รมว.กษ. มอบนโยบาย เนื่องในโอกาสครบรอบ42ปี วันคล้ายวันสถาปนาสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/561779

รมว.กษ. มอบนโยบาย เนื่องในโอกาสครบรอบ42ปี วันคล้ายวันสถาปนาสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร

วันศุกร์ ที่ 26 มีนาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

ดร.เฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวว่า กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้มุ่งขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานราก เพื่อนำภาคเกษตรสู่ความยั่งยืน มีความเชื่อมโยงกับยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี โดยมีนโยบายสำคัญ 15 ด้าน ขับเคลื่อนการทำงานใน5 ยุทธศาสตร์ ได้แก่ ยุทธศาสตร์ตลาดนำการผลิต เป็นยุทธศาสตร์หลักเพื่อปฏิรูปภาคเกษตรทั้งในรูปแบบตลาดออนไลน์ (แพลตฟอร์มรายสินค้าเพื่อรองรับ New Normal) ตลาดออฟไลน์ Modern Trade รถโมบาย ตลาดสด คาราวานสินค้า เกษตรพันธสัญญา และเคาน์เตอร์เทรด จัดกิจกรรมจับคู่ธุรกิจผู้ซื้อกับผู้ขาย เพื่อสร้างเครือข่ายธุรกิจ ยุทธศาสตร์เทคโนโลยีเกษตร 4.0 โดยใช้ศูนย์เทคโนโลยีเกษตรและนวัตกรรม (AIC) ร่วมกับศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร (ศพก.) เป็นแหล่งถ่ายทอดองค์ความรู้เทคโนโลยี และนวัตกรรมให้กับเกษตรกรยุทธศาสตร์“3’s” Safety-Security-Sustainability เกษตรปลอดภัย เกษตรมั่นคง และเกษตรยั่งยืน โดยให้ความสำคัญกับการผลิตที่ได้คุณภาพ มาตรฐาน และสนับสนุนการทำแผนบริหารจัดการน้ำ การพัฒนาแหล่งน้ำในไร่นา รวมถึงการใช้ Agri-Map เพื่อให้มีการผลิตที่เหมาะสมกับพื้นที่ ยุทธศาสตร์การบริหารเชิงรุกแบบบูรณาการกับทุกภาคส่วน โดยเฉพาะความร่วมมือด้านการตลาด เช่น สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย กระทรวงพาณิชย์ การสร้างความร่วมมือในการสร้างฐานข้อมูลขนาดใหญ่ให้ครอบคลุมทั้งสินค้าและทรัพยากรทางการเกษตร และยุทธศาสตร์เกษตรกรรมยั่งยืนตามแนวทางศาสตร์พระราชา เช่น เกษตรทฤษฎีใหม่ และเกษตรผสมผสาน

นอกจากนี้ ได้เน้นย้ำกับสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร ในฐานะที่เป็นหน่วยงานด้านนโยบายและข้อมูลสารสนเทศการเกษตรที่สำคัญของประเทศ ต้องมีการขับเคลื่อนในเรื่องการพัฒนาฐานข้อมูล Big Data ภาคการเกษตร เพื่อการบริหารและช่วยให้เกษตรกรมีข้อมูลประกอบการตัดสินใจที่รอบด้าน โดยรวบรวมข้อมูลและการดำเนินงานทุกอย่างที่เกี่ยวข้องกับภาคเกษตรให้ครอบคลุมทุกมิติ ครอบคลุมพื้นที่ทั่วประเทศ เพื่อบริหารจัดการสินค้าเกษตร และทรัพยากรทางการเกษตรอย่างเป็นระบบ การพัฒนาเศรษฐกิจชีวภาพ – เศรษฐกิจหมุนเวียน – เศรษฐกิจสีเขียว (Bio – Circular – Green Economy : BCG Economy) เพื่อประกอบการตัดสินใจเชิงนโยบาย สร้างโอกาสและมูลค่าเพิ่มให้สินค้าเกษตร เป็นภูมิคุ้มกัน กระจายรายได้ มุ่งลดความเหลื่อมล้ำภายในประเทศ และยกระดับเศรษฐกิจฐานราก รวมถึงการศึกษาเพื่อพัฒนาระบบประกันภัยผลผลิตทางการเกษตร ด้วยเทคโนโลยีให้เกษตรกรสามารถรายงานความเสียหายที่เกิดขึ้นด้วยโทรศัพท์มือถือของตนเอง ทำให้กระบวนการจ่ายเงินไปถึงมือเกษตรกรได้รวดเร็วกว่าเดิม และการบริหารจัดการงบประมาณของภาครัฐเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น ตลอดจนการขับเคลื่อนการจัดตั้งเขตเศรษฐกิจการเกษตรพิเศษ หรือ Special Agricultural Economic Zone ที่ได้มอบหมาย สศก. ศึกษาโครงการส่งเสริมการพัฒนาระบบประกันภัยผลผลิตทางการเกษตร และศึกษาวิจัยถึงความเป็นไปได้ในการจัดตั้งเขตเศรษฐกิจการเกษตรพิเศษ เพื่อกระจายความเจริญสู่ภูมิภาค เกษตรกรมีรายได้ที่มั่นคง ส่งเสริมผู้ประกอบการ และผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง ก้าวสู่เกษตรอุตสาหกรรมที่เชื่อมโยงตลาดทั้งในและต่างประเทศต่อไป

“กระทรวงเกษตรฯ ดูแลทั้งภาคการเกษตร ภาคการผลิต รวมถึงการตลาด ซึ่งถือเป็นนโยบายของรัฐบาลและกระทรวงเกษตรฯ ที่ต้องการจะปรับพื้นฐานของเกษตรกร ในการยกระดับชีวิตความเป็นอยู่และรายได้ให้ดีขึ้น จึงต้องดำเนินการตามนโยบายดังกล่าว โดยเฉพาะสศก. ที่ต้องประสานกับทุกหน่วยงานต้องจัดทำข้อมูลให้มีความถูกชัดเจน เพื่อสามารถนำข้อมูลนั้นไปใช้ได้ สอดคล้องกับโลกปัจจุบันที่จะต้องใช้เทคโนโลยี นวัตกรรม และใช้งานวิจัยให้เป็นประโยชน์มากที่สุด ซึ่งงานวิจัยจะสามารถเพิ่มศักยภาพ เพิ่มมูลค่า และเพิ่มผลผลิตทางการเกษตร” ดร.เฉลิมชัย กล่าว

ด้านนายฉันทานนท์ วรรณเขจร เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร กล่าวว่า สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรให้ความสำคัญกับการดำเนินงานเพื่อพัฒนาภาคเกษตรของประเทศ จึงได้กำหนดแนวทางในการปฏิบัติงานให้บุคลากรได้นำไปปรับใช้ โดยคำนึงถึงสถานการณ์การเปลี่ยนแปลงที่ส่งผลต่อภาคการเกษตรอย่างรอบด้าน การนำเทคโนโลยีสมัยใหม่ที่เหมาะสมมาประยุกต์ใช้ปฏิบัติงานด้านข้อมูล วิจัย นโยบาย ประเมินผล และการบริหารให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น เพื่อให้สามารถบรรลุวิสัยทัศน์ “องค์กรชี้นำการพัฒนาภาคเกษตรและศูนย์กลางสารสนเทศการเกษตรแห่งชาติ ภายในปี 2565”

สถานีเกษตร-สิ่งแวดล้อม : ได้ฤกษ์ติดอาวุธให้ผู้ใช้น้ำรากหญ้า #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/561780

