เดินหน้าจัดประกวดข้าวไทยหนุนพัฒนาส่งออก #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/546084

เดินหน้าจัดประกวดข้าวไทยหนุนพัฒนาส่งออก

เดินหน้าจัดประกวดข้าวไทยหนุนพัฒนาส่งออก

วันจันทร์ ที่ 18 มกราคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

นางสาวนนทิชา วรรณสว่าง รองอธิบดีกรมการข้าว เปิดเผยว่า กรมการข้าว กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กำหนดจัดงานการประกวดข้าว เพื่อรองรับและส่งเสริมการส่งออกของตลาดข้าวโลก ประจำปี 2564 ระหว่างวันที่ 14-15 มีนาคม 2564 ณ กรุงเทพมหานคร โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อคัดเลือกข้าวพันธุ์ดี เพื่อเป็นการรองรับและส่งเสริมการส่งออก และเป็นแนวทางในการพัฒนาข้าวไทยให้ตรงต่อความต้องการของตลาดทั้งในและต่างประเทศ ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อทั้งเกษตรกรและเศรษฐกิจโดยรวมของประเทศ และถือเป็นโอกาสที่ดีที่เชื่อมโยงการร่วมเฉลิมฉลองเนื่องในวันสถาปนากรมการข้าวครบรอบ 15 ปี ในวันที่16 มีนาคม 2564 ด้วย ทั้งนี้ ผู้ที่ชนะการประกวดจะได้รับโล่รางวัลและเงินรางวัลจากนายกรัฐมนตรี เพื่อเป็นขวัญและกำลังใจในการพัฒนาข้าวไทยสู่การครองแชมป์ประเทศผู้ผลิตข้าวที่ดีที่สุดของโลกต่อไป

สำหรับตัวอย่างข้าวที่ส่งเข้าประกวดปีนี้กำหนดไว้ 3 ประเภท ได้แก่ ข้าวหอมมะลิไทย ข้าวหอมไทย และข้าวขาวพื้นนุ่ม มีหลักเกณฑ์การพิจารณาคัดเลือกและตัดสินที่สำคัญคือข้าวที่ส่งเข้าประกวดต้องเป็นข้าวพันธุ์แท้และไม่มีข้าวพันธุ์อื่นปน ข้าวที่ส่งเข้าประกวดต้องไม่เป็นข้าวที่ละเมิดสิทธิทางปัญญาหรือลักลอบนำเข้าอย่างผิดกฎหมายหรือมีการดัดแปลงทางพันธุกรรม (GMOs) สามารถส่งข้าวเข้าประกวดได้มากกว่า 1 ประเภท โดยส่งตัวอย่างข้าวเปลือกแห้งประเภทละ 15 กิโลกรัม ทั้งนี้คณะกรรมการตัดสินการประกวดจะพิจารณาจากคุณภาพทางกายภาพ เช่น ความยาวเมล็ด ท้องไข่ คุณภาพการสี พิจารณาคุณภาพทางเคมี เช่น ปริมาณอมิโลส ความหอม และพิจารณาคุณภาพการหุงต้มและรับประทาน เช่น เนื้อสัมผัสและรสชาติ โดยจะมีการพิจารณาตัดสินในวันที่ 11 มีนาคม 2564 ณ ศูนย์วิจัยข้าวปทุมธานี จังหวัดปทุมธานี และกำหนดมอบรางวัลในวันที่ 15 มีนาคม 2564

“ขณะนี้กรมการข้าวกำลังเปิดรับสมัครผู้สนใจเข้าร่วมการประกวด และเปิดกว้างการรับสมัครจากทุกภาคส่วนทั้งเกษตรกร กลุ่มเกษตรกร สหกรณ์ วิสาหกิจชุมชน หน่วยงานภาครัฐ หน่วยงานภาคเอกชน สถาบันการศึกษา มหาวิทยาลัย สมาคม ชมรม มูลนิธิหรือองค์กรอื่นๆรวมถึงประชาชนทั่วไป ตั้งแต่วันนี้ถึงวันที่ 29 มกราคม 2564 ผู้สนใจสามารถสมัครได้ด้วยตนเอง หรือสมัครทางไปรษณีย์ ได้ที่ กรมการข้าว เลขที่ 2177 ถนนพหลโยธิน แขวงลาดยาว เขตจตุจักร กรุงเทพฯ 10900 หรือ http://www.ricethailand.go.thหรือ โทรศัพท์ 0-2579-3642 ในวันและเวลาราชการ” รองอธิบดีกรมการข้าวกล่าว

