สกู๊ปพิเศษ : ศูนย์บริหารและจัดการขยะรีไซเคิล ชุมชนวัดชากลูกหญ้า ต้นแบบการบริหารจัดการขยะอย่างครบวงจรแห่งแรกของ จ.ระยอง #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/568718

สกู๊ปพิเศษ : ศูนย์บริหารและจัดการขยะรีไซเคิล ชุมชนวัดชากลูกหญ้า  ต้นแบบการบริหารจัดการขยะอย่างครบวงจรแห่งแรกของ จ.ระยอง

สกู๊ปพิเศษ : ศูนย์บริหารและจัดการขยะรีไซเคิล ชุมชนวัดชากลูกหญ้า ต้นแบบการบริหารจัดการขยะอย่างครบวงจรแห่งแรกของ จ.ระยอง

วันอังคาร ที่ 27 เมษายน พ.ศ. 2564, 06.00 น.

นิยามของคำว่า “ชุมชน” นั้น อาจสื่อได้ถึง ความร่วมแรงร่วมใจ ความสมานฉันท์ที่ผู้อยู่อาศัยร่วมกันในชุมชนนั้น ได้ช่วยกันบริหารจัดการ เพื่อให้ชุมชนนั้นๆ เป็นชุมชนที่น่าอยู่ ชุมชนที่เราจะพาทุกคนเดินทางไปค้นหาความหมายเพิ่มเติมกันในวันนี้ เป็นชุมชนเล็กๆ ในประเทศของเราแต่ยิ่งใหญ่ หรือเรียกว่าเป็นต้นแบบด้านการบริหารจัดการขยะแห่งแรกของจังหวัดระยองก็ว่าได้ ชุมชนนี้ คือ “ชุมชนวัดชากลูกหญ้า” แล้วอะไรที่ทำให้ชุมชนแห่งนี้พร้อมใจกันหันมาสนใจเรื่องนี้และเริ่มต้นบริหารจัดการขยะ เราไปค้นหาคำตอบพร้อมๆ กันเลย

“ชุมชนวัดชากลูกหญ้า” ตั้งอยู่ที่ตำบลห้วยโป่ง อำเภอเมืองระยอง จังหวัดระยอง ชุมชนนี้เป็นชุมชนกึ่งเมือง มีปริมาณขยะมูลฝอย ถึงประมาณ 8.2 ตันต่อวัน พี่เปิ้ลนภาพัฒน์ อู่เจริญ ประธานวิสาหกิจชุมชนธนาคารคัดแยกขยะรีไซเคิล ชุมชนวัดชากลูกหญ้า เล่าให้เราฟังว่า “จุดเริ่มต้นของการบริหารจัดการขยะภายในชุมชนเกิดขึ้นเมื่อ 2-3 ปีก่อน ชาวบ้านที่อยู่อาศัยในชุมชนมาช่วยกันคิดว่า จะนำขยะที่มีอยู่มาทำอะไรให้เป็นประโยชน์ได้บ้าง ทางเทศบาลจึงได้ส่งชาวบ้านให้ไปศึกษาดูงานหลายๆ ที่ กลับมาจึงได้แนวคิดและตกผลึกออกมาเป็น โครงการธนาคารคัดแยกขยะรีไซเคิล โดยคณะกรรมการมีกติกาว่า ชาวบ้านที่เป็นสมาชิกของโครงการ จะต้องนำขยะมาฝากตามที่กำหนด เพื่อรักษาความเป็นสมาชิกไว้ ส่วนเงินที่ได้จากการเอาขยะมาฝากไว้ ทุกคนมีมติเป็นเอกฉันท์ให้เอาไว้ดูแลเรื่องของฌาปนกิจ และจัดสรรในเรื่องของสวัสดิการ ทุนการศึกษา ค่ารักษาพยาบาล โดยขยะที่ได้ทำการคัดแยกจากครัวเรือนมาถึงพี่เปิ้ล มีประมาณ 2.5 ตันต่อเดือน นำเข้าโครงการ และจัดการจนทำให้ปริมาณขยะลดลงไป”

หลังจากนั้น เมื่อโครงการธนาคารคัดแยกขยะ ดำเนินการมาได้ระยะเวลาหนึ่ง ประกอบกับทางบริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) หรือ GC ได้สร้าง “YOU เทิร์น แพลตฟอร์ม” ซึ่งเป็นระบบจัดการพลาสติกใช้แล้วแบบครบวงจรขึ้น ตั้งแต่การรวบรวมและคัดแยกขยะ การขนส่งขยะพลาสติกเข้าสู่ระบบกระบวนการรีไซเคิล และกระบวนการแปรรูปจนได้กลับมาเป็นสินค้าอัพไซคลิง ซึ่งเป็นผลิตภัณฑ์ที่มีมูลค่าเพิ่มอีกครั้งหนึ่ง ตอบสนองการดำเนินชีวิตของผู้คนและส่งเสริมให้เกิดพฤติกรรมการรีไซเคิล รวมถึงสร้างระบบการบริหารจัดการขยะอย่างยั่งยืน GC เล็งเห็นว่าแพลตฟอร์มนี้น่าจะมีประโยชน์กับชุมชนแห่งนี้ จึงได้เข้ามาเป็นพลังเสริม ในการช่วยพัฒนาการบริหารจัดการขยะของชุมชนให้ครบวงจร เช่น การบันทึกข้อมูลขยะขาเข้าจากแหล่งต่างๆ การจัดการด้านบัญชีการเงิน ข้อมูลขยะในคลัง จนถึงการจัดการด้านการขายพลาสติก (ประเภท PET และ HDPE) ให้กับโรงงาน ENVICCO ของ GC ซึ่งเป็นโรงงานผลิตเม็ดพลาสติกรีไซเคิลระดับ Food Grade มาตรฐานยุโรปแห่งแรกของประเทศไทย ช่วยบริหารจัดการด้านการขนส่ง (Logistics) ด้วยการวางแผนการขนส่งให้มีต้นทุนที่ถูกที่สุดอีกด้วย ในที่สุดความร่วมมือระหว่างวิสาหกิจชุมชนธนาคารคัดแยกขยะรีไซเคิล ชุมชนวัด
ชากลูกหญ้า GC และ ENVICCO จึงทำให้ ศูนย์บริหารและจัดการขยะรีไซเคิล ชุมชนวัดชากลูกหญ้า เกิดขึ้นเมื่อเดือนธันวาคม ปีที่ผ่านมา ซึ่งคาดว่าจะช่วยบริหารจัดการขยะของชุมชนได้ถึง 10 ตันต่อเดือน นับว่าศูนย์ฯ นี้เป็นต้นแบบการบริหารจัดการขยะอย่างครบวงจรจากต้นทางถึงปลายทางแห่งแรกในจังหวัดระยอง

ศูนย์บริหารและจัดการขยะรีไซเคิล ชุมชนวัดชากลูกหญ้า เป็นศูนย์การเรียนรู้และบริหารจัดการขยะอย่างครบวงจร โดยดึงการมีส่วนร่วมของคนที่อยู่ในชุมชนมาช่วยกัน และสามารถนำรายได้ส่วนหนึ่งกลับมาสนับสนุนชุมชน เป็นการสร้างงานสร้างอาชีพให้คนในชุมชน ในส่วนของชุมชน ก็ช่วยลดปัญหาขยะ ช่วยลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ทำให้ขยะถูกจัดการอย่างถูกต้อง นำกลับมาเพิ่มคุณค่าได้ ซึ่งข้อดีมาก ๆของการเป็นศูนย์การเรียนรู้อีกข้อหนึ่ง คือ จะทำให้คนที่ได้มาเรียนรู้ สามารถนำไปปรับใช้ให้เหมาะกับชุมชนของตัวเอง ถือเป็นการขยายผลการบริหารจัดการขยะอย่างยั่งยืนที่แท้จริง ซึ่งตรงกับความต้องการของชุมชน

“พี่อยากให้ศูนย์นี้เป็นศูนย์ที่ให้ชาวบ้านเข้ามาเรียนรู้ เข้ามาเห็นว่า วันนี้ชุมชนกำลังทำอะไรอยู่ เมื่อเห็นแล้วก็อยากจะให้ทุกคนมีความมุ่งมั่นตั้งใจที่จะร่วมมือกับสิ่งที่ชุมชนได้สร้างขึ้นมาชุมชนวัดชากลูกหญ้าก็ขอฝากถึงพี่น้องชาวระยอง ใครที่มีเคมีตรงกับเรา อยากเดินทางร่วมโครงการนี้ไปกับเรา ท่านสามารถเข้ามาร่วมเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันได้ มาช่วยกันสานต่อโครงการนี้ให้ยั่งยืนและแข็งแรง เพื่อสิ่งแวดล้อมของชาวระยอง เราก็จะพยายามสร้างศูนย์ฯแห่งนี้ให้เป็นศูนย์การเรียนรู้ให้กับชุมชน เพื่อนๆ โดยรอบนักเรียน เด็กรุ่นใหม่ๆ เพราะว่าอย่างน้อยสิ่งที่ทางผู้ประกอบการGC, ENVICCO และหน่วยงานต่างๆ ที่เข้ามาร่วมมือมาช่วยกัน ก็ทำให้เรามีพลังที่จะทำให้โครงการนี้ยั่งยืนตลอดไป” พี่เปิ้ลกล่าวทิ้งท้ายด้วยแววตามุ่งมั่น

