ปลัดกระทรวงเกษตรฯร่วมกิจกรรมจิตอาสาพื้นที่สุพรรณบุรี

ปลัดกระทรวงเกษตรฯร่วมกิจกรรมจิตอาสาพื้นที่สุพรรณบุรี

ปลัดกระทรวงเกษตรฯร่วมกิจกรรมจิตอาสาพื้นที่สุพรรณบุรี

วันพฤหัสบดี ที่ 17 กรกฎาคม พ.ศ. 2568, 17.39 น.

ปลัดกระทรวงเกษตรฯ นำเจ้าหน้าที่ร่วมกิจกรรมจิตอาสาพัฒนาด้านการเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ที่ จ.สุพรรณบุรี

วันนี้ (17 ก.ค.) นายประยูร อินสกุล ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวภายหลังเป็นประธานเปิดโครงการจิตอาสาพัฒนาด้านการเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ “เราทำความดี ด้วยหัวใจ” เพื่อเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา 28 กรกฎาคม 2568 โดยมีนายกองเอกเชษฐา ขาวประเสริฐ รองผู้ว่าราชการจังหวัดสุพรรณบุรี น.ส.พจนา เสมา เกษตรและสหกรณ์จังหวัดสุพรรณบุรี ผู้แทนหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และประชาชนกว่า 500 คน เข้าร่วม ที่วัดใหม่รัตนเจดีย์  ต.ดอนโพธิ์ทอง อ.เมือง จ.สุพรรณบุรี ว่ากระทรวงเกษตรและสหกรณ์ สำนึกในพระมหากรุณาธิคุณพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ที่ทรงพระราชทานโครงการจิตอาสา 904 วปร.ตามแนวพระราชดำริ “เราทำความดี ด้วยหัวใจ” ซึ่งมีวัตถุประสงค์เพื่อให้ประชาชนมีความรัก สามัคคีปรองดอง และมีความสุข ประเทศชาติมีความมั่นคงอย่างยั่งยืน

ทั้งนี้ ได้เน้นการทำกิจกรรมสาธารณประโยชน์ อาทิ การพัฒนาแหล่งน้ำและแม่น้ำลำคลอง ตลอดจนการพัฒนาพื้นที่ชุมชนต่างๆ เพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตประชาชนให้อยู่ดี กินดี และมีความสุข ดังนั้น สำนักงานปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์    ในฐานะศูนย์ประสานงานจิตอาสากระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้ตระหนักถึงความสำคัญในการขยายผลการดำเนินโครงการสนองตามพระราชปณิธานของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และการสืบสาน รักษา และต่อยอดโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ จึงได้มีการขับเคลื่อนขยายผลการดำเนินโครงการจิตอาสาพัฒนาด้านการเกษตรมาอย่างต่อเนื่อง โดยกิจกรรมวันนี้ประกอบด้วย การปรับภูมิทัศน์ พัฒนาพื้นที่สาธารณะ บริเวณคลองระบาย 1 ซ้าย สองพี่น้อง ซึ่งเป็นแหล่งน้ำสำรองสำหรับการอุปโภค บริโภค และการประกอบอาชีพเกษตรกรรม และกิจกรรมสานสัมพันธ์ “บวร” บริเวณโดยรอบชุมชน ต.ดอนโพธิ์ทอง วัดใหม่รัตนเจดีย์ และโรงเรียนวัดใหม่รัตนเจดีย์ อาทิ การทำความสะอาด และกิจกรรมเกษตรเพื่ออาหารกลางวัน

นอกจากนี้ ปลัดเกษตรฯ ได้มอบปัจจัยการผลิตแก่ผู้แทนหน่วยงานและประชาชนในพื้นที่ อาทิ พันธุ์ปลา พันธุ์ผัก สารชีวภัณฑ์ต่างๆ เป็นต้น รวมทั้ง ได้นำเจ้าหน้าที่และประชาชนร่วมกิจกรรมจิตอาสา ทำความสะอาดเก็บขยะบริเวณโดยรอบวัดและโรงเรียน พร้อมทั้งเยี่ยมชมการสาธิตการปลูกผักยกแคร่และมอบอาหารกลางวันแก่นักเรียนโรงเรียนวัดใหม่รัตนเจดีย์ก่อนเดินทางกลับด้วย

015

องคมนตรีเป็นประธานเปิดอาคารสำนักงานศูนย์ปฏิบัติการฝนหลวงภาคใต้ตอนบน จ.เพชรบุรี

องคมนตรีเป็นประธานเปิดอาคารสำนักงานศูนย์ปฏิบัติการฝนหลวงภาคใต้ตอนบน จ.เพชรบุรี

องคมนตรีเป็นประธานเปิดอาคารสำนักงานศูนย์ปฏิบัติการฝนหลวงภาคใต้ตอนบน จ.เพชรบุรี

วันพฤหัสบดี ที่ 17 กรกฎาคม พ.ศ. 2568, 15.42 น.

17 กรกฎาคม 2568 เวลา 09.30 น. พลอากาศเอก ชลิต พุกผาสุข องคมนตรี ประธานกรรมการที่ปรึกษาผู้ทรงคุณวุฒิฝนหลวงเป็นประธานเปิดอาคารศูนย์ปฏิบัติการฝนหลวงภาคใต้ตอนบน อำเภอชะอำ จังหวัดเพชรบุรี โดยมีนายราเชน ศิลปะรายะ อธิบดีกรมฝนหลวงและการบินเกษตร นายปราบพล โล่ห์วีระ รองอธิบดีกรมฝนหลวงและการบินเกษตร ด้านปฏิบัติการ นางวันเพ็ญ มังศรี รองผู้ว่าราชการจังหวัดเพชรบุรี นายสินาทร โอ่เอี่ยม รองผู้ว่าราชการจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ผู้บริหารกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ผู้บริหาร ข้าราชการจากส่วนราชการในพื้นที่จังหวัดเพชรบุรีเข้าร่วม ณ ศูนย์ปฏิบัติการฝนหลวงภาคใต้ตอนบน อำเภอชะอำ จังหวัดเพชรบุรี

