ระวังเพลี้ยไฟบุกสวนมังคุด #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/565707

ระวังเพลี้ยไฟบุกสวนมังคุด

วันอังคาร ที่ 13 เมษายน พ.ศ. 2564, 06.00 น.

อากาศร้อนและมีฝนฟ้าคะนองบางแห่งในช่วงนี้ กรมวิชาการเกษตร เตือนเกษตรกรชาวสวนมังคุดเฝ้าระวังการระบาดของเพลี้ยไฟ มักพบการเข้าทำลายในระยะที่ต้นมังคุดเริ่มออกดอกและติดผลอ่อน จนถึงระยะแตกยอดอ่อนและใบอ่อน โดยจะพบตัวอ่อนและตัวเต็มวัยของเพลี้ยไฟเข้าทำลายดูดกินน้ำเลี้ยงจาก ส่วนต่างๆ ของพืช สำหรับการเข้าทำลายของเพลี้ยไฟในระยะออกดอกและติดผลอ่อน อาจทำให้ดอกและผลอ่อนมังคุดร่วง ส่วนผลอ่อนมังคุดที่ไม่ร่วงเมื่อมีการพัฒนาผลโตขึ้น จะเห็นรอยทำลายของเพลี้ยไฟชัดเจน เนื่องจากผิวเปลือกมังคุดจะมีลักษณะขรุขระที่เรียกว่า ผิวขี้กลาก ทำให้ผลผลิตมังคุดมีคุณภาพต่ำ ส่วนการเข้าทำลายของเพลี้ยไฟในระยะแตกยอดอ่อนและใบอ่อน จะส่งผลทำให้ต้นมังคุดชะงักการเจริญเติบโต แคระแกร็น ใบหงิกงอใบไหม้ และต้นมังคุดขาดความสมบูรณ์

แนวทางในการป้องกันและแก้ไขการระบาดของเพลี้ยไฟ ให้เกษตรกรสำรวจการระบาดของเพลี้ยไฟบนใบอ่อน ดอก และผลอ่อน หากพบเพลี้ยไฟระบาด ให้เกษตรกรพ่นด้วยสารอิมิดาโคลพริด 70% ดับเบิลยูจีอัตรา 3 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตร หรือสารอิมิดาโคลพริด 10% เอสแอล อัตรา 10 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร หรือสารอะซีทามิพริด20% เอสพี อัตรา 4 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตร หรือสารสไปนีโทแรม 12% เอสซี อัตรา 10 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร หรือสารฟิโพรนิล5% เอสซี อัตรา 10 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร โดยพ่นครั้งแรกก่อนดอกบาน 1 สัปดาห์ เมื่อตรวจพบเพลี้ยไฟเฉลี่ยมากกว่า 1 ตัวต่อดอก ขณะดอกบานให้พ่นซ้ำอีก 2 ครั้ง และหลังดอกบาน 1 สัปดาห์ เมื่อตรวจพบเพลี้ยไฟจำนวนมากกว่าหรือเท่ากับ 1 ตัวต่อ 4 ดอก (เฉลี่ย 0.25 ตัวต่อดอก) หรือ 1ตัวต่อยอดหรือผลอ่อน และควรพ่นสารฆ่าแมลงสลับกลุ่มกลไกการออกฤทธิ์ หลีกเลี่ยงการพ่นสารชนิดใดชนิดหนึ่งติดต่อกันหลายครั้ง เพราะจะทำให้เพลี้ยไฟสามารถต้านทานสารฆ่าแมลงได้

รายงานพิเศษ : ‘การใช้น้ำอย่างมีประสิทธิภาพในระดับไร่นา’ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/565708

รายงานพิเศษ :  ‘การใช้น้ำอย่างมีประสิทธิภาพในระดับไร่นา’

รายงานพิเศษ : ‘การใช้น้ำอย่างมีประสิทธิภาพในระดับไร่นา’

วันอังคาร ที่ 13 เมษายน พ.ศ. 2564, 06.00 น.

จากสถานการณ์ความไม่แน่นอนของสภาพดินฟ้าอากาศที่มีฝนตกไม่สม่ำเสมอ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา มีความแห้งแล้งเกิดขึ้นในหลายพื้นที่แม้จะเป็นช่วงฤดูฝนก็ตามดังภาพที่ 1 และภาพที่ 2 ทั้งนี้ฤดูฝนที่ผ่านมาก็เกิดฝนแล้ง-แล้งจัดตามดัชนีฝนแล้งปี 2563 ของกรมอุตุนิยมวิทยา จะเห็นได้ว่าพื้นที่ส่วนใหญ่ของภาคเหนือ ซึ่งเป็นแหล่งต้นน้ำของลุ่มเจ้าพระยา ส่วนใหญ่ของภาคกลาง รวมทั้งพื้นที่บางส่วนของภาคตะวันออกเฉียงเหนือ บางส่วนของภาคตะวันออกตอนล่างและบางส่วนของภาคใต้ตอนบน เป็นพื้นที่ค่อนข้างแล้งถึงแล้งจัด

กรมส่งเสริมการเกษตรได้เล็งเห็นปัญหาการที่มีฝนตกไม่แน่นอนมีปัญหาน้ำไม่เพียงพอกับการเพาะปลูกพืชของพี่น้องเกษตรกร และยังพบว่าวิธีการใช้น้ำของเกษตรกรที่เพาะปลูกพืชโดยส่วนใหญ่ยังขาดประสิทธิภาพ ให้น้ำไม่พอดีกับความต้องการของพืช ยังมีการใช้น้ำแบบสูญเสียจำนวนมาก เช่น การให้น้ำแบบท่วมบ่าในแปลงปลูกพืช รวมทั้งการให้น้ำแบบท่วมขังในร่องคู แม้กระทั่งกรณีที่ให้น้ำแก่พืชด้วยระบบน้ำที่ก็ตาม แม้ว่าในเบื้องต้นเราถือเป็นวิธีการใช้น้ำอย่างมีประสิทธิภาพหรือประหยัดกว่าการให้น้ำแบบทั่วไปก็ตาม แต่ข้อเท็จยังพบว่ามีแปลงระบบน้ำจำนวนมากมีการออกแบบติดตั้งและใช้อย่างไม่ถูกต้องตามหลักวิชาการ กล่าวคือมีการติดตั้งและใช้อุปกรณ์ไม่ถูกต้อง หัวจ่ายน้ำอุดตัน แรงดันน้ำไม่เหมาะสม มีค่าใช้จ่ายสูงกว่าที่ควรจะเป็น และขาดความเข้าใจในการใช้และดูแลรักษา จึงทำให้การใช้น้ำยังขาดประสิทธิภาพ

