบสถวัดพระศรีรัตนศาสดาราม ในวันอาทิตย์ที่ 9 พฤษภาคม 2564 เวลา 17.00 น. และปฏิบัติหน้าที่ประธานในพิธีหว่านข้าวในแปลงนาทดลอง สวนจิตรลดา ในวันจันทร์ที่ 10 พฤษภาคม 2564 โดยมี ดร.ทองเปลว กองจันทร์ ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นผู้หว่านข้าว พระราชทานพระบรมราชานุญาตให้อัญเชิญพระคันธารราษฎร์ใหญ่ (ประทับนั่ง) พระคันธารราษฎร์จีน (ประทับนั่ง) ที่ประดิษฐาน ณ หอพระคันธารราษฎร์ วัดพระศรีรัตนศาสดาราม ไปประดิษฐานเป็นพระพุทธรูปประธานในพิธีปลุกเสกเมล็ดพันธุ์ข้าวพระราชทานและพันธุ์พืชต่างๆ ในวันอาทิตย์ที่ 9 พฤษภาคม 2564 ณ พระอุโบสถวัดพระศรีรัตนศาสดาราม ส่วนผู้ที่ได้รับรางวัลเกษตรกรดีเด่นแห่งชาติ ผู้แทนสถาบันเกษตรกรดีเด่นแห่งชาติ ผู้แทนสหกรณ์ดีเด่นแห่งชาติ ปราชญ์เกษตรของแผ่นดิน ประจำปีพุทธศักราช 2563-2564 จำนวน 76 คนจะเข้ารับโล่รางวัลพระราชทานเบื้องหน้าพระบรมฉายาลักษณ์ ณ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยกระทรวงเกษตรฯ จะกำหนดวันและเวลาที่เหมาะสมอีกครั้ง

ขุนเกษตรา

ยับยั้งความเสียหาย! ‘ฝนหลวง’ เร่งสลายลูกเห็บพื้นที่ ‘จ.ลำปาง’ สำเร็จ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/571679

ยับยั้งความเสียหาย! 'ฝนหลวง'เร่งสลายลูกเห็บพื้นที่'จ.ลำปาง'สำเร็จ

ยับยั้งความเสียหาย! ‘ฝนหลวง’เร่งสลายลูกเห็บพื้นที่’จ.ลำปาง’สำเร็จ

วันอาทิตย์ ที่ 9 พฤษภาคม พ.ศ. 2564, 22.02 น.

“ฝนหลวง”เร่งสลายลูกเห็บพื้นที่”จ.ลำปาง”สำเร็จ ยับยั้งความเสียหายต่อพื้นที่การเกษตรและบ้านเรือนประชาชน

เมื่อวันที่ 9 พฤษภาคม 2564 นางนรีลักษณ์ วรรณสาย รองอธิบดีกรมฝนหลวงและการบินเกษตร ด้านบริหาร เปิดเผยว่า ในช่วงต้นสัปดาห์ที่ผ่านมาประเทศไทยมีฝนตกปริมาณพอสมควรเนื่องจากได้รับอิทธิพลจากพายุฤดูร้อน แต่ยังคงมีบางพื้นที่ที่ยังไม่ได้รับปริมาณน้ำเพียงพอ ทั้งพื้นที่การเกษตรที่เข้าสู่ช่วงฤดูเพาะปลูกหรือพืชที่อยู่ในช่วงติดผลและยังคงต้องการน้ำในปริมาณที่มากพอสมควรและสม่ำเสมอ ตลอดจนเขื่อนและอ่างเก็บน้ำต่างๆ ที่ยังมีปริมาณน้ำกักเก็บน้อยอยู่หลายแห่ง ทางกรมฝนหลวงและการบินเกษตรจึงยังคงปฏิบัติการฝนหลวงอย่างต่อเนื่องมาตั้งแต่วันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2564

อย่างไรก็ตาม วานนี้ (8 พ.ค.64) มีการตรวจพบว่าบริเวณพื้นที่ภาคเหนือโดยเฉพาะ อ.เมือง และ อ.ห้างฉัตร จ.ลำปาง มีแนวโน้มที่จะเกิดพายุลูกเห็บที่สามารถสร้างความเสียหายให้กับพื้นที่การเกษตรและบ้านเรือนของประชาชนได้

หน่วยปฏิบัติการฯ จ.พิษณุโลก ได้มีการขึ้นบินปฏิบัติการ จำนวน 3 ภารกิจ คือ ปฏิบัติการเมฆอุ่น เมฆเย็น และสลายลูกเห็บ สามารถสลายและยับยั้งการเกิดพายุลูกเห็บได้ทำให้มีฝนตกในบริเวณพื้นที่ดังกล่าวแทน ซึ่งวัดประมาณน้ำได้ 3.5 – 31.8 มม. และสามารถช่วยเหลือพื้นที่การเกษตรและเติมน้ำเขื่อนในพื้นที่เป้าหมายได้สำเร็จ ส่วนการคาดการณ์สภาพอากาศของกรมอุตุนิยมวิทยาระบุว่า สภาพอากาศปีนี้คล้ายคลึงกับสถานการณ์ในปี 2551 ปริมาณฝนสะสมทั้งประเทศมีค่าสูงกว่าปกติ โดยเฉพาะภาคเหนือและภาคกลางตอนบน ในช่วงครึ่งเดือนแรกของเดือน ก.ค.ปริมาณและการกระจายของฝนจะลดลง ตั้งแต่กลางเดือน ก.ค. – ก.ย.64 จะมีฝนชุกหนาแน่น และคาดว่าช่วงเดือน ส.ค. – ก.ย.64 มีโอกาสเกิดพายุเคลื่อนตัวผ่านประเทศไทย จำนวน 2 – 3 ลูก จึงอยากเตือนให้ประชาชนที่อยู่บริเวณภาคเหนือและภาคกลางโดยเฉพาะ จ.สระบุรี เชียงราย สุโขทัย และ จ.ตาก เตรียมพร้อมและเฝ้าระวังน้ำหลากและดินโคลนถล่มในพื้นที่ดังกล่าว โดยกรมฝนหลวงและการบินเกษตร จะมีการปฏิบัติภารกิจด้วยความระมัดระวังและจะไม่มีการปฏิบัติการในพื้นที่ที่อยู่ในระหว่างการเก็บเกี่ยวและมีฝนตกเพียงพอ

สำหรับการติดตามสภาพอากาศในช่วงเช้าวันนี้ พบว่า ผลการตรวจสภาพอากาศ มีหน่วยปฏิบัติการฝนหลวง จ.อุดรธานี เข้าเงื่อนไขการปฏิบัติการฝนหลวง โดยมีพื้นที่เป้าหมาย คือ พื้นที่การเกษตร จ.สกลนคร จ.กาฬสินธุ์ พื้นที่ลุ่มรับน้ำเขื่อนน้ำชุมและเขื่อนลำปาว และมีหน่วยปฏิบัติการ จ.อุบลราชธานี และ จ.สุราษฎร์ธานี ไม่สามารถขึ้นบินปฏิบัติการได้เนื่องจากมีการตรวจซ่อมบำรุงเครื่องบินประจำสัปดาห์ อย่างไรก็ตามหน่วยปฏิบัติการฝนหลวงอีก 10 หน่วยฯ ยังคงมีการติดตามสภาพอากาศอย่างต่อเนื่อง หากสภาพอากาศเข้าเงื่อนไขการปฏิบัติการฝนหลวง พร้อมจะช่วยเหลือพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบทันที

หมื่นลูก! ทุบสถิติขายทุเรียนไทยไปจีนผ่านระบบออนไลน์ 45 นาทีเต็มลำ 25 ตัน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/571800

หมื่นลูก! ทุบสถิติขายทุเรียนไทยไปจีนผ่านระบบออนไลน์ 45 นาทีเต็มลำ 25 ตัน

หมื่นลูก! ทุบสถิติขายทุเรียนไทยไปจีนผ่านระบบออนไลน์ 45 นาทีเต็มลำ 25 ตัน

วันอาทิตย์ ที่ 9 พฤษภาคม พ.ศ. 2564, 21.18 น.