สถานีเกษตร-สิ่งแวดล้อม : ได้ฤกษ์ติดอาวุธให้ผู้ใช้น้ำรากหญ้า

สถานีเกษตร-สิ่งแวดล้อม : ได้ฤกษ์ติดอาวุธให้ผู้ใช้น้ำรากหญ้า

วันศุกร์ ที่ 26 มีนาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

พระราชบัญญัติทรัพยากรน้ำ พ.ศ. 2561 ถือเป็นกลไกใหม่ในประวัติศาสตร์สำหรับการบริหารจัดการทรัพยาน้ำของประเทศ แต่จะให้เกิดผลเป็นรูปธรรมนั้น จะต้องมีการออกกฎหมายลำดับรองหรือกฎหมายลูกรองรับด้วย ถึงจะสามารถผลักดันเป้าประสงค์ของ พ.ร.บ.ทรัพยากรน้ำดังกล่าวให้เป็นจริงได้

กฎกระทรวงองค์กรผู้ใช้น้ำ เป็นหนึ่งในกฎหมายลำดับรองที่ขณะนี้มีผลบังคับใช้แล้ว ถือเป็นจุดเริ่มต้นในการให้ประชาชนผู้ใช้น้ำเข้ามามีส่วนร่วมในการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำของประเทศ ซึ่งจะเป็นฟันเฟืองสำคัญในการมีส่วนช่วยให้การพัฒนาทรัพยากรน้ำของประเทศมีประสิทธิภาพครอบคลุมทุกมิติมากยิ่งขึ้น

เมื่อเร็วๆ นี้ สทนช.หรือสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ ได้จัดเสวนาเรื่อง “องค์กรผู้ใช้น้ำ” สร้างการมีส่วนร่วมบริหารจัดการทรัพยากรน้ำมิติใหม่ ขึ้นมา

ดร.สมเกียรติ ประจำวงษ์ เลขาธิการ สทนช. กล่าวว่า การจัดเสวนาดังกล่าวมีเป้าหมายสำคัญเพื่อให้ความรู้แก่หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะตัวแทนผู้ใช้น้ำ 3 ฝ่าย ประกอบด้วย ภาคเกษตรกรรม ภาคพาณิชยกรรมและภาคอุตสาหกรรม ได้ตระหนักถึงบทบาทและความสำคัญขององค์กรผู้ใช้น้ำ ในการสร้างการมีส่วนร่วมบริหารจัดการทรัพยากรน้ำมิติใหม่ในอนาคต

นอกจากนี้ยังเป็นการเตรียมความพร้อมในการจดทะเบียนจัดตั้งกลุ่มผู้ใช้น้ำ ทั้งคุณสมบัติผู้ที่จะเข้าร่วมเป็นองค์ผู้ใช้น้ำ ขั้นตอนกระบวนการและวิธีการต่างๆ ในการยื่นขอรับรองความเป็นองค์กรผู้ใช้น้ำ

วันที่ 1 เมษายน 2564 นี้ สทนช.ก็จะสามารถประกาศขึ้นทะเบียนองค์กรผู้ใช้น้ำได้

สำหรับองค์กรผู้ใช้น้ำที่จะขอขึ้นทะเบียนให้ถูกต้องตามพ.ร.บ.ทรัพยากรน้ำนั้น จะต้องมีสมาชิกเป็นผู้ใช้น้ำบริเวณใกล้เคียงกันและอยู่ในเขตลุ่มน้ำเดียวกันตั้งแต่ 30 คนขึ้นไป เพื่อประโยชน์ร่วมกันเกี่ยวกับการใช้ การพัฒนา การบริหารจัดการ การบำรุงรักษา การฟื้นฟู และการอนุรักษ์ทรัพยากรน้ำในหมู่สมาชิกขององค์กรผู้ใช้น้ำ

“องค์กรผู้ใช้น้ำจะมีบทบาทสำคัญในการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำของประเทศ เพราะองค์กรผู้ใ่ช้น้ำจะเข้าใจปัญหาน้ำและแนวทางแก้ไขในแต่ละพื้นที่ซึ่งจะทำให้การแก้ไขปัญหาทรัพยากรน้ำเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ และตรงตามความต้องการของประชาชนในพื้นที่อย่างแท้จริง” เลขาธิการ สทนช.กล่าว

นอกจากนี้องค์กรผู้ใช้น้ำ จะเป็นช่องทางสำคัญในการออกเสียง เสนอแนะ แสดงความคิดเห็น สะท้อนปัญหาที่แท้จริงจากพื้นที่ และนำเสนอโครงการต่าง ๆ อันเป็นประโยชน์ต่อชุมชนสู่คณะกรรมการลุ่มน้ำได้โดยตรง ตลอดจนร่วมกันหารือ แลกเปลี่ยนข้อมูล ไกล่เกลี่ย แก้ปัญหาร่วมกัน กรณีเกิดข้อขัดแย้งระหว่างพื้นที่ลุ่มน้ำ

ทั้งนี้พ.ร.บ.ทรัพยากรน้ำ พ.ศ.2561 มีจัดแบ่งการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำไว้ 3 ระดับได้แก่ ระดับชาติ คือ คณะกรรมการทรัพยากรน้ำแห่งชาติ(กนช.) ระดับลุ่มน้ำ คือ คณะกรรมการลุ่มน้ำและระดับพื้นที่ คือ องค์กรผู้ใช้น้ำ ซึ่งตัวแทนขององค์กรผู้ใช้น้ำจะเข้าไปนั่งเป็นคณะกรรมการลุ่มน้ำ และตัวแทนของคณะกรรมการลุ่มน้ำก็จะถูกคัดเลือกเข้าไปเป็นกรรมการใน กนช.

ในการเสวนาในครั้งนี้ ได้มีตัวแทนจาก ภาคเกษตรกรรม ภาคพาณิชยกรรม และภาคอุตสาหกรรม เข้าร่วมเสวนา ต่างกันเห็นด้วยที่จะขอยื่นขึ้นทะเบียนเป็นองค์กรผู้ใช้น้ำ เพราะได้เล็งเห็นประโยชน์ที่จะเกิดขึ้น ปัญหาเกี่ยวกับน้ำในระดับรากหญ้าหรือระดับพื้นที่ ที่จะถูกสะท้อนขึ้นไปสู่ระดับกรรมการลุ่มน้ำและระดับชาติได้อย่างเป็นรูปธรรม

ปัจจุบันแม้หน่วยงานด้านน้ำหลายหน่วยงานมีการจัดตั้งองค์กรหรือกลุ่มผู้ใช้น้ำขึ้นมาบ้างแล้ว แต่ยังไม่ได้อยู่ภายใต้ พ.ร.บ.ทรัพยากรน้ำพ.ศ.2561 และยังมีไม่ครอบคลุมทุกพื้นที่ ดังนั้นถ้าภาคประชาชนหรือระดับรากหญ้าอยากจะติดอาวุธแก้ปัญหาน้ำในพื้นที่

ควรจะรีบมายื่นขอจดทะเบียนเป็นองค์กรผู้ใช้น้ำได้ที่ twuo.onwr.go.th หรือที่ สำนักงาน สทนช.ทั่วประเทศ

รัฐศักดิ์ พลสิงห์

รายงานพิเศษ : ชวนเกษตรกรใช้บริการ ‘คลินิกพืช’ วินิจฉัยโรค-แก้ปัญหาศัตรูพืชตรงจุด #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/561522

รายงานพิเศษ : ชวนเกษตรกรใช้บริการ‘คลินิกพืช’  วินิจฉัยโรค-แก้ปัญหาศัตรูพืชตรงจุด

รายงานพิเศษ : ชวนเกษตรกรใช้บริการ‘คลินิกพืช’ วินิจฉัยโรค-แก้ปัญหาศัตรูพืชตรงจุด

วันพฤหัสบดี ที่ 25 มีนาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

ปัจจุบันเกษตรกรส่วนใหญ่มักจะประสบปัญหาเรื่องการเข้าทำลายของศัตรูพืช ที่นับวันจะทวีความรุนแรงมากขึ้น ซึ่งปัญหาดังกล่าวได้ส่งผลกระทบต่อรายได้ และความเป็นอยู่ของเกษตรกรเป็นอย่างมาก กรมส่งเสริมการเกษตรจึงจัดทำโครงการคลินิกพืช ปั้นนักส่งเสริมเป็น “หมอพืช”เพื่อให้บริการวินิจฉัยอาการผิดปกติของพืชเบื้องต้นและให้คำแนะนำในการแก้ปัญหาให้กับเกษตรกร

