มท.1บี้อธิบดีกรมที่ดิน ชี้แจงกรณี‘ที่เขากระโดง’ ขู่7วันตั้งกก.สอบเอง

มท.1บี้อธิบดีกรมที่ดิน ชี้แจงกรณี‘ที่เขากระโดง’ ขู่7วันตั้งกก.สอบเอง

มท.1บี้อธิบดีกรมที่ดิน ชี้แจงกรณี‘ที่เขากระโดง’ ขู่7วันตั้งกก.สอบเอง

วันอังคาร ที่ 15 กรกฎาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

มท.1บี้อธิบดีกรมที่ดิน ชี้แจงกรณี‘ที่เขากระโดง’ ขู่7วันตั้งกก.สอบเอง เสี่ยหนูยันทำถูกต้อง “ภูมิธรรม”สั่ง“อธิบดีกรมที่ดิน” แจงให้ชัด ภายใน 7 วัน เหตุใด ไม่ดำเนินการตามคำสั่งศาลฯ

ปมที่ดินเขากระโดง จ.บุรีรัมย์ หากแจงไม่ชัดเจน เซ็นตั้ง คกก.สอบสวนใหม่ทันที ‘อนุทิน’ลั่นเคส‘ที่เขากระโดง’ ยึดตามกระบวนการกม.ขออย่าเรียกเช็คบิล ไม่เกิดประโยชน์ ท้ากลับ หากไม่พบความผิด ‘มท.1’ ต้องมีใจนักกีฬาออกมาแจ้งปชช. สอนมวยใช้อำนาจไม่เป็นธรรมจะย้อนกลับมาทำลายตัวเอง ฟุ้งหากอยากพ้นเวรพ้นกรรม ต้องเลือก ภท. บริหารบ้านเมือง

เมื่อวันที่ 14 กรกฎาคม 2568 ที่กระทรวงมหาดไทย นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย รักษาราชการแทนนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงความคืบหน้าการออกคำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการตรวจสอบกรณีที่ดินเขากระโดง จ.บุรีรัมย์ ซึ่งมีปัญหาทับซ้อนที่ดินของการรถไฟแห่งประเทศไทย ว่า ตนได้ส่งจดหมายไปตั้งแต่วันพุธ หรือ วันพฤหัสบดีสัปดาห์ที่แล้วให้นายพรพจน์ เพ็ญพาส อธิบดีกรมที่ดิน ชี้แจงภายในเวลา 7 วันว่า เหตุใดจึงเปลี่ยนแปลงคำสั่งของศาลปกครอง และศาลฎีกา หากภายใน 7 วันไม่มีความชัดเจน ตนก็จะเซ็นตั้งคณะกรรมการได้ทันที ซึ่งตนให้ปลัดกระทรวงมหาดไทยพิจารณาดูว่า คณะกรรมการที่จะต้องประกอบด้วยใครบ้าง ซึ่งเป็นไปตามกฎหมาย ซึ่งเรื่องนี้ไม่แน่ใจว่า สิ่งที่เกิดขึ้นคลางแคลงใจ และมีความไม่สบายใจ รวมถึงเป็นที่สนใจของสื่อมวลชนจำนวนมาก เพราะฉะนั้นจึงได้เตรียมการ ที่ต้องการทำให้เรื่องนี้เกิดความชัดเจน ถ้าชัดเจนสังคมก็จะเกิดความสบายใจ ซึ่งต้องไปถามว่า เหตุผลใดจึงไม่ดำเนินการตามคำสั่งของศาลฯ โดยเฉพาะคำตัดสินของศาลปกครอง และศาลฎีกา

ส่วนเรื่องนี้จากกระทบต่อตำแหน่งของอธิบดีกรมที่ดินด้วยหรือไม่ นายภูมิธรรม กล่าวว่า ขึ้นอยู่ที่ปัญหา หากทำสิ่งที่ดีก็ได้ไม่มีผลกระทบ แต่หากไปทำอะไรนอกกรอบ หรือนอกความจำเป็น หรือไปเอื้อประโยชน์ต่อใครก็จะมีผลกระทบแน่นอน

เมื่อถามว่า จะถือโอกาสสางคดีที่ดินอัลไพน์ด้วยใช่หรือไม่ นายภูมิธรรม กล่าวว่า จะดำเนินการทุกคดีไม่มีข้อยกเว้น ซึ่งจะดำเนินการทั้งสองคดี ยืนยันว่าอะไรที่คลางแคลงใจจะเคลียร์ให้หมดทุกประเด็น

ก่อนหน้านี้ จากกรณีที่ ศาลปกครองกลาง ได้มีคำสั่งในคดีหมายเลขดำที่ 395/2568 ลงวันที่ 27 พ.ค.2568 ซึ่งเป็นคดีที่การรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) (ผู้ฟ้องคดี) ได้ยื่นฟ้อง กรมที่ดิน กับพวกรวม 3 ราย (ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1-3) ในคดีพิพาทเกี่ยวกับที่ดินบริเวณแยกเขากระโดง อ.เมือง จ.บุรีรัมย์ เนื้อที่ 5,083 ไร่ ซึ่งสรุปได้เป็น 4 ข้อหา คือ

ข้อหาที่ 1 รฟท. มีคําขอให้ศาลมีคําพิพากษาหรือคำสั่งเพิกถอนคำสั่งของอธิบดีกรมที่ดิน (ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2) ตามหนังสือกรมที่ดิน ที่ มท 0561.2(2)/22162 ลงวันที่ 21 ต.ค.2567 ที่มีคำสั่งให้ยุติเรื่องการสอบสวน การออกหนังสือแสดงสิทธิในที่ดินโดยคลาดเคลื่อนในเขตที่ดินของ รฟท. บริเวณทางแยกเขากระโดง ต.อิสาณ อ.เมืองบุรีรัมย์ จ.บุรีรัมย์

ข้อหาที่ 2 รฟท. มีคําขอให้ศาลมีคําพิพากษาหรือคำสั่งให้เพิกถอนคําวินิจฉัยอุทธรณ์ของอธิบดีกรมที่ดิน (อธิบดีกรมที่ดิน) และปลัดกระทรวงมหาดไทย (ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 3) ซึ่งได้มีคําวินิจฉัยให้ยกอุทธรณ์ กรณี รฟท.ไม่เห็นด้วยกับคำสั่งของอธิบดีกรมที่ดิน ที่มีคำสั่งให้ยุติเรื่องการสอบสวนการออกหนังสือแสดงสิทธิในที่ดินโดยคลาดเคลื่อนในเขตที่ดินของ รฟท. บริเวณทางแยกเขากระโดง ต.อิสาณ อ.เมืองบุรีรัมย์ จ.บุรีรัมย์

ข้อหาที่ 3 รฟท. มีคําขอให้ศาลมีคําพิพากษาหรือคำสั่งให้กรมที่ดินและอธิบดีกรมที่ดิน ร่วมกันเพิกถอนหนังสือแสดงสิทธิในที่ดินที่ออกในที่ดินของผู้ฟ้องคดีทั้ง 995 ฉบับ ที่เจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดบุรีรัมย์ออกโดยไม่ชอบ ซึ่งเป็นการคลาดเคลื่อนไม่ชอบด้วยกฎหมายทั้งหมดในพื้นที่ของ รฟท. ภายใน 60 วัน นับแต่คดีถึงที่สุด หรือภายในระยะเวลาที่ศาลเห็นสมควร

ข้อหาที่ 4 รฟท. ขอให้ศาลมีคําพิพากษาหรือคำสั่งให้เพิกถอนหนังสือแสดงสิทธิในที่ดิน ที่ออกทับที่ดินของ รฟท. ตามแผนที่แสดงเขต ที่ดินของกรมรถไฟ ตอนแยกไปยังที่ย่อยศิลา ต.เขากระโดง จ.บุรีรัมย์ กิโลเมตร 375+650 ตามระวางที่ดิน 4638 IV 3452-00 ถึง 4638 IV 3454-00 บริเวณทางแยกเขากระโดง ต.อิสาณ อ.เมืองบุรีรัมย์ จ.บุรีรัมย์ นอกเหนือจากหนังสือแสดงสิทธิในที่ดินทั้ง 995 ฉบับ ที่ออกทับที่ดินของ รฟท. ในบริเวณทางแยกเขากระโดง

โดยศาลปกครอง มีคำสั่งไม่รับคำฟ้องไว้พิจารณาบางข้อหา ได้แก่ ข้อหาที่ 3 และข้อหาที่ 4 เนื่องจากเห็นว่า มีข้อเท็จจริงอันเป็นเหตุแห่งการฟ้องคดี และคําขอบังคับในลักษณะเดียวกันกับประเด็นที่ศาลได้มีคําพิพากษาถึงที่สุดไปแล้ว หรือ เป็นการฟ้องซ้ำ ในคดีศาลปกครองกลาง หมายเลขดำที่ 2494/2564 หมายเลขแดงที่ 582/2566 มาฟ้องเป็นคดีนี้อีก

ที่อ.ขุนหาญ จ.ศรีสะเกษ นายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ให้สัมภาษณ์กรณีนายภูมิธรรม มีความพยายามเช็คบิลกรณีที่ดินเขากระโดงว่าทุกคนเข้ามามีสิทธิ์ตั้งข้อสงสัย อย่าให้เป็นการเช็คบิล เพราะถ้าเวลาเช็คบิล หากพวกตนกลับไปก็เช็คบิลได้ต่อ ซึ่งไม่เกิดประโยชน์อะไร ต้องดูว่าอะไรถูกอะไรผิด เรื่องที่ดินเขากระโดง สมัยที่ตนเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยทั้งปลัดกระทรวงมหาดไทย รองปลัดกระทรวงมหาดไทย อธิบดีกรมที่ดิน ข้าราชการกรมที่ดิน ก็ยืนยันมากันหมด ว่าได้ดำเนินการตามกระบวนการขั้นตอนของกฎหมาย เป็นที่เรียบร้อยแล้ว รัฐมนตรีไม่มีสิทธิ์ที่จะสั่งการใดๆ ทั้งสิ้น ไม่ว่าจะสั่งการให้ออกมาเป็นบวกหรือเป็นลบ รัฐมนตรีไม่มีอำนาจ ไม่มีช่องทางไหนให้เข้าไปได้เลย และที่พูดๆ กันไปว่าจะเข้าไปตรวจสอบก็คงต้องไปตรวจศาล เพราะคำพิพากษาของศาลออกมาแล้ว ตั้งแต่ช่วงเดือนพ.ค. 2566 ซึ่งเป็นช่วงก่อนที่ตนจะเข้ามารับตำแหน่งรมว.มหาดไทย ดังนั้นที่บอกว่าจะมาเช็คบิลจะมาตรวจสอบ ส่วนใหญ่รัฐมนตรีที่เข้ามาใหม่ๆ ก็พูดแบบนี้ทั้งนั้น ถ้าทำแล้วไม่พบความผิดใดๆ ก็ขอให้รัฐมนตรีได้กรุณาออกมามีจิตใจเป็นนักกีฬา แจ้งให้พี่น้องประชาชนได้ทราบด้วยว่า ไม่พบการกระทำที่ผิดใดๆ

