กยท.ชี้​ระบายยางเก่าในสต็อกระบุไม่กระทบราคายางแน่นอน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/567774

กยท.ชี้​ระบายยางเก่าในสต็อกระบุไม่กระทบราคายางแน่นอน

กยท.ชี้​ระบายยางเก่าในสต็อกระบุไม่กระทบราคายางแน่นอน

วันพฤหัสบดี ที่ 22 เมษายน พ.ศ. 2564, 14.58 น.

นายณกรณ์ ตรรกวิรพัท ผู้ว่าการการยางแห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า ตามที่ได้มีการประกาศเชิญชวนผู้สนใจให้เข้าร่วมประมูลยางแผ่นรมควันอัดก้อนยางแท่ง STR 20 และยางอื่นๆ จำนวน 104,763.35 ตัน ของโครงการพัฒนาศักยภาพสถาบันเกษตรกรเพื่อรักษาเสถียรภาพราคายาง และโครงการสร้างมูลภัณฑ์กันชนรักษาเสถียรภาพราคายาง นั้น ขณะนี้ได้ทราบผลการประมูลเป็นที่เรียบร้อยแล้ว โดยบริษัทที่ประมูลได้คือ บริษัท นอร์ทอีส รับเบอร์ จำกัด (มหาชน) โดยมีเงื่อนไขในการประมูลว่าจะต้องรับซื้อยางจากสถาบันเกษตรกรชาวสวนยางอีก 1 แสนตันและรับมอบยางในสต็อกให้แล้วเสร็จภายในเดือน พ.ค.

“เหตุผลที่ กยท.เลือกบริหารระบายสต๊อกยางในช่วงนี้ เนื่องจากเป็นช่วงปิดกรีด ก่อนที่ผลผลิตจะออกสู่ตลาด ทำให้ปริมาณยางในตลาดมีน้อย อีกทั้งยางในสต๊อกนี้เป็นยางที่เสื่อมสภาพ การนำยางเหล่านี้ไปใช้จึงต่างจากยางใหม่ที่มีอยู่ในตลาด ดังนั้น การระบายยางในสต๊อกออกมาช่วงนี้จึงไม่กระทบต่อตลาดยางปกติ พร้อมกันนี้ยังมีข้อกำหนดให้ผู้ที่ซื้อยางล็อตนี้ไปจะต้องซื้อยางใหม่ของเกษตรกรชาวสวนยางในปริมาณที่เท่ากันอีกด้วย เพื่อให้มั่นใจได้ว่าเกษตรกรชาวสวนยางจะได้รับประโยชน์ ไม่มีปัจจัยกดดันในเรื่องราคายาง และที่สำคัญยังเป็นการช่วยลดภาระและค่าใช้จ่ายของภาครัฐอีกด้วย”

นายณกรณ์ กล่าวว่า การกำหนดทีโออาร์ และคุณสมบัติของผู้เข้าร่วมประมูลในครั้งนี้ได้ดำเนินการอย่างรัดกุม เพราะไม่อยากให้มีปัญหาซ้ำรอยเหมือนในปี 60 ที่มีผู้เข้าร่วมประมูลเป็นจำนวนมากแต่เมื่อถึงเวลากลับทิ้งประมูลจนทำให้เกิดการตกค้างของยางล๊อตนี้ ดังนั้นทาง กยท.จึงต้องมีการระบุคุณสมบัติของผู้เข้าร่วมประมูลที่ชัดเจน เพื่อไม่ให้เกิดผลกระทบต่อพี่น้องเกษตรกรและราคายาง โดยผู้ที่ชนะประมูลจะต้องซื้อยางจากสถาบันเกษตรกรชาวสวนยางอีก 1 เท่าของปริมาณยางที่ประมูลได้ ซึ่งเป็นการช่วยเพิ่มยอดสั่งซื้ออีกกว่า 1 แสนตันภายใน 1 ปี นับจากวันที่ลงนามในสัญญา และทางบริษัทฯจะเริ่มทำการขนยางในสต๊อกตั้งแต่ช่วงปลายเดือนเมษายน และจะแล้วเสร็จในเดือนพฤษภาคม ซึ่งเป็นช่วงตั้งแต่ก่อนที่ผลผลิตใหม่จะออกสู่ตลาด

“ปัญหาการระบายยางในสต็อกเป็นเรื่องที่อ่อนไหว ต่อเกษตรกรสวนยางพารา เวลาที่มีข่าวว่า จะมีการระบายยางพารา ก็จะเกิดกระแสคัดค้าน เพราะเกรงว่า จะทำให้ยางราคาตก ขณะเดียวกันกลุ่มผู้ประกอบการที่รับซื้อยางรายใหญ่ๆ มักจะเอามาเป็นข้ออ้างในการกดราคารับซื้อยางพารา ทั้งๆ ที่ยางพาราในสต็อกเป็นยางเก่าที่เสื่อมสภาพ มีอายุ 8 – 9 ปี ไม่กระทบกับยางใหม่ต่อไปนี้ เมื่อระบายยางเก่าในสต๊อกหมดไป ปัจจัยกดดันในเรื่องราคายางก็จะหายไปด้วย”

เกษตรฯ ยกระดับฐานข้อมูล Farmer ONE #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/567562

เกษตรฯยกระดับฐานข้อมูลFarmer ONE

วันพฤหัสบดี ที่ 22 เมษายน พ.ศ. 2564, 06.00 น.

นายพลเชษฐ์ ตราโช รองเลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) ในฐานะประธานคณะกรรมการขับเคลื่อนพัฒนาฐานข้อมูลเกษตรกรกลาง (Farmer ONE)เปิดเผยว่า จากที่ สศก. ได้พัฒนาระบบฐานข้อมูลเกษตรกรกลาง หรือ Farmer ONE มาตั้งแต่ปี 2560 ซึ่งเป็นฐานข้อมูลที่เชื่อมโยงทะเบียนเกษตรกรกับหน่วยงานรับขึ้นทะเบียน คือ กรมส่งเสริมการเกษตร กรมปศุสัตว์ และกรมประมง โดยในปี 2562 ได้มีการเชื่อมโยงฐานข้อมูลทะเบียนเกษตรกรกับหน่วยงานเพิ่มเติม คือ กรมส่งเสริมสหกรณ์ กรมหม่อนไหม และสำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม รวมทั้งยังได้รับการสนับสนุนทางด้านองค์ความรู้และเทคโนโลยีสารสนเทศในการเชื่อมโยงฐานข้อมูลจากศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ และสำนักงานพัฒนารัฐบาลดิจิทัล (องค์การมหาชน)อีกด้วย

ปัจจุบัน การให้บริการข้อมูล Farmer ONE มีการแบ่งกลุ่มเกษตรกรออกเป็น 7 กลุ่ม ได้แก่ 1) ปลูกพืช2) เลี้ยงสัตว์ 3) เพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ 4) ปลูกพืชและเลี้ยงสัตว์ 5) ปลูกพืชและเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ 6) เลี้ยงสัตว์และเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ และ7) ปลูกพืช, เลี้ยงสัตว์และเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ ซึ่งสามารถสืบค้นแบบจำแนกชนิดสินค้า เพื่อรับทราบจำนวนครัวเรือน เนื้อที่เพาะปลูก เนื้อที่เก็บเกี่ยว แบบรายภาค รายจังหวัด ได้ 14 ชนิด คือ ข้าวนาปี ข้าวนาปรัง ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ อ้อยโรงงาน มันสำปะหลัง ปาล์มน้ำมัน มะพร้าวลำไย สับปะรดโรงงาน กาแฟ ยางพารา เงาะ มังคุด และ ทุเรียน รวมทั้งข่าวสารสำคัญทั่วไป เช่น ข้อมูลพยากรณ์อากาศ และสถานการณ์น้ำ