จากปัญหาการใช้น้ำที่ขาดประสิทธิภาพรวมทั้งสถานการณ์น้ำที่ไม่แน่นอน กรมส่งเสริมการเกษตรจึงได้ดำเนินการจัดทำโครงการส่งเสริมการเพิ่มประสิทธิภาพการใช้น้ำในระดับไร่นา เพื่อให้เกษตรกรได้ใช้น้ำอย่างประหยัด ลดการสูญเสีย ให้น้ำได้ตามความต้องการของพืช เพื่อให้เกิดการใช้น้ำอย่างมีประสิทธิภาพ โดยมุ่งหวังให้ผู้เข้าร่วมโครงการได้ใช้น้ำด้วยความรู้ ดำเนินการทั่วประเทศ ปีละ 50 จังหวัด เป็นจุดนำร่องในพื้นที่เป้าหมายทั้งในและนอกเขตชลประทาน ซึ่งมีกิจกรรมครอบคลุมตั้งแต่การเตรียมความพร้อมของเจ้าหน้าที่ให้มีความรู้ด้านการใช้น้ำอย่างมีประสิทธิภาพ (ระบบน้ำ) การถ่ายทอดความรู้แก่เกษตรกรให้ใช้น้ำอย่างประหยัดลดการสูญเสีย ให้น้ำแก่พืชได้ตามความต้องการของพืช การรักษาความชื้นในแปลงปลูกพืช การดูแลรักษาพืชในภาวะแล้งน้ำน้อย และที่สำคัญเกษตรกรจะได้รู้จักเข้าใจและเลือกใช้ระบบน้ำที่ถูกต้องเหมาะสมกับชนิดพืชเช่น ระบบน้ำหยด ใช้กับพืชผักพืชไร่ทั่วไป และไม้ดอกบางชนิดระบบไมโครสเปรย์และเจ็ทสเปรย์ ใช้กับพืชที่ปลูกระยะชิด (ไม้ผลและพืชผัก) และไม้ดอก ระบบมินิสปริงเกลอร์ใช้กับไม้ผลทั่วไป และไม้ดอก และระบบสปริงเกอร์ ใช้กับพืชไร่เป็นต้น นอกจากนี้ยังดำเนินการจัดทำแปลงเรียนรู้ในพื้นที่ของเกษตรกรต้นแบบโดยการออกแบบและติดตั้งระบบการให้น้ำแก่พืชอย่างถูกต้องตามหลักวิชาการ ซึ่งระหว่างเดือนเมษายนนี้มีการถ่ายทอดความรู้ให้กับเกษตรกรและติดตั้งระบบการให้น้ำแก่พืชอย่างมีประสิทธิภาพในแปลงเรียนรู้ของเกษตรกรต้นแบบ

เมื่อเร็วๆ นี้ ได้มีการอบรมเจ้าหน้าที่หลักสูตรการเพิ่มประสิทธิภาพการใช้น้ำในระดับไร่นา เป็นการอบรมเข้มระบบการให้น้ำแก่พืชซึ่งมีการฝึกออกแบบที่คำนวณความต้องการปริมาณน้ำรวมทั้งแรงดันน้ำของระบบ และเลือกใช้วัสดุอุปกรณ์และการติดตั้งได้อย่างถูกต้องตามหลักวิชาการ เพื่อเตรียมความพร้อมในการนำความรู้ไปถ่ายทอดให้กับเกษตรกรผู้เข้าร่วมโครงการ และนอกจากนี้ยังอบรมหลักสูตรพื้นฐานให้กับเกษตรกรตำบลและเกษตรกรต้นแบบของจุดนำร่องในพื้นที่เป้าหมาย เพื่อนำความรู้ไปจัดทำแปลงเรียนรู้ร่วมกันระหว่างเจ้าหน้าที่และเกษตรกรให้มีการใช้น้ำอย่างมีประสิทธิภาพ ด้วยการออกแบบติดตั้งอย่างถูกต้องตามหลักวิชาการและใช้เป็นจุดเรียนรู้ในพื้นที่ให้กับชุมชนเพื่อการขยายผลต่อไป

กยท.ดันยาง ร่วมโครงการ ที่พักผู้สูงอายุ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/565515

กยท.ดันยาง ร่วมโครงการ ที่พักผู้สูงอายุ

วันจันทร์ ที่ 12 เมษายน พ.ศ. 2564, 06.00 น.

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นางณพรัตน์ วิชิตชลชัย รองผู้ว่าการยางแห่งประเทศไทย (กยท.) ด้านอุตสาหกรรมยางและการผลิตยาง กล่าวว่า เนื่องจาก กยท.มีการทำ MOU ในการผลิตหุ่นยางสำหรับการเรียนการสอนหลายชิ้นให้กับ รพ.รามาธิบดี ทำให้ได้คุยกันถึงแผนการนำแผ่นยางลดแรงกระแทกเพื่อใช้กับผู้สูงอายุ ลดความเสี่ยงป้องกันอันตรายจากการลื่นล้มกระแทกได้ โดยขณะนี้ กยท. ได้ผลิตเพื่อใช้ในโครงการ “ที่พักอาศัยผู้สูงอายุ รามาฯ-ธนารักษ์” ที่ รพ.รามาธิบดี ร่วมกับกรมธนารักษ์ก่อสร้างบ้านพักผู้สูงอายุ รวมถึงแผ่นยางปูพื้นห้องน้ำ ที่สามารถป้องกันการลื่นไถลช่วยลดความรุนแรงที่จะเกิดกับผู้สูงอายุได้ โดยพร้อมที่จะผลิตเพื่อส่งมอบให้กับโครงการฯ ซึ่งจะช่วยเพิ่มรายได้ให้กับเกษตรกรด้วย

ดร.นภาวรรณ เลขะวิพัฒน์ ผู้อำนวยการฝ่ายวิจัยและพัฒนาอุตสาหกรรม กยท. กล่าวว่า ในด้านอุปกรณ์ทางการแพทย์ กยท.ทำความร่วมมือกับหลายหน่วยงาน เช่น รพ.รามาธิบดี ทำหุ่นฝึกฉีดยา หุ่นเย็บแผล ส่วนหุ่นสำหรับเจาะเส้นเลือด หุ่นเจาะช่องปอด ผิวหนัง กล้ามเนื้อ จะแล้วเสร็จในช่วงปลายปีนี้ และยังร่วมวิจัยกับแผนกออร์โธปิดิกส์ รพ.พระมงกุฎเกล้า ทำหุ่นจำลองฝึกตัดชิ้นเนื้องอกมะเร็ง ส่วนกล้ามเนื้อขาเพื่อใช้เป็นสื่อการสอน ส่วนที่ทำสำเร็จแล้ว คือ หุ่นจำลองเท้าผิดรูป ให้แพทย์ได้ฝึกและเข้าเฝือก

นอกจากนี้ กยท. ยังร่วมกับ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ (มอ.ปัตตานี) สภาอุตสาหกรรม และสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ผลิตหุ่น CPR ช่วยชีวิต ซึ่งได้มอบให้กับหน่วยงานงานต่างๆ เช่น โรงพยาบาล โรงเรียน ศูนย์ฝึกต่างๆ หน่วยกู้ภัย ไปแล้วหลายแห่ง

ลุ่มเจ้าพระยา : 12 เมษายน 2564 #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/565511

ลุ่มเจ้าพระยา : 12 เมษายน 2564

ลุ่มเจ้าพระยา : 12 เมษายน 2564

วันจันทร์ ที่ 12 เมษายน พ.ศ. 2564, 06.00 น.

