สถานีเกษตร-สิ่งแวดล้อม : ระบายสต๊อกยางสร้างเสถียรภาพ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/569594

สถานีเกษตร-สิ่งแวดล้อม : ระบายสต๊อกยางสร้างเสถียรภาพ

สถานีเกษตร-สิ่งแวดล้อม : ระบายสต๊อกยางสร้างเสถียรภาพ

วันศุกร์ ที่ 30 เมษายน พ.ศ. 2564, 06.00 น.

เมื่อวันก่อน ได้มีพิธีลงนามสัญญาซื้อขายยางภายใต้ โครงการพัฒนาศักยภาพสถาบันเกษตรกรเพื่อรักษาเสถียรภาพราคายาง และโครงการสร้างมูลภัณฑ์กันชนรักษาเสถียรภาพราคายาง ระหว่างการยางแห่งประเทศ ไทย(กยท.) กับบริษัทนอร์ทอีส รับเบอร์ จำกัด(มหาชน)

ณกรณ์ ตรรกวิรพัท ผู้ว่าการการยางแห่งประเทศไทย กล่าวว่า การลงนามซื้อขายยางในครั้งนี้ เป็นไปตามมติของ
คณะรัฐมนตรี ที่ต้องการระบายยางเก่าเสื่อมสภาพเนื่องจากเก็บมาเป็นเวลานาน มีค่าใช้จ่ายในการเก็บรักษาสูงออกสู่ตลาด ซึ่งจะกระทบต่อตลาดปกติน้อยมากหรือไม่กระทบเลย เพราะเป็นช่วงเริ่มต้นฤดูกาลยางในตลาดยังมีน้อย อีกทั้งคุณภาพยางในสต๊อกที่ซื้อขายกันนั้นอยู่ในสภาพเสื่อม การนำไปใช้จึงต่างจากยางใหม่ที่มีอยู่ในตลาด และภาคเอกชนที่รับซื้อต้องขนย้ายยางให้แล้วเสร็จภายในวันที่ 31 พ.ค.2564 ก่อนที่ยางใหม่จะออกสู่ตลาดอีกด้วย

ในทางตรงข้ามเกษตรกรชาวสวนยางจะได้รับประโยชน์จากสัญญาซื้อขายยางดังกล่าวด้วยซ้ำ

เพราะในสัญญาการซื้อขายยางดังกล่าว มีข้อกำหนดให้ผู้ที่ซื้อยางลอตนี้ไปจะต้องซื้อยางใหม่ของเกษตรกรชาวสวนยางด้วยดังนั้นเมื่อพิจารณาในระยะกลางและระยะยาวแล้ว เกษตรกรชาวสวนยางจะได้รับประโยชน์จากโครงการ เพราะเมื่อสต๊อกยางเก่าในโครงการฯหมด ปัจจัยกดดันในเรื่องราคายางก็จะหายไปด้วย ราคาก็จะมีเสถียรภาพยิ่งขึ้น และเป็นไปตามกลไกของตลาดมากขึ้น

เมื่อตลาดมีปริมาณยางลดลง ในขณะที่ความต้องการเพิ่มขึ้นราคายางก็จะสูงขึ้น

กยท.บริหารจัดการยางในโครงการพัฒนาศักยภาพสถาบันเกษตรกรเพื่อรักษาเสถียรภาพราคายาง และโครงการสร้างมูลภัณฑ์กันชนรักษาเสถียรภาพราคายาง ตามมติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 3 พฤศจิกายน 2563 ซึ่งเห็นชอบให้ กยท. จัดการขายสต๊อกยางในโครงการดังกล่าวให้หมดไปโดยเร็ว โดยให้ต้องคำนึงถึงระยะเวลา ราคาจำหน่ายให้เหมาะสม

สำหรับปริมาณยางในโครงการฯ มีจำนวนมากว่า 104,000 ตัน โดยที่ผ่านมา มีภาระค่าใช้จ่ายในการบริหารยางทั้ง 2 โครงการ คิดเป็นมูลค่ากว่า 3,822 ล้านบาท หากนำเงินก้อนนี้มาใช้บริหารจัดการยางในเรื่องอื่นๆ ได้ประโยชน์อีกเยอะ

อาจจะมีคำถามว่า รู้ได้อย่างไรว่า ยางในสต๊อกที่นำออกมาขายนั้นเป็นอย่างเสื่อมสภาพ?

เรื่องนี้ไม่ยากครับ เพราะมีการดำเนินการตรวจสอบปริมาณยาง การตรวจสอบคุณภาพยางอย่างสม่ำเสมอ โดยผู้แทน
เกษตรกรชาวสวนยางและ กยท. ได้เข้าตรวจสภาพยางในสต๊อกเป็นประจำ เพื่อให้ทราบถึงคุณภาพยางที่มีอยู่ในโครงการ

ล่าสุดเมื่อไม่นานมานี้ ประธานกรรมการ กยท. ได้นำผู้บริหาร กยท. เข้าตรวจดูคุณภาพยางในโกดัง ณ อ.ขุนทะเล จ.สุราษฎร์ธานี โดยพบว่า เป็นยางที่เก็บมาตั้งแต่ปี 2555 ขณะนี้ก็ 9 ปีแล้ว ยางส่วนใหญ่จึงเป็นยางที่เสื่อมสภาพ

ส่วนผู้ที่จะมาซื้อยางนั้นจะพิจารณาด้วยวิธีการเชิญชวนผู้มีคุณสมบัติเข้าเสนอราคา แล้วพิจารณาคัดเลือก แบบเหมาคละคุณภาพ และที่สำคัญคือ ผู้ชนะการประมูลต้องสมัครใจ ซื้อยางจากสถาบันเกษตรกรชาวสวนยาง จำนวนถึง 105,000 ตัน อีกด้วย

การลงนามซื้อขายยางในครั้งนี้โปร่งใส ตรวจสอบได้ และเกษตรกรชาวสวนยางได้ประโยชน์แน่นอน

รัฐศักดิ์ พลสิงห์

ซอกแซกอาเซียน : 29 เมษายน 2564 #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/569326

ซอกแซกอาเซียน : 29 เมษายน 2564

ซอกแซกอาเซียน : 29 เมษายน 2564

วันพฤหัสบดี ที่ 29 เมษายน พ.ศ. 2564, 06.00 น.