ล่าสุดผลจากการประชุมของคณะกรรมการขับเคลื่อนพัฒนาฐานข้อมูลเกษตรกรกลาง (Farmer ONE) เมื่อปลายเดือนมีนาคมที่ผ่านมา ได้เห็นชอบในการเดินหน้าพัฒนาการให้บริการ ซึ่งภายในปี 2564 จะเชื่อมโยงฐานข้อมูลเพิ่มเติม จากเกษตรกรผู้ปลูกหม่อน เลี้ยงไหม และทอผ้าไหม จากกรมหม่อนไหม และเกษตรกร ชาวสวนยางจากการยางแห่งประเทศไทยแบบ Real Time เพื่อให้ฐานข้อมูล Farmer ONE มีข้อมูลทะเบียนเกษตรกรทางด้านต่างๆ ให้ครอบคลุมกิจกรรมทางการเกษตรให้มากที่สุด รวมทั้งพัฒนาสู่มาตรฐานข้อมูลกลาง (Data Standard) ซึ่งเป็นมาตรฐานในการจัดเก็บข้อมูลและรวบรวมข้อมูลของแต่ละรายบุคคลให้อยู่ในรูปแบบมาตรฐานเดียวกัน เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการบูรณาการฐานข้อมูลระหว่างหน่วยงาน และลดความซ้ำซ้อนการจัดเก็บข้อมูล ชุดเดียวกันแต่มีข้อมูลที่ต่างกันยึดหลักการกำหนดมาตรฐานตามกรอบแนวทางเชื่อมโยงรัฐบาลอิเล็กทรอนิกส์แห่งชาติ หรือ TH e-GIF และแนวทางการจัดทำมาตรฐานข้อมูลภาครัฐของสำนักงานสถิติแห่งชาติ โดยเกษตรกรสามารถที่จะเข้ามาตรวจสอบข้อมูลของตนเองได้ และในปี 2565 จะดำเนินการกำหนดมาตรฐานกลางของสินค้าเกษตรที่สำคัญต่อไป

ทั้งนี้ ภายหลังจากที่คณะกรรมการฯ ได้เห็นชอบกรอบการกำหนดมาตรฐานข้อมูลกลาง (Data Standard) ข้อมูลบุคคลของฐานข้อมูลทะเบียนเกษตรกรแล้ว สศก. จะได้นำเสนอต่อกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ก่อนประกาศใช้ ต่อไปภายในปีนี้ ทั้งนี้ หากท่านใดที่สนใจข้อมูลการให้บริการของ Farmer ONE สามารถเข้าสืบค้นข้อมูลได้ที่ http://www.farmerone.org หรือ สามารถสอบถามข้อมูลการใช้งานได้ที่ส่วนปฏิบัติการข้อมูลการเกษตร ศูนย์สารสนเทศการเกษตร โทร. 0-2561-2870 ในวันและเวลาราชการ

ซอกแซกอาเซียน : 22 เมษายน 2564 #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/567564

ซอกแซกอาเซียน : 22 เมษายน 2564

วันพฤหัสบดี ที่ 22 เมษายน พ.ศ. 2564, 06.00 น.

ช่วงนี้เป็นช่วงที่สำนักเลขานุการแอปเตอร์ได้ต้อนรับผู้เชี่ยวชาญญี่ปุ่นประจำแอปเตอร์คนใหม่ หลังจากที่คนเก่าได้หมดวาระ และกลับบ้านไปทำงานในสถานที่ดั้งเดิม คือ กระทรวงเกษตรฯ ในกรุงโตเกียว ผมเคยเล่าให้ฟังมาแล้วว่า ผู้เชี่ยวชาญญี่ปุ่นที่ส่งมาประจำแอปเตอร์มีวาระดำรงตำแหน่งคราวละ 2 ปี เท่าที่ผมสังเกตเจ้าหน้าที่ญี่ปุ่นที่ส่งไปประจำต่างประเทศที่ไม่ใช่โดยตรงจากกระทรวงการต่างประเทศของญี่ปุ่น จะมีวาระการทำงาน 2 ปี เท่าๆ กันเกือบทุกคน ที่แอฟซิส ที่อยู่ใกล้ๆ กัน ก็มีผู้เชี่ยวชาญญี่ปุ่นมาประจำอยู่ 1 คนเช่นกันมีวาระ 2 ปีเท่ากัน ผู้เชี่ยวชาญเหล่านี้ การเดินทางไปกลับของพวกเขาดูค่อนข้างอลหม่านพอควรทีเดียว เพราะต้องมีการเตรียมการมากมาย ขากลับคงไม่ยุ่งยากเท่ากับขามาเมืองไทย เพราะต้องเตรียมการหาที่พักไว้ด้วยก่อน ยิ่งถ้าบางคนมาพร้อมกับครอบครัว และมีลูกๆ ที่กำลังเรียนหนังสืออยู่ด้วย ก็ต้องเตรียมโรงเรียนให้อีก ซึ่งแน่ละ ต้องเป็นโรงเรียนแบบนานาชาติ แต่จะว่าไปก็คงไม่น่าจะแตกต่างจากการที่เจ้าหน้าที่คนไทยที่ถูกส่งไปทำงานประจำในต่างประเทศเช่นเดียวกัน ช่วงนี้มีความยุ่งยากเพิ่มมากขึ้นอีกนิด คือ ต้องมีการกักตัวก่อน 2 สัปดาห์ ตามมาตรการโควิดอีก สำหรับคนที่จะมาใหม่ ต้องเข้าพักพร้อมกับครอบครัวในโรงแรม ห้ามออกไปไหน แล้วหลังจากนั้นจึงจะต้องหาอพาร์ทเมนท์ ที่พักถาวรก่อนจะย้ายเขาไปอยู่อีก

การจัดการเรื่อง Relocation ของผู้เชี่ยวชาญญี่ปุ่นนี้ โชคดีที่ทางแอปเตอร์เรามีเจ้าหน้าที่เลขานุการประจำตัวผู้เชี่ยวชาญเขาอยู่ 1 คน ได้น้องเขาช่วยนับว่าได้ประโยชน์มาก ถ้าไม่งั้นคงยุ่งยากมากขึ้น เพราะมีประเด็นที่ทำเยอะมาก ข้อเท็จจริงจากตัวอย่างของผู้เชี่ยวชาญคนใหม่ที่มา ผมก็สงสัยว่า ทำไมหลังจาก 2 สัปดาห์ที่พักในโรงแรมกักตัว เขาพร้อมครอบครัวต้องไปหาโรงแรมใหม่อยู่อีก ก่อนเข้าอพาร์ทเมนท์ถาวรคือ ความจริงควรจะเป็นว่าจากโรงแรมกักตัวก็เข้าอพาร์ทเมนท์ได้เลย แต่ได้รับการชี้แจงว่า ผู้เชี่ยวชาญญี่ปุ่นต้องการไปเห็นไปพิจารณาสภาพของอพาร์ทเมนท์ก่อน

ส่วนคนที่กลับไปญี่ปุ่น ก็มาเล่ากับผมว่าคงจะมีปัญหาอีก เพราะต้องไปกักตัวอยู่แต่ในบ้านตนเองเป็นเวลา 2 สัปดาห์เช่นเดียวกัน ก่อนที่จะออกไปเริ่มต้นทำงานที่กระทรวงเกษตรฯ บอกว่าแกจะกินอาหารอย่างไร เพราะจะให้คนซื้อมาให้ทุกวันคงไม่ได้ ซื้อมาตุนไว้ก็คงไม่ครบ 2 สัปดาห์ ผมเสนอว่าลองสั่งแกร็บ หรือไลน์แมนดูสิ เขาก็บอกว่า คงไม่มีใครกล้ามาส่ง ขนาดนั้นเชียว ที่สำคัญที่ผมคิดไม่ถึง คือ แล้วพวกขยะแกจะเอาไปทิ้งที่ไหน เพราะที่ญี่ปุ่นต้องทิ้งเป็นที่เป็นทางและเป็นเวลา ครั้นจะแอบออกไปทิ้งเกรงว่าจะถูกจับปรับ อีกทั้งเพื่อนบ้านใกล้เคียงกันคงเห็นและจะพากันแตกตื่น

