‘ฝนหลวง’ เร่งช่วยพื้นที่เกษตรบรรเทาความรุนแรงพายุลูกเห็บต่อเนื่อง #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/566765

'ฝนหลวง'เร่งช่วยพื้นที่เกษตรบรรเทาความรุนแรงพายุลูกเห็บต่อเนื่อง

‘ฝนหลวง’เร่งช่วยพื้นที่เกษตรบรรเทาความรุนแรงพายุลูกเห็บต่อเนื่อง

วันอาทิตย์ ที่ 18 เมษายน พ.ศ. 2564, 22.00 น.

เมื่อวันที่ 18 เมษายน 2564 นายสุรสีห์ กิตติมณฑล อธิบดีกรมฝนหลวงและการบินเกษตร เปิดเผยว่า จากข้อมูลการพยากรณ์อากาศของกรมอุตุนิยมวิทยา พบว่า ขณะนี้มีกำลังความกดอากาศสูงกำลังปานกลางแผ่ปกคลุมบริเวณประเทศเวียดนาม และเส้นความกดอากาศร้อนชื้นพาดผ่านพื้นที่ภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศไทยประกอบกับลมตะวันออกเฉียงใต้และกระแสคลื่นลมตะวันตกพัดผ่านเข้ามา จึงส่งผลให้ในช่วงนี้ประเทศไทยมีแนวโน้มการฝนฟ้าคะนองและลมกระโชกแรง โดยบริเวณพื้นที่ภาคกลาง ตั้งแต่ จ.ราชบุรี ขึ้นไปตอนบนของประเทศ มีความเสี่ยงฝนฟ้าคะนองและลมกระโชกแรงสูง และบริเวณภาคเหนือตอนบนและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ มีความเสี่ยงฝนฟ้าคะนองและลมกระโชกแรงปานกลาง โดยขอให้พี่น้องประชาชนระมัดระวังการอยู่กลางแจ้ง และความเสียหายที่อาจกระทบต่อที่อยู่อาศัยและผลผลิตทางการเกษตรได้​

สำหรับการปฏิบัติการฝนหลวง กรมฝนหลวงและการบินเกษตร ยังคงร่วมกับกองทัพอากาศและกองทัพบก วางแผนช่วยเหลือพื้นที่การเกษตรและเพิ่มปริมาณน้ำเก็บกักให้แก่เขื่อนและอ่างเก็บน้ำ รวมถึงช่วยยับยั้งบรรเทาความรุนแรงของพายุลูกเห็บอย่างต่อเนื่อง พร้อมทั้งหลีกเลี่ยงพื้นที่การเกษตรของภาคเหนือตอนบน เน้นพื้นที่ลุ่มรับน้ำเพื่อเพิ่มปริมาณน้ำต้นทุน และภาคเหนือตอนล่างบริเวณพื้นที่บางส่วนของ จ.แพร่ สุโขทัย เนื่องจากมีปริมาณน้ำเพียงพอแล้วตามการให้ข้อมูลของเกษตรกรในพื้นที่ โดยในเช้าวันนี้ จึงได้วางแผนขึ้นบินปฏิบัติการฝนหลวง จำนวน 8 หน่วยปฏิบัติการ ซึ่งหน่วยปฏิบัติการฯ จ.บุรีรัมย์ เป้าหมายช่วยเหลือพื้นที่การเกษตรจ.มหาสารคาม และร้อยเอ็ดหน่วยปฏิบัติการฯ จ.เชียงใหม่ เป้าหมายเพิ่มปริมาณน้ำเก็บกักให้เขื่อนแม่งัดสมบูรณ์ชล เขื่อนแม่กวงอุดมธารา และอ่างเก็บน้ำขนาดกลางหน่วยปฏิบัติการฯ จ.ตาก เป้าหมายช่วยเหลือพื้นที่การเกษตร จ.ตาก เขื่อนภูมิพล และเขื่อนแม่มอกหน่วยปฏิบัติการฯ จ.พิษณุโลก เป้าหมายช่วยเหลือพื้นที่การเกษตร จ.สุโขทัย อุตรดิตถ์ พิจิตร และช่วยยับยั้งบรรเทาความรุนแรงพายุลูกเห็บ บริเวณ จ.นครราชสีมา สุรินทร์ ร้อยเอ็ด ขอนแก่น และบุรีรัมย์หน่วยปฏิบัติการฯจ.นครราชสีมา เป้าหมายช่วยเหลือพื้นที่การเกษตร จ.นครราชสีมาหน่วยปฏิบัติการฯ จ.กาญจนบุรี เป้าหมายช่วยเหลือพื้นที่การเกษตร จ.กาญจนบุรี สุพรรณบุรี อ่างเก็บน้ำห้วยเทียน และอ่างเก็บน้ำกระเสียวหน่วยปฏิบัติการฯจ.จันทบุรี เป้าหมายช่วยพื้นที่เสี่ยงขาดแคลนน้ำอุปโภคบริโภค อ.คลองเขื่อน จ.ฉะเชิงเทรา พื้นที่การเกษตรจ.ฉะเชิงเทรา และปราจีนบุรี​

ทั้งนี้ ในส่วนของผลการปฏิบัติการฝนหลวงเมื่อวานนี้ (17 เม.ย. 64) กรมฝนหลวงฯ ร่วมกับกองทัพอากาศและกองทัพบก ขึ้นบินปฏิบัติการฝนหลวง จำนวน 7 หน่วย ทำให้มีฝนตกบริเวณพื้นที่การเกษตรบางส่วนของ จ.สระบุรีกำแพงเพชร ลพบุรี กาญจนบุรี นครราชสีมา จันทบุรี เพชรบุรี ประจวบคีรีขันธ์ สุราษฎร์ธานี ชุมพร เพิ่มปริมาณน้ำให้เขื่อน จำนวน 5 แห่ง อ่างเก็บน้ำ 3 แห่ง และเพิ่มความชุ่มชื้นให้เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าทุ่งใหญ่นเรศวร ด้วย

‘อธิบดีปศุสัตว์’ ยันไม่พบจนท.ติดโควิดที่ส่วนกลาง ‘กรมปศุสัตว์พญาไท’ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/566828

'อธิบดีปศุสัตว์'ยันไม่พบจนท.ติดโควิดที่ส่วนกลาง'กรมปศุสัตว์พญาไท'

‘อธิบดีปศุสัตว์’ยันไม่พบจนท.ติดโควิดที่ส่วนกลาง’กรมปศุสัตว์พญาไท’

วันอาทิตย์ ที่ 18 เมษายน พ.ศ. 2564, 21.18 น.