“เข้ามาตรวจสอบได้เลย เพราะผมมั่นใจว่าสมัยที่ผมอยู่ ทำทุกอย่างถูกต้องตามรัฐธรรมนูญ ตามกฏหมาย และตามระเบียบ และเขากระโดงเราก็เดินหน้าตรวจสอบทุกอย่าง ถ้าผิดลุยเลย มีหนังสือมีจดหมาย ที่ผมได้ออกไป กรณีที่ดินสนามกอล์ฟอัลไพน์ก็เหมือนกัน โครงการต่างๆ เหมือนกันหมด อะไรที่เกี่ยวข้องกับกระทรวงมหาดไทย ผมได้ทำทุกอย่างโดยที่ไม่ได้ใช้อำนาจทางการเมืองเข้าไป ไม่เคยกลั่นแกล้งข้าราชการ ไม่เคยย้ายข้าราชการ ตอนที่เข้ามาคนที่ได้ดิบได้ดีในยุคนี้ ตอนนั้นก็ไม่ได้ถูกกลั่นแกล้งเก็บไปดองที่ไหน ตรงนี้พี่น้องประชาชนคงเห็นแล้วว่า การทำงานของเราถ้าจะบอกว่ามีความเป็นมืออาชีพมือ มีความยุติธรรม มีคุณธรรม อันนี้พวกผมมั่นใจว่าพวกผมมีมากกว่า” นายอนุทิน กล่าว

เมื่อถามว่า การที่ขณะนี้รมว.มหาดไทย พยายามเอาข้าราชการสีน้ำเงินออก โดยขีดเส้นกรณีเขากระโดงภายใน 7 วันนั้น ไม่เช่นนั้นจะสั่งเด้ง นายอนุทิน ระบุว่า คนที่มีอำนาจถ้าใช้อำนาจที่เป็นธรรม ความสงบสุข ความผาสุกจะเกิดขึ้นแต่ถ้าใช้อำนาจไม่เป็นธรรม อำนาจก็จะกลับมาทำลายตัวเองในที่สุด ไม่เคยมีใครใช้อำนาจที่ไม่เป็นธรรมแล้วดำรงตนอยู่ได้ และยึดอยู่ในอำนาจนั้นอย่างยั่งยืน แบบมาชั่วคราวลมเพลมพัดมา ก็ต้องถือว่าเป็นเวรกรรมของระบบการเมือง ระบบข้าราชการไทย ถ้าจะให้ดีพ้นเวรพ้นกรรม ต้องให้พรรคพรรคภูมิใจไทย เข้าไปบริหารบ้านเมือง

‘กรมส่งเสริมการเกษตร’ชวนเกษตรกรทั่วประเทศ ร่วมงานคลินิกเกษตรเคลื่อนที่ ในพระราชานุเคราะห์ฯ

'กรมส่งเสริมการเกษตร'ชวนเกษตรกรทั่วประเทศ ร่วมงานคลินิกเกษตรเคลื่อนที่ ในพระราชานุเคราะห์ฯ

‘กรมส่งเสริมการเกษตร’ชวนเกษตรกรทั่วประเทศ ร่วมงานคลินิกเกษตรเคลื่อนที่ ในพระราชานุเคราะห์ฯ

วันจันทร์ ที่ 14 กรกฎาคม พ.ศ. 2568, 15.59 น.

กรมส่งเสริมการเกษตร ชวนเกษตรกรทั่วประเทศ ร่วมงานโครงการคลินิกเกษตรเคลื่อนที่ในพระราชานุเคราะห์ สมเด็จพระบรมโอรสาธิราช ฯ สยามมกุฎราชกุมาร เฉลิมพระเกียรติ เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษาพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว 28 กรกฎาคม 2568 

เนื่องในโอกาสมหามงคลวันเฉลิมพระชนมพรรษาพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว วันที่ 28 กรกฎาคม 2568 นับเป็นมหามงคลพิเศษยิ่งนี้ ด้วยสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอย่างหาที่สุดมิได้ ที่ทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจนานัปการ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์กำหนดจัดงานโครงการคลินิกเกษตรเคลื่อนที่ในพระราชานุเคราะห์ สมเด็จพระบรมโอรสาธิราช ฯ สยามมกุฎราชกุมาร เฉลิมพระเกียรติ เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษาพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว 28 กรกฎาคม 2568 ระดับประเทศ ระหว่างวันที่ 17 – 18 กรกฎาคม 2568 
ณ ศูนย์ขยายพันธุ์พืชที่ 4 จังหวัดนครศรีธรรมราช ตำบลนาบอน อำเภอนาบอน จังหวัดนครศรีธรรมราช  และระดับจังหวัด อีก 76 จังหวัด กำหนดจัดงานในห้วงระหว่างวันที่ 1 – 31 กรกฎาคม 2568 เป้าหมายเกษตรกรรวมกว่า 8,900 ราย

นายพีรพันธ์ คอทอง อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวว่า ภาพรวมการจัดงานคลินิกเกษตรฯ ที่ผ่านมา พบว่า เกษตรกรสามารถนำความรู้ คำแนะนำไปใช้ประโยชน์ ส่งผลให้สามารถแก้ไขปัญหาด้านการเกษตรได้อย่างถูกต้องตามหลักวิชาการ และมีประสิทธิภาพ เช่น องค์ความรู้ การปรับปรุงบำรุงดิน การดูแลรักษา โรคและแมลงศัตรูพืช การเลี้ยงสัตว์ เป็นต้น รวมถึงการนำปัจจัยการผลิตไปใช้ประโยชน์ เช่น พันธุ์พืช พันธุ์สัตว์น้ำ วัคซีนและชีวภัณฑ์ในสัตว์ สารปรับปรุงบำรุงดิน เป็นต้น ส่งผลให้เกษตรกรมีอาหารบริโภคในครัวเรือน สภาพดินมีความอุดมสมบูรณ์มากขึ้น ลดปัญหาโรคและแมลงศัตรู รวมทั้งช่วยลดรายจ่ายในครัวเรือน 

สำหรับการจัดงานโครงการคลินิกเกษตรเคลื่อนที่ในพระราชานุเคราะห์ฯ ระดับประเทศ จะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 17 – 18 กรกฎาคม 2568 ณ ศูนย์ขยายพันธุ์พืชที่ 4 จังหวัดนครศรีธรรมราช ตำบลนาบอน อำเภอนาบอน จังหวัดนครศรีธรรมราช โดยมีนายอรรถกร ศิริลัทธยากร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานในพิธี โดยจะเปิดให้ประชาชนร่วมลงนามถวายพระพร รับชมนิทรรศการเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ให้บริการคลินิกเกษตรจากหน่วยงานกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ จำนวน 11 คลินิก ประกอบด้วย คลินิกดิน คลินิกพืช คลินิกข้าว คลินิกปศุสัตว์ คลินิกประมง คลินิกชลประทาน คลินิกสหกรณ์ คลินิกบัญชี คลินิกกฎหมาย คลินิกหม่อนไหม คลินิกส่งเสริมการเกษตร และหน่วยงานภาครัฐและเอกชนอื่นๆ รวมกว่า 20 หน่วยงาน รวมทั้งมีกิจกรรมพิเศษเปิดให้บริการเจาะลึกองค์ความรู้พืช โดยเน้นการป้องกันกำจัดโรคและแมลงศัตรูของพืชเศรษฐกิจหลักของจังหวัดนครศรีธรรมราช (ยางพารา ปาล์มน้ำมัน มะพร้าว และไม้ผล) ที่ครอบคลุมทุกขั้นตอนตั้งแต่การเตรียมพื้นที่ การปลูก การดูแลรักษา จนถึงการจัดการหลังการเก็บเกี่ยว โดยมุ่งเน้นให้เกษตรกรได้เรียนรู้จากการปฏิบัติจริง ควบคู่ไปกับกิจกรรมสาธิต/ฝึกอบรมระยะสั้น จากคลินิกส่งเสริมการเกษตร และคลินิกอื่นๆ กว่า 10 หลักสูตร เช่น การขยายพันธุ์พืชที่เหมาะสม การขยายและการใช้สารชีวภัณฑ์อย่างง่าย การเลี้ยงผึ้งโพรงและชันโรง การทำยาหม่องจากผลิตภัณฑ์ผึ้ง การเพาะผักงอกเพื่อสร้างรายได้ การแปรรูปผลิตภัณฑ์จากเนื้อโค การแปรูปข้าว การแปรรูปมังคุด การจัดการเศษวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตร เป็นต้น รวมถึงสนับสนุนปัจจัยการผลิตด้านการเกษตรต่างๆ เช่น พืชพันธุ์ดี สารชีวภัณฑ์ พันธุ์สัตว์น้ำ วัคซีนและเวชภัณฑ์สำหรับสัตว์ และพันธุ์พืชอาหารสัตว์ เป็นต้น นอกจากนี้ ยังมีกิจกรรมการ Live จำหน่ายมังคุดคุณภาพของจังหวัดนครศรีธรรมราช และผลผลิต ผลิตภัณฑ์คุณภาพ ของเกษตรกรรุ่นใหม่ (Young Smart Farmer) จังหวัดนครศรีธรรมราช พร้อมทั้งการสาธิตการแปรรูปผลผลิตทางการเกษตร และกิจกรรมอื่นๆ อีกมากมาย

กรมส่งเสริมการเกษตรจึงขอเชิญชวนเกษตรกรและประชาชนที่สนใจ เข้าร่วมงานและขอรับบริการ คำปรึกษา คำแนะนำ เกี่ยวกับงานด้านการเกษตรได้ตามสถานที่ที่แจ้ง สนใจสามารถตรวจสอบกำหนดการ หรือสถานที่จัดงานใกล้บ้านท่านได้ที่ https://clinickaset.doae.go.th

ชาวสวนลำไยเดือดร้อนหนัก! ราคาตกต่ำตั้งแต่ต้นฤดู เกษตรกรวอนรัฐช่วยด่วน

ชาวสวนลำไยเดือดร้อนหนัก! ราคาตกต่ำตั้งแต่ต้นฤดู เกษตรกรวอนรัฐช่วยด่วน

ชาวสวนลำไยเดือดร้อนหนัก! ราคาตกต่ำตั้งแต่ต้นฤดู เกษตรกรวอนรัฐช่วยด่วน

วันจันทร์ ที่ 14 กรกฎาคม พ.ศ. 2568, 12.56 น.