คนญี่ปุ่นที่ได้รับมอบหมายให้มาทำงานหรือภารกิจในประเทศไทยเกือบทุกคนเปรียบเสมือนได้มาเมืองสวรรค์อย่างไงอย่างนั้น แม้ประเทศไทยจะมีอะไรๆ หลายอย่างที่สู้ญี่ปุ่นไม่ได้ ปัจจุบันมีคนญี่ปุ่นอาศัย หรือทำงานในประเทศไทยหลายหมื่นคน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในภาคเอกชน บริษัท ห้างร้านต่างๆ จนถึงกับมีหนังสือพิมพ์ภาษาญี่ปุ่นขายในกรุงเทพฯ มีร้านซูเปอร์มาร์เก็ตอาหารญี่ปุ่นโดยเฉพาะเมื่อยี่สิบปีก่อนกลับจากญี่ปุ่นผมเคยซื้อก้อนมิโซะมาทำซุป เพราะหาไม่ได้ในประเทศไทย แต่เดี๋ยวนี้มีหมดทุกอย่างขอให้ไปหาแถวพร้อมพงษ์ นานา เอกมัย สุขุมวิทเถอะ และสิ่งหนึ่งเมื่อมาอยู่เมืองไทยที่คนญี่ปุ่นขาดไม่ได้ คือ การเล่นกอล์ฟ คนที่เล่นเป็นมาก่อน จะใช้ชีวิตวันหยุดอยู่แต่ในสนามกอล์ฟ คนที่ไม่เคยเล่น เมื่อมาถึงก็จะมีคนแนะนำให้เล่น โดยเริ่มจากไปเข้าคอร์สสอนเล่นกอล์ฟก่อน มีโปรคนญี่ปุ่นพูดสอนเป็นภาษาญี่ปุ่นให้ด้วย (แต่คงแพงไม่ใช่เล่น) จากนั้นก็จะเข้าร่วมเล่นกอล์ฟอย่างเป็นงานเป็นการในวันหยุดต่างๆ ฉะนั้นการหมดเทอมที่จะอยู่ทำงานต่อในประเทศไทย จึงถือว่าเป็นเรื่องของ “สวรรค์ปิด” อย่างแท้จริง

ชาญพิทยา ฉิมพาลี

chanpithya@apterr.org

เตือนเกษตรกรเฝ้าระวัง ‘โรค-แมลงศัตรูพืช’ ฤดูแล้ง #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/567563

เตือนเกษตรกรเฝ้าระวัง‘โรค-แมลงศัตรูพืช’ฤดูแล้ง

วันพฤหัสบดี ที่ 22 เมษายน พ.ศ. 2564, 06.00 น.

กรมส่งเสริมการเกษตร แนะเกษตรกรให้เฝ้าระวังโรคและแมลงศัตรูพืชในช่วงฤดูแล้งอย่างเข้มงวด เน้นการป้องกันควบคุมอย่างถูกวิธี พร้อมให้เกษตรกรหมั่นสำรวจแปลงปลูกเพื่อป้องกันและกำจัดโรคหรือแมลงศัตรูพืชได้อย่างทันท่วงที

นายเข้มแข็ง ยุติธรรมดำรง อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร เปิดเผยว่า หลังจากที่ประเทศไทยเข้าสู่ฤดูร้อนอย่างเป็นทางการมาตั้งแต่ปลายเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ทำให้พื้นที่ส่วนใหญ่ของประเทศไทยมี อุณหภูมิสูงขึ้นตั้งแต่ 35 องศาเซลเซียสขึ้นไป อากาศร้อนอบอ้าว ความชื้นในอากาศมีน้อย และคาดว่าฤดูร้อนจะสิ้นสุดประมาณกลางเดือนพฤษภาคม ด้วยเหตุนี้จึงทำให้พืชผัก หรือผลิตผลทางการเกษตรมีโอกาสสูงที่จะโดนแดดเผาไหม้จนถึงขั้นยืนต้นตาย รวมไปถึงการเกิดโรคและแมลงศัตรูพืชเข้าทำลายสร้างความเสียหายให้กับผลผลิต ฉะนั้นจึงอยากจะฝากเตือนให้เกษตรกรมีการเตรียมความพร้อมในช่วงฤดูร้อนนี้ เพราะด้วยสภาพอากาศที่มีความชื้นต่ำติดต่อกันยาวนานหลายเดือนนับเป็นสภาวะที่เหมาะสมสำหรับศัตรูพืชเจ้าประจำที่ส่วนใหญ่จะเป็นแมลงในกลุ่มปากดูดต่างๆ อย่างเพลี้ยไฟเพลี้ยอ่อนเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาล (ที่มักระบาดในนาข้าวช่วงอากาศร้อน)แมลงหวี่ขาว และกลุ่มไรแดง เป็นต้น ซึ่งสามารถสร้างความเสียหายให้กับพืชที่ปลูกได้เป็นจำนวนมาก ส่วนโรคพืชในหน้าแล้งที่ต้องระวัง คือโรคพืชจากเชื้อไวรัส ที่มาพร้อมกับแมลงปากดูดเหล่านี้ที่เป็นพาหะแพร่กระจายโรค

ทั้งนี้ แมลงปากดูดจำพวกเพลี้ยต่างๆ รวมถึงเพลี้ยไฟและไรต่างๆ เป็นศัตรูพืชที่พบระบาดมากในช่วงหน้าแล้ง ฝนทิ้งช่วง สามารถทำลายพืชโดยการดูดกินน้ำเลี้ยงจากใบอ่อน ยอดอ่อน ตาใบ ตาดอก ของพืชหลายชนิด เช่น แตงโม มะเขือเปราะ มะเขือยาว แตงกวา มะระ ฟักเขียว ถั่วฝักยาว หน่อไม้ฝรั่ง ไม้ผล เช่น มะม่วง ส้มโอ มะนาว ส้มเขียวหวาน องุ่น พืชไร่ เช่นฝ้าย ยาสูบ งา ทานตะวัน ข้าวโพดนอกจากนี้ ยังพบเป็นปัญหาสำคัญในการเพาะปลูกไม้ดอกหลายชนิด เช่น กล้วยไม้ เบญจมาศ กุหลาบ เยอร์บีร่า มะลิ ดาวเรือง อีกด้วย

อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวอีกว่า การป้องกันและกำจัดโรคและแมลงศัตรูพืชในช่วงหน้าแล้ง กรมส่งเสริมการเกษตรแนะนำให้เกษตรกรใช้วิธีเขตกรรมที่เหมาะสม เพื่อเป็นการสร้างความแข็งแรงให้ต้นพืชให้สามารถทนทานและป้องกันการเข้าทำลายของโรคและแมลงศัตรูพืช ได้แก่เลือกใช้เมล็ดพันธุ์หรือส่วนขยายพันธุ์ที่ปราศจากโรคและแมลงศัตรูพืชมาปลูกหมั่นทำความสะอาดแปลง บำรุงดูแลต้นพืชให้แข็งแรง โดยการใส่ปุ๋ยให้น้ำที่เหมาะสม กำจัดวัชพืชที่เป็นแหล่งอาศัยของโรคและแมลงศัตรูพืช รวมถึงการสำรวจแปลงอย่างสม่ำเสมอ เพื่อที่จะควบคุมโรคและแมลงศัตรูพืชได้ทันเวลา และหากพบการเข้าทำลาย ก็ทำการควบคุมโดยใช้ชีวภัณฑ์ หรือ สารสกัดธรรมชาติ หรือสารเคมีป้องกันและกำจัดศัตรูพืชที่เหมาะสมตามลำดับ โดยคำนึงถึงความปลอดภัยของผลผลิต ตัวเกษตรกร และผู้บริโภคเป็นสำคัญ

วิกฤต ‘เขื่อนลำปาว’ ฝนทิ้งช่วงแหล่งน้ำเริ่มแห้งขอด กระทบเกษตรกรไม่มีน้ำทำเกษตรกรรม #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/567456

วิกฤต ‘เขื่อนลำปาว’ ฝนทิ้งช่วงแหล่งน้ำเริ่มแห้งขอด กระทบเกษตรกรไม่มีน้ำทำเกษตรกรรม

วิกฤต ‘เขื่อนลำปาว’ ฝนทิ้งช่วงแหล่งน้ำเริ่มแห้งขอด กระทบเกษตรกรไม่มีน้ำทำเกษตรกรรม

วันพุธ ที่ 21 เมษายน พ.ศ. 2564, 13.23 น.