นายเข้มแข็ง ยุติธรรมดำรง อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร เปิดเผยว่า จากปัญหาที่เกษตรกรส่วนใหญ่ต้องประสบในการผลิตพืชคือ การเข้าทำลายของศัตรูพืช ทำให้ผลผลิตการเกษตรเกิดความเสียหาย พืชอ่อนแอ ผลผลิตลดลง หรือผลผลิตมักไม่ได้คุณภาพตามความต้องการของตลาด ส่งผลกระทบต่อรายได้และความเป็นอยู่ของเกษตรกรผู้ผลิต กรมส่งเสริมการเกษตร จึงจัดตั้ง “คลินิกพืช” เพื่อให้บริการวินิจฉัยอาการผิดปกติของพืชเบื้องต้นให้กับเกษตรกรในพื้นที่ รวมถึงให้คำแนะนำเกี่ยวกับการแก้ไขปัญหาอาการผิดปกติ ยึดการจัดการศัตรูพืชโดยวิธีผสมผสานที่มีความยืดหยุ่นและเหมาะสมกับบริบทของเกษตรกรและบริบทของพื้นที่ โดยมีกองส่งเสริมการอารักขาพืชและจัดการดินปุ๋ย ศูนย์ส่งเสริมเทคโนโลยีการเกษตรด้านอารักขาพืช กลุ่มอารักขาพืช สำนักงานเกษตรจังหวัด ปฏิบัติหน้าที่ให้บริการด้านการอารักขาพืชแก่เกษตรกรในพื้นที่ ทำหน้าที่ตรวจวินิจฉัยอาการผิดปกติของพืชเป็นอันดับแรก เพื่อนำไปสู่การให้คำแนะนำการปฏิบัติและสนับสนุนปัจจัยการควบคุมศัตรูพืชที่ถูกต้องและเหมาะสมแก่เกษตรกรต่อไป

นายรพีทัศน์ อุ่นจิตตพันธ์ ผู้อำนวยการกองส่งเสริมการอารักขาพืชและจัดการดินปุ๋ยอธิบายเพิ่มเติมว่า กรมส่งเสริมการเกษตรโดยกองส่งเสริมการอารักขาพืชและจัดการดินปุ๋ย ได้ดำเนินการพัฒนาศักยภาพเจ้าหน้าที่ผู้รับผิดชอบงานอารักขาพืชในระดับจังหวัดและอำเภอ ให้สามารถปฏิบัติงานให้บริการคลินิกพืชในระดับพื้นที่ได้ เพื่อสนับสนุนพันธกิจของกรมส่งเสริมการเกษตรในการเพิ่มขีดความสามารถของเกษตรกรให้สามารถผลิตและจัดการสินค้าเกษตรตามความต้องการของตลาด รวมถึงสามารถให้บริการทางการเกษตรตามสภาพปัญหาและความต้องการของเกษตรกรได้อย่างเหมาะสมและทั่วถึงทุกพื้นที่ได้ต่อไป

ทั้งนี้ หมอพืช (Plant Doctor) คือเป็นผู้ที่ผ่านการอบรมการเป็นหมอพืช และการดำเนินงานคลินิกพืชของกรมส่งเสริมการเกษตร หรือหลักสูตรอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับการวินิจฉัยและการจัดการศัตรูพืช ที่จัดโดยกรมส่งเสริมการเกษตร หรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องหรือสถาบันการศึกษา หรือเป็นผู้มีประสบการณ์ด้านการวินิจฉัยและการจัดการศัตรูพืชมีความรู้ ความสามารถ ในการวินิจฉัยอาการผิดปกติเบื้องต้นในระดับพื้นที่ และให้คำแนะนำการจัดการศัตรูพืชที่เหมาะสมกับสภาพปัญหาและบริบทของพื้นที่ให้กับเกษตรกรได้ โดยมีสถานที่สำหรับให้บริการคลินิกพืช ได้แก่ 1. ศูนย์ส่งเสริมเทคโนโลยีการเกษตรด้านอารักขาพืช จำนวน 9 ศูนย์ โดยจะเปิดให้บริการเป็นประจำทุกวัน 2. สำนักงานเกษตรจังหวัด จำนวน 77 ศูนย์ และสำนักงานเกษตรอำเภอ 882 ศูนย์ โดยจะเปิดให้บริการ อย่างน้อยสัปดาห์ละ 1 วัน 3. ศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร จำนวน 882 ศูนย์ หรือศูนย์จัดการศัตรูพืชชุมชน จำนวน 1,764 ศูนย์ โดยจะเปิดให้บริการ อย่างน้อยเดือนละ 1 วัน ซึ่งการดำเนินโครงการดังกล่าวนี้ จะช่วยให้สามารถแก้ไขปัญหาอาการผิดปกติของพืชให้กับเกษตรกรได้อย่างถูกต้องตรงตามสาเหตุ ช่วยให้เกษตรกร ลด ละ การใช้สารเคมีป้องกันกำจัดศัตรูพืชที่เกินความจำเป็น ซึ่งจะทำให้เกษตรกรสามารถผลิตผลผลิตทางการเกษตรได้มีอย่างคุณภาพ

“คลินิกพืช จะมีหมอพืชที่ได้รับการอบรม มีความเชี่ยวชาญในการวิเคราะห์ เพราะกรมส่งเสริมการเกษตรมีการอบรมหมอพืชเป็นประจำ พร้อมให้คำแนะนำ ให้บริการวินิจฉัยอาการผิดปกติ ของพืชเบื้องต้นให้กับเกษตรกรในพื้นที่ ดังนั้นเกษตรกรที่มาใช้บริการ สามารถมั่นใจได้ว่า คลินิกพืชจะช่วยแก้ไขปัญหา และตอบข้อสงสัยให้แก่เกษตรกรที่เข้ามาใช้บริการได้อย่างรวดเร็ว”นายรพีทัศน์ กล่าว

ด้านนายสว่าง อู่พันธุ์ เจ้าของศูนย์เรียนรู้วงษ์ทอง ต.ไผ่ขวาง อ.เมือง จ.สุพรรณบุรี เป็นเกษตรกรที่เข้ามาใช้บริการคลินิกพืชกล่าวว่าเห็นด้วยอย่างยิ่งที่กรมส่งเสริมการเกษตรเปิดให้บริการคลินิกพืช เพราะจะช่วยให้เกษตรกรมีความรู้และได้รับการแก้ไขปัญหาเรื่องโรคพืชได้อย่างตรงจุด ซึ่งจะช่วยลดการใช้สารเคมีในการรักษา ป้องกันโรคพืชได้ นั่นหมายถึงต้นทุนการผลิตของเกษตรกรก็จะลดลงด้วย นอกจากนี้ คลินิกพืช ยังเป็นการให้บริการของกรมส่งเสริมการเกษตรที่ช่วยให้เกษตรกรสามารถเข้าถึงได้สะดวกสบายขึ้น เพราะมีบริการถึงแหล่งชุมชนตามวันเวลานัดหมาย ทำให้เกษตรกรไม่ต้องเสียเวลาเดินทางไกลไปถึงสำนักงานเกษตรอำเภอหรือสำนักงานเกษตรจังหวัดเพียงอย่างเดียวและในอนาคต หากจะขยายผล โดยเปิดอบรมให้กับเกษตรกรที่มีความพร้อมให้รู้จักการวินิจฉัยโรคพืชเบื้องต้นได้ ก็น่าจะช่วยให้การแก้ปัญหาโรคพืชของเกษตรกรเกิดประสิทธิภาพมากขึ้น

ซอกแซกอาเซียน : 25 มีนาคม 2564 #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/561521

