เปิดตัว ‘พด.13นวัตกรรมไมคอร์ไรซาสำหรับข้าวโพด’ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/560987

เปิดตัว‘พด.13นวัตกรรมไมคอร์ไรซาสำหรับข้าวโพด’

วันอังคาร ที่ 23 มีนาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

นางสาวเบญจพร ชาครานนท์ อธิบดีกรมพัฒนาที่ดิน เปิดเผยว่า กรมพัฒนาที่ดิน ได้ดำเนินการวิจัยคิดค้นนวัตกรรมการใช้จุลินทรีย์ช่วยเพิ่มแร่ธาตุอาหารให้กับพืชในรูปแบบปุ๋ยชีวภาพ ช่วยให้เกษตรกรสามารถลดต้นทุนการผลิต เพิ่มรายได้เกษตรกร และผู้บริโภคปลอดภัยจากสารพิษ ทำให้มีสุขภาพดีรักษาสมดุลของระบบนิเวศ สนับสนุนการผลิตอาหารปลอดภัยและช่วยสนับสนุนนโยบายการขับเคลื่อนวาระเกษตรอินทรีย์แห่งชาติ โดยการคัดเลือกเชื้อราอาบัสคูลาร์ไมคอร์ไรซาที่มีประสิทธิภาพในการส่งเสริม การเจริญเติบโตของพืช และในปี 2563 จึงนำมาพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์จุลินทรีย์ชนิดใหม่ ใช้ชื่อว่า “พด.13ไมคอร์ไรซาสำหรับข้าวโพด”ซึ่งประกอบด้วย ราอาร์บัสคูลาร์ไมคอร์ไรซา 2 สายพันธุ์ (Glomus sp. และ Acaulospora sp. ช่วยส่งเสริมการเจริญเติบโตของข้าวโพด) และแบคทีเรีย 2 สายพันธุ์ (แบคทีเรียตรึงไนโตรเจนแบบอิสระ Azotobacterchroococcum และแบคทีเรีย ผลิตฮอร์โมนพืชBacillus sp. ช่วยให้ไมคอร์ไรซาเข้าอยู่อาศัยในรากได้เพิ่มขึ้น)

สำหรับจุลินทรีย์ซุปเปอร์ พด.13 ไมคอร์ไรซาสำหรับข้าวโพด เป็นผลิตภัณฑ์ที่ช่วยเพิ่มการดูดใช้ธาตุอาหารพืชโดยเฉพาะฟอสฟอรัส ส่งเสริมการเจริญเติบโตและเพิ่มผลผลิตข้าวโพด ลดการใช้ปุ๋ยเคมีโดยราไมคอร์ไรซา เป็นราที่อาศัยอยู่ร่วมกับรากพืชโดยมีความสัมพันธ์แบบเอื้อประโยชน์ซึ่งกันและกัน ราจะสร้างเส้นใยเจริญรอบราก แล้วเข้าไประหว่างเซลล์รากพืช โดยมีการสร้างโครงสร้างพิเศษ ช่วยดูดซับธาตุอาหารที่เป็นประโยชน์ส่งต่อให้กับพืช สร้างความทนทานให้กับพืชและเพิ่มผลผลิตพืชมีประสิทธิภาพดีในสภาพพื้นที่ดินมีปัญหา เช่น ดินกรด และดินเค็ม ทนต่อสภาพความแห้งแล้ง พิษของโลหะหนัก รวมทั้งลดการเข้าทำลาย ของเชื้อโรคในดิน นอกจากนี้ ยังช่วยปรับปรุงโครงสร้างของดินโดยเส้นใยของเชื้อราจะสร้างสารกลูมาลิน ช่วยทำให้เกิดการจับตัวกันของอนุภาคดินเกิดเป็นก้อนดิน (aggregate) ส่งผลต่อการพัฒนาสมบัติดินทั้งทางกายภาพและเคมีของดิน และมีผลต่อปริมาณและคุณภาพของข้าวโพด

“การนำผลิตภัณฑ์จุลินทรีย์ พด.13 ไมคอร์ไรซา ไปใช้ประโยชน์สำหรับปลูกข้าวโพด ต้องมีการขยายเชื้อโดยนำไปขยายเชื้อร่วมกับข้าวโพดหรือข้าวฟ่างในกระถางหรือถุงปลูกก่อน โดยใช้ทราย 8 กิโลกรัมและปุ๋ยหมัก 2 กิโลกรัมผสมกันเป็นวัสดุปลูก นำวัสดุปลูกนี้ใส่กระถางหรือถุงพลาสติก จากนั้นโรยผง พด.13 ประมาณ 1 ซอง รองก้นหลุม แล้วหยอดเมล็ดข้าวโพดลงในกระถางหรือถุงพลาสติก (ปลูกข้าวโพดร่วมกับเชื้อจุลินทรีย์เพื่อเป็นการขยายเชื้อจุลินทรีย์)เป็นเวลา 60 วัน เชื้อที่ขยายแล้วในวัสดุปลูก 1กระถาง หรือ 1 ถุงพลาสติก สามารถนำไปใช้หยอดร่วมกับเมล็ดข้าวโพดในการปลูกข้าวโพดได้พื้นที่ประมาณ 1 ไร่ ผลจากการใช้ผลิตภัณฑ์ พด.13 ไมคอร์ไรซาทำให้ลดการใช้ปุ๋ยเคมีได้ ร้อยละ 20-50 ข้าวโพดสามารถดูดซับฟอสฟอรัสได้เพิ่มขึ้นร้อยละ20-30 และผลผลิตเพิ่มขึ้นร้อยละ 10-20 ทั้งนี้ เกษตรกรที่สนใจสามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม ได้ที่ กองเทคโนโลยีชีวภาพทางดิน กรมพัฒนาที่ดิน โทร. 0-2579-0679 และ Call Center 1760 ต่อ 1379

เกษตรฯจัดยิ่งใหญ่ ‘Mango of SIAM’ 2-6 เม.ย. ที่สุดแห่งมะม่วงไทยถูกใจทั่วโลก #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/560719

เกษตรฯจัดยิ่งใหญ่‘Mango of SIAM’2-6เม.ย. ที่สุดแห่งมะม่วงไทยถูกใจทั่วโลก

วันจันทร์ ที่ 22 มีนาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

เกษตรฯ ยกทัพผลไม้บุกห้างกลางกรุงในงาน “Mango of SIAM ที่สุดแห่งมะม่วงไทย ถูกใจทั่วโลก” ระหว่าง 2–6 เมษายน 2564 ณ ห้างสรรพสินค้า ICONSIAM พร้อมรณรงค์แคมเปญ “ซื้อสินค้าเกษตรไทย เกษตรกรอยู่ได้ ประเทศไทยอยู่รอด” อุดหนุน