จากที่ได้พูดคุยกับพี่เปิ้ล ประธานวิสาหกิจชุมชน ธนาคารคัดแยกขยะรีไซเคิล ชุมชนวัดชากลูกหญ้าในวันนี้ทำให้เรากลับออกมาจากชุมชนด้วยความอิ่มเอมใจ พลังความมุ่งมั่นและเอาจริงเอาจังของชาวบ้านชุมชนวัดชากลูกหญ้าที่มีทั้งความสำนึกรักบ้านเกิด ความต้องการที่จะเห็นสิ่งแวดล้อมที่ดีเกิดขึ้นในชุมชนของตัวเอง และยังเป็นแบบอย่างที่ดีให้กับผู้อื่น จนทำให้วันนี้ ชุมชนของพวกเขากลายเป็นชุมชนเข้มแข็ง เป็นต้นแบบของศูนย์การเรียนรู้แห่งแรกที่ครบวงจร สามารถแบ่งปันองค์ความรู้ให้ชุมชนใดก็ตามที่สนใจ นำไปต่อยอดปรับใช้ และสามารถพึ่งพาตนเองได้อย่างยั่งยืน เราหวังว่า ใครก็ตามที่ได้อ่านเรื่องราวในวันนี้คงจะได้รับแรงบันดาลใจไม่มากก็น้อย ในการเริ่มต้นทำสิ่งดีๆ เพื่อถิ่นที่อยู่ของเรา

บทความพิเศษ : รัฐบาลกำลังปล่อยให้ภาคเกษตรล่มสลายท่ามกลางโควิด-19 #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/568721

บทความพิเศษ : รัฐบาลกำลังปล่อยให้ภาคเกษตรล่มสลายท่ามกลางโควิด-19

บทความพิเศษ : รัฐบาลกำลังปล่อยให้ภาคเกษตรล่มสลายท่ามกลางโควิด-19

วันอังคาร ที่ 27 เมษายน พ.ศ. 2564, 06.00 น.

เมื่อปี พ.ศ. 2540 ประเทศไทยต้องประสบปัญหาวิกฤติเศรษฐกิจ ที่เรียกกันทั่วไปว่า “ต้มยำกุ้ง” กลุ่มที่ได้รับความเดือดร้อนที่สุดในยุคนั้นคือ สถาบันการเงินต่างๆ รวมทั้งธุรกิจใหญ่น้อยทั้งหลายที่ล้มละลายเป็นว่าเล่น แต่ภาคการผลิตทางการเกษตรกลับอยู่ได้ และสามารถกู้สถานการณ์ของประเทศให้ค่อยฟื้นคืนมาได้อย่างน่าชื่นชม ผลผลิตทางการเกษตรสำคัญๆ ทั้ง ข้าว ยางพารา ปาล์มน้ำมัน ข้าวโพด มันสำปะหลัง ผลไม้ต่างๆ เกษตรกรขายได้ราคาดี และสามารถส่งออกทำรายได้ให้กับประเทศอย่างต่อเนื่องที่สำคัญของยุคต้มยำกุ้ง คือ มีนักธุรกิจ และ มนุษย์เงินเดือนจำนวนไม่น้อยหันกลับมาสู่ภาคการเกษตร ที่ประกอบอาชีพยั่งยืนมาจนถึงทุกวันนี้

ตลอดระยะเวลากว่า 20 ปีที่ผ่านมา ภาคการเกษตรก้าวหน้า ประสบปัญหา มีการแก้ปัญหา มากน้อยสลับกันไปขึ้นอยู่กับนโยบายของรัฐบาลแต่ละยุคสมัย แต่ไม่ว่าจะอย่างไรก็ตาม ภาคการเกษตรก็มีผลผลิต เป็นอาหารเลี้ยงดูคนไทยทั้งประเทศไม่เคยขาดแคลน และมีบางส่วนที่ส่งออกไปขายนำรายได้เข้าประเทศกอบกู้เศรษฐกิจของชาติเสมอมา

แม้แต่วิกฤติของโลกในปี พ.ศ. 2563 ที่เกิดการระบาดของเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 หรือ โควิด-19 ที่ส่งผลต่อเศรษฐกิจของประเทศต่างๆ ทั่วโลก เพราะมาตรการที่รัฐบาลแต่ละประเทศกำหนดขึ้นเพื่อป้องกันการระบาด ส่วนใหญ่ล้วนแต่มีผลกระทบต่อเศรษฐกิจภายในประเทศ และระหว่างประเทศทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเป็นธุรกิจสายการบิน การขนส่ง คมนาคม ห้างสรรพสินค้า ร้านอาหหารธุรกิจท่องเที่ยว ธุรกิจบันเทิง ธุรกิจการบริการ การศึกษา การกีฬา ไม่เว้นแม้กระทั่ง แรงงานรับจ้างทั่วไป แต่ถึงกระนั้นภาคการเกษตรก็ยังอยู่ได้ เพราะการทำงานในเรือกสวน ไร่ นา ไม่อยู่ในกลุ่มเสี่ยงสำหรับการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัส ผลผลิตทางการเกษตรของไทยยังหล่อเลี้ยงประชากรไทยได้อย่างสมบูรณ์ยิ่งไปกว่านั้นภาคเกษตรยังเป็นสาขาเดียวที่ทำให้ประเทศไทยได้ดุลการค้าด้วย

ปี พ.ศ. 2564 หลายฝ่าย แม้แต่รัฐบาลก็คงไม่คาดคิดว่าโควิด-19 จะระบาดขึ้นมาอีกระลอกสำหรับประเทศไทย การระบาดในรอบแรกในปี พ.ศ. 2563 มีกลุ่มที่เป็นต้นตอการแพร่ระบาดสำคัญจากสนามมวย และสถานบันเทิง การระบาดระลอกที่ 2 พ.ศ. 2564 เริ่มจากคนไทยที่ทำงานในสถานบันเทิงในเขตท่าขี้เหล็ก ของเมียนมา ติดกับอำเภอแม่สาย จังหวัดเชียงราย ลักลอบกลับประเทศไทยและนำเชื้อ โควิด-19 เข้ามาแพร่กระจายด้วย ตามมาด้วยแรงงานชาวเมียนมาที่ตลาดกลางกุ้ง จังหวัดสมุทรสาคร และบ่อนการพนันในจังหวัดระยอง เป็นต้นตอของการระบาดอย่างต่อเนื่องจนจำนวนผู้ติดเชื้อเริ่มลดลง บรรยากาศของการท่องเที่ยวเริ่มจะกลับมาในช่วงสงกรานต์ แต่กลับกลายเป็นว่ามีการระบาดอย่างรุนแรงอีกครั้ง เป็นการระบาดระลอกใหม่จากคลัสเตอร์สถานบันเทิงในกรุงเททพมหานคร ก่อนเทศกาลสงกรานต์เพียงไม่กี่วัน เป็นที่น่าสังเกตว่าการระบาดรุนแรงแต่ละครั้ง ล้วนเกิดจากคนในแวดวงราชการและการเมืองที่ไม่ระมัดระวัง และเพิกเฉยต่อหน้าที่ความ
รับผิดชอบเป็นส่วนใหญ่

ในขณะที่คนจำนวนมากมีใจจดจ่ออยู่กับสถานการณ์การระบาดของ โควิด-19 และรอฟังว่ารัฐบาลจะมีมาตรการอะไรออกมาสกัดการระบาดในรอบนี้บ้าง ทำให้ข่าวอื่นๆ กลายเป็นข่าวเล็กๆ หรือข่าวที่สื่อมวลชนเองไม่ได้ให้ความสนใจเท่าที่ควร นั่นคือข่าวที่เกี่ยวข้องกับภาคการเกษตร ที่เป็นภาคการผลิตที่หล่อเลี้ยงชีวิตของคนไทยมาโดยตลอดดังที่กล่าวแล้วข้างต้นวิกฤติโควิดที่ต่อเนื่องยาวนานข้ามปี กำลังส่งผลต่อภาคการเกษตรซึ่งเป็นปัญหาที่สะสมมาตั้งแต่โควิด-19 ระบาดในปี พ.ศ.2563 ผลผลิตทางการ เกษตรหลายชนิดส่งออกไม่ได้ เนื่องจากการคมนาคมขนส่งระหว่างประเทศ กับประเทศคู่ค้าหลายประเทศถูกระงับด้วยมาตรการล็อกดาวน์ของแต่ละประเทศ รวมทั้งประเทศไทยที่นักท่องเที่ยวต่างประเทศหายไปทั้งหมด โรงแรม ร้านอาหาร ภัตตาคาร ต้องปิดตัวลงเป็นส่วนมาก ปริมาณการบริโภคน้อยกว่าปริมาณผลผลิต ส่งผลให้ผลราคาผลผลิตภายในประเทศตกต่ำ…เป็นปัญหาที่เกษตรกรส่วนใหญ่ต้องเผชิญมาตลอดปี นี่ยังไม่นับรวมปัญหาภัยธรรมชาติ ทั้งน้ำท่วม และฝนแล้ง