ชาวสวนลำไยเดือดร้อนหนัก! ราคาตกต่ำตั้งแต่ต้นฤดู เกษตรกรวอนรัฐช่วยด่วน

14 กรกฎาคม 2568 เกษตรกรผู้ปลูกลำไยในภาคเหนือ โดยเฉพาะพื้นที่ อำเภอสารภี หางดง ฮอด และอำเภอจอมทอง หลายๆอำเภอของ จังหวัดเชียงใหม่ กำลังเผชิญกับ ปัญหาราคาลำไยตกต่ำรุนแรงตั้งแต่ต้นฤดูเก็บเกี่ยว จนบางรายจำต้องเร่งเก็บผลผลิตก่อนเวลา แม้ผลลำไยจะยังไม่โตเต็มที่ หวั่นราคาจะดิ่งลงอีกจนขาดทุนหนัก

ลำไยเกรด AA ที่เคยมีราคาสูงถึง 30 บาทต่อกิโลกรัมในปีที่แล้ว ปีนี้กลับเริ่มต้นฤดูด้วยราคาเฉลี่ยเพียง 21-22 บาท/กก. สำหรับแบบใส่ตะกร้า และ 19-20 บาท/กก. สำหรับแบบรูดร่วง ขณะที่เกรด A เหลือเพียง 9-10 บาท/กก. ส่วนเกรด C ซึ่งกลายเป็นประเด็นดราม่าในโลกโซเชียล กลับซื้อขายเพียง 1 บาท/กก. ตามปกติทุกปี

นายธนโชติ ไชยมาตร์ ชาวสวนลำไยในตำบลท่ากว้าง อ.สารภี เผยว่า ปีนี้ลำไยออกผลดกและสุกพร้อมกันจากสภาพอากาศที่ฝนตกต่อเนื่องและอากาศเย็นนาน ทำให้พ่อค้าเลือกซื้อแบบเหมาเฉพาะบางสวนเท่านั้น สวนที่ไม่มีคนเหมาซื้อก็ต้องพึ่งแรงงานในครอบครัวช่วยเก็บ เพราะหากจ้างคนงานที่ค่าจ้างสูงถึง 3 บาท/กก. อาจไม่คุ้มทุน

เกษตรกรหลายราย จึงต้องวัดดวงกับราคาตลาด บางรายขายได้ บางรายถูกกดราคา บางรายถึงขั้นไม่สามารถขายได้เลย เพราะไม่มีพ่อค้ามารับซื้อ ทั้งที่ลงทุนไปตลอดปีเพื่อดูแลผลผลิตที่กำลังจะถูกซื้อในราคาที่ ต่ำกว่าต้นทุน

นายฝนหนาว ราชโยคี พ่อค้าลำไยจากตำบลแม่สอย ระบุว่า ปริมาณผลผลิตที่ออกพร้อมกันทุกพื้นที่ ส่งผลให้ตลาดล้น ราคาจึงตกลงอย่างต่อเนื่อ และมีแนวโน้มว่าจะตกลงอีกในช่วง 2 สัปดาห์ข้างหน้า โดยประเมินว่า ราคาเกรด AA อาจต่ำถึง 16 บาท/กก. ซึ่งถือว่าต่ำเกินกว่าที่เกษตรกรจะอยู่ได้ “ถ้าลำไยแบบรูดร่วงตกต่ำกว่า 10 บาทต่อกิโล ก็ไม่คุ้มแรงเก็บเกี่ยวแล้ว” เกษตรกรท้องถิ่นเผยด้วยความกังวล

แม้จะมีข่าวจากภาครัฐในอดีตว่าจะสนับสนุนหรือช่วยเหลือการตลาดลำไย ทั้งการส่งออกและการแปรรูป แต่ในสถานการณ์จริง ชาวสวนยังไม่เห็นความชัดเจนของมาตรการช่วยเหลือในปีนี้เลย เกษตรกรจึงขอเรียกร้องต่อรัฐบาล

• ขอให้รัฐออกมาตรการแทรกแซงราคาหรือประกันรายได้

• สนับสนุนการกระจายผลผลิตออกนอกประเทศโดยเร่งด่วน

• ส่งเสริมช่องทางตลาดใหม่ ทั้งออนไลน์และออฟไลน์

• ลดต้นทุนด้านแรงงานหรือสนับสนุนเครื่องมือเก็บเกี่ยว

ลำไยไทยคือผลไม้ส่งออกสำคัญ หากไม่มีการช่วยเหลืออย่างเป็นระบบและทันการณ์ นอกจากเกษตรกรจะล้มละลายแล้ว อาจกระทบถึงระบบเศรษฐกิจฐานรากในหลายจังหวัด ชาวสวนกำลังเดือดร้อน! รัฐบาล…ทำอะไรอยู่?

ปณิธาน มีไชยโย ผู้อำนวยการองค์การตลาดเพื่อเกษตรกร ‘ลูกค้าคือศูนย์กลาง’ทางรอดเกษตรไทย

ปณิธาน มีไชยโย ผู้อำนวยการองค์การตลาดเพื่อเกษตรกร ‘ลูกค้าคือศูนย์กลาง’ทางรอดเกษตรไทย

ปณิธาน มีไชยโย ผู้อำนวยการองค์การตลาดเพื่อเกษตรกร ‘ลูกค้าคือศูนย์กลาง’ทางรอดเกษตรไทย

วันจันทร์ ที่ 14 กรกฎาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

องค์การตลาดเพื่อเกษตรกร (อ.ต.ก.) เป็นหน่วยงานรัฐวิสาหกิจสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ จัดตั้งขึ้นตามพระราชกฤษฎีกาจัดตั้งองค์การตลาดเพื่อเกษตรกร พ.ศ. 2517 เมื่อวันที่ 5 ต.ค.  2517 โดยมีวัตถุประสงค์ ดังนี้ 1.จัดตั้งตลาดเพื่อให้เป็นแหล่งกลางในการซื้อขายผลิตผลหรือผลิตภัณฑ์ทางการเกษตร และสินค้าอื่นๆ 2.ส่งเสริมและสนับสนุนให้เกษตรกรและสถาบันเกษตรกรส่งผลิตผลหรือผลิตภัณฑ์ทางการเกษตรและสินค้าอุตสาหกรรมในครัวเรือนมาจำหน่ายโดยตรงโดยไม่ผ่านพ่อค้าคนกลาง

3.ซื้อและจัดให้มีการซื้อผลิตผลหรือผลิตภัณฑ์ทางการเกษตร หรือสินค้าอุตสาหกรรมในครัวเรือน รวมทั้งเครื่องอุปโภคและบริโภคเพื่อจำหน่าย 4.ดำเนินการพยุงราคาผลิตผลหรือผลิตภัณฑ์ทางการเกษตร 5.ช่วยเหลือเกษตรกรและสถาบันเกษตรกรในการผลิต การจำหน่าย การตลาด การเก็บรักษาและการขนส่งซึ่งผลิตผลหรือผลิตภัณฑ์การเกษตร 6.ดำเนินการหรือส่งเสริมให้สถาบันเกษตรกรดำเนินการค้า ขนส่งและรับฝาก ซึ่งผลิตผลหรือผลิตภัณฑ์ทางการเกษตร ปัจจัยในการผลิต

วัสดุการเกษตร เครื่องมือเครื่องใช้ในการเกษตร หรือเครื่องอุปโภคและบริโภค 7.ส่งเสริมให้มีการปรับปรุงคุณภาพ มาตรฐานและการผลิต ผลิตผลทางการเกษตรให้ตรงกับความต้องการของตลาด และ 8. ดำเนินการในฐานะตัวแทนของรัฐบาลและกระทรวง ทบวง กรม เพื่อจัดหาปัจจัยในการผลิตและเครื่องอุปโภคและบริโภค จำหน่ายให้แก่เกษตรกรในราคาอันสมควร ซึ่งเมื่อเร็วๆ นี้ ทีมงาน “นสพ.แนวหน้า” มีโอกาสได้พูดคุยกับ ปณิธาน มีไชยโย ผู้อำนวยการองค์การตลาดเพื่อเกษตรกร ถึงสถานการณ์ตลาดสินค้าเกษตร จากอดีตจนถึงปัจจุบัน

– จากจุดเริ่มต้นเมื่อราวปี 2517 – 2518 ที่ อ.ต.ก. ก่อตั้งขึ้น วันนี้ความเป็นไปของตลาดผลิตผลทางการเกษตร เปลี่ยนแปลงแตกต่างไปจากในอดีตมาก – น้อยเพียงใด อย่างไรบ้าง? : อ.ต.ก. ตั้งตามพระราชกฤษฎีกาในปี 2517 ถ้ารวมๆ ก็ 51 ปีแล้ว ทีนี้เมื่อก่อนการคมนาคมขนส่งค่อนข้างลำบาก สินค้าเกษตรอยู่ในพื้นที่ห่างไกลกัน แล้วลักษณะเฉพาะสินค้าเกษตรคือปริมาณ ก็ไปทีละปริมาณมากๆ