เมื่อวันที่ 23 มีนาคม ที่ผ่านมา แอปเตอร์เรามีกิจกรรมพิธีการส่งมอบข้าวช่วยเหลือผู้ประสบภัยแล้งและน้ำท่วม ที่ประเทศกัมพูชา จำนวน 200 กว่าตัน ซึ่งบริจาคโดยรัฐบาลญี่ปุ่น ความจริงหากเป็นสถานการณ์ปกติ พิธีการที่ว่านี้ก็จะต้องไปจัดกันที่ประเทศกัมพูชาอย่างที่เราเคยปฏิบัติสืบต่อกันมา และผมได้เคยเขียนเล่าทุกท่านฟังมาแล้ว แต่เนื่องจากปัญหาโควิด-19 อย่างที่ทราบ เลยทำให้เราไม่สามารถที่จะจัดพิธีการในประเทศผู้รับและเดินทางไปส่งมอบข้าวกันจริงๆ ได้ ก็เลยต้องใช้วิธีการทันสมัย คือ จัดส่งมอบกันโดยทางวีดีโอคอนเฟอเรนซ์แทน ตอนนี้อาจกล่าวได้ว่าอะไรๆเป็นต้องพึ่งวิธีการประชุมแบบทางไกลไว้ก่อน

วิธีการจัดงานแบบนี้ คือ เราต้องตกลงกันก่อนทั้งสามฝ่าย คือ ผู้ให้ ได้แก่ประเทศญี่ปุ่น ผู้รับ คือ ประเทศกัมพูชา และสำนักเลขานุการแอปเตอร์ในฐานะหน่วยประสานกลาง ว่าจะทำพิธีในรูปแบบนี้กันนะ จากนั้น ก็กำหนดโปรแกรมรายละเอียดของงาน ซึ่งจะว่าไปแล้วก็ไม่มีอะไรมากไปกว่า การกล่าวปราศรัยของผู้แทนแต่ละฝ่าย โดยอาจเชิญประธานแขกผู้ใหญ่มา 1 คน ซึ่งที่ผ่านมา คือ ผู้บริหารระดับสูงของประเทศเจ้าภาพหรือประเทศผู้รับนั่นเอง ในคราวส่งมอบนี้ผู้ที่ทางกระทรวงเกษตร ป่าไม้และประมง ประเทศกัมพูชาเชิญมาเป็นประธานใหญ่สุด คือ ท่านเลขาธิการแห่งรัฐ ประจำกระทรวงเกษตร ป่าไม้ และประมง ชื่อตำแหน่งนี้ผมแปลตรงๆ จากภาษาอังกฤษว่า Secretary of State แต่เมื่อผมไปค้นคว้าอ่านในหนังสือทางการไทยเล่มหนึ่ง ให้คำจำกัดความว่าเป็น รัฐมนตรีแห่งรัฐ เลยฟังแล้วอาจจะงงๆ กับตำแหน่งนี้ ทว่าเมื่อช่วงผมไปปฏิบัติงานที่กัมพูชาจริงๆ เมื่อ 2-3 ปีก่อน ผมได้ยินกับหูตนเอง ถึงแม้จะเป็นภาษาเขมร โฆษกในงานเขาเรียกว่า เลขาธิการรัฐ เหมือนภาษาไทยเลย แต่จะเรียกอย่างไรก็ไม่สำคัญเท่ากับบทบาทหน้าที่ ผมศึกษาโดยการสังเกตเอาเองว่า ตำแหน่ง Secretary of State นี้คงเหมือนกับตำแหน่งที่ปรึกษา หรือไม่ก็คือ ผู้ช่วยรัฐมนตรี ของเรานั่นแหละครับ (แต่ผู้ช่วยรัฐมนตรีของเราใช้คำว่า Vice Minister) เพราะทราบว่าแต่งตั้งจากข้าราชการอาวุโสที่เกษียณแล้ว นักวิชาการ หรือสมาชิกพรรคการเมือง แล้วทำงานเป็นฝ่ายการเมืองประจำอยู่ตามกระทรวงต่างๆ ภายใต้การมอบหมายของรัฐมนตรีว่าการกระทรวง ก็คงอธิบายแบบวิเคราะห์เองได้ประมาณนี้ครับ เผื่ออนาคตท่านผู้อ่านที่ไปกัมพูชาจะได้ทราบเป็นเบื้องต้น

นอกจากท่านประธานในพิธีที่กล่าวไปแล้ว ฝ่ายกัมพูชาก็มีท่านอธิบดี รองอธิบดีกรมเกษตรที่เรียกเป็นภาษาอังกฤษว่า General Directorate of Agriculture หรือ GDA และอีกฝ่ายที่สำคัญคือประเทศญี่ปุ่น ซึ่งปรากฏเพียงภาพบนจอจากกระทรวงเกษตรฯ กรุงโตเกียว คืออธิบดี รองอธิบดี และผู้เกี่ยวข้อง ส่วนฝ่ายกลาง คือ ทีมแอปเตอร์ ก็นำโดยตัวผมเอง ซึ่งเป็นผู้จัดการทั่วไป หรือ General Manager และทีมงานอีก 3-4 คน นอกจากนี้ ที่เป็นการเฉพาะของพิธีการคราวนี้ คือได้มีการเชิญท่านเอกอัครราชทูตญี่ปุ่น ที่ประจำสถานทูตในกรุงพนมเปญมาร่วมด้วย โดยในพิธี หลังจากที่พิธีกรได้กล่าววัตถุประสงค์ของงานและเชื้อเชิญถ่ายภาพร่วมกันแล้ว ได้มีการอ่านสารที่ร่างไว้ เริ่มจากท่านอธิบดีกรมเกษตร ของประเทศกัมพูชา ต่อด้วยอธิบดีของประเทศญี่ปุ่น และต่อด้วยผู้จัดการทั่วไปของแอปเตอร์ หลังจากนั้นก็เป็นของท่านเอกอัครราชทูตญี่ปุ่น และสุดท้ายซึ่งถือเป็นสารหลัก คือจากท่านเลขาธิการรัฐ ที่ได้อธิบายไปแล้ว

ในพิธีการส่งมอบข้าวเช่นนี้ ไม่ว่าจะเป็นพิธีจริงที่ต้องมีการเดินทางไปเข้าร่วมในประเทศผู้จัดงาน หรือจัดโดยวิถีนิว นอร์มอล แบบใช้ทางไกลเหมือนครั้งนี้ เนื้อหาในการกล่าวปราศรัยทั้งสามสี่คนที่กล่าวออกมา เป็นเรื่องที่เกี่ยวเนื่องกันทั้งสิ้น คำหลัก หรือ Key Words จะไม่มีทางพ้นไปจากคำว่า การช่วยเหลือด้านข้าวเพื่อมนุษยธรรม การกระชับความร่วมมือของประเทศอาเซียนบวกสาม การแก้ไขปัญหาความมั่นคงทางอาหารอย่างยั่งยืน การแสดงความประทับใจ
และขอบคุณต่อประเทศผู้มอบความช่วยเหลือ และการกระชับความสัมพันธ์อันดีในอนาคต สุดท้ายของพิธีการครั้งนี้ก็จบลงด้วยการยกมือไหว้ซึ่งกันและกัน

ชาญพิทยา ฉิมพาลี

chanpithya@apterr.org

กสส.เล็งใช้ไทยเทรด.คอม ซื้อ-ขายสินค้าเกษตรออนไลน์ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/569330

กสส.เล็งใช้ไทยเทรด.คอม ซื้อ-ขายสินค้าเกษตรออนไลน์

วันพฤหัสบดี ที่ 29 เมษายน พ.ศ. 2564, 06.00 น.