ล่าสุดในขณะที่ตัวเลขของผู้ติดเชื้อโควิด-19 เพิ่มสูงขึ้นทุกวัน ภาคการเกษตรก็ต้องเผชิญกับตัวเลขที่สูงขึ้นเช่นเดียวกัน แต่ตัวเลขที่ว่านี้เป็นราคาของปัจจัยการผลิต ราคาปัจจัยการผผลิตทางการเกษตรสูงขึ้นอย่างไม่มีสัญญาณเตือนจากหน่วยงานใดๆ ของรัฐ ไม่ว่าจะเป็นกระทรวงพาณิชย์ หรือกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยเฉพาะ ปุ๋ยเคมี และสารเคมีป้องกันกำจัดศัตรูพืชซึ่งเป็นสินค้าควบคุมของกระทรวงพาณิชย์ รวมไปถึงปัจจัยอื่นที่เกี่ยวข้อง เช่น ท่อพีวีซี (สำหรับวางระบบน้ำในไร่นา) วัสดุเพาะกล้าวัสดุสำหรับสร้างโรงเรือนเพาะปลูก และปัจจัยการผลิตทางการเกษตรอื่นๆ

หากจะมีสายเกษตรอินทรีย์มาบอก ให้เลิกใช้สารเคมี และปุ๋ยเคมี ก็จะบอกให้ทราบว่า มูลวัว-ควาย มูลสุกร มูลไก่ ที่นำมาทำปุ๋ยอินทรีย์ ก็ขึ้นราคากว่า 20%

ทุกภาคส่วนของวงจรเศรษฐกิจ ไม่ว่าจะเป็นธุรกิจท่องเที่ยว คมนาคม ขนส่ง ธุรกิจ SME ร้านอาหาร ภัตตาคาร ห้างสรรพสินค้า แม้แต่หาบเร่ แผงลอย กำลังจะล่มสลายอีกครั้งจากการระบาดของโควิด-19 ระลอกใหม่นี้ แต่คนไทยก็ยังมีอาหารการกินไม่ขาดแคลนจากภาคเกษตร แต่มาถึงวันนี้ ภาคการเกษตรซึ่งเป็นภาคการผลิตที่มีประชากรมากที่สุดกำลังจะล่มสลายเช่นเดียวกัน เพราะต้นทุนการผลิตสูงจากการขึ้นราคาปัจจัยการผลิตเกือบทุกชนิด โดยเฉพาะปุ๋ยเคมี สารเคมีป้องกันกำจัดศัตรูพืช และอุปกรณ์การเกษตรต่างๆ ในขณะที่ราคาผลผลิตตกต่ำเกือบทุกชนิด (ยกเว้นพืชที่รัฐบาลประกันราคา)

เรื่องดังกล่าว รัฐบาลโดยเฉพาะกระทรวงพาณิชย์ และกระทรวงเกษตรและสหกรณ์น่าจะทราบดี แต่มิได้ออกมาให้ข้อมูลข่าวสาร หรือมีมาตรการแก้ปัญหาให้กับเกษตรกรแต่อย่างใด กลับทอดทิ้ง ปล่อยให้เกษตรกรต้องเผชิญชะตากรรมในขณะที่กำลังเริ่มต้นฤดูเพาะปลูก

มีข้อมูลว่าผู้นำเข้าและโรงงานปุ๋ยเคมีประกาศขึ้นราคาปุ๋ยตันละ 1,000 – 1,400 บาท โดยอ้างว่า สถานการณ์โควิดระบาด ทำให้โรงงานในต่างประเทศปิดตัวลงจำนวนมาก นอกจากนี้ยังขาดแคลนตู้คอนเทนเนอร์ และน้ำมันขึ้นราคา ค่าขนส่งเพิ่มสูงขึ้น ทำให้แม่ปุ๋ยที่นำเข้ามาผลิตเป็นปุ๋ยที่เกษตรกรนิยมใช้ปรับราคาขึ้นตันละ 1,500-2,000 บาท มีแหล่งข่าวยืนยันว่าปุ๋ยเคมีไม่ขาดแคลน เพียงแต่สต็อกลดลง รัฐบาลจะไม่สำรวจสต็อกปุ๋ยเคมีที่มีอยู่ก่อนหรือ ก่อนที่จะให้มีการขึ้นราคากันอย่างไม่เกรงใจเกษตรกร

ขณะเดียวกันผลงานชิ้นโบแดงของรัฐบาลในการแบนสารกำจัดวัชพืชพาราควอต และไกลโฟเซต (ที่ราคาประมาณลิตรละ 100 บาท) ทำให้กลูโฟซิเนต ที่อ้างว่าเป็นสารที่ใช้ทดแทนอยู่ชนิดเดียวมีราคาสูงถึงลิตรละ 300-350 บาทแถมยังไม่มีประสิทธิภาพในการกำจัดวัชพืชอย่างที่กล่าวอ้างแต่อย่างใด กรรมของเกษตรกรไทยจริงๆ …..

ถ้ารัฐบาลโดยเฉพาะกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และกระทรวงพาณิชย์ไม่สนใจแก้ปัญหาปัจจัยการผลิตทางการเกษตรที่ราคาสูงขึ้นคราวนี้ เท่ากับเป็นการซ้ำเติมเกษตรกรให้ต้องเผชิญชะตากรรมที่ยากลำบากไม่จบสิ้น….เมื่อภาคเกษตรล่มสลาย…..ประเทศไทยซึ่งเป็นประเทศเกษตรกรรมจะอยู่ได้ฤา…..

อนันต์ ดาโลดม
นายกสมาคมพืชสวนแห่งประเทศไทย

ชป.เร่งกำจัดผักตบชวาลุ่มแม่น้ำภาคกลางรับฤดูฝน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/568521

ชป.เร่งกำจัดผักตบชวาลุ่มแม่น้ำภาคกลางรับฤดูฝน

วันจันทร์ ที่ 26 เมษายน พ.ศ. 2564, 06.00 น.

นายประพิศ จันทร์มา อธิบดีกรมชลประทาน พร้อมด้วยผู้เกี่ยวข้อง ลงพื้นที่เขื่อนเจ้าพระยา อ.สรรพยา จ.ชัยนาท หลังจากพบว่ามีผักตบชวาไหลลงมาสะสมบริเวณแม่น้ำเจ้าพระยาด้านเหนือเขื่อนเจ้าพระยากว่า 40,000 ตัน และคาดว่าจะไหลลงมาเพิ่มอีกอย่างต่อเนื่อง

โดยกรมชลประทาน ได้ระดมเครื่องจักร เครื่องมือ ลงไปเสริมเพิ่มเติมจากเดิมอาทิ รถขุดไฮดรอลิกแบบแขนยาว 3 ชุด รถขุดไฮดรอลิกแบบลงโป๊ะ 6 ชุด เรือดันวัชพืช 2 ลำ และรถบรรทุกเทท้าย 2 คัน เร่งเข้าไปกำจัดวัชพืชและสิ่งกีดขวางทางน้ำบริเวณเหนือเขื่อนเจ้าพระยาให้แล้วเสร็จโดยเร็วที่สุด  ปัจจุบันกำจัดวัชพืชไปได้แล้วกว่า 3,700 ตัน ซึ่งที่ผ่านมาสำนักงานชลประทานที่ 12 ได้กำหนดแผนงานกำจัดวัชพืชปี 2564 (ม.ค.-เม.ย. 2564) จำนวน 4 โครงการ ปัจจุบันอยู่ระหว่างการดำเนินการ นอกจากนี้ยังมีการดำเนินงานกำจัดวัชพืชปี 2564 (นอกแผน) อีก 9 โครงการ รวมระยะทางกว่า 120 กิโลเมตร ปัจจุบันดำเนินการไปแล้วกว่า 110 กิโลเมตร และคาดว่าจะแล้วเสร็จตามแผนที่วางไว้

ธุรกิจประมงตราดอ่วมโควิดระบาด ด่านปิดขาดแคลนแรงงานต่างด้าว ซ้ำราคาปลาตก-ปชช.ลดการบริโภค #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/568522

ธุรกิจประมงตราดอ่วมโควิดระบาด ด่านปิดขาดแคลนแรงงานต่างด้าว ซ้ำราคาปลาตก-ปชช.ลดการบริโภค

วันจันทร์ ที่ 26 เมษายน พ.ศ. 2564, 06.00 น.

