กษ.เปิดตัวเลขจ่ายเงินประกันรายได้ 2 งวดสุดท้าย ย้ำ!ระบายสต๊อกยางถูกเวลาไม่กระทบราคายาง #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/570834

กษ.เปิดตัวเลขจ่ายเงินประกันรายได้2งวดสุดท้าย ย้ำ!ระบายสต๊อกยางถูกเวลาไม่กระทบราคายาง

วันพฤหัสบดี ที่ 6 พฤษภาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

นายณกรณ์ ตรรกวิรพัท ผู้ว่าการการยางแห่งประเทศไทยเปิดเผยว่า โครงการประกันรายได้เกษตรกรชาวสวนยางระยะ 2 เข้าสู่การจ่ายเงินงวดสุดท้าย คือ งวดที่ 6 ประจำเดือน มีนาคม 2564 ซึ่งได้กำหนดชดเชยส่วนต่างราคายางตามกำหนดราคากลางอ้างอิง ดังนี้ ราคายางแผ่นดิบเฉลี่ย 61.08 บาท/กก. รัฐบาลประกันอยู่ที่ 60 บาท/กก. ราคาน้ำยางสด 58.91 บาท/กก.รัฐบาลประกันอยู่ที่ 57 บาท/กก. และราคายางก้อนถ้วย(DRC 50%) 22.63 บาท/กก. รัฐบาลประกันอยู่ที่ 23 บาท/กก. โดยในงวดนี้ยางก้อนถ้วยเป็นชนิดยางเดียวที่มีการจ่ายเงินชดเชยประกันรายได้ส่วนต่าง 0.37 บาท/กก. คิดเป็นเงินประกันส่วนต่างประกันรายได้ของงวดนี้คือ 149.79 ล้านบาท โดยจะเริ่มจ่ายเงินงวดที่ 6 ได้ในวันที่ 30 เมษายน 2564 เป็นต้นไป สำหรับผลการดำเนินงานโครงการที่ผ่านมา จ่ายเงินชดเชยส่วนต่างราคายางพาราไปแล้วจำนวน 7,290.18 ล้านบาท จ่ายให้เจ้าของสวนยางและคนกรีดยาง จำนวน 1,377,935 ราย

นายณกรณ์กล่าวเพิ่มเติมว่า ตั้งแต่ช่วงกุมภาพันธ์ 2564 จนถึงปัจจุบัน ถือว่าราคายางยังปรับตัวในทิศทางที่ดี โดยมีปัจจัยจากปริมาณยางออกสู่ตลาดลดลง เนื่องจากอยู่ในช่วงปิดกรีดเกิดพายุฤดูร้อนทำให้ฝนตกชุกทั่วประเทศ ประกอบกับผู้ประกอบการมีความต้องการยางเพื่อส่งมอบและขยายกำลังการผลิต การเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องของยอดการผลิตและจำหน่ายรถยนต์ในประเทศจีน เมื่อเทียบกับปี 2563 รวมถึงการไม่ปรับอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐอเมริกา ทำให้นักลงทุนคลายความกังวลในการลงทุน จึงส่งผลให้ทิศทางราคายางของไทยปรับตัวสูงขึ้น ดังนั้น การชดเชยส่วนต่างระหว่างราคายางในตลาดกับราคาประกันในงวดสุดท้ายจึงมีเพียงยางก้อนถ้วยชนิดเดียวที่ได้รับการชดเชย

ผู้ว่าการ กยท. กล่าวถึงความคืบหน้าการบริหารจัดการสต๊อกยางโครงการพัฒนาศักยภาพสถาบันเกษตรกรเพื่อรักษาเสถียรภาพราคายาง และโครงการสร้างมูลภัณฑ์กันชนรักษาเสถียรภาพราคายางว่า กยท. ดำเนินการระบายสต๊อกยางในโครงการดังกล่าว ตามมติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 3 พฤศจิกายน 2563 โดยคำนึงถึงระยะเวลา และราคาจำหน่ายที่เหมาะสม เพื่อไม่ให้เกิดผลกระทบต่อพี่น้องเกษตรกรชาวสวนยางและราคายาง โดยตั้งคณะกรรมการบริหารสต๊อกยางโครงการดังกล่าวขึ้น เพื่อดำเนินการตรวจสอบปริมาณยางกำหนดหลักเกณฑ์การปรับลดคุณภาพยาง และการตรวจสอบคุณภาพยางเป็นประจำ รวมถึงได้ว่าจ้างบริษัทผู้ประเมินอิสระทำการตรวจสอบคุณภาพยาง พร้อมประเมินมูลค่าสต๊อกยางเพื่อให้การระบายสต๊อกยางในครั้งนี้เป็นไปอย่างเหมาะสมและโปร่งใสที่สุดโดยบริษัทที่ประมูลได้ คือ บริษัท นอร์ทอีส รับเบอร์ จำกัด (มหาชน) ซึ่ง กยท. กำหนดเงื่อนไขให้ผู้ที่ประมูลได้ต้องซื้อยางเพิ่มอีก 1 เท่าของปริมาณยางที่ประมูล เพื่อให้เกิดประโยชน์แก่เกษตรกร เป็นการรักษาระดับความต้องการยางในตลาด ทั้งนี้ จะเริ่มส่งมอบยางในช่วงปลายเดือน เม.ย. ไปจนถึง พ.ค. 2564 นี้ ก่อนที่ผลผลิตใหม่จะออกสู่ตลาด

รายงานพิเศษ : เกษตรฯจับมือพาณิชย์เปิด ‘Quick win’ พัฒนาคน-ผลิตภัณฑ์สินค้าเกษตรตอบโจทย์ผู้บริโภค #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/570610

รายงานพิเศษ : เกษตรฯจับมือพาณิชย์เปิด‘Quick win’ พัฒนาคน-ผลิตภัณฑ์สินค้าเกษตรตอบโจทย์ผู้บริโภค

รายงานพิเศษ : เกษตรฯจับมือพาณิชย์เปิด‘Quick win’ พัฒนาคน-ผลิตภัณฑ์สินค้าเกษตรตอบโจทย์ผู้บริโภค

วันพุธ ที่ 5 พฤษภาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

กระทรวงเกษตรฯ ผนึกกระทรวงพาณิชย์ ขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ตลาดนำการผลิตตั้งอนุกรรมการและคณะทำงานจัดทำแผนขับเคลื่อนการพัฒนาคนและผลิตภัณฑ์ใน 4 กลุ่มสินค้าเกษตรให้ตรงกับความต้องการของตลาด และสร้างแพลตฟอร์มกลาง “เกษตรผลิตพาณิชย์ตลาด” เพิ่มความเชื่อมั่นด้านคุณภาพ มาตรฐานความปลอดภัยและการตรวจสอบย้อนกลับให้โดนใจผู้บริโภคทั้งในและต่างประเทศ

ดร.เฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ร่วมกับกระทรวงพาณิชย์ ได้แต่งตั้งคณะกรรมการร่วมเพื่อ
ขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ตลาดนำการผลิต รวมทั้งแต่งตั้งคณะอนุกรรมการย่อย 4 คณะ ประกอบด้วย1. คณะอนุกรรมการขับเคลื่อนการสร้างและใช้ข้อมูลจากฐานเดียวกัน (Single Big Data) เพื่อพัฒนาระบบฐานข้อมูลให้มีความเชื่อมโยงกันและสามารถตอบโจทย์ความต้องการของผู้ใช้งาน เข้าถึงได้ง่าย สะดวก รวดเร็ว 2. คณะอนุกรรมการขับเคลื่อนการสร้างแพลตฟอร์มกลาง “เกษตรผลิต พาณิชย์ตลาด” โดยตั้งเป้าหมายหลักเพื่อให้เกิดการซื้อขายสินค้าเกษตรมากขึ้นทั้งในประเทศและต่างประเทศ 3. คณะอนุกรรมการขับเคลื่อนการสร้างความเชื่อมั่นด้านคุณภาพ มาตรฐาน ความปลอดภัยและการตรวจสอบย้อนกลับ ตั้งเป้ายกระดับสินค้าเกษตรและอาหารไทยไปสู่ระดับมาตรฐานพื้นฐานตามที่ตลาดต้องการ และ 4. คณะอนุกรรมการขับเคลื่อนการพัฒนาคนและผลิตภัณฑ์ให้ตรงตามความต้องการของตลาด วางแนวทางพัฒนาคุณภาพสินค้าเกษตร รวมถึงพัฒนาหลักสูตรให้แก่บุคลากร ตอบโจทย์ให้ตรงตามความต้องการของตลาดต่อไป