ผู้บริโภคสมัยก่อน 50 ปีที่แล้ว ประชากรเรามีแค่ 10 กว่าล้านคน ไม่ได้เยอะเหมือนปัจจุบันนี้ ผู้บริโภคก็น้อยกว่าสมัยนี้ ตลาดการค้าก็ไม่เชื่อมโยงกัน ทีนี้ในปัจจุบันตลาดการค้ามันเชื่อมโยงกัน ที่บอกว่า Globalization (โลกาภิวัตน์) มันเกิดมาตั้งแต่ปี 1900 กว่าๆ แล้ว การคมนาคมขนส่งก็สะดวกขึ้น การค้าระหว่างประเทศก็เกิดขึ้น ธุรกิจข้ามชาติก็มีมากขึ้น ฉะนั้นปัจจุบันตลาดสินค้าเกษตรผู้บริโภคไม่ได้มีแต่คนไทยอย่างเดียว เราพูดถึงตลาดสินค้าเกษตรคือทั้งโลก การแข่งขันจึงไม่ได้แข่งเฉพาะในประเทศแต่เกิดขึ้นทั้งโลก

“ประเทศที่ผลิตสินค้าเกษตรที่ใกล้เคียงกับไทยก็ไม่ได้มีเพียงประเทศเดียว เราเรียกกลุ่มประเทศพวกนี้ว่า Tropical Countries หรือประเทศที่อยู่ในเขตเส้นศูนย์สูตร เราผลิตสินค้าใกล้เคียงกันแล้วผลผลิตก็ไม่ต่างกันมาก ฉะนั้นตอนนี้การแข่งขันทางการตลาดสินค้าเกษตรเป็นการแข่งขันสมบูรณ์เต็มรูปแบบ แต่ไม่ใช่สัมบูรณ์ เพราะจริงๆ Demand (ความต้องการ) สินค้าเกษตรยังคงมากกว่า Supply (ความสามารถในการจัดหา) ที่มีอยู่”

ผู้บริโภคกับผู้ผลิตยังใกล้ชิดกันมากขึ้นจากเทคโนโลยีการสื่อสารที่สะดวกและเข้าถึงระหว่างกันมากขึ้น เดี๋ยวนี้ผู้ผลิตกลายเป็นผู้จำหน่ายเองเสียเยอะ เกษตรกรสมัยใหม่ที่เรียกว่า Young Smart Farmer เขาก็เริ่มผลิตและจำหน่าย และพัฒนาสินค้าให้ตรงตามรูปแบบ ความรู้ทางด้านการตลาดของเกษตรกรก็สูงขึ้นมาก แต่ประเทศไทยเรายังมีปัญหาเดิมๆ

วัตถุประสงค์ของการจัดตั้ง อ.ต.ก. เมื่อ 50 ปีก่อน เขาบอกว่าต้องการลดพ่อค้าคนกลาง ต้องการเข้าไปแทรกแซงเพื่อตัดวงจรพ่อค้าคนกลาง ต้องขอเรียนอย่างนี้ว่าในกระบวนการตลาดเกษตร จากผู้ผลิตถึงผู้บริโภค (Farm to Fork) มันไกลมาก ถ้ายิ่งพูดไปถึงผู้บริโภคต่างประเทศยิ่งยากเพราะมีกฎเกณฑ์เงื่อนไข ซึ่งก็เกิดจากความระมัดระวังเรื่องสุขภาพ เรื่องความปลอดภัยที่มีมากขึ้น และมีความรู้มากขึ้น ดังนั้นก็มีมาตรการต่างๆ เข้ามา

คราวนี้มาตรการเกษตรกรเราทำได้มาก – น้อยแค่ไหน? ก็เป็นหน้าที่ของรัฐที่จะต้องเข้าไปช่วย พยายามลดช่องว่าง ลดระยะห่างระหว่างผู้ผลิตถึงผู้บริโภคลงมา สิ่งนี้คือช่องว่าง (Gap) ทำให้เกิดพ่อค้าคนกลางที่สามารถเอารัดเอาเปรียบเกษตรกรได้ ดังนั้นรูปแบบการตลาดมันเปลี่ยนไปเยอะจากบริบททางการตลาด แต่ต้องบอกว่าสินค้าเกษตรไทยจริงๆ มีโอกาสเข่งในตลาดโลก ก็ต้องแยกเป็นรายชนิด

“สินค้าเกษตรในฝั่งผู้ผลิตเขามองพืชไร่ พืชสวน ปศุสัตว์ ประมง เขามองตามชนิดของสินค้า ลักษณะการผลิตเป็นหลัก แต่ถ้าเรามองแบบนักการตลาด เรามองลูกค้าเป็นศูนย์กลาง (Customer Centric) มองตลาดเป็นศูนย์กลาง ถ้าเป็นผมจะแบ่งเป็น 1.Niche Market กลุ่มตลาดเฉพาะ 2.Premium กลุ่มมีความคาดหวัง 3.Standard Market กลุ่มตลาดปกติทั่วไป และ 4.Degrade กลุ่มที่สินค้าอาจตกเกรดแต่ยังสามารถใช้บริโภคได้ ยังปลอดภัยแต่อาจไม่ใช่มาตรฐานสูง ซึ่งเรามองกลุ่มลูกค้าอย่างนี้

พอมองจากกลุ่มลูกค้า สินค้ามันต้องไปตามความคาดหวังของลูกค้า ไปตามความคาดหวังในตลาด เป้าหมายของการตลาดในแต่ละกลุ่ม อย่าง Niche Market เป้าหมายคือใครอย่างไร ฉะนั้นก็จะเป็นแนวคิดที่ค่อนข้างต่างกับหน่วยงานที่เขาทำงานผลิต วิธีการจัดการของเราก็จะต่างกัน อันแรกเราก็พยายามจะเข้าถึง อ.ต.ก. พยายามเข้าถึงกลุ่มตลาด เราอาจมองต่างจากหน่วยผลิตซึ่งบอกว่าต้องการ Yield (ผลผลิต) ให้ได้มากๆ และมีผลผลิตที่ดี ในมุมของ อ.ต.ก. ผมมองว่าจริงๆ แล้วประเทศไทยต้องการสินค้าที่เป็นเรือธงมากกว่า”

เพราะจริงๆ สินค้าเกษตรที่เป็นอาหาร เป็นเครื่องอุปโภค – บริโภค ถ้าเราบอกว่า Yield มันไปอยู่ที่ Standard Market คือสินค้าที่ขายตามสเปค ขายทีหนึ่งปริมาณมากๆ แต่ถ้าเราบอกว่าต้องการ Niche เพื่อที่จะให้ราคาดี – ราคาสูง มันต้องเลือก แล้วพอต้องเลือก การที่เกษตรกรมุ่งไป Niche Market ทำเกษตรประณีต มันสามารถเจาะกลุ่มลูกค้าที่มีศักยภาพและมีกำลังการบริโภคได้

อาหารหรือที่อุปโภค – บริโภค กลุ่มผู้บริโภคที่มีกำลังซื้อไม่จำเป็นต้องสูงด้วย เพราะจริงๆ แล้วสินค้าอาหารมันไม่ได้แพงมากมายถ้าเป็นสินค้าวัตถุดิบที่มาจากเกษตรกร ถ้าไม่ใช่ของที่ถูกปรุงแต่งดัดแปลงด้วยเทคนิคหรือความสามารถพิเศษ มันไม่ได้แพงต่างกันมากมาย มันก็แพงในราคาที่ยอมรับและยอมซื้อได้ ดังนั้นผู้บริโภคที่มี Willing to Pay (ยินดีจ่าย) คือมีความประสงที่จะจ่าย และมีเยอะด้วย เราจึงพยายามคัดและควบคุมคุณภาพ และพยายามยกระดับสินค้า

แล้วเราเชื่อว่าเกษตรกรบ้านเราทำเกษตรแบบเอาอย่างกัน ใครทำอะไรสำเร็จก็อยากทำอย่างนั้น ฉะนั้นผมเรียนอย่างนี้ว่าถ้าเจาะ Niche Market ได้จริงๆ หรือถ้าทำให้สำเร็จในตลาดนี้ได้จริงๆ เกษตรกรเอาเยี่ยงอย่างกัน สินค้าเกษตรราคาสูงแน่นอน เพราะจริงๆ อย่าลืมว่าสินค้าเกษตรที่เราขายอยู่ไม่ใช่ประเทศไทยผลิตประเทศเดียว แล้วเราจะมุ่งตลาดไหน ขายตลาดที่ขายปริมาณมากแต่ได้ราคาน้อย หรือขายน้อยแต่ได้ราคาสูง เราก็พยายามทำตลาดแบบนี้ พยายามใช้กลไก ใช้เครื่องมือต่างๆ ใช้เทคนิคการตลาดเข้ามาทำ

– ถ้ามุ่งไปทำเกษตรประณีต หรือมุ่งตลาด Niche Market กันมากๆ จะไม่ทำให้สินค้าเกษตรราคาตกต่ำลงหรือ? :  ผมว่าไม่ตกนะ เพราะเกษตรกรไม่ได้ผลิตทุกอย่างออกมาเป็น Niche หรือเกษตรประณีตหมด 100% มันอาจจะมาเป็นผลิตภัณฑ์พรีเมียมสัก 10 – 20% เท่านั้นเอง ลองนึกถึงทุเรียนนนท์ ปีหนึ่งมีแค่ 2 – 3 พันลูก แพงไหม? ทุเรียนอื่นปีละแสนกว่าตัน ได้กิโลกรัมละเท่าไร? ชั่วโมงนี้ร้อยกว่าบาท ตั้งแต่ 80 – 250 บาท ในขณะที่ทุเรียนนนท์ลูกละเป็นหมื่นบาท ต่างไหม? ทุเรียนนนท์ไม่ใช่น้อย แต่มันประณีต

แล้วถามว่าเกษตรกรอยู่ได้ไหม? สวนหนึ่งเขามีอยู่ร้อยกว่าลูก แสดงว่าคุณขายร้อยกว่าลูก กิโลละพันกว่าบาท ปีหนึ่งก็หลายแสนอยู่ เขาไม่ได้ทำเยอะ ถามว่าทุเรียนที่ตกเกรดเขามีไหม? มี! แต่ก็ยังแพงอยู่ดี คราวนี้คุณต้องการแสนกว่าบาท ถ้าคุณเทียบทุเรียนอื่น คุณต้องการเงิน 1 แสนบาทในการขายทุเรียน คุณต้องขายกี่ตัน? ตันกับร้อยกว่าลูกต่างกันเยอะไหม? ฉะนั้นจริงๆ แล้วต้องพยายามจูงใจให้เกษตรกรเขามุ่งเกษตรประณีต ในขณะเดียวกัน เกษตรกรที่เป็น Standard มันเกิดขึ้นเองตามธรรมชาติอยู่แล้ว มันไม่ได้สินค้าที่เป็นประณีตทั้งหมด 100% เสียเมื่อไหร่  