นายราเชน ศิลปะรายะ อธิบดีกรมฝนหลวงและการบินเกษตร กล่าวว่า ศูนย์ปฏิบัติการฝนหลวงภาคใต้ตอนบน ตั้งอยู่ตำบลสามพระยา อำเภอชะอำ จังหวัดเพชรบุรี จัดตั้งขึ้นเพื่อรองรับและสนับสนุนการปฏิบัติการฝนหลวง การจัดการทรัพยากรน้ำแบบบูรณาการในเขตพื้นที่ภาคใต้ตอนบน เพื่อสืบสานศาสตร์ตำราฝนหลวงพระราชทานของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ในการช่วยเหลือประชาชน รวมถึงการปฏิบัติภารกิจตามนโยบายของรัฐบาลและกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ในการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำแบบบูรณาการของประเทศ ปฏิบัติการฝนหลวงเพื่อเพิ่มปริมาณน้ำในพื้นที่เกษตร ป่าไม้ การเติมน้ำต้นทุนให้กับอ่างเก็บน้ำและเขื่อนต่าง ๆ บรรเทาปัญหาฝุ่นละอองขนาดเล็กในอากาศ PM 2.5 ป้องกันและแก้ไขปัญหาภัยแล้ง ไฟป่า และภัยพิบัติอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องให้แก่เกษตรกร ประชาชน และผู้ใช้น้ำทั่วไป มีพื้นที่รับผิดชอบ 8 จังหวัดภาคใต้ตอนบน ได้แก่ จังหวัดเพชรบุรี จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ จังหวัดราชบุรี จังหวัดสมุทรสาคร จังหวัดสมุทรสงคราม จังหวัดสมุทรปราการ จังหวัดชุมพร และจังหวัดระนอง รับผิดชอบพื้นที่ลุ่มรับน้ำเขื่อนสำคัญได้แก่ เขื่อนแก่งกระจาน เขื่อนปราณบุรี ในการช่วยเพิ่มปริมาณเก็บกักรองรับการใช้การ และสำหรับการเกษตรพืชเศรษฐกิจสำคัญ ได้แก่ ข้าว อ้อย สับปะรด มันสำปะหลัง ข้าวโพด ยางพารา ปาล์มน้ำมัน มะพร้าว ทุเรียน มะม่วง

จากนั้น องคมนตรี ได้ตรวจเยี่ยมจุดก่อสร้างโรงผลิตสารฝนหลวงสูตร 3 (น้ำแข็งแห้ง) แห่งแรกในประเทศไทย ซึ่งอยู่ระหว่างการดำเนินการเริ่มก่อสร้าง มีวัตถุประสงค์เพื่อช่วยลดต้นทุนและเพิ่มประสิทธิภาพในการผลิตสารฝนหลวง ทำให้การปฏิบัติการฝนหลวงมีความคล่องตัวและรวดเร็วยิ่งขึ้น ตอบสนองความต้องการของประชาชนได้อย่างทันท่วงที นอกจากนี้ ยังได้ตรวจเยี่ยมพิพิธภัณฑ์พระบิดาแห่งฝนหลวง ซึ่งจะเป็นแหล่งเรียนรู้โครงการพระราชดำริฝนหลวง เทคนิคการทำฝนตามตำราฝนหลวงพระราชทานแนวคิดการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำแบบองค์รวมที่เป็นรากฐานสำคัญของการพัฒนาประเทศ

นายราเชน กล่าวเพิ่มเติมว่า สำหรับปัจจุบันกรมฝนหลวงและการบินเกษตร จัดตั้งหน่วยปฏิบัติการฝนหลวง จำนวน 8 หน่วย ได้แก่ หน่วยปฏิบัติการฝนหลวงจังหวัดเชียงใหม่ พิษณุโลก นครสวรรค์ กาญจนบุรี นครราชสีมา ขอนแก่น อุบลราชธานี และอำเภอหัวหิน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ปฏิบัติการฝนหลวงโดยใช้เครื่องบินกรมฝนหลวงและการบินเกษตรขนาดกลาง จำนวน 10 ลำ ขนาดเล็ก จำนวน 11 ลำ เครื่องบินปรับความดัน จำนวน 1 ลำ ช่วยเหลือพื้นที่การเกษตรที่ต้องการน้ำ บรรเทาภัยแล้ง เติมน้ำต้นทุนให้เขื่อนและอ่างเก็บน้ำ โดยมีผลปฏิบัติการตั้งแต่วันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2568 ถึงวันที่ 15 กรกฎาคม 2568 ปฏิบัติการ 126 วัน 1,526 เที่ยวบิน ช่วยเหลือพื้นที่การเกษตร 62 จังหวัด อาทิ จังหวัดเชียงราย เชียงใหม่ ตาก พะเยา พิจิตร สุโขทัย นครสวรรค์ อ่างทอง อุทัยธานี สกลนคร นครราชสีมา จันทบุรี ฉะเชิงเทรา เพชรบุรี ราชบุรี ประจวบคีรีขันธ์ มีฝนตกจากการปฏิบัติการฝนหลวงคิดเป็นร้อยละ 94.44

-(016)

ปศุสัตว์จัดส่งไก่พื้นเมืองลอตแรกไปอินโดฯ

ปศุสัตว์จัดส่งไก่พื้นเมืองลอตแรกไปอินโดฯ

ปศุสัตว์จัดส่งไก่พื้นเมืองลอตแรกไปอินโดฯ

วันพฤหัสบดี ที่ 17 กรกฎาคม พ.ศ. 2568, 13.09 น.

เกษตรฯ ส่งออกไก่พื้นเมืองมีชีวิตล็อตแรกไปอินโดนีเซีย เปิดประตูการค้าให้แก่สินค้าเกษตรมูลค่าสูงของไทยหลังมีแนวโน้ม ไก่สายพันธุ์พื้นเมือง ไทยได้รับความนิยมด้านกีฬาและวัฒนธรรม

วันนี้ (17 ก.ค.) นายอรรถกร ศิริลัทยากร รมว.เกษตรและสหกรณ์ มอบหมายให้นายสัตวแพทย์สมชวน รัตนมังคลานนท์ อธิบดีกรมปศุสัตว์ เป็นประธานพิธีส่งออกไก่พื้นเมืองมีชีวิต (Ayam Bangkok) ล็อตแรกไปยังประเทศอินโดนีเซีย ณ อาคารคลังสินค้า การบินไทย สนามบินสุวรรณภูมิ โดยมีผู้แทนจากภาครัฐและผู้ประกอบการร่วมเป็นสักขีพยาน พิธีดังกล่าวจัดขึ้นเพื่อเป็นการยืนยันถึงความสำเร็จในการเปิดตลาดส่งออกไก่พื้นเมืองมีชีวิตของไทยบินตรงไปสู่ประเทศอินโดนีเซีย ภายหลังจากที่อธิบดีกรมปศุสัตว์ได้เดินทางไปพบ Dr. drh.Agung Suganda อธิบดีกรมปศุสัตว์และบริการสุขภาพสัตว์แห่งอินโดนีเซีย (DGLASH) ณ กระทรวงเกษตร กรุงจาการ์ตา ประเทศอินโดนีเซีย เมื่อวันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2568 ที่ผ่านมา โดยได้ร่วมกันประชุมเจรจาหารือจนบรรลุข้อตกลงร่วมกับกรมปศุสัตว์และบริการสุขภาพสัตว์แห่งอินโดนีเซีย (DGLASH) ในการรับรองเอกสารสุขภาพสัตว์ (Veterinary Health Certificate: VHC)