นอกจากนี้ กรมการข้าวยังมีแผนจัดการประกวดพันธุ์ข้าวใหม่พันธุ์ดีซึ่งเป็นพันธุ์ข้าวที่ไม่เคยมีมาก่อนเพื่อการพัฒนาพันธุ์ข้าวใหม่ๆของไทยและเพื่อให้มีศักยภาพในการแข่งขันกับตลาดโลกได้ โดยการประกวดพันธุ์ข้าวใหม่นี้จะเป็นการกระตุ้นให้นักวิชาการนักวิจัยพันธุ์ข้าวได้เกิดการตื่นตัวเร่งพัฒนาพันธุ์ข้าวใหม่ที่ตรงกับความต้องการของตลาดมากขึ้น โดยใช้เกณฑ์อ้างอิงวัดจากพันธุ์ข้าวเดิมที่เป็นที่นิยมในตลาดเช่น กลุ่มข้าวหอมมะลิไทยอ้างอิงจากข้าวขาวดอกมะลิ 105 กลุ่มข้าวหอมไทยอ้างอิงจากข้าวปทุมธานี 1 กลุ่มข้าวขาวอ้างอิงจากข้าวชัยนาท 1 เป็นต้น โดยพันธุ์ข้าวใหม่นี้จะต้องดีกว่าพันธุ์เดิมทุกด้านทั้งในเรื่องของอายุเก็บเกี่ยว ความหอม ความนุ่ม ผลผลิตต่อไร่ ทรงต้นเตี้ยเหมาะกับเครื่องเกี่ยว ความทนทานต่อโรคและแมลง เป็นต้นโดยกรมการข้าวจะประกาศเปิดรับสมัครประกวดในเร็วๆ นี้

พช.เน้นย้ำนักพัฒนาพลิกฟื้นวิถีชีวิตเกษตรกรสู่ความยั่งยืน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/545937

พช.เน้นย้ำนักพัฒนาพลิกฟื้นวิถีชีวิตเกษตรกรสู่ความยั่งยืน

พช.เน้นย้ำนักพัฒนาพลิกฟื้นวิถีชีวิตเกษตรกรสู่ความยั่งยืน

วันเสาร์ ที่ 16 มกราคม พ.ศ. 2564, 20.37 น.

อธิบดี พช. ลงพื้นที่ติดตามความสำเร็จของโครงการขับเคลื่อนการพัฒนาพื้นที่ต้นแบบการพัฒนาคุณภาพชีวิตตามหลักทฤษฎีใหม่ประยุกต์สู่ “โคก หนอง นา โมเดล” แก่ครัวเรือนต้นแบบ เน้นย้ำนักพัฒนาพื้นที่ต้นแบบ learning by doing พลิกฟื้นวิถีชีวิตเกษตรกรสู่ความยั่งยืน

16 ม.ค.64 นายสุทธิพงษ์ จุลเจริญ อธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน พร้อมด้วยนายณัฐภัทร สุวรรณประทีป ผู้ว่าราชการจังหวัดสุพรรณบุรี  นายสุรศักดิ์ อักษรกุล รองอธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน นายเสน่ห์ บุญสุข ที่ปรึกษาอธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน และคณะผู้บริหารกรมการพัฒนาชุมชน ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมติดตามความสำเร็จของโครงการขับเคลื่อนการพัฒนาพื้นที่ต้นแบบการพัฒนาคุณภาพชีวิตตามหลักทฤษฎีใหม่ประยุกต์สู่ “โคก หนอง นา โมเดล” แก่ครัวเรือนต้นแบบ โดยมี นายศรีธรรม ราชแก้ว นายอำเภอเมืองสุพรรณบุรี และ นายสุภาพ สุขแก้ว พัฒนาการจังหวัดสุพรรณบุรีและเจ้าหน้าที่ ให้การต้อนรับ พร้อมนำชมศูนย์เรียนรู้วงษ์ทอง (ศูนย์เรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียง) ณ บ้านรางกะทุ่ม หมู่ที่ 5 ตำบลไผ่ขวาง อำเภอเมืองสุพรรณบุรี จังหวัดสุพรรณบุรี

นายสุทธิพงษ์ จุลเจริญ อธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน กล่าวขอบคุณ ผู้ว่าราชการจังหวัดสุพรรณบุรี รองผู้ว่าราชการจังหวัดสุพรรณบุรี นายอำเภอเมืองสุพรรณบุรี รองนายกองค์การบริหารส่วนตำบลไผ่ขวาง ผู้อำนวยการโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลบ้านดอนกลาง และพี่น้องครัวเรือนต้นแบบ ครัวเรือเอามื้อสามัคคีที่ช่วยน้อมนำเอาหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงและทฤษฎีใหม่มาประยุกต์สู่ โคก หนอง นา โมเดล โดยพระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัวฯ รัชกาลที่ 10 ทรงมีพระราชปณิธานในการสืบสาน รักษา ต่อยอดแนวพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร โดยพระองค์ได้ทรงพระราชทานภาพวาดฝีพระหัตถ์ ซึ่งบอกเล่าเรื่องราวความสุข ความหวัง ความรัก ความสามัคคี ที่เกิดขึ้นในครอบครัว กรมการพัฒนาชุมชนได้น้อมนำแนวพระราชดำริมาเป็นเครื่องมือในการพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชนควบคู่ไปด้วย อันส่งผลให้มีการลดรายจ่ายด้วยการปลูกพืชผักสวนครัว มีอาหารปลอดภัยรับประทานในครัวเรือน เน้นให้คนเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ มีความรักความสามัคคีผ่านกระบวนการเอามื้อสามัคคี จะเห็นได้จากหลักการบันได 9 ขั้น