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่บริเวณท่าเทียบเรือเพื่อการประมง อ.แหลมงอบ จ.ตราด เรือประมงกว่า 10 ลำ กำลังเทียบท่า และแรงงานประมงชาวกัมพูชากำลังเร่งนำปลาทะเลที่เป็นปลาหัวอ่อนออกจากใต้ท้องเรือเพื่อขนขึ้นไปยังรถยนต์เพื่อนำไปจำหน่ายที่โรงงานทำปลาใน จ.ตราด หลังออกไปทำประมงในบริเวณทะเลหน้าเกาะช้าง ท่ามกลางการคุมเข้มของการแพร่เชื้อของไวรัสโควิด-19 ที่ทาง จ.ตราด มีมาตรการเข้มงวดกับเรือประมงทะเล

นายบุญมี อภิบาลศรี เจ้าของเรือประมง 4 ลำ กำลังเดินติดตามการทำงานของแรงงานกัมพูชาเพื่อให้เกิดความเรียบร้อย และมีเวลาในการเตรียมการออกเรือทำประมงในช่วงบ่ายวันเดียวกัน เปิดเผยว่า การออกทำประมงแต่ละครั้งในช่วงที่มีการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 จะมีความยุ่งยากเพิ่มขึ้น จากการต้องตรวจความเรียบร้อยการดูแลตัวเอง การสวมใส่หน้ากากอนามัย การให้แรงงานประมงขึ้นฝั่งที่ต้องควบคุมในเรื่องการติดเชื้อไวรัสโควิด-19

อีกทั้งยังต้องหาแรงงานประมงให้มีจำนวนเต็มตามจำนวนที่แจ้งกับเจ้าหน้าที่ซึ่งทุกวันนี้ยังต้องเผชิญกับราคาปลาที่มีราคาไม่เหมาะสมกับการลงทุน ทั้งค่าเชื้อเพลิงและค่าจ้างแรงงาน รวมทั้งปัญหาการขาดแคลนแรงงานต่างด้าวที่มีไม่เพียงพอ เนื่องจากมีการปิดด่านเข้า-ออกไม่ให้ประชาชนทั้งสองประเทศไปมาหาสู่กันจึงไม่สามารถนำแรงงานต่างด้าวมาทำงานได้ บางครั้งต้องออกเรือประมงไปโดยมีจำนวนคนไม่เพียงพอ ซึ่งทำให้ทุกคนต้องทำงานหนัก

นายบุญมีกล่าวอีกว่า วันนี้ปัญหาที่หนักที่สุด คือ เรื่องการนำเข้าแรงงานประมงเข้ามาไม่ได้ เพราะด่านปิด แม้จะมีแรงงานกัมพูชาบางส่วนที่มีอยู่แต่ก็มีปัญหาในเรื่องการจดทะเบียน ซึ่งส่งผลกระทบต่อผู้ทำประมงมาก อีกทั้งเรื่องโควิด-19 ที่ระบาดอยู่ทุกวันนี้ ต้องระวังตัวอย่างมาก เวลาขึ้นฝั่งต้องให้แรงงานสวมหน้ากากอนามัยและห้ามไปในที่ชุมชน โดยอีก 2 เดือนต้องหลบคลื่นลมไปทำประมงในภาคใต้แล้ว นอกจากนี้ ในช่วงการแพร่ระบาดโควิด-19 ราคาปลาตกต่ำเพราะช่วงมีโควิด-19 ไม่ค่อยมีการบริโภค ธุรกิจแย่ ค้าขายลำบาก ส่งผลให้การค้าปลาทะเลแย่ลงอีก

หนุนเกษตรกรขอรับรองมาตรฐาน GAP เกลือทะเลไทย ยกระดับการผลิตให้ได้มาตรฐาน-ปลอดภัย #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/568524

หนุนเกษตรกรขอรับรองมาตรฐานGAPเกลือทะเลไทย  ยกระดับการผลิตให้ได้มาตรฐาน-ปลอดภัย

หนุนเกษตรกรขอรับรองมาตรฐานGAPเกลือทะเลไทย ยกระดับการผลิตให้ได้มาตรฐาน-ปลอดภัย

วันจันทร์ ที่ 26 เมษายน พ.ศ. 2564, 06.00 น.

นายเข้มแข็ง ยุติธรรมดำรง อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวว่า ประเทศไทยมีอาชีพทำนาเกลือเพื่อผลิตเกลือทะเลใช้ประโยชน์มานานแล้ว โดยแหล่งผลิตส่วนใหญ่อยู่ในพื้นที่จังหวัดภาคกลางและภาคตะวันตกที่ตั้งอยู่ติดกับทะเล แต่เนื่องจากการทำนาเกลือทะเลต้องใช้พื้นที่จำนวนมาก ปัจจุบันเกษตรกรจึงต้องเช่าที่จากเอกชนเป็นส่วนใหญ่ ประกอบกับสภาพอากาศที่แปรปรวน เกษตรกรไม่สามารถควบคุมการผลิตเกลือได้ตามมาตรฐาน อีกทั้งมีการแข่งขันสูงเนื่องจากมีเกลือสินเธาว์ และเกลือนำเข้าจากต่างประเทศเข้ามาแย่งตลาด เกษตรกรผู้ทำนาเกลือจึงประสบปัญหาต้นทุนการผลิตสูงราคาเกลือทะเลตกต่ำ มีภาระหนี้สินมาก ทำให้ขาดแรงจูงใจสำหรับคนรุ่นใหม่ที่จะมาสืบทอดอาชีพนี้

ดังนั้นเพื่อเป็นการคุ้มครองอาชีพการทำนาเกลือทะเลให้มีความมั่นคงยั่งยืน และขับเคลื่อนการแก้ไขปัญหาหนี้สินให้เกษตรกรผู้ทำนาเกลือทะเล กระทรวงเกษตรและสหกรณ์จึงได้กำหนดยุทธศาสตร์เกลือทะเลไทย (พ.ศ. 2560 – 2564) โดยมีวิสัยทัศน์และเป้าประสงค์ 5 ประการ ได้แก่ 1) เกษตรกรมีรายได้ที่มั่นคงและยั่งยืน 2) เกลือทะเลมีตลาดเพิ่มขึ้น 3) เกลือทะเลมีคุณภาพและได้มาตรฐาน 4) เกษตรกรเกลือทะเลมีรายได้ที่มั่นคงและยั่งยืน 5) ข้อมูลเพื่อบริหารจัดการที่ถูกต้องและทันสมัย ประกอบกับในปี พ.ศ. 2562 กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้ประกาศมาตรฐานสินค้าเกษตร เรื่องเกลือทะเลธรรมชาติ (มกษ.8402-2562) และมาตรฐานสินค้าเกษตร เรื่องการปฏิบัติทางการเกษตรที่ดีสำหรับการทำนาเกลือทะเล (มกษ.9055-2562) ซึ่งเป็นมาตรฐานทั่วไป สำหรับใช้ในการส่งเสริมสินค้าเกลือทะเลให้ได้มาตรฐาน ได้คุณภาพและปลอดภัย โดยกรมส่งเสริมการเกษตรในฐานะสำนักงานเลขานุการคณะกรรมการพัฒนาเกลือทะเลไทย จึงมีบทบาทสำคัญในการช่วยส่งเสริมให้เกษตรกรผู้ทำนาเกลือสามารถพัฒนาการประกอบอาชีพการทำนาเกลือให้ได้รับมาตรฐานสากลได้ โดยการส่งเสริมความรู้ ทักษะ และเตรียมความพร้อมทั้งในด้านกระบวนการผลิต และขั้นตอนการขอรับมาตรฐาน GAP

อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวว่า เกษตรกรผู้สนใจขอรับมาตรฐาน GAP เกลือทะเล สามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมในการเตรียมความพร้อมเพื่อให้การประกอบอาชีพนาเกลือและผลผลิตเกลือพร้อมสำหรับการขอรับมาตรฐาน
ที่สำนักงานเกษตรอำเภอใกล้บ้านท่าน หรือศึกษาคู่มือการปฏิบัติทางการเกษตรที่ดีสำหรับการทำนาเกลือทะเล (มกษ.9055-2562) ที่ http://e-book.acfs.go.th/Book_view/212 โดยสามารถยื่นขอและตรวจสอบรับรองมาตรฐานได้ที่สำนักงานเกษตรจังหวัดหรือสำนักงานเกษตรอำเภอที่ขึ้นทะเบียนเกษตรกรไว้

ชายคาพระพิรุณ : 26 เมษายน 2564 #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/568523

ชายคาพระพิรุณ : 26 เมษายน 2564

ชายคาพระพิรุณ : 26 เมษายน 2564

วันจันทร์ ที่ 26 เมษายน พ.ศ. 2564, 06.00 น.

