สศก.เตรียมเปิดตัวโครงการ SAEZ ปั้นโมเดลเขตศก.การเกษตรพิเศษก้าวสู่เกษตรอุตสาหกรรม #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/562876

สศก.เตรียมเปิดตัวโครงการSAEZ ปั้นโมเดลเขตศก.การเกษตรพิเศษก้าวสู่เกษตรอุตสาหกรรม

วันพุธ ที่ 31 มีนาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

นายฉันทานนท์ วรรณเขจร เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า จากที่รัฐบาลได้วางแนวทางพัฒนาเขตเศรษฐกิจพิเศษ เพื่อกระจายความเจริญสู่ภูมิภาค ลดความเหลื่อมล้ำทางรายได้ และยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ จึงได้ผลักดันและขับเคลื่อนบริหารจัดการเขตเกษตรเศรษฐกิจเพื่อการปฏิรูปภาคการเกษตร ตามนโยบายของรัฐบาลมาอย่างต่อเนื่อง ซึ่งแม้ที่ผ่านมา กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ จะได้ดำเนินการเกี่ยวกับการบริหารจัดการเขตเกษตรเศรษฐกิจเพื่อการปฏิรูปภาคการเกษตร โดยประกาศเขตเหมาะสมต่อการปลูกพืช ปศุสัตว์ และประมง รวม 20 สินค้า (พืช 13 ชนิด และ ปศุสัตว์ 5 ชนิด และประมง 2 ชนิด) แต่อย่างไรก็ตาม เกษตรกรไทยยังคงประสบปัญหาความเหลื่อมล้ำทางรายได้ และความเหลื่อมล้ำมาโดยตลอด นั่นเป็นเพราะว่า ยังขาดการบริหารจัดการที่เชื่อมโยงตลอดห่วงโซ่การผลิตของเขตเกษตรเศรษฐกิจขาดมาตรการจูงใจของเกษตรกรผู้ประกอบการ และผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง

ดังนั้น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ จึงได้มอบหมายให้ สศก. ศึกษาความเป็นไปได้เบื้องต้นในการจัดตั้งเขตเศรษฐกิจการเกษตรพิเศษ โดย สศก. ได้เสนอโครงการศึกษาวิจัย “การศึกษาความเป็นไปได้เบื้องต้นในการจัดตั้งเขตเศรษฐกิจการเกษตรพิเศษ” (Special Agricultural Economic Zone: SAEZ) ซึ่งจะเน้นการพัฒนา ในเชิงพื้นที่ทำให้สามารถลงลึกในรายละเอียดได้รวดเร็วกว่าการดำเนินงานปกติหรือการพัฒนาในเชิงภาพรวม นำไปสู่การให้ข้อเสนอแนะเชิงนโยบายเพื่อการจัดตั้งเขตเศรษฐกิจการเกษตรพิเศษ และเกิดการขับเคลื่อนไปสู่การปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรม โดย สศก. จะดำเนินการศึกษาวิจัยร่วมกับทางมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย รวมไปถึงการขอรับสนับสนุนทุนวิจัยจากสำนักงานพัฒนาการวิจัยการเกษตร (องค์การมหาชน) (สวก.) ที่เป็นหน่วยงานเครือข่ายความร่วมมือทางวิชาการและการต่อยอดงานวิจัยร่วมกัน

สำหรับแนวทางในการศึกษา สศก. จะศึกษาตลอดห่วงโซ่การผลิต ตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำและปลายน้ำ โดยใช้โมเดลต้นแบบจากพื้นที่ระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก หรือ EasternEconomic Corridor : EEC ในการศึกษาและจัดทำโมเดลต้นแบบการพัฒนาเขตเศรษฐกิจการเกษตรพิเศษในพื้นที่และสินค้าที่สำคัญ โดยจะมีการสนับสนุนโครงสร้างพื้นฐาน สิทธิประโยชน์ด้านการลงทุน การบริหารจัดการแรงงาน และการให้บริการจุดเดียวแบบเบ็ดเสร็จหรือ One Stop Service นอกจากนี้ สศก. จะศึกษาถึงความเป็นไปได้ทางด้านการเงินและด้านเศรษฐศาสตร์อีกด้วย ซึ่งเบื้องต้นจะกำหนดเป้าหมายสินค้าเกษตรเศรษฐกิจ อาทิ ข้าว ยางพารา และ มันสำปะหลัง ทั้งนี้ คาดว่าจะเริ่มศึกษาสินค้าข้าว อย่างข้าวหอมมะลิ เป็นชนิดแรก ในพื้นที่แหล่งผลิตสำคัญภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เพราะเป็นสินค้าเกษตรเศรษฐกิจที่สร้างรายได้หลักให้ประเทศ มีคุณภาพ มีชื่อเสียง และมูลค่าการส่งออกสูง ส่งผลต่อรายได้เกษตรกรและผู้มีส่วนเกี่ยวข้องจำนวนมาก

“หากพิจารณาสถานการณ์การค้าของประเทศไทยในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา (ปี 2559 – 2563) จะเห็นได้ว่า ไทยมีมูลค่าการส่งออกสินค้าทั้งหมดไปยังตลาดโลก เฉลี่ยปีละ 7-8 ล้านล้านบาท โดยเป็นมูลค่าการส่งออกสินค้าเกษตรที่สร้างรายได้ให้แก่ประเทศ เฉลี่ยปีละ 6.5-7.5 แสนล้านบาท โดยเฉพาะกลุ่มสินค้าเกษตรสำคัญในเขตเกษตรเศรษฐกิจ เช่น ข้าว ยางพารา มันสำปะหลัง และ ผลไม้ ดังนั้น เชื่อมั่นว่า โครงการ SAEZ จะเป็นกลไกสำคัญในการพัฒนาภาคการเกษตรตลอดห่วงโซ่การผลิต ช่วยสร้างรายได้ พัฒนาคุณภาพชีวิตเกษตรกร ส่งเสริมผู้ประกอบการ และผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง ก้าวสู่เกษตรอุตสาหกรรมที่เชื่อมโยงตลาดทั้งในและต่างประเทศ ซึ่งขณะนี้ โครงการดังกล่าว อยู่ระหว่างการพิจารณาของคณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของ สวก. ในการสนับสนุนทุนวิจัย และคาดว่า จะสามารถเริ่มดำเนินการโครงการได้ในเดือนเมษายน 2564” เลขาธิการ สศก. กล่าว

สกู๊ปพิเศษ : หน.เขตฯสลักพระจัดทำแผนของบกว่า 188 ล้าน แก้ปัญหาช้างป่าออกนอกพื้นที่ป่าอนุรักษ์สัตว์ป่า #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/562880

สกู๊ปพิเศษ : หน.เขตฯสลักพระจัดทำแผนของบกว่า188ล้าน  แก้ปัญหาช้างป่าออกนอกพื้นที่ป่าอนุรักษ์สัตว์ป่า

สกู๊ปพิเศษ : หน.เขตฯสลักพระจัดทำแผนของบกว่า188ล้าน แก้ปัญหาช้างป่าออกนอกพื้นที่ป่าอนุรักษ์สัตว์ป่า

วันพุธ ที่ 31 มีนาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

นายไพฑูรย์ อินทรบุตร หัวหน้าเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าสลักพระ จ.กาญจนบุรีเปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 23 มี.ค.ที่ผ่านมา ตนได้ไปร่วมประชุมกับคณะอนุกรรมาธิการศึกษาการป้องกันแก้ไขปัญหาช้างป่าบุกรุกที่ทำกิน และเยียวยาผลกระทบจากภัยช้างป่าอย่างเป็นธรรม ที่อาคารรัฐสภา กรุงเทพฯ

โดยในวันดังกล่าวเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าสลักพระได้จัดทำแผนการจัดทำคำของบประมาณ การแก้ไขปัญหาช้างป่างนอกพื้นที่อนุรักษ์สัตว์ป่า เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าสลักพระ พื้นที่ อำเภอเมืองกาญจนบุรี อำเภอศรีสวัสดิ์ และอำเภอบ่อพลอย ไปถึงคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณา ศึกษาและแก้ไขปัญหาช้างป่า สภาผู้แทนราษฎร ไปแล้ว

สำหรับรูปแบบปัญหาช้างป่าของเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าสลักพระ จากการศึกษาประชากรด้วยวิธีการนับตัวจากลายพิมพ์รหัสพันธุกรรม (DNA) โดยใช้ไมโครแซทเทลไลท์ดีเอ็นเอ สำรวจเมื่อปี พ.ศ. 2556 พบว่า ช้างป่าสลักพระมีจำนวนอย่างน้อย 200 ตัว ประกอบด้วยช้างวัยก่อนเจริญพันธุ์ (Immatureclass) 64% และช้างในวัยเจริญพันธุ์(Mature class) 36% จากการลาดตระเวนเชิงคุณภาพ เก็บพิกัดการพบร่องรอย ช้างป่า คาดว่า ปัจจุบันมีช้างป่า ไม่ต่ำกว่า 250 ตัว

กลุ่มที่ออกนอกพื้นที่ป่าอนุรักษ์ กลุ่มย่อย 2-10 ตัว และตัวหากินเดี่ยวๆ ออกนอกพื้นที่เป็นประจำ และบางตัวยึดพื้นที่แนวชาย ขอบป่า ติดพื้นที่เกษตรเป็นถิ่นอาศัยประจำ และไม่กลับเข้าป่าด้านใน แก้ไขปัญหาด้วยการสร้างแนวป้องกัน ส่วนกลุ่มที่ไม่เคยออก หรือ ออกแล้วมีวงรอบกลับเข้าป่าด้านใน เป็นช้างฝูงส่วนมากที่ไม่เคยออกนอกพื้นที่ป่า ป้องกันปัญหาโดยการพัฒนาถิ่นที่อยู่อาศัยให้อุดมสมบูรณ์ตลอดเวลา