หลงชื่นชมจตุพร พรหมพันธุ์ อดีตแกนนำ นปช. ว่าเป็นโจรกลับใจ มีความคิดรักชาติรักสถาบัน ไม่เห็นด้วยกับการกระทำของกลุ่มเยาวชนปลดแอก คณะเรี่ยราดทั้งหลาย ออกมาวิจารณ์กระทบกระเทียบอย่างงั้น อย่างนี้ ถึงความไม่เหมาะสมของกลุ่มผู้ชุมนุมว่าอ่อนหัด ทำเศรษฐกิจชาติพัง เหมือนจะสำนึกจากการที่เข้าไปอยู่ในคุกแล้วออกมา วันนี้ได้แสดงธาตุแท้ออกมาให้เห็นอีกครั้งกับการที่จะออกมานำทัพเคลื่อนไหวก่อความไม่สงบในบ้านเมืองอีกครั้งในการที่จะออกมานัดชุมนุมขับไล่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม จนบิ๊กตู่ นายกรัฐมนตรี ออกมาเตือนว่า อย่าออกมาสร้างปัญหาให้กับประเทศชาติบ้านเมือง อย่างเช่นที่เคยเกิดขึ้นมาก่อนในอดีตเลย ขอให้นำมาเป็นบทเรียน หรือว่าอยู่เฉยๆแล้วไม่มีบทบาท ไม่เป็นจุดเด่น เลยต้องใช้ลูกไม้เดิมๆแบบเก่า ที่มีการ์ดสมุนบริวารคอยยืนคุ้มกันเวลาปราศรัยอยู่บนเวที อีกครั้งหรืออย่างไรมิทราบ หากในสมองคิดอยู่เรื่องเดียว มันก็จะมีแต่การชุมนุมเพื่อซ้ำเติมประเทศไทย ลองมาเปลี่ยนจาก นปช. มาเป็น แนวร่วมเพื่อพัฒนาประเทศไทย ( นปท.) จะดีกว่ามั้ย

nn สถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 ยังไม่คลี่คลาย ยังมีผู้ติดเชื้ออย่างต่อเนื่องและแพร่กระจายไปทั่วประเทศ การแพร่ระบาดในรอบที่แล้วเกิดจากพวกนักเล่นในบ่อนการพนัน บ่อนพนันชนไก่ ตอนนี้เกิดจากแหล่งบันเทิงสถานบริการโรงเหล้าเคล้าโลกีย์ ลุกลามไปทั่วไม่พ้นแม้แต่รัฐมนตรี ศิลปินดารา ก็ติดไปทั่วเพราะมีคนที่มีเงินไปเที่ยวในที่อโคจรแห่งนี้ที่มีหลายระดับชั้น แม้แต่ผู้บริหารโรงงานที่เป็นชาวต่างชาติเข้าไปรับเชื้อมาแล้วมาแพร่กระจายไปทั่วจนเอาไม่อยู่ ทำให้สถานการณ์ที่กำลังมีทิศทางในทางที่ดีกลับเลวร้ายลงไปอีก เพราะไม่มีระบบการป้องกันตัวเองที่ดี จนทำให้เศรษฐกิจของประเทศไม่สามารถเคลื่อนตัวไปได้แค่ความมักง่าย
ของคนเพียงไม่กี่คน 

nn แม้แต่ในจังหวัดพระนครศรีอยุธยา ที่มีผู้ติดเชื้อจากที่อื่นเข้ามาทำงานและพักอาศัยอยู่ในจังหวัด จนมียอดผู้ติดเชื้อที่อยู่ในจังหวัดพระนครศรีอยุธยา พุ่งพรวดเพิ่มขึ้นอย่างน่าใจหาย งานที่เตรียมไว้เพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจการท่องเที่ยวในช่วงเทศกาลสงกรานต์ถูกยกเลิกทั้งหมด ความเสียหายประเมินค่ามหาศาล แม้แต่งานอีเว้นท์ที่ลงทุนรณรงค์เชิญชวนให้คนมาท่องเที่ยวกลับเป็นการรณรงค์ที่สูญเปล่า สงกรานต์กรุงเก่าการเล่นน้ำกับช้างและอื่นๆที่วางไว้ถูกยกเลิกไปหมด เพราะเชื้อไวรัสโควิด-19 คงได้แต่ภาวนาให้โรคร้ายนี้หมดสิ้นไปโดยไว กันล่ะครับ nn ยังไม่หายหน้าไปไหนสำหรับ “บิ๊กโจ๊ก” พล.ต.ท.สุรเชษฐ์ หักพาล ที่ปรึกษา สบ 9 วันก่อนมาร่วมมอบจักรยานให้กับหนูๆ น้องๆนักเรียน ในงานวันเด็กย้อนหลัง จำนวน 50 คัน ที่ หอประชุมโรงเรียนเทศบาลพระนครศรีอยุธยา วัดศาลาปูนวรวิหาร ต.ท่าวาสุกรี อ.พระนครศรีอยุธยา จ.พระนครศรีอยุธยา โดยมีพระครูอนุกูลศาสนกิจ เจ้าคณะอำเภอพระนครศรีอยุธยา เจ้าอาวาสวัดศาลาปูนวรวิหาร เป็นประธาน มีนางขวัญชนก คงพิบูลย์ รักษาการผู้อำนวยการ ต้อนรับ nn


เกียรติยศ  ศรีสกุล

ชายคาพระพิรุณ : 12 เมษายน 2564 #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/565514

ชายคาพระพิรุณ : 12 เมษายน 2564

ชายคาพระพิรุณ : 12 เมษายน 2564

วันจันทร์ ที่ 12 เมษายน พ.ศ. 2564, 06.00 น.

ช่วงนี้กระแสกัญชง-กัญชามาแรง เริ่มมีกระแสความต้องการเพื่อป้อนระบบอุตสาหกรรมทั้งอุตสาหกรรมอาหาร เครื่องดื่ม เครื่องสำอาง และน้ำมันเมล็ดกัญชง อาหารสัตว์ ฯลฯ แต่เนื่องจากในประเทศไทยยังไม่เคยมีการส่งเสริมการปลูกพืชชนิดมาก่อน เพราะติดเงื่อนไขทางกฎหมาย จนเมื่อรัฐบาลและกระทรวงสาธารณสุขปลดล็อก ทำให้หลายอุตสาหกรรมเริ่มวางแผนที่จะนำชิ้นส่วนพืชกัญชงมาใช้ในระบบอุตสาหกรรม ซึ่งกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยกรมวิชาการเกษตร ก็เริ่มขยับตัวปลุกงานวิจัยเต็มสูบ ทั้งเรื่อง ของพันธุ์กัญชา-กัญชง โดย นายพิเชษฐ์ วิริยะพาหะ อธิบดีกรมวิชาการเกษตร ให้ข้อมูลว่า หลังมีนโยบายการส่งเสริมการปลูกกัญชา- กัญชง รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ (นางสาวมนัญญา ไทยเศรษฐ์) ได้มอบหมายให้กรมวิชาการเกษตรเร่งดำเนินการโดยเร่งด่วนในการเข้ามาดูกระบวนการปลูก ให้กับประชาชนและเกษตรกรที่สนใจจะปลูกกัญชาและกัญชง โดยกรมได้จับมือทำงานกับกระทรวงสาธารณสุขอย่างใกล้ชิดภายใต้กฎหมายที่รองรับ ซึ่งกรมมีภารกิจ ในการศึกษาวิจัยพัฒนาพันธุ์ การหาพื้นที่ที่เหมาะสมในการปลูก พันธุ์ที่เหมาะสมกับสภาพพื้นที่ นอกจากนั้นยังต้องมีมาตรการควบคุมพันธุ์พืชตามกฎหมายของกรมอีกด้วย โดยงานวิจัยกัญชาของกรมวิชาการเกษตรจะดำเนินการ 2 รูปแบบคือ กรมวิจัยเอง กับจับมือสถาบันการศึกษาร่วม ทั้งนี้เพื่อให้ต้นน้ำคือเกษตรกร ได้มีการเตรียมวัสดุปลูก เมล็ดพันธุ์ ต้นพันธุ์ที่เหมาะสม เพื่อให้สารยาและน้ำมันดีที่สุด โดยขณะนี้กรมอยู่ระหว่างการจัดทำแผนที่แสดงให้เห็นว่าพื้นที่ใดมีศักยภาพในการปลูกออกมา ซึ่งจะมาจากลักษณะดิน อากาศ ปริมาณน้ำฝน เป็นเกณฑ์พิจารณาส่วนมากเป็นพื้นที่ใกล้เคียงกับพื้นที่ปลูกข้าวโพด และคาดว่าประมาณปลายปี 2564 เมื่อมีผลผลิตชุดนี้ออกมาจะนำมาสู่การขยายการส่งเสริมการปลูกเพื่อป้อนระบบอุตสาหกรรมต่อไป ซึ่งเบื้องต้นอุตสาหกรรมขนาดใหญ่หลายแห่งได้แจ้งความประสงค์ว่าต้องการผลิตภัณฑ์เหล่านี้เข้าสู่ระบบอุตสาหกรรมและพร้อมที่จะรองรับผลผลิตที่ออกมา ปัจจุบันเมล็ดกัญชงราคาจำหน่ายประมาณกิโลกรัมละ 5,000 บาท มีประมาณ 40,000– 50,000 เมล็ดต่อกก.