“โลกมันเปลี่ยน วิธีการมันเปลี่ยน สังคมมันเปลี่ยน เกษตรกรเปลี่ยน แต่ว่าคำถามคือลองกลับมาดูว่าเขาเอาอะไรเป็นศูนย์กลาง ถ้าตราบใดที่เกษตรกรยังเอา Yield เป็นศูนย์กลาง สมมติทำทุเรียน สวนที่ได้ 100 ตัน กับสวนที่ได้ 100 ลูก อะไรขนส่งง่ายกว่า? ราคาอาจจะไม่ต่างกันมากด้วยซ้ำ 100 ตันเยอะแยะมโหฬารเลยนะ ต้องใช้ที่ไม่รู้กี่สิบไร่ เผลอๆ เป็นร้อยไร่ ค่าขนส่งก็เยอะ ต้นทุนก็เยอะ”

แต่เกษตรกรเราค่อนข้างเปลี่ยนยาก ความไม่พร้อม แล้วก็วัฒนธรรมการส่งเสริมของเราที่ยังคงยึดถือเรื่อง Yield เป็นหลักอยู่ แล้วก็เปลี่ยนยากที่เกษตรกร ทุกคนก็อยากได้ Yield ทำตัวชี้วัดเราก็ทำที่ Yield ผมยกตัวอย่างนะ ผมถือว่าผมทำสำเร็จมาตัวหนึ่งแล้ว อาจเป็นพื้นที่เล็กๆ นะ ไปทำลิ้นจี่ที่พะเยา เข้ามาปี 2563 ลิ้นจี่พะเยาราคาตกต่ำ ได้กิโลกรัมละ 14 บาท ชาวบ้านจะไม่คุ้มทำคุ้มเก็บแล้ว ก็คิดเรื่องเชื่อมโยง พยายามหาจุดขาย เอามาขายที่ อ.ต.ก. ก่อน ก็ได้ 40 – 50 บาท รวมค่าขนส่งก็ได้ดีขึ้น ก็เลยเริ่มเปลี่ยนรูปแบบให้เขา

ผมบอกว่าลิ้นจี่ของเขา ข้อดีคือเป็นฮงฮวย มันมีจุดเด่น ลิ้นจี่ฮงฮวยปลูกบนดินภูเขาไฟและช่วงเวลาที่ออกสั้นๆ ไม่นานมากประมาณเดือนหนึ่ง ปริมาณการผลิตไม่เกิน 100 – 200 ตัน ไม่เยอะ และมีอัตลักษณ์เด่น เราก็เลยเริ่มทำเกษตรประณีตกับเขา ให้ถุงคลุมถุงห่อ ให้เริ่มทำลิ้นจี่ห่อ ทำเหมือนมะม่วงห่อลิ้นจี่ คัดช่อ แรกๆ ก็มีกลุ่มที่เข้าร่วมทำกับเรา จริงๆ เราทำกับนายอำเภอแม่ใจ ก็ทำด้วยกัน นายอำเภอเขาก็ช่วยเราทำ

“หลังจากเริ่มคัดช่อ จำนวนมันน้อย มันก็สมบูรณ์เต็มที่ พอปีที่ 2 เราเริ่มทำลิ้นจี่พรีเมียม เริ่มทำโปรโมทขายกัน ปรากฏเขาบอกไม่อยากมา อ.ต.ก. แล้ว  เพราะเขาได้คู่ค้าไปแล้วเรียบร้อยในปีที่แล้ว พ่อค้า – แม่ค้าที่ อ.ต.ก. ขึ้นไปเหมาสวนเขามาเรียบร้อยแล้วก็มีนะ มันก็ยิ่งน้อยลง พอน้อยลงเราก็เริ่มทำเป็นลิ้นจี่พรีเมียม ตอนนี้ลิ้นจี่แม่ใจจากกิโลกรัมละ 14 เป็น 140 บาท เราทำมาปีนี้เป็นปีที่ 5 แล้วก็ผลผลิตออกมาประมาณ 14 – 15 วันก็หมด ไม่เคยต้องหาที่ขาย แล้วก็ไม่มีขายด้วย”

ตอนนี้ลิ้นจี่พะเยาเริ่มทำประกวดกันแล้ว จะไปซูเปอร์พรีเมียมแล้ว เริ่มทำก็สนุกดี เริ่มทำหลายตัว คือเราพยายามเอาสินค้าที่เป็น GI (Geographical Indication – สิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์) ขึ้นมาทำก่อน ไปทำสับปะรดท่าอุเทน นี่ก็อร่อย ก็ไม่ค่อยมีเหมือนกัน หมดแล้ว คือถ้าทำแล้วติดมันจะไม่พอ ผมเชื่ออย่างนั้น สินค้าอะไรที่ทำแล้วติดจะไม่พอ ตราบใดที่ร้านอาหารชื่อดังยังมีคนยืนรออยู่หน้าร้าน Niche Market ในตลาดเกษตรอาหารยังคงไปได้

– เห็นมีการพูดถึง “ตลาดออนไลน์” ในพันธกิจของ อ.ต.ก. ด้วย ตรงนี้คืออะไร? : จริงๆ ต้องบอกว่าตลาดออนไลน์ ในมุมมองผมนะ ตลาดออนไลน์ก็เป็นเครื่องมือ แต่มันไม่ใช่ตลาดการค้าจริงๆ ในสินค้าเกษตร ถ้าเป็นสินค้าสำเร็จรูปได้ สินค้าอุตสาหกรรมได้ คือมันเป็น Red Ocean แข่งราคา แล้วการต่อสู้ด้วยกายภาพ ออนไลน์มันบอกหวานไม่ได้ บอกอร่อยไม่ได้ ดูหน้าตาแล้วอิ่มไหม? แล้วมันจริงหรือเปล่า? ทีนี้ถ้าร้านที่มีชื่อเสียงอยู่แล้วมันขายด้วยความเชื่อถือ

“สินค้าเกษตรที่เป็นอาหารมันมีรูป รส กลิ่น เสียง สัมผัส ออนไลน์ขายได้แต่รูปกับคำชี้ชวน แต่คุณอยากจะกินอะไรต้องรู้ไหมว่ามันอร่อย? เรื่องอาจปากต่อปากว่านี่อร่อยนะ สุดท้ายพี่ก็อยากไปกิน ถ้าเป็นอาหารคือสด ใหม่ ร้อน มันก็คืออัตลักษณ์ คือจุดขายของมัน (ออนไลน์) เป็นเครื่องมือในการสื่อสารการตลาด เดี่ยวนี้จริงๆ เขาใช้ Customer Journey (การเดินทางของลูกค้า) เป็นเครื่องมือทางการตลาด คือแนวความคิดใช้ประสบการณ์ของลูกค้าในการบอกต่อให้กับลูกค้าเพื่อสร้างความเชื่อมั่น เพื่อชี้ชวนขาย ถึงได้เกิดกลยุทธ์รีวิวสินค้าออนไลน์ กลายเป็นอาชีพรีวิวขึ้นมา

เราก็ใช้เครื่องมือในการรีวิวแบบนี้เหมือนกัน ถ้าเราบอกว่ามาทำการตลาดออนไลน์แล้วไปสร้างแพลตฟอร์มออนไลน์ ลงทุนไป 30 – 40 ล้าน ผมว่าไม่ใช่ การตลาดออนไลน์ไม่ใช่แพลตฟอร์มออนไลน์ ไม่ใช่เอาสินค้าไปกองไว้แล้วบอกว่านี่คือตลาดออนไลน์ อย่างนี้เขาทำกันทั้งประเทศ ทุกหน่วยงานทำหมด มีกรมไหนไม่มีบ้างสินค้าออนไลน์ มันไม่ใช่การตลาดออนไลน์ แพลตฟอร์มกับการตลาดออนไลน์มันคนละอย่างกัน อ.ต.ก. เราก็มีเหมือนกัน มีเพจ มี Delivery (จัดส่ง) เหมือนกัน การตลาดออนไลน์คือใช้สื่อออนไลน์ในการสื่อสารการตลาด

– เขาบอกว่าสินค้าตลาด อ.ต.ก. แพง ท่านว่าอย่างไร? : ทำไมไม่ดีล่ะ? แพงแล้วมีคนซื้อไหม? แล้วดีไหม? เขาขายได้ไหม? ก็ขายได้ สินค้าเกษตรไทยควรถูกหรือแพง? แล้วมันผิดตรงไหน? ถามถามว่าแพง ในซูเปอร์มาร์เก็ต ในห้างสรรพสินค้าแพงกว่านี้อีก ทำไมคนซื้อ?

มกอช.ย้ำมาตรฐานล้งทุเรียนต้องขออนุญาตก่อนส่งออก

มกอช.ย้ำมาตรฐานล้งทุเรียนต้องขออนุญาตก่อนส่งออก

มกอช.ย้ำมาตรฐานล้งทุเรียนต้องขออนุญาตก่อนส่งออก

วันพฤหัสบดี ที่ 10 กรกฎาคม พ.ศ. 2568, 17.37 น.