สรุปแผนงบประมาณ การแก้ไขปัญหาช้างป่านอกพื้นที่ป่าอนุรักษ์สัตว์ป่า ท้องที่อ.เมือง อ.ศรีสวัสดิ์ อ.บ่อพลอย  จ.กาญจนบุรี  จำนวน 188,010,000 บาท (หนึ่งร้อยแปดสิบแปดล้านหนึ่งหมื่นบาทถ้วน)เพื่อการเพิ่มประสิทธิภาพการเฝ้าระวังป้องกัน และผลักดันช้างป่า เป็นเงิน 9,170,000 บาท ระยะสั้น เร่งด่วน การจัดทำหรือสร้างสิ่งกีดขวางป้องกันช้างป่าออกนอกพื้นที่ป่าอนุรักษ์ จำนวน 70 กิโลเมตร เป็นเงิน 146,300,000 บาท ระยะยาวจำเป็นอย่างยิ่งการพัฒนาศักยภาพถิ่นที่อยู่อาศัย เป็นเงิน 32,540,000 บาท ต่อเนื่อง ตลอดเวลา  

การเพิ่มประสิทธิภาพการเฝ้าระวังป้องกัน และผลักดันช้างป่า เป็นเงิน 9,170,000 บาท กิจกรรมเครือข่ายอาสาสมัครผลักดันช้างป่ากลับพื้นที่ป่าอนุรักษ์ จำนวน 23 เครือข่าย จำนวนเงิน 4,600,000 บาท เครือข่ายอาสาสมัครผลักดันช้างป่ากลับพื้นที่ป่าอนุรักษ์ 15 เครือข่าย พื้นที่อุทยานแห่งชาติเขื่อนศรีนครินทร์ 5 เครือข่าย พื้นที่เตรียมประกาศเขตห้ามล่า ศรีสวัสดิ์ 3เครือข่าย ครอบคลุมหมู่บ้านที่ได้รับผลกระทบและมีการรวมกลุ่มผลักดันช้างป่าประจำ

โครงการอบรมสัมมนาเชิงปฏิบัติเจ้าหน้าที่ชุดเครือข่ายอาสาสมัครผลักดันช้างป่ากลับพื้นที่ป่าอนุรักษ์ 2 ครั้งต่อปี จำนวนเงิน 1,000,000 บาท โดยจัดอบรมสัมมนาเชิงปฏิบัติเพื่อความรู้ ความเข้าใจ เกี่ยวกับปัญหาช้างป่า วิธีการเฝ้าระวัง ผลักดันช้างป่าอย่างปลอดภัยจากหน่วยงานที่มีความรู้และประสบการณ์

ติดตั้งกล้องดักถ่ายภาพอัตโนมัติ(Camera Trap)แบบ Real Time (เครือข่ายโทรศัพท์มือถือ 4 G) จำนวน 100 ตัว เป็นเงินจำนวน 3,570,000 บาท ซึ่งกล้องดักถ่ายภาพอัตโนมัติ (NCAPS)unit cost ตัวละ 35,700 บาท เพื่อสร้างระบบเตือนภัยเมื่อช้างป่าออกนอกพื้นที่ เสริมสร้างประสิทธิภาพการป้องกันช้างป่าออกนอกพื้นที่ได้ทันเหตุการณ์

สำหรับการจัดทำหรือสร้างสิ่งกีดขวางป้องกันช้างป่าออกนอกพื้นที่ป่าอนุรักษ์ จำนวน 70 กิโลเมตร เป็นเงิน 146,300,000 บาท พื้นที่ดำเนินการ อ.เมืองกาญจนบุรี สร้างรั้วกันช้างกึ่งถาวรประกอบคูกันช้าง ระยะทาง 25 กิโลเมตร งบประมาณจำนวน 52,500,000 บาท โดยรั้วกึ่งถาวรงบประมาณ กม.ละ1,500,000 บาท ประกอบคูกันช้าง กม.ละ 600,000 บาท ครอบคลุมพื้นที่ได้รับผลกระทบ ต.วังด้ง ต.ช่องสะเดา 

และสร้างรั้วไฟฟ้าโซลาร์เซลล์ 7 กิโลเมตร เป็นเงินจำนวน 14,000,000 บาท โดยใช้งบประมาณการก่อสร้าง กม.ละ 2,000,000 บาท โดยสร้างภายในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าสลักพระระยะทาง 7 กิโลเมตร เพื่อนำมาเพิ่มประสิทธิภาพรั้วกึ่งถาวรแบบสลิงค์ที่ดำเนินการก่อสร้างในปีงบประมาณ 2563

อ.ศรีสวัสดิ์ สร้างรั้วกันช้างกึ่งถาวรประกอบคูกันช้างระยะทาง 34 กิโลเมตร งบประมาณ 71,400,000 บาทงบประมาณการสร้างรั้วกึ่งถาวร กม.ละ 1,500,000 บาท ประกอบคูกันช้าง กม.ละ 600,000 บาท ครอบคลุมพื้นที่ราษฎรรับผลกระทบ ต.ท่ากระดาน ต.หนองเป็ด ต.ด่านแม่แฉลบต.เขาโจด ทั้งหมดสร้างภายในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าสลักพระระยะทาง 29 กิโลเมตร และพื้นที่เตรียมประกาศเขตห้ามล่าศรีสวัสดิ์ จำนวน 5 กิโลเมตร

อ.บ่อพลอย สร้างรั้วกันช้าง ประกอบคูกันช้าง 4 กิโลเมตร งบประมาณ 8,400,000 บาท โดยสร้างรั้วกึ่งถาวร กม.ละ 1,500,000 บาท ประกอบคูกันช้าง กม.ละ 600,000 บาท ครอบคลุมพื้นที่ราษฎรรับผลกระทบ ต.หนองกุ่ม ต.บ่อพลอย

การเพิ่มประสิทธิภาพการเฝ้าระวังป้องกัน และผลักดันช้างป่า  เป็นเงิน 32,540,000 บาท งบประมาณดังกล่าวใช้ในกิจกรรมการขุดแหล่งน้ำขนาดใหญ่ 2,000 ลบ.ม.จำนวน 1 แหล่ง เป็นเงินจำนวน 2,200,000 บาท โดยขุดแหล่งน้ำภายในพื้นที่ตอนกลางของเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าสลักพระ บริเวณแหล่งอาศัยสำคัญของช้างป่า

ปรับปรุงแหล่งน้ำเดิมที่มีลักษณะตื้น จำนวน 40 แหล่ง งบประมาณ 8,000,000 บาท โดยปรับปรุงแหล่งน้ำตามวงรอบการจัดสร้าง เนื่องจากแหล่งน้ำที่ช้างป่าใช้ประโยชน์เมื่อ 3-5 ปีที่ผ่านมานั้น จะมีลักษณะเป็นดินเลนตื้นประสิทธิภาพการกักเก็บน้ำได้น้อยมาก และไม่สามารถเก็บได้ตลอดทั้งปี

เจาะบ่อบาดาลด้วยพลังงานแสงอาทิตย์โซลาร์เซลล์ จำนวน 6 จุด งบประมาณ 10,000,000 บาท โดยขุดเจาะบริเวณแหล่งน้ำขนาดใหญ่ที่มีการขุดสร้างแหล่งน้ำ เพื่อเพิ่มปริมาณน้ำในบ่อน้ำ โดยจะขุดเจาะบริเวณหน่วยพิทักษ์ป่าที่ไม่มีแหล่งน้ำธรรมชาติในการดำรงชีพในป่า เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการป้องกันดูแลรักษา

ปลูกพืชไร่อาหารช้างป่า จำนวน 2,000 ไร่ งบประมาณ จำนวน 10,000,000 บาท การปลูกไผ่เพื่อเป็นพืชอาหารให้กับช้างป่าและฟื้นฟูสภาพพื้นที่ป่าที่ได้รับผลกระทบจากการใช้ประโยชน์จากป่าไผ่ เพื่อสร้างความชุ่มชื้นในพื้นที่ป่าต้นน้ำเพิ่มขึ้น

และปรับปรุงแปลงทุ่งหญ้าสำหรับสัตว์ป่า จำนวน 2,000 ไร่ งบประมาณ จำนวน 2,340,000 บาท เพื่อดูแลรักษาสภาพแปลงทุ่งหญ้าในพื้นที่ป่าธรรมชาติให้คงสภาพทุ่งหญ้าที่ต้องมีการปรับปรุงทุกปีไม่ให้มีวัชพืชที่สัตว์ป่าไม่ใช้ประโยชน์ เช่น สาบเสือ หนามคนทา ขึ้นปกคลุม

สุพจน์ แก้วกาสี

กรมส่งเสริมการเกษตรตั้ง ‘คลินิกพืช’ ปั้นนักส่งเสริมเป็น ‘หมอพืช’ แก้ปัญหาให้ตรงจุด #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/562607

กรมส่งเสริมการเกษตรตั้ง‘คลินิกพืช’ ปั้นนักส่งเสริมเป็น‘หมอพืช’แก้ปัญหาให้ตรงจุด

วันอังคาร ที่ 30 มีนาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

กรมส่งเสริมการเกษตรเร่งขับเคลื่อนคลินิกพืชพร้อมปั้นหมอพืชให้มีองค์ความรู้และเกิดความชำนาญในการให้คำปรึกษาด้านโรคพืชอย่างถูกต้องแม่นยำคาดสิ้นเดือนเมษายนนี้เกษตรกรสามารถเข้ารับบริการได้ครอบคลุมทั่วประเทศ