ด้านนายเข้มแข็ง ยุติธรรมดำรง อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวเพิ่มเติมว่าในส่วนของคณะอนุกรรมการขับเคลื่อนการพัฒนาคนและผลิตภัณฑ์ให้ตรงตามความต้องการของตลาด ได้มีมติแต่งตั้งคณะทำงานจัดทำแผนปฏิบัติการขับเคลื่อนการพัฒนาคนและผลิตภัณฑ์ จำนวน 4 คณะ ใน 4 กลุ่มสินค้า ประกอบด้วย 1.สินค้าข้าว พืชไร่และพืชสวน 2.สินค้าผลไม้ 3.สินค้าปศุสัตว์ และ 4.สินค้าประมง ซึ่งคณะทำงานจัดทำแผนปฏิบัติการขับเคลื่อนการพัฒนาคนและผลิตภัณฑ์สินค้าข้าว พืชไร่ และพืชสวน เห็นชอบกำหนดกลุ่มสินค้าเป้าหมาย จำนวน 3 ชนิด ได้แก่ สินค้าข้าว มันสำปะหลัง และยางพารา โดยกำหนดสินค้าข้าว และมันสำปะหลังเป็นสินค้านำร่อง (Quick win) ในการจัดทำแผนปฏิบัติการขับเคลื่อนดังกล่าว และจะส่งเสริม พัฒนาศักยภาพของผู้ประกอบการและผู้ส่งออกเพื่อรองรับการค้ายุคใหม่ สร้างความสามารถในการแข่งขันของสินค้าและผลิตภัณฑ์ให้ตรงตามความต้องการของตลาดทั้งในและต่างประเทศ สนับสนุนให้มีการนำเทคโนโลยีมาใช้เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน สร้างแรงจูงใจให้คนรุ่นใหม่หันมาทำการเกษตรมากขึ้น รวมถึงส่งเสริมการใช้ประโยชน์จากวัสดุเหลือใช้จากทางการเกษตรมาผลิตเป็นสินค้านวัตกรรมและพัฒนาหลักสูตรการเรียนการสอนในสถาบันการศึกษา เพื่อพัฒนาทักษะสร้างองค์ความรู้ด้านต่าง ๆ เช่น กลยุทธ์ด้านการตลาดทั้งออฟไลน์ ออนไลน์ การพัฒนาผลิตภัณฑ์ การสร้างแบรนด์ เป็นต้น

ส่วนคณะทำงานจัดทำแผนปฏิบัติการขับเคลื่อนการพัฒนาคนและผลิตภัณฑ์สินค้าผลไม้ เห็นชอบกำหนดกลุ่มสินค้าเป้าหมาย จำนวน 4 ชนิด คือ ทุเรียน มะม่วง มังคุด และลำไย โดยวางแนวทางการพัฒนาคนให้สามารถผลิตสินค้ามีคุณภาพได้มาตรฐาน มีระบบการจัดการหลังการเก็บเกี่ยวของทุเรียน มะม่วง มังคุด และลำไยที่เหมาะสม สร้างความเข้มแข็งให้กับเกษตรกรและองค์กรเกษตรกร พัฒนาเกษตรกรให้เป็นผู้ประกอบการด้านการเกษตร มีความรู้ในการสร้างมูลค่าเพิ่มและ
แปรรูปสินค้าเกษตร และเข้าถึงนวัตกรรมและเทคโนโลยีการเกษตรสมัยใหม่ ทั้งนี้ คณะทำงานฯ ได้กำหนดให้ทุเรียนเป็นสินค้านำร่อง (Quick win) ปี 2564-2565 ในการจัดทำแผนปฏิบัติการขับเคลื่อนดังกล่าว มุ่งเน้นการป้องกันและแก้ไขปัญหาทุเรียนด้อยคุณภาพออกสู่ตลาด (ภาคตะวันออก) เริ่มตั้งแต่ช่วงก่อนฤดูผลไม้
ออกจะต้องจัดฝึกอบรมพัฒนาเจ้าหน้าที่และเกษตรกรชาวสวนทุเรียนทุกระดับทั้งมือตัด มือคัด สถาบันเกษตรกร วิสาหกิจชุมชน Smart Farmer, Young Smart Farmer,ผู้ประกอบการ (ล้ง) สมาพันธ์ทุเรียนฯ เป็นต้น

สำหรับคณะทำงานจัดทำแผนปฏิบัติการขับเคลื่อนการพัฒนาคนและผลิตภัณฑ์สินค้าปศุสัตว์ เห็นชอบกำหนดกลุ่มสินค้าเป้าหมาย จำนวน 6 ชนิด คือ นมโค เนื้อโคเนื้อสุกร ไก่เนื้อ ไข่ไก่ และเนื้อแพะ โดยได้วางแนวทางการพัฒนาคนให้มีองค์ความรู้เทคโนโลยี และนวัตกรรม ที่สามารถผลิตสินค้ามีคุณภาพ ได้มาตรฐาน พัฒนาผลิตภัณฑ์ปศุสัตว์ให้มีมูลค่าเพิ่มและตรงตามความต้องการของตลาด ส่วนคณะทำงานจัดทำแผนปฏิบัติการขับเคลื่อนการพัฒนาคนและผลิตภัณฑ์สินค้าประมง เห็นชอบกำหนดกลุ่มสินค้าเป้าหมาย จำนวน 2 ชนิด คือ กุ้งขาว และกุ้งก้ามกราม โดยแนวทางการพัฒนาเริ่มจากต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำ เพิ่มขีดความสามารถการผลิตของเกษตรกรให้เป็นไปตามมาตรฐานการผลิตที่ระเบียบและกฎหมายกำหนด พัฒนาสายพันธุ์ให้เป็นไปตามความต้องการของตลาด

ทั้งนี้ มติที่ประชุมยังได้มอบหมายให้คณะทำงานฯ ปรับปรุงแผนปฏิบัติการขับเคลื่อนการพัฒนาคนและผลิตภัณฑ์ให้สมบูรณ์ยิ่งขึ้นโดยแบ่งกลุ่มคนภาคเกษตรในอนาคตของประเทศไทย ออกเป็น 4 กลุ่ม ได้แก่ 1) กลุ่มเศรษฐกิจพอเพียง/กลุ่มพื้นฐาน/กลุ่มอนุรักษ์ 2) กลุ่มคนที่ทำเกษตรแปรรูป 3) กลุ่มผู้ใช้ผลิตภัณฑ์ทางการเกษตร/ผู้บริโภค และ 4) กลุ่มนักวิชาการ ภาคประชาสังคม (NGO) เพื่อจัดทำแผนพัฒนากำลังคนภาคเกษตรในอนาคตต่อไป

ลุยเกษตรสุดเขตไทย : 5 พฤษภาคม 2564 #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/570608

ลุยเกษตรสุดเขตไทย : 5 พฤษภาคม 2564

วันพุธ ที่ 5 พฤษภาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

…ลุยเกษตรสุดเขตไทย แปลกใหม่ไฉไลน่าอ่านฉบับนี้น้องใหม่ “หนุ่มยูโร”มาประจำการ เริ่มแรกก็ต้องกล่าวคำว่า “สวัสดีมิตรรักนักอ่าน” ขอคารวะผู้มีอุปการคุณทุกท่าน และที่สำคัญแฟนคลับของ “แนวหน้า” หนังสือพิมพ์คุณภาพที่อยู่เคียงข้างประชาชนมายาวนาน…