นายวิศิษฐ์ ศรีสุวรรณ์ อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ (กสส.)เปิดเผยว่า กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้มอบหมายให้กรม
ส่งเสริมสหกรณ์ขับเคลื่อนแพลตฟอร์มกลางเพื่อเปิดตลาดซื้อขายสินค้าเกษตรผ่านระบบออนไลน์ ภายใต้นโยบายเกษตรผลิต พาณิชย์ตลาด โดยกรมส่งเสริมสหกรณ์ร่วมกับกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ เป็นคณะอนุกรรมการโครงการหลังจากหารือกันมาต่อเนื่อง 4 ครั้ง ได้ข้อสรุปว่าจะใช้แพลตฟอร์ม Thaitrade.com ของกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ ที่มีอยู่เดิมมาใช้ในระยะนำร่อง ก่อนที่จะมีการขยายช่องทางเพิ่มเติมในระยะต่อไป โดยเป้าหมายโครงการคือการสร้างรูปแบบเพื่อที่จะให้ผู้ซื้อและผู้ขายได้พบกันล่วงหน้าผ่านระบบการจับคู่ธุรกิจและยื่นคำเสนอซื้อขายได้จริง

ทั้งนี้ แพลตฟอร์มดังกล่าว อนุกรรมการขับเคลื่อนการสร้างแพลตฟอร์มกลาง “เกษตรผลิต พาณิชย์ตลาด” มีอธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์(พณ.) และอธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานร่วมในการทำงาน คณะทำงานได้ประชุมรวม 4 ครั้ง มีการตั้งคณะทำงานภายใต้อนุฯ ซึ่งคณะทำงานได้กำหนดเป้าหมายให้แพลตฟอร์มกลาง เป็นตลาดกลางพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ B2B (Business to Business) ซึ่งจะเน้นปริมาณการซื้อขายครั้งละมากๆ ในขณะที่รูปแบบการค้าแบบ B2C (Business to Customer) มีหน่วยงานอื่นทำกันมากอยู่แล้ว ที่ประชุมเห็นว่าไม่จำเป็นที่จะต้องจัดทำขึ้นมาใหม่เพื่อแข่งขัน

ในระยะนำร่องช่วงวิกฤติของสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 ได้กำหนดกลุ่มเป้าหมายกลุ่มเกษตรกร ที่จะซื้อขายผ่านไทยเทรด ประกอบด้วยกลุ่มเกษตรแปลงใหญ่ 152 แห่ง สหกรณ์ 40 แห่ง และวิสาหกิจชุมชน 63 แห่ง สินค้านำร่อง เช่น ข้าว ไข่ไก่ เนื้อโค โคขุน ผลิตภัณฑ์จากโคนม ผัก ผลไม้ เงาะ กล้วยหอมทอง ลิ้นจี่ ลำไย กาแฟ ยางพาราแปรรูป เช่น หมอนยาง ไม้ดอก ไม้ประดับ กล้วยไม้ สมุนไพร ซึ่งสำรวจความพร้อมและสินค้าได้รับการรับรองมาตรฐาน GAP และมีการรับรองมาตรฐานต่างๆ สามารถเข้ามาค้าขายได้ สินค้าที่นำเข้าระบบนี้ ทางกระทรวงเกษตรฯและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น กรมประมง ปศุสัตว์ กรมส่งเสริมการเกษตร จะมีหน้าที่รวบรวมสินค้า

ทั้งนี้ โครงการ จะมีการ Work Shop ให้กลุ่มผู้สมัครมาขายสินค้าที่เตรียมการ และวันที่ 12-14 พ.ค. จะเริ่ม Work Shop ทดสอบระบบ เพื่อเตรียมความรู้ เตรียมสินค้าในการซื้อขายที่ผู้เชี่ยวชาญจะมาสอน และ 14-18 มิ.ย. 2564 จะมีการซื้อขาย B2B เต็มรูปแบบ เช่น ข้าวสาร จากสหกรณ์การเกษตร กลุ่มเกษตรกร และวิสาหกิจชุมชนต่างๆ เช่น สหกรณ์การเกษตรเกษตรวิสัย จำกัด สหกรณ์การเกษตรเพื่อการตลาดลูกค้าธ.ก.ส. สกต.สุรินทร์

สศก.ถกสมาชิกเอเปก ลุยแผนความมั่นคงอาหารเอเชีย-แปซิฟิก #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/569331

สศก.ถกสมาชิกเอเปก ลุยแผนความมั่นคงอาหารเอเชีย-แปซิฟิก

วันพฤหัสบดี ที่ 29 เมษายน พ.ศ. 2564, 06.00 น.

นายฉันทานนท์ วรรณเขจร เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า จากการประชุมคณะทำงานเพื่อจัดทำแผนงานความมั่นคงอาหารมุ่งสู่ปี ค.ศ. 2030 (The Food Security Roadmap towards 2030) เมื่อวันที่ 22 เมษายนที่ผ่านมา สศก. ได้ร่วมประชุมผ่านระบบการประชุมทางไกล โดยมี Mr. Philip Houlding ผู้อำนวยการกองนโยบายระหว่างประเทศ กระทรวงอุตสาหกรรมพื้นฐานของนิวซีแลนด์ ในฐานะเจ้าภาพการประชุมเอเปก ปี 2564 เป็นประธานการประชุม พร้อมด้วยสมาชิกเอเปก 21 เขตเศรษฐกิจเพื่อหารือเกี่ยวกับการพัฒนาแผนงานความมั่นคงอาหารมุ่งสู่ปี ค.ศ. 2030 สำหรับสมาชิกเอเปกในการพัฒนาการดำเนินงานด้านความมั่นคงอาหารในภูมิภาคเอเชีย – แปซิฟิก เมื่อต้องเผชิญกับความท้าทายที่เกิดจากการแพร่ระบาดของโรคโควิด – 19