นายเข้มแข็ง ยุติธรรมดำรง อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร เปิดเผยว่า จากปัญหาความสูญเสียผลผลิตทางการเกษตรจากการเข้าทำลายของศัตรูพืชและโรคพืชที่ปัจจัยรอบด้านแตกต่างกัน ส่งผลให้ผลผลิตทางการเกษตรเกิดความเสียหาย เกิดผลกระทบต่อผลผลิตและรายได้ของเกษตรกรกรมส่งเสริมการเกษตร ได้ขับเคลื่อนงานคลินิกพืชและฝึกอบรมนักวิชาการส่งเสริมการเกษตร ที่ดูแลงานอารักขาพืชให้ เป็นหมอพืชที่สามารถวินิจฉัยปัญหาโรคพืชและแมลงศัตรูพืชเบื้องต้นโดยบทบาทของหมอพืช จะต้องผ่านการอบรมเกี่ยวข้องกับการวินิจฉัยและการจัดการศัตรูพืช และมีประสบการณ์ด้านการวินิจฉัยอาการผิดปกติและการจัดการศัตรูพืชเบื้องต้นในระดับพื้นที่ เพื่อให้คำแนะนำการจัดการศัตรูพืชที่เหมาะสมถูกต้องแม่นยำกับสภาพปัญหาของเกษตรกรแต่ละพื้นที่ได้

นายรพีทัศน์ อุ่นจิตตพันธ์ผู้อำนวยการกองส่งเสริมการอารักขาพืชและจัดการดินปุ๋ย กรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวเพิ่มเติมว่า สำหรับคลินิกพืช จะเปิดให้บริการครบทั้ง 77 จังหวัด โดยจะให้บริการอย่างน้อยสัปดาห์ละ 1 ครั้ง พร้อมกับมีการติดตามประเมินผลเบื้องต้นเพื่อปรับปรุงแก้ไขปัญหาที่จะเกิดขึ้น ซึ่งเกษตรกรสามารถเข้ารับบริการคลินิกพืชได้หลายแห่งได้แก่ 1. ศูนย์ส่งเสริมเทคโนโลยีการเกษตรด้านอารักขาพืช จำนวน 9 ศูนย์ โดยจะเปิดให้บริการเป็นประจำทุกวัน 2. สำนักงานเกษตรจังหวัด จำนวน 77 ศูนย์ และสำนักงานเกษตรอำเภอ 882 ศูนย์โดยจะเปิดให้บริการ อย่างน้อยสัปดาห์ละ 1 วัน 3. ศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร จำนวน 882 ศูนย์ หรือศูนย์จัดการศัตรูพืชชุมชน จำนวน 1,764 ศูนย์ โดยจะเปิดให้บริการ อย่างน้อยสัปดาห์ละ 1 วัน

“อย่างไรก็ตามคาดว่าคลินิกพืชที่มีหมอพืชที่ผ่านการอบรมความรู้อย่างเข้มข้นจะสามารถให้บริการเกษตรกรแก้ไขปัญหาได้ตรงจุดถูกต้องแม่นยำโดยยึดหลักการจัดการศัตรูพืชด้วยวิธีผสมผสานที่มีความยืดหยุ่นตามบริบทของตัวเกษตรกรและพื้นที่ ลด ละ การใช้สารเคมีป้องกันกำจัดศัตรูพืชเกินความจำเป็น ซึ่งจะทำให้เกษตรกรสามารถผลิตผลผลิตทางการเกษตรได้มีอย่างคุณภาพ มีต้นทุนการผลิตที่ลดลงสามารถแข่งขันกับต่างประเทศได้ในอนาคต”

รายงานพิเศษ : จับตา…ราคายางหลังวัคซีนโควิด มีสิทธิ์ทะลุ 80 บาท/กก.จริงหรือ? #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/562606

รายงานพิเศษ : จับตา...ราคายางหลังวัคซีนโควิด  มีสิทธิ์ทะลุ80บาท/กก.จริงหรือ?

รายงานพิเศษ : จับตา…ราคายางหลังวัคซีนโควิด มีสิทธิ์ทะลุ80บาท/กก.จริงหรือ?

วันอังคาร ที่ 30 มีนาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

สถานการณ์การระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา2019 (โควิด-19) ตั้งแต่ปี 2563 ต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบันแม้ขณะนี้จะมียอดผู้ติดเชื้อทั่วโลกสูงอยู่ก็ตาม แต่ก็พอมองเห็นแสงสว่างที่มีแนวโน้มลดลงหลังจากการนำวัคซีนมาใช้ และคนทั่วโลกกำลังจะเริ่มปรับตัวให้อยู่ร่วมโควิด-19 ได้

ยางพาราพืชเศรษฐกิจที่สำคัญของไทย และโปรดักส์แชมเปี้ยนของประเทศสามารถผลิตและส่งออกเป็นอันดับ 1 ของโลก ปีละมากกว่า 4.5 ล้านตัน แม้จะได้รับผลกระทบจากการระบาดของโควิด-19 อยู่บ้างก็ตาม แต่ภาพรวมได้ส่งผลบวกทำให้ราคายางสูงขึ้นอย่างมีเสถียรภาพ เนื่องจากตลาดมีความต้องการใช้การยางธรรมชาติ มาผลิตเครื่องมือแพทย์ โดยเฉพาะถุงมือยาง เพิ่มมากขึ้น

แต่เมื่อมีการนำวัคซีนโควิด-19 มาใช้ในการป้องกันรักษาซึ่งจะทำให้ยอดผู้ติดเชื้อลดลงจะส่งผลกระทบต่อปริมาณการใช้ยางผลิตถุงมือยาง และเครื่องมือแพทย์อื่นๆ ตลอดจนจะส่งผลกระทบต่อเสถียรภาพราคายางหรือไม่ อย่างไร?

“แนวโน้มราคายางในไตรมาสที่ 3-4 และในปี 2564 จะมีเสถียรภาพมากขึ้น ราคายางแผ่นรมควันจะอยู่ในระดับ 60-70 บาทต่อกิโลกรัม และอาจจะขึ้นถึง 80 บาทต่อกิโลกรัมก็มีสิทธิเป็นไปได้หลังสถานการณ์โควิด-19 เริ่มคลี่คลาย” นายณกรณ์ ตรรกวิรพัท ผู้ว่าการ การยางแห่งประเทศไทย(กยท.) กล่าวยืนยันอย่างมั่นใจ

ทำไมผู้ว่าการ กยท. ถึงมั่นใจเช่นนี้?

แต่…ถ้าหากนำทั้งปัจจัยลบและปัจจัยบวกมาศึกษาวิเคราะห์ อย่างละเอียด ก็จะได้คำตอบ

กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ได้คาดการณ์เศรษฐกิจโลกในปี 2564 ว่าจะมีการขยายตัวถึง 5.5% หลังจากในปีที่ผ่านมาได้รับผลกระทบจากการระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 ทำให้เศรษฐกิจโลกติดลบ -3.5% นอกจากนี้สถานการณ์การระบาดของโควิด-19 เริ่มคลี่คลายเมื่อแต่ละประเทศทั่วโลกได้เริ่มทยอยฉีดวัคซีน พร้อมทั้งได้ออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจในหลากหลายรูปแบบตามที่ประเทศนั้นๆเห็นว่าเหมาะสม ซึ่งจะส่งผลให้เศรษฐกิจโลกให้ฟื้นตัวกลับมาเติบโตอีกครั้ง โดยเฉพาะประเทศจีนที่มีระบบเศรษฐกิจขนาดใหญ่ ประสบผลสำเร็จในการควบคุมโควิด-19จะฟื้นตัวเร็วกว่าประเทศอื่นๆ

ในส่วนของประเทศไทยก็เช่นเดียวกัน หลังจากปี 2563 ได้รับผบกระทบหนักจากการระบาดของโควิด-19 จนทำให้เศรษฐิจของไทยลดตัวติดลบไปถึง-8% ในปี 2564 เศรษฐกิจจะกลับมาขยายตัวอย่างค่อยเป็นค่อยไป

ผู้ว่าการ กยท. กล่าวว่า อีกปัจจัยที่ส่งบวกต่อเสถียรภาพราคายางคือ ความต้องการใช้ยางในการผลิตอุปกรณ์ทางการแพทย์ โดยเฉพาะถุงมือยาง สถานการณ์การระบาดของโควิด-19 แม้จะมีวัคซีนมาใช้ยับยั้งการระบาดแล้วก็ตาม แต่ความจำเป็นในการใช้ถุงมือยางยังคงสูงอย่างต่อเนื่อง คาดว่าจะมีความต้องการเพิ่มขึ้นเกือบเท่าตัวจากเดิมประมาณ 370,000 ล้านชิ้นในปีที่ผ่านมา จะเพิ่มเป็นมากกว่า 600,000 ล้านชิ้นในปี 2564

เช่นเดียวกันกับความต้องใช้ยางในเรื่องสุขอนามัยจะเพิ่มสูงขึ้น เนื่องจากสังคมในอนาคต จะเป็นสังคมผู้สูงอายุ ซึ่งผู้สูงอายุจะมีความต้องการนำยางมาใช้ในชีวิตประจำวันมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการนำมาใช้ผลิตเป็นวัสดุป้องกันการลื่น ผลิตเป็นวัสดุลดแรงกระแทก เช่น โถชักโครก อ่างล้างหน้า เตียง เป็นต้น

นอกจากนี้การฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลกยังจะทำให้อุตสาหกรรมยานยนต์ ซึ่งเป็นอุตสาหกรรมที่ใช้ยางธรรมชาติค่อนข้างมาก ก็จะฟื้นตัวด้วย

ศูนย์วิจัยอุตสาหกรรมยานยนต์สมัยใหม่ สถาบันยานยนต์ ได้สรุปยอดการผลิตรถยนต์ในประเทศว่า ในปี 2563 ที่ผ่านมา ประเทศไทยมีปริมาณการผลิตรถยนต์ทั้งสิ้น 1,427,27 คัน จำหน่ายในประเทศ 792,146 คัน และส่งออก 735,842 คัน ลดลงร้อยละ 29 เมื่อเปรียบเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า เนื่องจากสภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอตัวจากการระบาดของโควิด-19 แต่ในช่วงปลายปี 2563 อุตสาหกรรมยานยนต์ไทยเริ่มฟื้นตัว ปริมาณการผลิตรถยนต์เพิ่มขึ้นมากกว่าช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า