นายเข้มแข็ง ยุติธรรมดำรง อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร เปิดเผยว่า ดร.เฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้ให้นโยบายเกี่ยวกับการประสานความร่วมมือกับภาคเอกชนถึงความร่วมมือและความเป็นไปได้ระหว่างกระทรวงเกษตรและสหกรณ์กับห้างสรรพสินค้าต่างๆ ได้แก่ ICONSIAM, Central Pattana, The Mall, Tops Market, Makro, Lotus, Big C เพื่อวางแผนภาพรวมทั้งปีในการเปิดพื้นที่ให้เกษตรกรนำสินค้าเกษตรเข้าไปจำหน่ายตามฤดูกาล ภายใต้ความร่วมมือการบริหารจัดการผลไม้ ปี 2564 และช่วยเหลือเกษตรกรที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ COVID-19 สำหรับในช่วงระยะเวลานี้สิ่งที่จำเป็นต้องเร่งทำเป็นกรณีพิเศษคือเรื่องผลไม้ ซึ่งผลไม้เขตร้อนเริ่มออกสู่ตลาดแล้วและจะออกสู่ตลาดมากขึ้นในช่วงเดือนพฤษภาคมถึงเดือนกรกฎาคมถัดจากนี้ไป ผลไม้ไทยถือว่ามีคุณภาพมากที่สุดในโลกประเทศหนึ่งทางด้านการตลาดต้องดำเนินการทั้งตลาดในประเทศและตลาดต่างประเทศ ขณะเดียวกันก็ต้องดำเนินการช่วยระบายผลไม้ทั้งในส่วนตลาดออฟไลน์และตลาดออนไลน์ควบคู่กันไปด้วยเพื่อไม่ให้ผลผลิตกระจุกตัว โดยเฉพาะตลาดต่างประเทศขณะนี้ประสบปัญหาเรื่องการส่งออกผลไม้ในภาพรวมยังทำได้ไม่ 100% จึงต้องหันมาส่งเสริมด้านการตลาดในประเทศเพื่อช่วยชาวสวนเพิ่มให้มากขึ้น

กรมส่งเสริมการเกษตรร่วมกับ ICONSIAM ได้กำหนดจัดงาน “Mango of SIAM ที่สุดแห่งมะม่วงไทย ถูกใจทั่วโลก” ระหว่างวันที่ 2-6 เมษายน 2564 ณ บริเวณชั้น G ห้างสรรพสินค้า ICONSIAM พร้อมรณรงค์แคมเปญ“ซื้อสินค้าเกษตรไทย เกษตรกรอยู่ได้ ประเทศไทยอยู่รอด” อุดหนุนชาวสวนผลไม้ โดยวัตถุประสงค์เพื่อช่วยชาวสวนผลไม้กระจายผลผลิต โดยเฉพาะระยะนี้เป็นเทศกาลของมะม่วงซึ่งมีผลผลิตจากหลายพื้นที่ทยอยออกสู่ตลาด กรมฯ จึงร่วมกับสมาคมชาวสวนมะม่วงไทยคัดสรรผลผลิตและผลิตภัณฑ์มะม่วงคุณภาพดีที่ได้รับการรับรองมาตรฐานมาร่วมออกบูธจำหน่าย รวม 25 บูธ ประกอบด้วย สินค้ามะม่วงจากสมาคมชาวสวนมะม่วงไทย 8 บูธสินค้าเกษตรจากตลาดเกษตรกร 5 บูธ สินค้าเกษตรจากกลุ่มแปลงใหญ่ 6 บูธและการบริการต่างๆ จำนวน 5 บูธ ได้แก่ อุปกรณ์ทางการเกษตร ปุ๋ย สารชีวภัณฑ์ ฮอร์โมน ที่เหมาะสมสำหรับชุมชนเมือง รวมทั้งการให้บริการขนส่ง เช่น ไปรษณีย์ไทย, kerry เป็นต้น

กิจกรรมภายในงานนอกจากมีการออกร้านจำหน่ายผลผลิตการเกษตรแล้ว ยังจัดแสดงนิทรรศการประกอบเพื่อให้ความรู้แก่ผู้เข้าชมงาน เช่น เทคโนโลยีการผลิตมะม่วงคุณภาพดี ตั้งแต่การปลูก การดูแลรักษามะม่วง ศัตรูสำคัญที่ต้องเฝ้าระวัง การพัฒนาคุณภาพมะม่วงส่งออก/ดัชนีการเก็บเกี่ยวมะม่วง การแสดงความหลากหลายทางสายพันธุ์มะม่วง และมะม่วงที่ได้รับการรับรองเป็นสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (GI)

ชายคาพระพิรุณ : 22 มีนาคม 2564 #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/560720

ชายคาพระพิรุณ :  22 มีนาคม 2564

ชายคาพระพิรุณ : 22 มีนาคม 2564

วันจันทร์ ที่ 22 มีนาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

ทราบมาว่าขณะนี้ ได้มีขบวนการของคนเห็นแก่ตัว เห็นแก่ได้ ลักลอบนำเข้าส้มโอจากเพื่อนบ้านหวังใช้เป็นทางผ่านขอใบ PC เบิกทางส่งออกไปประเทศที่ 3 โดยแอบลักลอบนำเข้ามาคัดบรรจุที่พิจิตรแล้วส่งออกไปต่างประเทศ ซึ่งถือว่าเป็นการทำลายเศรษฐกิจและส่งผลกระทบกับเกษตรกรผู้ปลูกส้มโอของจังหวัดพิจิตรกว่าพันราย แต่ทันทีที่เรื่องปรากฏนายพิเชษฐ์ วิริยะพาหะ อธิบดีกรมวิชาการเกษตร ก็รีบเดินทางไปพบ นายรังสรรค์ ตันเจริญผู้ว่าราชการจังหวัดพิจิตร ถึงศาลากลางจังหวัดพิจิตรทันที เพื่อหารือวางแนวทางแก้ปัญหา โดยนายพิเชษฐ์ ให้ข้อมูลว่า จากการตรวจสอบแน่ใจแล้วว่าส้มโอจำนวนดังกล่าวไม่ใช่ส้มโอของไทยที่จะส่งออกต่างประเทศ แต่น่าจะเป็นส้มโอมาจากประเทศเพื่อนบ้านที่ส่งเข้ามาประเทศไทย ซึ่งนำเข้ามาอย่างถูกต้อง เพียงแต่ว่าไม่ได้เอามาใช้จำหน่ายในประเทศไทย แต่นำเข้ามาเพื่อใช้ประเทศไทยเป็นทางผ่านเพื่อส่งออกไปต่างประเทศอีกทอดหนึ่ง โดยพบว่ามีผู้ประกอบการจากจังหวัดพิจิตร ใช้โรงคัดบรรจุหรือล้งรับซื้อส้มโอร่วมกับผู้ส่งออกไปขอใบ PC (Phytosanitary Certificate) หรือใบรับรองสุขอนามัยพืชเพื่อประกอบการส่งออกไปต่างประเทศ จึงมอบหมายให้เจ้าหน้าที่จากศูนย์วิจัยและพัฒนาการเกษตรพิจิตรซึ่งเป็นหน่วยงานในพื้นที่ของกรมฯ เข้าตรวจสอบในโรงคัดบรรจุดังกล่าว ปรากฏว่าไม่น่าใช่ส้มโอจากประเทศไทย จึงสั่งระงับห้ามส่งออกและไม่ออกใบ PC ให้ จึงได้หารือกับผู้ว่าราชการจังหวัดพิจิตร เพื่อวางมาตรการร่วมกันในการดำเนินการตามกฎหมายทั้งทางปกครองและทางอาญาต่อไปโดยนายพิเชษฐ์ ยังบอกอีกว่า ขณะนี้ได้รับรายงานเพิ่มเติมด้วยว่า มีโรงคัดบรรจุหรือล้งไม่น้อยกว่า 5 แห่งที่ร่วมมือกับพ่อค้าส่งออกนำส้มโอจากประเทศเพื่อนบ้านมาสวมรอยเป็นส้มโอพิจิตร โดยสวมสิทธิ์ใบรับรอง GAP แล้วส่งออกไปประเทศที่ 3 หวังแค่ผลประโยชน์แต่ทำลายเศรษฐกิจของเกษตรกรผู้ปลูกส้มโอของจ.พิจิตรที่มีมากถึง 1,037 ราย พลอยได้รับผลกระทบจากพฤติกรรมดังกล่าว…เป็นเรื่องของความเห็นแก่ตัว เห็นแก่ได้ของคน บางคนโดยแท้ ไม่คิดถึงผลกระทบระยะยาวหรือเห็นอกเห็นใจพี่น้องเกษตรกรชาวไทยด้วยกันเอาเสียเลย…