นายสัตวแพทย์สมชวน  กล่าวว่า การส่งออกสัตว์ปีกมีชีวิต ครั้งนี้ถือเป็นการเปิดประตูการค้าให้แก่สินค้าเกษตรมูลค่าสูงของไทย โดยเฉพาะไก่สายพันธุ์พื้นเมืองมีชีวิตที่มีความนิยมในตลาดของประเทศอินโดนีเซียทั้งด้านกีฬาและวัฒนธรรมซึ่งการส่งออกล็อตแรก บริษัท หนองจอก เอฟซีไอ จำกัด เป็นผู้ประกอบการไทยรายแรกที่ได้รับการขึ้นทะเบียนและอนุญาตให้นำเข้าไก่พื้นเมืองมีชีวิตเข้าสู่อินโดนีเซีย โดยการส่งออกล็อตแรกนี้ มีจำนวน 3 ตัว ซึ่งไก่แต่ละตัวมีมูลค่าสูงถึง 150,000 บาท รวมมูลค่า 450,000 บาท และคาดว่าจะมีการส่งออกต่อเนื่องปีละไม่ต่ำกว่า 12,000 ตัว จะสร้างรายได้เข้าประเทศมากกว่า 300 ล้านบาทต่อปี

อย่างไรก็ตาม ความสำเร็จในการเปิดตลาดส่งออกไก่พื้นเมืองมีชีวิตไปยังประเทศอินโดนีเซีย ถือเป็นการส่งออก Soft Power ของไทย ผ่านสายพันธุ์สัตว์ท้องถิ่นที่มีเอกลักษณ์ เป็นการสร้างรายได้ใหม่ให้แก่เกษตรกรผู้เลี้ยงไก่พื้นเมือง และเป็นการผลักดันสินค้าไทยเข้าสู่ตลาดโลกอย่างยั่งยืนและถือเป็นการยกระดับสินค้าเกษตรและบริการมูลค่าสูง ซึ่งเป็นส่วนสำคัญของเศรษฐกิจไทยที่มีศักยภาพในการสร้างรายได้ให้กับเกษตรกรของประเทศไทย

ขณะที่นายปรีชา ตีรวัฒนานนท์ ประธานบริหารบริษัท หนองจอก เอฟซีไอ จำกัด ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า การส่งออกไก่พื้นเมืองมีชีวิตในวันนี้ ถือเป็นก้าวแรกที่สำคัญของการยกระดับสินค้าปศุสัตว์มูลค่าสูงของเกษตรกรไทยสู่ตลาดสากล ในอนาคตจะเป็นการกระจายสินค้าปศุสัตว์มูลค่าสูงสร้างรายได้ที่ยั่งยืนให้แก่เกษตรกรทั่วประเทศ พร้อมทั้งกล่าวขอบคุณกระทรวงเกษตรฯ โดยกรมปศุสัตว์ ที่ได้ทุ่มเทผลักดันการส่งออกนี้มานานกว่า 10 ปี ตั้งแต่การพัฒนาการเลี้ยงไก่พื้นเมืองทั้งระบบของเกษตรกรไทย การควบคุมป้องกันโรคอย่างเข้มงวด ไปจนถึงการประสานงานด้านเอกสาร และการเจรจาของภาครัฐทั้งสองประเทศ แสดงให้เห็นถึงการร่วมมืออันแข็งแกร่งระหว่างภาครัฐและเอกชนที่นำมาซึ่งความสำเร็จในวันนี้จากข้อมูลจากกรมปศุสัตว์ระบุว่า ในปี 2567 ที่ผ่านมา ไทยส่งออกสินค้าปศุสัตว์ไปยังอินโดนีเซียมูลค่ารวม 4,600 ล้านบาท โดยสินค้าเด่น ได้แก่ อาหารสัตว์เลี้ยงและผลิตภัณฑ์นม การเพิ่ม “ไก่พื้นเมืองมีชีวิต” เข้าไปในกลุ่มสินค้าส่งออกจึงเป็นอีกหนึ่งโอกาสสำคัญในการขยายตลาดของไทย

015

‘อธิบดีกรมปศุสัตว์’เป็น ปธ.พิธีส่งออก’ไก่พื้นเมืองมีชีวิต’ล็อตแรกไปอินโดนีเซีย

'อธิบดีกรมปศุสัตว์'เป็น ปธ.พิธีส่งออก'ไก่พื้นเมืองมีชีวิต'ล็อตแรกไปอินโดนีเซีย

‘อธิบดีกรมปศุสัตว์’เป็น ปธ.พิธีส่งออก’ไก่พื้นเมืองมีชีวิต’ล็อตแรกไปอินโดนีเซีย

วันพฤหัสบดี ที่ 17 กรกฎาคม พ.ศ. 2568, 12.27 น.

กรมปศุสัตว์จัดพิธีส่งออกไก่พื้นเมืองมีชีวิตล็อตแรกไปอินโดนีเซีย เป็นการเปิดประตูการค้าให้แก่สินค้าเกษตรมูลค่าสูงของไทย โดยเฉพาะไก่สายพันธุ์พื้นเมือง ที่มีความนิยมทั้งด้านกีฬาและวัฒนธรรม

เมื่อวันที่ 17 กรกฎาคม 2568 นายอรรถกร ศิริลัทยากร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ มอบหมายให้ นายสัตวแพทย์สมชวน รัตนมังคลานนท์ อธิบดีกรมปศุสัตว์ เป็นประธานพิธีส่งออกไก่พื้นเมืองมีชีวิต (Ayam Bangkok) ล็อตแรกไปยังประเทศอินโดนีเซีย ณ อาคารคลังสินค้า การบินไทย สนามบินสุวรรณภูมิ โดยมีผู้แทนจากภาครัฐและผู้ประกอบการร่วมเป็นสักขีพยาน พิธีดังกล่าวจัดขึ้นเพื่อเป็นการยืนยันถึงความสำเร็จในการเปิดตลาดส่งออกไก่พื้นเมืองมีชีวิตของไทยบินตรงไปสู่ประเทศอินโดนีเซีย ภายหลังจากที่อธิบดีกรมปศุสัตว์ได้เดินทางไปพบ Dr. drh.Agung Suganda อธิบดีกรมปศุสัตว์และบริการสุขภาพสัตว์แห่งอินโดนีเซีย (DGLASH) ณ กระทรวงเกษตร กรุงจาการ์ตา ประเทศอินโดนีเซีย เมื่อวันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2568 ที่ผ่านมา โดยได้ร่วมกันประชุมเจรจาหารือจนบรรลุข้อตกลงร่วมกับกรมปศุสัตว์และบริการสุขภาพสัตว์แห่งอินโดนีเซีย (DGLASH) ในการรับรองเอกสารสุขภาพสัตว์ (Veterinary Health Certificate: VHC) สำหรับการส่งออกสัตว์ปีกมีชีวิต ซึ่งเป็นการเปิดประตูการค้าให้แก่สินค้าเกษตรมูลค่าสูงของไทย โดยเฉพาะไก่สายพันธุ์พื้นเมืองมีชีวิตที่มีความนิยมในตลาดของประเทศอินโดนีเซียทั้งด้านกีฬาและวัฒนธรรม