เมื่อวันที่ 18 เมษายน 2564 นายสัตวแพทย์สรวิศ ธานีโต อธิบดีกรมปศุสัตว์ เปิดเผยถึงมาตรการป้องกันโควิด-19 ของกรมปศุสตว์ ว่า ได้เข้มงวดเจ้าหน้าที่กรมปศุสัตว์ทุกท่านทั้งส่วนกลางและส่วนภูมิภาคในการป้องกันโรคโควิด-19 อย่างต่อเนื่องตลอดและไม่พบผู้ติดเชื้อโควิด-19 ในส่วนกลางที่กรมปศุสัตว์พญาไท แต่อย่างไร และได้มีหนังสือสั่งการให้หัวหน้าส่วนราชการกรมปศุสัตว์ทุกแห่งทั่วประเทศ ปฏิบัติตามหนังสือสั่งการเมื่อวันที่ 16 เมษายน 2564 อย่างเคร่งครัด

ซีพีเอฟชู CARE Aquaculture Model ยกระดับธุรกิจเลี้ยงสัตว์น้ำจืด-สร้างแหล่งอาหารมั่นคง #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/566284

ซีพีเอฟชู CARE Aquaculture Model ยกระดับธุรกิจเลี้ยงสัตว์น้ำจืด-สร้างแหล่งอาหารมั่นคง

วันศุกร์ ที่ 16 เมษายน พ.ศ. 2564, 06.00 น.

นายไพโรจน์ อภิรักษ์นุสิทธิ์ รองกรรมการผู้จัดการบริหาร ธุรกิจสัตว์น้ำซีพีเอฟกล่าวว่า ในปัจจุบัน ทั่วโลกให้ความสำคัญกับกระบวนการผลิตอาหารที่ปลอดภัย ควบคู่กับการสร้างสมดุลสิ่งแวดล้อมตลอดห่วงโซ่อุปทานซีพีเอฟในฐานะผู้ผลิตอาหารชั้นนำจึงได้พัฒนาระบบ CARE สำหรับการเลี้ยงสัตว์น้ำจืด ซึ่งมาจาก C – ConsumerNeed หรือการผลิตที่ตอบความต้องการของผู้บริโภค A-Achieve easilyand consistently ง่ายต่อการเลี้ยงมีผลผลิตที่แน่นอน R-ReliableSystem มีคุณภาพเชื่อถือได้ และE-Environmental Friendly เป็นระบบที่ให้ความสำคัญกับประสิทธิภาพการผลิต ปลอดภัย เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมสามารถตรวจสอบย้อนกลับได้ ยกระดับการผลิต และร่วมพัฒนาการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำจืดของไทยเติบโตได้อย่างต่อเนื่อง

ระบบ CARE เป็นแนวทางการเลี้ยงปลาน้ำจืดที่ให้ความสำคัญกับความปลอดภัยของอาหาร ควบคู่กับการดูแลสิ่งแวดล้อมในทุกขั้นตอนการผลิต เริ่มตั้งแต่ลูกพันธุ์ปลาที่บริษัทพัฒนาปรับปรุงสายพันธุ์ด้วยวิธีธรรมชาติ เป็นพันธุ์ที่เติบโตเร็ว และต้านทานโรค อาหารที่ใช้เลี้ยงปลาผลิตจากวัตถุดิบที่ดี เพื่อให้ปลาที่มีคุณค่าทางโภชนาการ

สำหรับฟาร์มของระบบ CAREซีพีเอฟ มีการนำเทคโนโลยีที่ทันสมัยมาใช้ ตั้งแต่ ระบบน้ำหมุนเวียนและการบำบัดน้ำที่มีประสิทธิภาพ สามารถนำน้ำกลับมาใช้ใหม่โดยไม่มีการปล่อยออกสู่แหล่งน้ำสาธารณะหรือชุมชน นำหลักการ GravityFlow มาใช้ช่วยประหยัดพลังงาน ลดการใช้ยาและสารเคมี และในอนาคตจะมีการนำพลังงานโซลาร์เซลล์ใช้ในฟาร์ม รวมถึงระบบอัตโนมัติต่างๆ มาใช้ในการควบคุมการปิด-เปิดเครื่องให้อาหารและเครื่องเติมอากาศ ทำให้การบริหารจัดการฟาร์มเป็นเรื่องง่าย และมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น เหมาะกับเกษตรกรรุ่นใหม่

“ระบบ CARE ช่วยยกระดับมาตรฐานการเลี้ยงสัตว์น้ำจืด เป็นการเลี้ยงที่สะอาดและควบคุมสภาวะแวดล้อมได้ เพิ่มประสิทธิภาพการป้องกันโรค ลดการใช้ยาและสารเคมี ส่งผลให้ได้ผลิตภัณฑ์ที่สะอาด และปลอดภัย ช่วยให้เกษตรกรได้ผลผลิตที่แน่นอนขึ้น ไม่ต่ำกว่า 10 ตัน/ไร่” นายไพโรจน์ กล่าว

ซีพีเอฟนำองค์ความรู้ระบบการเลี้ยงสัตว์น้ำที่ทันสมัย ส่งต่อไปยังเกษตรกรคู่ค้ารวมถึงสถาบันศึกษา และผลักดันให้มีส่วนร่วมกับการพัฒนาระบบดังกล่าวให้ทันสมัยและเหมาะสมกับแต่ละพื้นที่มากขึ้นโดยตั้งแต่เดือนมีนาคมปี 2563ที่ผ่านมา ซีพีเอฟ ได้ดำเนินโครงการความร่วมมือฯกับคณะประมงมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตบางเขน ศูนย์การเรียนรู้การเลี้ยงสัตว์น้ำจืดระบบน้ำหมุนเวียน เป็นห้องเรียนที่เปิดโอกาสให้นิสิตคณะประมงได้เรียนรู้ผ่านการลงมือปฏิบัติจริง เกี่ยวกับการผลิตปลาน้ำจืดที่ทันสมัย ปลอดภัย และเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และเตรียมต่อยอดความร่วมมือพัฒนาศูนย์เรียนรู้ฯ ให้กับนิสิตประมงของ ม.เกษตรศาสตร์ วิทยาเขตกำแพงแสนต่อไป

กรมการข้าวเตรียมแจก 5 พันธุ์ข้าวทรงปลูก พระราชทานเนื่องในวันพืชมงคลปี 2564 #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/566285

กรมการข้าวเตรียมแจก5พันธุ์ข้าวทรงปลูก พระราชทานเนื่องในวันพืชมงคลปี2564

วันศุกร์ ที่ 16 เมษายน พ.ศ. 2564, 06.00 น.

นายเสกสรร รื่นภาคเพ็ชร ผู้อำนวยการกองเมล็ดพันธุ์ข้าวเปิดเผยว่า พระราชพิธีพืชมงคลจรดพระนังคัลแรกนาขวัญเป็นพระราชพิธีโบราณที่สืบทอดกันมาช้านานเพื่อความเป็นสิริมงคล บำรุงขวัญและกำลังใจแก่เกษตรกรชาวไร่ชาวนา พระราชพิธีพืชมงคลจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ ประกอบด้วย 2 พระราชพิธี ได้แก่ พระราชพิธีพืชมงคลซึ่งเป็นพิธีสงฆ์ ประกอบพิธีในพระอุโบสถวัดพระศรีรัตนศาสดาราม เป็นการทำขวัญเมล็ดพันธุ์พืชต่างๆ เพื่อให้ปลอดจากโรคและเจริญงอกงามสมบูรณ์ จากนั้นจึงเริ่มพิธีจรดพระนังคัลแรกนาขวัญในวันถัดมา ซึ่งเป็นพิธีพราหมณ์ เริ่มต้นด้วยการไถหว่านเมล็ดข้าว ณ มณฑลพิธีท้องสนามหลวง อันเป็นการส่งสัญญาณการเข้าสู่ฤดูกาลทำนาและเพาะปลูกประจำปี