ด้าน นายสัตวแพทย์สรวิศ ธานีโต อธิบดีกรมปศุสัตว์ ฝากชี้แจงกรณีที่มีสื่อมวลชนบางสำนักได้นำเสนอข่าวว่า ขณะนี้มีการเกิดโรคระบาดในสุกรในหลายพื้นที่ของประเทศไทย จนส่งผลให้ฟาร์มสุกรขนาดเล็กและกลางเร่งเทขายสุกร และทำให้ราคาสุกรตกต่ำ ซึ่งกรมปศุสัตว์ยืนยันว่า ปัจจุบันยังไม่พบการระบาดของโรค ASF ในประเทศไทยแต่อย่างใด และกรมปศุสัตว์ก็ได้มีการกำหนดมาตรการ อย่างเข้มงวด โดยการประเมินความเสี่ยงต่อโรคตามหลักการทางระบาดวิทยา ด้วยแอปพลิเคชั่น e-smart plus โดยใช้วิธี Spatial Multi – criteria decision Analysis ทุกจังหวัดทั่วประเทศ เพื่อดำเนินการเฝ้าระวังโรคทั้งในเชิงรุกและเชิงรับในทุกพื้นที่ของประเทศไทย ไม่ว่าจะเป็นในฟาร์มสุกร โรงฆ่าสุกร สถานที่จำหน่ายเนื้อสุกร และสถานที่จำหน่ายอาหารสัตว์ รวมไปถึงการเคลื่อนย้ายสุกร/หมูป่าที่มีชีวิตและซากทั้งการเคลื่อนย้ายภายในประเทศ ระหว่างประเทศหรือการลักลอบเคลื่อนย้ายทุกกรณีอย่างเข้มงวดหากมีข้อสงสัยสามารถติดต่อสอบถามข้อมูลได้ที่สำนักควบคุม ป้องกันและบำบัดโรคสัตว์ (สคบ.) กรมปศุสัตว์ หรือ call center 063-225-6888 หรือแจ้งผ่านแอปพลิเคชั่น DLD 4.0 ได้ตลอดเวลา


ขุนเกษตรา

งัดแผนรับมือภัยพิบัติด้านเกษตรหน้าฝน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/560716

งัดแผนรับมือภัยพิบัติด้านเกษตรหน้าฝน

วันจันทร์ ที่ 22 มีนาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

นายสำราญ สาราบรรณ์ รองปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยภายหลังการประชุมศูนย์ติดตามและแก้ไขปัญหาภัยพิบัติด้านเกษตร ครั้งที่ 1/2564 ณ ห้องประชุมกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ว่า จากการคาดการณ์สถานการณ์ในช่วงฤดูฝน ปี 2564 คาดว่าฝนจะเริ่มตกเร็วขึ้นกว่าปกติ ช่วงกลางเดือนเมษายน – พฤษภาคม ก่อนเว้นช่วงเดือนมิถุนายน ดังนั้น
เพื่อเป็นการเตรียมความพร้อมป้องกันและลดผลกระทบจากสถานการณ์ภัยพิบัติช่วงฤดูฝนจะเกิดขึ้นต่อภาคการเกษตร กระทรวงเกษตรฯ จึงเตรียมการจัดทำแผนป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยด้านเกษตร ช่วงฤดูฝน ปี 2564 โดยขอความร่วมมือให้กรมชลประทานทำแผนจัดสรรน้ำช่วงฤดูฝน และร่วมกับกรมพัฒนาที่ดินทำแผนคาดการณ์พื้นที่เสี่ยงอุทกภัย

นอกจากนี้ ยังมอบหมายกรมการข้าว กรมชลประทาน และกรมส่งเสริมการเกษตร ร่วมกันวางแผนการเพาะปลูกพืชฤดูฝน ปีการผลิต 2564 ตลอดจนให้ทุกหน่วยงานในสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ร่วมกันร่างแผนป้องกันและเผชิญเหตุอุทกภัยด้านการเกษตร ในเรื่องของการป้องกันและลดผลกระทบ การเตรียมความพร้อมเผชิญเหตุ ตลอดจนการฟื้นฟูและดูแลหลังเกิดภัย โดยการเตรียมการจัดทำแผนดังกล่าว สำหรับใช้เป็นกรอบแนวทางการดำเนินงานของหน่วยงานราชการ ในการป้องกันและแก้ไขปัญหาภัยพิบัติด้านเกษตร และเตรียมการให้ความช่วยเหลือ เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของเกษตรกรที่อาจได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ภัยในช่วงฤดูฝน ปี 2564 ให้เป็นไปอย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ

สำหรับแผนการบริหารจัดการน้ำฤดูแล้ง ปี 2563/64 เริ่มตั้งแต่วันที่ 1 พฤศจิกายน 2563 สิ้นสุดวันที่ 30 เมษายน 2564 สถานการณ์น้ำและการบริหารจัดการน้ำของประเทศในปัจจุบัน (ข้อมูล ณ วันที่ 15 มี.ค. 2564) มีน้ำใช้การ 16,065 ล้านลูกบาศก์เมตร แบ่งเป็น ภาคเหนือมีปริมาณน้ำใช้การ 3,459 ล้านลูกบาศก์เมตร ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ มีปริมาณน้ำใช้การ 3,700 ล้านลูกบาศก์เมตร ภาคตะวันตกมีปริมาณน้ำใช้การ 3,119 ล้านลูกบาศก์เมตร ภาคกลางมีปริมาณน้ำใช้การ 625 ล้านลูกบาศก์เมตร ภาคตะวันออกมีปริมาณน้ำใช้การ 1,037 ล้านลูกบาศก์เมตร และภาคใต้มีปริมาณน้ำใช้การ 4,125 ล้านลูกบาศก์เมตร โดยในภาพรวมถือว่าการบริหารจัดการเป็นไปตามแผนบริหารจัดการน้ำ

Q2 ผลผลิตปาล์มออกมากดึงราคาตกรัฐพร้อมชดเชยประกันรายได้4บาท/กก. #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/560717

Q2ผลผลิตปาล์มออกมากดึงราคาตกรัฐพร้อมชดเชยประกันรายได้4บาท/กก.