มกอช. ย้ำมาตรฐานใหม่ “ล้งทุเรียน” บังคับใช้ 10 ก.ค.นี้ ต้องขอใบอนุญาตก่อนส่งออก พร้อมอำนวยความสะดวกการส่งออกเพื่อให้เป้นตามมาตรฐานบังคับได้

วันนี้ (10 ก.ค.) นายสัตวแพทย์ชัยวัฒน์ โยธคล เลขาธิการสำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ (มกอช.) กล่าวว่า ได้ประกาศบังคับใช้มาตรฐานบังคับ เรื่อง หลักปฏิบัติในการตรวจและรับผลทุเรียนสำหรับโรงรวบรวมและโรงคัดบรรจุ (มกษ.9070-2566) มีผลบังคับตั้งแต่วันที่ 10 กรกฎาคม 2568 เป็นต้นไป โดยผู้ผลิต (ล้ง) ผู้ส่งออก ผู้นำเข้าทุเรียน ต้องมีใบอนุญาตตามมาตรฐานบังคับดังกล่าว หากไม่มีใบอนุญาตจะไม่สามารถส่งออกทุเรียนได้ โดยผู้ผลิต (ล้ง) ผู้ส่งออก และผู้นำเข้าทุเรียน สามารถขอใบอนุญาต ตาม มกษ.9070-2566 ผ่านระบบออนไลน์ TAS-License  

สำหรับแนวปฏิบัติกรณีส่งออกทุเรียนสดมาตรฐานบังคับ มกษ. 9070-2566 ผู้ส่งออกต้องแจ้งส่งออก กับ มกอช. ผ่านระบบ TAS-License และ มกอช. จะออกเป็นผู้ออกใบรับแจ้งส่งออก (มกษ7-1) จากนั้นผู้ส่งออกนำใบรับแจ้งการส่งออก (แบบ มกษ.7-1) ไปติดต่อกรมศุลกากร เพื่อทำใบขนสินค้าขาออก โดยทุเรียน รหัสพิกัด 0810.60.00-001 ทุเรียน (อินทรีย์) รหัสพิกัด 0810.60.00-501 ส่วนเอกสารที่ผู้ส่งออกต้องแสดงต่อเจ้าหน้าที่ด่านตรวจพืช ได้แก่  ใบรับแจ้งส่งออกของ มกอช. (มกษ.7-1) , ใบอนุญาตเป็นผู้ส่งออกทุเรียน (มกษ.4) ของผู้ส่งออก , ใบอนุญาตเป็นผู้ผลิตทุเรียน (มกษ.2) ของล้ง และสำเนาใบรับรองมาตรฐานการผลิต GMP (มกษ.9070-2566) ของล้ง สำหรับกรมวิชาการเกษตร จะเป็นหน่วยงานผู้ออกใบสุขอนามัยพืช (PC)

ทั้งนี้ มกอช.ได้รายงานข้อมูลใบอนุญาตผู้ผลิต/ผู้ส่งออก โรงรวบรวม/ล้ง ตาม มกษ 9070-2566 เรื่องหลักปฏิบัติในการตรวจและรับผลทุเรียนสำหรับโรงรวบรวมและโรงคัดบรรจุ (ข้อมูล ณ วันที่ 9 กรกฎาคม 2568) พบว่าในภาคใต้ ที่อยู่ในช่วงปริมาณผลผลิตทุเรียนออกสู่ตลาดมาก ได้มาขอรับใบอนุญาตเพิ่มขึ้นมากดังนี้ ใบอนุญาตเป็นผู้ผลิต 341 ราย ใบอนุญาตเป็นผู้ส่งออก 124ราย จากจำนวนล้งภาคใต้ที่แจ้งเปิดดำเนินการกับกรมวิชาการเกษตร 316 ราย (ณ วันที่ 9 กรกฎาคม 2568)

นอกจากนี้ มกอช.ได้บูรณาการขับเคลื่อนงานและแก้ไขปัญหาให้เกษตรกร โดยประสานการทำงานกับกรมวิชาการเกษตร กรมส่งเสริมการเกษตร และกรมศุลกากร ในการอำนวยความสะดวกการส่งออกให้เป็นไปตามมาตรฐานบังคับและกฎระเบียบที่เกี่ยวข้องเพื่อให้ข้อมูลที่ชัดเจนและโปร่งใสเกี่ยวกับกระบวนการ/ขั้นตอนเกี่ยวการปฏิบัติตามข้อกำหนดของมาตรฐาน มกษ. 9070-2566 เพื่อเพิ่มความมั่นใจในประสิทธิภาพการดำเนินงานของหน่วยงานต่างๆ

อย่างไรก็ตาม หากกรณีที่ผู้ประกอบการพบปัญหาในขั้นตอนการดำเนินการส่งออก สามารถสอบถามที่กองควบคุมมาตรฐาน ไม่เว้นวันหยุดราชการ รายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ : กลุ่มงานอนุญาตและขึ้นทะเบียน กองควบคุมมาตรฐาน มกอช.โทร. 02-561-2277 ต่อ 5222 , 5227,5230  หรือ 095-871-2113 , 098-248-1233 เว็บไซต์: tas.acfs.go.th/nsw #ทุเรียน #ใบอนุญาต #มกอช #มาตรฐานบังคับ #ล้งทุเรียน

015

‘ซีพีเอฟ’คิกออฟ‘กองทุนปลากะพงขาว’ ช่วยเกษตรกรกำจัด‘ปลาหมอคางดำ’ในบ่อเลี้ยงหอยแครง

‘ซีพีเอฟ’คิกออฟ‘กองทุนปลากะพงขาว’ ช่วยเกษตรกรกำจัด‘ปลาหมอคางดำ’ในบ่อเลี้ยงหอยแครง

‘ซีพีเอฟ’คิกออฟ‘กองทุนปลากะพงขาว’ ช่วยเกษตรกรกำจัด‘ปลาหมอคางดำ’ในบ่อเลี้ยงหอยแครง

วันพฤหัสบดี ที่ 10 กรกฎาคม พ.ศ. 2568, 17.35 น.

บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือ ซีพีเอฟ สนับสนุนประมงสมุทรสงครามคิกออฟโครงการ “กองทุนปลากะพง” เป็นแนวทางช่วยเกษตรกรเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำกำจัดปลาหมอคางดำในบ่อเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ ด้านประมงสมุทรสงครามย้ำการใช้ประโยชน์จากปลาหมอคางดำช่วยลดจำนวนประชากรปลาหมอคางดำได้  พร้อมเดินหน้าเปิดรับซื้อปลาหมอคางดำเพื่อทำน้ำหมักชีวภาพเพิ่มอีก 5 หมื่นกิโลกรัม

เกษตรกรเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำในหมู่ 4 ตำบลยี่สาร อำเภออัมพวา จังหวัดสมุทรสงคราม ได้ร่วมลงนามบันทึกความเข้าใจกับประมงจังหวัดสมุทรสงคราม และซีพีเอฟ รับมอบลูกพันธุ์ปลากะพงขาว ภายใต้โครงการกองทุนปลากะพง ความร่วมมือระหว่างรัฐ-เอกชน-เกษตรกรในการควบคุมการแพร่ระบาดปลาหมอคางดำ เกษตรกรนำปลากะพงขาวไปเลี้ยงในบ่อเลี้ยงสัตว์น้ำให้ทำหน้าที่เป็นปลานักล่าปลาหมอคางดำในบ่อ ช่วยให้เกษตรกรผู้เพาะเลี้ยงกุ้ง ปู และหอยแครง ในระบบกึ่งธรรมชาติลดค่าใช้จ่ายในการกำจัดปลาหมอคางดำ และเพิ่มผลผลิตอย่างมีเสถียรภาพ เสริมสร้างความมั่นคงในอาชีพ

กิตติพิชญ์ ตุ้มน้อย เกษตรกรเลี้ยงหอยแครง เล่าว่า เกษตรกรเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำในพื้นที่สมุทรสงครามได้ปรับตัวเพื่อลดผลกระทบจากปลาหมอคางดำ โดยการอนุบาลเลี้ยงลูกพันธุ์สัตว์น้ำในพื้นที่ล้อมอวนไว้ รอจนหอยแครงโตจึงปล่อยเลี้ยงในบ่อใหญ่ สำหรับการจัดตั้งกองทุนปลากะพงขาวเป็นทางออกที่ดี เพราะเป็นปลานักล่าช่วยควบคุมประชากรปลาหมอคางดำในบ่อเลี้ยงสัตว์น้ำให้ลดลงอย่างเป็นรูปธรรม ช่วยเกษตรกรลดต้นทุนในการซื้อพันธุ์ปลานักล่าคุณภาพดี ที่สำคัญปลากะพงขาวเป็นปลาเศรษฐกิจที่เกษตรกรจับขึ้นมาจำหน่ายได้เมื่อปลาโตเต็มวัยแล้วอีกด้วย

วิรัตน สนิทมัจโร ประมงจังหวัดสมุทรสงคราม กล่าวว่า “กองทุนปลากะพง” เป็นอีกหนึ่งความร่วมมือระหว่าง ซีพีเอฟ กับจังหวัดสมุทรสงคราม  โดยซีพีเอฟมอบลูกพันธุ์ปลากะพงขาว ให้ประมงจังหวัดจำนวน 10,000 ตัว เพื่อส่งมอบให้เกษตรกร ซึ่งเป็นการช่วยเหลือเกษตรกรต่อยอดจากโครงการ “สิบหยิบหนึ่ง” ที่ประมงสมุทรสงครามได้ช่วยเหลือปลากะพงและปลานักล่าแก่เกษตรกรกำจัดปลาหมอคางดำในบ่อ  สำหรับความยั่งยืนของกองทุน  ประมงจะขอความร่วมมือจากเกษตรกรคืนเป็นรายได้จากการจำหน่ายปลากะพง เพื่อสมทบทุนในการซื้อลูกพันธุ์ปลากะพงสำหรับนำไปแจกจ่ายให้เกษตรกรรายอื่นๆ หรือนำไปปล่อยในแหล่งน้ำธรรมชาติต่อไป

สถานการณ์ปลาหมอคางดำในพื้นที่สมุทรสงคราม มีแนวโน้มที่ดีขึ้น ความหนาแน่นของปลาหมอคางดำในแหล่งน้ำธรรมชาติ อยู่ในระดับต่ำกว่า 10 ตัวต่อ 100 ตารางเมตร เป็นผลจากการบูรณาการความร่วมมือของภาครัฐ เอกชน และชุมชนในการดำเนินงานเชิงรุกอย่างจริงจัง ส่วนของบ่อเลี้ยงสัตว์น้ำของเกษตรกรจำนวนปลาหมอคางดำลดลงอย่างมากจากมาตรการรับซื้อที่เป็นความร่วมมือกับการยางแห่งประเทศไทย และกรมพัฒนาที่ดิน ขณะเดียวกัน และประมงยังดำเนินโครงการกองทุนปลากะพงควบคู่กับมาตรการอื่นๆ อย่างเป็นระบบ โดยเฉพาะ กิจกรรมลงแขกลงคลองที่ดำเนินการอย่างต่อเนื่อง รวมถึงการส่งเสริมให้นำปลาหมอคางดำไปใช้ประโยชน์ ทั้งการนำไปแปรรูปเป็นอาหาร และการทำน้ำหมักชีวภาพ