สำหรับในปีนี้กรมการข้าวขอพระราชทานพระบรมราชานุญาต จากพระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว นำเมล็ดพันธุ์ข้าวทรงปลูกพระราชทานทั้งหมด 5 พันธุ์ จำนวน 1,396 กิโลกรัม นำเข้าพระราชพิธีพืชมงคลจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ ประจำปี 2564 ประกอบด้วย

1) ขาวดอกมะลิ 105 เป็นข้าวเจ้าที่ทนแล้งได้ดีพอสมควร เมล็ดข้าวสารใส แกร่ง คุณภาพการสีดีคุณภาพการหุงต้มดี อ่อนนุ่ม มีกลิ่นหอม ทนต่อสภาพดินเปรี้ยวและดินเค็ม 2) ปทุมธานี 1 เป็นข้าวเจ้าผลผลิตสูง คุณภาพเมล็ดคล้ายพันธุ์ขาวดอกมะลิ 105 ต้านทานเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาลและเพลี้ยกระโดดหลังขาว ต้านทานโรคไหม้และโรคขอบใบแห้ง 3) กข43 เป็นข้าวเจ้าไม่ไวต่อช่วงแสงคุณภาพของเมล็ดทางการหุงต้มรับประทานดี ข้าวสุกนุ่ม  มีกลิ่นหอมอ่อน ค่อนข้างต้านทานต่อโรคไหม้และเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาล 4) กข6 เป็นข้าวเหนียวให้ผลผลิตสูงและทนแล้งดีกว่าพันธุ์เหนียวสันป่าตองคุณภาพการหุงต้มดี มีกลิ่นหอมคุณภาพการสีดีต้านทานโรคใบจุดสีน้ำตาล 5) กข79 เป็นข้าวที่มีอมิโลสต่ำ ข้าวสุกนุ่ม ให้ผลผลิตสูง ต้านทานเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาล และโรคไหม้

อย่างไรก็ตาม พันธุ์ข้าวพระราชทานทั้ง5 พันธุ์จะนำไปบรรจุซองพลาสติกเพื่อแจกจ่ายให้พสกนิกรผู้สนใจและชาวนาทั่วประเทศรับไปเป็นมิ่งขวัญและสิริมงคลในการประกอบอาชีพการเกษตรของตนตามประเพณีนิยม เพื่อให้เป็นไปตามพระราชประสงค์สืบไป

สถานีเกษตร-สิ่งแวดล้อม : ราคายางสดใสสวนทิศทางโควิด #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/566288

สถานีเกษตร-สิ่งแวดล้อม : ราคายางสดใสสวนทิศทางโควิด

สถานีเกษตร-สิ่งแวดล้อม : ราคายางสดใสสวนทิศทางโควิด

วันศุกร์ ที่ 16 เมษายน พ.ศ. 2564, 06.00 น.

สถานการณ์การระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา (โควิด-19) ระลอกใหม่เริ่มรุนแรงขึ้นอีกครั้ง ในประเทศไทยแต่ละวันมีการติดเชื้อหลายร้อยคน เช่นเดียวกับสถานการณ์ทั่วโลก มีผู้ติดเชื้อมากกว่า 133 ล้านคน แม้จะมีการนำวัคซีน โควิด-19 มาใช้ในการป้องกันรักษาแล้ว ยอดผู้ติดเชื้อก็ยังสูงอยู่

ยางพาราพืชเศรษฐกิจที่สำคัญของไทยเป็นโปรดักส์แชมเปี้ยนของประเทศสามารถผลิตและส่งออกเป็นอันดับ 1 ของโลก ปีละกว่า 4.5 ล้านตัน สถานการณ์ราคายางก่อนหยุดยาวในช่วงเทศกาลสงกรานต์ ยางแผ่นรมควันชั้น 3 ราคาอยู่ในระดับ 63 บาทต่อกิโลกรัม ยางแผ่นดิบ 61 บาทต่อกิโลกรัม และน้ำยางสดราคา 60 บาทต่อกิโลกรัม

ราคายางจะได้รับผลกระทบจากสถานการณ์การระบาดของโควิด-19 ในครั้งนี้หรือไม่ และแนวโน้มในอนาคตราคาจะเป็นอย่างไร?

เมื่อวันก่อนได้มีโอกาสพูดคุยกับ ท่านผู้ว่าการการยางแห่งประเทศไทย(กยท.) “ณกรณ์ ตรรกวิรพัท” ซึ่งได้วิเคราะห์สถานการณ์ราคายางไว้น่าสนใจ

ท่านผู้ว่าฯกยท. บอกว่า การระบาดของโควิด-19ได้ส่งผลบวกทำให้ราคายางสูงขึ้นอย่างมีเสถียรภาพ เนื่องจากตลาดมีความต้องการใช้การยางธรรมชาติ มาผลิตเครื่องมือแพทย์ โดยเฉพาะถุงมือยาง เพิ่มมากขึ้น คาดว่าจะมีปริมาณเพิ่มขึ้นเกือบเท่าตัวจากประมาณ 370,000 ล้านชิ้นในปีที่ผ่านมา จะเพิ่มเป็นมากกว่า 600,000 ล้านชิ้น ในปี 2564

นอกจากนี้เมื่อนำมาวิเคราะห์กับปัจจัยต่างๆที่เกี่ยวข้องในขณะนี้แล้ว แนวโน้มราคายางในช่วงครึ่งปีหลังของปี 2564 ราคายางแผ่นรมควันชั้น 3 อาจจะมีิสิทธิ์แตะ 80 บาทต่อกิโลกรัม หรือไม่เลวร้ายสุดก็ไม่น่าจะต่ำกว่า 60 บาทต่อกิโลกรัม

ปัจจัยหลักๆ มาจากความต้องการที่เพิ่มสูงขึ้นเนื่องจากได้มีการคาดการณ์ว่า เศรษฐกิจโลกในปี 2564 จะฟื้นมีการขยายตัวประมาณ 5.5% โดยเฉพาะอุตสาหกรรมยานยนต์ที่ใช้ยางค่อนข้างมาก คาดว่าในประเทศไทยปริมาณการผลิตรถยนต์จะเพิ่มขึ้น 6% หรือประมาณ 1.5 ล้านคัน ในปี 2564 ซึ่งเป็นไปในทิศทางเดียวกันกับอุตสาหกรรมยานยนต์ และอุตสาหกรรมอื่นๆ ที่ใช้ยางเป็นวัตถุดิบทั่วโลก โดยเฉพาะในประเทศจีนซึ่งเป็นลูกค้ารายใหญ่ของไทยจะฟื้นตัวอย่างรวดเร็วตาม