ในปี 2564 สถาบันยานยนต์ คาดการณ์ปริมาณการผลิตรถยนต์ จำนวน 1,500,000 คัน เพิ่มขึ้นร้อยละ 6 ประกอบด้วยการส่งออก 750,000 คัน และการจำหน่ายในประเทศ 750,000 คัน

เช่นเดียวกับอุตสาหกรรมยานยนต์และอุตสาหกรรมอื่นๆที่ใช้ยางเป็นวัตถุดิบในต่างประเทศ โดยเฉพาะในประเทศจีนซึ่งเป็นลูกค้ารายใหญ่ของไทย จะฟื้นตัวอย่างรวดเร็วตามที่ IMF ได้คาดการณ์ไว้ดังนั้น จึงเป็นปัจจัยสำคัญอีกปัจจัยหนึ่งที่จะทำให้ความต้องการใช้ยางในตลาดโลกเพิ่มสูงขึ้น

จากปัจจัยบวกดังกล่าว จะเห็นได้ว่า ในปี 2564 ต่อเนื่องถึงปี 2565 ปริมาณความต้องการใช้ยางเป็นวัตถุดิบหรืออุปสงค์(Demand) ยางจะเพิ่มสูงขึ้นอย่างแน่นอน ในขณะที่ปริมาณยางธรรมชาติหรืออุปทาน(Supply)จะไม่สมดุลกับอุปสงค์ เพราะมีปริมาณน้อยลง

นายณกรณ์ กล่าวว่า ในช่วงที่ผ่านมาสภาวะเศรษฐกิจทั้งในและต่างประเทศเกิดภาวะอัดอั้นทางเศรษฐกิจ เมื่อเศรษฐกิจฟื้นตัว จึงต้องเพิ่มกำลังการผลิตเต็มที่เพื่อชดเชยในส่วนที่ขาดหายไป แต่ปริมาณสต๊อกยางกลับลดลง เช่น สต๊อกยางในจีนเหลือเพียงพอใช้เพียงแค่เดือนเดียวเท่านั้น ปกติแล้วโรงงานต่างๆ จะต้องมีสต๊อกยางสำรองไว้อย่างน้อย 2 เดือน เพราะการเดินเครื่องของโรงงานอุตสาหกรรมนั้นจะหยุดไม่ได้ ต้องเดินเครื่องต่อเนื่อง ดังนั้น ในช่วงปีนี้ จีนจะต้องเร่งซื้อยางเข้าเก็บในสต๊อกสำรองไว้ให้ได้อย่างน้อย 2 เดือน ซึ่งจะทำให้ปริมาณการสั่งซื้อยางจากประเทศจีนเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องแน่นอน

ปริมาณยางในสต๊อกลดลงแล้ว ปริมาณยางใหม่ที่จะเข้ามาทดแทนก็ลดลงอีกด้วย เนื่องจากปัญหาการระบาดของโรคใบร่วงชนิดใหม่ในประเทศอินโดนีเซีย มาเลเซีย และภาคใต้ตอนล่างของประเทศไทย ทำให้สวนยางได้รับความเสียหาย ประกอบกับสวนยางในภาคใต้ยังประสบปัญหาน้ำท่วมกรีดได้น้อยลง ในขณะที่ประเทศผู้ปลูกยางใหม่อย่างเช่น เวียดนามโดนพายุถล่มหลายต่อหลายลูกสวนยางได้รับความเสียหายจำนวนมาก คาดว่าจะทำให้ปริมาณยางในตลาดโลกปี 2564 ลดลง 8-9% หรือไม่น้อยกว่า 1 ล้านตัน จากเดิม 13.5 ล้านตัน จะเหลือประมาณ 12 ล้านตันเท่านั้น

ปัญหาขาดแคลนแรงงานกรีดยาง เนื่องจากการระบาดของโควิด-19 เป็นอีกปัจจัยหนึ่งที่ทำให้ปริมาณยางลดลง ซึ่งต้องยอมรับว่า ปัจจุบันแรงงานพม่าจะเป็นแรงงานหลักในการกรีดยาง เมื่อโควิด-19 ระบาดหนักในพม่า ผนวกกับเหตุการณ์ความไม่สงบในพม่าทำให้ไม่มีแรงงานมารับจ้างกรีดยาง

ผู้ว่าการ กยท.กล่าวด้วยว่า ในส่วนของประเทศไทย กยท. ยังได้ดำเนินมาตรการบริหารผลผลิตเพื่อรักษาเสถียรภาพราคายางอย่างยั่งยืน ไม่ว่าจะเป็นการดำเนินโครงการบริหารจัดการน้ำยางสด โครงการชะลอการขายยางก้อนถ้วยแห้งเพื่อรักษาสภาพคล่องให้เกษตรกร สามารถช่วยให้เกษตรกรชะลอการขายยางเพื่อนำไปขายในช่วงเวลาที่เหมาะสม ทำให้สามารถบริหารปริมาณยางออกสู่ตลาดได้อย่างมีประสิทธิภาพ

อย่างไรก็ตามเมื่อยางมีเสถียรภาพและราคาสูงขึ้นแล้ว ถ้าไม่มีแรงงานกรีดยางก็ไม่มีประโยชน์ ดังนั้นเกษตรกรชาวสวนยางซึ่งส่วนใหญ่ประมาณ 80-90% เป็นเกษตรกรรายย่อยมีสวนยางตั้งแต่ 8-20 ไร่ และกรีดยางเป็นอยู่แล้ว หากลงมือกรีดยางเอง แม้จะขาดแรงงานกรีดยางก็จะไม่ได้รับผลกระทบในทางตรงข้าม ยังเป็นการลดต้นทุนการผลิตทำให้เกษตรกรมีรายได้เต็ม 100% ไม่ต้องแบ่งผลประโยชน์ให้ใคร ทั้งนี้ กยท.พร้อมที่จะให้การสนับสนุนทั้งเงินทุนเครื่องมือ เทคโนโลยี องค์ความรู้สมัยใหม่ ตลอดจนเรื่องการส่งออก การทำหนังสือค้ำประกัน (LG,BG)ให้กับเกษตรกรที่มีความสนใจ

“ปริมาณความต้องการใช้ยางมีมากขึ้น และในขณะที่ปริมาณยางมีน้อยลง ไม่เพียงพอกับความต้องการ ราคายางในปี 2564 จะเพิ่มสูงขึ้นอย่างมีเสถียรภาพอยู่ในระดับราคา 60-70 บาทต่อกิโลกรัมอย่างแน่นอน และอาจจะขึ้นแตะระดับ 80 บาทต่อกิโลกรัมก็มีโอกาสเป็นไปได้” ผู้ว่าการ กยท.ฟันธง!!!

สมาคมผู้บริโภคอินทรีย์ไทยรุก ขยายวงสังคมอินทรีย์ ชวน ‘นภ พรชำนิ – ผู้ประกอบการ’ ร่วมขับเคลื่อน เปิดตัว TOCA Platform โฉมใหม่ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/562494

สมาคมผู้บริโภคอินทรีย์ไทยรุก ขยายวงสังคมอินทรีย์  ชวน'นภ พรชำนิ - ผู้ประกอบการ'ร่วมขับเคลื่อน เปิดตัวTOCA Platformโฉมใหม่

สมาคมผู้บริโภคอินทรีย์ไทยรุก ขยายวงสังคมอินทรีย์ ชวน’นภ พรชำนิ – ผู้ประกอบการ’ร่วมขับเคลื่อน เปิดตัวTOCA Platformโฉมใหม่

วันจันทร์ ที่ 29 มีนาคม พ.ศ. 2564, 13.37 น.

สมาคมผู้บริโภคอินทรีย์ไทยรุก ขยายวงสังคมอินทรีย์

ชวน นภ พรชำนิ – ผู้ประกอบการ  ร่วมขับเคลื่อน  พร้อมเปิดตัว TOCA Platform โฉมใหม่

ใช้งานง่าย  มั่นใจได้ ตรงถึงเกษตรกรอินทรีย์  ตรวจสอบย้อนกลับถึงแหล่งผลิตได้ทันที   

บรรยากาศสบายๆ ของร้าน Patom  Organic Living ใจกลางกรุง ซอยทองหล่อ 23    ถูกเลือกเป็นหนึ่งในฮับเชื่อมต่อสังคมอินทรีย์  ที่คนต้นน้ำ คือเกษตรกรอินทรีย์ และ คนปลายน้ำคือผู้บริโภคที่ห่วงใยสุขภาพ สามารถมารู้จักกัน โดยมี TOCA   Platform  ที่ถูกปรับโฉมใหม่ให้ใช้งานง่ายขึ้น เป็นเครื่องมือและเป็นประตูสำคัญ ที่จะทำให้ผู้บริโภค สามารถสั่งซื้อสินค้าอินทรีย์และเข้าไปมีส่วนร่วมขับเคลื่อนสังคมอินทรีย์ได้  โดยล่าสุดภายใต้สมาคมผู้บริโภคอินทรีย์ไทย สามพรานโมเดล  เกษตรกรอินทรีย์ และภาคีเครือข่ายขับเคลื่อนสังคมอินทรีย์   ได้ขยายการขับเคลื่อนรุกเข้าไปหาผู้บริโภคมากขึ้นโดยชวน  คุณนภ พรชำนิ ศิลปิน LIFEiS  และเพื่อนศิลปิน  รวมถึงผู้ประกอบการร้านอาหาร  ภาคธุรกิจ และผู้บริโภคทั้งชาวไทยและต่างประเทศ  ให้มามีส่วนร่วมขับเคลื่อนสังคมอินทรีย์อย่างจริงจัง โดยสามารถเริ่มได้ทันที ด้วยการเป็นสมาชิก“TOCA Platform”  ที่ไม่เพียงได้ช้อปสินค้าอินทรีย์ตรงจากเกษตรกรอินทรีย์กว่า 100 รายการ  ยังสามารถเข้าถึงข้อมูลสินค้า ข่าวสาร กิจกรรมต่างๆได้อย่างรวดเร็ว