ซอกแซกอาเซียน : 25 มีนาคม 2564

วันพฤหัสบดี ที่ 25 มีนาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

เมื่อช่วงกลางเดือนมกราคม ปีนี้ สำนักเลขานุการแอปเตอร์ ได้มีโอกาสจัดประชุมสองฝ่ายระหว่างคณะเราและผู้แทนฝ่ายญี่ปุ่น ผลของโควิด-19 ทำให้เราต้องจัดประชุมพูดคุยกันแบบเทเลคอนเฟอเรนซ์ ซึ่งถือเป็นหนึ่งในหลายๆ นิว นอร์มอล ที่เปลี่ยนแปลงมาเหตุจากเจ้าเชื้อไวรัสร้ายที่เกิดระบาดมากว่าปีแล้วยังไม่มีทีท่าว่าจะสงบบางเบาลงไปที่ผ่านมาเกือบสองสามเดือนผมไม่ได้นำเสนอผู้อ่านเกี่ยวกับเรื่องของกิจกรรมแอปเตอร์เลย หากแต่ไปเอาเรื่องข้าวๆ ที่ผมมีความรู้และประสบการณ์อยู่บ้างมาเล่าสลับฉาก

การประชุมแบบทางไกล หรือเทเลคอนเฟอเรนซ์ เดี๋ยวนี้ฮิตมากแม้แต่การประชุมของหน่วยงานภาครัฐของประเทศไทย ทุกวันนี้ก็พบเห็นเป็นประจำ แต่ของแอปเตอร์เรานั้นพูดกันข้ามประเทศ ทำให้การเตรียมระบบต่างๆ ต้องมีความสมบูรณ์พอควร ไม่งั้นอาจไม่ชัดทั้งภาพและเสียงพูด การประชุมกับทางญี่ปุ่นครั้งนี้ ถือเป็นความใส่ใจของฝ่ายญี่ปุ่นอันเป็นธรรมชาติของเขาโดยแท้ เพราะที่ผ่านมานอกจากที่ได้จัดประชุมกับฝ่ายเกาหลีใต้แล้ว ก็ไม่มีรายการประชุมสองฝ่ายในลักษณะนี้สำหรับประเทศสมาชิกอื่นเลย และด้วยความที่สำนักเลขานุการแอปเตอร์เรามีผู้เชี่ยวชาญญี่ปุ่นมาประจำอยู่ด้วย จึงทำให้การประชุมครั้งนี้มีความเป็นทางการมากขึ้น เพราะมีการจัดทำระเบียบวาระการประชุมและมีการยกร่างคำกล่าวต่างๆ ซึ่งในเบื้องต้นที่ผู้เชี่ยวชาญญี่ปุ่นมาหารือกับผมว่าอยากจะมีการพบปะพูดคุยกัน ตอนแรกก็ย้ำว่า ต้องการพูดคุยแบบง่ายๆ กันเองๆ ไม่ต้องมีพิธีรีตองอะไรมากนัก แต่เมื่อเตรียมไปเตรียมมา ทางฝ่ายกระทรวงเกษตรญี่ปุ่นนำไปรายงานท่านอธิบดีนายใหญ่ของเขา กลายเป็นว่าท่านอธิบดีเขาอยากจะมาร่วมประชุมพูดคุยด้วยตนเอง เพราะท่านอธิบดีท่านนี้ก็ได้เคยพบกับผมอยู่หลายครั้ง ทั้งในประเทศญี่ปุ่น ประเทศไทย รวมทั้งตอนไปลงนามความตกลงฉบับแก้ไขที่ประเทศเวียดนามเมื่อปี 2018 ด้วย

ดังนั้น จากที่บอกว่าประชุมแบบไม่ทางการก็เลยกลายเป็นกึ่งทางการขึ้นมาทันที จากที่เพียงตกลงกันว่าใส่เสื้อเชิ้ตธรรมดา ก็ต้องมีแจ๊กเกตสูทสวมทับ และบางคนก็ยังจัดเต็มผูกเนคไทอีก มีวาระการประชุม มีการร่างคำกล่าว มีโฆษก หรือ เอ็มซี กันเต็มพิกัด ซึ่งก็ได้มอบหมายให้ผู้เชี่ยวชาญญี่ปุ่นประจำแอปเตอร์นั่นแหละทำหน้าที่โฆษก วาระที่สำคัญ คือ การแนะนำผู้เชี่ยวชาญญี่ปุ่นคนใหม่ที่จะส่งมาประจำแอปเตอร์แทนคนเก่าที่นั่งอยู่ปัจจุบัน เพราะมาอยู่เมืองไทยครบ 2 ปี แล้วต้องเดินทางกลับสิ้นเดือนมีนาคมที่จะถึงนี้ และคนใหม่จะมาแทนในเดือนเมษายน ท่านอธิบดีมาอ่านกล่าวทักทายแล้วก็กลับออกไปส่วนการพูดคุยได้มอบหมายให้ ผู้อำนวยการกองของเขาทำหน้าที่ พอดีท่าน ผอ. ท่านก็เป็นคนใหม่ จึงเหมาะสมที่จะทำความรู้จักกันไปด้วยเลย ท่านเล่าว่า ในอดีตประมาณ 10 ปี ท่านก็เคยมาประจำอยู่สถานทูตญี่ปุ่นในกรุงเทพฯ ท่านคุ้นเคยเมืองไทยเป็นอย่างดี แถมยังมีการพูดภาษาไทยอยู่อีกด้วยในบางคำ สรุปแล้วก็ชื่นมื่นกันดี ภารกิจอีกอย่างที่ได้พูดคุยก็คือการสนับสนุนของญี่ปุ่นต่อแอปเตอร์ นับเป็นประเทศแรกที่พูดถึงการต่อระยะเวลาการบริจาคเงินทุนให้แอปเตอร์ ซึ่งรายละเอียดผมจะนำมาคุยภายหลัง แต่ ณ โอกาสนี้ผมเพียงอยากจะเล่าว่า นับเป็นความพิเศษของญี่ปุ่นจริงๆ ที่เขาใส่ใจและติดตามความเป็นไปขององค์กรตลอด เขารู้ว่าถึงเวลาไหน องค์กรแอปเตอร์ควรจะทำอะไร และไม่เคยปล่อยให้สิ่งสำคัญนั้นผ่านเลยไป จะต้องยกมากล่าวเตือนล่วงหน้าทุกครั้ง ลักษณะแบบนี้ที่ผมกล่าวชื่นชมญี่ปุ่น ก็เพราะว่า จนถึงปัจจุบันผมยังไม่เห็นสมาชิกแอปเตอร์ประเทศอื่นๆ พูดถึงเรื่องการบริจาคเงินนี้ให้ได้ยินเลยครับ

ชาญพิทยา ฉิมพาลี

chanpithya@apterr.org

รักบ้านเกิดชวนคนเมืองมากินสร้างสุข อุดหนุนสินค้าจากเกษตรกรไทย #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/561476

รักบ้านเกิดชวนคนเมืองมากินสร้างสุข อุดหนุนสินค้าจากเกษตรกรไทย

รักบ้านเกิดชวนคนเมืองมากินสร้างสุข อุดหนุนสินค้าจากเกษตรกรไทย

วันพุธ ที่ 24 มีนาคม พ.ศ. 2564, 16.49 น.