สำหรับแผนพัฒนาแผนงานความมั่นคงอาหาร มุ่งสู่ปี ค.ศ. 2030 กำหนดวัตถุประสงค์ 6 ประเด็นหลัก ได้แก่ 1) เพิ่มการมีอาหารในปริมาณที่เพียงพอมีคุณภาพที่เหมาะสมและมีคุณค่าทางโภชนาการในภูมิภาค 2) ตอบสนอง ต่อความท้าทายของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศได้อย่างมีประสิทธิภาพ 3) อำนวยความสะดวกทางการค้า การลงทุนและหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจ 4) เพิ่มการมีส่วนร่วมในระบบอาหาร โดยส่งเสริมความก้าวหน้าในการสร้างโอกาสในด้านต่างๆ5) เพิ่มความยืดหยุ่นของห่วงโซ่อุปทานอาหารของภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก และ 6) ส่งเสริมการมีส่วนร่วมระหว่างภาครัฐและเอกชน

หลังจากนี้ ทางนิวซีแลนด์ยังได้กำหนดจัดสัมมนาในรูปแบบออนไลน์ ระหว่างวันที่4-7 พฤษภาคม 2564 เพื่อหารือใน 4 หัวข้อหลัก คือ 1) การสร้างความยืดหยุ่นในระบบอาหารของเอเปกเพื่อลดผลกระทบและสามารถรับมือจากแรงกดดัน ความตึงเครียดจากปัจจัยเสี่ยงต่างๆ 2) การส่งเสริมระบบอาหารแบบองค์รวมสำหรับ SMEs สตรีและชนพื้นเมือง 3) การเพิ่มผลผลิตประสิทธิภาพและนวัตกรรม และ 4) กำหนดเป้าหมายที่ชาญฉลาดและการติดตามการดำเนินงานอย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งทางเจ้าภาพนิวซีแลนด์ จะนำผลลัพธ์ที่ได้จากการหารือ และข้อเสนอแนะจากการสัมมนาฯ ไปกำหนดประเด็นสำคัญเพื่อพัฒนาเป็นแผนงานความมั่นคงอาหาร โดยจะมีการรับรองแผนงานความมั่นคงอาหารมุ่งสู่ปี ค.ศ 2030 หรือ ปี พ.ศ. 2573 ในการประชุมระดับรัฐมนตรีความมั่นคงอาหารเอเปกช่วงเดือนสิงหาคม 2564 ที่จะถึงต่อไป

อย่างไรก็ตาม ประเด็นที่ไทยควรผลักดันเพื่อเป็นแนวทางในการส่งเสริมความมั่นคงอาหารในภูมิภาคเอเปก ที่สำคัญ คือ การขับเคลื่อนระบบเศรษฐกิจ ทางการพัฒนาเศรษฐกิจชีวภาพ – เศรษฐกิจหมุนเวียน – เศรษฐกิจสีเขียว หรือ Bio – Circular – Green Economy : BCG Economy รวมถึงนโยบาย “3S” ของกระทรวงเกษตรฯ ทั้งเรื่อง Safety ความปลอดภัยของอาหาร Security ความมั่นคงของภาคการเกษตรและอาหาร และ Sustainability ความยั่งยืนของภาคการเกษตร รวมทั้งการให้ความร่วมมือกับอาเซียนและนานาประเทศ เพื่อฝ่าวิกฤติโควิด-19 และวิกฤติเศรษฐกิจโลกของภาคเกษตร ซึ่ง สศก. ในฐานะหน่วยงานรับผิดชอบหลักด้านความมั่นคงอาหารจะร่วมมือกับหน่วยงานเกี่ยวข้อง จะได้ผลักดันประเด็นเหล่านี้อย่างต่อเนื่อง รวมถึงความพร้อมที่ไทยจะเป็นเจ้าภาพเอเปก ปี 2565 ต่อไป เลขาธิการ สศก. กล่าวทิ้งท้าย

‘กรมปศุสัตว์’ ย้ำชัดไทยปลอด ASF มั่นใจระบบป้องกันโรคแกร่ง คาดส่งออกหมูปีนี้โตต่อเนื่อง #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/569344

'กรมปศุสัตว์'ย้ำชัดไทยปลอด ASF มั่นใจระบบป้องกันโรคแกร่ง คาดส่งออกหมูปีนี้โตต่อเนื่อง

‘กรมปศุสัตว์’ย้ำชัดไทยปลอด ASF มั่นใจระบบป้องกันโรคแกร่ง คาดส่งออกหมูปีนี้โตต่อเนื่อง

วันพุธ ที่ 28 เมษายน พ.ศ. 2564, 20.56 น.

เมื่อวันที่ 28 เมษายน 2564 นายสัตวแพทย์สรวิศ ธานีโต อธิบดีกรมปศุสัตว์ เปิดเผยว่า การแพร่ระบาดของโรคอหิวาต์แอฟริกาในสุกร หรือ ASF ในสุกร ที่เริ่มต้นจากประเทศจีน เมื่อเดือนสิงหาคม 2561 กรมปศุสัตว์ได้ดำเนินมาตรการป้องกันในทันที โดยสั่งการให้กองสารวัตรและกักกันเข้มงวดตรวจสอบการนำเข้าสินค้าปศุสัตว์จากจีนและประเทศในกลุ่มเสี่ยง อาทิ เวียดนาม ลาว กัมพูชา พม่า ฯลฯ ด้วยการตรวจตลอด 24 ชั่วโมง ทางด่านกักกันสัตว์ท่าอากาศยาน ท่าเรือ และชายแดนประเทศเพื่อนบ้าน กัมพูชา สปป.ลาว พม่า มาเลเซีย ให้กำลังพลเจ้าหน้าที่สลับสับเปลี่ยนกันจากทั่วประเทศ สินค้าส่วนใหญ่ที่จากการตรวจสอบอย่างเข้มงวด พบว่าเป็นผลิตภัณฑ์จากสุกรที่ติดมากับสัมภาระ (Hand carry)

ขณะเดียวกันกรมฯ ยังเดินหน้ามาตรการเชิงรุกเฝ้าระวังป้องกันและควบคุมโรคในฟาร์มเลี้ยงสุกรทั่วประเทศ ตลอดจนยกระดับเป็นวาระแห่งชาติ เพื่อให้การขับเคลื่อนมาตรการต่างๆ เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด พร้อมระดมกำลังความสามารถของผู้เชี่ยวชาญ คณาจารย์ นักวิชาการ ทั้งภาครัฐและภาคเอกชน รวมถึงความร่วมมือจากเกษตรกรทุกคน ทำให้ไทยยังคงสถานะ “ประเทศปลอดโรค ASF” ได้อย่างเข้มแข็ง