นอกจากนี้ ในส่วนของกรมส่งเสริมสหกรณ์ ก็เตรียมทำตลาดกลางกัญชา/กัญชงผ่านระบบสหกรณ์ด้วย เพื่อเป็นผู้กำหนดระบบการซื้อขาย ตามกลไกของตลาด โดยมีอย. และกรมวิชาการเกษตรร่วมด้วย ซึ่งเรื่องนี้นายวิศิษฐ์ ศรีสุวรรณ์ อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ ให้ข่าวว่า กรมส่งเสริมสหกรณ์เห็นว่าควรจะนำร่องในสหกรณ์ที่มีความเหมาะสมทั้งเชิงพื้นที่ และบางสหกรณ์เคยอยู่ในโครงการปลูกกัญชาทางการแพทย์ โดยขณะนี้ มีสหกรณ์เข้ามาหารือ อาทิ สหกรณ์การเกษตรคูเมือง จำกัด จังหวัดบุรีรัมย์ สหกรณ์การเกษตรปักธงชัย จำกัด สหกรณ์การเกษตรด่านขุนทด จำกัด จังหวัดนครราชสีมา และสหกรณ์การเกษตรลานสัก จำกัด จังหวัดอุทัยธานี ซึ่งหลังการหารือผู้จัดการสหกรณ์จะไปประชุมกับสมาชิกที่ประสงค์จะเข้าโครงการเพื่อเตรียมตัวเข้าสู่กระบวนการขออนุญาตจากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) เพื่อให้จังหวัดและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องพิจารณาตามที่กฎกระทรวง การขออนุญาตและการอนุญาตการผลิต นำเข้าส่งออก จำหน่าย หรือมีไว้ในครอบครองซึ่งยาเสพติดให้โทษในประเภท 5 เฉพาะกัญชง(Hemp) พ.ศ.2563 กำหนดไว้ต่อไป ซึ่งอนาคต หากสหกรณ์นำร่องประสบผลสำเร็จก็จะเป็นตัวอย่างให้ขยายไปสถาบันการเกษตรอื่นๆเพราะมีตลาดรองรับเนื่องจากเงื่อนไขของการอนุญาตกำหนดไว้ชัดเจนว่าต้องมีตลาดรองรับ มีการแสดงการนำไปใช้ในผลิตภัณฑ์…เอ้า!!! สายเขียวเตรียมตัวเฮ…กันอีกสักครั้ง

ขุนเกษตรา

ชวนซื้อสินค้าเกษตรไทยของขวัญสงกรานต์ปี’ 64 #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/565518

ชวนซื้อสินค้าเกษตรไทยของขวัญสงกรานต์ปี’64

ชวนซื้อสินค้าเกษตรไทยของขวัญสงกรานต์ปี’64

วันจันทร์ ที่ 12 เมษายน พ.ศ. 2564, 06.00 น.

นายเข้มแข็ง ยุติธรรมดำรง อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวว่า จากสถานการณ์การระบาดของไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ 2019 (COVID-19) ส่งผลกระทบอย่างมากต่อเศรษฐกิจทุกภาคส่วน โดยเฉพาะสินค้าเกษตรซึ่งบางชนิดสินค้ากำลังจะมีผลผลิตออกมากในช่วงนี้ แต่ยังไม่สามารถส่งออกไปขายตลาดต่างประเทศได้ตามเป้าหมายที่กำหนด รวมทั้งตลาดในประเทศยังประสบปัญหาชะลอตัว ผู้บริโภคส่วนใหญ่จะจับจ่ายซื้อของเฉพาะสินค้าที่จำเป็น ทำให้เกษตรกรได้รับความเดือดร้อน เนื่องจากจำหน่ายผลผลิตได้น้อยลง โดยเฉพาะอย่างยิ่งสินค้าที่มีอายุการเก็บรักษาสั้น เช่น ผลไม้ พืชผัก ไม้ดอกต่างๆ เป็นต้น กรมส่งเสริมการเกษตรตระหนักถึงปัญหาดังกล่าว จึงได้พลิกวิกฤติให้เป็นโอกาสโดยการริเริ่มกิจกรรมกระตุ้นตลาดสินค้าเกษตรไทยสู้ภัย COVID-19 รณรงค์ส่งเสริมการบริโภคและใช้สินค้าเกษตรไทย เพื่อช่วยเหลือเกษตรกรที่ได้รับความเดือดร้อนในช่วงสถานการณ์COVID-19 ภายใต้แนวคิด “ซื้อสินค้าเกษตรไทย เกษตรกรอยู่ได้ ประเทศไทยอยู่รอด” ประกอบกับในช่วงเทศกาลสงกรานต์ ปี 2564 นี้ รัฐบาลได้กำหนดให้มีมาตรการจัดกิจกรรม “สงกรานต์ ริน รด พรม ใส่หน้ากาก ไม่สาดน้ำ” เพื่อให้การเฉลิมฉลองปีใหม่ไทยดำเนินไปได้สอดคล้องกับมาตรการควบคุมการระบาดของโรคไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ หรือ COVID-19 พี่น้องประชาชนสามารถเดินทางกลับภูมิลำเนาไปเยี่ยมญาติผู้ใหญ่ เพื่อนสนิทมิตรสหายได้ ซึ่งจะมีการซื้อหาของกินของใช้เพื่อนำไปมอบให้กับญาติมิตร รวมถึงใช้ในกิจกรรมทางศาสนาด้วย

อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวอีกว่า เพื่อเป็นการอุดหนุนสินค้าของเกษตรกร กรมส่งเสริมการเกษตรจึงขอเชิญชวนพี่น้องประชาชนเลือกซื้อสินค้าเกษตรไทย มอบแทนความรักความห่วงใยแก่ญาติมิตรในช่วงเทศกาลสงกรานต์ที่กำลังจะมาถึง ซึ่งมีสินค้าด้านการเกษตรที่เหมาะสำหรับเป็นของขวัญของฝากจำนวนมาก ทั้งผัก ผลไม้ ไม้ดอกไม้ประดับ โดยสามารถเลือกซื้อได้ตามความสะดวก ทั้งแบบช่องทางออฟไลน์ คือ ตลาดสดทั่วไป ตลาดเกษตรกร 70 จังหวัด และศูนย์เรียนรู้บริหารจัดการสินค้าเกษตร (ตลาดเกษตรกรถาวร) จำนวน 7 แห่ง ได้แก่ จังหวัดชัยภูมิ ลำปาง พิจิตร ราชบุรี กาญจนบุรี เชียงราย และจังหวัดกระบี่ หรือช็อปปิ้งแบบออนไลน์ส่งตรงถึงมือผู้รับ ผ่านเว็บไซต์ http://www.ตลาดเกษตรกรออนไลน์.com ของกรมส่งเสริมการเกษตร ภายใต้สโลแกน “ตลาดเกษตรกรออนไลน์ เพียงคุณสั่งเราพร้อม” ซึ่งเป็นเว็บไซต์ที่รวบรวมสินค้าด้านการเกษตรหลากหลายชนิด อาทิ สินค้าเกษตรอินทรีย์ ผลไม้ตามฤดูกาล ผักปลอดสารพิษ อาหารและเครื่องดื่มเพื่อสุขภาพไม้ดอกไม้ประดับ ผลิตภัณฑ์เครื่องสำอางจากธรรมชาติแท้ๆ ชุดผ้าไหม ผ้าทอมือผ้าย้อมคราม หน้ากากผ้า สินค้าหัตถกรรมสิ่งประดิษฐ์ และอื่นๆ

‘อธิบดีปศุสัตว์’ แจงอนุญาตนำเข้า-ส่งออก ‘สัตว์-ซากสัตว์’ บริการผ่านทางระบบอิเล็กทรอนิคส์ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/564988

'อธิบดีปศุสัตว์'แจงอนุญาตนำเข้า-ส่งออก'สัตว์-ซากสัตว์' บริการผ่านทางระบบอิเล็กทรอนิคส์

‘อธิบดีปศุสัตว์’แจงอนุญาตนำเข้า-ส่งออก’สัตว์-ซากสัตว์’ บริการผ่านทางระบบอิเล็กทรอนิคส์

วันศุกร์ ที่ 9 เมษายน พ.ศ. 2564, 12.22 น.

เมื่อวันที่ 9 เมษายน 2564 นายสัตวแพทย์สรวิศ ธานีโต อธิบดีกรมปศุสัตว์ ได้ชี้แจงกรณีมีกระแสข่าว การปฏิบัติงานของสัตวแพทย์และหัวหน้าด่านกักกันสัตว์หลายด่าน ทำงานล่าช้า ทำให้สินค้าเนื้อสัตว์หรือซากสัตว์ที่นำเข้าจากต่างประเทศเกิดการเสื่อมสภาพ เน่าเสีย เพราะใช้เวลาในการตรวจและสั่งปล่อย 528 วัน บ้าง 575 วันบ้างนั้น ว่า การดำเนินการอนุญาตนำเข้า – ส่งออก หรือนำผ่านราชอาณาจักรซึ่งสัตว์หรือซากสัตว์ การตรวจและการสั่งปล่อย ดำเนินการภายใต้พระราชบัญญัติโรคระบาดสัตว์ พ.ศ.2558 ตามมาตรา 31 มาตรา 32 และมาตรา 33 ซึ่งกำหนดให้ผู้นำเข้า – ส่งออก หรือนำผ่านราชอาณาจักร ซึ่งสัตว์หรือซากสัตว์ต้องได้รับอนุญาตจากอธิบดีหรือผู้ที่อธิบดีมอบหมายทุกครั้ง โดยมีการกำหนดวิธีการขออนุญาตและออกใบอนุญาต หร้อมหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขการนำเข้า – ส่งออก หรือนำผ่านราชอาณาจักรซึ่งสัตว์หรือซากสัตว์ กรณีประเทศต้นทางมีหรือสงสัยว่ามีโรคระบาด อธิบดีกรมปศุสัตว์จะประกาศชะลอการอนุญาตนำเข้าหรือนำผ่านจากประเทศนั้น

ซึ่งมาตรการและขั้นตอนการอนุญาตและตรวจสอบดังกล่าวเป็นไปตามหลักมาตรฐานสากล เพื่อป้องกันและควบคุมโรคระบาดเข้ามาแพร่ในประเทศ อันจะส่งผลเสียหาย อย่างร้ายแรงต่อเกษตรกรและเศรษฐกิจโดยรวมของประเทศ อีกทั้งยังเป็นการสร้างความปลอดภัยด้านอาหารและคุ้มครองผู้บริโภคอีกด้วย การพิจารณาอนุญาต นำเข้า ส่งออก หรือนำผ่านราชอาณาจักรซึ่งสัตว์หรือซากสัตว์นั้น เพื่อเป็นการกระจายอำนาจ ลดขั้นตอน และอำนวยความสะดวกให้แก่ประชาชนในการนำเข้า ส่งออก หรือนำผ่าน อย่างสะดวก รวดเร็ว อธิบดีกรมปศุสัตว์ได้มอบอำนาจการพิจารณาอนุญาตให้กับผู้อำนวยการกองสารวัตรและกักกัน และหัวหน้าด่านกักกันสัตว์ท่าเข้าท่าออก โดยการยื่นขออนุญาต การอนุญาต การตรวจปล่อย สามารถดำเนินการผ่านระบบเคลื่อนย้ายสัตว์และซากสัตว์ระบบอิเล็กทรอนิคส์ (e-Movement) ของกรมปศุสัตว์ที่มีการเชื่อมโยงข้อมูล การขออนุญาตผ่านระบบ Thailand National Single Window (NSW) ไปยังหน่วยงานอื่นๆที่เกี่ยวข้อง ในการพิจารณาออกใบอนุญาต เช่น กรมศุลกากร สำนักงานอาหารและยา (กรณีเนื้อสัตว์หรือผลิตภัณฑ์สำหรับบริโภค) ซึ่งเป็นการอำนวยความสะดวก ลดขั้นตอนแก่ประชาชน รวมทั้งสามารถตรวจสอบ ติดตามสถานะการอนุญาตว่าอยู่ในขั้นตอนใดได้อีกด้วย

สำหรับการนำเข้าสินค้าเนื้อสัตว์หรือซากสัตว์ กรมปศุสัตว์ได้กำหนดระยะเวลาแล้วเสร็จของงานบริการประชาชนดังนี้

– เมื่อได้รับเอกสารครบถ้วน ถูกต้อง การตรวจสอบคำร้องขออนุญาตนำเข้าไม่เกิน 3 วันทำการ

– พิจารณาคำร้องฯเพื่อออกเอกสารแจ้งอนุมัติในหลักการและเงื่อนไขการนำเข้าให้ผู้ขออนุญาต เพื่อดำเนินการตามพิธีการศุลกากรผ่านระบบ NSW ไม่เกิน 3 วันทำการ

– พิจารณาออกใบอนุญาตนำเข้า ไม่เกิน 1 วันทำการ

– สุ่มเก็บตัวอย่างส่งตรวจทางห้องปฏิบัติการเพื่อหาเชื้อโรคระบาด ไม่เกิน 15 วันทำการ