อธิบดีกรมปศุสัตว์ เปิดเผยเพิ่มเติมว่า ในการส่งออกล็อตแรกนี้ บริษัท หนองจอก เอฟซีไอ จำกัด เป็นผู้ประกอบการไทยรายแรกที่ได้รับการขึ้นทะเบียนและอนุญาตให้นำเข้าไก่พื้นเมืองมีชีวิตเข้าสู่อินโดนีเซีย โดยการส่งออกล็อตแรกนี้มีจำนวน 3 ตัว ซึ่งไก่แต่ละตัวมีมูลค่าสูงถึง 150,000 บาท รวมมูลค่า 450,000 บาท และคาดว่าจะมีการส่งออกต่อเนื่องปีละไม่ต่ำกว่า 12,000 ตัว จะสร้างรายได้เข้าประเทศมากกว่า 300 ล้านบาทต่อปี

ความสำเร็จในการเปิดตลาดส่งออกไก่พื้นเมืองมีชีวิตไปยังประเทศอินโดนีเซีย ถือเป็นการส่งออก Soft Power ของไทย ผ่านสายพันธุ์สัตว์ท้องถิ่นที่มีเอกลักษณ์ เป็นการสร้างรายได้ใหม่ให้แก่เกษตรกรผู้เลี้ยงไก่พื้นเมือง และเป็นการผลักดันสินค้าไทยเข้าสู่ตลาดโลกอย่างยั่งยืน ตามนโยบายของ นายอรรถกร ศิริลัทธยากร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ที่ให้ความสำคัญในเรื่องการยกระดับสินค้าเกษตรและบริการมูลค่าสูง ซึ่งเป็นส่วนสำคัญของเศรษฐกิจไทยที่มีศักยภาพในการสร้างรายได้ให้กับเกษตรกรของประเทศไทย

ด้าน นายปรีชา ตีรวัฒนานนท์ ประธานบริหารบริษัท หนองจอก เอฟซีไอ จำกัด ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า การส่งออกไก่พื้นเมืองมีชีวิตในวันนี้ ถือเป็นก้าวแรกที่สำคัญของการยกระดับสินค้าปศุสัตว์มูลค่าสูงของเกษตรกรไทยสู่ตลาดสากล ในอนาคตจะเป็นการกระจายสินค้าปศุสัตว์มูลค่าสูงสร้างรายได้ที่ยั่งยืนให้แก่เกษตรกรทั่วประเทศ พร้อมทั้งกล่าวขอบคุณกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยกรมปศุสัตว์ที่ได้ทุ่มเทผลักดันการส่งออกนี้มานานกว่า 10 ปี ตั้งแต่การพัฒนาการเลี้ยงไก่พื้นเมืองทั้งระบบของเกษตรกรไทย การควบคุมป้องกันโรคอย่างเข้มงวด ไปจนถึงการประสานงานด้านเอกสาร และการเจรจาของภาครัฐทั้งสองประเทศ แสดงให้เห็นถึงการร่วมมืออันแข็งแกร่งระหว่างภาครัฐและเอกชนที่นำมาซึ่งความสำเร็จในวันนี้

ข้อมูลจากกรมปศุสัตว์ระบุว่า ในปี 2567 ที่ผ่านมา ไทยส่งออกสินค้าปศุสัตว์ไปยังอินโดนีเซียมูลค่ารวม 4,600 ล้านบาท โดยสินค้าเด่น ได้แก่ อาหารสัตว์เลี้ยงและผลิตภัณฑ์นม การเพิ่ม “ไก่พื้นเมืองมีชีวิต” เข้าไปในกลุ่มสินค้าส่งออกจึงเป็นอีกหนึ่งโอกาสสำคัญในการขยายตลาดของไทย

พิธีครั้งนี้ยังถือเป็นก้าวแรกของการวางรากฐานความร่วมมือระยะยาว ระหว่างไทยกับอินโดนีเซียในด้านการค้าและการแลกเปลี่ยนเทคโนโลยีการเลี้ยงสัตว์ ซึ่งจะนำไปสู่การสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจของภาคเกษตรกรรมไทยในระยะยาว อธิบดีกรมปศุสัตว์กล่าวในที่สุด

– 006

กรมประมงมุ่งเพิ่มผลผลิตกุ้งก้ามกรามฟื้นฟูแหล่งน้ำพะเยา

กรมประมงมุ่งเพิ่มผลผลิตกุ้งก้ามกรามฟื้นฟูแหล่งน้ำพะเยา

กรมประมงมุ่งเพิ่มผลผลิตกุ้งก้ามกรามฟื้นฟูแหล่งน้ำพะเยา

วันพฤหัสบดี ที่ 17 กรกฎาคม พ.ศ. 2568, 10.57 น.

กรมประมง เพิ่มผลผลิต “กุ้งก้ามกราม” ฟื้นฟูแหล่งน้ำ จ.พะเยา สร้างแหล่งอาหาร สร้างรายได้ให้ชุมชน

วันนี้ (17 ก.ค.) ที่ จ.พะเยา ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในวันที่ 16 ก.ค.ที่ผ่านมา นางฐิติพร หลาวประเสริฐ รองอธิบดีกรมประมง เป็นประธานในกิจกรรมปล่อยพันธุ์กุ้งก้ามกราม ลงสู่กว๊านพะเยา พร้อมมอบพันธุ์กุ้งก้ามกรามให้ตัวแทนชุมชน 11 ชุมชน จาก 9 อำเภอ รวมทั้งสิ้น 2 ล้านตัว ภายใต้โครงการฟื้นฟูทรัพยากรกุ้งก้ามกรามใน จ.พะเยา ปีงบประมาณ 2568 เพื่อสร้างแหล่งอาหาร สร้างอาชีพ และสร้างรายได้ให้ประชาชนในพื้นที่อย่างยั่งยืน