จากภาวะฝนทิ้งช่วงนานหลายสัปดาห์ทำให้พื้นที่จังหวัดกาฬสินธุ์ประสบภัยแล้งต่อเนื่อง โดยเฉพาะแหล่งน้ำตามธรรมชาติและแหล่งน้ำสาธารณะหลายพื้นที่เริ่มแห้งขอด ส่งผลให้เกษตรกรไม่มีน้ำปลูกพืชและใช้เลี้ยงสัตว์ ขณะที่สถานการณ์เขื่อนลำปาวปริมาณน้ำเหลือเพียง 479 ล้าน ลบ.ม.หรือ 24% หลังฝนไม่ตกไม่มีน้ำเติมเข้าอ่างเก็บ ด้านผอ.โครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาลำปาวยืนยันการบริหารจัดการน้ำเป็นไปตามแผนและเพียงพออุปโภค บริโภคในช่วงหน้าแล้ง

21 เมษายน 2564 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า จากภาวะฝนทิ้งช่วงนานหลายสัปดาห์ และยังอยู่ในฤดูแล้งและอากาศร้อน ส่งผลกระทบกับประชาชนเริ่มขยายวงกว้างมากขึ้น โดยจากการสำรวจสภาพพื้นที่ทั้งนอกเขตชลประทาน และในเขตชลประทาน พบว่าประชาชน โดยเฉพาะในกลุ่มประกอบอาชีพเกษตรกรรมและประมง ได้รับผลกระทบจากปัญหาภัยแล้ง ซึ่งได้ขยายตัวในวงกว้าง เนื่องจากภาวะฝนทิ้งช่วง และเข้าสู่ฤดูแล้งอย่างเต็มตัว ส่งผลให้ปริมาณน้ำตามอ่างเก็บน้ำขนาดเล็ก และลำคลองธรรมชาติ หรือแหล่งน้ำสาธารณะหลายแห่งเริ่มแห้งขอด ไม่มีน้ำสำหรับหล่อเลี้ยงพืชผล เลี้ยงสัตว์ หรือสูบขึ้นมาทำการเกษตร เช่น ลำน้ำปาว ที่เสมือนเป็นเส้นโลหิตหล่อเลี้ยงประชากรชาว จ.กาฬสินธุ์หลายอำเภอ บางจุดได้ลดน้อยลงต่ำกว่าฐานตอม่อสะพานข้ามลำปาว หลายจุดเกิดสันดอนเป็นระยะๆ สามารถเดินข้ามฝั่งได้

ขณะเดียวกัน ในส่วนของเกษตรกรที่เคยปลูกข้าวนาปรัง เขต ต.ดอนสมบูรณ์ ต.บัวบาน ต.นาเชือก อ.ยางตลาด และ ต.หลุบ ต.ห้วยโพธิ์ อ.เมืองกาฬสินธุ์ รวมทั้ง อ.กมลาไสย อ.ฆ้องชัย บางตำบล ที่เคยเพาะปลูก ทำการเกษตร และทำนาปรังในฤดูแล้งทุกปี แต่ปีนี้ไม่ได้ทำนาปรัง และสร้างรายได้ เนื่องจากสถานการณ์ภัยแล้ง น้ำเขื่อนเหลือน้อย ไม่สามารถที่จะส่งน้ำให้พื้นที่การเกษตรซึ่งอยู่พื้นที่ท้ายน้ำอย่างเต็มที่

สำหรับสถานการณ์น้ำเขื่อนลำปาวล่าสุดเหลือปริมาณน้ำอยู่เพียง 479 ล้าน ลบ.ม. หรือ 24% จากความจุอ่าง 1,980 ล้าน ลบ.ม.หลังฝนในพื้นที่ไม่ตกจึงไม่มีน้ำเติมเข้าอ่างเก็บน้ำลำปาว โดยทางโครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาลำปาวได้ระบายน้ำเพื่อการอุปโภค บริโภค และรักษาระบบนิเวศน์ วันละประมาณ 3 ล้าน ลบ.ม.

ด้าน นายฤาชัย จำปานิล ผู้อำนวยการโครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาลำปาวหรือเขื่อนลำปาว กล่าวว่าสำหรับแผนการบริหารจัดการน้ำเขื่อนลำปาวในปีนี้ได้รับความร่วมมือจากทุกภาคส่วนเป็นอย่างดี ทำให้ปริมาณน้ำที่ได้มีการวางแผนไว้กับการใช้จริงก็อยู่ในเกณฑ์ที่จั้งเป้าไว้ ซึ่งขณะนี้อยู่ในช่วงท้ายในการส่งน้ำให้กับเกษตรกรปลูกพืชฤดูแล้ง โดยทางโครงการฯคาดว่าจะประกาศหยุดส่งน้ำในช่วงปลายเดือนเมษายนนี้แต่ก็จะมีการลงพื้นที่ประเมินสถานที่จริงอีกครั้ง เพื่อดูความเหมาะสม เนื่องจากมีหลายพื้นที่ที่ลงมือทำนาปรังช้า แต่เบื้องต้นคาดว่าจะประกาศในวันที่ 30 เมษายน 2564

นายฤาชัย กล่าวอีกว่า หลังจากหยุดส่งน้ำแล้วก็จะมีการซ่อมแซมคลองส่งน้ำและดูแลขุดลอกตะกอนดินเตรียมความพร้อมของคลองไว้สำหรับการส่งน้ำเพาะปลูกข้าวฤดูฝนที่จะดำเนินการส่งน้ำในช่วงต้นเดือนกรกฎาคม 2564  อย่างไรก็ตามสำหรับในช่วงหน้าร้อนหรือฤดูแล้งนี้ได้ประเมินไว้ว่าสิ้นสุดการทำนาปรังแล้วเขื่อนลำปาวจะเหลือน้ำอยู่ประมาณ 450 ล้าน ลบ.ม.ยืนยันว่าปริมาณน้ำเพียงพอในการหล่อเลี้ยง และเพียงพอต่อการอุปโภคจนถึงหน้าฝนอย่างแน่นอน

รายงานพิเศษ : กรมส่งเสริมการเกษตรดันธุรกิจดินปุ๋ยชุมชน นำร่อง 63 จว. สร้างรายได้..ลดต้นทุนให้เกษตรกร #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/567262

รายงานพิเศษ : กรมส่งเสริมการเกษตรดันธุรกิจดินปุ๋ยชุมชน  นำร่อง63จว.สร้างรายได้..ลดต้นทุนให้เกษตรกร

รายงานพิเศษ : กรมส่งเสริมการเกษตรดันธุรกิจดินปุ๋ยชุมชน นำร่อง63จว.สร้างรายได้..ลดต้นทุนให้เกษตรกร

วันพุธ ที่ 21 เมษายน พ.ศ. 2564, 06.00 น.