ยุคนี้เปิดสื่อทุกช่องทางจะเจอแต่ข่าว “โควิด” ขอให้ทุกท่านการ์ดอย่าตก และหมั่นรักษาสุขภาพร่างกายให้แข็งแรง หลีกหนีกลุ่มเสี่ยง หรือที่มีคนแออัดยัดเยียด แล้วทุกท่านจะปลอดภัย คิดเสียว่า “โควิดมาปัญญาเกิด” ทุกคนอยู่แต่ในบ้าน คดีอาชญากรรมอาจลดลง แต่คดีผัวเมียทะเลาะกันอาจเพิ่มขึ้น…

“หนุ่มยูโร”หวังว่าประเทศไทย และทุกท่านจะผ่านไปด้วยดี มีชีวิตยืนยาว ต่อสู้กับอุปสรรคจนรอดพ้น และมาร่วมพัฒนาชาติไทยให้เจริญรุ่งเรือง เหมือนอารยประเทศอื่นนะครับ

… พูดถึงการพัฒนาชาติไทยหนุ่มยูโร เคยเรียนร.ด. ครูนำคำสั่งหนึ่งมาสอนในชั้น เป็นคำสั่งที่ฮือฮามาก คือคำสั่ง 66/2523 ออกโดยป๋าเปรม พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ นายกรัฐมนตรีสมัยนั้น ให้ผู้หลงผิดออกมาร่วมพัฒนาชาติไทย โดยทางการจะไม่เอาโทษ

… ปรากฏว่ามีผู้ร่วมพัฒนาชาติไทยวางอาวุธออกมาร่วมสร้างชาติกันมากโข โดยเฉพาะภาคอีสานบ้านเฮา แถวยาวเหยียดครับ…

ประชุมสภาเมื่อเดือนก่อน นายอาดิลัน อาลีอิสเฮาะ สส.ยะลา พรรคพลังประชารัฐ ได้ยื่นกระทู้ถามสดพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ถึงการแก้ปัญหาความเดือดร้อนของผู้ร่วมพัฒนาชาติไทย(ผรท.)เกี่ยวกับการไม่มีพื้นที่ทำกินมีพล.อ.ชัยชาญ ช้างมงคล รมช.กลาโหม เป็นผู้ตอบกระทู้มีข้อความสำคัญคือให้กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายใน กองอำนวยการรักษาความมั่นคง ภาค 4 ส่วนหน้า และศอ.บต. ร่วมดำเนินการช่วยเหลือ โดยผรท.มอบหมายให้ นางรอบียะอูมะ ผู้แทนผู้ประสานงานผรท.ชายแดนใต้ เป็นผู้ติดต่อหน่วยที่เกี่ยวข้อง…และนางรอบียะ อูมะ ได้ทำหนังสือถึงร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รมช.กระทรวงเกษตรฯ เรื่องขอความช่วยเหลือเรื่องที่ทำกินใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ช่วงนี้จึงเห็นรมต.ธรรมนัส ลงใต้บ่อย…

ครั้งหนึ่ง “หนุ่มยูโร” ร่วมทริปไปจ๊ะเอ๋ ท่านรมช.มากบารมี จึงทราบว่า ท่านธรรมนัส บ้านเดิมอยู่อ.ตากใบ จ.นราธิวาส เรียนจบที่ “นราสิกขาลัย”กลางเมืองนราฯ เพื่อนฝูงที่ใต้จึงเยอะ …แถมอีกนิด วันนั้น ท่านควง “น้องจิ๊บ” อดีตนางสาวไทยปี’59 พร้อมรถโรลส์-รอยซ์ คันละ 140 ล้านขับไปตรวจราชการและถือโอกาสทักทายเพื่อนฝูงด้วย…หมดหน้าเจอกันใหม่ฉบับหน้า “หนุ่มยูโร” ขอกราบลา…

สศก.ถกสมาชิกเอเปก ลุยแผนความมั่นคงอาหารเอเชีย-แปซิฟิกปี 2030 #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/570364

สศก.ถกสมาชิกเอเปก  ลุยแผนความมั่นคงอาหารเอเชีย-แปซิฟิกปี2030

สศก.ถกสมาชิกเอเปก ลุยแผนความมั่นคงอาหารเอเชีย-แปซิฟิกปี2030

วันอังคาร ที่ 4 พฤษภาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

นายฉันทานนท์ วรรณเขจร เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า จากการประชุมคณะทำงานเพื่อจัดทำแผนงานความมั่นคงอาหารมุ่งสู่ปี ค.ศ. 2030 (The Food Security Roadmap towards 2030) เมื่อวันที่ 22 เมษายนที่ผ่านมา สศก. ได้ร่วมประชุมผ่านระบบการประชุมทางไกล โดยมี Mr.Philip Houlding ผู้อำนวยการกองนโยบายระหว่างประเทศ กระทรวงอุตสาหกรรมพื้นฐานของนิวซีแลนด์ ในฐานะเจ้าภาพการประชุมเอเปก ปี 2564 เป็นประธานการประชุม พร้อมด้วยสมาชิกเอเปก 21 เขตเศรษฐกิจเพื่อหารือเกี่ยวกับการพัฒนาแผนงานความมั่นคงอาหารมุ่งสู่ปี ค.ศ. 2030 สำหรับสมาชิกเอเปกในการพัฒนาการดำเนินงานด้านความมั่นคงอาหารในภูมิภาคเอเชีย – แปซิฟิกเมื่อต้องเผชิญกับความท้าทายที่เกิดจากการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19

สำหรับแผนพัฒนาแผนงานความมั่นคงอาหาร มุ่งสู่ปี ค.ศ. 2030 กำหนดวัตถุประสงค์ 6 ประเด็นหลัก ได้แก่ 1) เพิ่มการ
มีอาหารในปริมาณที่เพียงพอมีคุณภาพที่เหมาะสมและมีคุณค่าทางโภชนาการในภูมิภาค 2) ตอบสนองต่อความท้าทายของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศได้อย่างมีประสิทธิภาพ 3) อำนวยความสะดวกทางการค้าการลงทุนและหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจ 4) เพิ่มการมีส่วนร่วมในระบบอาหาร โดยส่งเสริมความก้าวหน้าในการสร้างโอกาสในด้านต่างๆ 5) เพิ่มความยืดหยุ่นของห่วงโซ่อุปทานอาหารของภูมิภาคเอเชีย – แปซิฟิก และ 6) ส่งเสริมการมีส่วนร่วมระหว่างภาครัฐและเอกชน

หลังจากนี้ ทางนิวซีแลนด์ยังได้กำหนดจัดสัมมนาในรูปแบบออนไลน์ ระหว่างวันที่ 4 – 7 พฤษภาคม 2564เพื่อหารือใน 4 หัวข้อหลัก คือ 1) การสร้างความยืดหยุ่นในระบบอาหารของเอเปกเพื่อลดผลกระทบและสามารถรับมือจากแรงกดดัน ความตึงเครียดจากปัจจัยเสี่ยงต่างๆ 2) การส่งเสริมระบบอาหารแบบองค์รวมสำหรับ SMEs สตรีและชนพื้นเมือง 3) การเพิ่มผลผลิตประสิทธิภาพและนวัตกรรม และ 4) กำหนดเป้าหมายที่ชาญฉลาดและการติดตามการดำเนินงานอย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งทางเจ้าภาพนิวซีแลนด์ จะนำผลลัพธ์ที่ได้จากการหารือ และข้อเสนอแนะจากการสัมมนาฯ ไปกำหนดประเด็นสำคัญเพื่อพัฒนาเป็นแผนงานความมั่นคงอาหาร โดยจะมีการรับรองแผนงานความมั่นคงอาหารมุ่งสู่ปี ค.ศ 2030 หรือ ปี พ.ศ. 2573 ในการประชุมระดับรัฐมนตรีความมั่นคงอาหารเอเปกช่วงเดือนสิงหาคม 2564 ที่จะถึงต่อไปการประชุมฯ ดังกล่าว เป็นโอกาสอันดีของไทยในฐานะสมาชิกเอเปกและรองประธานการประชุมหุ้นส่วนเชิงนโยบายด้านความมั่นคงอาหารเอเปก (APEC Policy Partnership on Food Security Meeting : PPFS) ในปี 2564 อีกทั้งจะเป็นประธาน PPFS ในปี 2565 ในการร่วมพัฒนาแผนงานความมั่นคงอาหารมุ่งสู่ปี ค.ศ. 2030 ให้แล้วเสร็จ