โดยพื้นฐานคือ เริ่มจากตัวเอง ต้องพออยู่ พอกิน พอใช้ พอร่มเย็น ต่อมาคือจะได้เผื่อแผ่ให้เพื่อนบ้าน ทำบุญทำทาน นำไปสู่การเก็บผลผลิต การต่อยอดแปรรูปเพิ่มมูลค่าสร้างรายได้ และขั้นสุดยอดคือ ทุกคนสามารถผนึกกำลังเป็นเครือข่ายกันได้ ซึ่งเป็นเรื่องที่น่าดีใจอย่างมาก คือ โครงการได้รับเสียงตอบรับดีเกินคาดมี 25,000 กว่าครัวเรือน ใน 3,246 ตำบล ที่เข้าร่วมโครงการ มีเสียงเรียกร้องอยากให้รัฐบาลได้ช่วยเหลือพี่น้องประชาชนให้มีโอกาสชีวิตที่ดี และเป็นเรื่องโชคดีที่กรมการพัฒนาชุมชนได้รับงบประมาณในปี 2563 งบปกติกรมการพัฒนาชุมชนขับเคลื่อนได้ 32 ศูนย์เรียนรู้ 1,500 ครัวเรือนต้นแบบ และในปี 2563 จังหวัดสุพรรณบุรีมี 26 ราย และในงบประมาณปี 2564 งบปกติ ได้รับอนุมัติโดยประมาณ 14,000 ครัวเรือน งบเงินกู้เพื่อฟื้นฟูเศรษฐกิจ ได้มาประมาณ 25,700 ครัวเรือน และได้งบเงินเดือนนักพัฒนาพื้นที่ต้นแบบ (นพต.) 9,000 บาทต่อเดือน รวมถึงโครงการพระราชทานโคก หนอง นา แห่งน้ำใจและความหวัง พระราชทานให้กรมราชทัณฑ์ มีผู้สมัครเป็นนักพัฒนาพื้นที่ต้นแบบ 50 คนต้นแบบทั่วประเทศ มี15 ครัวเรือน ด้วยการสร้างโอกาสให้แก่บุคคลด้อยโอกาส โดยเฉพาะผู้กระทำความผิดให้ได้มีโอกาสกลับตัวและมีที่ยืนในสังคม เสริมสร้างสังคมไทยให้แข็งแรง ตามที่พระบาทสมเด็จ พระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณา โปรดเกล้าฯ พระราชทาน โครงการ “โคก หนอง นา แห่งน้ำใจและความหวัง” โดยการประยุกต์ทฤษฎีใหม่แบบชาวบ้าน ปั้นโคกขุด หนอง ทำนา เป็นการสร้างต้นแบบเกษตรทฤษฎีใหม่ในพื้นที่ขนาดเล็ก  โดยสามารถดำเนินการได้ในทุกเรื่อง และมุ่งเน้นการปรับเปลี่ยนพื้นฐานความคิดการฝึกวินัย การลงมือปฏิบัติ ตลอดจนการแก้ไขปัญหาในสถานการณ์จริง เพื่อให้ผู้ต้องขังสามารถพึ่งพาตนเองและช่วยเหลือผู้อื่นที่ได้รับความเดือดร้อนได้เมื่อพ้นโทษออกไปสู่สังคมภายนอก