กรมส่งเสริมการเกษตร ผลักดันโครงการพัฒนาธุรกิจบริการดินและปุ๋ยเพื่อชุมชน (One Stop Service) นำร่อง 63 จังหวัด มุ่งสร้างรายได้หมุนเวียนให้เกิดในชุมชน หวังเกษตรกรเปลี่ยนมาใช้ปุ๋ยตามค่าวิเคราะห์ดิน คาดลดใช้ปุ๋ยเคมีได้ถึง 1.8 หมื่นตัน

นายเข้มแข็ง ยุติธรรมดำรง อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวว่า ตามที่ ดร.เฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ มีนโยบายยกระดับคุณภาพชีวิตเกษตรกรให้ดีขึ้นด้วยการลดต้นทุน เพิ่มผลผลิต ส่งเสริมให้เกษตรกรใช้ปุ๋ยเคมีอย่างถูกต้อง และพัฒนาให้กลุ่มเกษตรกรทำธุรกิจให้บริการทางการเกษตรรวมถึงผลักดันการใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรม เพื่อพัฒนาสู่เกษตรอัจฉริยะ ประกอบกับสถานการณ์การระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ส่งผลกระทบต่อการผลิตและระบายสินค้าเกษตรของเกษตรกรไทยซึ่งต้องอาศัยปุ๋ยเคมีในการเพิ่มปริมาณและคุณภาพผลผลิต โดยปุ๋ยเคมีส่วนใหญ่กว่าร้อยละ 98 ต้องนำเข้าและเกษตรกรใช้ปุ๋ยเคมีเกินความจำเป็น ทำให้ต้นพืชอ่อนแอศัตรูพืชเข้าทำลายได้ง่าย ต้องใช้สารป้องกันกำจัดศัตรูพืชเพิ่มขึ้นส่งผลให้ต้นทุนการผลิตต่อไร่สูง เป็นอันตรายกับเกษตรกร และปนเปื้อนในสภาพแวดล้อม จึงจำเป็นต้องสร้างความเข้มแข็งและพึ่งพาตนเองให้แก่เกษตรกรในการจัดหาปุ๋ยที่มีคุณภาพใช้ในชุมชนและช่วยเกษตรกรใช้ปุ๋ยให้ถูกต้องเหมาะสมกับดินและชนิดพืช ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต ลดปริมาณการใช้ปุ๋ยเคมีและได้ผลผลิตเพิ่มขึ้น

อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวอีกว่า คณะรัฐมนตรีได้มีมติเห็นชอบให้ดำเนินโครงการพัฒนาธุรกิจบริการดินและปุ๋ยเพื่อชุมชน (One Stop Service) ภายใต้แผนฟื้นฟูเศรษฐกิจและสังคม ที่ได้รับผลกระทบจากการระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ผ่าน ศูนย์จัดการดินปุ๋ยชุมชน (ศดปช.) ที่กรมส่งเสริมการเกษตรจัดตั้งขึ้น เป็นการช่วยเกษตรกรที่ได้รับผลกระทบจากการระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ให้สามารถเพิ่มประสิทธิภาพและลดต้นทุนการผลิต ด้วยการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมในการวิเคราะห์ดินและการใช้ปุ๋ยตามค่าวิเคราะห์ดินซึ่งเป็นการใช้ปุ๋ยอย่างถูกต้องในปริมาณที่เหมาะสมกับปริมาณธาตุอาหารที่มีอยู่ในดินและความต้องการของพืช เป็นการใช้ปุ๋ยแม่นยำเฉพาะพื้นที่ ไม่มากไม่น้อยเกินไป เกษตรกรจึงสามารถลดการใช้ปุ๋ยเคมีลง และตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ 2564 พบว่า ราคาปุ๋ยเคมีในท้องตลาดปรับตัวสูงขึ้น เนื่องจากผลกระทบของสถานการณ์โรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ทำให้ประเทศผู้ผลิตปุ๋ยรายใหญ่ เช่นจีน สหรัฐอเมริกา ใช้ปุ๋ยเคมีในประเทศมากขึ้น จึงส่งออกน้อยลง ส่งผลกระทบทำให้ราคาปุ๋ยเคมีในท้องตลาดปรับตัวสูงขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ส่งผลกระทบต่อต้นทุนการผลิตของเกษตรกรโดยตรง ซึ่งในสภาวการณ์เช่นนี้ โครงการพัฒนาธุรกิจบริการดินและปุ๋ยเพื่อชุมชน (One Stop Service) จะช่วยเกษตรกรลดภาระต้นทุนปุ๋ยเคมีลงได้จากการใช้ปุ๋ยที่ถูกต้องตามค่าวิเคราะห์ดินเบื้องต้นภาครัฐได้สนับสนุนชุดตรวจวิเคราะห์ดิน แม่ปุ๋ย N P Kและเครื่องผสมปุ๋ย ให้แก่ศูนย์จัดการดินปุ๋ยชุมชน (ศดปช.) ที่เข้าร่วมโครงการ เพื่อให้บริการตรวจวิเคราะห์ดิน คำแนะนำการจัดการดินและการใช้ปุ๋ยเบื้องต้น จัดหาปุ๋ยคุณภาพดีให้แก่สมาชิก ศดปช. กลุ่มเกษตรแปลงใหญ่ และเกษตรกรทั่วไป และบริการผสมปุ๋ยตามค่าวิเคราะห์ดิน

สำหรับศูนย์จัดการดินปุ๋ยชุมชน (ศดปช.) กรมส่งเสริมการเกษตรดำเนินการมาตั้งแต่ปี 2558 ปัจจุบันมีจำนวน 882 ศูนย์ ครบทุกอำเภอ แต่ละศูนย์เกษตรกรจะช่วยกันบริหารจัดการกันเอง มีเจ้าหน้าที่คอยเป็นพี่เลี้ยง โดยให้บริการตรวจวิเคราะห์ดินด้วยชุดตรวจสอบN P K และ pH ในดินแบบรวดเร็ว พร้อมให้คำแนะนำการจัดการดินและการใช้ปุ๋ยเบื้องต้น รวมทั้งให้บริการผสมปุ๋ย จัดหาปุ๋ยคุณภาพดีแก่เกษตรกรในชุมชน โดยในปีที่ผ่านมาศูนย์จัดการดินปุ๋ยชุมชน (ศดปช.) สามารถลดต้นทุนปุ๋ยเคมีลงได้ร้อยละ 25 คิดเป็นมูลค่า 73 ล้านบาท ผลผลิตเพิ่มขึ้นร้อยละ 14 ซึ่งโครงการพัฒนาธุรกิจบริการดินและปุ๋ยเพื่อชุมชน (One Stop Service) มีศูนย์จัดการดินปุ๋ยชุมชน (ศดปช.) ที่มีศักยภาพเข้าร่วมโครงการ จำนวน 394 ศูนย์ ใน63 จังหวัด เพื่อให้เกษตรกรสมาชิกศูนย์จัดการดินปุ๋ยชุมชน (ศดปช.) และเกษตรกรกลุ่มแปลงใหญ่ที่ปลูกพืชเศรษฐกิจสำคัญ รวมจำนวนประมาณ 107,000 รายได้ใช้ปัจจัยการผลิตที่มีคุณภาพในราคาที่เหมาะสมดินได้รับการบำรุงรักษา มีความรู้ในการจัดการดินและใช้ปุ๋ยที่ถูกต้อง รวมทั้งสามารถขยายผลไปสู่ ศดปช. อื่นๆ รวมทั้งแปลงใหญ่ที่ประสงค์เป็นเครือข่ายศดปช. ซึ่งคาดว่าโครงการดังกล่าว จะทำให้เกษตรกรลดต้นทุนการใช้ปุ๋ยเคมีได้เฉลี่ยร้อยละ 20 คิดเป็นมูลค่ารวมไม่ต่ำกว่า 250 ล้านบาท ผลผลิตเพิ่มขึ้นเฉลี่ยร้อยละ 10 และปริมาณการใช้ปุ๋ยเคมีของเกษตรกรเป้าหมายในพื้นที่ 1.6 ล้านไร่ ลดลงจากประมาณ 90,000 ตัน เหลือประมาณ 72,000 ตัน ปัจจุบันศูนย์จัดการดินปุ๋ยชุมชน (ศดปช.) ที่เข้าร่วมโครงการ พร้อมเปิดให้บริการแล้ว จำนวน 50 จังหวัดและจะทยอยเปิดให้บริการจนครบในปีนี้