ประมงสมุทรสงครามเตรียมเปิดรับซื้อปลาหมอคางดำจากเกษตรกรและประมงอีก 50,000 กิโลกรัม ส่งต่อให้สำนักพัฒนาที่ดินทำน้ำหมักชีวภาพแจกจ่ายให้เกษตรกรใช้ในการเพาะปลูกต่อไป

นายวิรัตนกล่าวต่อว่า ประมงสมุทรสงครามเชื่อมั่นว่าการรวมพลังทุกภาคส่วน และการส่งเสริมชุมชนนำไปบริโภคและนำไปแปรรูปเป็นสินค้าจะสามารถควบคุมปลาหมอคางดำได้อย่างมีประสิทธิภาพ ช่วยฟื้นฟูระบบนิเวศ พร้อมกับช่วยสร้างความยั่งยืนให้แก่เศรษฐกิจและคุณภาพชีวิตของชุมชนควบคู่กัน

‘เลขาธิการ มกอช.’ย้ำมาตรฐานใหม่’ล้งทุเรียน’บังคับใช้ 10 ก.ค.นี้ ต้องขอใบอนุญาตก่อนส่งออก

'เลขาธิการ มกอช.'ย้ำมาตรฐานใหม่'ล้งทุเรียน'บังคับใช้ 10 ก.ค.นี้ ต้องขอใบอนุญาตก่อนส่งออก

‘เลขาธิการ มกอช.’ย้ำมาตรฐานใหม่’ล้งทุเรียน’บังคับใช้ 10 ก.ค.นี้ ต้องขอใบอนุญาตก่อนส่งออก

วันพฤหัสบดี ที่ 10 กรกฎาคม พ.ศ. 2568, 17.33 น.

“เลขาธิการ มกอช.”ย้ำมาตรฐานใหม่”ล้งทุเรียน”บังคับใช้ 10 ก.ค.นี้ ต้องขอใบอนุญาตก่อนส่งออก พร้อมอำนวยความสะดวกการส่งออกเพื่อให้เป้นตามมาตรฐานบังคับได้

เมื่อวันที่ 10 กรกฎาคม 2568 นายสัตวแพทย์ชัยวัฒน์ โยธคล เลขาธิการสำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ (มกอช.) เปิดเเผยว่าล่าสุดได้ประกาศบังคับใช้มาตรฐานบังคับ เรื่อง หลักปฏิบัติในการตรวจและรับผลทุเรียนสำหรับโรงรวบรวมและโรงคัดบรรจุ (มกษ.9070-2566) มีผลบังคับตั้งแต่วันที่ 10 กรกฎาคม 2568 เป็นต้นไป โดยผู้ผลิต (ล้ง) ผู้ส่งออก ผู้นำเข้าทุเรียน ต้องมีใบอนุญาตตามมาตรฐานบังคับดังกล่าว หากไม่มีใบอนุญาตจะไม่สามารถส่งออกทุเรียนได้ โดยผู้ผลิต (ล้ง) ผู้ส่งออก และผู้นำเข้าทุเรียน สามารถขอใบอนุญาต ตาม มกษ.9070-2566 ผ่านระบบออนไลน์ TAS-License

สำหรับแนวปฏิบัติกรณีส่งออกทุเรียนสดมาตรฐานบังคับ มกษ. 9070-2566 ผู้ส่งออกต้องแจ้งส่งออก กับ มกอช. ผ่านระบบ TAS-License และ มกอช. จะออกเป็นผู้ออกใบรับแจ้งส่งออก (มกษ7-1) จากนั้นผู้ส่งออกนำใบรับแจ้งการส่งออก (แบบ มกษ.7-1) ไปติดต่อกรมศุลกากร เพื่อทำใบขนสินค้าขาออก โดยทุเรียน รหัสพิกัด 0810.60.00-001 ทุเรียน (อินทรีย์) รหัสพิกัด 0810.60.00-501 ส่วนเอกสารที่ผู้ส่งออกต้องแสดงต่อเจ้าหน้าที่ด่านตรวจพืช ได้แก่

– ใบรับแจ้งส่งออกของ มกอช. (มกษ.7-1)

– ใบอนุญาตเป็นผู้ส่งออกทุเรียน (มกษ.4) ของผู้ส่งออก

– ใบอนุญาตเป็นผู้ผลิตทุเรียน (มกษ.2) ของล้ง

– สำเนาใบรับรองมาตรฐานการผลิต GMP (มกษ.9070-2566) ของล้ง

สำหรับกรมวิชาการเกษตร จะเป็นหน่วยงานผู้ออกใบสุขอนามัยพืช (PC)

ทั้งนี้ มกอช.ยังได้รายงานข้อมูลใบอนุญาตผู้ผลิต/ผู้ส่งออก โรงรวบรวม/ล้ง ตาม มกษ 9070-2566 เรื่องหลักปฏิบัติในการตรวจและรับผลทุเรียนสำหรับโรงรวบรวมและโรงคัดบรรจุ (ข้อมูล ณ วันที่ 9 กรกฏาคม 2568) พบว่าในภาคใต้ ที่อยุ่ในช่วงปริมาณผลผลิตทุเรียนออกสุ่ตลาดมาก ได้มาขอรับใบอนุญาตเพิ่มขึ้นมากดังนี้ ใบอนุญาตเป้นผุ้ผลิต 341 ราย ใบอนุญาตเป้นผุ้ส่งออก 124 ราย จากจำนวนล้งภาคใต้ที่แจ้งเปิดดำเนินการกับกรมวิชาการเกษตรจำนวน 316 ราย (ณ วันที่ 9 กรกฏาคม 2568)

นอกจากนี้ มกอช.ยังได้ร่วมบูรณาการขับเคลื่อนงานและแก้ไขปัญหาให้เกษตรกร โดยประสานการทำงานกับกรมวิชาการเกษตร กรมส่งเสริมการเกษตร และกรมศุลกากร ในการอำนวยความสะดวกการส่งออกให้เป็นไปตามมาตรฐานบังคับและกฏระเบียบที่เกี่ยวข้องเพื่อให้ข้อมูลที่ชัดเจนและโปร่งใสเกี่ยวกับกระบวนการ/ขั้นตอนเกี่ยวการปฏิบัติตามข้อกำหนดของมาตรฐาน มกษ. 9070-2566 เพื่อเพิ่มความมั่นใจในประสิทธิภาพการดำเนินงานของหน่วยงานต่างๆ

หากกรณีที่ผู้ประกอบการพบปัญหาในขั้นตอนการดำเนินการส่งออก สามารถสอบถามที่กองควบคุมมาตรฐาน ไม่เว้นวันหยุดราชการ รายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ : กลุ่มงานอนุญาตและขึ้นทะเบียน กองควบคุมมาตรฐาน มกอช.โทร. 02-561-2277 ต่อ 5222 , 5227,5230  หรือ 095-871-2113 , 098-248-1233 เว็บไซต์: tas.acfs.go.th/nsw

2 รมต.เกษตรฯควง’ธรรมนัส’ลุย’สกลนคร-ร้อยเอ็ด’ Kick off โครงการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตข้าวของเกษตรกรผู้ประสบอุทกภัย

2 รมต.เกษตรฯควง'ธรรมนัส'ลุย'สกลนคร-ร้อยเอ็ด' Kick off โครงการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตข้าวของเกษตรกรผู้ประสบอุทกภัย

2 รมต.เกษตรฯควง’ธรรมนัส’ลุย’สกลนคร-ร้อยเอ็ด’ Kick off โครงการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตข้าวของเกษตรกรผู้ประสบอุทกภัย

วันพฤหัสบดี ที่ 10 กรกฎาคม พ.ศ. 2568, 17.08 น.

2 รมต.เกษตรฯ ควง“ธรรมนัส”ลงพื้นที่ “สกลนคร-ร้อยเอ็ด” Kick off โครงการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตข้าวของเกษตรกรผู้ประสบอุทกภัย พร้อมปล่อยคาราวานรถ แจกปัจจัยการผลิตกว่า 200 ตัน

เมื่อวันที่ 10 กรกฎาคม 2568 ณ ศูนย์เมล็ดพันธุ์ข้าวสกลนคร ตำบลม่วงไข่ อำเภอพังโคน จังหวัดสกลนคร นายอรรถกร ศิริลัทธยากร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และนายอัครา พรหมเผ่า รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ พร้อมด้วย ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า ประธานที่ปรึกษาพรรคกล้าธรรม และ นายเอกภาพ พลซื่อ โฆษกกระทรวงเกษตร , นายณัฏฐกิตติ์ ของทิพย์ อธิบดีกรมการข้าว พร้อมด้วยผู้บริหารกระทรวงเกษตร ลงพื้นที่เปิดโครงการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตข้าวของเกษตรกรผู้ประสบอุทกภัย ภายใต้โครงการเสริมสร้างศักยภาพการผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวของศูนย์ข้าวชุมชน ปี 2568 พร้อมปล่อยขบวนคาราวานรถจำนวน 100 คัน ที่ขนปัจจัยการผลิตทางการเกษตร ประกอบด้วย ปุ๋ยเคมี จำนวน 200 ตัน สารชีวภัณฑ์ จำนวน 1,200 กิโลกรัม และปุ๋ยชีวภาพน้ำ 1,200 ลิตร เพื่อเตรียมนำไปมอบให้แก่เกษตรกรที่ประสบอุทกภัยในจังหวัดสกลนคร

นายอรรถกร โครงการดังกล่าวมีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาศูนย์ข้าวชุมชนให้มีศักยภาพผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวคุณภาพดี ให้เพียงพอต่อความต้องการของชุมชนและพื้นที่ให้บริการและถ่ายทอดองค์ความรู้ด้านเทคโนโลยีการผลิตข้าวให้มีคุณภาพดี และการใช้ปัจจัยในการผลิตข้าวให้ได้ประสิทธิภาพเหมาะสมและถูกต้อง

จากนั้นได้เดินทางไปเปิดโครงการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตข้าวของเกษตรกรผู้ประสบอุทกภัย ภายใต้โครงการเสริมสร้างศักยภาพการผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวของศูนย์ข้าวชุมชน ปี 2568 ณ ศูนย์เมล็ดพันธุ์ข้าวร้อยเอ็ด เพื่อมอบปัจจัยการผลิตให้เกษตรกร พร้อมปล่อยขบวนคาราวานรถจำนวน 100 คัน ที่ขนปัจจัยการผลิตทางการเกษตรด้วย