วันจันทร์ ที่ 22 มีนาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

นางอัญชนา ตราโช รองเลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า จากที่คณะรัฐมนตรีอนุมัติวงเงินเพื่อดำเนินโครงการประกันรายได้เกษตรกรชาวสวนปาล์มน้ำมัน ปี 2564 จำนวน 8,807.54 ล้านบาท เมื่อวันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2564 เบื้องต้น ได้จัดสรรให้กระทรวงพาณิชย์แล้ว 4,613.04 ล้านบาท โดยเกษตรกรผู้มีสิทธิ์เข้าร่วมโครงการต้องเป็นเกษตรกรผู้ปลูกปาล์มน้ำมันที่ขึ้นทะเบียนเกษตรกรไว้กับกรมส่งเสริมการเกษตรทุกครัวเรือน และเป็นพื้นที่ให้ผลผลิตปาล์มน้ำมันที่มีอายุไม่น้อยกว่า 3 ปี

สำหรับการจ่ายเงินชดเชย กำหนดระยะเวลาดำเนินโครงการฯ ตั้งแต่เดือนมกราคม – กันยายน 2564 มีหลักเกณฑ์เงื่อนไข เช่นเดียวกับการดำเนินโครงการฯ ในปี 2562 – 2563 โดยเกษตรกรจะได้รับเงินชดเชยตามพื้นที่ปลูกจริงครัวเรือนละไม่เกิน 25 ไร่ ประกันรายได้ที่กิโลกรัมละ 4 บาท ดำเนินการจ่ายเงินชดเชยทุกวันที่ 15 ของเดือน อย่างไรก็ตาม รอบในการจ่ายเงินวันที่ 15 มีนาคม 2564 ได้พิจารณาราคาอ้างอิงผลปาล์มน้ำมัน (อัตราน้ำมัน 18%) ที่กิโลกรัมละ 6.25 บาท ซึ่งยังคงสูงกว่าราคาเป้าหมายที่กิโลกรัมละ 4 บาท จึงยังไม่มีการจ่ายเงินชดเชยให้แก่เกษตรกร

หากพิจารณาสถานการณ์การผลิตปาล์ม ปี 2564 (ข้อมูล ณ ธันวาคม 2563) สศก. คาดว่า จะมีปริมาณผลผลิต 16.64 ล้านตัน เพิ่มขึ้นจาก 16.17 ล้านตัน ในปี 2563 คิดเป็นร้อยละ 3 โดยไตรมาสที่ 1 (มกราคม – มีนาคม 2564) มีปริมาณผลผลิต 3.26 ล้านตัน ลดลงจากช่วงเดียวกันของ ปี 2563 ร้อยละ 6 คิดเป็นน้ำมันปาล์มดิบเฉลี่ยเดือนละ 0.16 ล้านตัน ในขณะที่ความต้องการใช้เฉลี่ยอยู่ที่เดือนละ 0.20 ล้านต้น ส่งผลให้สต๊อกน้ำมันปาล์มดิบปรับตัวลดลง ราคาผลปาล์มน้ำมันที่เกษตรกรขายได้จึงยังทรงตัวอยู่ในระดับสูง

ด้านราคาผลปาล์มน้ำมันที่เกษตรกรขายได้ ในช่วงไตรมาส 1 เฉลี่ยกิโลกรัมละ 6.15 บาท ขณะที่ราคาน้ำมันปาล์มดิบเฉลี่ยกิโลกรัมละ 38.24 บาท อย่างไรก็ตาม ช่วงไตรมาสที่ 2 (เมษายน – มิถุนายน 2564) จะเป็นช่วงที่ผลผลิตออกสู่ตลาดสูงสุด คาดว่าจะมีผลผลิต 5.61 ล้านตัน เพิ่มขึ้นจากไตรมาสที่ 1 ร้อยละ 72 โดยเฉพาะเดือนพฤษภาคม ผลผลิตจะออกสู่ตลาดสูงสุด ประมาณ 1.99 ล้านตัน ดังนั้น คาดว่าราคาผลปาล์มที่เกษตรขายได้ในช่วงไตรมาสที่ 2 อาจมีแนวโน้มปรับตัวลดลงจากไตรมาส 1

“แม้ว่าผลผลิตช่วงไตรมาส 2 จะมีมากขึ้น ก็ตาม เกษตรกรควรให้ความสำคัญเรื่องการทำปาล์มคุณภาพ ยกระดับเปอร์เซ็นต์น้ำมันเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตและรายได้ให้เกษตรกรเพื่อรักษาเสถียรภาพของราคาปาล์มน้ำมันและน้ำมันปาล์ม และขอความร่วมมือเกษตรกรเก็บเกี่ยวทะลายปาล์มคุณภาพ ซึ่งสังเกตจากทะลายปาล์มที่มีผลปาล์มสุก สีผลปาล์มสุก ตรงตามพันธุ์ และมีผลปาล์มร่วงที่สุกตามธรรมชาติ 5 – 10 เมล็ดต่อทะลาย และหากเกษตรกรที่จ้างตัดปาล์มน้ำมัน ขอให้เกษตรกรควบคุมให้ผู้รับจ้างตัดปาล์มน้ำมันให้ได้คุณภาพดังกล่าว” รองเลขาธิการ สศก. กล่าว

เกษตรรุกแก้ปัญหา! หนอนเจาะเมล็ดทุเรียนภาคใต้แบบครบวงจร #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/560759

เกษตรรุกแก้ปัญหา! หนอนเจาะเมล็ดทุเรียนภาคใต้แบบครบวงจร

เกษตรรุกแก้ปัญหา! หนอนเจาะเมล็ดทุเรียนภาคใต้แบบครบวงจร

วันอาทิตย์ ที่ 21 มีนาคม พ.ศ. 2564, 21.15 น.

21 มีนาคม 2564 นายสุพิท จิตรภักดี ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมและพัฒนาการเกษตรที่ 5 จังหวัดสงขลา เปิดเผยว่าทุเรียนเป็นไม้ผลที่สำคัญของภาคใต้ มีพื้นที่ปลูกครอบคลุมทั้ง 14 จังหวัดกว่า 571,439 ไร่ พื้นที่ให้ผล 437,993 ไร่ ผลผลิตรวม 522,101 ตัน (ข้อมูล ณ ปี 2563) ปริมาณความต้องการบริโภคทุเรียนทั้งในและต่างประเทศมีแนวโน้มเพิ่มมากขึ้น ทำให้ราคาสูง เกษตรกรจึงนำเทคโนโลยีต่างๆ มาใช้ เพื่อให้ทุเรียนออกผลในช่วงที่ต้องการ และมีคุณภาพตรงตามความต้องการของผู้บริโภค แต่ก็ยังคงประสบปัญหาด้านสภาพดินฟ้าอากาศที่แปรปรวน โรคและแมลงศัตรูพืชระบาดที่ทำให้ผลผลิตเสียหาย เกษตรกรสูญเสียรายได้ และผู้บริโภคขาดความเชื่อถือ โดยเฉพาะหนอนเจาะเมล็ดทุเรียน ที่มักพบการระบาดอยู่เสมอ หนอนเจาะเมล็ดทุเรียน หรือ “หนอนใต้” หรือ “หนอนมาเลย์” ตัวเต็มวัยเป็นผีเสื้อกลางคืน ตัวเมีย 1 ตัว สามารถวางไข่ได้ 100-200 ฟอง วางไข่เป็นฟองเดี่ยว ๆ บริเวณหนามทุเรียนใกล้ขั้วผลในระยะผลอ่อน 