ในขณะที่ปริมาณสต๊อกยางในตลาดโลกขณะนี้ลดลง จำเป็นจะต้องสั่งซื้อยางเก็บเข้าสต๊อกเพิ่มขึ้น แต่ปริมาณยางใหม่ที่จะเข้ามาทดแทนมีน้อยลง เพราะปัญหาการระบาดของโรคใบร่วงชนิดใหม่และภัยธรรมชาติในช่วงที่ผ่านมาทำให้สวนยางได้รับความเสียหาย คาดว่า จะทำให้ปริมาณยางในตลาดโลกปี 2564 ลดลง 8-9% หรือไม่น้อยกว่า 1 ล้านตัน จากเดิม 13.5 ล้านตัน จะเหลือประมาณ 12 ล้านตันเท่านั้น

ผนวกกับปัญหาขาดแคลนแรงงานกรีดยาง เนื่องจากการระบาดของโควิด-19 ยิ่งทำให้ปริมาณยางใหม่ที่จะเข้าสู่ตลาดมีแนวโน้มที่ลดลง

ประกอบกับประเทศไทยซึ่งเป็นผู้ผลิตยางรายใหญ่ของโลก ยังได้ดำเนินมาตรการบริหารผลผลิตเพื่อรักษาเสถียร ภาพราคายางอย่างยั่งยืน ไม่ว่าจะเป็นการดำเนินโครงการบริหารจัดการน้ำยางสด โครงการชะลอการขายยางก้อนถ้วยแห้งเพื่อรักษาสภาพคล่องให้เกษตรกร ทำให้สามารถบริหารควบคุมปริมาณยางออกสู่ตลาดได้อย่างมีประสิทธิภาพอีกด้วย

เมื่ออุปสงค์(Demand) มากกว่าอุปทาน(Supply) แนวโน้มราคายางในครึ่งปีหลังจึงสดใสตามกลไกของตลาด

รัฐศักดิ์ พลสิงห์

ชวนท่องเที่ยวเชิงเกษตรจ.ตราด ชมสวนผลไม้-ชิมทุเรียนคุณภาพดี #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/566099

ชวนท่องเที่ยวเชิงเกษตรจ.ตราด ชมสวนผลไม้-ชิมทุเรียนคุณภาพดี

วันพฤหัสบดี ที่ 15 เมษายน พ.ศ. 2564, 06.00 น.

นายเข้มแข็ง ยุติธรรมดำรง อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวว่า กรมส่งเสริมการเกษตรได้ดำเนินการสนองนโยบายของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ในการส่งเสริมและพัฒนาเกษตรกรให้มีขีดความสามารถในการผลิตและจัดการสินค้าเกษตรให้สอดคล้องตามความต้องการของตลาด หรือนโยบายตลาดนำการผลิต ส่งเสริมให้กลุ่มเกษตรกรมีความเข้มแข็งและสามารถพึ่งตนเองได้ โดยพัฒนาคุณภาพสินค้าเกษตรให้ได้มาตรฐานตลอดจน การต่อยอดพัฒนาแหล่งผลิตให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงเกษตร ซึ่งเป็นอีกนโยบายสำคัญของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เพื่อเพิ่มทางเลือกและบริการที่ดีให้แก่นักท่องเที่ยว
เป็นการสร้างงานสร้างรายได้และส่งเสริมคุณภาพชีวิตที่ดีแก่เกษตรกร โดยในช่วงปลายเดือนมีนาคม 2564 จะเป็นช่วงที่ทุเรียนภาคตะวันออกเริ่มทยอยให้ผลผลิต และจะให้ผลผลิตสูงสุดในช่วงเดือนพฤษภาคม – มิถุนายน 2564

อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวอีกว่า จังหวัดตราด เป็นจังหวัดที่มีความอุดมสมบูรณ์และมีความหลากหลายของทรัพยากรธรรมชาติทั้งบนบกและทะเล เป็นแหล่งผลิตสินค้าเกษตรคุณภาพ โดยเฉพาะผลไม้เมืองร้อน เช่น ทุเรียน มังคุด เงาะ ลองกอง และสละ รวมถึงมีขนบธรรมเนียมประเพณี และวิถีเกษตรที่เป็นเอกลักษณ์เหมาะแก่การเรียนรู้และการท่องเที่ยว ซึ่งฤดูกาลทุเรียนที่จะเริ่มในช่วงปลายเดือนมีนาคม 2564 สำนักงานเกษตรจังหวัดตราดได้ส่งเสริมให้เกษตรกรสร้างเครือข่ายเชื่อมโยงสวนผลไม้ต่างๆ ภายในจังหวัดให้เป็นเส้นทางการท่องเที่ยวเชิงเกษตรของ จังหวัดตราด โดยมีสวนผลไม้คุณภาพที่น่าสนใจภายในจังหวัด 3 จุด ได้แก่ จุดแรก คือ สวนสมโภชน์เกาะช้าง ตั้งอยู่ที่ หมู่ที่ 2 ตำบลเกาะช้าง อำเภอเกาะช้าง จังหวัดตราด เป็นสวนทุเรียนบนเกาะกลางทะเล มีความโดดเด่นในเรื่องของความหลากหลายของสายพันธุ์ทุเรียน มีการนำเทคโนโลยีเข้ามาพัฒนาการปลูกทุเรียน เก็บข้อมูลการผลิตผ่านระบบคอมพิวเตอร์ โดยการ scan QR code ส่งข้อมูลไปประเมินผลเพื่อคำนวณวันเก็บเกี่ยวทุเรียนได้อย่างแม่นยำ ทำให้สามารถผลิตทุเรียนคุณภาพส่งตรงไปยังลูกค้า ผ่านระบบตลาดออนไลน์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งนักท่องเที่ยวสามารถเยี่ยมชมต้นทุเรียนดื้อ ทุเรียนแฟนซี และยังมีบริการที่พักนักท่องเที่ยว สำหรับฤดูกาลทุเรียนนี้จะเปิดสวนให้เยี่ยมชมได้จนถึงเดือนมิถุนายน 2564

แหล่งท่องเที่ยวเชิงเกษตรกำหนดให้แจ้งล่วงหน้า กรณีเดินทางมาเป็นหมู่คณะ เนื่องจากต้องจำกัดจำนวนนักท่องเที่ยวในการเยี่ยมชมสวนของแต่ละวันเพื่อความปลอดภัย ตามมาตรการป้องกันการระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) อย่างเคร่งครัด โดยจะมีจุดคัดกรอง การรักษาระยะห่าง และอุปกรณ์ป้องกันต่างๆกรมส่งเสริมการเกษตร จึงขอเชิญชวนผู้สนใจเที่ยวชมศึกษาเรียนรู้การทำการเกษตรในแหล่งท่องเที่ยวเชิงเกษตรพร้อมกับรับประทานทุเรียนคุณภาพของจังหวัดตราด ท่านใดต้องการสอบถามข้อมูลแหล่งท่องเที่ยวเชิงเกษตรสามารถติดต่อได้ที่ สำนักงานเกษตรจังหวัดตราด โทร. 0-3951-1008

กรมชลฯเตรียมแผนรับมือหน้าฝน อานิสงส์พายุฤดูร้อนน้ำไหลเข้า 4 เขื่อนหลักลุ่มเจ้าพระยา #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/566100

กรมชลฯเตรียมแผนรับมือหน้าฝน อานิสงส์พายุฤดูร้อนน้ำไหลเข้า4เขื่อนหลักลุ่มเจ้าพระยา

วันพฤหัสบดี ที่ 15 เมษายน พ.ศ. 2564, 06.00 น.