ทุบสถิติ! ขายทุเรียนไทยไปจีนผ่านระบบออนไลน์ ล็อตสอง 45 นาทีเต็มลำ 25 ตัน กว่าหมื่นลูก ชาวเมืองซีอานตื่นเต้นขึ้นป้ายต้อนรับถึงสนามบิน “อลงกรณ์”เผยเคล็ดลับแพลตฟอร์มพรีออเดอร์เตรียมขยายผลสินค้าเกษตรอื่นๆ

เมื่อวันที่ 9 พฤษภาคม 2564 นายอลงกรณ์ พลบุตร ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ในฐานะประธานที่ประชุมคณะกรรมการพัฒนาและบริหารจัดการผลไม้(Fruit Board) เปิดเผยวันนี้ว่า กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ประสบความสำเร็จเป็นครั้งที่2ภายใน2สัปดาห์ในการส่งออกทุเรียนทางเครื่องบินล็อตที่สองไปจีน จำนวน 25 ตัน (11,200ลูก) สู่เมืองซีอานเมืองเอกของมณฑลส่านซีในภาคตะวันตกเฉียงเหนือของจีนด้วยกลยุทธ์ใหม่ระบบสั่งซื้อล่วงหน้า(Pre order flatform )เมื่อวันที่8พ.ค.ที่ผ่านมาโดยใช้เวลาขายออนไลน์เพียง45นาที เท่านั้นโดยก่อนหน้านี้ได้ทดลองขายด้วยแพลตฟอร์มใหม่เป็นครั้งแรก20ตันใช้เวลา9ชั่วโมงโดยได้ทำการขนส่งขึ้นเครื่องที่สนามบินสุวรรณภูมิส่งไปยังเมืองเซินเจิ้นเมื่อวันที่ 27 เมษายนที่ผ่านมา

อย่างไรก็ตาม นับเป็นครั้งที่2ของการจำหน่ายทุเรียนผ่านระบบสั่งซื้อล่วงหน้า( Pre-Order platform)ไปประเทศจีนซึ่งเป็นตลาดใหญ่ที่สุดของผลไม้ไทยโดยครั้งนี้เป็นการเปิดตลาดตอนในของจีนคือมณฑลส่านซีในภาคตะวันตกเฉียงเหนือด้วยแพลตฟอร์มใหม่บนความร่วมมือระหว่างกระทรวงเกษตร กระทรวงพาณิชย์ บริษัทเอกชนและสหกรณ์ผลไม้เช่นสหกรณ์เมืองขลุง จังหวัดจันทบุรีและเป็นการสร้างแบรนด์ทุเรียนไทยในระดับสหกรณ์ผลไม้(Cooperative Farm based Branding)ตามแนวทางเกษตรสร้างสรรค์(Creative Agriculture)ต่อไปเกษตรกรชาวสวนทุเรียนและสหกรณ์จะสามารถขายได้ราคาสูงขึ้น ทั้งนี้ ดร.เฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้สั่งการให้ขยายผลไปยังสินค้าเกษตรอื่นๆ ด้วย

นายอลงกรณ์ บอกด้วยว่า  ปัจจัยความสำเร็จคือการเน้นคุณภาพและมาตรฐานของทุเรียนในระบบGAPและGMP ระบบตรวจสอบย้อนกลับ(Traceability) ระบบการประกันสินค้า ระบบทรัพย์สินทางปัญญา(สร้างแบรนด์) การสร้างความเชื่อมั่นให้ลูกค้า(Trust)และความร่วมมือระหว่างภาคเอกชน ภาคเกษตรกรและกระทรวงเกษตรฯ.ภายใต้”5ยุทธศาสตร์”และโมเดล”เกษตรผลิต-พาณิชย์ตลาด”ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งในนโยบายการปฏิรูปไม้ผลทั้งระบบของ ดร.เฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ในฐานะประธานคณะกรรมการพัฒนาและบริหารจัดการผลไม้(Fruit Board)และการขับเคลื่อนโมเดล”เกษตรผลิต พาณิชย์ตลาด”ร่วมกับนายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฐ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีพาณิชย์ “ซึ่งการดำเนินการครั้งนี้ไม่ได้ใช้งบประมาณแต่อย่างใดซึ่งเป็นระบบที่ให้เอกชนรับผิดชอบการขายและการขนส่งโลจิสติกส์ภายใต้แพลตฟอร์มที่คณะอนุกรรมการอีคอมเมิร์ซของกระทรวงเกษตรฯและฟรุ้ทบอร์ดออกแบบ ชาวเมืองซีอานและผู้ประกอบการจีนตื่นเต้นที่จะได้ลิ้มรสทุเรียนคุณภาพสดจากสวนทุเรียนเมืองจันทบุรีถึงกับขึ้นป้ายต้อนรับที่สนามบิน

กรมปศุสัตว์คุมเข้ม!! โรคลัมปี สกิน เร่งนำเข้าวัคซีน กำจัดโรคให้สงบโดยเร็ว #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/571369

กรมปศุสัตว์คุมเข้ม!! โรคลัมปี สกิน เร่งนำเข้าวัคซีน กำจัดโรคให้สงบโดยเร็ว

กรมปศุสัตว์คุมเข้ม!! โรคลัมปี สกิน เร่งนำเข้าวัคซีน กำจัดโรคให้สงบโดยเร็ว

วันศุกร์ ที่ 7 พฤษภาคม พ.ศ. 2564, 17.10 น.

กรมปศุสัตว์คุมเข้ม!! โรคลัมปี สกิน เร่งนำเข้าวัคซีน กำจัดโรคให้สงบโดยเร็ว

นายสัตวแพทย์สรวิศ ธานีโต อธิบดีกรมปศุสัตว์ เปิดเผยว่า ตามที่กรมปศุสัตว์ได้ตรวจพบโรคลัมปี สกิน ซึ่งเป็นโรคอุบัติใหม่สำหรับประเทศไทย เป็นครั้งแรกที่บ้านดอนแดง ตำบลแสนสุข อำเภอพนมไพร จังหวัดร้อยเอ็ด เมื่อช่วงต้นเดือนเมษายน 2564 ที่ผ่านมา ซึ่งกรมปศุสัตว์ได้มีการรายงานการเกิดโรคไปยังองค์การสุขภาพสัตว์โลก (OIE) แล้วตั้งแต่วันที่ 9 เมษายน 2564 โรคนี้เป็นโรคเฉพาะในโค กระบือไม่ติดต่อจากสัตว์สู่คน ในช่วงที่ผ่านมา กรมปศุสัตว์ได้ประสานหน่วยงานองค์กรภาครัฐเอกชน และมีมาตรการเชิงรุกในการควบคุม ป้องกันในพื้นที่ ในปัจจุบันพบการระบาดของโรคใน 18 จังหวัด ได้แก่ กาฬสินธุ์ นครพนม มหาสารคาม ขอนแก่น มุกดาหาร บุรีรัมย์ ยโสธร ศรีสะเกษ สุรินทร์ อำนาจเจริญ อุบลราชธานี กาญจนบุรี นครปฐม ประจวบคีรีขันธ์ เพชรบุรี ราชบุรี สุพรรณบุรี และเชียงราย ซึ่งสาเหตุหลักที่ทำให้โรคแพร่ระบาดไปส่วนใหญ่มาจากการเคลื่อนย้ายสัตว์ ประกอบกับมีแมลงดูดเลือด ได้แก่ ยุง แมลงวัน เหลือบ และเห็บ ที่เป็นพาหะนำโรคที่สำคัญ 