นายเข้มแข็งกล่าวเพิ่มเติมว่า โครงการพัฒนาธุรกิจบริการดินและปุ๋ยเพื่อชุมชน (One Stop Service) จะช่วยพัฒนาเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตของสมาชิกศูนย์จัดการดินปุ๋ยชุมชน (ศดปช.) กลุ่มเกษตรแปลงใหญ่ รวมถึงเกษตรกรทั่วไปให้สามารถลดต้นทุนการใช้ปุ๋ยเคมีและได้ผลผลิตเพิ่มขึ้นที่สำคัญกรม จะพัฒนาต่อยอดให้ ศดปช. สามารถทำธุรกิจบริการดินและปุ๋ยเพื่อชุมชน มีรายได้หมุนเวียนจากการตรวจวิเคราะห์ดิน จำหน่ายปุ๋ย และบริการผสมปุ๋ย รวมทั้งสามารถดำเนินธุรกิจได้อย่างยั่งยืน ซึ่งจะเป็นการลดการพึ่งพาการอุดหนุนจากภาครัฐได้ในอนาคต สำหรับเกษตรกรที่สนใจจะลดต้นทุนการใช้ปุ๋ยเคมี สามารถติดต่อสอบถามได้ที่สำนักงานเกษตรจังหวัด สำนักงานเกษตรอำเภอ ใกล้บ้านท่าน และกองส่งเสริมการอารักขาพืชและจัดการดินปุ๋ย กรมส่งเสริมการเกษตร หมายเลขโทรศัพท์ 0-2955-1515

สศท.8 คาดการณ์ไม้ผลภาคใต้ตอนบน รอบแรกติดดอกมาก-ให้ผลผลิต 6.9 แสนตัน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/567073

สศท.8คาดการณ์ไม้ผลภาคใต้ตอนบน รอบแรกติดดอกมาก-ให้ผลผลิต6.9แสนตัน

วันอังคาร ที่ 20 เมษายน พ.ศ. 2564, 06.00 น.

นางพัชรารัตน์ ลิ้มศิริกุล ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรที่ 8 สุราษฎร์ธานี (สศท.8) สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) เปิดเผยถึงผลสำรวจข้อมูลเอกภาพของไม้ผลภาคใต้ตอนบน รวม 7 จังหวัด (ชุมพร สุราษฎร์ธานี นครศรีธรรมราช กระบี่ พังงา ระนอง และภูเก็ต) ปี 2564 ครั้งที่ 1 (ข้อมูล ณ 19 มีนาคม 2564) โดย สศก. ร่วมกับสำนักงานส่งเสริมและพัฒนาการเกษตรที่ 5 จังหวัดสงขลา รวมทั้งเกษตรกรผู้ปลูกไม้ผลในพื้นที่ พบว่า ไม้ผลทั้ง 4 ชนิด ได้แก่ ทุเรียน มังคุด เงาะ และลองกอง มีผลผลิตรวม 699,244 ตัน เพิ่มขึ้นจากปี 2563 ที่มีจำนวน 595,468 ตัน (เพิ่มขึ้น 103,776 ตัน หรือร้อยละ 17) เนื่องจาก สภาพต้นสมบูรณ์ พร้อมต่อการออกดอกติดผล อีกทั้งปีที่ผ่านมาไม้ผลมีราคาดี โดยเฉพาะทุเรียนทำให้เกษตรกรมีการบริหารจัดการดูแลรักษาสวน ประกอบกับสภาพภูมิอากาศเอื้ออำนวยตั้งแต่ปลายปี 2563 ส่งผลให้ ไม้ผลออกดอกมากกว่าปีที่ผ่านมาโดยคาดว่า ทุเรียน ให้ผลผลิต 501,936 ตัน (เพิ่มขึ้น 64,410 ตัน หรือร้อยละ 15) มังคุด 135,678 ตัน (เพิ่มขึ้น 27,905 ตัน หรือร้อยละ 26) เงาะ 41,712 ตัน (เพิ่มขึ้น 9,966 ตัน หรือร้อยละ 31)และลองกอง 19,918 ตัน (เพิ่มขึ้น 1,495 ตัน หรือร้อยละ 8) ทั้งนี้ผลผลิตทั้ง 4 ชนิดจะออกสู่ตลาดมากช่วงเดือนกรกฎาคมถึงกันยายน 2564

สำหรับเนื้อที่ยืนต้นของไม้ผลทั้ง 4 ชนิดมีจำนวน 755,270 ไร่เพิ่มขึ้นจากปี 2563 ที่มีจำนวน 727,873 ไร่ (เพิ่มขึ้น 27,397 ไร่ หรือร้อยละ 4) โดยทุเรียน เพิ่มขึ้นร้อยละ 7 เงาะเพิ่มขึ้นร้อยละ 0.21 ส่วนมังคุด ลดลงร้อยละ 0.08 และลองกอง ลดลงร้อยละ 6 เนื้อที่ให้ผล ของไม้ผลทั้ง 4 ชนิด มีจำนวน 627,096 ไร่ เพิ่มขึ้นจากปี 2563 ที่มีจำนวน 607,418 ไร่ (เพิ่มขึ้น 19,678 ไร่ หรือร้อยละ 3) โดยทุเรียน เพิ่มขึ้นร้อยละ 7 มังคุด เพิ่มขึ้นร้อยละ 0.10 เงาะ เพิ่มขึ้นร้อยละ 1 และลองกองลดลงร้อยละ 6 ด้านผลผลิตต่อไร่ คาดว่า ทุเรียนจะมีจำนวน 1,410 กิโลกรัม เพิ่มขึ้นร้อยละ 8 มังคุด จำนวน 754 กิโลกรัม เพิ่มขึ้นร้อยละ 26เงาะ จำนวน 908 กิโลกรัม เพิ่มขึ้นร้อยละ 30 และลองกอง จำนวน 440 กิโลกรัม เพิ่มขึ้นร้อยละ 15

สำหรับสถานการณ์ภาพรวมไม้ผลทั้ง 4 ชนิด พบว่า ขณะนี้ทุเรียน ฝั่งอันดามันออกดอกแล้วประมาณร้อยละ 88 ส่วนฝั่งอ่าวไทยออกดอกแล้วร้อยละ 73 โดยคาดว่าจะทยอยเก็บเกี่ยวผลผลิตได้ตั้งแต่เดือนพฤษภาคม 2564 เป็นต้นไป ผลผลิตจะออกมากช่วงเดือนกรกฎาคม 2564 มังคุด ฝั่งอันดามันออกดอกแล้วประมาณร้อยละ 40 ส่วนฝั่งอ่าวไทยออกดอกแล้วประมาณร้อยละ 5 คาดว่าจะสามารถเก็บผลผลิตรุ่นแรกได้ในช่วงปลายเดือนเมษายน 2564 ผลผลิตจะออกมากช่วงเดือนสิงหาคม 2564 ส่วนเงาะ ฝั่งอันดามันผลผลิตออกดอกแล้วประมาณร้อยละ 48 ฝั่งอ่าวไทยออกดอกแล้วประมาณร้อยละ 12 สามารถเก็บผลผลิตรุ่นแรกได้ในช่วงเดือนพฤษภาคม 2564 ผลผลิตจะออกมากช่วงเดือนสิงหาคม 2564 ขณะที่ลองกอง ฝั่งอันดามันผลผลิตออกดอกแล้วประมาณร้อยละ 2 ฝั่งอ่าวไทยออกดอกแล้วประมาณร้อยละ 1 คาดว่าจะเก็บผลผลิตรุ่นแรกได้ในช่วงเดือนมิถุนายน 2564 ผลผลิตจะออกมากช่วงเดือนกันยายน 2564