นายอรุษ นวราช  นายกสมาคมผู้บริโภคอินทรีย์ไทย และเลขานุการมูลนิธิสังคมสุขใจ กล่าวว่า  นับเป็นก้าวสำคัญของการขับเคลื่อนสังคมอินทรีย์ ที่วันนี้ได้เราได้เครือข่ายใหม่ๆ ที่มีชื่อเสียงและมีศักยภาพในการเข้าถึงเข้าถึงกลุ่มคนจำนวนมาก โดยเฉพาะกลุ่มศิลปิน คุณนภ พรชำนิ ศิลปิน LIFEiS  และเพื่อนศิลปิน ที่มีความสนใจและเข้าใจ  เครือข่าย Young Happy  ผู้บระกอบการร้านอาหารที่มีหลายสาขาอย่าง ร้านอาหารสีฟ้า รวมถึงองค์กรธุรกิจที่มีพนักงานจำนวนมากอย่างกลุ่มบริษัทพรีเมียร์  มาช่วยสื่อสารปลุกกระตุ้นให้ผู้บริโภค ได้เห็นความสำคัญและความจำเป็นที่ต้องมีส่วนร่วมสร้างการเปลี่ยนแปลง เพื่อสุขภาพที่ดี ปลอดภัยของคนทั้งห่วงโซ่อาหาร รวมถึงสิ่งแวดล้อมด้วย

“การได้รับความร่วมมือจากกลุ่มศิลปิน ซึ่งมีแฟนคลับจำนวนมาก ผู้ประกอบการร้านอาหารที่มีฐานลูกค้ามากมาย กลุ่มองค์กรที่ต้องการทำซีเอสอาร์กับพนักงาน ให้พนักงานมีสุขภาพแข็งแรง กินอาหารปลอดภัย อย่างกลุ่มบริษัทพรีเมียร์ ในโปรเจค ร้อยพลังเปลี่ยนประเทศ จะช่วยสร้างแรงกระเพื่อมที่สำคัญ ในการปลุกกระตุ้นให้คนไทยตื่นตัวมาร่วมขับเคลื่อนสังคมอินทรีย์  และส่งต่อความร่วมมือไปยังเครือข่ายพันธมิตรอื่นๆ ที่สนใจ ให้เข้ามาร่วมมากขึ้น”

คุณนภ พรชำนิ  กล่าวว่า ทางLIFEiS และคุณบอย โกสิยพงษ์    ติดตามผลงานสามพรานโมเดลมาอย่างต่อเนื่อง และได้ทราบถึงความตั้งใจของสามพรานโมเดลและสมาคมผู้บริโภคอินทรีย์ไทย ในการสร้างความตระหนักรู้ให้ผู้บริโภค ที่มีความหลากหลายและไม่ง่าย เพราะหลายคนคิดว่าไกลตัว   ทาง LIFEiS จึงเสนอตัวเข้ามาร่วมขับเคลื่อนเต็มรูปแบบ เพื่อช่วยเล่าเรื่องราวดีๆ เกี่ยวกับห่วงโซ่อาหารอินทรีย์ ให้ผู้บริโภครู้จัก และเข้าใจ อย่างเต็มที่ โดยถือเป็นความรับผิดชอบต่อสังคมของศิลปิน ที่วันนี้มีคนรู้จักเยอะ ก็ควรมีส่วนร่วมและใช้ชื่อเสียงนั้นมาช่วยพัฒนาสังคม  โดยเฉพาะสังคมอินทรีย์ ที่เกษตรกรอินทรีย์ ผู้ผลิตอาหารอินทรีย์ ยินดีทำงานหนักเพื่อพวกเรา

“ผมประทับใจในความเป็นคนธรรมดาที่ไม่ธรรมดาของเกษตรกรอินทรีย์ ผู้ผลิตอาหารให้เรา คือ แม้เขาจะทำงานหนัก แต่เขาก็ยินดีทำงานหนักเพื่อส่งมอบคุณค่า ผลิตอาหารดีๆ ให้กับเรา  ทำให้ผมอยากเปลี่ยนสปอร์ตไลท์ที่ส่องมาที่ตัวผม ให้ไปส่องที่พี่ๆน้องๆเกษตรกรมากกว่า   พวกเขาซึ่งทำงานหนักมากๆ นั้นต่างหากที่ควรได้รับการยกย่องและปรบมือ ส่งเสียงกรีดร้องดังๆ ว่า “สุดยอด”   พวกเขาคือ ดาราตัวจริง ไม่ใช่ผม”

บรรยากาศงานสุดชิคและร่มรื่นของร้าน Patom Organic Living ในทุกๆ วันอาทิตย์ นับตั้งแต่วันที่ 28 มีนาคมเป็นต้นไป  จะเป็นจุดเชื่อมต่อผู้บริโภคสู่สังคมอินทรีย์  โดยผู้บริโภคที่พรีออเดอร์สินค้า ผ่าน TOCA   Platform  ในแต่ละรอบสัปดาห์   สามารถมารับสินค้าอินทรีย์ที่สั่งไว้     และสามารถมาร่วมกิจกรรมพิเศษที่จัดขึ้นในแต่ละช่วงเดือนกับทางสมาคมผู้บริโภคอินทรีย์ไทย ดังเช่นสัปดาห์แรกนี้  ที่มี คุณนภ พรชำนิ  และ BOVINI  มาสร้างความสุขและรอยยิ้มผ่านเพลงไพเราะ กับช่วง “A Smiling Moment”  อีกทั้งสามารถช้อปสินค้าอินทรีย์ ช้อปแรงบันดาลใจในการสร้างการเปลี่ยนแปลง รวมถึงร่วมกิจกรรม Workshop เกี่ยวกับสุขภาพและอาหาร และสนุกสนานกับเกมส์สนุกๆ ที่จัดขึ้น

สำหรับแอพพลิเคชั่น “TOCA Platform”   ถูกปรับโฉมใหม่ให้ตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภค และเปิดรอบพรีออร์เดอร์สินค้าอินทรีย์มากกว่า100 รายการแล้ว มีจุดเด่นคือ   

ซื้อตรงจากเกษตรกรอินทรีย์ มากกว่า 15 กลุ่ม  ในเครือข่ายเกษตรกรสามพรานโมเดล     วิสาหกิจชุมชนร่วมใจโนนค้อทุ่ง จังหวัดอำนาจเจริญ  พีจีเอส ออร์แกนิก เชียงราย จังหวัดเชียงรายสินค้ามีความหลากหลายมากกว่า 100 รายกา ทั้งข้าว ผัก/ผักพื้นบ้าน ผลไม้ สินค้าแปรรูป เนื้อสัตว์ ไข่ น้ำผลไม้ราคาที่เป็นธรรม  เนื่องจากเป็นการกำหนดราคาตามต้นทุนการผลิตที่แท้จริง รวมถึงต้นทุนการขนส่งจากแหล่งผลิตในพื้นที่ต่างๆ ที่เกษตรกรอินทรีย์แต่ละรายตั้งอยู่    มั่นใจได้ด้วยระบบการตรวจสอบย้อนกลับ บล็อกเชน(Blockchain)ใช้งานง่าย เชื่อมโยง โซเซียลมีเดียอื่นๆ เช่นไลน์ และเว็บไซต์ บริหารงานโดยสมาคมผู้บริโภคอินทรีย์ ซึ่งเป็นองค์กรที่ไม่ได้แสวงหากำไรและมุ่งเป็นเสียงของผู้บริโภค

ทั้งนี้การเปิดใช้งาน TOCA Platform   ผู้บริโภคสามารถสมัครเป็นสมาชิก ซึ่งมีทั้งแบบ Node Member  สำหรับผู้บริโภคที่สนใจเป็นผู้นำการขับเคลื่อนขยายสังคมอินทรีย์  และสมาชิกทั่วไป

การเปิดรับพรีออเดอร์ นั้นจะเป็นรอบ เปิดให้สั่งทุกสัปดาห์ คือทุก วันเสาร์ ตั้งแต่เวลา 12.00 เป็นต้นไป ถึงวันพุธ เวลา 12.00 น. โดยกำหนดวันส่งมอบสินค้าทุกวันอาทิตย์  สามารถเลือกรับสินค้าได้ 2 ช่องทาง คือ มารับด้วยตนเองที่ร้านปฐมซอยทองหล่อ 23 กรุงเทพฯ  หรือเลือกใช้บริการขนส่งรายย่อยที่ระบุในแพลตฟอร์ม  อย่างไรก็ตามสำหรับสินค้าจากเครือข่ายเกษตรกรอินทรีย์อื่น เช่น จังหวัดเชียงราย และจังหวัดอำนาจเจริญ จะมีช่องทางการรับสินค้าผ่านบริการขนส่งเท่านั้น เนื่องจากเป็นการส่งตรงจากเกษตรกรอินทรีย์

สมาคมผู้บริโภคอินทรีย์ไทย(TOCA: Thai Organic Consumer Association)   ก่อตั้งเป็นครั้งแรกในประเทศไทย  มุ่งทำหน้าที่เชื่อมโยง ส่งเสริม ให้ผู้บริโภค ผู้ประกอบการ ให้มาร่วมขับเคลื่อนสังคมอินทรีย์ อีกทั้งบริหารจัดการ TOCA  Platform ให้เป็นช่องทางที่ผู้บริโภคจะได้เข้าถึงสังคมอินทรีย์อย่างแท้จริง