อธิบดีกรมปศุสัตว์ กล่าวเพิ่มเติมว่า เพื่อให้การควบคุมโรคลัมปี สกิน ในพื้นที่มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น กรมปศุสัตว์ได้สั่งการให้เจ้าหน้าที่ในพื้นดำเนินการตามมาตรการควบคุมโรคลัมปี สกิน ของกรมปศุสัตว์อย่างเข้มงวด เพื่อยับยั้งการแพร่ระบาดแล้ว โดยเน้นการดำเนินการตามมาตรการหลักที่สำคัญ ดังนี้

(1) เร่งดำเนินการประชาสัมพันธ์เกษตรกรให้รับรู้ลักษณะของโรคและสถานการณ์การระบาดของโรค รวมถึงขอความร่วมมือหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ สมาคมโคเนื้อ/โคนม ศูนย์รับนม สหกรณ์โคเนื้อ/โคนม ในการเป็นเครือข่ายการเฝ้าระวัง ค้นหาโรค โดยการตรวจสอบฟาร์มเลี้ยงสัตว์ของเกษตรกรที่เป็นสมาชิกซื้อขายสัตว์ ซื้อขายน้ำนมดิบ จากข้อมูลที่อาจบ่งบอกการเกิดโรคในฟาร์ม เช่น ปริมาณน้ำนมเฉลี่ยลดลง หรือสงสัยการเกิดโรคทางอาการ ได้แก่ ซึม น้ำตาไหล น้ำลายไหล ไม่กินอาหาร มีตุ่มนูนตามผิวหนังทั่วร่างกาย ซึ่งอาจตกสะเก็ดและเกิดเป็นแผลหลุมในยะเวลาต่อมา ซึ่งหากตรวจพบฟาร์มที่สงสัย ให้แจ้งเจ้าหน้าที่กรมปศุสัตว์ทราบทันที ได้ที่สำนักงานปศุสัตว์จังหวัด หรือสำนักงานปศุสัตว์อำเภอในท้องที่ หรือโทรศัพท์สายด่วน 063-225-6888 เพื่อเข้าดำเนินการให้ความช่วยเหลือพร้อมทั้งตรวจสอบ เก็บตัวอย่างเพื่อยืนยันโรค ตลอดจนควบคุมโรคและแมลงพาหะโดยเร็ว ทั้งนี้หากกรณีเกษตรกรนำสัตว์เข้ามาเลี้ยงใหม่ ควรมีการกักแยกสัตว์ออกจากฝูงเพื่อสังเกตอาการ 28 วัน  พร้อมทั้งกางมุ้งกันแมลงและให้ยาฆ่าแมลง เพื่อควบคุมแมลงพาหะ รวมถึงหมั่นกำจัดแหล่งเพาะพันธุ์แมลง ทำความสะอาดบริเวณที่เลี้ยงสัตว์และสิ่งแวดล้อมโดยรอบ 

(2) เข้มงวดการควบคุมการเคลื่อนย้าย โดยเฉพาะในพื้นที่เสี่ยง ได้แก่ แหล่งรวมสัตว์ และตลาดนัดค้าสัตว์ รวมทั้งช่องทางการนำเข้าสัตว์ตามแนวชายแดน โดยให้เข้มงวดการตรวจรอยโรคในโค กระบือ ที่เคลื่อนย้านผ่านจุตรวจทุกตัว

(3) ขอความร่วมมือจากพ่อค้าสัตว์  เกษตรกร งดการซื้อขายโค กระบือที่มาจากแหล่งที่เกิดโรค หรือจากพื้นที่ในรัศมี 50 กิโลเมตรรอบจุดเกิดโรคเพราะอาจได้สัตว์ที่มีเชื้ออยู่ในร่างกายและสามารถติดต่อไปยังโค กระบือตัวอื่นเมื่อนำเข้าร่วมฝูง เพราะโรคนี้ติดต่อโดยแมลงดูดเลือด และการสัมผัสกับของเหลวจากตุ่มเนื้องอกที่แตก

(4) ป้องกัน และควบคุมแมลงพาหะนำโรค โดยใช้สารเคมีกำจัดแมลง ทั้งในพื้นที่ที่มีการระบาดของโรคและพื้นที่เสี่ยง

(5) ให้การรักษาสัตว์ป่วยตามอาการ เพื่อลดความสูญเสียแก่สัตว์ของเกษตรกร พร้อมทั้งให้คำแนะนำในการดูแลสัตว์อย่างใกล้ชิด

นอกจากนี้ กรมปศุสัตว์ ได้วางแผนการนำวัคซีนป้องกันโรคลัมปี สกินมาใช้สำหรับการควบคุมโรคในประเทศ ซึ่งเป็นมาตรการหนึ่งที่ทำให้การควบคุมโรคมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น และจะสามารถยับยั้งการแพร่ระบาดของโรคได้เร็วขึ้น ทั้งนี้อยู่ระหว่างขั้นตอนที่กรมปศุสัตว์ดำเนินการนำเข้าวัคซีนจากบริษัทผู้ผลิตในต่างประเทศ อย่างไรก็ตามหากเกษตรกรให้ความร่วมมือและปฏิบัติตามคำแนะนำของเจ้าหน้าที่ปศุสัตว์ในการป้องกันและควบคุมการเกิดโรคลัมปี สกินอย่างเคร่งครัดแล้ว สัตว์ก็จะปลอดจากโรค โรคดังกล่าวก็จะหมดจากประเทศไทยได้ อธิบดีกรมปศุสัตว์ กล่าวในที่สุด

เตือน! ใช้ ‘ไอ้โง่’ ทำประมงแหล่งน้ำสาธารณะ ผิดกฎหมายทุกกรณี #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/571186

เตือน! ใช้'ไอ้โง่'ทำประมงแหล่งน้ำสาธารณะ ผิดกฎหมายทุกกรณี

เตือน! ใช้’ไอ้โง่’ทำประมงแหล่งน้ำสาธารณะ ผิดกฎหมายทุกกรณี

วันศุกร์ ที่ 7 พฤษภาคม พ.ศ. 2564, 10.47 น.