ดร.ธเนศร์ สมบูรณ์ ผู้เชี่ยวชาญด้านที่ปรึกษาอุทกวิทยา เปิดเผยว่า ฝนที่ตกลงมาในระยะนี้ ได้รับอิทธิพลจากพายุฤดูร้อน ทำให้มีน้ำไหลเข้า 4 เขื่อนหลักลุ่มน้ำเจ้าพระยา พร้อมสั่งการทุกโครงการชลประทานเตรียมพร้อมรับมือฤดูฝนอย่างต่อเนื่อง โดยปัจจุบัน (7 เม.ย. 2564) สถานการณ์น้ำในอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่และขนาดกลางทั่วประเทศ มีปริมาณน้ำใช้การได้ประมาณ 13,772 ล้านลูกบาศก์เมตร (ล้าน ลบ.ม.) เฉพาะ 4 เขื่อนหลักลุ่มน้ำเจ้าพระยา (เขื่อนภูมิพล เขื่อนสิริกิติ์ เขื่อนแควน้อยบำรุงแดน และเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์) มีปริมาณน้ำใช้การได้ประมาณ 2,549 ล้าน ลบ.ม. ภาพรวมการบริหารจัดการน้ำช่วงฤดูแล้งปี 2563/64 เป็นไปตามแผนที่วางไว้ มีปริมาณน้ำเพียงพอต่อการอุปโภคบริโภคจนสิ้นฤดูแล้งนี้ และมีน้ำสำรองไว้ใช้ในช่วงต้นฤดูฝนที่กำลังจะมาถึง และจากอิทธิพลของพายุฤดูร้อนในช่วง 24 ชั่วโมงที่ผ่านมา ทำให้มีฝนตกหนักในพื้นที่ตอนบน ส่งผลให้มีปริมาณน้ำฝนไหลเข้า 4 เขื่อนหลักลุ่มน้ำเจ้าพระยา รวมกันประมาณ 10 ล้าน ลบ.ม. (เขื่อนภูมิพล มีน้ำไหลเข้าอ่างฯ 5.69 ล้าน ลบ. เขื่อนสิริกิติ์ มีน้ำไหลเข้าอ่างฯ 1.81 ล้าน ลบ. เขื่อนแควน้อยบำรุงแดน มีน้ำไหลเข้าอ่างฯ0.66 ล้านลบ.ม. และเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ มีน้ำไหลเข้าอ่างฯ 1.82 ล้านลบ.) ทั้งยังช่วยเพิ่มความชุ่มชื้นให้กับพื้นที่แห้งแล้งได้พอสมควร

ทั้งนี้ อีกประมาณ 1 เดือน จะเริ่มเข้าสู่ฤดูฝน ได้กำชับให้ทุกโครงการชลประทาน ตรวจสอบสภาพความมั่นคงของเขื่อนและอาคารชลประทานทุกแห่งให้อยู่ในสภาพพร้อมใช้งานได้อย่างเต็มศักยภาพ รวมถึงการเตรียมความพร้อมด้านเครื่องจักร เครื่องมือ และเจ้าหน้าที่ประจำจุดพื้นที่เสี่ยง เพื่อให้สามารถช่วยเหลือประชาชนได้ทันที และได้เน้นย้ำให้ทุกโครงการชลประทานเร่งกำจัดวัชพืชและสิ่งกีดขวางทางน้ำ ให้แล้วเสร็จ ตามข้อสั่งการของ นายประพิศ จันทร์มา อธิบดีกรมชลประทาน พร้อมขอให้ติดตามสภาพภูมิอากาศจากกรมอุตุนิยมวิทยาอย่างใกล้ชิด รวมไปถึงบริหารจัดการน้ำให้อยู่ในเกณฑ์ควบคุมและสอดคล้องกับสถานการณ์ และยังคงต้องขอความร่วมมือจากทุกภาคส่วนร่วมใจกันใช้น้ำอย่างประหยัด เพื่อให้มีปริมาณเพียงพอใช้ไปจนกว่าจะเข้าสู่ฤดูฝนหรือมีฝนตกชุกอย่างต่อเนื่อง

ดร.ธเนศร์ กล่าวเพิ่มเติมว่า ถือเป็นข่าวดีที่การบริหารจัดการน้ำของกรมชลประทานเป็นไปตามเป้าหมาย และยังไม่มีพื้นที่ได้รับความเสียหาย ต้องขอขอบคุณทุกหน่วยงานในสังกัดของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ที่ร่วมกันรณรงค์ในเรื่องของการใช้น้ำรวมถึงการใช้น้ำของเกษตรกรเองได้รับฟังและปฏิบัติตามนโยบายของกรมชลประทาน โดยกรมชลประทานยังได้เตรียมแผนรับมือกับช่วงฤดูฝนที่กำลังจะมาถึง ประการแรกจะมีการวางแผนปลูกพืชฤดูฝน จัดระบบการปลูกพืช เลื่อนเวลาการปลูกข้าวในพื้นที่ลุ่มต่ำเจ้าพระยา 1 ทุ่ง (ทุ่งบางระกำ) เพื่อใช้เป็นพื้นที่รับน้ำหลาก และเตรียมปล่อยน้ำเพื่อใช้สำหรับการเพาะปลูก โดยปัจจุบันเกษตรกรได้เริ่มมีการเพาะปลูกแล้ว ประการที่สอง ได้มีการวิเคราะห์ข้อมูลปริมาณน้ำฝน โดยศูนย์ปฏิบัติการน้ำอัจฉริยะ (SWOC) ร่วมกับกรมอุตุนิยมวิทยา ได้รายงานว่าฤดูฝนปีนี้จะมาเร็วกว่าปีที่แล้ว และจะมีปริมาณฝนสูงกว่าค่าเฉลี่ย ประมาณ 5-7% หากเกษตรกรท่านใดมีข้อสงสัยในเรื่องสถานการณ์น้ำ ทั้งในเรื่องการเพาะปลูก การใช้น้ำ และสถานการณ์น้ำต่างๆ สามารถสอบถามข้อมูลจากเจ้าหน้าที่กรมชลประทานในพื้นที่ หรือโทรสายด่วนกรมชลประทาน 1460

ซอกแซกอาเซียน : 15 เมษายน 2564 #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/566101

ซอกแซกอาเซียน : 15 เมษายน 2564

ซอกแซกอาเซียน : 15 เมษายน 2564

วันพฤหัสบดี ที่ 15 เมษายน พ.ศ. 2564, 06.00 น.