รักบ้านเกิดชวนคนเมืองมากินสร้างสุข อุดหนุนสินค้าจากเกษตรกรไทย กระจายรายได้สู่ชุมชน ตั้งแต่วันนี้- 31 มีนาคม 2564

บริษัท รักบ้านเกิด จำกัด ผู้สร้างสรรค์สื่อดิจิทัลและธุรกิจเกษตรสร้างสรรค์สู่ความยั่งยืน ชวนคุณเปิดประสบการณ์ใหม่ในการใช้ชีวิตแบบอินทรีย์เชิงสร้างสรรค์ พร้อมอุดหนุนเกษตรกรไทย กระจายรายได้สู่ชุมชนภายใต้แนวคิด “กินสร้างสุข ปลูกสร้างสรรค์ สุขยั่งยืน” ไปกับสินค้าเพื่อสุขภาพจากเกษตรกรรักบ้านเกิด  อาทิ บัตเตอร์นัทสร้างสุข ราคา 179 บาท/ 1 กิโลกรัม , ไข่ไก่อารมณ์ดี วิถีอินทรีย์100% ราคา 120 บาท/10 ฟอง , ชุดผักสลัดสร้างสุข ประกอบด้วย เรด โอ๊ค (Red Oak), กรีน โอ๊ค (Green Oak), ผักกาดหอม (Lettuce), ผักกาดแก้ว (Iceberg Lettuce) และ กรีนคอส (Green Cos) ราคาชุดเริ่มตั้งแต่ 390-890 บาท และอีกหลากหลายผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพ

ร่วมรักบ้านเกิดและช่วยเหลือเกษตรกรไทยพร้อมกระจายความสุขสู่สังคมได้แล้วตั้งแต่วันนี้ถึง 31 มีนาคม 2564 ที่ Rakbankerd Selected โทร 02-016-5600หรือสั่งผ่านช่องทางออนไลน์ได้ที่ Line@ : @rakbankerdสามารถติดตามกิจกรรมของรักบ้านเกิดได้ที่www.rakbankerd.com, http://www.facebook.com/rakbankerd.selected และ IG: rakbankerd_selected

รายงานพิเศษ : ‘ข้าวหอมมะลิอินทรีย์’ กลุ่มจว.กลางตอนบน ให้ผลตอบแทนคุ้มค่า-ตอบโจทย์คนรักสุขภาพ #SootinClaimon.Comน้า

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/561234

รายงานพิเศษ : ‘ข้าวหอมมะลิอินทรีย์’กลุ่มจว.กลางตอนบน  ให้ผลตอบแทนคุ้มค่า-ตอบโจทย์คนรักสุขภาพ

รายงานพิเศษ : ‘ข้าวหอมมะลิอินทรีย์’กลุ่มจว.กลางตอนบน ให้ผลตอบแทนคุ้มค่า-ตอบโจทย์คนรักสุขภาพ

วันพุธ ที่ 24 มีนาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้ขับเคลื่อนการพัฒนาเกษตรอินทรีย์ โดยจัดทำ “แผนปฏิบัติการด้านเกษตรอินทรีย์พ.ศ. 2560-2565” ผ่านกระบวนการมีส่วนร่วมจากภาคส่วนต่างๆ ซึ่งที่ผ่านมา กระทรวงเกษตรฯ และกระทรวงมหาดไทยได้ร่วมมือขับเคลื่อนเกษตรอินทรีย์ภายใต้กลุ่มจังหวัดครอบคลุม 13 กลุ่ม 56 จังหวัด โดยกลุ่มจังหวัดภาคกลางได้ร่วมกันขับเคลื่อนตั้งแต่การผลิต การแปรรูป และการตลาดให้ประสบความสำเร็จเป็นรูปธรรม และสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับเกษตรอินทรีย์แบบครบวงจร

นางสาวสมบัติ พุทธา รักษาราชการแทนผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรที่ 7 ชัยนาท (สศท.7) สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) สศท.7 ได้ลงพื้นที่กลุ่มจังหวัดภาคกลางตอนบนที่ทำบันทึกข้อตกลงความร่วมมือการพัฒนาเกษตรอินทรีย์ (ลพบุรี ชัยนาท พระนครศรีอยุธยา สระบุรี สิงห์บุรี และอ่างทอง) ศึกษาห่วงโซ่คุณค่าของข้าวหอมมะลิอินทรีย์ในพื้นที่กลุ่มจังหวัดภาคกลางตอนบน เพื่อเป็นประโยชน์ในการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตข้าวหอมมะลิอินทรีย์ และเป็นข้อเสนอแนะในการดำเนินนโยบายการปลูก ข้าวอินทรีย์เพื่อเกษตรกรรมยั่งยืน ซึ่งเป็นข้อมูลปีเพาะปลูก 2563 ของเกษตรกรที่เพาะปลูกในช่วงเดือนพฤษภาคมและเก็บเกี่ยวผลผลิตช่วงเดือนตุลาคม 2563 พบว่า มีเกษตรกรผู้ปลูกข้าวอินทรีย์พันธุ์หอมมะลิ 105 ที่ผ่านการรับรองมาตรฐาน มกษ. 9000ในพื้นที่ 6 จังหวัดภาคกลางตอนบน รวม 115 ราย พื้นที่ปลูกประมาณ 3,739 ไร่ โดยข้าวหอมมะลิอินทรีย์ มีต้นทุนการผลิตเฉลี่ย 3,344.29 บาท/ไร่มีระยะเวลาเพาะปลูกจนถึงเก็บเกี่ยว 120-150 วัน ให้ผลผลิต 510.22 กิโลกรัม/ไร่ เกษตรกรได้ผลตอบแทน 5,612.41 บาท/ไร่ คิดเป็นผลตอบแทนเฉลี่ยสุทธิ (กำไร) 2,268.12 บาท/ไร่ ในขณะที่ข้าวทั่วไปที่ใช้สารเคมี มีต้นทุนการผลิตเฉลี่ย 4,175.31 บาท/ไร่มีระยะเวลาเพาะปลูกจนถึงเก็บเกี่ยว 120-150 วัน ให้ผลผลิต 657.05 กิโลกรัม/ไร่ เกษตรกรได้ผลตอบแทน 5,144.75 บาท/ไร่ คิดเป็นผลตอบแทนเฉลี่ยสุทธิ (กำไร) 969.44 บาท/ไร่

จะเห็นได้ว่า การผลิตข้าวหอมมะลิอินทรีย์ มีต้นทุนต่ำกว่าข้าวทั่วไปที่ใช้สารเคมีร้อยละ 20 เนื่องจากไม่ได้ใช้ปุ๋ยเคมีหรือสารเคมีสังเคราะห์ ปุ๋ยอินทรีย์ หรือสารชีวภาพบางชนิดก็สามารถทำได้เองจากของเหลือใช้ที่หาได้ทั่วไปทำให้ต้นทุนในส่วนนี้ต่ำกว่าการผลิตข้าวทั่วไป แต่กลับให้ผลตอบแทนสุทธิสูงกว่าข้าวทั่วไปกว่า 3 เท่า อย่างไรก็ตาม การผลิตข้าวหอมมะลิอินทรีย์ต้องใช้ความอดทนและเอาใส่ใจของเกษตรกรเป็นพิเศษ ทั้งการปรับปรุงบำรุงดิน การควบคุมโรคและแมลง การรักษามาตรฐานการผลิตให้ได้ตามมาตรฐานการรับรอง และยังควบคุมปริมาณผลผลิตได้ยากกว่าการผลิตข้าวแบบทั่วไป แต่เมื่อผ่านไปสักระยะ เกษตรกรจะได้รับผลตอบแทนที่คุ้มค่าอย่างแน่นอน ทั้งในส่วนของผลตอบแทนที่เป็นจำนวนเงิน และสุขภาพที่ดีขึ้น รวมถึงความปลอดภัยของผู้บริโภค และตัวเกษตรกรผู้ปลูกเองด้วย

ในส่วนของการจำหน่ายข้าวหอมมะลิอินทรีย์ของเกษตรกรในพื้นที่ 6 จังหวัดภาคกลางตอนบนนั้น จะแบ่งเป็นการจำหน่ายข้าวเปลือกหอมมะลิอินทรีย์ให้โรงสีข้าวอินทรีย์ที่ตั้งอยู่ในพื้นที่จังหวัดลพบุรี และชัยนาท คิดเป็นร้อยละ 36 และจำหน่ายให้โรงสีข้าวอินทรีย์ของกลุ่มเกษตรกร คิดเป็นร้อยละ 28 สำหรับราคารับซื้อข้าวเปลือกหอมมะลิอินทรีย์ความชื้น 15% อยู่ที่ 14,000 – 16,000 บาท/ตัน ความชื้น 25-28%อยู่ที่ 11,000 บาท/ตัน และอีกร้อยละ 36 จำหน่ายข้าวหอมมะลิอินทรีย์แปรรูป โดยเกษตรกรจ้างโรงสีข้าวอินทรีย์ดำเนินการแปรรูปเป็นข้าวสารบรรจุถุง และนำมาจำหน่ายให้กับผู้บริโภคเองโดยตรง ในราคา 40-60 บาท/กิโลกรัม หากจำหน่ายออนไลน์ราคาอยู่ที่ 70-90 บาท/กิโลกรัม ทั้งนี้ โรงสีข้าวอินทรีย์จะรับซื้อและรับแปรรูปข้าวเปลือกจากเกษตรกรที่เป็นสมาชิกและได้รับมาตรฐานอินทรีย์เท่านั้น