จากนั้นตัวหนอนที่เพิ่งฟักจากไข่จะเจาะเข้าไปกัดกินเมล็ดภายในผล การเข้าทำลายจะสังเกตรอยเจาะของหนอนได้ยาก เนื่องจากมีขนาดเล็กมากและเปลือกทุเรียนที่กำลังขยายจะปิดรูเจาะของหนอน ทุเรียนที่ถูกทำลายส่วนใหญ่จะอยู่ในระยะที่เมล็ดแข็งแล้ว หนอนเจริญเติบโตอยู่ภายในผลทุเรียนกัดกินเมล็ดเป็นอาหาร ถ่ายมูลออกมาปะปนอยู่กับเนื้อทุเรียน เมื่อทุเรียนผลแก่หรือใกล้สุก หนอนจะโตเต็มที่และเจาะรูออกมา  เข้าดักแด้ในดิน ได้นาน 1-9 เดือน ผีเสื้อที่ออกจากดักแด้ภายใน  1 เดือน สามารถเข้าทำลายทุเรียนรุ่นหลังในปีเดียวกันได้ หรืออาจจะออกจากดักแด้ในปีถัดไป โดยอาศัยฝนต้นปีเป็นตัวกระตุ้นให้ตัวเต็มวัยออกจากดักแด้ ดังนั้น เกษตรกรจึงควรหมั่นสำรวจสวนทุเรียนอย่างสม่ำเสมอ   

นายสุพิท กล่าวเพิ่มเติมว่า จากปัญหาดังกล่าวสำนักงานส่งเสริมและพัฒนาการเกษตรที่ 5 จังหวัดสงขลา จึงได้ร่วมกับศูนย์ปฏิบัติการในภาคใต้ ทั้งศูนย์ส่งเสริมและพัฒนาอาชีพการเกษตร และศูนย์ส่งเสริมเทคโนโลยีการเกษตรด้านอารักขาพืช และสำนักงานเกษตรจังหวัด 14 จังหวัด จัดทำแปลงเรียนรู้การป้องกันกำจัดหนอนเจาะเมล็ดทุเรียนขึ้น โดยคัดเลือกแปลงเรียนรู้  ให้ความรู้เกษตรกร และสนับสนุนวัสดุอุปกรณ์การจัดทำแปลงเรียนรู้ ได้แก่ เครื่องห่อผลทุเรียน ถุงห่อผลทุเรียน ชุดกับดักกาวเหนียว และกำมะถัน เพื่อหาเทคโนโลยีที่เหมาะสมกับสภาพพื้นที่ นำไปขยายผลสู่เกษตรกรผู้ปลูกทุเรียนในภาคใต้ ในการป้องกันกำจัดหนอนเจาะเมล็ดทุเรียนแบบครอบคลุมพื้นที่ต่อไป  และกรมส่งเสริมการเกษตร ได้มีแนวทางป้องกันกำจัดหนอนเจาะเมล็ดทุเรียน ไว้ดังนี้ 

1. ไม่ควรขนย้ายเมล็ดทุเรียนจากที่อื่นเข้ามาในแหล่งปลูก ถ้ามีความจำเป็นควรทำการคัดเลือกเมล็ดอย่างระมัดระวัง หรือแช่เมล็ดด้วยสารเคมีกำจัดแมลง เช่น คาร์บาริล (เซฟวิน 85% ดับลิวพี) อัตรา 50 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตร ก่อนทำการขนย้ายจะช่วยกำจัดหนอนได้ 

2. สำรวจติดตามสถานการณ์หนอนเจาะเมล็ด โดยตรวจดูตัวเต็มวัยของหนอนเจาะเมล็ดในกับดักแสงไฟ หรือกับดักกาวเหนียวสีม่วง สัปดาห์ ละ 2-3 ครั้ง หากมีฝนตกหนักติดต่อกัน 2-3 วัน ควรตรวจดูทุกวัน 

3. ห่อผลทุเรียนตั้งแต่ผลทุเรียนอายุ 6 สัปดาห์เป็นต้นไป โดยใช้ถุงพลาสติกสีขาวขุ่น หรือถุงห่อผลทุเรียน เจาะรูที่บริเวณขอบล่างเพื่อระบายน้ำ สามารถป้องกันผีเสื้อตัวเต็มวัยมาวางไข่ได้ ก่อนห่อผลควรตรวจสอบและป้องกันกำจัดเพลี้ยแป้งอย่าให้มีติดอยู่กับผลที่จะห่อ 

4. ทำความสะอาดแปลง กำจัดวัชพืช เก็บผลที่ร่วงหล่นไปเผาทำลาย เพื่อกำจัดที่อยู่อาศัยของแมลงศัตรูพืช 

5. ตัดแต่งผลทุเรียนที่มีจำนวนมากเกินไป โดยเฉพาะผลที่อยู่ติดกันควรใช้กาบมะพร้าวหรือกิ่งไม้กั้นระหว่างผล เพื่อป้องกันไม่ให้ตัวเต็มวัยวางไข่ หรือตัวหนอนเข้าทำลายหรือหลบอาศัย 

6. ไล่ผีเสื้อตัวเต็มวัย ด้วยควันไฟ โดยการจุดกำมะถัน กาบมะพร้าวหรือพืชสมุนไพร เช่น ตะไคร้หอม 

7. การป้องกันกำจัดโดยใช้สารเคมีกำจัดแมลง เมื่อเริ่มพบตัวเต็มวัย โดยพ่นทุก 7-10 วัน เมื่อผลทุเรียนอายุ 6 สัปดาห์ (หลังดอกบาน) ทุกสัปดาห์ ติดต่อกัน 5 ครั้ง ดังนี้ 

– แลมบ์ดา-ไซฮาโลทริน 2.5% EC อัตรา 20 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร  

– คาร์บาริล (Carbaryl) 85% WP อัตรา 60 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตร  

– เดลทาเมทริน (Deltamethrin) 3% EC อัตรา 15 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร 

– เบตา-ไซฟลูทริน (Beta-cyfluthrin) 2.5% EC อัตรา 20 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร 

‘เฉลิมชัย’ สั่งคุมเข้มกันเกษตรกรห้ามตัด ‘ทุเรียนอ่อน’ ขาย ย้ำผิดกฎหมาย #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/560766

'เฉลิมชัย'สั่งคุมเข้มกันเกษตรกรห้ามตัด'ทุเรียนอ่อน'ขาย ย้ำผิดกฎหมาย

‘เฉลิมชัย’สั่งคุมเข้มกันเกษตรกรห้ามตัด’ทุเรียนอ่อน’ขาย ย้ำผิดกฎหมาย

วันอาทิตย์ ที่ 21 มีนาคม พ.ศ. 2564, 20.50 น.