โดยประเด็นที่ไทยควรผลักดันเพื่อเป็นแนวทางในการส่งเสริมความมั่นคงอาหารในภูมิภาคเอเปก ที่สำคัญ คือ การขับเคลื่อนระบบเศรษฐกิจ ทางการพัฒนาเศรษฐกิจชีวภาพ – เศรษฐกิจหมุนเวียน – เศรษฐกิจสีเขียว หรือ Bio – Circular – Green Economy : BCG Economy รวมถึงนโยบาย “3S” ของกระทรวงเกษตรฯ ทั้งเรื่อง Safety ความปลอดภัยของอาหาร Security ความมั่นคงของภาคการเกษตรและอาหาร และ Sustainability ความยั่งยืนของภาคการเกษตร รวมทั้งการให้ความร่วมมือกับอาเซียนและนานาประเทศ เพื่อฝ่าวิกฤติโควิด-19และวิกฤติเศรษฐกิจโลกของภาคเกษตรรวมถึงความพร้อมที่ไทยจะเป็นเจ้าภาพเอเปก ปี 2565 ต่อไป เลขาธิการ สศก. กล่าว

เกษตรฯเตรียมพิธีปลุกเสกเมล็ดพันธุ์ข้าวพระราชทาน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/570361

เกษตรฯเตรียมพิธีปลุกเสกเมล็ดพันธุ์ข้าวพระราชทาน

วันอังคาร ที่ 4 พฤษภาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

ดร.เฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า พระราชพิธีพืชมงคลจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ ถือเป็นพระราชพิธีซึ่งกระทำขึ้นเพื่อความเป็นสิริมงคลและส่งเสริมบำรุงขวัญเกษตรกร เพื่อให้เกิดความมั่นใจในการเพาะปลูก โดยกำหนดจัดขึ้นในราวเดือนหกของทุกปี อันถือเป็นเวลาที่เหมาะสมในการเริ่มต้นฤดูกาลแห่งการทำนาแต่เนื่องจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโควิด-19 ทำให้การจัดพระราชพิธีพืชมงคลจรดพระนังคัลแรกนาขวัญนั้น ไม่สามารถดำเนินการจัดได้ตามปกติ ในการนี้พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว จึงได้พระราชทานพระบรมราชานุญาตตามที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ขอพระราชทานพระบรมราชวินิจฉัยงดพระราชพิธีพืชมงคลจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ ประจำปี 2564 และพระราชทานพระมหากรุณาโปรดเกล้าฯให้ พลเอกสุรยุทธ์ จุลานนท์ ประธานองคมนตรี ปฏิบัติหน้าที่ประธานฝ่ายฆราวาสในพิธีปลุกเสกเมล็ดพันธุ์ข้าวพระราชทาน ณ พระอุโบสถวัดพระศรีรัตนศาสดาราม ในวันอาทิตย์ที่ 9 พฤษภาคม 2564 เวลา 17.00 น. และปฏิบัติหน้าที่ประธานในพิธีหว่านข้าวในแปลงนาทดลอง สวนจิตรลดา ในวันจันทร์ที่ 10 พฤษภาคม 2564

ดร.เฉลิมชัยกล่าวว่า ในปีพุทธศักราช 2564 ผู้ทำหน้าที่หว่านข้าวคือ ดร.ทองเปลว กองจันทร์ ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ คู่หาบทอง ได้แก่ นางสาวณัฐชยา ศรีสุขสวัสดิ์ นักวิชาการปฏิรูปที่ดินชำนาญการ สำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรรม และนางสาวอาทิตยา ทองแกมแก้ว นักวิชาการเกษตรชำนาญการ กรมส่งเสริมการเกษตร คู่หาบเงิน
ได้แก่ นางสาวกันยารัตน์ เศวตนันทิกุลนักทรัพยากรบุคคลชำนาญการ สำนักงานปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และนางสาวชลธิชา ทองอ่อน นายสัตวแพทย์ชำนาญการ กรมปศุสัตว์

ทั้งนี้ ในปีนี้กรมการข้าวทำหน้าที่ในการจัดเตรียมพันธุ์ข้าวพระราชทานและพันธุ์พืช ซึ่งนำมาใช้ในพิธีปลุกเสกเมล็ดพันธุ์ข้าวพระราชทาน โดยขอพระราชทานพระบรมราชานุญาตนำพันธุ์ข้าวทรงปลูกในฤดูนาปี 2563 โครงการนาทดลองในโครงการส่วนพระองค์ สวนจิตรลดา มาใช้ในพิธีปลุกเสกเมล็ดพันธุ์ข้าวพระราชทาน ประจำปี 2564 ประกอบด้วย ข้าวนาสวน 5 พันธุ์ (ขาวดอกมะลิ 105, ปทุมธานี 1, กข79, กข43, กข6) เมล็ดพันธุ์ข้าวเปลือกที่นำเข้าในพระราชพิธีมีน้ำหนักรวมทั้งสิ้น 1,396 กิโลกรัม และจัดเป็น “พันธุ์ข้าวทรงปลูกพระราชทาน” บรรจุในซองพลาสติกแจกจ่ายให้บรรดาพสกนิกร ประชาชนผู้สนใจ และชาวนาทั่วประเทศรับไปเป็นมิ่งขวัญและสิริมงคลในการประกอบอาชีพการเกษตรตามประเพณีนิยม เพื่อให้เป็นไปตามพระราชประสงค์สืบไป

กรมชลฯเดินหน้าบริหารจัดการน้ำต่อเนื่อง เตรียมรับ ‘ฤดูฝน’ เต็มพิกัด! #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/570344

กรมชลฯเดินหน้าบริหารจัดการน้ำต่อเนื่อง เตรียมรับ'ฤดูฝน'เต็มพิกัด!

กรมชลฯเดินหน้าบริหารจัดการน้ำต่อเนื่อง เตรียมรับ’ฤดูฝน’เต็มพิกัด!

วันจันทร์ ที่ 3 พฤษภาคม พ.ศ. 2564, 22.02 น.

“กรมชลประทาน”เดินหน้าบริหารจัดการน้ำต่อเนื่อง หลังฝนเริ่มตกในหลายพื้นที่เตรียมรับฤดูฝนเต็มพิกัด พร้อมเร่งปรับปรุงแหล่งน้ำเพื่อให้การเก็บกักน้ำเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ

นายประพิศ จันทร์มา อธิบดีกรมชลประทาน เปิดเผยถึงสถานการณ์น้ำในปัจจุบันว่า  อ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่และขนาดกลางทั่วประเทศ มีปริมาณน้ำรวมกันทั้งสิ้น 36,459 ล้าน ลบ.ม. คิดเป็นร้อยละ 48 ของความจุอ่างฯ รวมกัน มีน้ำใช้การได้ประมาณ 12,530 ล้าน ลบ.ม. ยังสามารถรองรับน้ำได้รวมกันประมาณ 39,608 ล้าน ลบ.ม.  เฉพาะ 4 เขื่อนหลักลุ่มน้ำเจ้าพระยา (เขื่อนภูมิพล เขื่อนสิริกิติ์ เขื่อนแควน้อยบำรุงแดน และเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์) มีปริมาณน้ำรวมกันประมาณ 8,949 ล้าน ลบ.ม. หรือร้อยละ 36 ของความจุอ่างฯ รวมกัน มีน้ำใช้การได้ประมาณ 2,253 ล้าน ลบ.ม. ยังสามารถรองรับน้ำในช่วงฤดูฝน ได้รวมกันประมาณ 15,922 ล้าน ลบ.ม.