นอกจากนี้ แสดงให้เห็นถึงผลตอบรับที่ดีเกินคาดของการดำเนินโครงการ ซึ่งเป็นหนทางรอดของประเทศชาติอยู่ไม่ไกลเป็นสิ่งที่พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร ภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ได้พระราชทานพระราชดำรัสไว้ว่า เศรษฐกิจพอเพียงและทฤษฎีใหม่ที่มีอยู่มากกว่า 40 ทฤษฎี 2 สิ่งนี้ จะเป็นเครื่องค้ำจุนให้ประเทศชาติเราอยู่รอดปลอดภัย โดยการน้อมนำหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง มาปฏิบัติพระองค์ท่านทรงเล็งเห็นการณ์ไกล ให้พี่น้องชาวไทยน้อมนำพระราชดำริพระองค์ท่านมาใช้ในชีวิตประจำวัน เช่นเดียวกับสถานการณ์เกิดโรคระบาด ความแตกแยกในสังคม พระองค์ท่านก็ได้ทรงพระราชทานแนวทางแก้ปัญหาไว้แล้ว เห็นได้จาก ส.ค.ส. พระราชทานปี 2547 ที่ใจกลางภาพระบุว่า “สามัคคีเป็นพลังค้ำจุนแผ่นดินไทย” ซึ่งสามารถทำได้ด้วยแนวคิดปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง จะกลายเป็น 4 เสาหลักช่วยกู้วิกฤตของโลกได้ ซึ่งคนเหล่านี้จะกลายเป็นต้นแบบ หัวหมู่ทะลวงฟัน ขณะเดียวกันจะเป็นครูพาทำ เป็นพี่เลี้ยง เมื่อทำงานเสร็จก็จะเห็นผลทันที เรื่องแรกคือ จะมีพื้นที่สวยงามเพราะปรับปรุงเป็นโคกหนองนา ตามหลักภูมิสังคม มี Landscape มีต้นไม้ มีแหล่งน้ำ เหมือนรีสอร์ทประจำครัวเรือน ประจำหมู่บ้านไปด้วย ขณะเดียวกันความดีของผลสำเร็จเห็นทันตา คือ จะพูดกันปากต่อปาก ขยายผลสำเร็จออกไป ที่สำคัญคือกรมการพัฒนาชุมชน ได้รับงบประมาณส่วนหนึ่งให้ Gistda ไปทำระบบสารสนเทศ จัดทำภาพถ่ายดาวเทียมพื้นที่ทั่วประเทศ เราจะมีแผนที่ของประเทศไทยที่ลงรายละเอียดถึงสภาพพื้นที่จริง ซึ่งกรมการพัฒนาชุมชนมีเป้าหมายไว้ว่า 1 ตำบล ต้องดำเนินการได้ 1 ศูนย์เรียนรู้ และอยากเห็นครัวเรือนต้นแบบอย่างน้อย 20 ครัวเรือน เข้าใจว่า กรุงโรมยังไม่สามารถสร้างวันเดียวสำเร็จต้องใช้เวลา จึงเชื่อว่าครัวเรือนต้นแบบต้องมีความเข้มแข็ง

นายสุทธิพงษ์ จุลเจริญ อธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน กล่าวเพิ่มเติมว่า นักพัฒนาพื้นที่ต้นแบบ (นพต.) มีความสำคัญอย่างมาก ต้องเอาใจใส่ ขยัน ขับเคลื่อนงานอย่างต่อเนื่อง ให้ประสบผลสำเร็จ ได้รับการถ่ายทอดองค์ความรู้ในลักษณะ Learning by doing รวมถึงได้เสนอแนะให้กับ พัฒนาการจังหวัด พัฒนาการอำเภอ และครัวเรือนต้นแบบให้มีการจัดทำปฏิทินแผนการปฏิบัติงานประจำวันแก่นักพัฒนาพื้นที่ต้นแบบให้ชัดเจนสอดคล้องกับภารกิจ พร้อมให้ท่านผู้ว่าราชการจังหวัด ท่านพัฒนาการจังหวัด ท่านนายอำเภอ และครัวเรือนต้นแบบดูแลนักพัฒนาพื้นที่ต้นแบบเหมือนดูแลลูกหลาน ให้ฝึกฝนเรียนรู้จนสามารถช่วยเหลือตนเองตามหลักเศรษฐกิจพอเพียงและทฤษฎีใหม่ ช่วยให้มีรายได้เพิ่มเติมจากการปฏิบัติงาน เช่น ตอนกิ่งพันธ์ุต้นไม้จำหน่าย นอกเหนือจากเงินเดือนที่รัฐบาลมอบให้เดือนละ 9,000 บาท เพื่อเสริมสร้างรายได้ ยกระดับคุณภาพชีวิตอย่างยั่งยืนต่อไป

ทั้งนี้ นายณัฐภัทร สุวรรณประทีป ผู้ว่าราชการจังหวัดสุพรรณบุรี กล่าวขอบคุณกรมการพัฒนาชุมชนที่ให้คำแนะนำความรู้ เป็นกำลังใจให้แก่ครัวเรือนต้นแบบทั้ง 323 ครัวเรือน ที่มีโอกาสเข้ามาสืบสาน สนองงานตามพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช และจะดำเนินงานด้วยความมุ่งมั่น และจะเป็นแรงสนับสนุนให้กับกรมการพัฒนาชุมชน อย่างต่อเนื่อง โดยความสำเร็จของโครงการขับเคลื่อนการพัฒนาพื้นที่ต้นแบบการพัฒนาคุณภาพชีวิตตามหลักทฤษฎีใหม่ประยุกต์สู่ “โคก หนอง นา โมเดล” มีผู้เข้าร่วมโครงการ 323 ครัวเรือน แยกออกเป็นงบปกติ 147 ครัวเรือน งบเงินกู้ ระยะแรก 88 ครัวเรือน ระยะที่สอง 88 ครัวเรือน ซึ่งมีผู้นำต้นแบบเข้ารับการอบรมที่ศูนย์ศึกษาและพัฒนาชุมชนสระบุรีและได้ดำเนินการต่อเนื่องพัฒนาพื้นที่ต้นแบบ มีศูนย์เรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียง ซึ่งเป็นฐานการเรียนรู้ จำนวน 7 ฐาน สามารถรองรับผู้มาศึกษาดูงานจากผู้ที่สนใจ สุดท้ายนี้ ก็ฝากความหวังของคนสุพรรณบุรีแก่กรมพัฒนาชุมชนในการพลิกฟื้นวิถีชีวิตแก่เกษตรกรให้เกิดความยั่งยืน สามารถดำรงชีวิตได้อย่างมีความสุข ช่วยเหลือตนเองและประเทศชาติต่อไป