“จากสถานการณ์อุทกภัยที่เกิดขึ้นตั้งแต่ปีที่ผ่านมา โดยได้มอบหมายให้ทุกหน่วยงานสำรวจความเดือดร้อนของเกษตรกร เพื่อให้รัฐบาลสนับสนุนงบกลางมาช่วยเหลือเยียวยาให้กับพี่น้องเกษตรกร ทำให้เกิดงานในวันนี้ขึ้น เพื่อมอบปัจจัยที่มีความจำเป็น ซึ่งจะเป็นการช่วยลดต้นทุนการผลิตให้กับเกษตรกร อีกทั้งกระทรวงเกษตรฯ ยังนำเมล็ดพันธุ์ ปุ๋ย และชีวพันธุ์คุณภาพดีที่จะช่วยเพิ่มผลผลิตต่อไรให้สูงขึ้น พร้อมสนับสนุนเทคโนโลยี เครื่องจักรเครื่องมือ เพื่อให้มีความแม่นยำในการทำหารเกษตรเพิ่มมากขึ้น ซึ่งจะช่วยให้เกษตรกรมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น สำหรับแนวทางการช่วยเหลือเกษตรกรที่ประสบอุทกภัยในระยะเร่งด่วน คือ การเร่งระบายน้ำออกจากพื้นที่ของเกษตรกรให้เร็วทีสุด จึงได้มอบหมายกรมให้ชลประทานและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการ พร้อมทั้งให้สานต่อโครงการในพระราชดำริที่ยังไม่แล้วเสร็จหรือยังไม่ริเริ่ม เพื่อให้สามารถบริหารจัดการน้ำได้อย่างยั่งยืนต่อไป” นายอรรถกร กล่าว

– 006

ก.เกษตรฯหนุนสินค้าเกษตรท้องถิ่นมูลค่าสูง

ก.เกษตรฯหนุนสินค้าเกษตรท้องถิ่นมูลค่าสูง

ก.เกษตรฯหนุนสินค้าเกษตรท้องถิ่นมูลค่าสูง

วันพฤหัสบดี ที่ 10 กรกฎาคม พ.ศ. 2568, 15.30 น.

ก.เกษตรฯ ลุยอีสาน หนุนสินค้าเกษตรและบริการมูลค่าสูง 1 ท้องถิ่น 1 สินค้าเกษตรมูลค่าสูง จังหวัดนครพนม

วันนี้ (10 ก.ค.) น.ส.ภัทราภรณ์ โสเจยยะ รองปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ในฐานะประธานคณะกรรมการบริหารนโยบายสินค้าเกษตรและบริการมูลค่าสูง 1 ท้องถิ่น 1 สินค้าเกษตรมูลค่าสูง เป็นประธานพิธีเปิด “การจัดงานส่งเสริมเครือข่ายตลาดสินค้าเกษตรและบริการมูลค่าสูง” ภายใต้โครงการสินค้าเกษตรและบริการมูลค่าสูง “1 ท้องถิ่น 1 สินค้าเกษตรมูลค่าสูง” ประจำปีงบประมาณ 2568 โดยมีผู้บริหารหน่วยงานในจังหวัด และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมกิจกรรม ที่โรงแรมบลูโฮเทล อ.เมือง จ.นครพนม ซึ่งการจัดงานดังกล่าวถือเป็นเวทีสำคัญในการเชื่อมโยงเครือข่ายสินค้าเกษตรและบริการมูลค่าสูง ระหว่างเกษตรกร วิสาหกิจชุมชน และผู้ประกอบการด้านการเกษตร เป็นการเปิดโอกาสให้พี่น้องเกษตรกรได้แลกเปลี่ยน เรียนรู้ และสร้างความร่วมมือในการต่อยอดผลิตภัณฑ์ สร้างมูลค่าเพิ่มให้แก่สินค้าเกษตรของตนเอง สู่การเป็นสินค้าเกษตรและบริการมูลค่าสูง อีกทั้งมีการจัดแสดงและจำหน่ายสินค้าเกษตรและบริการมูลค่าสูงในงานบวงสรวงพญาศรีสัตตนาคราช ที่ลานคนเมือง อ.ในเมือง จ.นครพนม ระหว่างวันที่ 7-12 ก.ค.2568

นอกจากนี้ เมื่อวันที่ 8 ก.ค.ที่ผ่านมา รองปลัดกระทรวงเกษตรฯ ลงพื้นที่ติดตามโครงการดังกล่าว ที่กลุ่มแปลงใหญ่กบนานครพนม ต.ธาตุพนมเหนือ อ.ธาตุพนม จ.นครพนม เพื่อนำผลสำเร็จของกลุ่มไปขยายผลในพื้นที่ต่อไป

015

ก.เกษตรฯดันปลานิลแปลงใหญ่พื้นที่ชลบุรีต้นแบบ

ก.เกษตรฯดันปลานิลแปลงใหญ่พื้นที่ชลบุรีต้นแบบ

ก.เกษตรฯดันปลานิลแปลงใหญ่พื้นที่ชลบุรีต้นแบบ

วันพฤหัสบดี ที่ 10 กรกฎาคม พ.ศ. 2568, 13.14 น.

‘อัครา’ ดัน ‘ปลานิลแปลงใหญ่’ ชลบุรี เป็นต้นแบบสร้างรายได้ ให้เกษตรกรอย่างยั่งยืน

วันนี้ (10 ก.ค.) นายอัครา พรหมเผ่า รมว.เกษตรและสหกรณ์ ลงพื้นที่พบปะเกษตรกรผู้เลี้ยงปลานิล อ.พนัสนิคม จ.ชลบุรี พร้อมปล่อยลูกปูม้าคืนสู่ทะเล เพื่อช่วยฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติทางทะเล โดยมี ดร.ณมาณิตา กลับบ้านเกาะ ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงเกษตรฯ นายธนสาร ธรรมสอน เลขานุการผู้ช่วย รมว.เกษตรฯ น.ส.อิงอร ปัญญากิจ ผู้ตรวจราชการกระทรวงเกษตรฯ นายประเทศ ซอรักษ์ รองอธิบดีกรมประมง นายอดิเรก อุ่นโอสถ รอง ผวจ.ชลบุรี และเจ้าหน้าที่ส่วนจังหวัด เข้าร่วม ที่กลุ่มวิสาหกิจชุมชนปลานิลแปลงใหญ่ ต.ท่าข้าม อ.พนัสนิคม จ.ชลบุรี เพื่อนำผลสำเร็จของกลุ่มวิสาหกิจชุมชนปลานิลไปขยายผลต่อในพื้นที่ทำประมงในพื้นที่ภาคเหนือ

ทั้งนี้ การดำเนินกิจกรรมของกลุ่มวิสาหกิจชุมชนปลานิลแปลงใหญ่ตำบลท่าข้าม เป็นตัวอย่างในการสร้างรายได้ให้ชุมชนในพื้นที่อื่น ซึ่งมีศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร โดยการเลี้ยงปลาแบบลดต้นทุนด้วยการใช้สวิงแขวน การสร้างอาหารธรรมชาติ การเลี้ยงปลาแบบผสมผสาน เพื่อควบคุมปริมาณอาหาร ลดปัญหาน้ำเสีย สร้างการเลี้ยงปลาแบบ Zero Waste และมีการสร้างสถานีพลังงานชุมชนวิสาหกิจชุมชนปลานิลแปลงใหญ่ตำบลท่าข้าม รวมถึงระบบตรวจวัดติดตามแจ้งเตือนค่าออกซิเจน และสถานีตรวจวัดอากาศเหนือบ่อเพาะเลี้ยง ผ่านแอปพลิเคชั่น เพิ่มการเลี้ยงปลาด้วยเทคโนโลยีอย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด อีกทั้งสร้างปลาแปรรูปเพื่อจำหน่ายสร้างรายได้ให้ชุมชนอย่างยั่งยืน ถือเป็นชุมชนตัวอย่างที่ควรนำองค์ความรู้ไปขยายสู่ชุมชนเกษตรกรผู้ทำประมงให้เกิดรายได้อย่างมั่นคง โดยการผลักดันให้ทำเกษตรแปลงใหญ่ และเสริมด้วยนโยบายตลาดนำ นวัตกรรมเสริม เพิ่มรายได้ เพื่อให้เกษตรกรไทยมีความเป็นอยู่ที่ดียิ่งขึ้น

จากนั้น รมช.เกษตรฯ เดินทางต่อไปยังธนาคารสัตว์น้ำกลุ่มประมงเรือเล็กหน้าวัดโกมุท อ.เมือง จ.ชลบุรี เพื่อมอบนโยบายให้กรมประมงส่งเสริมการสร้างอาชีพให้กลุ่มชาวประมงในพื้นที่ โดยใช้นักวิจัยของกรมประมงศึกษาน้ำหาพันธุ์สัตว์น้ำที่เหมาะกับการเพาะเลี้ยงในพื้นที่ รวมถึงให้ชาวประมงทำงานร่วมกับศูนย์เพาะพันธุ์สัตว์น้ำจืดและเค็มของกรมประมง ทดแทนการออกเดินเรือจับสัตว์น้ำตามฤดูกาล ที่กำลังถูกภาวะโลกร้อนทำให้การแพร่พันธุ์ของสัตว์น้ำลดลง จึงต้องร่วมกันอนุรักษ์ธรรมชาติ และอาชีพประมงไปพร้อมกัน

อย่างไรก็ตาม นายอัครา ได้สนับสนุนให้กลุ่มประมงในพื้นที่ขึ้นทะเบียนเกษตรกรผู้เพาะเลี้ยงสัตว์น้ำและรวมกันเป็นกลุ่มประมงแปลงใหญ่ บูรณาการร่วมกับกรมประมงและส่วนจังหวัด ในการร่างโครงการที่ต้องการพัฒนาอาชีพและชุมชนในพื้นที่ ส่งผ่านกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เพื่อให้ ส.ส.ในพื้นที่นำไปเสนอในสภาให้เกิดเป็นโครงการที่ชาวประมงต้องการขับเคลื่อนในพื้นที่ จนเกิดเป็นชุมชนเข้มแข็งอย่างแท้จริง

015