อย่างไรก็ตาม ที่ผ่านมามีการปล่อยข่าวหมูไทยเป็นโรค ASF โดยเฉพาะในพื้นที่ติดกับประเทศกัมพูชา เพื่อหวังกดราคาหมูให้ต่ำลง ซึ่งกรมปศุสัตว์ได้ตรวจสอบข้อเท็จจริงกรณีดังกล่าว พบว่าเป็นการพบเชื้อ ASF จากหมูที่ลักลอบนำเข้า ซึ่งไม่ใช่หมูจากประเทศไทย ทางฝ่ายไทยยืนยันกับหน่วยงานสุขภาพสัตว์และการผลิตราชอาณาจักรกัมพูชา (GDAHP) ว่ายังไม่มีการแพร่เชื้อนี้ในไทย พร้อมอธิบายแนวทางการป้องกันและเฝ้าระวังโรค ASF ที่ดำเนินการอย่างเข้มงวดมาอย่างต่อเนื่องตลอดเกือบ 3 ปี ส่งผลให้ยอดส่งออกหมูมีชีวิตเพิ่มขึ้น 340% โดยเฉพาะกัมพูชาซึ่งเดิมเป็นตลาดส่งออกสุกรมีชีวิตอันดับ 1 ของไทย มีหมูที่ส่งออกไปกัมพูชากว่า 58% ทำให้ทางการกัมพูชาได้ผ่อนปรนให้ผู้ส่งออกไทยสามารถส่งหมูไปเพิ่มอีก 6 ราย จากเดิม 5 ราย รวมทั้งหมดเป็น 11 ราย โดยไม่มีการจำกัดปริมาณโควตาแล้ว คาดว่าการส่งออกหมูปีนี้โตต่อเนื่อง และจะเป็นปีทองของผู้เลี้ยงอีกปีหนึ่ง

“กรมปศุสัตว์ ย้ำว่า แม้ไทยจะปลอดจาก ASF แต่ยังคงเพิ่มมาตรการคุมเข้ม ASF เหมือนกับการคุมโควิด-19 มีการจัดโซนนิ่งพื้นที่ มียุทธศาสตร์หมูสะอาด การเดินหน้ามาตรฐานจุดจำหน่ายสินค้า “ปศุสัตว์ OK” ที่กระจายกว่า 7,000 จุดทั่วไทย ที่สำคัญจากการเก็บตัวอย่างสินค้าปศุสัตว์ในสถานที่จำหน่ายทั่วประเทศมาตรวจสอบ กว่า 1,500 ตัวอย่าง ผลปรากฎว่า ยังไม่มีสินค้าปศุสัตว์ใดที่ให้ผลโควิดเป็นบวก จึงขอให้ผู้บริโภคมั่นใจว่ากรมปศุสัตว์ได้ตรวจสอบตลอดห่วงโซ่อาหาร ตั้งแต่ฟาร์มจนถึงสถานที่จำหน่ายก่อนถึงมือผู้บริโภค ทั้งสินค้าหมู ไก่ เป็ด ไข่ เนื้อโค และแนะนำให้เลือกซื้อจากผู้ผลิตมาตรฐาน ได้รับรองจากกรมปศุสัตว์ และต้องรับประทานอาหารที่ปรุงสุกใหม่เท่านั้น ไม่ทานอาหารสุกๆดิบๆ” อธิบดีกรมปศุสัตว์ กล่าว

ทั้งนี้ การส่งออกหมูมีชีวิต จากข้อมูลของกรมปศุสัตว์ พบว่าในปี 2563 ไทยรวม 2.45 ล้านตัว มูลค่า 16,814 ล้านบาท โดยตลาดกัมพูชาอันดับ 1 ปริมาณ 1.49 ล้านตัว มูลค่า 9,856 ล้านบาท ส่วนการส่งออกสุกรแช่แข็งและแปรรูป ข้อมูลจากกระทรวงพาณิชย์ ในปี 2563 มีมูลค่า 3,420 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น 265% จากปี 2562 โดยมีตลาดฮ่องกง เป็นตลาดอันดับ 1 มูลค่า 3,246 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น 356% และกัมพูชาเป็นอันดับ 2 มูลค่า 59.91 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น 259%

ทุเรียนไทยล็อตแรกถึงจีนแล้ว! พร้อมเก็บข้อมูลการบริโภค เพื่อผลิตตรงความต้องการตลาด #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/569119

ทุเรียนไทยล็อตแรกถึงจีนแล้ว! พร้อมเก็บข้อมูลการบริโภค เพื่อผลิตตรงความต้องการตลาด

ทุเรียนไทยล็อตแรกถึงจีนแล้ว! พร้อมเก็บข้อมูลการบริโภค เพื่อผลิตตรงความต้องการตลาด

วันพุธ ที่ 28 เมษายน พ.ศ. 2564, 13.26 น.

ทุเรียนเมืองขลุง จันทบุรีจำหน่ายผ่านทางออนไลน์ที่ชาวจีนสั่งจองล่วงหน้าเป็นครั้งแรก ถึงสนามบินจีนแล้ว กระทรวงเกษตรฯ ร่วมผู้ประกอบการจีนเก็บข้อมูลการบริโภคต่อเนื่องวางแผนการผลิตให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาด  ในอนาคต

นายอลงกรณ์ พลบุตร ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ประธานที่ประชุมคณะกรรมการพัฒนาและบริหารจัดการผลไม้ (Fruit Board) เปิดเผยว่า วันนี้ (28 เม.ย.) เครื่องบินเช่าเหมาลำของสายการบินเซินเจิ้นแอร์ไลน์ที่นำทุเรียนจากสหกรณ์เมืองขลุง จังหวัดจันทบุรีไปจำหน่ายที่ประเทศจีนเดินทางถึงที่สนามบินเซินเจิ้นแล้ว โดยผู้ประกอบการจีนจัดส่งแบบ Delivery ถึงลูกค้าซึ่งสั่งซื้อล่วงหน้าทันที 

อย่างไรก็ตามการดำเนินการครั้งนี้เป็นการส่งออกทุเรียนด้วยการจำหน่ายระบบออนไลน์ที่ให้สั่งซื้อล่วงหน้า (Pre-Order) ครั้งแรก โดยลูกค้าจ่ายเงินผ่านระบบออนไลน์มาก่อนทั้ง 20 ตันหรือประมาณ 10,000 ลูก ตามเป้าหมายที่จะขยายตลาดทุเรียนในจีนเพิ่มขึ้นให้ได้ ขณะนี้กระทรวงเกษตรฯ ร่วมกับผู้ประกอบการจีนจะเก็บข้อมูลความพึงพอใจจากการบริโภคทุเรียนที่ส่งไปว่า ชอบทุเรียนพันธุ์ไหน ขนาดผลเล็กหรือใหญ่ รสชาติอย่างไรเนื่องจากที่ส่งไปมี 3 พันธุ์ได้แก่ หมอนทอง กระดุม และพวงมณี 