สำหรับเครือข่ายขับเคลื่อนสังคมอินทรีย์  ที่มาร่วมกับสมาคมผู้บริโภคอินทรีย์ไทย ในครั้งนี้ประกอบด้วยศิลปิน LIFEiS   กลุ่มบริษัทพรีเมียร์ โรงเรียนบางกอกพัฒนา ร้านปฐม สวนสามพราน  ห้องอาหารสีฟ้า สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) สำนักงานส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ (สสปน.) สมาพันธ์เกษตรอินทรีย์ไทย พีจีเอส เครือข่ายYoung  Happy  และมูลนิธิสังคมสุขใจ

ผู้สนใจสมัครเข้าร่วมขับเคลื่อนสังคมอินทรีย์ สมัครผ่าน TOCA Platform  โดยดาวน์โหลดแอพลิเคชั่นจากมือถือหรือคลิ๊ก Link http://www.tocaplatform.com  หรือผ่านไลน์ @ กด Link: https://lin.ee/1uDee1A  

GDP เกษตรฟื้นตัวไตรมาสแรกปี’64 โต 1.4% #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/562408

GDPเกษตรฟื้นตัวไตรมาสแรกปี’64โต1.4%

GDPเกษตรฟื้นตัวไตรมาสแรกปี’64โต1.4%

วันจันทร์ ที่ 29 มีนาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

นายฉันทานนท์ วรรณเขจร เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยถึงภาวะเศรษฐกิจการเกษตรในไตรมาส 1 ปี 2564 (มกราคม – มีนาคม 2564) พบว่า ขยายตัวร้อยละ 1.4 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปี 2563 โดยปัจจัยสำคัญมาจากฝนที่ตกสะสมเพิ่มขึ้นในช่วงครึ่งหลังของปีที่ผ่านมา ทำให้ปริมาณน้ำต้นทุนในอ่างเก็บน้ำและในแหล่งน้ำธรรมชาติมีมากขึ้นเกษตรกรสามารถทำการเพาะปลูกได้เพิ่ม ประกอบกับราคาสินค้าเกษตรหลายชนิดมีแนวโน้มปรับตัวสูงขึ้น จูงใจให้เกษตรกรขยายการผลิต นอกจากนี้ การดำเนินนโยบายของภาครัฐ อาทิ การขยายช่องทางการตลาดทั้งตลาดออนไลน์และออฟไลน์ การประกันรายได้ รวมถึงมาตรการเยียวยาและฟื้นฟูเกษตรกรที่ได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 เช่น การส่งเสริมอาชีพเกษตร และการพักชำระหนี้ ทำให้เกษตรกรสามารถทำการผลิตได้อย่างต่อเนื่อง ซึ่งเมื่อพิจารณาในแต่ละสาขา พบว่า

สาขาพืช ขยายตัวร้อยละ 3.6 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปี 2563 พืชสำคัญที่มีผลผลิตเพิ่มขึ้น คือ ข้าวนาปี ข้าวนาปรัง และ อ้อยโรงงาน เนื่องจากปริมาณฝนที่เพิ่มขึ้น ทำให้มีปริมาณน้ำเพียงพอต่อการเพาะปลูกและการเจริญเติบโตของพืช รวมถึงสภาพอากาศที่เอื้ออำนวยมากขึ้นเมื่อเปรียบเทียบกับปีที่ผ่านมา ประกอบกับเกษตรกรมีการจัดการดูแลรักษาที่เหมาะสม

ขณะที่มันสำปะหลัง และข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ผลผลิตเพิ่มขึ้น เนื่องจากความต้องการของตลาดที่เพิ่มขึ้น สับปะรดโรงงาน ผลผลิตเพิ่มขึ้น เนื่องจากราคาสับปะรดโรงงานในปีที่ผ่านมาอยู่ในเกณฑ์ดี จูงใจให้เกษตรกรมีการบำรุงรักษาต้นสับปะรดดีขึ้น ยางพารา ผลผลิตเพิ่มขึ้น เนื่องจากต้นยางพาราที่กรีดได้ส่วนใหญ่อยู่ในช่วงอายุที่ให้ผลผลิตสูง ลำไย ผลผลิตเพิ่มขึ้น เนื่องจากต้นลำไยที่ปลูกในปี 2560 เริ่มให้ผลผลิตในปีนี้ ประกอบกับสภาพอากาศเหมาะสม มีปริมาณน้ำเพียงพอ และ ทุเรียน ผลผลิตเพิ่มขึ้น เนื่องจากราคาในปีที่ผ่านมาอยู่ในเกณฑ์ดี จูงใจให้เกษตรกรมีการบำรุงและดูแลรักษา และมีการทำทุเรียนนอกฤดูมากขึ้น ประกอบกับสภาพอากาศที่เอื้ออำนวย ทำให้มีการติดดอกออกผลได้มากขึ้นรวมถึงพื้นที่ปลูกใหม่ ในปี 2559 เริ่มให้ผลผลิตได้ในปี 2564 เป็นปีแรก ด้านพืชที่มีผลผลิตลดลง ได้แก่ ปาล์มน้ำมัน เนื่องจากสถานการณ์ภัยแล้งและภาวะฝนทิ้งช่วงในปี 2562 ส่งผลต่อความสมบูรณ์ของต้น ทำให้มีการติดผลปาล์มน้อย และทะลายปาล์มน้ำหนักน้อย ผลผลิตเฉลี่ยต่อไร่จึงลดลง

สาขาปศุสัตว์ ขยายตัวร้อยละ 0.5 เป็นผลจากการเพิ่มปริมาณการผลิต ตามความต้องการบริโภคของตลาด ทั้งในประเทศและต่างประเทศ ประกอบกับการเฝ้าระวัง ควบคุมโรคระบาดอย่างเข้มงวด และการจัดการฟาร์มที่ได้มาตรฐาน ทำให้สินค้าปศุสัตว์หลักมีผลผลิตเพิ่มขึ้น สาขาประมง หดตัวร้อยละ 7.3 เนื่องจากสภาพอากาศที่แปรปรวน ทำให้ปริมาณสัตว์น้ำขึ้นท่าเทียบเรือลดลง เพราะผลกระทบจากการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 เกษตรกรจึงปรับลดพื้นที่การเลี้ยง อย่างไรก็ตาม ผลผลิตประมงน้ำจืด ได้แก่ ปลานิล และปลาดุก มีผลผลิตเพิ่มขึ้น เนื่องจากฝนตกทั่วถึงทุกพื้นที่ในช่วงปลายปี 2563 สาขาบริการทางการเกษตร ขยายตัวร้อยละ 0.7 โดยกิจกรรมการเตรียมดินและการเก็บเกี่ยวผลผลิตเพิ่มขึ้น เนื่องจากพื้นที่เพาะปลูกพืชสำคัญเพิ่มขึ้น สาขาป่าไม้ ขยายตัวร้อยละ 1.2 เนื่องจากผลผลิตไม้ยูคาลิปตัส ไม้ยางพารา และรังนก เพิ่มขึ้น

สำหรับแนวโน้มเศรษฐกิจการเกษตรในปี 2564 คาดว่า จะขยายตัวอยู่ในช่วงร้อยละ 1.7 – 2.7 เมื่อเทียบกับปี 2563 โดยทุกสาขาการผลิต ได้แก่ สาขาพืช สาขาปศุสัตว์ สาขาประมง สาขาบริการทางการเกษตร และสาขาป่าไม้ มีแนวโน้มขยายตัว และคาดว่าปริมาณน้ำฝนในปีนี้จะมีมากกว่าปีที่ผ่านมา เนื่องจากได้รับอิทธิพลจากปรากฏการณ์ลานีญ่า ประกอบกับการบริหารจัดการที่ดีทั้งในด้านการผลิตและการตลาด มีการใช้เทคโนโลยีในการผลิตและยกระดับคุณภาพสินค้าให้ได้มาตรฐาน รวมไปถึงสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ที่คลี่คลายไปในทิศทางที่ดีขึ้นทำให้ภาวะเศรษฐกิจมีการฟื้นตัว

กรมการข้าวเพิ่มประสิทธิภาพผู้ตรวจประเมิน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/562405

กรมการข้าวเพิ่มประสิทธิภาพผู้ตรวจประเมิน

วันจันทร์ ที่ 29 มีนาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

นางสาวนนทิชา วรรณสว่าง รองอธิบดีกรมการข้าว เปิดเผยภายหลังเป็นประธานพิธีเปิดโครงการสัมมนาเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพระบบการตรวจสอบและรับรองมาตรฐานข้าว ภายใต้โครงการยกระดับคุณภาพมาตรฐานสินค้าเกษตร ปี 2564 โรงแรมลองบีช ชะอำ จังหวัดเพชรบุรี ว่า กรมการข้าวตระหนักถึงความสำคัญของงานมาตรฐานข้าว จึงมอบหมายให้กองตรวจสอบรับรองมาตรฐานข้าวและผลิตภัณฑ์ ดำเนินการตรวจสอบและรับรองมาตรฐานข้าวคุณภาพ ได้แก่ ระบบการผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าว ระบบการผลิตข้าว GAP ระบบการผลิตข้าวอินทรีย์ ระบบ GMP โรงสีข้าวและสินค้าข้าว Q รวมถึงการพัฒนาระบบการตรวจสอบและรับรองมาตรฐานข้าวให้ได้มาตรฐานในระดับสากล และรับรองเป้าหมายการตรวจประเมินที่มีแนวโน้มที่เพิ่มขึ้นทุกปี