สำนักเลขานุการแอปเตอร์ เราได้มีโอกาสทำงานร่วมกับสำนักงานระดับอินเตอร์ เพื่อนบ้าน คือ แอฟซิส หรือ ASEAN Food Security Information System : AFSISซึ่งมีหน้าที่เกี่ยวกับรวบรวมและวิเคราะห์ รวมทั้งนำเสนอข้อมูลสินค้าเกษตรสำคัญของอาเซียน เนื่องจากทางแอปเตอร์เองต้องพึ่งพาข้อมูลด้านข้าวจากเขา เพื่อเอามาวิเคราะห์ในด้านความมั่นคงทางอาหาร รวมทั้งเพื่อประโยชน์ในการวินิจฉัยว่าการร้องขอความช่วยเหลือด้านข้าวของประเทศผู้ประสบภัยนั้น เป็นไปตามเกณฑ์ที่กำหนดไว้หรือยัง หลังจากที่ได้ทำงานร่วมกันแล้ว ก็นับว่าเป็นเรื่องที่ค่อนข้างยากทีเดียวกับการหาข้อมูลของแอฟซิส เนื่องจากจะต้องเป็นข้อมูลที่ได้จากการรายงานของประเทศสมาชิกอาเซียนทั้ง 10 ประเทศ และเอามาทำการวิเคราะห์ตามหลักวิชาการ

ความจริงหน้าที่วิเคราะห์ข้อมูลด้านการเกษตรสำหรับประเทศไทย ใครๆ ที่อยู่ในแวดวงของเกษตรก็ย่อมทราบว่า สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร หรือ สศก. จัดเป็นองค์กรหรือหน่วยราชการหลักที่เชี่ยวชาญมากที่สุด การที่มีแอฟซิสมาตั้งอยู่ด้วยกันจึงถือว่าเหมาะสมที่สุดเช่นเดียวกัน ทั้งนี้เพราะแอฟซิสนอกจากจะได้งบประมาณด้านการทำงานจากประเทศญี่ปุ่นแล้ว ยังต้องใช้บุคลากรส่วนใหญ่จากทาง สศก. ซึ่งเชี่ยวชาญอยู่แล้ว แต่ทว่าข้าราชการเหล่านี้ อาจต้องเหนื่อยหน่อย เพราะต้องทำงาน 2 หน้าที่ วิ่งไปวิ่งมา น่าเห็นใจมาก ยิ่งท่านผู้จัดการแอฟซิสคนปัจจุบัน ต้องทำงานช่วยท่านเลขาธิการ สศก.อีก เท่ากับว่าต้องทำงานหนักเพิ่มขึ้นถึง 3 หน้าที่เลยทีเดียว

ผมพูดถึงแอฟซิสวันนี้ ก็เพียงอยากจะแนะนำองค์กรระหว่างประเทศระดับอาเซียนหน่วยนี้ให้ท่านผู้อ่านได้รู้จัก ซึ่งความจริงแอฟซิสน่าจะถือว่าเป็นองค์กรคู่แฝดของแอปเตอร์ก็ว่าได้ เพราะเราตั้งขึ้นมาเป็นตัวเป็นตนเกือบพร้อมๆ กัน อีกทั้งก็มาอาศัยชายคาของ สศก.ทั้ง 2 หน่วย เหมือนกัน ตั้งแต่แรกเริ่มเดิมที ทั้งนี้ เนื่องจากผู้บริหารของ สศก.ในยุคก่อนอีกนั่นแหละที่เป็นตัวตั้งตัวตี ร่วมกันสร้างและผลักดันองค์กรระหว่างประเทศทั้งสองแห่งนี้ ยิ่งปัจจุบันทาง สศก.ยกชั้น 2 ของอาคารนวัตกรรมหลังใหม่ให้เราทั้งคู่อยู่ด้วยกัน ก็ถือว่าชั้นนี้ทั้งชั้นเป็นองค์กรอินเตอร์ไปโดยอัตโนมัติ ปัจจุบัน ทาง สศก.ได้อนุเคราะห์ปรับปรุงห้องประชุมชั้น 2 ให้ใช้ร่วมกัน เป็นห้องประชุมที่ถ้าสำเร็จตามแปลนจะหรูหรามาก มีเครื่องอำนวยความสะดวกครบครัน ด้วยว่าจากนี้ไป เราคงต้องมีการใช้การประชุมระหว่างประเทศมากขึ้น รวมทั้งทางใกล้และทางไกล ก็ต้องขอบคุณทางรัฐบาลไทยที่ลงทุนสนับสนุนสองหน่วยงานนี้แบบไม่อั้น สมกับที่เหล่าบรรดาประเทศสมาชิกไว้วางใจยอมให้มาตั้งในประเทศไทย ทั้งที่มีหลายประเทศอาสาที่จะให้เป็นแหล่งที่ตั้ง

หน่วยงานแอฟซิสนี้ ก็มีผู้เชี่ยวชาญชาวญี่ปุ่น 1 คน ถูกส่งมาทำงานประจำเหมือนแอปเตอร์เช่นเดียวกัน เวลาทำงานเข้าห้องน้ำก็เดินผ่านกันประจำ ทักทายกันอยู่เกือบทุกวัน นอกจากนี้ ก็ยังมีเจ้าหน้าที่จ้างมาแบบชั่วคราวอีกหลายคน ทำหน้าที่ติดตามข้อมูล วิเคราะห์ข้อมูล แล้วรายงานออกมาเป็นเอกสารรายครึ่งปี รายเดือน รวมทั้งการพยากรณ์เกี่ยวกับความมั่นคงทางอาหาร เช่น ผลผลิตข้าว การใช้ สต๊อกคงเหลือ ความจริงองค์กรแอฟซิสเองสมาชิกหลายฝ่าย โดยเฉพาะอย่างยิ่งฝ่ายไทยเรา พยายามอย่างยิ่งที่จะผลักดันให้เป็นองค์กรประเภทถาวรแบบเดียวกับแอปเตอร์แต่หลายประเทศก็ยังไม่ค่อยจะเห็นด้วย ประการหนึ่งพูดตรงๆ คือคงไม่อยากจะเสียเงินบริจาคแบบประจำ เมื่อเปรียบเทียบกับประโยชน์ที่จะได้รับ กล่าวคือ มีแต่เรื่องข้อมูลที่ทุกประเทศก็สามารถทำเองจัดการเองได้ บางคนก็ไม่ทราบหรือไม่สนใจว่าจะมีข้อมูลของประเทศอื่นๆ ไปทำไมกัน

แต่ทว่าในความเป็นจริงแล้ว การมีแอฟซิสถือว่ามีความจำเป็นมาก เพราะเกี่ยวเนื่องกับข้อมูล ซึ่งหากไม่มีใครดูแลดำเนินการในภาพรวม ความเข้มแข็งของอาเซียนก็คงจะเป็นเรื่องที่เป็นไปได้ยากมาก ดูอย่างสหรัฐอเมริกา ที่มีหน่วยงานทำหน้าที่เก็บรวบรวมและวิเคราะห์ข้อมูลด้านการเกษตรของทุกประเทศทั่วโลก ที่เรียกว่าข้อมูล USDA ที่ทุกคนเรียกติดปาก ใครหาข้อมูลอะไรไม่ได้ ก็ต้องไปค้นหาของ USDA ทำไมเขายังทำได้ แต่ของเราเพียง 10 ประเทศเท่านั้น กลับมีปัญหา ก็คงต้องช่วยกันผลักดัน ทำความเข้าใจกันไปเรื่อยๆ จนกว่าทุกฝ่ายจะเข้าใจครับ

ชาญพิทยา ฉิมพาลี

chanpithya@apterr.org

รายงานพิเศษ : สศท.3ชูผลสำเร็จ ‘แปลงใหญ่ลูกอ๊อดบ้านหนองแต้’ ผ่านมาตรฐาน GAP-สร้างกำไร 174,000 บาท/ปี/ราย #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/565865

รายงานพิเศษ : สศท.3ชูผลสำเร็จ‘แปลงใหญ่ลูกอ๊อดบ้านหนองแต้’  ผ่านมาตรฐานGAP-สร้างกำไร174,000 บาท/ปี/ราย

รายงานพิเศษ : สศท.3ชูผลสำเร็จ‘แปลงใหญ่ลูกอ๊อดบ้านหนองแต้’ ผ่านมาตรฐานGAP-สร้างกำไร174,000 บาท/ปี/ราย

วันพุธ ที่ 14 เมษายน พ.ศ. 2564, 06.00 น.