เมื่อวันที่ 7 พฤษภาคม 2564 ​นายบัญชา สุขแก้ว รองอธิบดีกรมประมง เปิดเผยว่า พระราชกำหนดการประมง พ.ศ.2558 และที่แก้ไขเพิ่มเติม มาตรา 67 ได้บัญญัติห้ามมิให้ผู้ใดใช้หรือมีไว้ในครอบครอง “เครื่องมือลอบพับได้” หรือที่เรียกว่า “ไอ้โง่” เพื่อใช้เครื่องมือดังกล่าวทำการประมงในแหล่งน้ำสาธารณะประโยชน์ ทั้งพื้นที่ทะเลและพื้นที่น้ำจืดโดยเด็ดขาด เนื่องจากเครื่องมือดังกล่าวทำลายพันธุ์สัตว์น้ำซึ่งส่งผลกระทบต่อความยั่งยืนต่อทรัพยากรสัตว์น้ำอย่างมาก ยกเว้นให้ใช้จับสัตว์น้ำได้เฉพาะในบ่อเพาะเลี้ยงที่เอกชนเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์หรือสิทธิ์ครอบครองเท่านั้น

​จากการศึกษาเก็บข้อมูลทางวิชาการ พบว่า เครื่องมือลอบพับได้ หรือ ไอ้โง่ เป็นเครื่องมือทำการประมงประเภทใช้ดักจับสัตว์น้ำ รูปร่างลักษณะเป็นสี่เหลี่ยมหรือทรงกลม ด้านข้างมีทางเข้าของสัตว์น้ำทั้งสองด้านอยู่สลับกันทั้งซ้ายขวา ลอบ 1 ลูก จะมีความยาวประมาณ 8 เมตร ซึ่งเมื่อนำมาทำการประมงในแหล่งน้ำสาธารณะจะมีประสิทธิภาพจับสัตว์น้ำได้หลายชนิด ซึ่งจากการเก็บข้อมูลในพื้นที่ทะเลอ่าวไทย พบว่าชาวประมงแต่ละรายใช้เครื่องมือดังกล่าวทำการประมงตั้งแต่ 8 – 100 ลูก วางต่อกันเป็นแนวยาวที่ความลึกของระดับน้ำประมาณ 0.60 – 10 เมตร และใช้ทำการประมงในช่วงตั้งแต่เวลาบ่ายถึงเย็นทิ้งไว้ในเวลากลางคืนและมาเก็บกู้ในตอนเช้าหรือสายของวันรุ่งขึ้น ซึ่งใช้เวลาประมาณ 6 – 24 ชั่วโมง

ทั้งนี้ ใน 1 เดือน สามารถทำการประมงได้ 10 – 30 วัน โดยอัตราการจับสัตว์น้ำเพียง 1 ลำ สามารถจับสัตว์น้ำได้ เฉลี่ยจำนวน 15 กิโลกรัม ประกอบด้วย กลุ่มกุ้งทะเล ร้อยละ 35.39 – 73.68  กลุ่มปลาเศรษฐกิจ ร้อยละ 14.21 – 49.73 กลุ่มปูทะเล ร้อยละ 2.78 – 21.22  ที่สำคัญ คือ พบว่าทุกกลุ่มชนิดสัตว์น้ำที่จับได้มีสัดส่วนขนาดความยาวเฉลี่ยน้อยกว่าระยะแรกเริ่มสืบพันธุ์ในสัดส่วนที่สูงถึง ร้อยละ 80 โดยเฉพาะในกลุ่มกุ้งทะเล ที่มีสัดส่วนขนาดความยาวก่อนระยะแรกเริ่มสืบพันธุ์ที่มีสัดส่วนถึงร้อยละ 80 – 100 ซึ่งแสดงถึงการที่สัตว์น้ำถูกจับไปใช้ก่อนวัยอันควร ส่งผลทำให้สัตว์น้ำที่ยังไม่ได้มีโอกาสผสมพันธุ์วางไข่แม้แต่ครั้งเดียวถูกจับขึ้นไปใช้ประโยชน์ เป็นการทำลายทรัพยากรสัตว์น้ำอย่างรุนแรง เพราะทำให้ไม่สามารถที่จะเกิดสัตว์น้ำในรุ่นถัดไปได้ เกิดการสูญเสียทางเศรษฐกิจอย่างมาก ดังนั้น กฎหมายจึงได้บัญญัติห้ามใช้หรือมีไว้ในครอบครองเพื่อใช้เครื่องมือดังกล่าวทำการประมงในแหล่งน้ำสาธารณะประโยชน์โดยเด็ดขาด

​อย่างไรก็ตาม เครื่องมือลอบพับได้ หรือ ไอ้โง่ ไม่ได้ถูกห้ามใช้จับสัตว์น้ำในบ่อเพาะเลี้ยง จึงสามารถหาซื้อได้ง่ายในตลาดทั่วไป ส่งผลให้มีผู้ลักลอบใช้เครื่องดังกล่าวจำนวนมาก โดยเฉพาะในพื้นที่ทะเลสาบสงขลา และทะเลอ่าวไทยในพื้นที่ชายฝั่ง ในปี 2563 มีผลการจับกุม จำนวน 103 คดี ผู้ต้องหา 20 ราย และล่าสุดในปี 2564 จนถึงปัจจุบัน พบมี ผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับเครื่องมือชนิดนี้แล้วกว่า 51 คดี ซึ่งผู้กระทำผิดลักลอบทำการประมงด้วยเครื่องมือชนิดดังกล่าวจะต้องระวางโทษมีอัตราการเปรียบเทียบปรับตั้งแต่หนึ่งหมื่นบาทถึงหนึ่งแสนบาทหรือจำนวนห้าเท่าของมูลค่าสัตว์น้ำที่ได้จากการทำการประมงแล้วแต่จำนวนใดจะสูงกว่า นอกจากนี้ ตามบทบัญญัติ มาตรา 166 ของพระราชกำหนดการประมง พ.ศ.2558 ผู้สนับสนุนหรือผู้ได้รับผลตอบแทนจากการกระทำความผิด เช่น ผู้จำหน่ายเครื่องมือให้ไปกระทำผิด ก็เข้าข่ายเป็นผู้สนับสนุนการกระทำความผิดและต้องได้รับโทษทางกฎหมายด้วยเช่นกัน

​รองอธิบดีกรมประมง เผยอีกว่า ได้แจ้งให้ประมงจังหวัดทุกแห่ง ชี้แจงถึงแนวทางในการดำเนินการควบคุมการใช้เครื่องมือลอบพับได้หรือไอ้โง่ทำการประมง รวมไปถึงการสร้างความรู้ความเข้าใจให้พี่น้องชาวประมงและผู้จำหน่ายเครื่องมือลอบพับได้ทรมาบถึงข้อกฎหมาย ที่ได้อนุญาตให้ใช้หรือมีไว้ในครอบครองเครื่องมือดังกล่าว โดยอนุญาตให้ใช้ในการจับสัตว์น้ำในบ่อเพาะเลี้ยงเท่านั้นมิให้นำไปใช้ในแหล่งน้ำสาธารณะประโยชน์โดยเด็ดขาด พร้อมกันนี้ยังได้เน้นย้ำให้เจ้าหน้าที่ประมง เร่งประชาสัมพันธ์ให้พี่น้องชาวประมง และผู้จำหน่ายเครื่องลอบพับได้ หรือ ไอ้โง่ ปฏิบัติตามกฎหมาย เพื่อป้องกันการกระทำผิดที่อาจเกิดขึ้น และเน้นย้ำให้ใช้กฏหมาย

กรมข้าวยกระดับการผลิต-กระจายเมล็ดพันธุ์ข้าวสู่ชาวนา #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/571058