ทั้งนี้ กรมประมง ได้เดินหน้าโครงการดังกล่าว ตามข้อสั่งการของ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า อดีต รมว.เกษตรและสหกรณ์ คนที่ 68 ที่ให้ความสำคัญในการสร้างความมั่นคงทางอาหาร พร้อมยกระดับคุณภาพชีวิตของชุมชนรอบแหล่งน้ำสำคัญของประเทศ และได้ขับเคลื่อนนโยบายต่อเนื่อง โดยนายอัครา พรหมเผ่า รมช.เกษตรและสหกรณ์ รวมถึงกำกับติดตามการดำเนินงานโดย นายบัญชา สุขแก้ว อธิบดีกรมประมง ซึ่งได้วางเป้าหมายในการเพิ่มผลผลิตกุ้งก้ามกรามสัตว์น้ำเศรษฐกิจที่มีมูลค่าสูง สำหรับปล่อยฟื้นฟูลงสู่แหล่งน้ำสำคัญของ จ.พะเยา ได้แก่ กว๊านพะเยา หนองเล็งทราย และพื้นที่ใกล้เคียง รวมทั้งสิ้น 10 ล้านตัว เพื่อให้ชุมชนได้ใช้ประโยชน์เป็นแหล่งอาหาร พร้อมกระตุ้นเศรษฐกิจฐานรากผ่านการค้าและการท่องเที่ยว รวมถึงเสริมสร้างความร่วมมือของชุมชนท้องถิ่นในการบริหารจัดการทรัพยากรประมงร่วมกัน ซึ่งปัจจุบันสามารถดำเนินการเพิ่มผลผลิตกุ้งก้ามกรามได้แล้วกว่า 8 ล้านตัว  และจะเร่งดำเนินการปล่อยให้ครบตามแผนที่วางไว้ภายในเดือนสิงหาคม 2568

015

‘อธิบดีกรมฝนหลวง’ลงพื้นที่เพชรบุรี ติดตามโครงการก่อสร้างพิพิธภัณฑ์พระบิดาแห่งฝนหลวง

'อธิบดีกรมฝนหลวง'ลงพื้นที่เพชรบุรี ติดตามโครงการก่อสร้างพิพิธภัณฑ์พระบิดาแห่งฝนหลวง

‘อธิบดีกรมฝนหลวง’ลงพื้นที่เพชรบุรี ติดตามโครงการก่อสร้างพิพิธภัณฑ์พระบิดาแห่งฝนหลวง

วันพุธ ที่ 16 กรกฎาคม พ.ศ. 2568, 16.47 น.

เมื่อวันที่ 16 กรกฎาคม 2568 นายราเชน ศิลปะรายะ อธิบดีกรมฝนหลวงและการบินเกษตร พร้อมคณะผู้บริหารฯ เดินทางลงพื้นที่ ณ จ.เพชรบุรี เพื่อ ตรวจติดตามความก้าวหน้าโครงการก่อสร้างพิพิธภัณฑ์พระบิดาแห่งฝนหลวง และการดำเนินการจัดพิธีเปิดศูนย์ปฏิบัติการฝนหลวงภาคใต้ตอนบนจังหวัดเพชรบุรี พร้อมเข้าร่วมประชุมเตรียมการต้อนรับ พลอากาศเอก ชลิต พุกผาสุข องคมนตรี ประธานกรรมการที่ปรึกษาผู้ทรงคุณวุฒิฝนหลวง ที่จะเดินทางมาเป็นประธานในพิธีเปิดอาคารศูนย์ปฏิบัติการฝนหลวงภาคใต้ตอนบน จ.เพชรบุรี ในวันที่ 17 กรกฎาคม 2568

– 006

‘อธิบดีกรมปศุสัตว์’เป็น ปธ.เปิดการประชุมคณะทำงานปศุสัตว์อาเซียน ครั้งที่ 33

'อธิบดีกรมปศุสัตว์'เป็น ปธ.เปิดการประชุมคณะทำงานปศุสัตว์อาเซียน ครั้งที่ 33

‘อธิบดีกรมปศุสัตว์’เป็น ปธ.เปิดการประชุมคณะทำงานปศุสัตว์อาเซียน ครั้งที่ 33

วันพุธ ที่ 16 กรกฎาคม พ.ศ. 2568, 15.05 น.

เมื่อวันที่ 16 กรกฎาคม 2568 นายสัตวแพทย์สมชวน รัตนมังคลานนท์ อธิบดีกรมปศุสัตว์ เป็นประธานในพิธีเปิดการประชุมคณะทำงานปศุสัตว์อาเซียน ครั้งที่ 33 (ASEAN Sectoral Working Group on Livestock : ASWGL) และมีการประชุมอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ การประชุมผู้ประสานงานแห่งชาติด้านผลิตภัณฑ์ทางสัตวแพทย์แห่งอาเซียนครั้งที่ 12 (ASEAN National Focal Points on Veterinary Products: ANFPVP) และการประชุมสมัยพิเศษของศูนย์ประสานงานอาเซียนด้านสุขภาพสัตว์และโรคระหว่างสัตว์และคน (ASEAN Coordinating Center for Animal Health and Zoonoses (ACCAHZ) Special Meeting) ซึ่งจัดขึ้นระหว่างวันที่ 14 – 18 กรกฎาคม 2568 ณ โรงแรม แรมแบรนดท์ กรุงเทพมหานคร

นายสัตวแพทย์สมชวน รัตนมังคลานนท์ อธิบดีกรมปศุสัตว์ เปิดเผยว่า ประเทศไทย โดยกรมปศุสัตว์ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นเจ้าภาพการจัดประชุมคณะทำงานปศุสัตว์อาเซียน ครั้งที่ 33 (33rd ASWGL) รวมถึงการประชุมที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ ANFPVP และ ACCAHZ ซึ่งเป็นโอกาสสำคัญในการผลักดันความร่วมมือทางวิชาการปศุสัตว์ ทั้งสุขภาพสัตว์ มาตรฐานการเลี้ยงสัตว์ การผลิตสินค้าปศุสัตว์ และการควบคุมป้องกันโรคในสัตว์ของประเทศไทยให้เป็นที่ยอมรับในเวทีภูมิภาค เสริมความเชื่อมั่นให้แก่ประเทศอื่น ๆ ในด้านการค้าและการลงทุนของประเทศไทย อีกทั้งยังเป็นประโยชน์ต่อประชาชนและเศรษฐกิจของประเทศสมาชิกอาเซียนโดยรวม