ในปัจจุบันการผลิตเส้นใยไหมจากธรรมชาติที่ทุกคนรู้จักกันดีคือมาจากไหมที่กินใบหม่อนเป็นอาหาร แต่ความจริงแล้ว ยังมีไหมอีกชนิดหนึ่งที่เกษตรกรสามารถเลี้ยงและบริหารจัดการได้ในโรงเรือนจนครบวงจรก็คือไหมอีรี่ ซึ่งเป็นไหมที่กินใบมันสำปะหลังหรือใบละหุ่งเป็นอาหาร เส้นใยจากรังไหมอีรี่นั้น ผู้เลี้ยงสามารถดึงเส้นใยออกจากรังด้วยวิธีปั่น (Spun) แบบเดียวกับการปั่นฝ้าย และนำมาผลิตสิ่งทอที่ให้ความสวยงามเป็นเอกลักษณ์ และยังนำดักแด้มาผลิตเป็นอาหารของคนและสัตว์ได้อีกด้วย ซึ่งนายปราโมทย์ ยาใจ อธิบดีกรมหม่อนไหม บอกว่า กรมหม่อนไหมได้ส่งเสริมการเลี้ยงไหมอีรี่ด้วยใบมันสำปะหลังมาอย่างต่อเนื่องเป็นเวลาไม่น้อยกว่า 5 ปี โดยอบรมให้ความรู้และผลิตไข่ไหมอีรี่แจกจ่ายให้กับเกษตรกรในหลายจังหวัด อาทิ ขอนแก่น อุดรธานี ร้อยเอ็ด อำนาจเจริญ กาฬสินธุ์ สระแก้ว เป็นต้น ซึ่งเป็นพื้นที่ที่มีการปลูกมันสำปะหลังที่เป็นอาหารของไหมอีรี่ ผลผลิตจากการเลี้ยงไหมอีรี่นั้น เกษตรกรจะนำไปจำหน่ายและแปรรูปในตลาดชุมชนเป็นหลัก โดยไหม 1 ซอง ใช้ใบมันสำปะหลังในการเลี้ยงประมาณ 1 ไร่ ได้ผลผลิตรังไหมสด 30 กิโลกรัม เกษตรกรจะปาดรังไหมเพื่อนำดักแด้ออกจากรัง ได้น้ำหนักรังไหม 3 กิโลกรัม จำหน่าย ราคากิโลกรัมละ 350 – 400 บาท ได้น้ำหนักดักแด้ 27 กิโลกรัม จำหน่ายเป็นอาหาร กิโลกรัมละ 100 – 180 บาท หรือนำรังไหมไปสาวเป็นเส้นไหมฟอก ย้อมและทอ จำหน่ายเป็นผืน เมตรละ 600 – 2,000 บาท (ขึ้นอยู่กับประเภทของผ้าไหม) และปัจจุบัน มีผู้ประกอบการที่ได้พัฒนาผลิตภัณฑ์อาหารที่ผลิตจากไหมอีรี่และโปรตีนจากแมลง เพื่อทดแทนการบริโภคเนื้อสัตว์ โดยบริษัทจะรับซื้อรังไหมอีรี่สดที่ไม่ได้ปาดรัง ราคากิโลกรัมละ 100 – 115 บาท ซึ่งกำลังได้รับความนิยมจากเกษตรกรอย่างมาก เนื่องจากไม่ต้องใช้แรงงานในการปาดรังไหม และได้รับเงินเร็วขึ้น เพราะใช้เวลาเลี้ยงไหมเพียง 19 – 22 วัน ก็สามารถจำหน่ายรังไหมสดได้ หากเกษตรกรเลี้ยงไหมรอบละ 2 ซอง ก็จะมีรายได้ไม่ต่ำกว่า 6,000 บาทต่อเดือน โดยในปัจจุบันผู้ประกอบการมีความต้องการผลผลิต จำนวน 25 – 30 ตัน/เดือน แต่เกษตรกรผู้เลี้ยงไหมอีรี่สามารถจำหน่ายผลผลิตให้กับบริษัทได้ จำนวน 8 – 12 ตัน/เดือนเท่านั้น

ทั้งนี้ จากข้อมูลของกรมหม่อนไหม ระบุว่า ไหมอีรี่เป็นแมลงที่มีโปรตีนสูงถึง 50 – 55% ซึ่งมีกรดอะมิโนที่สำคัญต่อร่างกายทั้ง 18 ชนิด และมีกรดไขมันที่มีประโยชน์ต่อร่างกาย ช่วยป้องกันหลอดเลือดอุดตัน ซึ่งจากการวิจัยของกรมหม่อนไหมร่วมกับคณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น ได้ศึกษาพิษเฉียบพลัน และพิษกึ่งเรื้อรังของสารสกัดโปรตีนจากไหมอีรี่ในหนูแรท พบว่าหนูที่ได้รับสารสกัดโปรตีนจากไหมอีรี่ขนาด 1,000 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัมน้ำหนักตัว ไม่มีการเปลี่ยนแปลงที่บ่งชี้ถึงความเป็นพิษ แสดงให้เห็นว่าโปรตีนสกัดจากไหมอีรี่เป็นแหล่งโปรตีนที่ปลอดภัย มีประโยชน์และไม่แพง เหมาะแก่การเป็นโปรตีนทางเลือกในอนาคต นอกจากนี้ งานวิจัยของกรมหม่อนไหมยังพบว่าสามารถนำดักแด้ไหมอีรี่มาทดแทนถั่วเหลืองเลี้ยงไก่เนื้อ ทำให้ได้ไก่เนื้อที่มีคุณภาพ และยังนำไหมอีรี่ไปเป็นส่วนประกอบของอาหารปลาสวยงาม พบว่าช่วยเสริมรงควัตถุแคโรทีนอยด์ เพื่อเพิ่มสีผิว และกระตุ้นภูมิคุ้มกันของปลาสวยงามได้อีกด้วย

จึงนับว่าเป็นโอกาสดีของเกษตรกรผู้ปลูกมันสำปะหลังที่สามารถเลี้ยงไหมอีรี่เป็นอาชีพเสริมเพิ่มรายได้ นอกเหนือจากการจำหน่ายหัวมันสำปะหลังอย่างเดียว สำหรับผู้สนใจเลี้ยงไหมอีรี่เป็นอาชีพหลักหรือเป็นอาชีพเสริม สามารถติดต่อขอคำแนะนำได้ที่ศูนย์หม่อนไหมเฉลิมพระเกียรติฯ ทั่วประเทศ ได้นะครับ

ขุนเกษตรา

กยท.พร้อมโอนเงินประกันรายได้เกษตรกรสวนยาง งวดสุดท้าย 30 เม.ย #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/568167

กยท.พร้อมโอนเงินประกันรายได้เกษตรกรสวนยาง งวดสุดท้าย 30 เม.ย

กยท.พร้อมโอนเงินประกันรายได้เกษตรกรสวนยาง งวดสุดท้าย 30 เม.ย

วันศุกร์ ที่ 23 เมษายน พ.ศ. 2564, 19.59 น.

กยท.พร้อมโอนเงินประกันรายได้เกษตรกรสวนยาง งวดสุดท้าย 30 เม.ย โวประหยัดงบได้เกือบ 3,000 ล้านบาท

23 เมษายน 2564 นายณกรณ์ ตรรกวิรพัท ผู้ว่าการการยางแห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า โครงการประกันรายได้เกษตรกรชาวสวนยางระยะที่ 2 เข้าสู่การจ่ายเงินงวดที่ 6 ประจำเดือนมีนาคม  2564  ซึ่งเป็นงวดสุดท้ายของโครงการฯ นี้ โดยที่ประชุมคณะกรรมการกำหนดราคากลางอ้างอิง เพื่อกำหนดชดเชยส่วนต่างราคายางตามกำหนดราคากลางอ้างอิง ดังนี้ ราคายางแผ่นดิบเฉลี่ยอยู่ที่ 61.08 บาท/กก. รัฐบาลประกันอยู่ที่ 60 บาท/กก. ราคาน้ำยางสดอยู่ที่ 58.91 บาท/กก. รัฐบาลประกันอยู่ที่ 57 บาท/กก และราคายางก้อนถ้วย ( DRC50%) อยู่ที่ 22.63บาท/กก. รัฐบาลประกันอยู่ที่ 23 บาท/กก. ซึ่งในงวดนี้ยางก้อนถ้วย เป็นยางชนิดเดียวที่มีการชดเชยจ่ายเงินประกันรายได้ส่วนต่าง 0.37 บาท/กก.โดยปริมาณยางก้อนถ้วยในตลาดของเดือนมีนาคม 2564 อยู่ที่ 404,829,232.39 กก. คิดเป็นเงินประกันส่วนต่างประกันรายได้ของงวดนี้คือ 149.79 ล้านบาท ทั้งนี้จะเริ่มจ่ายเงินงวดที่ 6 ได้ในวันที่ 30 เม.ย. 2564