จากข้อมูลการสั่งซื้อพบว่า ลูกค้าในเมืองซึ่งครอบครัวเล็กจะสั่งทุเรียนกระดุมและพวงมณีซึ่งผลเล็ก ส่วนลูกค้าชานเมืองซึ่งครอบครัวใหญ่นิยมสั่งหมอนทองซึ่งผลใหญ่ รับประทานได้หลายคนเพื่อนำข้อมูลมาพัฒนาการผลิตให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาด ตามนโยบายตลาดนำการผลิตของนายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์

ขณะที่นายเจียวหลิง ฟาน (Jiaoling Pan) กรรมการผู้จัดการบริษัท รอยัล ฟาร์ม กรุ๊ป จำกัด กล่าวว่า ทางบริษัทเป็นเจ้าแรกที่นำทุเรียนไทยไปจำหน่ายแบบ Pre-Order ในจีน โดยเป็นผลผลิตของสหกรณ์ซึ่งกระทรวงเกษตรฯ ของไทยรับรองคุณภาพตามมาตรฐาน GAP ทางบริษัทยังรับประกันสินค้า โดยหากว่าทุเรียนที่ส่งถึงมือลูกค้าไม่เป็นไปตามที่ตกลงไว้ ยินดีจัดส่งทุเรียนให้กับลูกค้าใหม่อีกครั้งเพื่อสร้างความมั่นใจว่า ระบบการขายและการดูแลลูกค้าที่ได้มาตรฐานจะทำให้เพิ่มการจำหน่ายทุเรียนจากไทยได้เพิ่มขึ้นอีกมาก

ชูธง ‘5ยุทธศาสตร์เฉลิมชัย’ ใช้ระบบสั่งซื้อล่วงหน้าออนไลน์เจาะตลาดจีน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/568971

ชูธง‘5ยุทธศาสตร์เฉลิมชัย’ ใช้ระบบสั่งซื้อล่วงหน้าออนไลน์เจาะตลาดจีน

วันพุธ ที่ 28 เมษายน พ.ศ. 2564, 06.00 น.

ฝ่าวิกฤติโควิด “เกษตรฯ” ชูธง “5 ยุทธศาสตร์เฉลิมชัย” ใช้แพลตฟอร์มรูปแบบใหม่ระบบสั่งซื้อล่วงหน้าออนไลน์เจาะตลาดจีน 1,400 ล้านคน พร้อมกลยุทธ์สร้างแบรนด์ทุเรียนไทยสำเร็จเป็นครั้งแรกเผยจะมีการส่งออกแบบพรีออเดอร์อีกหลายประเทศเดือนหน้าพร้อมชื่นชมความร่วมมือระหว่างฟรุ้ทบอร์ด ผู้ประกอบการ สหกรณ์เมืองขลุงและจังหวัดจันทบุรี

นายอลงกรณ์ พลบุตร ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ในฐานะประธานที่ประชุมคณะกรรมการพัฒนาและบริหารจัดการผลไม้ (Fruit Board) เปิดเผยว่าจะจัดส่งทุเรียนจากสหกรณ์เมืองขลุง จังหวัดจันทบุรี ไปจำหน่ายที่ประเทศจีนโดยเครื่องบินเช่าเหมาลำของสายการบินเซินเจิ้นแอร์ไลน์ที่สนามบินสุวรรณภูมิ ซึ่งเป็นการจำหน่ายผ่านระบบออนไลน์แบบสั่งซื้อล่วงหน้า (Pre-Order) ที่ลูกค้าจ่ายเงินผ่านระบบออนไลน์มาเรียบร้อยแล้ว จำนวน 20 ตัน

“เป็นครั้งแรกของการจำหน่ายทุเรียนผ่านระบบ Pre-Order ไปประเทศจีนซึ่งเป็นตลาดใหญ่สุดของผลไม้ไทยโดยเฉพาะทุเรียน เราต้องเจาะตลาดจีนที่มีประชากรกว่า 1,400 ล้านคน เพิ่มขึ้นจากปีที่แล้วขายทุเรียนได้กว่า 6 หมื่นล้านบาท ด้วยแพลตฟอร์มใหม่ๆบนความร่วมมือระหว่างกระทรวงเกษตรฯ กระทรวงพาณิชย์ บริษัทเอกชนและสหกรณ์ผลไม้ เช่น สหกรณ์เมืองขลุง จังหวัดจันทบุรี และยังเป็นทุเรียนชุดแรกที่มีการสร้างแบรนด์ทุเรียนไทยในระดับสหกรณ์ผลไม้ (Cooperative based Branding)ให้เป็นที่รู้จักในสายตาชาวโลกทำให้เกษตรกรชาวสวนทุเรียนและสหกรณ์ขายได้ราคาสูงขึ้นคู่ขนานไปกับการพัฒนาคุณภาพมาตรฐานของทุเรียนในระบบ GAP และ GMP ภายใต้ “5 ยุทธศาสตร์เฉลิมชัย” และโมเดล “เกษตรผลิต-พาณิชย์ตลาด” ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งในนโยบายการปฏิรูปไม้ผลทั้งระบบของ ดร.เฉลิมชัยศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ในฐานะประธานคณะกรรมการพัฒนาและบริหารจัดการผลไม้(Fruit Board) และการขับเคลื่อนโมเดล “เกษตรผลิต พาณิชย์ตลาด” ร่วมกับ นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฎ์รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีพาณิชย์” นายอลงกรณ์ กล่าว

ทั้งนี้ ถือเป็นความสำเร็จทางนโยบายและการบริหารแบบทำได้ไวทำได้จริง หลังจากคณะกรรมการพัฒนาและบริหารจัดการผลไม้ (Fruit Board) ครั้งที่ 3/2564 เมื่อต้นเดือนเมษายนที่ผ่านมา เห็นชอบโครงการจำหน่ายผลไม้บนแพลตฟอร์มออนไลน์แบบสั่งซื้อล่วงหน้า (Pre-order) เพื่อเป็นกลไกการขายเชิงรุกทั้งในและต่างประเทศโดยมอบหมายให้คณะอนุกรรมการอนุกรรมการขับเคลื่อน E-Commerce กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และฝ่ายเลขานุการของฟรุ้ทบอร์ด คือกรมส่งเสริมการเกษตรดำเนินการร่วมกับกรมส่งเสริมสหกรณ์ ภาคเอกชนและกระทรวงพาณิชย์ โดยล่าสุด กรมประชาสัมพันธ์จะมาช่วยเสริมทัพด้านการสื่อสารประชาสัมพันธ์และการผลิตสื่อออนไลน์ทั้งตลาดในประเทศและต่างประเทศ