เพื่อรักษาคุณภาพสินค้าระหว่างรอผลตรวจทางห้องปฏิบัติการ ซากสัตว์จะถูกกักเก็บรักษาไว้ ณ ที่พักซากสัตว์เพื่อ การนำเข้าที่ได้รับการรับรองจากกรมปศุสัตว์ และการตรวจปล่อยซากสัตว์เป็นการตรวจร่วมกับเจ้าหน้าที่ศุลกากรผ่านระบบ NSW สำหรับในปี 2563 มีการอนุญาตนำซากสัตว์เข้าราชอาณาจักร 8,404 ใบ ปริมาณนำเข้า 222,706,135 กิโลกรัม และได้ให้บริการตามระยะเวลาที่กำหนดไว้แล้วดังกล่าวข้างต้นอีกด้วย

รายงานพิเศษ : สศก.คาดไม้ผลตะวันออกปี’64ผลผลิตรวมกว่า9แสนตัน ย้ำเกษตรกร-พ่อค้าอย่าตัดทุเรียนอ่อนขายฝ่าฝืนมีโทษ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/564867

รายงานพิเศษ : สศก.คาดไม้ผลตะวันออกปี’64ผลผลิตรวมกว่า9แสนตัน  ย้ำเกษตรกร-พ่อค้าอย่าตัดทุเรียนอ่อนขายฝ่าฝืนมีโทษ

รายงานพิเศษ : สศก.คาดไม้ผลตะวันออกปี’64ผลผลิตรวมกว่า9แสนตัน ย้ำเกษตรกร-พ่อค้าอย่าตัดทุเรียนอ่อนขายฝ่าฝืนมีโทษ

วันศุกร์ ที่ 9 เมษายน พ.ศ. 2564, 06.00 น.

จากการสำรวจข้อมูลเกี่ยวกับไม้ผลภาคตะวันออกของสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรที่ 6 ชลบุรี (สศท.6) สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) ในจังหวัดจันทบุรีระยอง ตราด ปี 2564 (ข้อมูลณ 26 มีนาคม 2564) โดย สศก. ร่วมกับคณะทำงานสำรวจข้อมูลไม้ผลเศรษฐกิจภาคตะวันออก มีรายงานว่า ไม้ผลทั้ง 4 ชนิด ได้แก่ ทุเรียน มังคุด เงาะ และลองกอง มีผลผลิตรวม 900,126 ตันลดลงจากปี 2563 ที่มีจำนวน 995,501 ตัน (ลดลง 95,375 ตันหรือร้อยละ 10) เนื่องจากสภาพอากาศไม่เอื้ออำนวย หนาวเย็นนาน สลับกับมีฝนตกในช่วงปลายปี 2563 จนถึงต้นปี 2564 ทำให้ออกดอกได้น้อย ไม่เต็มต้น โดย ทุเรียน ให้ผลผลิต 575,542 ตัน (เพิ่มขึ้น 25,507 ตัน หรือ ร้อยละ 5) มังคุด 106,796 ตัน (ลดลง 105,549 ตัน หรือร้อยละ 50) เงาะ 197,708 ตัน (ลดลง 12,929 หรือร้อยละ 6) และลองกอง 20,080 ตัน (ลดลง 2,404 ตันหรือร้อยละ 11) ทั้งนี้ ผลผลิตทั้ง 4 ชนิดจะออกมากช่วงเดือนพฤษภาคม 2564

นายชัฐพล สายะพันธ์ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรที่ 6 ชลบุรี (สศท.6) เปิดเผยว่าสถานการณ์ภาพรวมไม้ผลทั้ง 4 ชนิด พบว่าทุเรียน ขณะนี้ ออกดอกแล้วทั้งหมด ผลผลิตที่เก็บเกี่ยวในช่วงแรกเป็นทุเรียนพันธุ์เบา และทุเรียนที่ใช้สารกระตุ้นการออกดอกจะเป็นพันธุ์กระดุมและหมอนทอง ซึ่งเกษตรกรทยอยเก็บเกี่ยวผลผลิต ได้ตั้งแต่ปลายเดือนมกราคมเป็นต้นมาและสิ้นสุดฤดูเก็บเกี่ยวกลางเดือนกรกฎาคม 2564 โดยผลผลิตจะออกชุกช่วงปลายเดือนเมษายนต่อเนื่องถึงปลายเดือนพฤษภาคม2564 มังคุด ปีนี้ออกดอกล่าช้าเนื่องจากความแปรปรวนของสภาพอากาศ ส่งผลให้ออกดอกเพียงร้อยละ 50 ซึ่งขณะนี้อยู่ในระยะดอกบาน และเป็นผลเล็ก กลาง ใหญ่มังคุดมีหลายรุ่น เริ่มเก็บเกี่ยวผลผลิตได้เล็กน้อยตั้งแต่กลางเดือนมีนาคมที่ผ่านมา และจะเก็บเกี่ยวได้มากที่สุดช่วงเดือนมิถุนายน 2564

ด้านลองกอง ขณะนี้ ออกดอกแล้วร้อยละ 60 สามารถออกดอกได้ตลอดทั้งปีหากสภาพต้นลองกองใบเหลืองสลด ขาดแคลนน้ำ ปีนี้การพัฒนาช่อดอกยืดยาวได้ดีกว่าปีที่ผ่านมาและคาดว่าความแห้งแล้งของอากาศหลังจากนี้จะส่งผลให้ลองกองออกดอกชุดหลังอีกรอบในช่วงปลายเมษายนถึงพฤษภาคม 2564 เมื่อมีฝนตกกระตุ้นช่วงดังกล่าว ซึ่งเกษตรกรจะเริ่มเก็บเกี่ยวผลผลิตได้ตั้งแต่ปลายเดือนเมษายนถึงตุลาคม 2564 และจะเก็บเกี่ยวได้มากที่สุดช่วงเดือนกรกฎาคม 2564 ส่วน เงาะ ออกดอกแล้วทั้งหมด ขณะนี้อยู่ในระยะพัฒนาการขึ้นลูกและเติบโตทางผลเริ่มเข้าเนื้อ และเก็บเกี่ยวได้เล็กน้อย ซึ่งในปีนี้เงาะพันธุ์สีทองและเงาะพันธุ์โรงเรียนการออกดอกและเก็บเกี่ยวจะอยู่ในช่วงระยะเดียวกันอาจจะมีปัญหาการกระจุกตัวของเงาะได้ ส่วนใหญ่จะเก็บเกี่ยวได้มากช่วงกลางเดือนพฤษภาคมต่อเนื่องถึงต้นเดือนมิถุนายน 2564