กรมการพัฒนาชุมชน กระทรวงมหาดไทย ขอเชิญชวนพี่น้องประชาชนทุกท่าน พี่น้อง ชาว พช. ผู้นำในภาคส่วนต่างๆ ร่วมในการขับเคลื่อนโครงการปลูกผักสวนครัวเพื่อสร้างความมั่นคงทางอาหารไว้รับประทานภายในครัวเรือน มีอาหารไว้รับประทานอย่างปลอดภัยและเพียงพอ  เพื่อสุขภาพกาย สุขภาพใจ อีกทั้ง ขอเชิญชวนทุกท่านร่วมสมัครเป็นสมาชิก Fanpage Facebook “ปลูกพืช ปลูกผัก ปลูกรักกับ พช.” ด้วยการกด Like กด Share เพื่อเป็นช่องทางให้เกิดการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ สร้างแรงบันดาลใจร่วมกัน พร้อมเป็นการสร้างวัฒนธรรมการพึ่งพาตนเอง ด้วยการปลูกพืชผักสวนครัวไว้บริโภคเองในครัวเรือน จนเป็นอุปนิสัยเพื่อสร้างความมั่นคงทางอาหาร เป็นต้นแบบให้กับพี่น้องประชาชนทั่วโลกได้ชื่นชมต่อไป อธิบดี พช. กล่าวเชิญชวน

หนุนเกษตรกรผลิตตามระบบ GAP หมื่นรายปี’64 #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/545425

หนุนเกษตรกรผลิตตามระบบGAPหมื่นรายปี’64

วันศุกร์ ที่ 15 มกราคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

นางกุลฤดี พัฒนะอิ่ม รองอธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตรเปิดเผยว่า กรมส่งเสริมการเกษตรมีบทบาทเป็นหน่วยที่ปรึกษา (Advisory Body) ในการส่งเสริมพัฒนาเกษตรกรให้มีความรู้ ทักษะ ความชำนาญในการผลิตสินค้าเกษตรปลอดภัยและได้มาตรฐานตามนโยบายกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยพัฒนาศักยภาพกระบวนการผลิตสินค้าเกษตรของเกษตรกร (ต้นทาง) ให้ปลอดภัยได้มาตรฐานตามระบบปฏิบัติทางการเกษตรที่ดี (Good Agricultural Practices : GAP)เพิ่มขึ้น ด้วยการขับเคลื่อนงานส่งเสริมและสนับสนุนเกษตรกรผู้ผลิตสินค้าเกษตรในพื้นที่ที่มีศักยภาพทางการผลิตและการตลาดสินค้าเกษตร ให้เกิดการพัฒนาระบบผลิตภาคการเกษตรปลอดภัย สินค้าเกษตรมีคุณภาพ ผู้ผลิตและผู้บริโภคมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น และยั่งยืนในภาคเกษตรของประเทศไทย

ในปี 2564 กรมส่งเสริมการเกษตรจัดทำโครงการยกระดับคุณภาพมาตรฐานสินค้าเกษตร เพื่อพัฒนาเกษตรกรให้มีความรู้ความเข้าใจด้านผลิตตามระบบมาตรฐาน GAP และส่งเสริมให้เกษตรกรผู้ผลิตสามารถเข้าสู่ระบบมาตรฐาน GAP เพิ่มมากขึ้น มีเป้าหมายเป็นเกษตรกรผู้ผลิตพืช (ยกเว้นข้าว) 10,000 รายในพื้นที่ 77 จังหวัด ทั่วประเทศ โดยเฉพาะพื้นที่ส่งเสริมเกษตรแบบแปลงใหญ่ ซึ่งมีแนวทางการดำเนินงาน ได้แก่ พัฒนาเจ้าหน้าที่ส่งเสริมการเกษตรให้เป็นที่ปรึกษาสำหรับเกษตรกร การคัดเลือกเกษตรกรเข้าร่วมโครงการฯเตรียมเข้าสู่ระบบมาตรฐาน GAP จัดอบรมเกษตรกรให้มีความรู้ด้านการผลิตตามระบบมาตรฐาน GAP และศึกษาดูงานตัวอย่างที่ประสบความสำเร็จ

นอกจากนี้ ยังจัดเจ้าหน้าที่ออกติดตามให้คำปรึกษาแนะนำด้านการผลิตและตรวจประเมินแปลงเบื้องต้นให้เกษตรกรก่อนยื่นขอการรับรอง GAP การจัดเวทีประชุมรับฟังความเห็นปัญหาและความต้องการของเกษตรกร และสนับสนุนด้านการจัดการผลผลิตร่วมกันในแบบกลุ่ม เช่น แปรรูปผลผลิต บรรจุภัณฑ์ ตราสินค้า การทำ QR- Code รวมทั้งขับเคลื่อนงานส่งเสริมมาตรฐานสินค้าเกษตร ระหว่างกรมส่งเสริมการเกษตรและกรมวิชาการเกษตร ในการตรวจรับรองมาตรฐาน GAP ให้มีประสิทธิภาพ ทั้งนี้ เกษตรกรหรือผู้สนใจสอบถามข้อมูลโครงการได้ ที่สำนักงานเกษตรอำเภอ และหากสนใจแจ้งความประสงค์เข้าร่วมโครงการในปี 2565 ได้ต่อไป