ทั้งนี้ ได้สั่งการให้โครงการชลประทานทุกแห่ง เร่งดำเนินการกำจัดวัชพืช และสิ่งกีดขวางทางน้ำ รวมทั้งเร่งขุดลอกคลองและแก้มลิง ให้แล้วเสร็จภายในเดือนมิถุนายนนี้ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการระบายน้ำในช่วงฤดูฝน อาทิ บริเวณเหนือเขื่อนเจ้าพระยา อ.สรรพยา จ.ชัยนาท หลังจากที่มีวัชพืชไหลมาสะสมกว่า 40,000 ตัน ขณะนี้ได้กำจัดวัชพืชและสิ่งกีดขวางทางน้ำไปแล้ว ประมาณ 31,500 ตัน หรือคิดเป็น 78.75 % หากไม่มีวัชพืชไหลเข้ามาเพิ่มเติม คาดว่าจะแล้วเสร็จ ภายในวันที่ 10 พฤษภาคม 2564 ส่วนทีบริเวณคลองระบายน้ำ 2R สองพี่น้อง ต.ดอนมะเกลือ อ.อู่ทอง จ.สุพรรณบุรี โครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาสองพี่น้อง สำนักงานชลประทานที่ 13 ได้กำจัดวัชพืชไปแล้วกว่า 13,800 ตัน แล้วเสร็จไปเมื่อวันที่ 30 เมษายน 2564 ที่ผ่านมา และบริเวณคลองบางบัวทอง ที่พบวัชพืชไหลมาสะสมเป็นระยะทางกว่า 1 กิโลเมตร ขณะนี้สำนักงานชลประทานที่ 11 ได้บูรณาการร่วมกับหน่วยงานท้องถิ่น และสำนักงานโยธาธิการและผังเมืองนนทบุรี ดำเนินการกำจัดวัชพืชคงเหลือระยะประมาณ 500 เมตร คาดว่าจะแล้วเสร็จภายในวันที่ 10 พฤษภาคม 2564 นี้เช่นกัน

ทั้งนี้ กรมชลประทาน จะเฝ้าระวังและติดตามสภาพอากาศและสถานการณ์น้ำอย่างใกล้ชิด พร้อมบริหารจัดการน้ำในทุกช่วงเวลาให้เป็นไปตามแผนที่กำหนด โดยให้สอดคล้องกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้น เพื่อลดผลกระทบที่จะเกิดกับประชาชนให้ได้มากที่สุด หากหน่วยงานหรือประชาชนท่านใดต้องการความช่วยเหลือ สามารถร้องขอไปได้ที่โครงการชลประทานทุกแห่ง หรือโทร.สายด่วนกรมชลประทาน 1460 ได้ตลอดเวลา

เกษตรฯเผยผลคัดเลือกเกษตรกร สถาบันเกษตรกร- สหกรณ์ดีเด่นแห่งชาติปี’64 #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/570157

เกษตรฯเผยผลคัดเลือกเกษตรกร  สถาบันเกษตรกร-สหกรณ์ดีเด่นแห่งชาติปี’64

เกษตรฯเผยผลคัดเลือกเกษตรกร สถาบันเกษตรกร-สหกรณ์ดีเด่นแห่งชาติปี’64

วันจันทร์ ที่ 3 พฤษภาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

นายเข้มแข็ง ยุติธรรมดำรง อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร เปิดเผยว่า ตามที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์มีนโยบายให้หน่วยงานในสังกัดคัดเลือกเกษตรกร สถาบันเกษตรกร และสหกรณ์ดีเด่นสาขาอาชีพต่างๆ ให้เป็นเกษตรกร สถาบันเกษตรกร และสหกรณ์ดีเด่นแห่งชาติ ประจำปี เพื่อยกย่องประกาศเกียรติคุณและเผยแพร่ผลงานดีเด่นให้สาธารณชนทั่วไปได้รู้จักและยึดถือเป็นแบบอย่างแนวทางในการปฏิบัติงาน ซึ่งจะก่อให้เกิดผลดีต่อประเทศโดยรวมในอนาคต โดยกระทรวงเกษตรและสหกรณ์มอบหมายให้กรมส่งเสริมการเกษตรดำเนินการรวบรวมรายชื่อผู้ที่ได้รับคัดเลือกสาขาต่างๆ เพื่อเข้ารับพระราชทานโล่ รางวัลเบื้องหน้าพระบรมฉายาลักษณ์ ณ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ซึ่งจะกำหนดวันและเวลาที่เหมาะสมต่อไป

สำหรับผลการคัดเลือกมีดังนี้ 1) เกษตรกรดีเด่นแห่งชาติ จำนวน 16 สาขาประกอบด้วย อาชีพทำนา ได้แก่ นายศักดิ์ดา เขตกลาง จ.ร้อยเอ็ด, อาชีพทำสวน ได้แก่ นายยงยุทธ ศรีจินดา จ.สมุทรสาคร, อาชีพทำไร่ ได้แก่ นายสุทธิ ที่หมาย จ.ระยอง, อาชีพทำไร่นาสวนผสม ได้แก่ นายวีระชัย ก้องพนาไพรสณฑ์ จ.ตาก, อาชีพปลูกหม่อนเลี้ยงไหม ได้แก่ นางจงรักษ์ พลายงาม จ.ศรีสะเกษ, อาชีพเลี้ยงสัตว์ ได้แก่ นายพรหมพิริยะ สอนศิริ จ.ปราจีนบุรี, อาชีพเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำจืด ได้แก่ นายเพียงใจ ต้นสกุลประเสริฐ จ.อ่างทอง, อาชีพเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำกร่อย ได้แก่ นายจรูญ ทรัพย์ศิริ จ.สมุทรสาคร, อาชีพเพาะเลี้ยงปลาสวยงามและพันธุ์ไม้น้ำ ได้แก่ นายกำพล สร้อยแสง จ.ราชบุรี, อาชีพปลูกสวนป่า ได้แก่ นายปริญญา ดรุณศรี จ.สมุทรสงคราม, สาขาบัญชีฟาร์ม ได้แก่ นางสำรวย บางสร้อย จ.ร้อยเอ็ด, สาขาการพัฒนาที่ดินเพื่อเกษตรกรรม ได้แก่ นายวิเชียร บุญรอด จ.ราชบุรี, สาขาการปฏิบัติทางการเกษตรที่ดีสำหรับพืช ได้แก่ นายอำนาจ จันทรส จ.จันทบุรี, ที่ปรึกษากลุ่มยุวเกษตรกร ได้แก่ นายเผ่า พันธุภา จ.กาฬสินธุ์, สมาชิกกลุ่มยุวเกษตรกร ได้แก่ เด็กชายณัฐพล ชมวิระ จ.กาฬสินธุ์ และสาขาเกษตรอินทรีย์ ได้แก่ นายสุธรรม จันทร์อ่อน จ.นครปฐม

สถาบันเกษตรกรดีเด่นแห่งชาติ จำนวน 12 สาขา ประกอบด้วย กลุ่มเกษตรกรทำนา ได้แก่ กลุ่มเกษตรกรทำนากุดประทาย จ.อุบลราชธานี, กลุ่มเกษตรกรทำสวน ได้แก่ กลุ่มเกษตรกรปลูกหม่อนเลี้ยงไหมดงบัง จ.ชัยภูมิ, กลุ่มเกษตรกรเลี้ยงสัตว์ ได้แก่ กลุ่มเกษตรกรเลี้ยงสัตว์เกาะแกด จ.อุบลราชธานี, กลุ่มเกษตรกรทำประมงหรือเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ ได้แก่ สมาคมประมงพื้นบ้านหัวไทร จ.นครศรีธรรมราช, กลุ่มเกษตรกรแปรรูปสัตว์น้ำ ได้แก่ วิสาหกิจชุมชนร้านคนจับปลา จ.สตูล, กลุ่มแม่บ้านเกษตรกร ได้แก่ กลุ่มแม่บ้าน เกษตรกรนายาวสามัคคี จ.ฉะเชิงเทรา,กลุ่มยุวเกษตรกร ได้แก่ กลุ่มยุวเกษตรกรโรงเรียนท่าข้ามพิทยาคม จ.ชลบุรี, กลุ่มผู้ผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าว ได้แก่ กลุ่มผู้ผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวลานตาบัว จ.กำแพงเพชร, สถาบันเกษตรกรผู้ใช้น้ำชลประทาน ได้แก่ กลุ่มบริหารการใช้น้ำชลประทานพลังดอนตะโก จ.นครศรีธรรมราช, วิสาหกิจชุมชน ได้แก่ วิสาหกิจชุมชนกลุ่มออมทรัพย์เพื่อการผลิตบ้านป่าศรี จ.ปัตตานี, ศูนย์ส่งเสริมและผลิตภัณฑ์ข้าวชุมชน ประเภทข้าวหอมมะลิ ได้แก่ ศูนย์ข้าวชุมชนตำบลศรีดอนมูล จ.เชียงราย และประเภทข้าวอื่นๆ ได้แก่ ศูนย์ข้าวชุมชนข้าวอินทรีย์ จ.กาฬสินธุ์