นางสาวสมบัติ กล่าวเพิ่มเติมว่า สำหรับกระบวนการผลิตข้าวหอมมะลิอินทรีย์ เกษตรกรจะให้ความสำคัญในทุกขั้นตอนการผลิต และการเตรียมความพร้อมที่พิถีพิถัน ซึ่งจะแตกต่างจากการผลิตข้าวทั่วไป เนื่องจากไม่สามารถใช้สารเคมีสังเคราะห์ได้ โดยเริ่มตั้งแต่การจัดการความอุดมสมบูรณ์ของดิน เช่น การไม่เผาตอซังข้าว การปลูกพืชบำรุงดิน การใช้ปุ๋ยคอกปุ๋ยหมักเพื่อเพิ่มอินทรียวัตถุ และจุลินทรีย์ที่เป็นประโยชน์ในดิน และการวิเคราะห์ดินในแปลงนาทุกปี การเลือกใช้พันธุ์ข้าวที่ต้านทานโรค และเหมาะสมกับศักยภาพของพื้นที่ การปลูกพืชหมุนเวียนเพื่อตัดวงจรการระบาดของโรค แมลง และสัตว์ศัตรูข้าว การใช้กับดักหรือสารสกัดจากพืชบางชนิด หรือแม้กระทั่งรักษาสมดุลทางธรรมชาติ ส่วนการเก็บรักษาข้าวหอมมะลิอินทรีย์นั้นต้องมีการจัดการในโรงเก็บ มีการกำจัดศัตรูข้าวในสถานที่เก็บด้วยวิธีต่างๆ โดยที่ไม่ใช้สารเคมี เช่น การหมั่นทำความสะอาดสถานที่เก็บข้าว พ่นสารสกัดจากพืช เพื่อป้องกันกำจัดแมลงที่พื้น ฝาผนัง และที่ว่างของโรงเก็บ หรือใช้กิ่งของต้นยี่โถเพื่อไล่หนู การคลุกเมล็ดพันธุ์ด้วยสารสกัดจากพืช เช่น สะเดา ดอกดีปลีแห้ง ว่านน้ำผง เป็นต้น ทั้งนี้ หากเกษตรกรหรือท่านใดสนใจข้อมูลหรือผลการศึกษาวิจัยการผลิตข้าวหอมมะลิอินทรีย์ในพื้นที่กลุ่มจังหวัดภาคกลางตอนบนสามารถสอบถามเพิ่มเติมได้ที่ สศท.7 โทร. 0-5640-5005 หรืออีเมล zone7@oae.go.th

‘ธรรมนัส’ ตรวจโครงการประตูระบายน้ำเขาชนกัน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/560988

‘ธรรมนัส’ตรวจโครงการประตูระบายน้ำเขาชนกัน

วันอังคาร ที่ 23 มีนาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

รมต.ธรรมนัส ลงพื้นที่ตรวจติดตาม การสร้างโครงการประตูระบายน้ำเขาชนกัน จังหวัดนครสวรรค์ แก้ปัญหาการขาดแคลนน้ำในช่วงฤดูแล้ง และช่วยบรรเทาอุทกภัยที่เกิดขึ้นเป็นประจำทุกปี

ร้อยเอกธรรมนัส พรหมเผ่า รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยภายหลัง ลงพื้นที่ตรวจติดตามการสร้างโครงการประตูระบายน้ำเขาชนกัน จังหวัดนครสวรรค์ ณ โครงการประตูระบายน้ำเขาชนกัน อ.แม่วงก์ จ.นครสวรรค์ ว่า โครงการประตูระบายน้ำเขาชนกัน เป็นการก่อสร้างประตูระบายน้ำ และอาคารประกอบพร้อมส่วนประกอบอื่น มีประตูระบายน้ำขนาด 7 ช่อง พื้นที่รับประโยชน์ 10,000 ไร่ เพื่อสนับสนุนด้านการเกษตร ด้านอุปโภค-บริโภค และบรรเทาปัญหาอุทกภัย

จากการที่ลุ่มน้ำสะแกกรังประสบปัญหาการขาดแคลนน้ำทั้งการอุปโภค-บริโภค และการเพาะปลูกในเขตอ.แม่วงก์ อ.แม่เปิ่น อ.ลาดยาว จ.นครสวรรค์และอ.สว่างอารมณ์ อ.ทัพทัน อ.เมือง จ.อุทัยธานี รวมทั้งปัญหาน้ำท่วมตอนล่างและพื้นที่ลุ่มริมลำน้ำในเขต อ.ลาดยาว อ.ชุมตาบง จ.นครสวรรค์และอ.ทัพทัน อ.สว่างอารมณ์ จ.อุทัยธานี ทั้งนี้พื้นที่ประสบปัญหาส่วนใหญ่ จะอยู่ในพื้นที่ลุ่มแม่น้ำวงก์และสะแกกรังตอนล่าง เนื่องจากยังไม่มีที่เก็บกักน้ำเพียงพอในการเก็บกักน้ำหลากในฤดูฝน เพื่อนำมาใช้ในช่วงฤดูแล้ง และเหตุการณ์อุทกภัยที่จะสร้างความเสียหายต่อทรัพย์สินและผลผลิตทางการเกษตรของประชาชนอย่างมากเป็นประจำทุกปี และมีแนวโน้มมากขึ้นในอนาคต ก่อให้เกิดความเสียหายมากและกว้างขว้างในทุกภาคส่วน โดยเฉพาะอุทกภัยในปี 2554 และเหตุการณ์ภัยแล้ง 2558 สร้างความเสียหายให้กับพื้นที่เกษตรกรรม ชุมชนที่อยู่อาศัยพาณิชยกรรม และการท่องเที่ยว

ร้อยเอกธรรมนัส กล่าวว่า จากโครงการประตูระบายน้ำเขาชนกันนี้ จะทำให้เกิดผลประโยชน์ ทั้งทางด้านการเกษตร เนื่องมาจากการเพิ่มขึ้นของผลผลิต ที่เกิดจากการมีน้ำใช้อย่างเพียงพอ และเปลี่ยนแปลงการปลูกพืชที่สร้างรายได้แก่ครัวเรือนในฤดูแล้งช่วยบรรเทาอุทกภัยในพื้นที่อำเภอลาดยาว จังหวัดนครสวรรค์ ประชาชนในพื้นที่จะมีน้ำอุปโภค-บริโภค อย่างเพียงพอ

สกู๊ปพิเศษ : ก.แรงงานพลิกชีวิตกลุ่มเปราะบางกรุงเก่า หนุน ‘จักสานผักตบชวา’ ต่อยอดอาชีพยั่งยืน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/560991

สกู๊ปพิเศษ : ก.แรงงานพลิกชีวิตกลุ่มเปราะบางกรุงเก่า  หนุน‘จักสานผักตบชวา’ต่อยอดอาชีพยั่งยืน

สกู๊ปพิเศษ : ก.แรงงานพลิกชีวิตกลุ่มเปราะบางกรุงเก่า หนุน‘จักสานผักตบชวา’ต่อยอดอาชีพยั่งยืน