สำหรับการประชุม ASWGL ถือเป็นเวทีเฉพาะทางด้านการปศุสัตว์ของอาเซียนในการแลกเปลี่ยนความรู้ พัฒนานโยบาย และกำหนดทิศทางความร่วมมือด้านการปศุสัตว์ในระดับภูมิภาค ซึ่งในปีนี้จัดขึ้นระหว่างวันที่ 16 – 18 กรกฎาคม 2568 นำโดยอธิบดีกรมปศุสัตว์ในฐานะประธานคณะอำนวยการจัดการประชุมฯ และมีผู้แทนจาก 10 ประเทศสมาชิกอาเซียน ได้แก่ บรูไนดารุสซาลาม กัมพูชา อินโดนีเซีย สปป.ลาว มาเลเซีย เมียนมา ฟิลิปปินส์ สิงคโปร์ ไทย และเวียดนาม ติมอร์-เลสเต ในฐานะผู้สังเกตการณ์รวมถึงผู้แทนจากสำนักงานเลขาธิการอาเซียน หน่วยงานหุ้นส่วนระหว่างประเทศเพื่อการพัฒนา และองค์กรระหว่างประเทศที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมฯ การประชุมในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อติดตาม กำหนดทิศทาง จัดทำสรุปและรายงานผลการดำเนินงานต่อที่ประชุมเจ้าหน้าที่อาวุโสด้านการเกษตรและป่าไม้ (Senior Officials Meeting on Agriculture and Forestry; SOM-AMAF) และเป็นเวทีที่ใช้พิจารณาความก้าวหน้า และแนวทางความร่วมมือ เช่น การบริหารจัดการกองทุนสุขภาพสัตว์อาเซียน (ASEAN Animal Health Trust Fund) นโยบายและกิจกรรมความร่วมมือที่เกี่ยวข้องกับแผนงานและตัวชี้วัดของอาเซียนด้านการเกษตร ผลการประชุมอาเซียนที่เกี่ยวข้องกับนโยบายการปศุสัตว์ มาตรฐานอาเซียนด้านการเลี้ยงสัตว์และการผลิต รวมถึงผลิตภัณฑ์จากปศุสัตว์ แนวปฏิบัติที่ดีทางการเลี้ยงสัตว์ การพัฒนาบุคลากรด้านปศุสัตว์ การดำเนินการต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ รวมถึงท่าทีและความร่วมมือของอาเซียนกับองค์กรระหว่างประเทศและหุ้นส่วนเพื่อการพัฒนาต่างๆ

“การเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมในครั้งนี้ แสดงถึงบทบาทที่เข้มแข็งของประเทศไทยในฐานะผู้นำด้านปศุสัตว์ในภูมิภาค และเป็นโอกาสสำคัญในการเสริมสร้างความร่วมมืออันดี การพัฒนาศักยภาพ และยกระดับมาตรฐานการปศุสัตว์อาเซียนให้มีความมั่นคงและยั่งยืนยิ่งขึ้น” อธิบดีกรมปศุสัตว์ กล่าวในที่สุด

– 006

กรมฝนหลวงฯ จับมือเกาหลีใต้ พัฒนาเทคโนโลยีฝนหลวง รับมือภัยแล้ง

กรมฝนหลวงฯ จับมือเกาหลีใต้ พัฒนาเทคโนโลยีฝนหลวง รับมือภัยแล้ง

กรมฝนหลวงฯ จับมือเกาหลีใต้ พัฒนาเทคโนโลยีฝนหลวง รับมือภัยแล้ง

วันอังคาร ที่ 15 กรกฎาคม พ.ศ. 2568, 21.06 น.

วันที่ 15 กรกฎาคม 2568 เวลา 08.45 น. นายราเชน ศิลปะรายะ อธิบดีกรมฝนหลวงและการบินเกษตร ให้การต้อนรับ ดร.จาง คิโฮ รองผู้อำนวยการกองการประยุกต์ใช้งานวิจัย หัวหน้ากลุ่มงานวิจัยด้านการดัดแปรสภาพอากาศ (Dr. CHANG Ki-Ho, Deputy Director of Research Applications Department (RAD)) ดร.ลิม ยุนกยู ผู้ช่วยผู้อำนวยการกองการประยุกต์ใช้งานวิจัย กลุ่มงานวิจัยด้านการดัดแปรสภาพอากาศ (Dr. LIM Yun-kyu, Assistant Director of RAD, Weather Modification Research Team) และ ดร.บูรอยด์ มิโลสลาฟ นักวิจัย (Dr. Belorid Miloslav, Research Scientist of RAD) ผู้แทนจากสถาบันวิทยาศาสตร์ด้านอุตุนิยมวิทยาแห่งชาติ สาธารณรัฐเกาหลี ในโอกาสเข้าร่วมการประชุมเชิงปฏิบัติการภายใต้บันทึกความเข้าใจว่าด้วยความร่วมมือด้านเทคโนโลยีการดัดแปรสภาพอากาศ (Memorandum of Understanding on Weather Modification Technology Cooperation) ระหว่าง กรมฝนหลวงและการบินเกษตร กับ สถาบันวิทยาศาสตร์ด้านอุตุนิยมวิทยาแห่งชาติ สาธารณรัฐเกาหลี (เกาหลีใต้) ซึ่งจัดขึ้นระหว่างวันที่ 14-18 กรกฎาคม 2568 ณ กรมฝนหลวงและการบินเกษตร กรุงเทพฯ และหน่วยปฏิบัติการฝนหลวงจังหวัดนครราชสีมา โดยมีผู้เข้าร่วมการประชุมจากผู้แทนสถาบันวิทยาศาสตร์ด้านอุตุนิยมวิทยาแห่งชาติ สาธารณรัฐเกาหลี จำนวน 3 ราย และผู้แทนประเทศไทย โดยกรมฝนหลวงและการบินเกษตร จำนวน 10 ราย

การประชุมฯ ในครั้งนี้ กรมฝนหลวงและการบินเกษตร กับ สถาบันวิทยาศาสตร์ด้านอุตุนิยมวิทยาแห่งชาติ (National Institute of Meteorological Sciences : NIMS) สาธารณรัฐเกาหลี (เกาหลีใต้) ได้ลงนามบันทึกความเข้าใจว่าด้วยความร่วมมือด้านเทคโนโลยีการดัดแปรสภาพอากาศ กรอบระยะเวลาความร่วมมือ 3 ปี (2567 – 2570) เมื่อวันที่ 28 พฤษภาคม 2567 โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมความร่วมมือทางวิชาการ การแลกเปลี่ยนประสบการณ์ เทคโนโลยี ความเชี่ยวชาญด้านการดัดแปรสภาพอากาศ ตลอดจนร่วมกันพัฒนางานวิจัยในการเพิ่มประสิทธิภาพการดัดแปรสภาพอากาศ เพื่อป้องกันและบรรเทาปัญหาภัยแล้งและภัยพิบัติทางธรรมชาติของทั้ง 2 ประเทศ โดยเกาหลีใต้มีการพัฒนาห้องจำลองกระบวนการเมฆฟิสิกส์ (Korean-Cloud Physics Experimental Chamber: K-CPEC) ที่มีประสิทธิภาพสูงประกอบด้วย 1) ห้องจำลองสภาวะอากาศการเกิดเมฆ (Cloud Chamber) และ 2) ห้องจำลองสภาวะอากาศการเกิดละอองลอย (Aerosol Chamber) ซึ่ง K-CPEC ใช้สำหรับทดสอบประสิทธิภาพการเกิดเม็ดน้ำจากการกระตุ้นของสารทำฝนชนิดต่างๆ ตลอดจนการพัฒนาแบบจำลองพยากรณ์อากาศ (Weather and Numerical Model) พร้อมอุปกรณ์ และเครื่องมือ ที่สามารถนำมาเป็นข้อมูลประกอบวางแผนการปฏิบัติการฝนหลวงให้มีความถูกต้องและแม่นยำมากยิ่งขึ้น โดยหลังจากการประชุมในครั้งนี้ ผู้เข้าร่วมการประชุมจะได้รับองค์ความรู้ ความเชี่ยวชาญ และประสบการณ์ด้านการดัดแปรสภาพอากาศจากสาธารณรัฐเกาหลี รวมถึงรายละเอียดโครงการประยุกต์ใช้แบบจำลองทางคณิตศาสตร์ในการวางแผนปฏิบัติการฝนหลวง ภายใต้บันทึกความเข้าใจว่าด้วยความร่วมมือด้านเทคโนโลยีการดัดแปรสภาพอากาศ