‘เฉลิมชัย’ มุ่งยกระดับปศุสัตว์ไทย ปลื้มทุกภาคส่วนร่วมฝ่าวิกฤติโรคASF #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/545426

‘เฉลิมชัย’มุ่งยกระดับปศุสัตว์ไทย ปลื้มทุกภาคส่วนร่วมฝ่าวิกฤติโรคASF

วันศุกร์ ที่ 15 มกราคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์กล่าวว่าการเลี้ยงสุกรเป็นอาชีพเกษตรแขนงหนึ่งที่มีความสำคัญยิ่ง ต่อการประกอบอาชีพของเกษตรกรไทย มีความแน่นอนของผลผลิต เกิดการสร้างอุปสงค์ให้ห่วงโซ่ต่อเนื่องในกลุ่มผลผลิตทางการเกษตรที่เป็นพืชอาหารสัตว์ของไทย เช่น ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ถั่วเหลือง ผลพลอยได้จากข้าว เช่น ปลายข้าว รำข้าว ที่เติบโตอย่างต่อเนื่องนอกเหนือจากการเป็นอาหารโปรตีนหลักของคนในชาติ อุตสาหกรรมสุกรยังสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจที่เกี่ยวเนื่อง รวมแล้วกว่า 2 แสนล้านบาทต่อปี ภาคเกษตรปศุสัตว์จึงถือเป็นหนึ่งของภาคเกษตรที่มีรากฐานของประเทศและเชื่อมโยงกับการพัฒนาประเทศในทุกมิติ ทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคมและสิ่งแวดล้อม ปัจจุบันภาคการเลี้ยงสุกรของไทยเป็นมืออาชีพมากขึ้น มีความร่วมมือระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน และสถาบันการศึกษามากยิ่งขึ้น

สำหรับในส่วนกระทรวงเกษตรฯ มุ่งสนับสนุนการผลิตและการควบคุมคุณภาพมาตรฐานสินค้าเกษตรให้มีความปลอดภัยได้มาตรฐาน และตรงความต้องการของตลาด อย่างไรก็ตาม กระทรวงเกษตรฯยังมุ่งพัฒนาภาคปศุสัตว์ของประเทศอย่างต่อเนื่องจึงต้องอาศัยความร่วมมือและการบูรณาการจากทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน ภาคประชาสังคม ภาคการศึกษา และเกษตรกร เพื่อสร้างความตระหนักรู้ กระตุ้นให้เกิดการปรับตัว เสริมสร้างศักยภาพและความเข้มแข็งให้ภาคเกษตรและภาคเศรษฐกิจอื่นให้รับมือกับการเปลี่ยนแปลง ซึ่งจะทำให้ประเทศไทยเติบโตอย่างมีเสถียรภาพ

“ทุกภาคส่วนต้องร่วมมือกัน เพื่อผ่านวิกฤติทั้งโรค ASF และโควิด-19ไปให้ได้ จึงต้องขอขอบคุณทั้งภาครัฐที่ทำงานเข้มแข็ง ผู้ประกอบการและเกษตรกรให้ความร่วมมืออย่างดี จนป้องกันการเกิดโรค ASF ในประเทศไทยได้ และที่สำคัญยังเป็นส่วนหนึ่งในการฟื้นเศรษฐกิจของประเทศด้วย”นายเฉลิมชัย กล่าว

สถานีเกษตร-สิ่งแวดล้อม : เตรียมใจก่อนไป..ดอยเสมอดาว #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/545429

สถานีเกษตร-สิ่งแวดล้อม : เตรียมใจก่อนไป..ดอยเสมอดาว

สถานีเกษตร-สิ่งแวดล้อม : เตรียมใจก่อนไป..ดอยเสมอดาว

วันศุกร์ ที่ 15 มกราคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

ในช่วงเทศกาลปีใหม่ ได้มีโอกาสไปเที่ยวที่ ดอยเสมอดาว และผาหัวสิงห์ อุทยานแห่งชาติศรีน่าน ประทับใจในความสวยงาม แต่เสียดายที่ไม่ได้กางเต็นท์แคมปิ้งบนดอยเสมอดาว เพราะสถานที่ไม่เอื้ออำนวยหลายอย่าง ต้องมากางเต็นท์พักแรมในพื้นที่ของชาวบ้าน