วันอังคาร ที่ 23 มีนาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

จากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 หลายคนต้องเผชิญกับผลกระทบที่ไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ จนต้องผันตัวเองจากที่เคยทำงานในระบบกลับไปตั้งต้นชีวิตใหม่ในการประกอบอาชีพอิสระยังภูมิลำเนา ซึ่งรัฐบาล ภายใต้การนำของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชานายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม กระทรวงแรงงานภายใต้การกำกับดูแลของ พล.อ.ประวิตรวงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีมีนโยบายสำคัญในการพัฒนาคุณภาพชีวิตแรงงานนอกระบบ สตรี ผู้สูงอายุผู้พิการ และกลุ่มเปราะบาง ซึ่งสอดคล้องกับนโยบายของกระทรวงแรงงาน ภายใต้การนำของ นายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน ที่ต้องการให้แรงงานนอกระบบ สตรี ผู้สูงอายุผู้พิการ และกลุ่มเปราะบางมีงานทำมีอาชีพ มีรายได้ ได้รับการพัฒนาทักษะฝีมือ ได้รับสวัสดิการและการคุ้มครองทางสังคมตามกฎหมาย มีหลักประกันความมั่นคงในชีวิต และมีความปลอดภัยในการทำงาน เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตให้ดียิ่งขึ้น

โดยได้มอบหมายให้ นางธิวัลรัตน์อังกินันทน์ ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน พร้อมด้วย นางเธียรรัตน์นะวะมะวัฒน์ คณะที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน นำหน่วยงานในสังกัดกระทรวงแรงงานจังหวัดพระนครศรีอยุธยา ลงพื้นที่เพื่อสอบถามความต้องการด้านอาชีพเพื่อบูรณาการสนับสนุนความช่วยเหลือตามภารกิจของกระทรวงแรงงาน พร้อมมอบวัสดุปกรณ์และเครื่องมือพื้นฐานในการทำมาหากินภายหลังการฝึกอบรมโครงการแก่กลุ่มอาชีพ “จักสานผักตบชวา” โครงการเตรียมความพร้อมแก่กำลังแรงงาน กิจกรรมเพิ่มอาชีพเพิ่มรายได้ แก่สมาชิกกลุ่มอาชีพ “จักสานผักตบชวา” จำนวน 20 คน เพื่อให้ชาวบ้านกลุ่มเปราะบางได้นำไปต่อยอดในการประกอบอาชีพต่อไปได้

สำหรับกลุ่มอาชีพแห่งนี้มี ธนณัฎฐ์ รุ่งแจ้ง กำนันตำบลพยอม อ.วังน้อย จ.พระนครศรีอยุธยา เป็นผู้บุกเบิก เล่าถึงที่มาที่ไปว่า ด้วยสภาพภูมิประเทศของจังหวัดพระนครศรีอยุธยา มีแม่น้ำเจ้าพระยาไหลผ่าน ผักตบชวาที่มีอยู่ในท้องถิ่นเป็นจำนวนมาก ซึ่งเป็นวัชพืชที่ในแต่ละปีหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องสูญเสียงบประมาณจำนวนมากในการกำจัด จึงมีแนวคิดว่า ทำอย่างไรจึงนำผักตบชวาเหล่านี้มาดัดแปลงให้เกิดมูลค่า และสามารถสร้างงาน สร้างอาชีพ ให้ชาวบ้านมีรายได้เลี้ยงตนเองและจุนเจือครอบครัว จึงได้รวมกลุ่มของสมาชิกราว 20 คน ขึ้นมาเป็นกลุ่มอาชีพ “จักสานผักตบชวา” ซึ่งส่วนใหญ่เป็นผู้สูงอายุ ผู้ที่เกษียณจากการทำงาน ผู้พิการ และกลุ่มเปราะบาง ช่วงแรกได้นำวิทยากรจากจังหวัดอ่างทองมาสอนชาวบ้านเพื่อให้เกิดประโยชน์และเพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจ ทำให้กลุ่มอาชีพมีความเข้มแข็ง จนในทุกวันนี้กำนันตำบลพยอมได้มีการนำองค์ความรู้ไปถ่ายทอดให้กับลูกบ้าน

โดยเฉพาะกลุ่มผู้สูงอายุ ผู้ที่เกษียณอายุจากงานประจำแล้วกลับมาอยู่บ้าน รวมถึงกลุ่มเปราะบาง มีอาชีพเสริม มีงานทำ มีรายได้ เลี้ยงดูตนเองและจุนเจือครอบครัวได้ หลายหน่วยงานเข้ามาสนับสนุนทั้งในเรื่องวิทยากร วัสดุอุปกรณ์เครื่องมือ ตลอดจนช่องการจัดจำหน่ายผ่านตลาดออนไลน์ ให้ความรู้ด้านการบริหารจัดการกลุ่ม การกู้ยืมเงินกองทุนฯ การจัดตั้งกลุ่มเพื่อผู้รับงานไปทำที่บ้าน การตลาด การทำบัญชีเบื้องต้นและค่าใช้จ่ายที่จำเป็น เช่น สำนักงานส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย (กศน.) อำเภอวังน้อย สนับสนุนวิทยากร กรมการจัดหางาน กระทรวงแรงงาน สนับสนุนและมอบเครื่องมือทำกินให้กับผู้เข้ารับการฝึก มหาวิทยาลัยราชภัฏพระนครศรีอยุธยา สนับสนุนด้านช่องทางการจำหน่าย การออกแบบผลิตภัณฑ์ผ่านตลาดออนไลน์

ทองอ่อน รุ่งเรือง วัย 75 ปี เล่าว่าเมื่อก่อนตนอยู่บ้านเลี้ยงหลาน กำนันตำบลพยอม ได้ชวนมาฝึกอบรมกับวิทยากรที่มาสอนฝึกอาชีพจักสานผักตบชวา จนเริ่มทำเองได้ จักสานเป็นตะกร้า กระเป๋า ทั้งใบเล็ก ใบใหญ่ ถ้าใบเล็กต้องใช้เวลาในการทำได้วันละ 1-2 ใบ แล้วแต่ความยากง่าย เนื่องจากเป็นงานละเอียด มีการบุผ้า ลงน้ำมันเคลือบเงา เพ้นท์ลายต่างๆ ตามออเดอร์ที่ลูกค้าต้องการ ส่วนกระเป๋าใบใหญ่จะใช้เวลาทำนาน 3-5 วันต่อใบ ราคาเฉลี่ยเริ่มต้นใบละ 350 บาท สามารถให้มีรายได้คนละ 1,500 -3,000 บาทต่อเดือน ซึ่งการจักสานต้องมีความประณีต มีใจรัก เนื่องจากเป็นงานฝีมือ ที่ต้องใช้ความละเอียด

ถือเป็นความโชคดีของชาวบ้าน โดยเฉพาะแรงงานนอกระบบ และกลุ่มเปราะบาง ที่ได้ใช้เวลาว่างให้เกิดประโยชน์ ท่ามกลางวิกฤตการณ์จากผลกระทบโควิด-19
ที่ต้องใช้เวลาในการเร่งฟื้นตัวอย่างต่อเนื่อง ซึ่งรัฐบาล กระทรวงแรงงานและหลายหน่วยงานได้บูรณาการทำงานเพื่อช่วยเหลือตามภารกิจให้มีประชาชน มีอาชีพ มีรายได้ มีความเข้มแข็งลดความเหลื่อมล้ำในสังคมและยกระดับคุณภาพชีวิตให้ดีขึ้นต่อไป

หนุนเกษตรกรใช้ ‘HandySense’ ยกระดับการผลิตคุณภาพสินค้า #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/560990