“ลูกอ๊อดกบ” เป็นหนึ่งในสัตว์น้ำนำร่องที่ได้รับการผลักดันเข้าสู่โครงการระบบส่งเสริมการเกษตรแบบแปลงใหญ่ ด้านการประมง เมื่อปี 2560 เนื่องจากเป็นสัตว์น้ำที่ตลาดในท้องถิ่นมีความต้องการสูง ราคาดี ซึ่งเป็นการพลิกวิกฤติเป็นโอกาสในช่วงหน้าแล้งหลังการทำนาปี โดยปรับพื้นที่นาข้าวเพื่อเพาะเลี้ยงลูกอ๊อดกบ ปัจจุบันเกษตรกรได้มีการรวมกลุ่มแปลงใหญ่ลูกอ๊อดบ้านหนองแต้ ผลิตและจำหน่ายลูกอ๊อดกบ จนเกิดรายได้หมุนเวียนให้เกษตรกร ที่สำคัญทางกลุ่มแปลงใหญ่ฯ ยังได้รับมาตรฐาน GAP และเกษตรกรผู้เลี้ยงได้มีการจดทะเบียนเป็นกลุ่มวิสาหกิจชุมชนผู้เพาะเลี้ยงลูกอ๊อดกบกลุ่มแรกของประเทศไทย ซึ่งนับเป็นตัวอย่างของการรวมกลุ่มที่ประสบความสำเร็จอย่างมาก

นางเพ็ญศิริ วงษ์วาท ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรที่ 3 อุดรธานี (สศท.3) สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) เปิดเผยว่า จากการลงพื้นที่ของ สศท.3 เพื่อติดตามสถานการณ์ผลิตของกลุ่มแปลงใหญ่ลูกอ๊อดบ้านหนองแต้ ตำบลนาขาม อำเภอเรณูนคร จังหวัดนครพนม โดยสัมภาษณ์นายสมชัย วงษ์สุข ผู้จัดการแปลงใหญ่ฯ และยังเป็นเกษตรกรต้นแบบ ซึ่งมีประสบการณ์เพาะเลี้ยงลูกอ๊อดกบมาเป็นระยะเวลานานกว่า 15 ปีบอกเล่าว่า ตนประกอบอาชีพทำนาเป็นหลัก และมีความสนใจอยากทำอาชีพเกษตรอย่างอื่น เพื่อให้มีรายได้ในช่วงหลังการทำนา จึงเลือกการเพาะลูกอ๊อดกบขาย เนื่องจากเลี้ยงง่าย สร้างรายได้สูง ซึ่งได้เลี้ยงมาอย่างต่อเนื่องจนประสบความสำเร็จ และได้มีการถ่ายทอดความรู้ให้กับเกษตรกรรายอื่น รวมถึงแนะนำให้เกษตรกรผู้สนใจหันมาเลี้ยงกันมากขึ้น หลังจากนั้นจึงได้เริ่มรวมกลุ่มแปลงใหญ่ฯ ปี 2560 ปัจจุบันมีสมาชิกเกษตรกร 32 ราย พื้นที่เลี้ยงรวม 64 ไร่สำหรับพื้นที่การเพาะเลี้ยงลูกอ๊อดในนา 1 ไร่ จะมีต้นทุนการเลี้ยงเฉลี่ย 61,200 บาท/ไร่ (1 ไร่มีบ่อเพาะเลี้ยง 20 บ่อ ขนาด 4 x 15 เมตร) ผลผลิตลูกอ๊อดเฉลี่ย 60 กิโลกรัม/บ่อ(1 กิโลกรัม จะได้ลูกอ๊อดประมาณ 450 – 500 ตัว) เกษตรกรมีผลตอบแทน 96,000 บาท/ไร่ คิดเป็นผลตอบแทนสุทธิเฉลี่ย (กำไร) 34,800 บาท/ไร่ ราคาที่เกษตรกรขายได้80 บาท/กิโลกรัม โดยภายในระยะเวลา 1 ปีสามารถเพาะเลี้ยงลูกอ๊อดกบได้ถึง 5 ครั้งคิดเป็นผลตอบแทนทั้งปีเกษตรกรจะมีรายได้สุทธิจากการขายลูกอ๊อดกบมีชีวิตเฉลี่ย 174,000 บาท/ปี/ราย ทั้งนี้ หากมองในภาพรวมของกลุ่มแปลงใหญ่ฯ ในระยะเวลา 1 ปี สามารถผลิตลูกอ๊อดได้ประมาณ 180 ตัน คิดเป็นมูลค่ารวมกว่า 14.40 ล้านบาท

ด้านการจำหน่ายผลผลิตลูกอ๊อดกบ ทางกลุ่มแปลงใหญ่ฯ จะจำหน่ายเพื่อการบริโภคหรือนำไปเลี้ยงเป็นกบเนื้อ แบ่งเป็น 2 แบบ คือ ลูกอ๊อดกบมีชีวิตและ
แช่แข็ง สำหรับลูกอ๊อดกบมีชีวิตส่วนใหญ่ร้อยละ 85 จำหน่ายให้กับพ่อค้าต่างจังหวัด ได้แก่ กาฬสินธุ์ บึงกาฬ อำนาจเจริญ และยโสธร ร้อยละ 12 จำหน่ายให้กับพ่อค้าภายในท้องถิ่น ส่วนอีกร้อยละ 3 จำหน่ายแบบแช่แข็ง เพื่อให้สามารถเก็บผลผลิตไว้ได้นาน โดยมีบรรจุภัณฑ์ในการเก็บรักษาให้คงคุณภาพ สามารถจำหน่ายได้ตลอดทั้งปี ซึ่งจะจำหน่ายให้กับร้านอาหารและภัตตาคาร ในจังหวัดเชียงใหม่ เชียงราย กะบี่ สงขลา และกรุงเทพฯ ในราคา 240 บาท/กิโลกรัม ทั้งนี้ สามารถสั่งซื้อผ่านช่องทางออนไลน์ Facebook “ลูกอ๊อดบ้านหนองแต้” เป็นอีกหนึ่งช่องทางการตลาดซึ่งปัจจุบันมีลูกค้าให้ความสนใจอย่างต่อเนื่อง มียอดสั่งซื้อประมาณ ประมาณ 1,800 กิโลกรัม/ปี