“เฉลิมชัย”สั่งคุมเข้มกันเกษตรกรห้ามตัดทุเรียนอ่อนขาย ย้ำผิดกฎหมาย เตือนพ่อค้ารับมาขายต่อก็เข้าข่ายหลอกลวงมีโทษจำคุก

เมื่อวันที่ 21 มีนาคม 2564 นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวว่า ในช่วงเดือนมีนาคม – เดือนพฤษภาคมของทุกปี จะเป็นช่วงที่ทุเรียนเริ่มออกสู่ตลาด โดยเฉพาะทุเรียนภาคตะวันออกในช่วงต้นฤดูกาลจะมีราคาสูง เนื่องจากผลผลิตที่ออกสู่ตลาดยังมีปริมาณน้อย ประกอบกับมียอดสั่งซื้อล่วงหน้าผ่านพ่อค้าคนกลางและล้งอีกจำนวนมาก เป็นโอกาสของเกษตรกรที่จะมีรายได้เพิ่มขึ้น อาจเกิดแรงจูงใจให้รีบตัดทุเรียนออกขายในช่วงนี้เพื่อทำกำไร ในขณะที่ทุเรียนส่วนใหญ่ยังไม่ครบอายุการเก็บเกี่ยว กระทรวงเกษตรและสหกรณ์มีความห่วงใยในเรื่องคุณภาพของทุเรียนและผลกระทบด้านการตลาดดังกล่าวมาก ขอเน้นย้ำว่า การตัดทุเรียนอ่อน หรือด้อยคุณภาพออกจำหน่ายนั้น ทั้งเกษตรกรผู้ปลูกและพ่อค้าคนกลางที่รับมาจำหน่ายมีความผิดตามกฎหมายจึงได้สั่งการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการป้องกันปัญหาทุเรียนอ่อนอย่างเข้มงวดแล้ว

ขณะที่ นายเข้มแข็ง ยุติธรรมดำรง อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร บอกว่า ได้สั่งการให้สำนักงานเกษตรจังหวัดตั้งชุดเฉพาะกิจเพื่อช่วยกันสกัดกั้นทุเรียนอ่อนในจังหวัดแหล่งผลิตที่สำคัญ ร่วมกับฝ่ายปกครองในพื้นที่ โดยใช้บทลงโทษทางกฎหมายได้แก่ ประมวลกฎหมายอาญามาตรา 271 ผู้ใดขายโดยหลอกลวงด้วยประการใดๆ ให้ผู้ซื้อหลงเชื่อในแหล่งกำเนิด สภาพคุณภาพ หรือปริมาณแห่งของอันเป็นเท็จนั้น ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี หรือปรับไม่เกิน 6,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และ พ.ร.บ.คุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ.2522 มาตรา 47 ผู้ใดเจตนาก่อให้เกิดความเข้าใจผิดในแหล่งกำเนิด สภาพ คุณภาพ ปริมาณ หรือสาระสำคัญประการอื่น อันเกี่ยวกับสินค้าหรือบริการไม่ว่าจะเป็นของตนเองหรือผู้อื่น โฆษณาหรือใช้ฉลากที่มีข้อความอันเป็นเท็จ หรือข้อความที่รู้หรือควรรู้อยู่แล้วว่าอาจก่อให้เกิดความเข้าใจผิดเช่นว่านั้น ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 6 เดือน หรือปรับไม่เกิน 50,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

นอกจากนี้ ในพื้นที่หน่วยงานภาครัฐและเกษตรกรได้ร่วมกันกำหนดมาตรการในการควบคุมทุเรียนอ่อนด้วย เช่น จังหวัดจันทบุรี หากเกษตรกรมีผลผลิตที่พร้อมตัดจำหน่ายก่อนวันที่ 10 เมษายน 2564 หากต้องการจะตัดจำหน่ายจะต้องแจ้งกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน อาสาสมัครเกษตร หรือเกษตรอำเภอก่อนตัด ซึ่งจะช่วยควบคุมคุณภาพผลผลิตก่อนออกสู่ตลาดได้อีกทางหนึ่ง

อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวว่า สาเหตุของปัญหาทุเรียนอ่อน นอกจากปัจจัยด้านราคาแล้ว ยังมีปัจจัยด้านการขาดแคลนแรงงานภาคการเกษตร เกษตรกรเจ้าของสวนจำนวนไม่น้อยต้องการความสะดวกจึงจำหน่ายให้พ่อค้าคนกลางหรือล้งในลักษณะเหมาสวน ทำให้เกษตรกรไม่ได้ควบคุมการเก็บเกี่ยว รวมไปถึงเป็นกลยุทธ์ของพ่อค้าเองที่จะตัดทุเรียนอ่อนไปจำหน่ายเพื่อทำให้ผู้บริโภคมีความต้องการน้อยลงในระยะหนึ่ง จากนั้นทุเรียนจะมีราคาลดต่ำลง แล้วพ่อค้าก็กลับไปกดราคาจากชาวสวนหรือเกษตรกรในช่วงที่ผลผลิตออกมาก และนำมาขายทำกำไรส่วนต่างจำนวนมากนั่นเอง

สำหรับผลเสียหายที่เกิดจากการขายทุเรียนอ่อน นอกจากจะทำลายความเชื่อมั่นในคุณภาพสินค้าเกษตรของผู้บริโภคภายในประเทศแล้ว ยังจะส่งผลกระทบเป็นวงกว้างต่อตลาดส่งออกอีกด้วย เนื่องจากในอนาคตอันใกล้ประเทศคู่แข่งของไทยอย่างเวียดนามและกัมพูชาจะสามารถผลิตทุเรียนคุณภาพได้มากขึ้น และมีความได้เปรียบทุเรียนไทย เนื่องจากต้นทุนการผลิตต่ำกว่า อีกทั้งที่ตั้งยังอยู่ใกล้ประเทศจีนที่เป็นตลาดส่งออกใหญ่ของไทยมากกว่าด้วย ซึ่งหากยังมีการลักลอบส่งออกทุเรียนอ่อนไปตลาดต่างประเทศ จะทำให้ทุเรียนไทยสูญเสียส่วนแบ่งตลาดให้กับประเทศคู่แข่งในไม่ช้า

ทั้งนี้ ผู้บริโภคที่จะซื้อทุเรียน มีข้อสังเกตง่ายๆ คือ ถ้าหากร่องของเปลือกทุเรียนยังมีสีเขียวและชิดกันอยู่แสดงว่า ยังไม่แก่ แต่ถ้าร่องเริ่มห่างกันและมีสีน้ำตาลแสดงว่า แก่แล้ว หรือใช้ไม้เคาะแล้วฟังเสียง หากได้ยินเสียงโปร่งไม่แน่นทึบแสดงว่าแก่แล้ว

กรมชลฯเข้มมาตรการป้องกันโควิด-19 ย้ำเจ้าหน้าที่ทุกคนปฏิบัติตาม #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/560427

กรมชลฯเข้มมาตรการป้องกันโควิด-19 ย้ำเจ้าหน้าที่ทุกคนปฏิบัติตาม

กรมชลฯเข้มมาตรการป้องกันโควิด-19 ย้ำเจ้าหน้าที่ทุกคนปฏิบัติตาม

วันศุกร์ ที่ 19 มีนาคม พ.ศ. 2564, 18.16 น.