ทั้งนี้ ครม.มีมติเห็นชอบ โครงการประกันรายได้เกษตรกรชาวสวนยางพารา ระยะที่ 2 วงเงิน 10,042 ล้านบาท เพื่อเพิ่มรายได้และสร้างความเข้มแข็งให้แก่เกษตรกรชาวสวนยางในช่วงการระบาดของโรคโควิด-19 ครอบคลุมเกษตรกรชาวสวนยางกว่า 1.8 ล้านราย พื้นที่ปลูกยางพารากว่า 18 ล้านไร่ โดยยึดหลักเกณฑ์เดิมตามโครงการระยะที่ 1 คือ ประกันรายได้ยาง 3 ชนิด คือ ยางแผ่นดิบคุณภาพดี ราคา 60 บาทต่อกิโลกรัม น้ำยางสด (DRC 100%) ราคา 57 บาทต่อกิโลกรัม และยางก้อนถ้วย (DRC 50%) ราคา 23 บาทต่อกิโลกรัม โดยกำหนดปริมาณผลผลิตยางที่จะประกันรายได้ คือ ผลผลิตยางแห้ง (DRC 100%) จำนวนไม่เกิน 20 กิโลกรัม/ไร่/เดือน และผลผลิตยางก้อนถ้วย (DRC 50%) จำนวนไม่เกิน 40 กิโลกรัม/ไร่/เดือน

นายณกรณ์ กล่าวต่อว่า ผลการดำเนินงานโครงการฯที่ผ่นมา จ่ายเงินชดเชยส่วนต่างราคายางพาราให้เจ้าของสวนยางพาราและคนกรีดยาง จำนวน 1,377,935 ราย คิดเป็นเงิน 7,290.18 ล้านบาท การจ่ายเงินชดเชยประกันรายได้เกษตรกรชาวสวนยาง ตั้งเดือน พฤษศจิกายน 2563  ถึง เดือนมีนาคม 2564 แบ่งเป็น 6 งวด จ่ายจริงจำนวน 5 งวด เนื่องจากช่วงเดือนกุมภาพันธ์ 2564 ราคายางปรับตัวในทิศทางราคาที่สูงกว่าราคาประกันรายได้ที่ตั้งไว้จึงไม่มีการชดเชย ซึ่งสถานกาณณ์ยางพารายังคงเป็นไปในทิศทางที่ดีจนมาถึงเดือนมีนาคม 2564 ทำให้การชดเชยราคายางงวดสุดท้ายมีเพียงยางก้อนถ้วยชนิดเดียวที่มีการชดเชยส่วนต่างของราคาประกันรายได้

ทั้งนี้ เกษตรกรชาวสวนยางพารา สามารถตรวจสอบการโอนเงินประกันรายได้ ตลอด 24 ชั่วโมง ได้ที่ https://chongkho.inbaac.com

เกษตรสั่ง WFH 80% เข้มโควิด พร้อมเปิดไทม์ไลน์พนักงานร้านกาแฟมวลชลเกษตร #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/568156

เกษตรสั่ง WFH 80% เข้มโควิด พร้อมเปิดไทม์ไลน์พนักงานร้านกาแฟมวลชลเกษตร

เกษตรสั่ง WFH 80% เข้มโควิด พร้อมเปิดไทม์ไลน์พนักงานร้านกาแฟมวลชลเกษตร

วันศุกร์ ที่ 23 เมษายน พ.ศ. 2564, 19.24 น.

“ปลัดเกษตรฯ” เตือนผู้ใช้บริการร้านกาแฟมวลชน สาขาถ.วิสุทธิกษัตริย์  16 และ 19 เม.ย.64 อาจเป็นกลุ่มเสี่ยง ย้ำกระทรวงฯ ยังเปิดทำการปกติ และสั่ง WFH 80% คุมเข้มมาตรการป้องกันอย่างเต็มกำลัง

วันที่ 23 เมษายน 2564 ดร.ทองเปลว กองจันทร์ ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์ประสานการปฏิบัติภายใต้สถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยถึงความคืบหน้ากรณีพบพนักงานร้านกาแฟมวลชน สาขากระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ซึ่งตั้งอยู่บริเวณประตูทางออกด้านถนนวิสุทธิกษัตริย์ ติดเชื้อไวรัสโควิค-19 จำนวน 1 ราย ว่า

ล่าสุด พบผู้ติดเชื้อไวรัสโควิค-19 เพิ่มจำนวน 2 ราย ซึ่งเป็นพนักงานของร้านกาแฟมวลชน โดยรายแรกทราบผลวันจนทร์ที่ 19 เมษายน 2564 หลังจากทราบผล ทางร้านได้ปิดทำการทันที เวลา 10.00 น. พร้อมฉีดพ่นยาฆ่าเชื้อ เวลา 19.00 น. และให้พนักงานในร้านกาแฟมวลชนทุกคนไปตรวจร่างกายและกักตัว ต่อมาทราบผลวันศุกร์ที่ 23 เมษายน 2564 พบพนักงานติดเชื้อไวรัสโควิค-19 เพิ่มจำนวน 2 ราย ทางร้านจึงปิดให้บริการตั้งแต่วันที่ 23 – 30 เมษายน 2564 

ดังนั้น เพื่อเป็นการป้องกันและควบคุมจำกัดการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ จึงกำหนดมาตรการป้องกัน ดังต่อไปนี้

1. กรณีบุคลากร/เจ้าหน้าที่ที่ใช้บริการร้านกาแฟมวลชน สาขากระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ในวันที่ 16 และ 19 เมษายน 2564 ให้สังเกตอาการ และปฏิบัติราชการที่บ้าน (Work from Home) 14 วัน ซึ่งในส่วนของสำนักงานปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้เน้นย้ำให้ข้าราชการ และบุคลากร ปฏิบัติราชการที่บ้าน (Work from Home) ร้อยละ80 โดยพิจารณาให้มีบุคลากรเข้ามาปฏิบัติราชการที่สำนักงานเท่าที่จำเป็น จนถึงวันที่ 5 พฤษภาคม 2564 และขอให้ปรับการประชุมเป็นออนไลน์ทั้งหมด

2. มาตรการเข้มงวดเพิ่มเติม ได้แก่ 2.1) การเข้า-ออกให้มีการตรวจอย่างเข้มงวด ณ จุดตรวจหน้าประตู 2.2) การรับ-ส่งสินค้า ทุกกรณีให้รับส่งของที่ป้อมยามหน้าประตู 1 และ 2.3) โรงอาหารจำกัดที่นั่งเฉพาะผู้มาติดต่อจากภายนอกเท่านั้น 

“อย่างไรก็ตาม เพื่อเป็นการป้องกันและควบคุมจำกัดการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) กระทรวงเกษตรและสหกรณ์อย่างเข้มข้น จึงขอแจ้งข้อมูลไปยังหน่วยงานโดยรอบ และผู้ที่มาใช้บริการร้านกาแฟมวลชน สาขากระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เมื่อวันที่ 16 และ 19 เมษายน 2564 อาจเข้าข่ายเป็นผู้มีความเสี่ยงเนื่องจากใกล้ชิดผู้ติดเชื้อ จึงขอความร่วมมือปฏิบัติตามมาตรการอย่างเคร่งครัด ทั้งนี้ กระทรวงเกษตรฯ ยังเปิดทำการปกติ โดยดำเนินการตามมาตรการป้องกันอย่างเต็มกำลังในทุกทาง เพื่อป้องกันการแพร่ของเชื้อ” ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าว

รายงานข่าวจากกระทรวงเกษตรเกษตร แจ้งว่า จากการตรวจสอบไทม์ไลน์ พนักงาน ที่เป็นต้นตอของการแพร่ระบาดของโรคโควิค-19 พบว่าน่าจะมาจากสถานบันเทิงย่านปิ่นเกล้า โดยจากการตรวจสอบอย่างละเอียดพบว่าพนักงานคนดังกล่าวได้เดินทางไปเที่ยวสถานบันเทิง ป.กุ้งเผาปิ่นเกล้า ในวันที่5 เมษายน 2564 จากนั้นวันที่6  เมษายน พักอาศัยที่บ้านพักอยู่บ้าน 7  เมษายน ทำงานร้านกาแฟ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ 8 เมษายนทำงานร้านกาแฟ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ 9  เมษายน ทำงานร้านกาแฟ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์10 เมษายน เดินทางไปไอคอนสยาม

11  เมษายน เดินทางไปเซ็นทรัลปิ่นเกล้า

12  เมษายน พักอาศัยที่บ้านพัก อยู่บ้าน

13 เมษายน ทำงานร้านกาแฟ โลตัสประชาชื่น

14 เมษายนทำงานร้านกาแฟ โลตัสประชาชื่น

15  เมษายน เดินทางไปที่วัดระฆัง และไอคอนสยาม16 เมษายน ทำงานร้านกาแฟ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์17 เมษายนพักอาศัยที่บ้านอยู่บ้าน18 เมษายน ไปตรวจโควิดที่โรงพยาบาล และพบว่าติดเขื้อโควิค 19