อย่างไรก็ตาม สภาพอากาศที่แปรปรวนอาจส่งผลให้ปริมาณผลผลิตไม้ผลเปลี่ยนแปลงเพิ่มขึ้นหรือลดลงได้ ซึ่ง สศท.8ได้ติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด โดยร่วมกับคณะทำงานสำรวจไม้ผลเศรษฐกิจภาคใต้ลงพื้นที่ติดตาม ตั้งแต่ช่วงปลายเดือนมีนาคม 2564 เพื่อนำมาใช้วางแผนบริหารจัดการผลไม้ และจะรายงานผลพยากรณ์รอบสุดท้ายซึ่งเป็นข้อมูลเอกภาพให้ทราบในเดือนกรกฎาคม 2564 ต่อไป สำหรับท่านที่สนใจข้อมูลไม้ผลภาคใต้ตอนบน สามารถสอบถามเพิ่มเติมได้ที่ สศท.8 โทร. 0-7731-1641 หรืออีเมลzone8@oae.go.th

เดินเครื่องโครงการเขตอุตสาหกรรมเกษตรอาหาร 18 กลุ่มจว. #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/567072

เดินเครื่องโครงการเขตอุตสาหกรรมเกษตรอาหาร18กลุ่มจว.

วันอังคาร ที่ 20 เมษายน พ.ศ. 2564, 06.00 น.

“เกษตรฯ-สภาอุตสาหกรรมฯ”เร่งเครื่องโครงการเขตอุตสาหกรรมเกษตรอาหารกระจายการลงทุน 18 กลุ่มจังหวัดสร้างสมดุลใหม่ในการพัฒนาประเทศ

นายอลงกรณ์ พลบุตร ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ในฐานะประธานคณะกรรมการความร่วมมือระหว่างกระทรวงเกษตรและสหกรณ์กับสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (กรกอ.)เปิดเผยว่า หลังจากกรกอ.มีมติเห็นชอบ“โครงการ 1 กลุ่มจังหวัด 1 นิคมอุตสาหกรรม”และแต่งตั้งคณะอนุกรรมการส่งเสริมอุตสาหกรรมเกษตรและอาหารให้เป็นกลไกบริหารโครงการ ล่าสุดที่ประชุมคณะอนุกรรมการส่งเสริมอุตสาหกรรมเกษตรและอาหารครั้งที่ 1/2564 ได้กำหนดแนวทางการพัฒนาเขตส่งเสริมอุตสาหกรรมเกษตรและอาหารภายใต้ “5 ยุทธศาสตร์ของดร.เฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรฯ” และมติคณะรัฐมนตรีวันที่ 28 เมษายน 2563 ว่าด้วย “มาตรการการพัฒนาอุตสาหกรรมแปรรูปอาหาร ปี พ.ศ. 2562-2570” ตั้งเป้าขับเคลื่อนให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางการผลิตอาหารท็อปเทนของโลกควบคู่กับการพัฒนาเศรษฐกิจสีเขียวบนฐานเกษตร 4.0 เพื่อเพิ่มรายได้ให้เกษตรกรและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศอย่างยั่งยืน โดยการส่งเสริมอุตสาหกรรมเกษตรและอาหารใน 18 กลุ่มจังหวัดเพื่อกระจายการลงทุนเพิ่มการจ้างงานและสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับสินค้าเกษตรทั่วทุกภูมิภาคตามศักยภาพของแต่ละกลุ่มจังหวัด ซึ่งขณะนี้มีถึง 9 กลุ่มจังหวัดที่สนใจโครงการนี้และเสนอพื้นที่ดำเนินการ บางกลุ่มจังหวัดเริ่มดำเนินการแล้วเช่นกลุ่มจังหวัดอีสานเหนือที่อุดรธานีและกลุ่มจังหวัดภาคกลางตอนบนที่อ่างทอง

“การกระจายการลงทุนใน 18 กลุ่มจังหวัดจะเกิดฐานการแปรรูปสินค้าเกษตรทั่วประเทศเป็นการสร้างสมดุลใหม่ในการพัฒนาประเทศและแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำเราจะเร่งเดินหน้าอย่างรวดเร็วไม่ต้องเริ่มจากศูนย์ โดยคณะที่ปรึกษาให้พิจารณาจากนิคมอุตสาหกรรมทั่วประเทศที่มีอยู่แล้วโดยเพิ่มโซนอุตสาหกรรมเกษตรอาหารในพื้นที่นิคมอุตสาหกรรมเดิมหรือถ้าลงทุนใหม่ก็ไม่จำเป็นต้องทำเป็นนิคมอุตสาหกรรมขนาดใหญ่เท่านั้นแต่สามารถเริ่มจากเขตประกอบการอุตสาหกรรมหรือเขตชุมชนอุตสาหกรรมเพื่อรองรับเอสเอ็มอีเกษตร สหกรณ์และวิสาหกิจชุมชน” นายอลงกรณ์ กล่าว

กยท. ขยายตลาดออนไลน์ รับสมัครรองผู้จัดการตลาด เพื่อให้ก้าวทันต่อกระแสโลก #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/566847

กยท. ขยายตลาดออนไลน์ รับสมัครรองผู้จัดการตลาด เพื่อให้ก้าวทันต่อกระแสโลก

วันจันทร์ ที่ 19 เมษายน พ.ศ. 2564, 06.00 น.

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายณกรณ์ ตรรกวิรพัท ผู้ว่าการการยางแห่งประเทศไทยเปิดเผยว่า เพื่อให้การดำเนินการธุรกิจด้านการตลาดทั้งในและนอกประเทศมีความก้าวหน้ายิ่งขึ้น โดยเฉพาะธุรกิจออนไลน์ เนื่องจากในยุคปัจจุบันการซื้อขายได้เปลี่ยนรูปแบบมา นิยมการซื้อขายผ่านออนไลน์ดังนั้นทางการยางแห่งประเทศไทย(กยท.) จึงได้เปิดรับสมัครบุคคลเพื่อคัดเลือกเข้าดำรงตำแหน่งรองผู้จัดการด้านการตลาด ประจำหน่วยธุรกิจ กยท. จำนวน 1 อัตรา โดยจะต้องเป็นผู้มีความรู้และประสบการณ์ด้านบริหาร ธุรกิจ การค้า อุตสาหกรรม ระบบโลจิสติกส์ และธุรกิจออนไลน์

ทางคณะกรรมการสรรหาคัดเลือกบุคคลเพื่อปฏิบัติงานในหน่วยธุรกิจ ได้กำหนดคุณสมบัติเฉพาะ ดังนี้ ต้องสำเร็จการศึกษาปริญญาตรี หรือปริญญาโทหรือเทียบเท่า ในสาขาที่เกี่ยวข้อง มีความสามารถในการใช้ภาษาอังกฤษในการสื่อสารได้ มีประสบการณ์ทำงานด้านบริหารธุรกิจ การค้า อุตสาหกรรมยาง อุตสาหกรรมเกษตร และการตลาด ระบบโลจิสติกส์ วิเคราะห์ข้อมูลด้านเศรษฐกิจการค้า บริหาร การลงทุน การตลาดทั้งภายในและระหว่างประเทศ ข้อตกลงทางการค้า การเจรจา การส่งเสริมและพัฒนาธุรกิจ และการแก้ไขอุปสรรคทางการค้า รวมถึงหากมีความรู้ความสามารถด้านธุรกิจออนไลน์จะได้รับการพิจารณาเป็นพิเศษ