อธิบดีกรมการข้าว ร่วมคณะรมต.เกษตร ลงพื้นที่ปราจีนบุรี ติดตามนโยบายสำคัญของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์

อธิบดีกรมการข้าว ร่วมคณะรมต.เกษตร ลงพื้นที่ปราจีนบุรี ติดตามนโยบายสำคัญของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์

อธิบดีกรมการข้าว ร่วมคณะรมต.เกษตร ลงพื้นที่ปราจีนบุรี ติดตามนโยบายสำคัญของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์

วันอังคาร ที่ 15 กรกฎาคม พ.ศ. 2568, 20.28 น.

“อธิบดีกรมการข้าว “ร่วมคณะรมต.เกษตร  ลงพื้นที่ปราจีนบุรี ติดตามนโยบายสำคัญของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ มอบเมล็ดพันธุ์ เสริมประสิทธิภาพด้านการผลิตสินค้าเกษตร

วันที่ 15 กรกฎาคม 2568 นายอรรถกร ศิริลัทธยากร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ พร้อมด้วยนายอัครา พรหมเผ่า รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ นายณัฏฐกิตติ์ ของทิพย์ อธิบดีกรมการข้าว และผู้บริหารกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ลงพื้นที่ตรวจติดตามนโยบายสำคัญของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ พร้อมมอบปัจจัยการผลิตทางการเกษตรแก่เกษตรกร ณ วัดบางแตน ตำบลบางแตน อำเภอบ้านสร้าง จังหวัดปราจีนบุรี 

▫️นายอรรถกร เปิดเผยว่า จังหวัดปราจีนบุรี ตั้งอยู่ในภาคตะวันออกของประเทศไทย มีพื้นที่เกษตรกรรม 787,397 ไร่ แม่น้ำบางปะกง ถือเป็นแม่น้ำสายหลักในการหล่อเลี้ยงชีวิตประชาชน ซึ่งกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้มีการศึกษาและวางแผนการจัดทำโครงการชลประทานต่าง ๆ เพื่อเพิ่มศักยภาพการบริหารจัดการน้ำให้เพียงพอต่อความต้องการใช้น้ำ และสำหรับปัญหาราคาผลผลิตที่ยังไม่เป็นที่พอใจของพี่น้องเกษตรกร โดยเฉพาะราคาข้าว ในขณะนี้กระทรวงเกษตรฯ อยู่ระหว่างทบทวนแนวทางในการลดต้นทุนการผลิต รวมถึงศึกษาการนำเทคโนโลยีมาใช้เสริมศักยภาพภาคการผลิตให้มากยิ่งขึ้น

▫️สำหรับการลงพื้นที่ในครั้งนี้ อธิบดีกรมการข้าวได้พูดคุย พบปะกับพี่น้องเกษตรผู้ปลูกข้าวในพื้นที่อย่างใกล้ชิด และได้มอบปัจจัยการผลิตด้านการเกษตรให้แก่ผู้แทนเกษตรกร เพื่อส่งเสริมการต่อยอดอาชีพเกษตรกร และเสริมประสิทธิภาพด้านการผลิตสินค้าเกษตรคุณภาพสูง โดยสนับสนุนเมล็ดพันธุ์ข้าว จากโครงการส่งเสริมการเปลี่ยนเมล็ดพันธุ์ข้าวปี 2568 และสนับสนุนเมล็ดพันธุ์ข้าว จำนวน 59,089 กิโลกรัม ปุ๋ยอินทรีย์เหลว (ชนิดน้ำ) จำนวน 1,182 ลิตร ปุ๋ยเคมี สูตร 20-8-20 จำนวน 26,813 กิโลกรัม และสูตร 25-7-14 จำนวน 170,133 กิโลกรัม นอกจากนี้​ยังได้นำนิทรรศการงานด้านข้าว​ และผลิตภัณฑ์แปรรูปจากข้าวมาจัดแสดง​อีกด้วย

กยท.จัดใหญ่! ฉลอง1ทศวรรษ-เปิดตัวสัญลักษณ์’RAOT’สร้างอัตลักษณ์-พร้อมก้าวสู่เวทีโลก

กยท.จัดใหญ่! ฉลอง1ทศวรรษ-เปิดตัวสัญลักษณ์'RAOT'สร้างอัตลักษณ์-พร้อมก้าวสู่เวทีโลก

กยท.จัดใหญ่! ฉลอง1ทศวรรษ-เปิดตัวสัญลักษณ์’RAOT’สร้างอัตลักษณ์-พร้อมก้าวสู่เวทีโลก

วันอังคาร ที่ 15 กรกฎาคม พ.ศ. 2568, 17.16 น.