สหกรณ์ดีเด่นแห่งชาติ จำนวน 6 สาขา ประกอบด้วย สหกรณ์การเกษตร ได้แก่ สหกรณ์การเกษตรไชยา จำกัด จ.สุราษฎร์ธานี, สหกรณ์โคนม ได้แก่ สหกรณ์โคนมไทย-เดนมาร์คพัฒนานิคม จำกัด จ.ลพบุรี, สหกรณ์ออมทรัพย์ ได้แก่ สหกรณ์ออมทรัพย์สาธารณสุขพัทลุง จ.พัทลุง, สหกรณ์ร้านค้า ได้แก่ สหกรณ์พนักงานโรงพยาบาลบ้านแพ้ว จ.สมุทรสาคร, สหกรณ์บริการ ได้แก่ สหกรณ์บริการ ไออาร์พีซี จำกัด จ.ระยอง และสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยน ได้แก่ สหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนรวมน้ำใจท่ายาง จำกัด จ.เพชรบุรี

ชายคาพระพิรุณ : ‘กรมส่งเสริมสหกรณ์’ คัดเลือก ‘สหกรณ์ดีเด่นแห่งชาติ ประจำปี 2564’ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/570156

ชายคาพระพิรุณ :  ‘กรมส่งเสริมสหกรณ์’คัดเลือก  ‘สหกรณ์ดีเด่นแห่งชาติ ประจำปี 2564’

ชายคาพระพิรุณ : ‘กรมส่งเสริมสหกรณ์’คัดเลือก ‘สหกรณ์ดีเด่นแห่งชาติ ประจำปี 2564’

วันจันทร์ ที่ 3 พฤษภาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

เป็นประจำทุกๆ ปี ที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ จะมีนโยบายให้ส่วนราชการในสังกัดดำเนินการคัดเลือกเกษตรกร สถาบันเกษตรกรและสหกรณ์ที่มีผลงานดีเด่น สาขาอาชีพ/ประเภทที่กำหนดเป็นเกษตรกร สถาบันเกษตรกร และสหกรณ์ดีเด่นแห่งชาติ เพื่อยกย่องประกาศเกียรติคุณ และเผยแพร่ผลงานดีเด่นให้สาธารณชนทั่วไปได้รู้จัก อีกทั้งเป็นการเสริมสร้างให้เกิดขวัญกำลังใจในการสร้างผลงานที่เป็นประโยชน์ต่อส่วนรวมยิ่งขึ้น สำหรับในส่วนของกรมส่งเสริมสหกรณ์นั้น ขุนเกษตรา ได้รับการเปิดเผยจาก นายวิศิษฐ์ ศรีสุวรรณ์ อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ ว่า ในปี 2564 กรมส่งเสริมสหกรณ์ได้ดำเนินการคัดเลือกสหกรณ์และกลุ่มเกษตรกรดีเด่นแห่งชาติโดยกำหนดคุณสมบัติว่าจะต้องมีผลการดำเนินงานมาแล้วไม่น้อยกว่า 5 ปี และต้องมีข้อมูลย้อนหลัง (งบการเงิน) เพื่อการตรวจสอบไม่น้อยกว่า 3 ปี ต้องเป็นสหกรณ์และกลุ่มเกษตรกรที่ผ่านระดับมาตรฐานของกรมส่งเสริมสหกรณ์ ต้องไม่มีข้อบกพร่อง และไม่มีข้อสังเกตของผู้สอบบัญชี หากเป็นสหกรณ์และกลุ่มเกษตรกร ที่เคยได้รับพระราชทานโล่รางวัลดีเด่นแห่งชาติมาแล้ว จะต้องไม่น้อยกว่า 5 ปี นับจากปีที่ได้รับรางวัล จึงมีสิทธิ์เข้ารับการคัดเลือกได้ ซึ่งการแบ่งประเภทสหกรณ์ดีเด่น มีทั้งสหกรณ์ที่อยู่ในภาคการเกษตรและสหกรณ์นอกภาคการเกษตร ได้แก่ สหกรณ์การเกษตรทั่วไป สหกรณ์โคนม สหกรณ์นิคม สหกรณ์ประมง สหกรณ์ผู้ใช้น้ำ สหกรณ์ผู้ผลิตยางพารา สหกรณ์ออมทรัพย์ สหกรณ์ร้านค้า สหกรณ์เครดิตยูเนี่ยน สหกรณ์บริการ และสหกรณ์ในพื้นที่โครงการพระราชดำริหรือพื้นที่โครงการหลวง ส่วนการคัดเลือกกลุ่มเกษตรกรดีเด่น แบ่งออกเป็น กลุ่มเกษตรกรทำนา กลุ่มเกษตรกรทำสวน กลุ่มเกษตรกรทำไร่ กลุ่มเกษตรกรเลี้ยงสัตว์ และกลุ่มเกษตรกรทำประมงหรือกลุ่มเกษตรกรเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ

ทั้งนี้ ในปี 2564 มีสหกรณ์และกลุ่มเกษตรกร ที่ได้รับการคัดเลือกให้เป็นสหกรณ์ดีเด่นแห่งชาติ จำนวน 6 แห่ง ประกอบด้วย 1.สหกรณ์การเกษตรไชยา จำกัด จังหวัดสุราษฎร์ธานี 2.สหกรณ์โคนมไทย-เดนมาร์คพัฒนานิคม จำกัด จังหวัดลพบุรี 3.สหกรณ์ออมทรัพย์สาธารณสุขพัทลุง จำกัด จังหวัดพัทลุง 4.ร้านสหกรณ์พนักงานโรงพยาบาลบ้านแพ้ว จำกัด จังหวัดสมุทรสาคร 5.สหกรณ์บริการไออาร์พีซี จำกัด จังหวัดระยอง และ 6.สหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนรวมน้ำใจท่ายาง จำกัด จังหวัดเพชรบุรี ส่วนกลุ่มเกษตรกรดีเด่นแห่งชาติ ประจำปี 2564 จำนวน 2 แห่ง คือ 1.กลุ่มเกษตรกรทำนากุดประทาย จังหวัดอุบลราชธานี และ 2.กลุ่มเกษตรกรปลูกหม่อนเลี้ยงไหมดงบัง จังหวัดชัยภูมิซึ่งเกษตรกร สถาบันเกษตรกร และสหกรณ์ดีเด่นแห่งชาติ ที่ได้รับการคัดเลือกจะได้เข้าเฝ้ารับพระราชทานโล่รางวัลในงานพระราชพิธีพืชมงคลจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ ณ พลับพลาที่ประทับ มณฑลพิธีท้องสนามหลวง