นายกฤชฐา โภคาสถิตย์ ประธานคณะอนุกรรมการอนุกรรมการขับเคลื่อนE-Commerce กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวว่า คณะอนุกรรมการฯ ได้ประสานความร่วมมือกับภาครัฐและเอกชนเพื่อสร้าง New Ecosystem ในการ “สร้างแบรนด์ผลไม้ไทย” ในการส่งออกไปทั่วโลก ผ่านช่องทาง Pre-order เพื่อให้ผู้บริโภคเกิดการจดจำ ในฐานะที่เราเป็นผู้ส่งออกผลไม้ที่มีศักยภาพอันดับต้นๆ ของโลก เราสามารถสร้างแบรนด์ให้แต่ละสวน แต่ละฟาร์มผ่านกลไกสหกรณ์ และมีระบบ Logistics ตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำที่แข็งแรง ผสานเข้ากับผู้ประกอบการที่มีความพร้อมในการส่งออกผ่านกระบวนการ Pre-Order ทางออนไลน์ ซึ่งจะเป็นมิติใหม่ในการจำหน่ายและเพิ่มมูลค่าของผลไม้ไทยอย่างยั่งยืน

ทส.ชวนประชาชน บริจาคลังกระดาษ ส่งต่อเพื่อรีไซเคิล #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/568969

ทส.ชวนประชาชน บริจาคลังกระดาษ ส่งต่อเพื่อรีไซเคิล

วันพุธ ที่ 28 เมษายน พ.ศ. 2564, 06.00 น.

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม โดย นายจเรศักดิ์ นันตะวงษ์ รองปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) ได้เชิญชวนข้าราชการ เจ้าหน้าที่ และบุคลากร ในสังกัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และประชาชนชาวไทยนำลังกระดาษหรือกล่องกระดาษที่ไม่ได้ใช้แล้ว ส่งต่อให้ บริษัท เอสซีจีแพคเกจจิ้ง จำกัด (มหาชน) หรือ SCGP

ทั้งนี้ เพื่อนำไปรีไซเคิลผลิตเป็นเตียงกระดาษ สำหรับผู้ป่วยโควิด-19 บริจาคให้กับโรงพยาบาลสนามทั่วประเทศ ทั้งนี้ สามารถนำลังกระดาษ หรือ กล่องกระดาษ ไปบริจาคได้ที่ จุดรับกล่องกระดาษในโลตัสไฮเปอร์มาร์เก็ตทุกสาขาทั่วประเทศ

สำหรับ บริษัท SCGP ได้ออกแบบสร้างสรรค์ เตียงสนามกระดาษเอสซีจีพี (SCGP Paper Field Hospital Bed) นวัตกรรมเพื่อสังคม ที่ผลิตจากกระดาษรีไซเคิล 100% เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม มีขนาดเหมาะสมตามหลักการยศาสตร์ สะดวกต่อการใช้งานสอดรับกับสรีระของคนเอเชีย รองรับน้ำหนักแนวราบได้ถึง 100 กิโลกรัม มีน้ำหนักเบา ขนส่งได้สะดวก

อีกทั้งยังสามารถประกอบติดตั้งได้ง่ายภายในเวลาเพียง 8 นาที โดยไม่ต้องใช้กาว เพื่อร่วมส่งต่อความช่วยเหลือให้โรงพยาบาลสนามรองรับผู้ป่วยได้ทันสถานการณ์

เกษตรฯ เดินหน้าโครงการเงินกู้ธุรกิจดินปุ๋ยเพื่อชุมชน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/568973

เกษตรฯเดินหน้าโครงการเงินกู้ธุรกิจดินปุ๋ยเพื่อชุมชน

เกษตรฯเดินหน้าโครงการเงินกู้ธุรกิจดินปุ๋ยเพื่อชุมชน

วันพุธ ที่ 28 เมษายน พ.ศ. 2564, 06.00 น.

ดร.เฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวว่า กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้มอบหมายให้กรมส่งเสริมการเกษตรรับผิดชอบดำเนินโครงการพัฒนาธุรกิจบริการดินและปุ๋ยเพื่อชุมชน (One Stop Service) และโครงการยกระดับแปลงใหญ่ด้วยเกษตรสมัยใหม่และเชื่อมโยงตลาดซึ่งเป็นโครงการแก้ไข ปัญหา เยียวยา และฟื้นฟูเศรษฐกิจและสังคมที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์การระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 โดยทั้ง 2 โครงการดังกล่าวพุ่งเป้าไปที่การพัฒนาเศรษฐกิจฐานรากของชุมชนเกษตรกรอย่างยั่งยืน

ด้าน นายเข้มแข็ง ยุติธรรมดำรง อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวว่า โครงการพัฒนาธุรกิจบริการดินและปุ๋ยเพื่อชุมชน (One Stop Service) เป็นโครงการที่ดำเนินการผ่านศูนย์จัดการดินปุ๋ยชุมชน (ศดปช.) ตามความต้องการของเกษตรกร จึงมี ศดปช. สมัครเข้าร่วมโครงการมากถึง 394 ศูนย์ ใน 63 จังหวัด ซึ่งโครงการนี้จะช่วยเกษตรกรลดภาระต้นทุนปุ๋ยเคมีลงได้จากการใช้ปุ๋ยที่ถูกต้องตามค่าวิเคราะห์ดิน โดยภาครัฐสนับสนุนชุดตรวจวิเคราะห์ดิน แม่ปุ๋ย N P K และเครื่องผสมปุ๋ย ให้แก่ศูนย์จัดการดินปุ๋ยชุมชน (ศดปช.) ที่เข้าร่วมโครงการ เพื่อให้บริการตรวจวิเคราะห์ดิน คำแนะนำการจัดการดินและการใช้ปุ๋ยเบื้องต้น จัดหาปุ๋ยคุณภาพดีให้แก่สมาชิก ศดปช. กลุ่มเกษตรแปลงใหญ่ และเกษตรกรทั่วไป รวมทั้งให้บริการผสมปุ๋ยตามค่าวิเคราะห์ดิน