การยางแห่งประเทศไทย (กยท.) ฉลองครบรอบ 1 ทศวรรษ โชว์ภารกิจ-ผลงานเด่นในรอบ 10 ปี ตอกย้ำความพร้อมเป็นองค์กรหลักบริหารระบบยางพารา พร้อมเปิดตัวสัญลักษณ์’RAOT’สร้างเอกลักษณ์- ความเชื่อมั่นในคุณภาพผลิตภัณฑ์ยางไทยให้เป็นที่จดจำในตลาดโลก

กยท. จัดงานวันคล้ายวันสถาปนา ครบรอบ 10 ปี หรือ 1 ทศวรรษ ภายใต้แนวคิด “1 Decade of RAOT – Powering the Future of Thai Rubber 1 ทศวรรษ แห่งภารกิจเพื่อยางไทย”โดยมี นายประยูร อินสกุล ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ให้เกียรติมาเป็นประธานกล่าวเปิดงานพร้อมมอบนโยบายให้ กยท. มุ่งขับเคลื่อนยางพาราไทยสู่ความยั่งยืนในทศวรรษใหม่ เพื่อสร้างความมั่นคงทางอาชีพซึ่งเป็นเป้าหมายที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ให้ความสำคัญ

นายประยูร อินสกุล ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวว่า กยท. เป็นหน่วยงานสำคัญในการขับเคลื่อนนโยบายด้านยางพาราของประเทศที่มุ่งเน้นการเสริมสร้างความมั่นคงทางอาชีพให้ชาวสวนยาง ซึ่งสอดรับตาม 3 เป้าหมายหลักที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์มุ่งเน้นคือ การลดต้นทุนการผลิตและเพิ่มรายได้ให้เกษตรกร การเสริมศักยภาพเกษตรกรและสถาบันเกษตรกร ด้วยการเข้าถึงแหล่งทุน สนับสนุนธุรกิจยางชุมชน และพัฒนานวัตกรรมยางพารา ตลอดจนการรับมือกับภัยธรรมชาติพร้อมสร้างทางเลือกอาชีพสำรอง จึงถือได้ว่า กยท. เป็นหน่วยงานที่มีบทบาทชัดเจนในการขับเคลื่อนเป้าหมายของประเทศไทยด้านความยั่งยืน ทั้งมิติด้านสิ่งแวดล้อม เศรษฐกิจ และสังคม โอกาสครบรอบ 10 ปี จึงนับเป็นจุดเปลี่ยนผ่านสำคัญ ที่แสดงถึงรากฐานอันมั่นคงของ กยท. และศักยภาพในการขับเคลื่อนองค์กรสู่ทศวรรษใหม่ ด้วยแนวทางที่ทันสมัยเชื่อมโยงบูรณาการกับทุกภาคส่วน โดยยึดประชาชนเป็นศูนย์กลาง

ดร.เพิก เลิศวังพง รักษาการแทน ผู้ว่าการการยางแห่งประเทศไทย กล่าวว่า กยท. เป็นองค์กรหลักในการบริหารจัดการยางพาราของประเทศ ตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ จนถึงปลายน้ำ ในการส่งเสริม สนับสนุนและพัฒนางานยางพาราอย่างยั่งยืน โดยนับเป็นวาระพิเศษที่ กยท. ครบรอบ 1 ทศวรรษ แสดงถึงบทบาทและผลงานที่เป็นรูปธรรมขององค์กรตลอดช่วง 10 ปี อาทิ การสนับสนุนสินเชื่อหมุนเวียน 10,000 ล้านบาท ให้สถาบันรวบรวมยาง พร้อมยกระดับตลาดยางท้องถิ่นสู่ตลาดกลางและตลาดยางพาราระดับภูมิภาค, โครงการสร้างความเข้มแข็งให้แก่เกษตรกรชาวสวนยางบรรเทาภาระค่าครองชีพชาวสวนยางกว่า 1.9 แสนราย, การพักชำระหนี้ช่วงโควิดให้ชาวสวนยางกว่า 30,000 ราย, การเปิดระบบ “Thai Rubber Trade” เชื่อมตลาดกลางยางพารา 8 แห่งทั่วประเทศและการพัฒนา “Thai Rubber Trade เวอร์ชันใหม่” รองรับตรวจสอบย้อนกลับได้, โครงการผลิตน้ำหมักชีวภาพจากปลาหมอคางดำ ลดผลกระทบสิ่งแวดล้อม, โครงการโฉนดต้นยางพารา เป็นต้น และในอนาคต กยท. พร้อมที่จะยืนหยัดเคียงข้างเกษตรกรชาวสวนยาง ด้วยความมุ่งมั่นในการเสริมสร้างเศรษฐกิจฐานรากให้เข้มแข็ง ยกระดับอุตสาหกรรมยางพาราไทยให้แข่งขันได้ในระดับสากลและร่วมขับเคลื่อนประเทศสู่การพัฒนาอย่างยั่งยืน ดังนั้น ถือเป็นโอกาสดีที่ทาง กยท. จะเปิดตัวสัญลักษณ์ “RAOT” ภายในงานนี้ เพื่อสร้างการรับรู้และภาพจำที่ชัดเจนของ กยท. ต่อสาธารณชนในฐานะองค์กรหลักของประเทศด้านยางพารา โดยสัญลักษณ์ “RAOT” จะเป็นสัญลักษณ์ใหม่ที่สะท้อนถึงวิสัยทัศน์ อัตลักษณ์ และความมุ่งมั่นของ กยท. ในการพัฒนายางพาราไทยสู่สากล

“กยท. ขอยืนยันพร้อมเดินหน้าสานต่อภารกิจด้วยความมุ่งมั่น เพื่อพัฒนาและยกระดับยางไทย สู่ความมั่นคงอย่างยั่งยืน ก้าวสู่เวทีการแข่งขันในธุรกิจยางระดับโลกต่อไป” ดร.เพิก กล่าวทิ้งท้าย

นอกจากนี้ ภายในงานมีการมอบรางวัลเกียรติคุณ ยกย่องเชิดชูคนดีมีคุณธรรมแก่ผู้ปฏิบัติงานของ กยท. การมอบรางวัลสถาบัน/เครือข่ายเกษตรกรชาวสวนยางดีเด่น และรางวัลเกษตรกรชาวสวนยางดีเด่น ประจำปี 2568 รวมไปถึงมีการจัดแสดงภารกิจ/ผลงานเด่นของ กยท. ในช่วง 10 ปี ที่ผ่านมา และผลิตภัณฑ์แปรรูปภายใต้แบรนด์ Greenergy Tyre ผลงานผลิตภัณฑ์จากยางพาราที่ผ่านการวิจัยและได้ผลจริง เช่น กระชังบก ยางหุ้มท่อส่งน้ำกันกระแทกใต้พื้นดิน หุ่นจำลองฝึกเจาะหลอดเลือดและใส่สายสวนผ่านหลอดเลือดดำที่คอ ถุงมือผ้าเคลือบน้ำยาง และสาธิตการใช้หุ่น CPR ทั้งนี้ กยท. ยังเปิดพื้นที่แสดงจำหน่ายสินค้าคุณภาพจาก กยท. 7 เขต ทั่วประเทศ เช่น ผลิตภัณฑ์จากน้ำผึ้ง กาแฟโรบัสต้าสะบ้าย้อย กล้วยหอมทอง เงาะนาสาร ทุเรียนภูเขาไฟเกรดพรีเมี่ยม ผงโกโก้ ผลิตภัณฑ์กระเป๋าสานจากเส้นเทอร์โมพลาสติก เป็นต้น ///-026