ซึ่งการสัมมนาในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อให้บุคลากรและผู้ที่เกี่ยวข้อง ได้มีโอกาสแลกเปลี่ยนเรียนรู้ทำความเข้าใจ และระดมความคิดเห็น เกี่ยวกับผลการดำเนินงาน ปัญหาและอุปสรรค ตลอดจนแนวทางพัฒนาด้านการตรวจสอบและรับรองมาตรฐานข้าวตามระบบมาตรฐาน ผ่านการเสวนา เรื่อง การพัฒนากลุ่มเกษตรกรเข้าสู่การรับรองระบบมาตรฐานและการเชื่อมโยงตลาดข้าวคุณภาพ และแนวทางการพัฒนาการตรวจประเมินระบบการผลิตข้าวคุณภาพ เพื่อให้การตรวจรับรองคุณภาพสินค้าข้าวบรรลุเป้าหมายเป็นที่ยอมรับ และสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ผู้บริโภค ซึ่งจะส่งผลถึงการยกระดับคุณภาพชีวิตเกษตรกรที่ดีขึ้นตามนโยบายของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นในระบบการผลิตข้าวคุณภาพตลอดห่วงโซ่การผลิต เสริมสร้างขีดความสามารถในการผลิตข้าวคุณภาพ ตั้งแต่การจัดการระดับแปลงจนถึงสินค้าข้าว เพื่อให้คุณภาพชีวิตของชาวนาดียิ่งขึ้นผู้บริโภคได้บริโภคข้าวที่ปลอดภัย มีคุณภาพเป็นที่พึงพอใจทั้งในประเทศและต่างประเทศ โดยมีเป้าหมายผู้เข้าร่วมสัมมนา จำนวน 90 คน จากภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ ผู้บริหาร นักวิชาการ เจ้าหน้าที่ผู้รับผิดชอบด้านมาตรฐานการรับรองจาก สำนักส่งเสริมการผลิตข้าว กองเมล็ดพันธุ์ข้าว กองพัฒนาผลิตภัณฑ์ข้าว สถาบันวิทยาศาสตร์ข้าวแห่งชาติศูนย์วิจัยข้าว ศูนย์เมล็ดพันธุ์ข้าว หน่วยตรวจรับภายนอก(Outsource) หน่วยรับรอง (CB)

ชายคาพระพิรุณ : 29 มีนาคม 2564 #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/562407

ชายคาพระพิรุณ : 29 มีนาคม 2564

ชายคาพระพิรุณ : 29 มีนาคม 2564

วันจันทร์ ที่ 29 มีนาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

จากนโยบายของ ดร.เฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรี ว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ที่ต้องการผลักดันให้ประเทศไทยเป็นฮับแมลงโลก โดยมีเป้าหมายในการพัฒนาตั้งแต่การผลิต การแปรรูปและการตลาดด้วยเทคโนโลยีและนวัตกรรม โดยเฉพาะจิ้งหรีดและแมลงอีกหลายชนิด ซึ่งกำลังเป็นสัตว์เศรษฐกิจตัวใหม่ที่น่าสนใจและเป็นโปรตีนทางเลือกที่องค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติ (FAO)ให้การสนับสนุนเพื่อสร้างรายได้แก่ประเทศและเกษตรกรของไทย ล่าสุดกระทรวงเกษตรฯ ประสบความสำเร็จในการเปิดตลาดเม็กซิโกและกลุ่มบริษัทใหญ่ของญี่ปุ่นก็สนใจและประสานงานมาเพื่อขอหารือเรื่องการนำเข้าผลิตภัณฑ์จิ้งหรีดผงของไทยไปยังประเทศญี่ปุ่นอีกด้วย

ทั้งนี้ นายพิศาล พงศาพิชณ์ เลขาธิการสำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ (มกอช.) ให้ข้อมูลว่า ขณะนี้มกอช.ได้ร่วมกับกรมปศุสัตว์ ผลักดันการเปิดตลาดจิ้งหรีดเม็กซิโก โดยจัดทำข้อมูลทางเทคนิคและเจรจากับสำนักงานแห่งชาติด้านสุขอนามัยความปลอดภัยและคุณภาพของการเกษตรและอาหาร (Servicio Nacional de Sanidad,Inocuidad y Calidad Agroalimentaria หรือ SENASICA) ของเม็กซิโก จนทำให้เม็กซิโกมีความเชื่อมั่นและให้การยอมรับระบบการควบคุมคุณภาพและความปลอดภัยของการผลิตจิ้งหรีดตั้งแต่ระดับฟาร์มจนถึงโรงงาน รวมทั้งมาตรการด้านสุขอนามัยและกระบวนการตรวจสอบผลิตภัณฑ์ก่อนการส่งออกของประเทศไทย และเปิดตลาดอนุญาตการนำเข้าผลิตภัณฑ์จิ้งหรีดจากประเทศไทยในที่สุด โดยผลิตภัณฑ์ที่เม็กซิโกอนุญาตนำเข้า ได้แก่ จิ้งหรีดผง จิ้งหรีดปรุงสุก และ จิ้งหรีดแช่แข็ง ซึ่งต้องผลิตจากจิ้งหรีดสายพันธุ์ Acheta domesticus หรือที่เรียกในประเทศไทย คือ จิ้งหรีดบ้าน หรือ สะดิ้ง หรือ ทองแดงลาย เท่านั้น

โดยผู้ที่จะส่งออกผลิตภัณฑ์จิ้งหรีดไปยังเม็กซิโกต้องดำเนินการตามข้อกำหนด ดังนี้ (1) ผลิตภัณฑ์จิ้งหรีดจะต้องผลิตจากจิ้งหรีดที่เลี้ยงในฟาร์มที่ได้การรับรองมาตรฐาน “การปฏิบัติทางการเกษตรที่ดีสำหรับฟาร์มจิ้งหรีด หรือ มกษ. 8202-2560” โดยเกษตรกรขอการรับรองได้ที่กรมปศุสัตว์ หรือสำนักงานปศุสัตว์จังหวัด (2) ผลิตภัณฑ์จะต้องมีแหล่งกำเนิดในประเทศไทย (3) โรงงานแปรรูปจะต้องผ่านการตรวจรับรองจากกรมปศุสัตว์ว่ามีกระบวนการแปรรูปให้มีความปลอดภัยต่อการบริโภคของมนุษย์ และมีความสอดคล้องกับกฎระเบียบของเม็กซิโก ได้แก่ มีการนำหลักสุขลักษณะที่ดีในการผลิตอาหาร (Good Hygienic practice : GHP) ไปปฏิบัติใช้ตลอดกระบวนการผลิต และมีมาตรการป้องกันผลิตภัณฑ์จากการปนเปื้อนของโปรตีนของสัตว์เคี้ยวเอื้องหรือจากแมลงชนิดอื่น ที่ไม่ใช่จิ้งหรีด (4) ก่อนการส่งออกจะต้องยื่นขอใบรับรองสุขอนามัย (Health certificate) กับกรมปศุสัตว์ เพื่อใช้แสดงประกอบการนำเข้า ณ ด่านนำเข้าของเม็กซิโก และ (5) สินค้าต้องนำเข้าผ่านด่านที่กำหนดเท่านั้น (ด่านนำเข้าสำหรับสินค้าที่เก็บรักษาที่อุณหภูมิปกติ จำนวน 16 ด่าน และสินค้าแช่เย็นจำนวน 9 ด่าน)…สำหรับเกษตรกรและผู้ประกอบการท่านใดที่สนใจจะส่งออกจิ้งหรีดไปเม็กซิโก สามารถขอการรับรองมาตรฐานฟาร์มและขอใบรับรองสุขอนามัยได้ที่ สำนักพัฒนาระบบและรับรองมาตรฐานสินค้าปศุสัตว์ และสำนักงานปศุสัตว์จังหวัด กรมปศุสัตว์ หรือสอบถามข้อมูลกฎระเบียบการนำเข้าจิ้งหรีดของเม็กซิโกได้ที่ กองนโยบายมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหาร สำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ โทร. 0-2561-2277 ต่อ 1307 และ 1326

ขุนเกษตรา

นักวิชาการ ม.มหิดลพัฒนาระบบ AI คัดแยกเมล็ดข้าว ลดปัญหาปลอมปนทำชาวนาถูกกดราคา #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/562389

นักวิชาการม.มหิดลพัฒนาระบบAIคัดแยกเมล็ดข้าว ลดปัญหาปลอมปนทำชาวนาถูกกดราคา

นักวิชาการม.มหิดลพัฒนาระบบAIคัดแยกเมล็ดข้าว ลดปัญหาปลอมปนทำชาวนาถูกกดราคา

วันอาทิตย์ ที่ 28 มีนาคม พ.ศ. 2564, 21.31 น.

เมื่อวันที่ 28 มีนาคม 2564 รศ.ดร.วรพันธ์ คู่สกุลนิรันดร์ อาจารย์คณะเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร มหาวิทยาลัยมหิดล (MUICT) กล่าวถึงงานวิจัยการใช้ปัญญาประดิษฐ์ (AI) ในการจำแนกเมล็ดพันธุ์ข้าวไทย ว่า ปัญหาการปลอมปนของข้าวไทย มีผลอย่างยิ่งต่อราคาขายที่ต่ำลงในตลาด ส่งผลกระทบทางเศรษฐกิจอย่างมหาศาลต่อชาวนาไทย ซึ่งการปลอมปนเกิดขึ้นได้ตั้งแต่การเลือกเมล็ดพันธุ์ การเพาะปลูก การเก็บเกี่ยว การตัดข้าว ฯลฯ การปลอมปนทำให้ราคาแตกต่างกัน เนื่องจากข้าวบางสายพันธุ์แม้จะเป็นข้าวเจ้าเหมือนกันแต่จะมีราคาที่ต่างกันสูงมาก

“ลำพังการคัดแยกเมล็ดพันธุ์ข้าวด้วยวิธีดั้งเดิมที่ใช้มนุษย์ (Human Expert) นั้น พบว่ามีความแม่นยำที่ขึ้นอยู่กับประสบการณ์และสถานการณ์ในแต่ละวัน ซึ่งเวลาขายข้าวที่มีการปลอมปน จะถูกหักราคาตามสัดส่วนการปลอมปนของข้าว อย่างเช่น ข้าวสายพันธุ์ A ประมาณร้อยละ 85 ซึ่งมีการปลอมปนด้วยข้าวสายพันธุ์ B ร้อยละ 15 เวลาขายจะถูกหักราคาไปตามสัดส่วนของมูลค่าของข้าวแต่ละสายพันธุ์” รศ.ดร.วรพันธ์ กล่าว