อย่างไรก็ตาม วันที่ 16 พนักงานทำงานครบ3 คนพนักงาน ที่ติดเชื้อคนแรก มีอาการ ไข้ไปตรวจ ร่างกายวันที่ 18 เมษายน ไม่ได้ทำงานโดยวันที่ 19 เมษายน ทราบผลการตรวจพบว่าติดเชื้อโควิคเมื่อรู้ผล พนักงานคนแรกโทรมาแจ้งประมาณ 10 .00น ของวันที่19 เมษายน  ทางร้านได้ทำการปิดร้านไม่ได้ให้บริการต่อ เข้าไปทำการตรวจที่ รพ .สนามเขตพระนคร และได้พ่นฆ่าเชื้อ เวลา 19:00น.เปิดบริการ วันที่20 เมษายน  โดยเป็นพนักงานชุดใหม่ทั้งหมดส่วนพนักงานอีก2คนที่ยังไม่ทราบผล ให้กักตัวตั้งแต่วันที่20 เมษายน และไปตรวจโดยผลออกแจ้ง วันที่ 23 เมษายน 2564 ว่ามีพนักงานทั้งหมด 2รายติดเชื้อโควิคโดยร้านได้ปิดบริการทันทีและจะเปิดให้บริการอีครั้งวันที่ 3 พฤษภาคม2564

อย่างไรก็ตามล่าสุดในส่วนของกระทรวงเกษตรได้มีประกาศให้บุคลากรสำนักงานปลัดกระทรวงเกษตรฯ ได้ดำเนินการตรวจสอบเจ้าหน้าที่ทุกคนที่เข้าใช้บริการร้านกาแฟมวลชนดังกล่าว ตั้งแต่วันศุกร์ที่ 16 เม.ย. ที่ผ่านมาแล้ว และสั่งการให้สังเกตอาการ และปฏิบัติราชการที่บ้าน (WFH) 14 วัน ส่วนบุคคลากรคนใดที่ทราบว่าเดินทางไปร้านกาแฟมวลชนดังกล่าว ในวันที่ 16 เม.ย. 2564 ก่อนที่จะพบว่าพนักงานติดเชื้อไวรัสโควิค-19 ให้เฝ้าสังเกตดูอาการอย่างต่อเนื่อง เพื่อป้องกันการแพร่ระบาดอย่างเข้มข้น

รายงานพิเศษ : อว.ไม่หวั่นโควิด-19 พร้อมเดินหน้าโครงการ U2T ต่อ ‘เอนก’ ปรับการทำงานใหม่ช่วยชาติพ้นวิกฤติ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/567863

รายงานพิเศษ : อว.ไม่หวั่นโควิด-19พร้อมเดินหน้าโครงการU2Tต่อ  ‘เอนก’ปรับการทำงานใหม่ช่วยชาติพ้นวิกฤติ

รายงานพิเศษ : อว.ไม่หวั่นโควิด-19พร้อมเดินหน้าโครงการU2Tต่อ ‘เอนก’ปรับการทำงานใหม่ช่วยชาติพ้นวิกฤติ

วันศุกร์ ที่ 23 เมษายน พ.ศ. 2564, 06.00 น.

เมื่อวันที่ 20 เมษายน ที่กระทรวงการอุดมศึกษาวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม(อว.) ศ.ดร.เอนก เหล่าธรรมทัศน์ รมว.อว.แถลงข่าว“3 เดือน U2T ความสำเร็จและก้าวต่อไป” ว่า โครงการมหาวิทยาลัยสู่ตำบล สร้างรากแก้วให้ประเทศ หรือ U2T เริ่มต้นเมื่อเดือนก.พ.ที่ผ่านมา ตนยินดีที่จะได้มาสรุปความสำเร็จในเบื้องต้นของงานซึ่งเป็นเวลาเดียวที่มีการระบาดของโควิด – 19 รอบ 3 อว.จะดำเนินโครงการ U2T ต่อไป ไม่หยุด ไม่ชะงัก เพราะโครงการ U2T เกิดจากโควิด-19 อยู่แล้ว รัฐบาลต้องจ้างงานเพื่อบรรเทาผลกระทบที่เกิดขึ้น โครงการทำให้ตำบลต่างๆ มีความเข้มแข็ง มีรากแก้วหยั่งลงไปในดินได้ ความสำเร็จประการแรก คือ อว.ทำให้เกิดการจ้างเกือบ 6 หมื่นคนซึ่งถือว่าประสบความสำเร็จที่สุดในเวลาไม่กี่สัปดาห์เท่านั้น ต่อมาทำให้เกิดเงินหมุนเวียนภายในประเทศได้ถึงเดือนละกว่า 700 ล้านบาท เกือบ 3 เดือนที่ผ่านมาตนลงพื้นที่ไปติดตามการจ้างงานเหนือสุดที่ จ.ลำปาง ภาคอีสานที่สุดที่ จ.บึงกาฬ และภาคใต้สุดที่ จ.นราธิวาส ได้พูดคุยกับชาวบ้าน พวกเขาดีใจมาก ที่หมู่บ้านกลับมาคึกคัก ในตำบลมีคนเดินมาจับจ่ายใช้สอย นักเศรษฐศาสตร์ ของ อว.คำนวณว่าไม่ต่ำกว่าครึ่งหนึ่งของเงินเดือนที่ผู้จ้างงานได้รับ ตกอยู่ใน 3 พันตำบลนั่นเอง

รมว.อว.กล่าวต่อมา ประการต่อมาการจ้างงานทำให้เกิดการทำงานร่วมกันระหว่างผู้ได้รับการจ้างงานกับชุมชนเกือบ 1 หมื่นโครงการ เฉลี่ยตำบลละ 30 โครงการ มีหลายโครงการที่น่าสนใจ เช่น การนำองค์ความรู้และเทคโนโลยีมาจัดทำทะเบียนโบราณวัตถุศิลปวัตถุ ใน 12 วัดในชุมชนวอแก้ว จ.ลำปาง ซึ่งทำให้คนในชุมชนกลับมาอนุรักษ์รักษามรดกทางวัฒนธรรมของชุมชนตนเองเพื่อยกระดับเป็นพิพิธภัณฑ์ชุมชน หรือ การอบรมชาวบ้านทำสปาสมุนไพรในพื้นที่ที่มีความหลากหลายทางชีวภาพ ในชุมชนภูเขาทอง จ.นราธิวาส เพื่อรองรับการท่องเที่ยวหรือการนำเทคโนโลยีด้าน IoT ไปใช้ในด้านการเกษตร เปลี่ยนแปลงเกษตรดั้งเดิมให้เป็น Smart Farming รวมถึงการทำเกษตรปลอดภัยในอีกหลายๆ ตำบล ที่บึงกาฬ เอาศิลปะโบราณเกี่ยวกับพญานาค ครูขาบสุทธิพงษ์ สุริยะ ได้นำเด็กมาฝึกทำพิพิธภัณฑ์มีชีวิต ทำศิลปะพญานาคแต่ปรับให้เป็นสมัยใหม่ มี มรภ.อุดรธานี มาช่วยพัฒนา มีสถาบันเทคโนโลยีจิตรลดามาช่วยด้วย เป็นต้น ที่สำคัญผู้ได้รับการจ้างซึ่งส่วนใหญ่เป็นนักศึกษาบัณฑิตสามารถทำงานร่วมกับผู้ใหญ่ได้อย่างกลมกลืน กลมเกลียว เป็นการสนธิกำลังกัน

ศ.ดร.เอนก กล่าวอีกว่า นอกจากนั้น ผู้ได้รับการจ้างงานได้ลงพื้นที่เก็บข้อมูลพื้นฐานตำบล เพื่อสำรวจปัญหาและประเมินศักยภาพตำบล ได้ถึง 97 เปอร์เซ็นต์ ทำให้ได้รู้ว่ามีตำบล 31 เปอร์เซ็นต์ ที่ต้องเข้าไปช่วยเหลือ และมี 66 เปอร์เซ็นต์ ที่พึ่งพาตัวเองได้หรือก้าวไปสู่ความยั่งยืนได้ จากนี้ไปผู้ได้รับการจ้างงานจะเก็บข้อมูลความหลากหลายของสังคมและความหลากหลายทางวัฒนธรรม เพื่อนำข้อมูลมาสนับสนุนโครงการ BCG หรือเศรษฐกิจชีวภาพ เศรษฐกิจหมุนเวียน และเศรษฐกิจสีเขียวของรัฐบาล นอกจากผู้ได้รับการจ้างงานจะทำงานกับชุมชนแล้ว ยังต้องเรียนไปด้วย เพื่อเพิ่มทักษะการเงิน ดิจิทัล ภาษาอังกฤษ และทักษะทางสังคม