มองในแง่ดีคือ กระจายรายได้ให้ชุมชน

อุทยานแห่งชาติศรีน่าน มีพื้นที่ประมาณ 583,750 ไร่ ครอบคลุมพื้นที่อ.เวียงสา อ.นาน้อย และอ.นาหมื่น เป็นผืนป่ารอยต่อประเทศไทยกับประเทศสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาวจึงเป็นป่าที่อุดมสมบูรณ์ เจ้าหน้าที่อุทยานบอกว่า ที่นี่มีสัตว์หายากหลายชนิด ไม่ว่าจะเป็น นกยูง เสือดาว เสือดำ หมี กวาง หมาป่า และหมาไน นอกจากนี้ยังมี ช้างป่า วัวแดง และกระทิง

แต่ที่ไปครั้งนี้ไม่พบสัตว์ป่าสักชนิดเลย เพราะไม่ได้เดินป่าหรือไปนั่งห้างดูสัตว์ ตั้งใจจะไปสัมผัสอากาศที่หนาวเย็น นั่งผิงไฟ ดูดาว ดูทิวทัศน์พระอาทิตย์ขึ้น-ตก และที่สำคัญอยากจะเห็นทะเลหมอก

ผมเดินทางไปถึงด้วยรถยนต์ส่วนตัว ประมาณบ่าย 3 โมงกว่าๆ จ่ายค่าผ่านเข้าอุทยานฯตามระเบียบ ดอยเสมอดาว ซึ่งเป็นพื้นที่ที่มีลานกว้าง มีเนินเข้าโค้งไปตามสันเขามองเห็นทิวทัศน์เกือบ 360 องศา ที่เป็นภูเขาขึ้นสลับทับซ้อนกันสวยงาม โดยเฉพาะทิศตะวันออกมองเห็นผาชู้ แม่น้ำน่านที่คดเคี้ยวของลำน้ำน่าน ก่อนที่จะไหลลงเขื่อนสิริกิติ์

บริเวณเดียวกันจะมองเห็นผาหัวสิงห์เป็นหน้าผามีรูปร่างเหมือนสิงโตนอนหมอบหันหน้าไปทางทิศตะวันออก เป็นอีกจุดที่นักท่องเที่ยวจะต้องถ่ายรูป ผมก็ไม่พลาดเช่นกัน

ครั้งแรกว่าจะกางเต็นท์ นอนแคมปิ้ง ที่ดอยเสมอดาว จึงได้ติดต่อสอบถามรายละเอียด

เจ้าหน้าที่อุทยานฯ ได้ชี้จุดกางเต็นท์ส่วนตัวให้ผมดู เป็นทำเลไม่สวยงามนัก ไกลจากห้องน้ำ ที่จอดรถ และร้านค้าสวัสดิการแตกต่างจากเต็นท์ของอุทยานฯที่ถูกกางไว้เต็มพื้นที่ที่เป็นทำเลที่ดีๆ ผมบอกว่า ไม่เป็นไร ไกลจากผู้คนเงียบสงบดี แม้จะต้องขนสัมภาระจากรถไปไกลก็ตาม มองในแง่ดี ได้ดูดาวเงียบๆ ซึ่งทางอุทยานฯอนุญาตให้จอดรถขนสัมภาระได้ชั่วคราว จากนั้นแล้วค่อยนำไปจอดที่ลานจอดรถ

แต่เมื่อเจ้าหน้าที่บอกกฎเกณฑ์และระเบียบปฏิบัติแล้วผมเปลี่ยนใจไม่นอนที่ดอยเสมอดาวทันที

กฎเกณฑ์และระเบียบของอุทยานฯที่นี่ต่างจากที่อื่นที่ผมเคยไปท่องเที่ยว คือ ไม่ให้ทำอาหารหน้าเต็นท์ ไม่ให้ก่อกองไฟ รวมทั้งห้ามใช้เตาถ่านด้วย(อุทยานฯอื่นๆจะห้ามเฉพาะก่อกองไฟ แต่จะอนุญาตให้ใช้เตาถ่านได้)

อากาศที่หนาวเย็นอุณหภูมิเลขตัวเดียว ต้องขนสัมภาระแยกกันระหว่าง เต็นท์ เครื่องนอน กับ อาหาร เครื่องครัว ซึ่งจุดที่อนุญาตให้ประกอบอาหารนั้นมีเพียงจุดเดียว และอยู่ห่างจากจุดที่กางเต็นท์ส่วนตัวอีกด้วย จะนั่งดูดาวหน้าเต็นท์กับเตาถ่านอุ่นๆก็ทำไม่ได้

มันไม่ใช่การแคมปิ้ง อย่างเช่นอุทยานฯอื่นๆแล้วครับ

เจ้าหน้าที่บอกว่า ถ้าอยากจะทำอาหารหน้าเต็นท์ใช้เตาถ่านได้ จอดรถไม่ห่างจากจุดกางเต็นท์ ต้องไปที่ชาวบ้าน ซึ่งอยู่บริเวณใกล้เคียง จะได้เห็นดาวที่ไม่ต่างกัน ได้ชมพระอาทิตย์ขึ้น-ตก และทะเลหมอกบรรยากาศใกล้เคียงกัน ผมจึงตัดสินใจไปนอนที่ชาวบ้าน…และก็ไม่ผิดหวังครับ