ปีนี้การเตรียมความพร้อมจัดหาแหล่งน้ำของเกษตรกร และปริมาณน้ำในแหล่งชลประทานต่างๆ มีมากกว่าปี 2563 ซึ่งกระทรวงเกษตรฯ โดยกรมฝนหลวงและการบินเกษตร ได้ทำการบินทำฝนเทียมช่วยเหลือเกษตรกรไปบ้างแล้ว สำหรับด้านระบบโลจิสติกส์ที่จะต้องนำสินค้าเข้าสู่ประเทศจีนคาดว่าจะคล่องตัวมากขึ้นกว่าปีที่ผ่านมาเนื่องจากผู้ประกอบการด้านการส่งออกของประเทศไทยและจีน ได้มีการประชุมหารือแนวทางร่วมกันเมื่อช่วงต้นปีที่ผ่านมาแล้ว ส่วนแนวทางการรับซื้อทุเรียนในช่วงเดือนมกราคม – มีนาคม ล้งและพ่อค้าผู้ส่งออกตั้งราคารับซื้อแบบเหมาสวน ซึ่งมีการจัดแบ่งตามเกรดส่งออกตามมาตรฐาน GAP และ GMP ที่ประเทศจีนกำหนด ราคาอยู่ระหว่างกิโลกรัม 130-190 บาท ทั้งนี้ ราคารับซื้อแบบเหมาสวนล่วงหน้าระหว่างวันที่1-10 เมษายน 2564 ทุเรียนเกรดมาตรฐานส่งออกเกรด AB ล้งรับซื้อในราคากิโลกรัมละ 160 บาท ซึ่งนับว่าเป็นราคาที่อยู่ในเกณฑ์สูง เกษตรกรพึงพอใจมากเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปี 2563

อย่างไรก็ตาม กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้ขอความร่วมมือเกษตรกรและผู้ประกอบการให้ความสำคัญกับคุณภาพของทุเรียน และอย่าตัดทุเรียนอ่อนหรือด้อยคุณภาพออกจำหน่ายซึ่งหากมีการลักลอบตัดทุเรียนอ่อน จะมีบทลงโทษตามกฎหมาย อย่างเคร่งครัดรวมถึงการยึดใบ GAP ของเกษตรกรและใบ GMP ของผู้ประกอบการ สำหรับเกษตรกรหรือผู้สนใจข้อมูล ไม้ผลภาคตะวันออก สามารถสอบถามเพิ่มเติมได้ที่ สศท.6 โทร. 0-3835-2435 หรือ อีเมล zone6@oae.go.th

สถานีเกษตร-สิ่งแวดล้อม : แก้ปัญหาน้ำลุ่มเจ้าพระยา #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/564865

สถานีเกษตร-สิ่งแวดล้อม : แก้ปัญหาน้ำลุ่มเจ้าพระยา

สถานีเกษตร-สิ่งแวดล้อม : แก้ปัญหาน้ำลุ่มเจ้าพระยา

วันศุกร์ ที่ 9 เมษายน พ.ศ. 2564, 06.00 น.

เมื่อวันก่อน ได้เห็นผู้บริหารระดับสูงของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องด้านน้ำลงพื้นที่บูรณาการขับเคลื่อนแนวทางการศึกษาแก้น้ำเค็มรุกเจ้าพระยาตอนล่าง และการวางแผนรับมือน้ำท่วมกรุงเทพฯก่อนฤดูฝนที่กำลังจะมาถึงแล้วน่าจะพออุ่นใจได้ว่า การแก้ปัญหาด้านน้ำในลุ่มเจ้าพระยาตอนล่างจะเห็นผลเป็นรูปธรรมเสียที

ผู้บริหารระดับสูงที่บูรณาการทำงานในครั้งนี้ นำโดย ดร.สมเกียรติ ประจำวงษ์ เลขาธิการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ(สทนช.) นายประพิศ จันทร์มา อธิบดีกรมชลประทาน นายมนต์ชัย มโนสมุทร ผู้ตรวจราชการกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย นายณรงค์ เรืองศรี ผู้อำนวยการสำนักการระบายน้ำ กรุงเทพมหานคร(กทม.)และที่ขาดไม่ได้อีกคนคือ พลเรือโทจักรกฤชมะลิขาว เจ้ากรมอุทกศาสตร์ กองทัพเรือ

เลขาธิการ สทนช. กล่าวว่า การลงพื้นที่ครั้งนี้เป็นการบูรณาการหลายหน่วยงานด้านน้ำเพื่อหารือแนวทางการป้องกันและแก้ไขปัญหาด้านน้ำทั้งระยะสั้นและระยะยาว โดยเฉพาะการเตรียมความพร้อมรับมือฤดูฝนที่กำลังจะมาถึงซึ่งการบริหารจัดการน้ำในพื้นที่กรุงเทพมหานครนั้น จะมีระบบป้องกันน้ำท่วมของตนเองและระบบคูคลองที่ต่อเนื่องเชื่อมโยงกับพื้นที่จังหวัดปริมณฑลเพื่อใช้ในการระบายน้ำ รวมทั้งยังได้มีการจัดหาพื้นที่แก้มลิงรองรับน้ำฝนและเก็บกักน้ำไว้ใช้อีกด้วย

ทั้งนี้ กทม.จะควบคุมปริมาณน้ำไม่ให้เกิดผลกระทบต่อพื้นที่ของกรุงเทพฯ และปริมณฑล โดยเฉพาะจุดเสี่ยงท่วมซ้ำซากในเขตกรุงเทพฯ

นอกจากนี้การลงพื้นที่ยังได้ติดตามการแก้ไขปัญหาน้ำเค็มเข้าสู่แม่น้ำเจ้าพระยา ซึ่งสำนักการระบายน้ำ กทม. ได้ร่วมมือกับกรมชลประทาน การประปานครหลวงและหน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง ปฏิบัติการผลักดันลิ่มน้ำเค็ม (Water HammerOperation) ไม่ให้ส่งผลกระทบต่อคุณภาพน้ำดิบสำหรับการผลิตน้ำประปาที่สถานีสูบน้ำสำแล จ.ปทุมธานี โดย กทม.ใช้สถานีสูบน้ำของอุโมงค์ระบายน้ำ และสถานีสูบน้ำในแนวริมแม่น้ำเจ้าพระยาในการสูบน้ำช่วยปฏิบัติการดังกล่าว หากช่วงใดมีค่าความเค็มเกินมาตรฐานและอาจส่งผลกระทบต่อการเกษตร หรือสัตว์น้ำในพื้นที่ จะใช้วิธีการควบคุม การปิดเปิดประตูระบายน้ำ ลดการนำน้ำที่มีความเค็มจากแม่น้ำเจ้าพระยาเข้ามาไหลเวียน โดยจะใช้น้ำจากโรงบำบัดน้ำเสียของกทม. ที่ผ่านการบำบัดแล้ว รวมกับน้ำในพื้นที่มาใช้เพื่อเจือจางความเค็มในช่วงเวลาดังกล่าว

ตลอดจนได้มีการนำข้อมูลด้านอุทกศาสตร์ต่างๆ การคาดการณ์ระดับน้ำทะเล และการประเมินสถานการณ์การรุกล้ำของน้ำเค็ม เพื่อนำข้อมูลมาพิจารณากรอบแนวทางมาตรการและแผนการดำเนินงานเกี่ยวกับการรุกล้ำของน้ำเค็มบริเวณปากอ่าวแม่น้ำเจ้าพระยาในระยะยาวอีกด้วย

การเตรียมมาตรการรองรับปัญหาที่จะเกิดขึ้นไว้ล่วงหน้า เป็นเรื่องที่ควรจะดำเนินการอย่างยิ่งเมื่อเกิดการปัญหาขึ้นมาจะได้แก้ไขได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ สามารถลดผลกระทบ ลดความสูญเสียที่อาจจะเกิดขึ้นได้

ดร.สมเกียรติกล่าวด้วยว่า ขณะนี้สทนช.ได้ดำเนินโครงการศึกษาวิเคราะห์ความเชื่อมโยงการบริหารจัดการน้ำกับระบบการประเมินด้านเศรษฐกิจ และพัฒนาระบบบัญชาการการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำในภาวะวิกฤติ ครอบ คลุม 22 ลุ่มน้ำ ทั้งมิติทางสังคม เศรษฐกิจ และสิ่งแวดล้อม