กรมข้าวยกระดับการผลิต-กระจายเมล็ดพันธุ์ข้าวสู่ชาวนา

กรมข้าวยกระดับการผลิต-กระจายเมล็ดพันธุ์ข้าวสู่ชาวนา

วันศุกร์ ที่ 7 พฤษภาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

นายอาชว์ชัยชาญ เลี้ยงประยูร อธิบดีกรมการข้าว เปิดเผยว่า กรมการข้าวมีหน้าที่รับผิดชอบงานด้านข้าวของประเทศโดยได้รับมอบหมายจากกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ให้เร่งการผลิตและกระจายเมล็ดข้าวในปีการผลิต 2564 ให้มีคุณภาพให้มาตรฐาน มีปริมาณที่เพียงพอทันต่อเวลากับความต้องการใช้เมล็ดพันธุ์ข้าวของชาวนาทั่วประเทศ โดยได้มอบหมายให้หน่วยงานที่รับผิดชอบเร่งรัดดำเนินการให้เป็นไปตามนโยบาย ด้านคุณภาพและมาตรฐานมอบหมายสารวัตรข้าวกรมการข้าว ร่วมกับสารวัตรเกษตร กรมวิชาการเกษตรดำเนินการเข้าตรวจสถานที่รวบรวมผลิตและจำหน่ายเมล็ดพันธุ์ข้าวเพื่อให้เป็นไปตามกฎหมายที่กำหนด ซึ่งได้ดำเนินการแล้วมากกว่า 300 แห่ง พร้อมเร่งรัดการเข้าตรวจสถานประกอบการธุรกิจเมล็ดพันธุ์ข้าวทุกแห่งทั่วประเทศเพื่อไม่ให้ชาวนาได้รับผลกระทบจากเมล็ดพันธุ์ข้าวที่ไม่มีคุณภาพในการเพาะปลูกที่จะถึงนี้

ปริมาณความต้องการใช้เมล็ดพันธุ์ข้าวตลอดทั้งปีของชาวนาที่จำนวน 1,364,000 ตัน โดยมากกว่า 681,000 ตัน เป็นการเก็บเมล็ดพันธุ์ไว้ใช้เอง ซึ่งสามารถเก็บไว้ทำพันธุ์ต่อเนื่องได้ 3 ฤดูกาล ส่วนที่เหลือเป็นเมล็ดพันธุ์ข้าวที่ผลิตและจำหน่ายโดยกรมการข้าว ศูนย์ข้าวชุมชน สหกรณ์การเกษตร ผู้ประกอบการภาคเอกชนและสมาคมผู้รวบรวมและจำหน่ายเมล็ดพันธุ์ข้าว กว่า 528,000 ตัน ในขณะนี้ยังมีเมล็ดพันธุ์ข้าวคุณภาพเพื่อกระจายจำหน่ายให้พี่น้องชาวนาทั่วประเทศ อีกจำนวน 43,966 ตัน ซึ่งผลิตและจำหน่ายโดยศูนย์เมล็ดพันธุ์ข้าว กรมการข้าว 33,255 ตัน ศูนย์ข้าวชุมชน 280 ตัน สหกรณ์การเกษตร 1,171 ตัน และสมาคมผู้รวบรวมและจำหน่ายเมล็ดพันธุ์ 9,260 ตัน ซึ่งคาดว่ามีความเพียงพอต่อความต้องการใช้เมล็ดข้าวพันธุ์ดีในฤดูนาปี 2564 ของพี่น้องชาวนา

ดังนั้นจึงขอให้พี่น้องชาวนาที่กำลังจัดการเมล็ดพันธุ์ข้าวเพื่อการเพาะปลูกในฤดูการนี้ได้จัดซื้อหรือจัดหาได้ที่ศูนย์เมล็ดพันธุ์ข้าวใกล้บ้านท่าน ตัวแทนจำหน่ายเมล็ดพันธุ์ข้าว สหกรณ์การเกษตร ศูนย์ข้าวชุมชน สถานประกอบการรวบรวมและจำหน่ายเมล็ดพันธุ์ข้าว ที่มีความน่าเชื่อถือ ได้รับอนุญาตตามกฎหมายที่กำหนด หากสถานที่รวบรวมหรือขายเมล็ดพันธุ์ข้าวไม่มีใบอนุญาต เมล็ดพันธุ์ข้าวไม่ได้มาตรฐานปลอมปนหรือเสื่อมคุณภาพไม่มีเลขที่ พพ. ขายราคาสูงกว่าท้องตลาดหรือพบการเร่ขายตามหมู่บ้านให้แจ้งสายด่วน กรมการข้าว โทร. 1170 กด 4 หรือที่กองตรวจสอบรับรองมาตรฐานข้าวและผลิตภัณฑ์ กรมการข้าวโทร. 0-2561-2174 หรือที่ศูนย์เมล็ดพันธุ์ข้าว ศูนย์วิจัยข้าว สำนักงานเกษตรอำเภอ เกษตรจังหวัดใกล้บ้านท่าน

อธิบดีกรมการข้าว ยังกล่าวอีกว่า กรมการข้าวได้ร่วมมือกับสมาคมโรงสีข้าวภาคตะวันออกเฉียงเหนือโดยโรงสีจะพิจารณารับซื้อข้าวเปลือกจากชาวนาที่ได้ทำการเปลี่ยนเมล็ดพันธุ์ข้าวเพื่อการเพาะปลูกในฤดูกาลปี 2564 โดยให้พี่น้องชาวนาได้นำใบเสร็จรับเงินหรือเอกสารซื้อขายหรือเอกสารการเปลี่ยนเมล็ดพันธุ์ข้าวจากสถานประกอบการจำหน่ายเมล็ดพันธุ์นำไปยื่นกับโรงสีเพื่อใช้ประกอบการขายผลผลิตซึ่งทางโรงสีภาคตะวันออกเฉียงเหนือจะพิจารณาประกอบการให้ราคาที่เหมาะต่อไป ทั้งนี้ กรมการข้าวและสมาคมโรงสีข้าวภาคตะวันออกเฉียงเหนือหวังยกระดับคุณภาพและมาตรฐานการผลิตข้าวก้าวสู่การพัฒนาอีกระดับหนึ่งโดยเริ่มต้นให้ถูก ปลูกด้วยเมล็ดข้าวพันธุ์ดี

สถานีเกษตร-สิ่งแวดล้อม : RID TEAM ขับเคลื่อนงานชลประทาน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/571060

สถานีเกษตร-สิ่งแวดล้อม : RID TEAM ขับเคลื่อนงานชลประทาน

วันศุกร์ ที่ 7 พฤษภาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

RID TEAM เป็นแนวคิดที่ อธิบดีกรมชลประทานคนใหม่ “ประพิศ จันทร์มา” นำมาใช้ในการขับเคลื่อนงานชลประทาน

อธิบดีกรมชลประทาน ได้ขยายความแนวคิด RID TEAM หรือ “เราจะก้าวไปด้วยกัน” ว่า เป็นแนวคิดที่จะมีความมุ่งมั่นร่วมกันพัฒนากรมชลประทานให้เป็นองค์กรที่ดีไปด้วยกัน ซึ่งได้กำหนดนโยบายการดำเนินงานไว้ 4 ด้าน ได้แก่

1.นโยบายด้านรัฐ สังคมและสิ่งแวดล้อม จะมุ่งพัฒนาแหล่งน้ำและบริหารจัดการน้ำอย่างบูรณาการภายใต้ยุทธศาสตร์ชาติ20 ปี นโยบายรัฐบาล นโยบายกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ยุทธศาสตร์กรมชลประทาน 20 ปี และแผนแม่บทที่สำคัญของประเทศเพื่อเสริมสร้างความเป็นอยู่ที่ดีของประชาชนและสังคม

2.นโยบายด้านผู้บริการ และผู้มีส่วนได้เสีย จะกำหนดมาตรฐานและพัฒนาการให้บริการบนพื้นฐานของกระบวนการ การมีส่วนร่วมอย่างเป็นรูปธรรมและยั่งยืน

3.นโยบายด้านองค์การ จะยกระดับประสิทธิภาพการปฏิบัติงานให้ได้อย่างเป็นรูปธรรม ภายใต้วิสัยทัศน์ที่มีเป้าหมายทั้งในระยะสั้นและระยะยาวผ่านการวางกลยุทธ์อย่างเป็นระบบ พร้อมทั้งส่งเสริมการดำเนินงานตามหลักธรรมาภิบาล สร้างจิตสำนึกให้บุคลากรปฏิบัติหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์สุจริต