“ที่ผมพูดมา อาจจะมีคำถามว่าคุยโวหรือเปล่า ขอตอบว่าโครงการที่จะสำเร็จจริงหรือไม่ ดูไม่ยาก คือ ดูว่ามีคนสนใจเข้ามาร่วมกับเราหรือไม่ โครงการ U2T ถ้าไม่สำเร็จคงจะไม่มีภาคเอกชนมากมายเข้ามาร่วม เช่น เซ็นทรัลกรุ๊ป ให้ใช้พื้นที่ที่หาดใหญ่สำหรับ U2T และในอนาคตจะให้ใช้พื้นที่อีก 40 แห่งทั่วประเทศ มหาวิทยาลัยแม่โจ้ แจ้งว่ากลุ่มซีพี จะสนับสนุนจะให้นำสินค้าเกษตรที่ชุมชนในโครงการ U2T มาจัดจำหน่ายในเครือ ยังมีเบทาโกร มิตรผล ธนาคารออมสิน รวมทั้งกูเกิ้ลที่ให้ใช้แอคเคาน์ฟรีถึง 1 แสนแอคเคาน์ด้วย ที่สำคัญเอกชนอยากจะให้เราเพิ่มพื้นที่ตำบลให้ครบทั่วประเทศ ซึ่งวันนี้ผมได้ทำหนังสือถึงเลขาธิการสภาพัฒน์เพื่อขอขยายโครงการ U2T อีก กว่า 4 พันตำบลแล้ว” ศ.ดร.เอนก กล่าวและว่า อีก 3 เดือนข้างหน้าเราจะเอาเด็กในโครงการ U2T มาแข่งขันในโครงการ U2T Hackathon เพื่อให้เด็กช่วยกันคิดหาแนวทางการพัฒนาตำบลของตัวเองให้ดีที่สุดและจะเพิ่มการแข่งขันอี-สปอร์ตเข้าไปด้วย และทำเรื่อง Foresight หรือการคาดการณ์เพื่อสร้างอนาคตด้วย ตนคิดว่าเด็กรุ่นนี้โชคดีมาก ที่ได้เรียนรู้สิ่งที่พิเศษและวิเศษมากๆ

“ที่สำคัญ อว.จะปรับการทำงานของโครงการ U2T ไปเป็นจิตอาสาเพื่อช่วยโรงพยาบาลสนามเพื่อสู้ภัยโควิด-19 ไปด้วย เราจะไม่หยุด ไม่ท้อ ไม่ถอย ไม่สะดุดเพราะโควิด-19 เพราะ U2T นั้น เกิดมาจากโควิด เราจะทำไปจนถึงเดือนต.ค.นี้ ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่รัฐบาลเตรียมเปิดประเทศ”ศ.ดร.เอนก กล่าว

สกัดทุเรียนอ่อนต่อเนื่อง-เข้มมาตรการส่งออก สร้างความเชื่อมั่นทุเรียนไทยปลอดโควิดสู่ตลาดโลก #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/567864

สกัดทุเรียนอ่อนต่อเนื่อง-เข้มมาตรการส่งออก  สร้างความเชื่อมั่นทุเรียนไทยปลอดโควิดสู่ตลาดโลก

สกัดทุเรียนอ่อนต่อเนื่อง-เข้มมาตรการส่งออก สร้างความเชื่อมั่นทุเรียนไทยปลอดโควิดสู่ตลาดโลก

วันศุกร์ ที่ 23 เมษายน พ.ศ. 2564, 06.00 น.

นางอัญชนา ตราโช รองเลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยถึงการลงพื้นที่ติดตามสถานการณ์สินค้าทุเรียนภาคตะวันออก ในพื้นที่จังหวัดตราด จันทบุรี และระยอง เมื่อปลายเดือนมีนาคม ถึง ต้นเดือนเมษายนที่ผ่านมาว่า ปี 2564 ทุเรียนให้ผลผลิต 575,542 ตัน เพิ่มขึ้นจากปี
ที่ผ่านมาเล็กน้อยร้อยละ 5 ขณะนี้ผลผลิตเริ่มออกสู่ตลาดแล้วเป็นทุเรียนพันธุ์เบา เช่น พันธุ์กระดุม พวงมณี ซึ่งเป็นพันธุ์ที่อายุการเก็บเกี่ยวสั้น (90-95 วัน) และจะให้ผลผลิตออกสู่ตลาดก่อนพันธุ์หมอนทองที่มีอายุเก็บเกี่ยวยาวกว่า (110-120 วัน) ทั้งนี้ ผลผลิตจะออกสู่ตลาดมากในช่วงปลายเดือนเมษายนถึงพฤษภาคมนี้ ขณะเดียวกันภาครัฐได้มีการกำหนดมาตรการป้องกันทุเรียนอ่อนไม่ให้ออกนอกแหล่งผลิตอย่างเข้มงวด ซึ่งเป็นการบูรณาการระหว่างหน่วยงานในพื้นที่ โดยมีกรมวิชาการเกษตรและกรมส่งเสริมการเกษตรเป็นหน่วยงานหลักมีการประกาศให้วันที่ 10 เมษายน 2564 เป็นวันเริ่มเก็บเกี่ยวทุเรียนหมอนทองในพื้นที่จังหวัดจันทบุรี ระยอง และตราด

“ปี 2564 นับเป็นปีแรกที่กระทรวงเกษตรฯ มีการประกาศวันทุเรียนแก่ คือวันที่ 10 เมษายน เพื่อให้เกษตรกรเริ่มเก็บเกี่ยวทุเรียนพันธุ์หมอนทองภาคตะวันออก โดยไม่แยกรายจังหวัด และกำหนดมาตรฐานทุเรียนแก่ จะต้องมีเปอร์เซ็นต์เนื้อแป้งมากกว่า 32 เปอร์เซ็นต์ โดยหลังวันที่ 10 เมษายน เป็นต้นมา เกษตรกร สามารถที่จะตัดทุเรียนขายได้ตามปกติแต่แน่นอนว่าภาครัฐก็ยังคงเฝ้าระวังการตัดทุเรียนอ่อนอย่างต่อเนื่อง ซึ่งช่วงที่ผ่านมา ชุดปฏิบัติการเฉพาะกิจได้เข้าตรวจสอบโรงคัดบรรจุที่มีการรับซื้อผลผลิตในพื้นที่ พบว่ามีการตัดทุเรียนอ่อนและมีการจับกุมดำเนินคดีแล้วหลายราย โดยผู้จำหน่ายทุเรียนอ่อนจะได้รับโทษตามกฎหมาย” รองเลขาธิการ สศก. กล่าว

ทั้งนี้ ยังได้เน้นมาตรการควบคุมการส่งออกทุเรียนปลอดเชื้อโควิด-19 เพื่อสร้างความเชื่อมั่นผลผลิตทุเรียนไทยซึ่งมีมูลค่าซื้อขายทั้งในและต่างประเทศปีละไม่ต่ำกว่า 7 หมื่นล้านบาท ด้วย 3 มาตรการที่ครอบคลุม คือมาตรการสำหรับเกษตรกรชาวสวน มาตรการสำหรับผู้ประกอบการ สถานประกอบการโรงคัดบรรจุผลไม้ (ล้ง) และมาตรการสำหรับผู้ปฏิบัติงาน ผู้ประกอบการขนส่งสินค้าเกษตร (ผลไม้) ตั้งแต่การพ่นยาฆ่าเชื้อต้นทางจากสวนทุเรียน จนถึงระบบขนส่งพร้อมกันนั้นก็ได้จัดทำคลิปวีดีโอทั้งภาษาไทย อังกฤษ จีน และเอกสารประชาสัมพันธ์ภาษาเกาหลี เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้ผลผลิตทุเรียนไทยต่อประเทศคู่ค้าสำคัญต่างๆ โดยในส่วนของผู้บริโภคในประเทศสามารถที่จะเลือกซื้อทุเรียนรวมทั้งผลไม้ ตามฤดูกาลคุณภาพดีและปลอดเชื้อได้อย่างสะดวกสบายผ่านแพลตฟอร์มตลาดออนไลน์ อาทิ ไปรษณีย์ไทย http://www.thailandpostmart.com ที่มีบริการส่งผลไม้สดถึงบ้าน ในราคาเหมาจ่ายตามน้ำหนัก เริ่มต้นไม่เกิน 3 กก. ราคาเพียง 50 บาท รองรับน้ำหนักสูงสุดถึง 20 กก. รวมถึงโปรโมชั่นรับเทศกาลผลไม้ ส่งผลไม้ด้วยบริการ EMS จะได้รับส่วนลด 20% ของค่าบริการแบบเหมาจ่ายตามพิกัดน้ำหนัก ตั้งแต่วันนี้ถึง 31 สิงหาคม 2564 อีกด้วย