หนุนเกษตรกรใช้‘HandySense’ ยกระดับการผลิตคุณภาพสินค้า

วันอังคาร ที่ 23 มีนาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

ดร.ทองเปลว กองจันทร์ ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยภายหลังเป็นประธานแถลงข่าว “โครงการความร่วมมือส่งเสริมนวัตกรรมและเทคโนโลยีใหม่” HandySense :Smart Farming Open Innovation ว่า กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยกรมส่งเสริมการเกษตรร่วมมือกับศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ (เนคเทค) ธ.ก.ส. และหน่วยงานพันธมิตร ส่งเสริมการใช้นวัตกรรมและเทคโนโลยีใหม่ คือ ระบบการบริหารจัดการแปลงเกษตรด้วยระบบเกษตรอัจฉริยะ (HandySense) โดยการสร้างต้นแบบแปลงเรียนรู้การบริหารจัดการแปลงเกษตรด้วยระบบเกษตรอัจฉริยะ ที่ศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร (ศพก.) และศูนย์ปฏิบัติการในสังกัดของกรมส่งเสริมการเกษตร จำนวน 50 ศูนย์ พร้อมพัฒนาความรู้ทักษะในการบริหารจัดการให้แก่เกษตรกรต้นแบบ ใน ศพก. และเจ้าหน้าที่ กรมส่งเสริมการเกษตร เพื่อยกระดับเป็นวิทยากรเกษตรอัจฉริยะ รวมทั้งศึกษาวิเคราะห์ข้อมูลการบริหารจัดการแปลงเกษตรด้วยระบบอัจฉริยะ แล้วนำไปประยุกต์ใช้ในการผลิตสินค้าเกษตรได้อย่างเหมาะสมกับสภาพพื้นที่ของชุมชน โดยเชื่อมโยงการทํางานกับศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร (ศพก.) เพื่อยกระดับสู่การทําเกษตรสมัยใหม่และเกษตรแบบแม่นยํา (Precision Agriculture)รวมทั้งได้มอบหมายให้หน่วยงานภายใต้สังกัดดำเนินการขับเคลื่อนแผนแม่บทภายใต้ยุทธศาสตร์ชาติ ในประเด็นการเกษตร โดยมีจุดเน้นในด้านการเกษตรอัจฉริยะ ซึ่งจะต้องเริ่มต้นจากการมีข้อมูลทางการเกษตร ประกอบกับเทคโนโลยี และแบบจำลองต่างๆ ซึ่งจุดเน้นคือการให้เกษตรกรและหน่วยงานเข้าถึงการใช้ประโยชน์จากฐานข้อมูลระบบเทคโนโลยีและ applications ต่างๆ และเน้นการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลให้มากขึ้น” ปลัดเกษตรฯ กล่าว

ด้านนายเข้มแข็ง ยุติธรรมดำรง อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวเพิ่มเติมว่า กรมส่งเสริมการเกษตรได้กำหนดแนวทางการส่งเสริมการใช้นวัตกรรมและเทคโนโลยีสมัยใหม่ให้แก่เกษตรกร ประกอบด้วย 1) การส่งเสริมการเกษตรบนพื้นฐานของข้อมูลทางวิชาการ โดยการถ่ายทอดเทคโนโลยีและนวัตกรรมการเกษตรที่เหมาะสมให้แก่เกษตรกรเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร ลดต้นทุนการผลิต พัฒนาคุณภาพผลผลิต และสร้างมูลค่าเพิ่ม นำไปสู่การพัฒนาอาชีพการเกษตรและยกระดับความเป็นอยู่ของเกษตรกร 2) การส่งเสริมและสนับสนุนให้เกษตรกรกลุ่มต่างๆ สามารถเข้าถึงเทคโนโลยีและนวัตกรรมการเกษตรจากแหล่งต่างๆ ได้มากขึ้น เพื่อนำไปประยุกต์ใช้ในการยกระดับการผลิตสินค้าเกษตรและพัฒนาเข้าสู่การเกษตรสมัยใหม่และ 3) การสร้างเครือข่ายความร่วมมือทางวิชาการกับสถาบันการศึกษา หน่วยงานวิชาการ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้เกิดการแลกเปลี่ยนข้อมูลเกี่ยวกับเทคโนโลยีและนวัตกรรมจากการศึกษาวิจัยสำหรับถ่ายทอดสู่เกษตรกร และสะท้อนข้อมูลจากประสบการณ์ในงานส่งเสริมการเกษตรเพื่อนำไปกำหนดโจทย์หรือประเด็นการศึกษาวิจัย เพื่อให้ได้เทคโนโลยีและนวัตกรรมการเกษตรที่เหมาะสม สอดคล้องกับศักยภาพ และความต้องการของเกษตรกร ซึ่งก่อนหน้านี้ได้ร่วมดำเนินการขยายผลงานวิจัยแบบบูรณาการร่วมกับ ดีแทคและ เนคเทค

‘หนองสูง’ จัดงานโฮมเหง้าเผ่าผู้ไทย เผยแพร่ศิลปวัฒนธรรมของชนเผ่า น้อมรำลึกบรรพชน-ผู้ปกครองเมือง #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/560986

‘หนองสูง’จัดงานโฮมเหง้าเผ่าผู้ไทย เผยแพร่ศิลปวัฒนธรรมของชนเผ่า น้อมรำลึกบรรพชน-ผู้ปกครองเมือง

วันอังคาร ที่ 23 มีนาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

นายวีระชัย นาคมาศ ผู้ว่าราชการจังหวัดมุกดาหาร เป็นประธานในพิธีเปิด“งานโฮมเหง้า เผ่าผู้ไทย ไหว้พระไกรสรราชเมืองหนองสูง” ประจำปี 2564  และงานรวมพลังสตรี สามัคคีชาวเมืองหนองสูง ที่ถนนวัฒนธรรมผู้ไทยหนองสูง อ.หนองสูงจ.มุกดาหาร โดยมีนายปิติณัช นิธิศธานี นายอำเภอหนองสูง นางกัลยกร  สุขสานต์เลขานุการนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) มุกดาหาร ผู้นำท้องถิ่น กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ประชาชนเข้าร่วมงานเป็นจำนวนมาก

โดยในการจัดกิจกรรมในครั้งนี้เพื่ออนุรักษ์ เผยแพร่ประเพณีและศิลปวัฒนธรรมของชนเผ่าผู้ไทย นำมาพัฒนาต่อยอด สร้างงาน สร้างรายได้ให้กับชุมชน และนิทรรศการศิลปวัฒนธรรมร่วมสมัย 

สำหรับ อ.หนองสูง ได้รับโปรดเกล้าฯ จัดตั้งเป็นเมืองหนองสูง ในสมัยรัชกาลที่ 3 เมื่อวันศุกร์ที่ 9 มี.ค. 2387 โดยมีพระไกรสรราช (สิงห์) เป็นเจ้าเมืององค์แรก ประชากรเป็นชนเผ่าผู้ไทย ที่อพยพมาจากฝั่งซ้ายแม่น้ำโขง เมืองคำอ้อและเมืองวัง ในปัจจุบันอยู่ในพื้นที่แขวงสะหวันนะเขต สปป.ลาว

สำหรับประชากรส่วนใหญ่ของ อ.หนองสูง ยังคงความเป็นชนเผ่าผู้ไทยที่มีภาษาพูดเป็นของตนเองที่ดูโดดเด่นและแตกต่างจากชนเผ่าพันธุ์อื่นๆ กระจายอยู่ตามตำบล และหมู่บ้านต่างๆ รวม 6 ตำบล 44 หมู่บ้าน และยังคงรักษาวัฒนธรรมประเพณีอันเป็นเอกลักษณ์เฉพาะไว้ได้อย่างเหนียวแน่น

ซึ่งการจัดงานในครั้งนี้ยังเป็นการน้อมรำลึกถึงพระไกรสรราช (สิงห์)ผู้ปกครองเมืองหนองสูง และบรรพชนผู้ร่วมก่อตั้งเมืองหนองสูง สืบทอดมาจนกลายเป็นอำเภอหนองสูงในขณะนี้ ประชาชนที่เข้าร่วมงานต่างแต่งกายด้วยชุดพื้นเมืองของชนเผ่าผู้ไทย ซึ่งเป็นชุดที่สวยงามโดดเด่นเป็นที่ประทับใจแก่นักท่องเที่ยวและผู้ที่มาเที่ยวชมงานพร้อมทั้งเป็นการอนุรักษ์สืบสานประเพณีวัฒนธรรมอันดีงามของผู้ไทยหนองสูงให้คงอยู่ตลอดไป