และ4.นโยบายด้านผู้ปฏิบัติงาน จะมุ่งมั่นพัฒนาระบบบริหารทรัพยากรบุคคล พัฒนาศักยภาพบุคลากรให้เป็น Smart Worker โดยจะนำเทคโนโลยีและนวัตกรรมมาให้ในการดำเนินงานพัฒนาระบบและวิธีการทำงาน ตลอดจนจะให้ความสำคัญกับคุณภาพชีวิตของบุคลากร

พร้อมทั้งได้กำหนดเป้าหมายในการขับเคลื่อนงานชลประทานไว้ 3 ประเด็นหลักๆคือ ประเด็นแรก การเป็นองค์กรอัจฉริยะ จะมีการจัดการและบูรณาการระบบฐานข้อมูล ปรับปรับปรุงและพัฒนากระบวนงาน วิจัยและพัฒนานวัตกรรมในการทำงาน สรรหาและพัฒนาบุคลากรให้มีสมรรถนะสูงขึ้น

ประเด็นที่ 2 สร้างความมั่นคงเรื่องน้ำ จะพัฒนาแหล่งน้ำและเพิ่มพื้นที่ชลประทาน บริหารจัดการน้ำให้เป็นไปตามวัตถุประสงค์ เพิ่มประสิทธิภาพของโครงการชลประทาน พัฒนารูปแบบและแนวทางที่เหมาะสมในการรับมือภัยพิบัติด้านน้ำ

และประเด็นที่ 3 เพิ่มคุณค่าการบริการ จะเสริมสร้างการมีส่วนร่วมของผู้รับบริการและภาคีเครือข่ายทุกภาคส่วน พัฒนาคุณภาพการให้บริการงานหน่วยงาน จัดวางตำแหน่งบุคลากรและจัดทำเส้นทางความก้าวหน้าอย่างเหมาะสม และเสริมสร้างความผาสุกของบุคลากรเพื่อให้มีแรงจูงใจในการปฏิบัติงาน

อย่างไรก็ตาม การขับเคลื่อนงานชลประทานตามแนวคิด RID TEAM อธิบดีประพิศได้ย้ำเป็นพิเศษ ในเรื่องความซื่อสัตย์ สุจริต มีคุณธรรม มีความโปร่งใส มีความพร้อมรับผิดชอบ ต่อต้านการทุจริตคอร์รัปชั่นทุกรูปแบบ พร้อมทั้งจะน้อมนำหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงมาใช้เป็นแนวในการประพฤติปฏิบัติและดำรงตน

“กรมชลประทานจะทุ่มเททำงาน สืบสานพันธกิจ ด้วยความสุจริตโปร่งใส เพื่อให้ภารกิจงานชลประทานบรรลุตามเป้าหมายและเกิดประโยชน์สูงสุดต่อเกษตรกรและราษฎรอย่างยั่งยืน”

นี่คือการทำงานของกรมชลประทานภายใต้หัวเรือคนใหม่ที่ชื่อ “ประพิศ จันทร์มา”


รัฐศักดิ์ พลสิงห์

ก.เกษตรฯบวงสรวงก่อนพระราชพิธีแรกนาขวัญ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/571059

ก.เกษตรฯบวงสรวงก่อนพระราชพิธีแรกนาขวัญ

วันศุกร์ ที่ 7 พฤษภาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

กระทรวงเกษตรและสหกรณ์จัดพิธีบวงสรวงบูรพกษัตริย์องค์พระพิรุณทรงนาค และสิ่งศักดิ์สิทธิ์ประจำกระทรวงฯก่อนพิธีปลุกเสกเมล็ดพันธุ์ข้าวพระราชทานและพันธุ์พืชต่างๆและพิธีหว่านข้าวในแปลงนาทดลอง สวนจิตรลดา ประจำปีพุทธศักราช 2564

ดร.ทองเปลว กองจันทร์ ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานในพิธีบวงสรวงบูรพกษัตริย์ องค์พระพิรุณทรงนาค และสิ่งศักดิ์สิทธิ์ประจำกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ซึ่งเป็นพิธีกรรมก่อนพระราชพิธีพืชมงคลจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ แต่เนื่องจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโควิด-19 ทำให้การจัดพระราชพิธีพืชมงคลจรดพระนังคัลแรกนาขวัญในปีนี้นั้น ไม่สามารถดำเนินการจัดได้ตามปกติ ในการนี้ พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว จึงได้พระราชทานพระบรมราชานุญาตตามที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ขอพระราชทานพระบรมราชวินิจฉัยงดพระราชพิธีพืชมงคลจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ ประจำปี 2564 และพระราชทานพระมหากรุณาธิคุณ โปรดเกล้าฯ ให้ พลเอกสุรยุทธ์ จุลานนท์ ประธานองคมนตรี ปฏิบัติหน้าที่ประธานฝ่ายฆราวาสในพิธีปลุกเสกเมล็ดพันธุ์ข้าวพระราชทาน ณ พระอุโบสถวัดพระศรีรัตนศาสดารามในวันอาทิตย์ที่ 9 พฤษภาคม 2564 เวลา 17.00 น. และปฏิบัติหน้าที่ประธานในพิธีหว่านข้าวในแปลงนาทดลอง สวนจิตรลดา ในวันจันทร์ที่ 10 พฤษภาคม 2564 ซึ่งพิธีบวงสรวงบูรพกษัตริย์ องค์พระพิรุณทรงนาค และศาลพระภูมิเจ้าที่ของพระยาแรกนาขวัญ จัดขึ้นเพื่อความเป็นสิริมงคลแก่ พนักงาน ข้าราชการและประชาชน และเป็นพิธีกรรมก่อนวันพระราชพิธีพืชมงคลจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ โดยมีเทพีคู่หาบทอง-หาบเงิน ร่วมในพิธีด้วย ซึ่งพิธีกรรมดังกล่าวจะแสดงให้เห็นถึงความห่วงใยของพระมหากษัตริย์ที่มีต่อพสกนิกร

ทั้งนี้ เนื่องจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโควิด-19 ในปี 2564 จึงได้กำหนดให้วันอาทิตย์ที่ 9 พฤษภาคม 2564 เป็นวันพิธีปลุกเสกเมล็ดพันธุ์ข้าวพระราชทาน ซึ่งประกอบพระราชพิธี ณ พระอุโบสถวัดพระศรีรัตนศาสดาราม และถือเป็นวันเกษตรกรด้วย สำหรับวันจันทร์ที่ 10 พฤษภาคม 2564 เป็นพิธีหว่านข้าวในแปลงนาทดลอง ซึ่งจะประกอบพิธี ณ สวนจิตรลดา

สำหรับเทพีคู่หาบทองปีนี้ ได้แก่ นางสาวณัฐชยา ศรีสุขสวัสดิ์ นักวิชาการปฏิรูปที่ดินชำนาญการ สำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม และนางสาวอาทิตยา ทองแกมแก้วนักวิชาการเกษตรชำนาญการ กรมส่งเสริมการเกษตร เทพีคู่หาบเงินได้แก่ นางสาวกันยารัตน์ เศวตนันทิกุล นักทรัพยากรบุคคลชำนาญการ กองการเจ้าหน้าที่ สำนักงานปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์นางสาวชลธิชา ทองอ่อน นายสัตวแพทย์ชำนาญการ กรมปศุสัตว์ โดยมีดร.ทองเปลว กองจันทร์ ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ทำหน้าที่เป็นผู้หว่านข้าว