จากการดำเนินงานที่ผ่านมาพบว่า สามารถดำเนินการในภาพรวมได้แล้วถึงร้อยละ 62.35 แบ่งเป็นการจัดซื้อวัสดุการเกษตรและครุภัณฑ์แล้วเสร็จ ประกอบด้วยชุดตรวจวิเคราะห์ดิน จำนวน 185 ศดปช. แม่ปุ๋ย N P K จำนวน 161 ศดปช. เครื่องผสมปุ๋ย จำนวน 99 ศดปช. ส่วนการเริ่มให้บริการในเชิงธุรกิจ มีการจดทะเบียนการค้าปุ๋ยแล้ว จำนวน 105 ศดปช. จัดทำแผนธุรกิจหรือโมเดลธุรกิจบริการดินและปุ๋ยแล้ว จำนวน 209 ศดปช. เปิดให้บริการตรวจวิเคราะห์ดินและให้คำแนะนำการจัดการดินและปุ๋ยแล้ว จำนวน 174 ศดปช. เปิดจำหน่ายแม่ปุ๋ยพร้อมให้บริการแล้ว จำนวน 36 ศดปช. ให้บริการเครื่องผสมปุ๋ยแล้ว จำนวน 26 ศดปช. รวมทั้งกรมส่งเสริมการเกษตรอยู่ระหว่างดำเนินการพัฒนา Platform และ Application เพื่อให้คำแนะนำการใช้ปุ๋ย และ Data Base คาดว่าจะแล้วเสร็จพร้อมให้บริการในเดือนกันยายน 2564 นี้แน่นอน ซึ่งคาดว่าโครงการนี้จะทำให้เกษตรกรสามารถลดต้นทุนการใช้ปุ๋ยเคมีได้เฉลี่ยร้อยละ 20 คิดเป็นมูลค่ารวมไม่ต่ำกว่า 250 ล้านบาท และในส่วนของโครงการยกระดับแปลงใหญ่ด้วยเกษตรสมัยใหม่และเชื่อมโยงตลาด มีเกษตรกรสนใจและแจ้งเข้าร่วมโครงการแล้วถึงจำนวน 3,448 แปลง คิดเป็นร้อยละ 66 จากที่เสนอความต้องการไว้

ทั้งนี้ ในการบริหารจัดการทั้งสองโครงการ กรมส่งเสริมการเกษตรได้ทำงานร่วมกับสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) และสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ (ป.ป.ท.) อย่างใกล้ชิดเพื่อให้การดำเนินการโครงการประสบความสำเร็จตามวัตถุประสงค์ เป็นไปตามระเบียบบริหารราชการอย่างเคร่งครัด สามารถสร้างความเข้มแข็งแก่เศรษฐกิจฐานราก และสร้างความเจริญเติบโตให้กับภาคการเกษตรไทยได้อย่างยั่งยืน

‘เคเอสซีพอร์ท’ ทุ่ม 200 ล. เสริมแกร่ง ดันงานโลจิสติกส์ทางทะเลครบวงจร ยกระดับการเจริญเติบโตศก.ท้องถิ่น #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/568972

‘เคเอสซีพอร์ท’ทุ่ม200ล.เสริมแกร่ง  ดันงานโลจิสติกส์ทางทะเลครบวงจร  ยกระดับการเจริญเติบโตศก.ท้องถิ่น

‘เคเอสซีพอร์ท’ทุ่ม200ล.เสริมแกร่ง ดันงานโลจิสติกส์ทางทะเลครบวงจร ยกระดับการเจริญเติบโตศก.ท้องถิ่น

วันพุธ ที่ 28 เมษายน พ.ศ. 2564, 06.00 น.

นายกฤษ สีตองอ่อน กรรมการผู้จัดการ บริษัท เคเอสซีพอร์ท จำกัด บริษัทผู้นำการให้บริการด้านงานโลจิสติกส์ทางทะเลอย่างครบวงจร เปิดเผยว่า บริษัท เคเอสซีพอร์ทจัดตั้งที่ จ.สงขลา เพื่อให้บริการงานโลจิสติกส์ทางทะเลอย่างครบวงจรแก่ลูกค้าต่างๆโดยเฉพาะธุรกิจผลิตปิโตรเลียมต้นน้ำ(Upstream) ทั้งสนับสนุนการสำรวจและผลิตปิโตรเลียมนอกชายฝั่งอ่าวไทย ทะเลอันดามัน และธุรกิจการขนส่งปิโตรเลียมทางทะเล(Downstream)

โดยบริการของบริษัทเป็นผู้ประสานงานและควบคุมดำเนินการงานเข้า-ออกของคน เรือสินค้า ระหว่างเรือ และท่าเรือ
ให้แก่บริษัทเรือต่างๆ ที่ท่าเรือใน จ.สงขลา ท่าเรือระนอง และท่าเรือจุกเสม็ด สัตหีบ แต่วิสัยทัศน์ในระยะยาว 5 ปีข้างหน้า บริษัทต้องการขยายธุรกิจให้มีการเติบโตมากขึ้น และเพิ่มคุณภาพการให้การบริการหลากหลาย รองรับความต้องการลูกค้าให้ครบวงจรมากขึ้น โดยเฉพาะการเพิ่มการจัดหาและขนส่งน้ำมันเชื้อเพลิงทั้งทางบกและทางทะเล โดยเริ่มจากการขนส่งน้ำมันเชื้อเพลิงด้วยรถบรรทุกน้ำมันไปที่เรือ ณ ท่าเทียบเรือ บริษัทจึงเดินหน้าลงทุนด้วยงบประมาณ 200 ล้านบาทซื้อเรือบรรทุกน้ำมันเพื่อขนส่งน้ำมันเชื้อเพลิงโดยทางเรือ ซึ่งถือเป็นบริการใหม่ล่าสุด

เนื่องจากบริษัทมีธุรกิจจำหน่ายน้ำมันเป็นทุนเดิม แต่ยังไม่มีสิ่งอำนวยความสะดวกพื้นฐานหรือ Facilities กองเรือรองรับ เมื่อลงทุนซื้อเรือลำแรกทำให้สามารถรองรับความต้องการของลูกค้าที่ต้องการซื้อน้ำมันจากบริษัทและอำนวยความสะดวกโดยการขนส่งไปให้ลูกค้าได้โดยตรง ซึ่งการลงทุนครั้งนี้จึงเป็นการปิดจุดอ่อนและเพิ่มโอกาสทางการตลาดในการมีลูกค้าใหม่ๆ รวมถึงอำนวยความสะดวกให้ลูกค้าเดิมอีกด้วย

นอกจากนี้ การขยายธุรกิจดังกล่าว ยังช่วยยกระดับการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจของท้องถิ่นด้วย ซึ่งในฐานะคน จ.สงขลา จึงต้องการกระจายการเติบโตของจีดีพีประเทศมาสู่จังหวัด มีส่วนเสริมสร้างรายได้ พัฒนาความเป็นอยู่ของประชาชนในพื้นที่ สร้างความเจริญให้สังคม เพื่อเป็นศูนย์กลางการพัฒนาเศรษฐกิจของภูมิภาคในอนาคต