ลุ่มน้ำเจ้าพระยาก็เป็นหนึ่งในลุ่มน้ำที่ได้ดำเนินการศึกษา

ดังนั้นในอนาคตการแก้ปัญหาเรื่องน้ำทั้งปัญหาน้ำท่วม น้ำแล้ง และคุณภาพน้ำ จะมีการเชื่อมโยงข้อมูล ที่เป็นประโยชน์ของทุกหน่วยงาน เพื่อบริหารจัดการทรัพยากรน้ำอย่างเป็นระบบร่วมกันทั้งในภาวะปกติและภาวะวิกฤติ ภายใต้การบัญชาการของศูนย์บัญชาการเฉพาะกิจ อย่างรูปธรรมมากขึ้นอย่างแน่นอน


รัฐศักดิ์ พลสิงห์

สร้างระบบประกันภัยภูมิอากาศ ลดความเสี่ยงแล้งช่วยชาวไร่มันสำปะหลัง #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/564615

สร้างระบบประกันภัยภูมิอากาศ ลดความเสี่ยงแล้งช่วยชาวไร่มันสำปะหลัง

วันพฤหัสบดี ที่ 8 เมษายน พ.ศ. 2564, 06.00 น.

กรมส่งเสริมการเกษตร ทำ MOU แบ่งปันฐานข้อมูลเพื่อสร้างระบบประกันภัยภูมิอากาศ (ภัยแล้ง) ลดความเสี่ยงจากภัยแล้ง ร่วมกับ 3 หน่วยงานยักษ์ใหญ่ภาคเอกชน หวังให้เกษตรกรผู้ปลูกมันสำปะหลังได้รับเงินชดเชย มีเงินไปหมุนเวียนเป็นทุนในการเพาะปลูกในรอบฤดูกาลถัดไป

นางกุลฤดี พัฒนะอิ่ม รองอธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวว่า การสร้างความเข้มแข็งในการประกอบอาชีพและพัฒนาอาชีพของเกษตรกรเป็นอีกภารกิจหนึ่งของกรมส่งเสริมการเกษตร โดยมุ่งหวังให้เกษตรกรได้รับการช่วยเหลือและแก้ไขปัญหาความเดือดร้อน ได้รับการพัฒนาในการประกอบอาชีพการเกษตร มีรายได้เพียงพอ มีคุณภาพชีวิตที่ดี และมีความมั่นคงในอาชีพ ทั้งในสภาวะปกติ และสภาวะเกิดภัยพิบัติทางธรรมชาติ เพื่อให้เกิดความยั่งยืนของภาคการเกษตรในระยะยาว กรมส่งเสริมการเกษตรได้ริเริ่มดำเนินงานด้านประกันภัยพืชผลในประเทศไทย ครั้งแรกเมื่อปี 2525 ต่อมาในปี 2554 กรมได้ร่วมมือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทั้งภาครัฐและเอกชน ดำเนินงานโครงการประกันภัยพืชผลอย่างเป็นรูปธรรมในพืช 2 ชนิด ได้แก่ ข้าวนาปี และ ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ แต่เนื่องจากภัยธรรมชาติที่เป็นผลกระทบจากปัญหาการเปลี่ยนแปลงของภูมิอากาศโลกมีความรุนแรงมากขึ้น ส่งผลกระทบต่อการประกอบอาชีพของเกษตรกรอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ดังนั้น กรมส่งเสริมการเกษตรจึงได้จัดทำบันทึกข้อตกลงความร่วมมือว่าด้วยการแบ่งปันฐานข้อมูลเพื่อสร้างระบบประกันภัยภูมิอากาศ ร่วมกับบริษัท อายิโนะโมะโต๊ะ (ประเทศไทย) จำกัด บริษัท ซมโปะ ประกันภัย (ประเทศไทย) จำกัด(มหาชน) และ บริษัท เอฟ ดี กรีน (ประเทศไทย) จำกัดขึ้น เพื่อร่วมกันพัฒนาแนวทางในการให้ความช่วยเหลือเกษตรกรที่ได้รับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศได้อย่างมีประสิทธิภาพ

สำหรับบันทึกข้อตกลงความร่วมมือว่าด้วยการแบ่งปันฐานข้อมูลเพื่อสร้างระบบประกันภัยภูมิอากาศ ระหว่างกรมส่งเสริมการเกษตร กับบริษัท อายิโนะโมะโต๊ะ (ประเทศไทย) จำกัด บริษัท ซมโปะ ประกันภัย (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) และ บริษัท เอฟ ดี กรีน (ประเทศไทย) จำกัด จัดทำขึ้นโดยมีวัตถุประสงค์เพื่อแบ่งปันฐานข้อมูลการเกษตร สำหรับการคิดค้น พัฒนา รูปแบบระบบประกันภัยภูมิอากาศในการช่วยเหลือเกษตรกรที่ได้รับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ เพื่อร่วมสร้างฐานข้อมูลการเกษตร ที่มีประสิทธิภาพและเพื่อส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตให้เกษตรกรมีความเป็นอยู่ที่ดีและมีรายได้ที่มั่นคงยิ่งขึ้น ซึ่งการแบ่งปันฐานข้อมูลการเกษตรเพื่อสร้างระบบประกันภัยภูมิอากาศ (ภัยแล้ง) หรือที่เรียกกันอีกชื่อหนึ่งว่า การประกันภัยพืชผลโดยใช้ดัชนีสภาพอากาศ (Weather Index-Based Insurance for Agriculture) เป็นเครื่องมือที่จะช่วยให้เกษตรกรที่ได้รับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศสามารถวางแผนการผลิต เพื่อลดความเสี่ยงการสูญเสียจากภัยแล้ง โดยเฉพาะในการเพาะปลูกมันสำปะหลัง เกษตรกรสามารถได้รับเงินชดเชยจากระบบประกันภัยภูมิอากาศ มีเงินไปหมุนเวียนเป็นทุนในการเพาะปลูกในรอบฤดูกาลถัดไป ส่งผลให้เกษตรกรมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น มีรายได้มั่นคงยิ่งขึ้นและสามารถปลูกมันสำปะหลังได้อย่างยั่งยืน รวมถึงการร่วมมือกันในการเก็บและแบ่งปันข้อมูลทางวิชาการที่ได้จากการดำเนินโครงการตามวัตถุประสงค์ เพื่อนำไปขยายผลความร่วมมือในอนาคต

รองอธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวอีกว่า ความร่วมมือว่าด้วยการแบ่งปันฐานข้อมูลเพื่อสร้างระบบประกันภัยภูมิอากาศระหว่างหน่วยงานภาครัฐและเอกชนในครั้งนี้ นับเป็นการร่วมสร้างและพัฒนารูปแบบระบบประกันภัยภูมิอากาศ สร้างฐานข้อมูลการเกษตรที่มีประสิทธิภาพ ส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตให้เกษตรกรมีความเป็นอยู่ที่ดีและมีรายได้ที่มั่นคง ซึ่งเป็นประโยชน์ต่อเกษตรกรโดยตรง อีกทั้งเสริมสร้างความยั่งยืนในอาชีพการเกษตรต่อไป