สำหรับพันธุ์ข้าวทรงปลูกพระราชทานที่เตรียมไว้ในพิธีหว่านข้าวมีทั้งสิ้น 5 สายพันธุ์ น้ำหนักรวมทั้งสิ้น 1,396 กิโลกรัม ได้แก่ ขาวดอกมะลิ 105, ปทุมธานี 1, กข79, กข43 และ กข6 ตลอดจนบรรจุในซองพลาสติกแจกจ่ายให้บรรดาพสกนิกร ประชาชนผู้สนใจและชาวนาทั่วประเทศรับไปเป็นมิ่งขวัญและสิริมงคลในการประกอบอาชีพการเกษตรตามประเพณีนิยม เพื่อให้เป็นไปตามพระราชประสงค์สืบไป

ซอกแซกอาเซียน : 6 พฤษภาคม 2564 #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/570833

ซอกแซกอาเซียน : 6 พฤษภาคม 2564

วันพฤหัสบดี ที่ 6 พฤษภาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

ผมเคยเกริ่นให้ฟังไปครั้งหนึ่งแล้วว่า ช่วงนี้เราชาวแอปเตอร์กำลังง่วนอยู่กับการเตรียมการจัดประชุมคณะมนตรีแอปเตอร์ หรือ APTERR Council ครั้งที่ 9 ที่ประเทศฟิลิปปินส์ เป็นเจ้าภาพจัด แต่ทว่าเราจำเป็นต้องจัดประชุมผ่านทางวีดีโอคอนเฟอเรนซ์ เนื่องจากเจ้าโควิดตัวแสบแท้ๆ เลย (นี่บ่นแบบนี้มาหลายครั้งแล้ว) ซึ่งก่อนการประชุมจริงที่กำหนดไว้ในวันที่ 30 มีนาคม เลยต้องมีการนัดหมายเพื่อซักซ้อมก่อนวันจริง โดยกำหนดซ้อมกันทุกประเทศที่เป็นสมาชิก ในวันที่ 29 มีนาคม คือก่อนวันจริงหนึ่งวัน ปรากฏว่า คงเพื่อให้งานซ้อมเป็นไปอย่างเรียบร้อยไม่ขาดตกบกพร่อง ทางประเทศเจ้าภาพ คือ ฟิลิปปินส์ ก็ขอทางพวกเรานัดซ้อมเพื่อซ้อม (ซ้อมกันสองชั้นเลย) กันก่อนเถอะก็เลยต้องมากำหนดซ้อมเพื่อซ้อมล่วงหน้าอีก 2 วัน ก่อนวันซ้อมจริง

ก็ถือเป็นการใส่ใจของผู้บริหาร NFA ของฟิลิปปินส์โดยแท้ ที่วันซ้อมก่อนการทดสอบ ท่านผู้บริหารสูงสุดของหน่วยงาน คือ Mrs. Judy Carol L. Dansal หรือเรียกกันสั้นๆคุณจูดี้ คนเดิมเป็นคนที่พวกเราคุ้นเคยกันดีอยู่แล้ว เพราะในระยะ 4-5 ปีที่ผ่านมา เราพบกันหลายครั้ง ตั้งแต่สมัยที่แกยังไม่เกษียณ กล่าวคือ ช่วงที่แกเป็น Deputy Administrator ของ NFA แล้วพออายุครบ 65 ปี ต้องเกษียณจากตำแหน่งประจำ หลังจากนั้นไม่นานแกก็ได้รับแต่งตั้งเป็นหัวหน้าใหญ่ของ NFA ที่เรียกชื่อตำแหน่งว่า Administrator ซึ่งถือเป็นตำแหน่งทางการเมือง เทียบเท่าระดับรัฐมนตรีช่วยว่าการ เราจึงคุ้นเคยกันดีมาก คราวแกมาประชุมที่กรุงเทพฯ ทีมงานแอปเตอร์ก็ยังเคยพาแกไปเลี้ยงอาหารค่ำ รวมทั้งพาแกช้อปปิ้งตามศูนย์การค้าต่างๆ

คุณจูดี้พร้อมทีมงานอีกสองสามคน โผล่ออกมาทางจอมอนิเตอร์ ทักทาย Say Hi กันก่อนที่จะทำการซักซ้อมการประชุม ซึ่งก็ไม่มีอะไรมาก นอกจากจะย้ำเกี่ยวกับพิธีการ ขั้นตอนรวมทั้งวาระการประชุม ซึ่งในวันประชุมจริง คุณจูดี้ก็จะต้องเป็นประธานในที่ประชุม สลับกับประธานร่วมหรือ Co-chair ซึ่งในคราวประชุมนี้ คือ ประเทศจีนถึงตรงนี้ ขออนุญาตท่านผู้อ่านเล่าคั่นสลับนิดในเรื่องของประธานร่วม เพราะปกติที่ผ่านมาในการประชุมทั่วไป เรามักพบกับประธานคนเดียว และเมื่อประธานไม่ว่างก็จะมอบหมายรองประธานดำเนินการประชุมแทน แต่ในระบบประธานร่วม หรือ Co-chair นั้น เกิดขึ้นได้ในกรณีที่ประเทศสมาชิกแบ่งออกเป็น 2 กลุ่มอย่างชัดเจน

อย่างในกรณีของแอปเตอร์ ปรากฏว่าสมาชิกมี 2 กลุ่มชัดเจน คือ กลุ่มที่ 1 ประเทศอาเซียน 10 ประเทศ กับกลุ่มที่ 2 คือประเทศบวกสาม ได้แก่ จีน ญี่ปุ่น และเกาหลีใต้ ดังนั้น (ก็ไม่ทราบว่าใครกำหนดมาก่อน) เวลาประชุมAPTERR Council ก็จะต้องมีประธาน 2 คน ที่เรียกว่า ประธานร่วม คือผู้แทนจากกลุ่มที่ 1 และกลุ่มที่ 2 มาทำหน้าที่แล้วแต่จะตกลงกันว่าใครจะนั่งเป็นประธานในวาระไหน ทีนี้ในการทำหน้าที่ประธาน ระเบียบกำหนดให้หมุนเวียนประเทศตามตัวอักษรในแต่ละกลุ่ม ดังนั้น กลุ่มอาเซียนกว่าจะเวียนกลับมาเป็นประธานใช้เวลา 10 ปี ในขณะที่กลุ่มบวกสาม ใช้เวลาเพียง 3 ปี สรุปแล้วประเทศบวกสามก็จะมีโอกาสได้เป็นประธานถี่หน่อย เรื่องประธานร่วมก็เป็นดังนี้แหละครับ