ผู้อำนวยการ สศท.3 กล่าวทิ้งท้ายว่า การเพาะเลี้ยงลูกอ๊อดกบ เป็นอาชีพทางเลือกที่สร้างความสำเร็จ สร้างรายได้ให้เกษตรกรจากโครงการระบบส่งเสริมการเกษตรแบบแปลงใหญ่ อีกทั้งผลพลอยได้จากการเพาะเลี้ยงลูกอ๊อดทำให้มีอินทรีย์วัตถุในดินมีความสมบูรณ์ เอื้อประโยชน์ต่อการทำนาปลูกข้าวไม่ต้องใส่ปุ๋ยมากนัก จึงเป็นการช่วยลดต้นทุนการผลิต ได้ผลิตสินค้าเกษตรที่ปลอดภัย มีผลดีต่อสุขภาพของเกษตรกร ทั้งนี้ เกษตรกรหรือผู้ที่สนใจข้อมูลการผลิตลูกอ๊อดกบของกลุ่มแปลงใหญ่ลูกอ๊อดบ้านหนองแต้ สามารถสอบถามได้ที่ นายสมชัย วงษ์สุข ผู้จัดการแปลงใหญ่ฯ กลุ่มแปลงใหญ่ลูกอ๊อดบ้านหนองแต้ ตำบลนาขาม อำเภอเรณูนคร จังหวัดนครพนม หรือ โทร. 09-8221-7904 ซึ่งยินดีให้คำปรึกษาแก่ทุกท่าน

แนะปลูกถั่วเขียวช่วงแล้ง ใช้น้ำน้อย-ช่วยปรับปรุงดิน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/565864

แนะปลูกถั่วเขียวช่วงแล้ง  ใช้น้ำน้อย-ช่วยปรับปรุงดิน

แนะปลูกถั่วเขียวช่วงแล้ง ใช้น้ำน้อย-ช่วยปรับปรุงดิน

วันพุธ ที่ 14 เมษายน พ.ศ. 2564, 06.00 น.

นายเข้มแข็ง ยุติธรรมดำรง อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวว่า จากการคาดการณ์พื้นที่เสี่ยงน้ำน้อยและมีโอกาสเกิดภัยแล้งปี 2563/64 ในพื้นที่ 28 จังหวัด ประกอบด้วย พื้นที่ลุ่มเจ้าพระยา 14 จังหวัด ได้แก่ จังหวัดพิจิตร พิษณุโลก สุโขทัย ชัยนาท นนทบุรี ปทุมธานี พระนครศรีอยุธยา สิงห์บุรี อ่างทอง ฉะเชิงเทรา นครนายก นครปฐม สมุทรสาคร และจังหวัดสุพรรณบุรี และพื้นที่ลุ่มน้ำอื่นๆ 14 จังหวัด ได้แก่ จังหวัดเชียงราย น่าน ลำพูน บึงกาฬ มหาสารคาม ร้อยเอ็ด ศรีสะเกษ สุรินทร์ อุบลราชธานี ราชบุรี ระยอง สระแก้ว ชุมพร และจังหวัสุราษฎร์ธานี ซึ่งกรมส่งเสริมการเกษตรได้ขอความร่วมมือเกษตรกรทั้ง 28 จังหวัดดังกล่าว งดปลูกข้าวรอบที่ 3 (นาปรังรอบที่ 2) เด็ดขาด เพื่อป้องกันการเสียหายจากการขาดแคลนน้ำ

ในช่วงฤดูแล้งนี้ กรมส่งเสริมการเกษตรขอแนะนำพืชที่เหมาะสำหรับปลูกทดแทนนาปรัง ทั้งพืชไร่ พืชสมุนไพร ไม้ดอกไม้ประดับ และพืชผัก โดยเฉพาะพืชไร่ กลุ่มของพืชตระกูลถั่ว เช่น ถั่วเขียว เนื่องจากเป็นพืชที่ทนแล้งได้ดี อายุการเก็บเกี่ยวสั้น (ประมาณ 90 วัน) ใช้น้ำน้อยเพียง 320-400 ลูกบาศก์เมตร/ไร่ เมื่อเก็บเกี่ยวแล้วไถกลบซากต้นถั่วเป็นปุ๋ยช่วยบำรุงดินได้ เจริญเติบโตได้ดีในดินร่วน ดินร่วนเหนียว ดินร่วนเหนียวปนทรายที่ระบายน้ำได้ดี ไม่มีน้ำท่วมขัง สามารถสร้างรายได้เสริมให้แก่เกษตรกร หรือปลูกเป็นปุ๋ยพืชสดในนาข้าวในช่วงที่เว้นว่างจากการทำนาปรังได้ด้วย

สำหรับพันธุ์ถั่วเขียวที่แนะนำให้เกษตรกรปลูก คือ พันธุ์ชัยนาท 84-1, ชัยนาท 72, ชัยนาท 3 และกำแพงแสน 2เนื่องจากเป็นพันธุ์ที่เจริญเติบโตดีและเหมาะสมกับชนิดของดินและสภาพอากาศในเขตภาคเหนือตอนล่างและภาคกลาง โดยอาศัยความชื้นในดินหลังการเกี่ยวข้าว สามารถปลูกได้ทั้งแบบหว่านและแบบแถว โดยใช้เมล็ดพันธุ์ 4-6 กิโลกรัม/ไร่

สำหรับการดูแลรักษาทำได้โดยการให้น้ำทันทีหลังปลูกและหลังการใส่ปุ๋ยทุกครั้ง และไม่ควรปล่อยให้ถั่วเขียวขาดน้ำในช่วงระยะออกดอกจนถึงติดฝัก มิฉะนั้นจะทำให้ผลผลิตลดลงและไม่ได้คุณภาพในกรณีมีปริมาณน้ำจำกัดควรใช้วัสดุคลุมแปลง เช่น ฟางข้าว เพื่อรักษาความชื้นในดิน ส่วนการเก็บเกี่ยวถั่วเขียว โดยทั่วไปให้สังเกตว่าถั่วเขียวมีฝักแก่ร้อยละ 80 วิธีเก็บโดยใช้มือปลิดฝักแก่ที่มีสีดำ และครั้งที่ 2 หลังจากปลิดฝักครั้งแรกประมาณ 14 วัน หรือใช้รถเกี่ยวพร้อมนวดเพียงคราวเดียว หลังจากนั้นนำถั่วเขียวมาตากแดด 2-3 แดด เพื่อลดความชื้นให้เหลือ 11-12% แล้วจึงบรรจุกระสอบเพื่อเตรียมจำหน่ายต่อไป ทั้งนี้ การผลิตถั่วเขียวในฤดูแล้งจะได้ผลผลิตประมาณ 150-200 กิโลกรัม/ไร่ โดยมีราคาจำหน่ายเฉลี่ย 25 บาท/กิโลกรัม ขึ้นอยู่กับคุณภาพผลผลิตของถั่วเขียว ซึ่งจะสามารถสร้างรายได้ให้แก่เกษตรกรในช่วงฤดูแล้งนี้ได้