นายวิศิษฐ์ ให้ข้อมูลอีกว่า กรมส่งเสริมสหกรณ์มีแนวทางในการพัฒนาและยกระดับให้สหกรณ์และกลุ่มเกษตรกรดีเด่นแห่งชาติเหล่านี้เป็นตัวอย่างให้กับสหกรณ์และกลุ่มเกษตรกรอื่นๆ ได้เข้ามาศึกษาเรียนรู้ และนำไปปรับใช้กับการพัฒนาการดำเนินงาน โดยจัดทำผลงานและทำเนียบเพื่อเผยแพร่ประชาสัมพันธ์สหกรณ์และกลุ่มเกษตรกรดีเด่นแห่งชาติ จัดเวทีให้สหกรณ์และกลุ่มเกษตรกรดีเด่นแห่งชาติได้แลกเปลี่ยนเรียนรู้การบริหารจัดการ รวมทั้งเทคนิควิธีในการให้สมาชิกสหกรณ์/กลุ่มเกษตรกรมีส่วนร่วมในการทำธุรกิจและร่วมกิจกรรมของกลุ่ม มีการจัดประชุมเพื่อแลกเปลี่ยนเรียนรู้ เชิญไปเป็นวิทยากร เพื่อถ่ายทอดประสบการณ์ให้ความรู้แก่สหกรณ์ต่างๆและเปิดโอกาสให้สหกรณ์/กลุ่มเกษตรกรอื่นไปศึกษาดูงานกับสหกรณ์ที่ได้รางวัลดีเด่นแห่งชาติ เพื่อเป็นการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้และสร้างเครือข่ายในขบวนการสหกรณ์

ในตอนท้าย ท่านอธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ ยังได้ฝากถึงสหกรณ์และกลุ่มเกษตรกรว่า การพัฒนาสหกรณ์และกลุ่มเกษตรกร ควรจะมีการประเมินองค์กรของตนเองอย่างสม่ำเสมอเป็นประจำทุกปี โดยใช้เกณฑ์การประเมินในการคัดเลือกสหกรณ์และกลุ่มเกษตรกรดีเด่นแห่งชาติ เพื่อประเมินองค์กรของตนเองว่าควรจะมีการพัฒนาหรือควรปรับปรุงในด้านใด แล้วนำผลที่ได้มาพัฒนาปรับปรุงปรับใช้กับการบริหารงานของตนเอง คิดค้นกิจกรรมและสวัสดิการอื่นๆ ที่สามารถตอบสนองความต้องการของสมาชิก และส่งเสริมให้สมาชิกมีส่วนร่วมในการทำธุรกิจกับกลุ่มมากขึ้น พร้อมทั้งขอเชิญชวนให้ส่งผลการประเมินตนเองตามเกณฑ์การคัดเลือกฯ ไปยังจังหวัด เพื่อคัดเลือกเป็นสหกรณ์/กลุ่มเกษตรกรดีเด่นในแต่ละระดับต่อไป

ขุนเกษตรา

เตือนชาวสวนทุเรียนระวังโรคใบไหม้ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/570153

เตือนชาวสวนทุเรียนระวังโรคใบไหม้

วันจันทร์ ที่ 3 พฤษภาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

สภาพอากาศร้อนและมีฝนฟ้าคะนองบางแห่งในช่วงนี้ กรมวิชาการเกษตร เตือนเกษตรกรชาวสวนทุเรียนให้เฝ้าระวังการระบาดของโรคใบไหม้ ในสภาพอากาศร้อนและมีฝนฟ้าคะนองบางแห่งในช่วงนี้ สามารถพบได้ในระยะพัฒนาผลจนถึงระยะเก็บเกี่ยวผลผลิต อาการเริ่มแรกจะพบบนใบมีแผลคล้ายถูกน้ำร้อนลวก ต่อมาแผลจะขยายตัวและเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาล มีขนาดและรูปร่างไม่แน่นอน จากนั้นจะลุกลามไปยังใบปกติข้างเคียง กรณีที่มีความชื้นสูงเชื้อราสาเหตุโรคจะสร้างเส้นใยคล้ายใยแมงมุมยึดใบให้ติดกัน ใบที่เป็นโรคจะไหม้ แห้ง และหลุดร่วงไปสัมผัสกับใบที่อยู่ด้านล่าง ทำให้โรคระบาดลุกลามจนใบไหม้เห็นเป็นหย่อมๆ ใบแห้งติดกันเป็นกระจุกแขวนค้างตามกิ่ง ต่อมาใบจะร่วงจนเหลือแต่กิ่ง และกิ่งแห้งในที่สุด ทำให้ต้นทุเรียนเสียรูปทรง

สำหรับแนวทางในการป้องกันโรคใบไหม้เกษตรกรควรหมั่นตรวจแปลงปลูกอย่างสม่ำเสมอ หากพบการระบาดของโรคใบไหม้ ให้ตัดส่วนและเก็บเศษพืชที่เป็นโรคและใบที่ร่วงหล่นนำไปทำลายนอกแปลงปลูก เพื่อลดปริมาณเชื้อสะสมในแปลง จากนั้น ให้เกษตรกรพ่นที่ใบให้ทั่วทั้งต้นด้วยสารคอปเปอร์ไฮดรอกไซด์ 77% ดับเบิ้ลยูพี อัตรา 30 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตร หรือสารคอปเปอร์ออกซีคลอไรด์85% ดับเบิ้ลยูพี อัตรา 30-50 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตร หรือสารคอปเปอร์ออกซีคลอไรด์ 65.2% ดับเบิ้ลยูจี อัตรา 20 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตร หรือสารคิวปรัสออกไซด์ 86.2% ดับเบิ้ลยูจีอัตรา 10-20 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตร หรือสารคอปเปอร์ออกซีคลอไรด์ + คอปเปอร์ไฮดรอกไซด์ 24.6% (14% copper metal) + 22.9% (14% copper metal) ดับเบิ้ลยูจีอัตรา 10 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตร หรือสารเฮกซะโคนาโซล 5% เอสซี อัตรา 20 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร หรือสารเพนทิโอไพแรด 20% เอสซี อัตรา 10 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร หรือสารฟลูไตรอะฟอล12.5%เอสซี อัตรา 20 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร หรือสารทีบูโคนาโซล + ไตรฟลอกซีสโตรบิน 50% + 25% ดับเบิ้ลยูจี อัตรา 10 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตร หรือสารโทลโคลฟอส-เมทิล 50% ดับเบิ้ลยูพี อัตรา 20 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตร พ่นทุก 7 วัน

ส่วนในแปลงปลูกที่มีความชื้นสูงและมีการระบาดของโรคเป็นประจำ หลีกเลี่ยงการใส่ปุ๋ยที่มีไนโตรเจนสูง เพื่อลดการแตกใบของต้นทุเรียน จากนั้น ให้เกษตรกรตัดแต่งทรงพุ่มให้โปร่งและกำจัดวัชพืชในแปลงปลูก เพื่อให้ต้นทุเรียนได้รับแสงแดด อากาศถ่ายเทสะดวก และช่วยลดความชื้นสะสมในแปลงปลูก ทำให้สภาพแวดล้อมไม่เหมาะต่อการระบาดของโรค

รายงานพิเศษ : โครงการนำลูกหลานเกษตรกรกลับบ้านฯสานต่ออาชีพเกษตร #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/569593

รายงานพิเศษ : โครงการนำลูกหลานเกษตรกรกลับบ้านฯสานต่ออาชีพเกษตร

รายงานพิเศษ : โครงการนำลูกหลานเกษตรกรกลับบ้านฯสานต่ออาชีพเกษตร

วันศุกร์ ที่ 30 เมษายน พ.ศ. 2564, 06.00 น.