คุณจูดี้ ซักซ้อมกับพวกเราชาวแอปเตอร์อยู่ประมาณ 1 ชั่วโมง ก็เรียบร้อย ตอนท้ายจุดที่เราฝ่ายสำนักเลขานุการเห็นว่าเป็นวาระสำคัญก็บอกย้ำแกไป เพื่อให้ท่านนำการประชุมไปด้วยความราบรื่น เรื่องที่สำคัญในการประชุมนี้ที่ได้เรียนย้ำแก่คุณจูดี้ ก็คือ การต่อเฟส 3 ของการดำเนินงานแอปเตอร์ระหว่างปี 2023-2027 ซึ่งสิ่งจำเป็นที่สุด คือ การบริจาคเงินของประเทศสมาชิกเพื่อเป็นค่าดำเนินงาน เรื่องนี้มันมีความซับซ้อนนิดหน่อย ต้องอาศัยความเข้าใจพอสมควรเนื่องจากเป็นช่วงแก้ไขกฏระเบียบของแอปเตอร์ เผอิญกฏระเบียบที่เรียกว่าความตกลง หรือ Agreement นั้น ยังไม่ได้รับการให้สัตยาบันจากประเทศสมาชิกทั้งหมด ซึ่งก็ถือว่าความตกลงนี้ยังไม่มีผลใช้บังคับ การจะต่อขยายเฟสการบริจาคเงินจึงต้องรอความสมบูรณ์ในการประกาศใช้ความตกลงเสียก่อน จึงต้องมีการถกเถียงในเรื่องนี้ให้ชัดเจน ซึ่งคนที่ร่างความตกลง คือสำนักเลขาธิการอาเซียน ที่ตั้งอยู่ที่กรุงจาการ์ตา ประเทศอินโดนีเซีย ตอนนี้ก็ได้รับข่าวความยุ่งเหยิงอันนี้ด้วย คงสร้างความปวดหัวให้กับเขาอีกไม่ใช่น้อยเลย เนื่องจากต้องเข้าร่วมประชุมในคราวนี้ด้วยเช่นกัน

ชาญพิทยา ฉิมพาลี

chanpithya@apterr.org

วิสาหกิจชุมชนมะม่วงบ้านแฮดฯขอนแก่นปรับตัว ลุยจำหน่ายผลผลิตออนไลน์-สร้างรายได้เกษตรกร #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/570835

วิสาหกิจชุมชนมะม่วงบ้านแฮดฯขอนแก่นปรับตัว ลุยจำหน่ายผลผลิตออนไลน์-สร้างรายได้เกษตรกร

วันพฤหัสบดี ที่ 6 พฤษภาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

นายฉกาจ ฉันทจิระวัฒน์ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรที่ 4 ขอนแก่น (สศท.4) สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.)เปิดเผยว่า “มะม่วงน้ำดอกไม้” เป็นพืชเศรษฐกิจที่สามารถสร้างรายได้ให้กับเกษตรกรจังหวัดขอนแก่น ซึ่งปัจจุบันจังหวัดขอนแก่นเป็นแหล่งผลิตมะม่วงน้ำดอกไม้ที่สำคัญของภาคตะวันออกเฉียงเหนือโดยคาดว่า ปี 2564 (ข้อมูล ณ มีนาคม 2564) จังหวัดขอนแก่น มีพื้นที่ปลูกประมาณ 2,500 ไร่ ผลผลิตรวม 2,850 ตัน ผลผลิตเฉลี่ย 2,000 กก./ไร่ แหล่งปลูกสำคัญอยู่ในอำเภอบ้านแฮด หนองสองห้อง บ้านไผ่ พล มัญจาคีรี และอุบลรัตน์ สำหรับปีนี้ ผลผลิตได้ทยอยออกสู่ตลาดตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา และจะออกต่อเนื่องถึงพฤษภาคม 2564 ซึ่งคาดว่าผลผลิตจะออกตลาดชุกช่วงเมษายน ประมาณร้อยละ 35 ของผลผลิตทั้งหมดในจังหวัด

การผลิตมะม่วงน้ำดอกไม้ของกลุ่มวิสาหกิจชุมชนมะม่วงบ้านแฮดเพื่อการส่งออก ตำบลหนองแซง อำเภอบ้านแฮด จังหวัดขอนแก่น ที่ประสบความสำเร็จในการรวมกลุ่มผลิตมะม่วงน้ำดอกไม้ส่งออกเริ่มดำเนินการตั้งแต่ปี 2548 มีพื้นที่ปลูก 1,590 ไร่ ปัจจุบันมีสมาชิก 69 ราย โดยผลสำรวจข้อมูล ณ วันที่ 19-20 เมษายน ที่ผ่านมา พบว่าต้นทุนการผลิตเฉลี่ย 5,426 บาท/ไร่/ปี (เริ่มให้ผลผลิตในปีที่ 3 และเก็บเกี่ยวได้ระยะยาว) นิยมปลูกช่วงเดือนพฤษภาคม – มิถุนายน ระยะเวลาเก็บเกี่ยวช่วงเดือนมกราคม – พฤษภาคม ให้ผลผลิตในฤดูเฉลี่ย 916.67 กก./ไร่/ปี ด้านราคาที่เกษตรกรขายได้ แบ่งเป็นแบบคัดเกรด เฉลี่ยอยู่ที่ 20-30 บาท/กก. และแบบคละ เฉลี่ยอยู่ที่ 8-10 บาท/กก. เกษตรกรได้ผลตอบแทนเฉลี่ย 13,200 บาท/ไร่/ปี คิดเป็นผลตอบแทนสุทธิ (กำไร) เฉลี่ย 7,774 บาท/ไร่/ปี

กลุ่มวิสาหกิจฯ จำหน่ายผลผลิตที่ตลาดสำคัญ อาทิ ตลาดไท ตลาดสี่มุมเมือง และจำหน่ายให้กับพ่อค้าในพื้นที่และจังหวัดใกล้เคียง นอกจากนี้ ทางกลุ่มวิสาหกิจฯ ได้มีการปรับรูปแบบการจำหน่ายผลผลิตโดยจะเน้นจำหน่ายผ่านตลาดออนไลน์มากขึ้นผ่านเพจ Facebook มะม่วงบ้านแฮด และไร่มะม่วงสวนอุดม ตามวิถี New Normal เพื่อเป็นการเพิ่มช่องทางสร้างโอกาส สร้างรายได้ให้กับเกษตรกรในช่วงวิกฤติโควิดที่ระบาดอยู่ในขณะนี้

นอกจากการรวมกลุ่มผลิตมะม่วงน้ำดอกไม้จนประสบความสำเร็จแล้ว กลุ่มวิสาหกิจฯ ยังได้รับรางวัลชนะเลิศอันดับ 1 การประกวดวิสาหกิจชุมชนดีเด่นระดับจังหวัดปี 2558 รางวัลชนะเลิศอันดับ 2 การประกวดวิสาหกิจชุมชนดีเด่นระดับเขต ปี 2558 รางวัลชนะเลิศการประกวดแปลงใหญ่ระดับเขตปี 2561 รางวัลชมเชยการประกวดแปลงใหญ่ระดับประเทศปี 2561 และได้รับมาตรฐานรับรอง GAP จึงเป็นเครื่องการันตีและสร้างความมั่นใจกับผู้ค้าและผู้บริโภคได้ว่าผลผลิตได้มาตรฐานและมีคุณภาพ

ผู้อำนวยการ สศท.4 กล่าวทิ้งท้ายว่า สำหรับในช่วงนี้ปัญหาของมะม่วงน้ำดอกไม้ที่ต้องระวังคือโรคระบาดจากราน้ำค้าง เพลี้ยไฟ ราแป้ง ต้องรีบกำจัดอย่างเร่งด่วน
เพราะอาจส่งผลกระทบต่อคุณภาพและปริมาณของผลผลิตได้ ทั้งนี้ ท่านที่สนใจข้อมูลการผลิตและการตลาดมะม่วงน้ำดอกไม้ สามารถขอคำปรึกษานายบุญส่วน แก้วไพฑูรย์ ประธานกลุ่มวิสาหกิจชุมชนมะม่วงบ้านแฮดเพื่อการส่งออก เลขที่ 27 หมู่ที่ 4 บ้านสว่างพัฒนา ตำบลหนองแซง อำเภอบ้านแฮด จังหวัดขอนแก่น โทร. 08-9623 4020 หรือ สศท.4 โทร.0-4326-1513 หรืออีเมลzone4@oae.go.th