ชป.คุมเข้มมาตรการป้องกันระบาดไวรัสโควิด-19 หลังมีการระบาดระลอกใหม่ ย้ำเจ้าหน้าที่ทุกคนปฏิบัติตามมาตรการและทิศทางการป้องกัน เพื่อลดความเสี่ยงการติดเชื้อแก่บุคลากรอย่างต่อเนื่อง

เมื่อวันที่ 19 มีนาคม 2564 นายประพิศ จันทร์มา อธิบดีกรมชลประทาน ในฐานะประธานคณะกรรมการเฉพาะกิจเพื่อบริหารจัดการตามมาตรการป้องกันการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) กรมชลประทาน เปิดเผยถึงการวางมาตรการควบคุมการแพร่ระบาดของโรคติดต่อเชื้อไวรัสโคโรนา2019 (Covid-19) ภายหลังพบผู้ป่วยโควิด รายที่ 297 (รายที่ 181 ของการระบาดระลอกใหม่) ตามประกาศจากศูนย์ปฏิบัติการภาวะฉุกเฉินทางสาธารณะสุข จังหวัดนนทบุรี ที่พบว่าจากที่มี Time Line ของผู้ติดเชื้ออยู่บริเวณโดยรอบพื้นที่กรมชลประทาน อำเภอปากเกร็ด จังหวัดนนทบุรี นั้น ทางกรมชลประทานได้มีการประชุมเพื่อติดตามสถานการณ์การและรายงานผลการดำเนินงานตามมาตรการเฝ้าระวังป้องกันการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19)

โดยที่ประชุมได้กำหนดมาตรการเพื่อเพิ่มความเข้มข้นให้แก่บุคลากรของกรมชลประทาน ในการปฏิบัติตามมาตรการป้องกันโรคอย่างเคร่งครัด ทั้งการสวมหน้ากากอนามัยตลอดเวลาที่อยู่ร่วมกับผู้อื่น มาตรการเว้นระยะห่างทางสังคม (Social Distancing) การเพิ่มความเข้มข้นให้กับจุดคัดกรองในแต่ละอาคาร การจัดกิจกรรม Big Cleaning อย่างสม่ำเสมอ รวมถึงการขอความร่วมมือในการงดใช้สถานที่ภายในกรมชลประทาน ถนนสามเสน ในการออกกำลังกายแก่บุคคลภายนอก และในส่วนของกรมชลประทาน อำเภอปากเกร็ด จังหวัดนนทบุรี ได้มีการฉีดพ่นยาฆ่าเชื้อและทำความสะอาดบริเวณโดยรอบเพื่อป้องกันการแพร่ระบาดของโรคติดต่อเชื้อไวรัสโคโรนา2019 (Covid-19) พร้อมกันนี้จะมีการพิจารณากำหนดช่วงเวลาการใช้บริการสนามกีฬาหรือพื้นที่ออกกำลังกายในบริเวณดังกล่าว เพื่อป้องกันการแพร่ระบาด โดยขอความร่วมมือให้บุคลากรทุกคนงดเดินทางหรือหลีกเลี่ยงไปยังสถานที่เสี่ยงอย่างเคร่งครัด เพื่อความปลอดภัยแก่บุคลากรกรมชลประทานทุกคน

สถานีเกษตร-สิ่งแวดล้อม : น้ำกับเนเธอร์แลนด์ได้อะไร? #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/560168

สถานีเกษตร-สิ่งแวดล้อม : น้ำกับเนเธอร์แลนด์ได้อะไร?

สถานีเกษตร-สิ่งแวดล้อม : น้ำกับเนเธอร์แลนด์ได้อะไร?

วันศุกร์ ที่ 19 มีนาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

ประเทศเนเธอร์แลนด์ ถือเป็นประเทศทวีปยุโรปที่มีความเชี่ยวชาญในการป้องกันน้ำท่วมและจัดการน้ำในเขตเมืองมายาวนานตั้งแต่ในอดีตจนถึงปัจจุบัน และได้มีการพัฒนาเทคโนโลยีในเรื่องดังกล่าวมาอย่างต่อเนื่อง จนกลายเป็นประเทศที่มีระบบการบริการจัดการน้ำที่ดีมากที่สุดอีกประเทศหนึ่งของโลก เป็นที่น่ายินดีที่ประเทศเนเธอร์แลนด์จะให้ความร่วมมือกับประเทศไทย ในการแก้ไขปัญหาอุทักภัยในพื้นที่ลุ่มต่ำเฉพาะกรุงเทพฯและปริมณฑล

ล่าสุดเมื่อเร็วๆนี้ ดร.สมเกียรติ ประจำวงษ์ เลขาธิการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) ในฐานะตัวแทนราชอาณาไทย และ นายเกสปีเตอร์ ราเดอ เอกอัครราชทูตเนเธอร์แลนด์ประจำประเทศไทย ในฐานะตัวแทนกระทรวงโครงสร้างพื้นฐานและการบริหารจัดการน้ำแห่งราชอาณาจักรเนเธอร์แลนด์ ได้ร่วมลงนามบันทึกความเข้าใจ(MOU)ว่าด้วยความร่วมมือด้านการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำแบบบูรณาการและการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ณ ทำเนียบเอกอัครราชทูตเนเธอร์แลนด์ประจำประเทศไทย

การลงนาม MOU ครั้งนี้มีผู้แทนหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อาทิ กระทรวงการต่างประเทศ กรมชลประทาน สำนักการระบายน้ำกรุงเทพมหานคร สถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำ (องค์การมหาชน) เป็นต้น ร่วมเป็นสักขีพยาน

ประเทศไทยจะได้ประโยชน์อะไรจาก MOU ฉบับนี้ ?

ดร.สมเกียรติ บอกว่า การลงนามเอ็มโอยูครั้งนี้จะเป็นก้าวสำคัญที่จะทำให้ความร่วมมือด้านน้ำระหว่าง 2 ประเทศเป็นรูปธรรมมากขึ้น ทั้งการแลกเปลี่ยนบุคลากร ความร่วมมือและการทำงานร่วมกันของหน่วยงานด้านน้ำของทั้ง 2 ประเทศ โดยเฉพาะนวัตกรรมและเทคโนโลยีด้านน้ำที่เนเธอร์แลนด์ประสบความสำเร็จ โดยมี สทนช. เป็นหน่วยงานกลางในการประสานงานและอำนวยการความสะดวก

นอกจากนี้ยังจะเป็นกลไกในการเปิดโอกาสให้นักวิชาการ สถาบันการศึกษาและภาคธุรกิจได้แลกเปลี่ยนข้อมูล และร่วมมือกันในด้านต่างๆ ที่เป็นประโยชน์ในอนาคตอีกด้วย

เลขาธิการ สทนช. กล่าวย้ำว่า ปัญหาน้ำท่วมและความแห้งแล้งที่เพิ่มขึ้น เป็นความท้าทายสำหรับการบริหารจัดการน้ำทั่วโลก ซึ่งรัฐบาลไทยได้มีการปรับปรุงระบบการบริหารจัดการน้ำให้บรรลุผลอย่างมีประสิทธิภาพ และตอบสนองขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ ผ่านการแลกเปลี่ยนความร่วมมือกับนานาประเทศมาอย่างต่อเนื่อง รวมถึงเนเธอร์แลนด์ที่ไทยมีการแลกเปลี่ยนความร่วมมือด้านน้ำระหว่างกันมาอย่างยาวนาน ทั้งระดับผู้นำประเทศ และระดับหน่วยงานปฏิบัติ ไม่ว่าจะเป็นการพัฒนาองค์ความรู้ให้กับบุคลากรด้านน้ำระหว่างกัน การแลกเปลี่ยนประสบการณ์ความสำเร็จในการบริหารจัดการน้ำ การส่งผู้เชี่ยวชาญจากประเทศเนเธอร์แลนด์ร่วมทำงานกับฝ่ายไทยในการแก้ไขปัญหาช่วงน้ำท่วมปี 2554 การจัดการความเสี่ยงจากอุทกภัยในกรุงเทพมหานครและปริมณฑล (ลุ่มเจ้าพระยาตอนล่าง) การพัฒนาระบบพยากรณ์เพื่อคาดการณ์สภาพอากาศที่มีความแม่นยำสูง เป็นต้น