รศ.ดร.วรพันธ์ กล่าวต่อไปว่า ด้วยเทคโนโลยี Mask R-CNN (Mask Regional Convolutional Neuron Network) ซึ่งใช้ AI จำแนกเมล็ดพันธุ์ข้าวไทยด้วยภาพถ่าย ทำให้ช่วยลดข้อจำกัดดังกล่าว และสามารถคำนวณสัดส่วนการปลอมปนได้อย่างแม่นยำ และเที่ยงตรงมากขึ้น โดยหลักการของ Mask R-CNN คือการใช้เทคโนโลยี Machine Learning ฝึกให้คอมพิวเตอร์เรียนรู้ว่า ข้าวไทยในแต่ละสายพันธุ์มีลักษณะอย่างไร โดยป้อนข้อมูลที่เป็นภาพถ่ายของข้าวแต่ละสายพันธุ์ที่ได้รับความอนุเคราะห์จาก ศูนย์เมล็ดพันธุ์ข้าว กรมการข้าวกระทรวงเกษตรและสหกรณ์

การวิจัยเริ่มต้นจากการลงพื้นที่เก็บข้อมูลบริเวณภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่าง แล้วนำเมล็ดพันธุ์ข้าวในท้องถิ่นมาฝึกกับเครื่องคอมพิวเตอร์ให้มองเห็นเช่นเดียวกับมนุษย์ ด้วยเทคโนโลยี Mask R-CNN จนมาเลือกศึกษาเพียง 5 สายพันธุ์ ซึ่งประกอบด้วยข้าวเหนียว 1 สายพันธุ์ และข้าวเจ้าที่มีราคาแตกต่างกันอีก 4 สายพันธุ์ ซึ่งหนึ่งในนั้น คือ ข้าวหอมมะลิของไทยที่มีชื่อเสียงโด่งดังไปทั่วโลก จากการเป็นที่ยอมรับในเรื่องรสชาติ และกลิ่นหอม ซึ่งประเทศไทยเป็นแหล่งปลูกข้าวหอมมะลิที่ดีที่สุดของโลก เนื่องจากมีสภาพภูมิประเทศและภูมิอากาศที่เอื้อต่อการเจริญเติบโต

“ผลจากการใช้เทคโนโลยี Mask R-CNN ในการจำแนกเมล็ดพันธุ์ข้าวไทยนี้ พบว่ามีความแม่นยำสูงถึงร้อยละ 85 ซึ่งสูงกว่าการประเมินโดยมนุษย์กว่าร้อยละ 20 และในอนาคตอาจใช้ขยายผลต่อยอดคัดแยกผลิตผลทางการเกษตรเพื่อการส่งออกอื่นๆ ของไทยต่อไปได้ อาทิมังคุด ทุเรียน มะม่วง ฯลฯ ซึ่งในการดำเนินการวิจัย ได้เปิดโอกาสให้นักศึกษาระดับปริญญาตรีของ คณะเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร มหาวิทยาลัยมหิดล(MUICT) ร่วมทดลองและพัฒนางานวิจัยด้วย” รศ.ดร.วรพันธ์ ระบุ

สำหรับผลงานนวัตกรรมจำแนกเมล็ดพันธุ์ข้าวไทยด้วย AI ที่ รศ.ดร.วรพันธ์ พัฒนาขึ้นนี้ เคยคว้ารางวัลสภาวิจัยแห่งชาติ : รางวัลผลงานประดิษฐ์ค้นค้น ประเภทรางวัลประกาศเกียรติคุณ ภายใต้ชื่อผลงาน“โปรแกรมคอมพิวเตอร์สำหรับการจำแนกเมล็ดพันธุ์ข้าวไทย โดยใช้ภาพถ่ายของเมล็ดพันธุ์ข้าว ด้วยวิธีการแบบ Mask R-CNN และ Transfer Learning (Computer Program for Classifying Categories of Thai Rice – Grain Images Using Mask R-CNN and Transfer Learning)” ในงานวันนักประดิษฐ์ ปี 2563 มาแล้ว

เกษตรกรผู้เลี้ยงหมูกระทบภัยแล้งต้องซื้อน้ำใช้ในฟาร์ม ส่งผลต้นทุนการเลี้ยงสูง #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/562044

เกษตรกรผู้เลี้ยงหมูกระทบภัยแล้งต้องซื้อน้ำใช้ในฟาร์ม ส่งผลต้นทุนการเลี้ยงสูง

เกษตรกรผู้เลี้ยงหมูกระทบภัยแล้งต้องซื้อน้ำใช้ในฟาร์ม ส่งผลต้นทุนการเลี้ยงสูง

วันศุกร์ ที่ 26 มีนาคม พ.ศ. 2564, 18.09 น.

26 มี.ค.64 นายสิทธิพันธ์ ธนาเกียรติภิญโญ นายกสมาคมผู้เลี้ยงสุกรภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เปิดเผยว่า สภาพอากาศร้อนจัด และภัยแล้งที่ลากยาวมาตั้งแต่ปี 2563 ต่อเนื่องจนถึงปัจจุบัน ประกอบกับรายงานของสถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำ (สสน.) ว่าปี 2564 ประเทศไทยจะเผชิญวิกฤตภัยแล้งหนัก เนื่องจากปริมาณฝนสะสมในปีที่ผ่านมา มีค่าน้อยกว่าค่าปกติร้อยละ 4 ถือเป็นเหตุการณ์ฝนน้อยกว่าปกติ 2 ปีติดต่อกัน (2562-2563) ทำให้ฤดูแล้งนี้จะมีน้ำไม่เพียงพอ ส่งผลกระทบต่อภาคการเกษตร

โดยเฉพาะในการเลี้ยงสุกรที่ต้องใช้น้ำสำหรับกินและใช้ในกระบวนการเลี้ยงในปริมาณมาก โดยเฉลี่ยพ่อแม่พันธุ์สุกรใช้น้ำวันละ 130 ลิตรต่อตัว สุกรขุนใช้น้ำวันละ 40 ลิตรต่อตัว ทำให้ปริมาณน้ำที่เกษตรกรกักเก็บสำรองไว้ใช้ในช่วงฤดูแล้งเริ่มไม่เพียงพอ เกษตรกรหลายพื้นที่ต้องซื้อน้ำจากแหล่งอื่นมาให้หมูกิน ใช้ทำความสะอาด และหล่อเลี้ยงระบบทำความเย็นในโรงเรือน เพื่อบรรเทาความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นจากการขาดน้ำสะอาดและอากาศร้อนจัด

“ขณะนี้หลายพื้นที่ประสบปัญหาภัยแล้งอย่างหนัก จนต้องซื้อน้ำจากภายนอกมาใช้ในฟาร์มทุกวัน ทำให้มีค่าใช้จ่ายส่วนนี้เพิ่มขึ้นอีก จากเดิมต้นทุนการใช้น้ำอยู่ที่ 30 บาทต่อตัว เพิ่มเป็น 300-600 บาทต่อหมูขุน 1 ตัว หรือ 3-6 บาทต่อหมู 1 กิโลกรัม จากเฉลี่ยแล้วหนึ่งเที่ยวราคาอยู่ที่ประมาณ 3,000 บาทต่อน้ำ 1 หมื่นลิตร สำหรับฟาร์มขนาดเล็กต้องใช้น้ำราว 2 เที่ยวต่อวัน ต้นทุนในส่วนนี้จึงเพิ่มขึ้นถึง 6,000 บาทต่อวัน หากเป็นฟาร์มใหญ่ขาดแคลนนํ้ามาก ต้นทุนก็จะสูงขึ้นมากขึ้นไปอีก กลายเป็นปัจจัยสำคัญที่ส่งผลกระทบกับต้นทุนการเลี้ยงอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้” นายสิทธิพันธ์ กล่าว

นอกจากนี้ ฤดูร้อนยิ่งเพิ่มความเสี่ยงการเกิด โรคกลุ่มอาการของระบบทางเดินหายใจและระบบสืบพันธุ์ หรือ โรค  PRRS ที่ทำให้สุกรแท้งลูกในระยะท้ายของการอุ้มท้อง ส่งผลต่อเนื่องถึงสุกรอนุบาลและสุกรขุนทำให้อัตราเสียหายเพิ่ม และต้นทุนการเลี้ยงสูงขึ้น ขณะเดียวกัน เกษตรกรทั่วประเทศยังคงเฝ้าระวังควบคุมและป้องกันโรคสำคัญในสุกรทั้ง ASF และ PRRS อย่างเข้มงวด

โดยเพิ่มความเข้มข้นของระบบ Biosecurity ในฟาร์ม และเน้นการจัดการฟาร์มที่ได้มาตรฐาน ซึ่งจำเป็นต้องใช้ต้นทุนการป้องกันโรคเพิ่มกว่า 200-300 บาทต่อตัว และคาดว่าต้นทุนการเลี้ยงในขณะนี้สูงกว่า ประมาณการต้นทุนการลี้ยงสุกรขุนเฉลี่ยไตรมาส 1/2564 ที่สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) ที่คาดว่าอยู่ที่ 77.49 บาทต่อกิโลกรัม ขณะที่ราคาเฉลี่ยสุกรมีชีวิตตามประกาศของสมาคมผู้เลี้ยงสุกรแห่งชาติอยู่ที่ 79-80  บาทต่อกิโลกรัม เท่ากับเกษตรกรแทบไม่มีกำไรจากการเลี้ยง แต่ยังจำเป็นต้องประคับประคองอาชีพเดียวเอาไว้ เพื่อให้ผู้บริโภคมีปริมาณสุกรบริโภคอย่างเพียงพอ