ทั้งนี้ผู้สมัครต้องเคยมีประสบการณ์ในตำแหน่งบริหารงานมาแล้วไม่ต่ำกว่า2 ปี ในหน่วยงานที่มีรายได้ไม่ต่ำกว่า 50 ล้านบาทต่อปี ทั้งนี้ รูปแบบสัญญาจ้างคราวละไม่เกิน 4 ปี และอยู่ในวาระได้ไม่เกินอายุ 60 ปีบริบูรณ์ และสามารถทำงานให้กับ กยท. ได้เต็มเวลา

สำหรับผู้ที่สนใจสามารถรับเอกสารใบสมัครด้วยตนเอง ที่กองการเจ้าหน้าที่ ฝ่ายทรัพยากรมนุษย์ กยท. สำนักงานใหญ่ หรือเข้าดูประกาศและดาวน์โหลดเอกสารใบสมัครได้ที่ http://www.raot.co.th โดยจัดส่งเอกสารใบสมัคร พร้อมหลักฐานมาทางไปรษณีย์ EMS หรือมายื่นได้ด้วยตนเองที่ กองการเจ้าหน้าที่ ฝ่ายทรัพยากรมนุษย์ การยางแห่งประเทศไทย ในวันและเวลาราชการ ตั้งแต่วันนี้ – 30 เมษายน 2564

ชายคาพระพิรุณ : 19 เมษายน 2564 #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/566849

ชายคาพระพิรุณ : 19 เมษายน 2564

ชายคาพระพิรุณ : 19 เมษายน 2564

วันจันทร์ ที่ 19 เมษายน พ.ศ. 2564, 06.00 น.

ขณะนี้ ทุเรียนภาคตะวันออกเริ่มทยอยออกสู่ตลาด แต่ปัญหาที่น่าเป็นห่วง คือ การตัดทุเรียนอ่อนขาย ซึ่งถือว่าเป็นปัญหาที่ต้องแก้ไขกันทุกปี โดยเฉพาะในช่วงต้นฤดูกาลที่มีผลผลิตออกน้อย ราคาทุเรียนค่อนข้างสูง ประกอบกับหากมีภัยธรรมชาติ เช่น พายุฝน จนทำให้ทุเรียนเกือบแก่ได้รับความเสียหาย บางคนจึงต้องรีบตัดขาย ซึ่งเกษตรกรที่มีความรับผิดชอบส่วนใหญ่ก็จะขายให้กับโรงงานแปรรูปเพื่อทำทุเรียนทอด แต่ก็จะมีเกษตรกรและพ่อค้าบางกลุ่มที่เอาเปรียบผู้บริโภคนำผลออกมาขาย ซึ่งสร้างความเสียหายให้กับวงการทุเรียนเป็นอย่างมาก แม้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะออกมาตรการเข้มงวด เอาจริงเอาจังด้านกฎหมายแค่ไหน ก็ยังพบปัญหาทุเรียนอ่อนทุกปี…ล่าสุด สำนักงานเกษตรจังหวัดจันทบุรีได้ดำเนินการขับเคลื่อนการป้องกันแก้ไขปัญหาทุเรียนด้อยคุณภาพ (ทุเรียนอ่อน) ตามนโยบายของ นายเข้มแข็ง ยุติธรรมดำรง อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร ในการป้องปรามทุเรียนด้อยคุณภาพ (ทุเรียนอ่อน) ปี 2564 อย่างต่อเนื่อง บูรณาการร่วมกับหลายหน่วยงาน เช่น ร่วมกับสำนักวิจัยและพัฒนาการเกษตรเขตที่ 6 ดำเนินการบังคับและพักการใช้ใบอนุญาตเลขทะเบียน GMP ของล้ง และเลขทะเบียน GAP ของเกษตรกรในกรณีตรวจพบการตัดและการจำหน่ายทุเรียนอ่อน รวมถึงแจ้งให้เกษตรกรผู้ประกอบการทราบถึงมาตรการต่างๆ เช่น การกำหนดเปอร์เซ็นต์น้ำหนักแห้งในเนื้อทุเรียนหมอนทองก่อนตัด ต้องไม่น้อยกว่า 32% ขึ้นไป และมาตรการดำเนินคดีแก่ผู้จำหน่ายทุเรียนด้อยคุณภาพ มีการตั้งชุดตรวจเฉพาะกิจเคลื่อนที่เร็ว ชุดตรวจที่ล้งและที่สวนเกษตรกร เฉพาะกรณีที่มีการเก็บเกี่ยวทุเรียนก่อนวันประกาศวันเก็บเกี่ยว (10 เมษายน 2564) และออกใบรับรองผลการตรวจความแก่ของทุเรียน และถ้าพบทุเรียนอ่อนให้คัดออกและทำสัญลักษณ์พ่นสีแดงที่ผล และพิจารณาใช้บทลงโทษขั้นสูงสุด

นอกจากนี้ ยังได้แต่งตั้งชุดเฉพาะกิจในการสุ่มตรวจและแก้ไขปัญหาการตัดทุเรียนอ่อนหรือทุเรียนด้อยคุณภาพ ในระดับตำบล หมู่บ้าน จัดทำ QR Code ติดที่ทุเรียน เพื่อให้ผู้บริโภคสามารถตรวจสอบย้อนกลับไปถึงเกษตรกรผู้ปลูกได้ อีกทั้ง สำนักวิจัยและพัฒนาการเกษตรเขตที่ 6 ยังได้จัดประชุมผู้ประกอบการโรงคัดบรรจุ (ล้ง) เพื่อชี้แจงแนวทางการดำเนินงาน และมาตรการในการป้องกันและแก้ไขปัญหาทุเรียนอ่อนหรือทุเรียนด้อยคุณภาพ รวมทั้งการฝึกอบรมหลักสูตรนักคัด นักตัด ทุเรียนมืออาชีพรวมถึงยังตั้งจุดให้บริการตรวจความอ่อน-แก่ ของทุเรียน ณ ที่สำนักงานเกษตรอำเภอทุกอำเภอ เบื้องต้น พบว่ามี 8 บริษัทที่มีความผิดต้องดำเนินคดีตามกฎหมาย ซึ่งฝ่ายปกครองของจังหวัด ได้รวบรวมข้อมูลเพื่อใช้ดำเนินการทางกฎหมายไว้แล้ว ในขณะที่ผลการตรวจพบทุเรียนด้อยคุณภาพ (ทุเรียนอ่อน) ประมาณ 30% ส่วนใหญ่พบที่ล้งส่งออก จึงนับว่ามาตรการที่ดำเนินการมาในขณะนี้สามารถควบคุมปัญหาได้เป็นที่น่าพอใจ และถึงแม้ขณะนี้เกษตรกรจะสามารถตัดทุเรียนขายได้ตามระบบปกติแล้ว แต่การป้องปรามก็จะยังคงดำเนินการต่อเนื่องต่อไป ตามที่ได้รับแจ้งเบาะแส เพื่อควบคุมป้องปรามทุเรียนด้อยคุณภาพออกนอก

เช่นเดียวกับ สำนักงานเกษตรจังหวัดตราด ก็ได้บูรณาการกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งฝ่ายปกครอง เกษตร ทหาร ตำรวจ กำนัน ผู้ใหญ่ อาสาสมัคร เกษตรประจำหมู่บ้าน (อกม.) และอื่นๆ กว่า 20 หน่วยงาน เป็นหน่วยเฉพาะกิจระดับอำเภอ ทั้ง 7 อำเภอ ปฏิบัติการลงตรวจคุณภาพผลผลิตถึงสวนของเกษตรกร เพื่อสกัดกั้นทุเรียนด้อยคุณภาพ (ทุเรียนอ่อน) อย่างเข้มข้นทุกวิถีทางอย่างต่อเนื่อง ทำให้ปี 2564 นี้ สำนักงานเกษตรจังหวัดตราดมั่นใจว่าจะไม่มีทุเรียนด้อยคุณภาพจากพื้นที่จังหวัดตราดออกสู่ตลาดอย่างแน่นอน…


ขุนเกษตรา