หลังจากที่โครงการนำลูกหลานเกษตรกรกลับบ้าน สานต่ออาชีพการเกษตร ของกรมส่งเสริมสหกรณ์ ได้เปิดตัวและดำเนินการไปเมื่อต้นปีที่แล้ว กลายเป็นกระแสให้ลูกหลานเกษตรกรจำนวนมากกลับไปทำการเกษตรที่บ้านสานต่ออาชีพของครอบครัว หลายจังหวัดมีผลการดำเนินงานประสบความสำเร็จ เกษตรกรหลายคนสามารถเป็นต้นแบบและมีรายได้มั่นคง

นายสุริยะ คำปวง สหกรณ์จังหวัดเชียงใหม่ เปิดเผยว่า เกษตรกรที่ตัดสินใจเข้าร่วมโครงการฯ ในจังหวัดเชียงใหม่ ส่วนใหญ่ต้องการองค์ความรู้การทำเกษตรสร้างเครือข่ายและการทำตลาด ซึ่งทางสำนักงานสหกรณ์จังหวัดเชียงใหม่ได้จัดกิจกรรมสร้างเครือข่ายระหว่างผู้เข้าร่วมโครงการและสถาบันเกษตรกร กิจกรรมสร้างเสริมองค์ความรู้การทำเกษตร การทำบรรจุภัณฑ์ การขนส่ง การทำตลาด และการศึกษาดูงาน

“สำหรับเป้าหมายการดำเนินงานในปีนี้ จะดำเนินการจัดเวทีให้เกษตรกรในโครงการฯ มาแลกเปลี่ยนเรียนรู้กัน รวมถึงเชื่อมโยงเครือข่ายการตลาดโดยเชิญสหกรณ์ ชุมนุมสหกรณ์ และร้านซูเปอร์มาร์เก็ตสหกรณ์ เข้าร่วมกิจกรรม เพื่อสนับสนุนต่อยอดโครงการฯ ให้มีช่องทางจำหน่ายสินค้าเพิ่มขึ้น” นายสุริยะ กล่าว

ด้านนายวรชัย ทองคำฟู เกษตรกรต้นแบบของโครงการนำลูกหลานเกษตรกรกลับบ้านฯ ที่ประสบความสำเร็จของจังหวัดเชียงใหม่ เปิดเผยว่า เดิมทำงานที่ศูนย์ศึกษาการพัฒนาห้วยฮ่องไคร้ อันเนื่องมาจากพระราชดำริภายหลังได้ลาออกมาช่วยกิจการแปรรูปของครอบครัว พร้อมกับทำการเกษตรในรูปแบบวนเกษตรบนพื้นที่ 23 ไร่ ควบคู่กัน โดยใช้หลักการปลูกป่า 3 อย่าง ประโยชน์ 4 อย่าง มาพลิกฟื้นผืนดินของตนเองกระทั่งเมื่อปีที่ผ่านมา กรมส่งเสริมสหกรณ์ ได้เปิดรับสมัครโครงการนำลูกหลานเกษตรกรกลับบ้านฯ จึงสมัครเข้าร่วม ทำให้ได้รับองค์ความรู้ใหม่ๆ ที่กรมฯสนับสนุน เช่น การพัฒนาสินค้า การยกระดับมาตรฐานการผลิต การกระจายสินค้าและการใช้หลักการตลาดนำการผลิต ปัจจุบัน วรชัยเป็นต้นแบบให้กับเกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการรายอื่นๆ ได้เข้ามาศึกษาเรียนรู้ และสร้างเครือข่ายในการทำตลาด โดยเฉพาะการขายสินค้าผ่านช่องทางออนไลน์บนแฟลตฟอร์มต่างๆ

“โครงการนำลูกหลานเกษตรกรกลับบ้าน สานต่ออาชีพการเกษตร เป็นการยกระดับคุณภาพชีวิตของเกษตรกร ให้เป็นเกษตรกรสมัยใหม่ที่มีองค์ความรู้ทั้งในด้านการผลิต การพัฒนาสินค้าและการตลาด สามารถสร้างรายได้ที่เพียงพอ มั่นคง อยู่กับครอบครัวอย่างอบอุ่น” นายวรชัย กล่าว

อีกหนึ่งผลสำเร็จในโครงการ คือ สหกรณ์การเกษตรผู้ปลูกกาแฟและผลไม้ ยางหัก จำกัด อ.ปากท่อ จังหวัดราชบุรี โดยนายขจรศักดิ์ มุกสิกชาติ ประธานสหกรณ์ฯ เปิดเผยว่าสมาชิกของสหกรณ์ที่สมัครเข้ามาในโครงการฯ นั้น ประกอบการเกษตรแบบผสมผสาน ซึ่งมีทั้งผู้ที่เลี้ยงปลาดุก เลี้ยงโคแม่พันธุ์ ปลูกหญ้าเนเปียร์กาแฟ ปลูกปาล์มน้ำมัน ปลูกมะกรูดตัดใบและผลไม้อีกหลายชนิด

“โครงการนำลูกหลานเกษตรกรกลับบ้านฯ เป็นโครงการที่ช่วยให้เกษตรกรพัฒนาตัวเองจากสิ่งที่ทำอยู่ โดยมีกรมส่งเสริมสหกรณ์เข้ามาเป็นพี่เลี้ยงให้คำแนะนำและเป็นผู้เชื่อมโยงเครือข่ายกับหน่วยงานอื่นๆ ช่วยเข้ามาต่อยอดและเติมเต็มให้เกษตรกร จากผลสำเร็จของเกษตรกรในโครงการ ส่งผลให้มีสมาชิกและลูกหลานสมาชิกรายอื่นๆ สนใจเข้าร่วมโครงการมากขึ้น ซึ่งสหกรณ์ฯ จะร่วมกับกรมส่งเสริมสหกรณ์ คัดเลือกผู้ที่จะมาเข้าร่วมโครงการฯ ต่อไป เพื่อให้คนรุ่นใหม่เหล่านี้ เข้ามาพัฒนาต่อยอดภาคการเกษตรของชุมชนให้ครบวงจร และช่วยพัฒนาสหกรณ์ให้มีความเข้มแข็ง” นายขจรศักดิ์ กล่าว

ด้านนางสุนันทา เมฆหมอก สมาชิกสหกรณ์การเกษตรผู้ปลูกกาแฟและผลไม้ยางหัก จำกัด หนึ่งในเกษตรกรโครงการนำลูกหลานเกษตรกรกลับบ้านฯ เปิดเผยว่า ปัจจุบันทำงานเป็นฝ่ายบัญชีของบริษัทเอกชน ควบคู่ไปกับการทำเกษตรผสมผสานบนพื้นที่ 5 ไร่ ปลูกปาล์มน้ำมัน แซมด้วยกาแฟ โกโก้ มะกรูดตัดใบ และผลไม้ ซึ่งเดิมจะนำผลผลิตไปจำหน่ายให้กับเพื่อนๆที่ทำงานและตลาดในชุมชน

กระทั่งเมื่อปีที่ผ่านมา กรมส่งเสริมสหกรณ์ได้ดำเนินโครงการนำลูกหลานเกษตรกรกลับบ้านฯ จึงสมัครเข้าร่วม ทำให้ได้รับองค์ความรู้ด้านการทำเกษตร การแปรรูปที่ได้มาตรฐาน รวมถึงการสร้างเครือข่าย และวิธีการเพิ่มช่องทางการตลาดผ่านระบบออนไลน์ ทำให้ปัจจุบันหันมาเน้นจำหน่ายผลผลิตผ่านระบบออนไลน์ โดยกรมส่งเสริมสหกรณ์จะเข้ามาแนะนำเทคนิค เคล็ดลับการใช้ภาพประกอบและการใช้ข้อความที่ดึงดูดความสนใจ ส่งผลให้สินค้าขายดีมากจนต้องสั่งจองล่วงหน้าอีกทั้งยังพาไปศึกษาดูงาน เพื่อแลกเปลี่ยนเรียนรู้ แล้วนำแนวทางที่เหมาะสมมาประยุกต์ใช้

“ได้ประโยชน์มากจากการเข้าร่วมโครงการฯ โดยเฉพาะองค์ความรู้และแนวคิดในการพัฒนาต่อยอดงานเกษตรที่ทำอยู่ให้เป็นระบบ มีการบริหารจัดการที่เหมาะสม และที่สำคัญคือการสร้างตลาดใหม่ๆจึงอยากขอบคุณกรมส่งเสริมสหกรณ์ที่จัดโครงการนี้ขึ้นมา ซึ่งช่วยยกระดับพัฒนาเกษตรกรด้วยองค์ความรู้ นวัตกรรม และการเชื่อมโยงเครือข่าย เป็นการกระตุ้นให้รู้สึกอยากทำ อยากขาย และสนุกกับงานเกษตรที่ทำ” นางสุนันทา กล่าว