“เอ็มโอยูฉบับนี้เป็นความร่วมมือในสาขาการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำแบบบูรณาการและการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ บนพื้นฐานของความเสมอภาคและผลประโยชน์ร่วมกัน” ดร.สมเกียรติกล่าว

ประเทศไทยโดยเฉพาะพื้นที่กรุงเทพฯและปริมณฑลนั้น เป็นที่ลุ่มต่ำ สภาพภูมิประเทศคล้ายๆ กับเนเธอร์แลนด์ ดังนั้นการลงนามMOU ด้วยความร่วมมือในครั้งนี้ จะทำให้การบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ การแก้ปัญหาอุทกภัยโดยเฉพาะในพื้นที่ลุ่มต่ำและในเขตเมืองของไทย จะได้รับอานิสงส์อย่างแน่นอน

รัฐศักดิ์ พลสิงห์

สศก.นำร่องโครงการ SAS-PSA แห่งแรกของไทย ปักหมุด5อำเภอฉะเชิงเทราสร้างความมั่นคงอาหาร #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/560166

สศก.นำร่องโครงการSAS-PSAแห่งแรกของไทย ปักหมุด5อำเภอฉะเชิงเทราสร้างความมั่นคงอาหาร

วันศุกร์ ที่ 19 มีนาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

นายพลเชษฐ์ ตราโช รองเลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยถึงการลงพื้นที่จังหวัดฉะเชิงเทรา ซึ่งเป็นการนำร่องครั้งแรก ตามโครงการ Supporting Agricultural Survey on PromotingSustainable Agriculture in ASEAN Region หรือ โครงการ SAS-PSA ซึ่ง สศก.โดยสำนักงานเลขานุการ AFSIS หรือ ASEAN Food Security Information System ร่วมกับ กระทรวงเกษตร ป่าไม้และประมง ประเทศญี่ปุ่น ดำเนินโครงการฯ เพื่อสนับสนุน และส่งเสริมการสำรวจการเกษตรแบบยั่งยืนตามตัวชี้วัดขององค์การสหประชาชาติ (UN) SDGs 2.4.1 Proportion of Agricultural Area under Productive and Sustainable Agriculture ซึ่งหมายถึงสัดส่วนของเนื้อที่เกษตรที่ทำการผลิตอย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืนต่อเนื้อที่เกษตรทั้งหมด รวมถึงใช้เป็นฐานข้อมูลให้แก่ภาครัฐ และผู้วางนโยบายด้านการเกษตร

การลงพื้นที่ในครั้งนี้ นับเป็นการนำร่องสำรวจครั้งแรกในพื้นที่จังหวัดฉะเชิงเทรา เนื่องจากเป็นจังหวัดที่มีการผลิตสินค้าเกษตรที่หลากหลาย ทั้งพืชไร่ พืชสวนปศุสัตว์ และประมง โดยคัดเลือกอำเภอที่มีจำนวนประชากรเกษตรมากที่สุด 5 อำเภอได้แก่ อ.พนมสารคาม (ต.บ้านช่อง)อ.สนามชัยเขต (ต.ท่ากระดาน) อ.บางน้ำเปรี้ยว (ต.หมอนทอง)อ.เมืองฉะเชิงเทรา (ต.บางเตย) และ อ.บ้านโพธิ์ (ต.สิบเอ็ดศอก) รวมจำนวนเกษตรกรตัวอย่าง 240 ราย เพื่อเก็บข้อมูลพื้นที่เกษตรกรรมยั่งยืน ในช่วงเดือนมีนาคม – เมษายน 2564 ซึ่งจะครอบคลุมการสำรวจทั้ง 3 มิติ ประกอบด้วย มิติด้านเศรษฐกิจ อาทิ การใช้ประโยชน์ที่ดิน การเพาะปลูกพืช ผลผลิต มิติสิ่งแวดล้อม อาทิ ปัญหาในพื้นที่ การใช้ทรัพยากรดินและน้ำการใช้ปุ๋ยและสารเคมี และ มิติทางสังคม อาทิ การใช้แรงงานภาคเกษตร การจ่ายค่าตอบแทน ปัญหาการขาดแคนอาหาร และการถือครองที่ดินของเกษตรกร เป็นต้น นอกจากนี้ ยังสำรวจถึงผลกระทบจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ที่เกษตรกรต้องพบเจอในช่วงของการแพร่ระบาดที่ผ่านมาด้วยเช่นกัน

“จากรายงานขององค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติ หรือ FAO ระบุว่า ปัจจุบัน ไทยมีจำนวนผู้อดอยากหิวโหยอยู่ที่ร้อยละ 9 ซึ่งมีระดับความอดอยากหิวโหยมากกว่าร้อยละ 5 ที่ UN กำหนด ดังนั้นไทยจะต้องรายงานผลความก้าวหน้าในการพัฒนาพื้นที่เกษตรกรรมยั่งยืน ตามตัวชี้วัด SDGs 2.4.1 ต่อ UN ภายในปี 2573 โดยการลงพื้นที่นำร่องสำรวจในครั้งนี้ เราแบ่งทีมเป็น 7 สาย สำรวจทั้ง 5 อำเภอ ซึ่งผลสำรวจที่ได้จากการลงพื้นที่ จะวิเคราะห์ตามระเบียบวิธีของ FAO และที่สำคัญจะเป็นแนวทางหลักในการขยายผลการสำรวจให้ครอบคลุมทั่วประเทศในระยะต่อไป ซึ่งการรายงานผล จะรายงานในรูปแบบเปอร์เซ็นต์ของพื้นที่เกษตรกรรม 3 รูปแบบ ได้แก่ ยั่งยืน ไม่ยั่งยืน และยอมรับได้ อย่างไรก็ตามที่ผ่านมา กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้ดำเนินการขับเคลื่อนเกษตรกรรมยั่งยืนตามแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่ 12 โดยได้ผลักดันการดำเนินงานตามตัวชี้วัด SDGs 2.4.1 มาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2560-2563 ในการดำเนินการส่งเสริมเกษตรกรรมยั่งยืนรวมกว่า 4.38 ล้านไร่”รองเลขาธิการ สศก. กล่าว

ทั้งนี้ โครงการ SAS-PSA มีกำหนดระยะเวลาดำเนินการ 2 ปี 8 เดือน (26 มีนาคม 2563 – 25 พฤศจิกายน 2565) โดยนำร่องใน 3 ประเทศ ได้แก่ ไทย กัมพูชา และลาว ในส่วนของประเทศไทย ภายในเดือนกรกฎาคม 2564 และจัดทำรายงานผลการสำรวจให้แล้วเสร็จภายในเดือนสิงหาคม 2564 ก่อนเตรียมขยายผลการสำรวจให้ครอบคลุมทั่วประเทศในระยะต่อไป