เขียนมา..แค่อยากบอกให้รู้ว่า กฎระเบียบการพักแรมในพื้นที่ดอยเสมอดาว ไม่เหมือนที่อุทยานฯอื่นๆ ก็ไม่เข้าใจเหมือนกันว่าทำไม? ทั้งๆ ที่กฎระเบียบการพักแรมในพื้นที่อุทยานฯน่าจะเป็นสากลเหมือนกันทุกอุทยานฯ และที่สำคัญทำเลสวยๆ น่าจะเหลือไว้ในนักท่องเที่ยวที่กางเต็นท์ส่วนตัวบ้างนะครับ


รัฐศักดิ์ พลสิงห์

กยท.จับมือองค์การสวนสัตว์ฯ พัฒนาธุรกิจ-งานวิจัยเพิ่มการใช้ผลิตภัณฑ์ยาง #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/545427

กยท.จับมือองค์การสวนสัตว์ฯ พัฒนาธุรกิจ-งานวิจัยเพิ่มการใช้ผลิตภัณฑ์ยาง

วันศุกร์ ที่ 15 มกราคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

นางณพรัตน์ วิชิตชลชัย รองผู้ว่าการการยางแห่งประเทศไทย ด้านธุรกิจ เปิดเผยว่า การยางแห่งประเทศไทย(กยท.)ร่วมกับองค์การสวนสัตว์แห่งประเทศไทย ด้านส่งเสริมพัฒนาธุรกิจและงานวิจัย เน้นสร้างนวัตกรรมยางใช้ในกิจการสวนสัตว์ เป็นส่วนหนึ่งเพิ่มปริมาณใช้ยางพาราในประเทศ ควบคู่กับการพัฒนาธุรกิจผลิตภัณฑ์ยาง เพื่อบริการประชาชน โดยทั้งสองหน่วยงานลงนามความร่วมมือ MOU ส่งเสริมการพัฒนาธุรกิจและงานวิจัยเน้นเพิ่มการใช้ผลิตภัณฑ์ยางในกิจการของสวนสัตว์ เพื่อให้เกิดการพัฒนาผลิตภัณฑ์และนวัตกรรมด้านยางพารา สนับสนุนการดำเนินงานและเป็นประโยชน์ต่อกิจการขององค์การสวนสัตว์ อาทิ ทำเฝือกช้างจากยางพารา นอกจากนี้ ยังสนับสนุนส่งเสริมศักยภาพการพัฒนาธุรกิจร่วมกัน

ด้านดร.สมิทธิ ดารากร ณ อยุธยา กรรมการองค์การสวนสัตว์แห่งประเทศไทย รักษาการแทน ผู้อำนวยการองค์การสวนสัตว์แห่งประเทศไทย กล่าวว่า การลงนามบันทึกความร่วมมือครั้งนี้ นอกจากหน่วยงานทั้งสองตกลงความร่วมมือ ด้านส่งเสริมการพัฒนาธุรกิจและการดำเนินงานด้านวิจัย เพื่อบริการแก่ประชาชน รวมทั้งส่งเสริมการดำเนินงานตามภารกิจให้เกิดประสิทธิภาพเพื่อประโยชน์ร่วมกันแล้ว ยังเพิ่มพื้นที่เผยแพร่เพิ่มช่องทางจำหน่ายสินค้าผลิตภัณฑ์ยางและสินค้าบริการ ผ่านสถานที่ตั้งขององค์การสวนสัตว์ฯ ในพื้นที่ต่างๆ ทั้งสวนสัตว์เขาเขียว สวนสัตว์สงขลาสวนสัตว์ขอนแก่น หวังให้เป็นที่รู้จักทั่วถึงมากขึ้น

ส.ป.ก.ทุ่มงบ75ล้าน พัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน61โครงการ เพิ่มศักยภาพเขตปฏิรูปที่ดิน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/545335

ส.ป.ก.ทุ่มงบ75ล้าน พัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน61โครงการ เพิ่มศักยภาพเขตปฏิรูปที่ดิน

ส.ป.ก.ทุ่มงบ75ล้าน พัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน61โครงการ เพิ่มศักยภาพเขตปฏิรูปที่ดิน

วันพฤหัสบดี ที่ 14 มกราคม พ.ศ. 2564, 13.53 น.

เมื่อวันที่ 14 มกราคม 2564 นายวิณะโรจน์ ทรัพย์ส่งสุข เลขาธิการสำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (ส.ป.ก.) เป็นประธานในการประชุมคณะอนุกรรมการโครงการและการเงินกองทุนการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (อกก.คง.) ครั้งที่ 1 / 2564 ที่ สปก.

โดย นายวิณะโรจน์ เปิดเผยว่า ที่ประชุมได้อนุมัติค่าใช้จ่ายสำหรับพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานภายในเขตปฏิรูปที่ดิน และพื้นที่ คทช.วงเงินรวมกว่า 75 ล้านบาท ซึ่งโครงการที่ได้รับอนุมัติงบประมาณสนับสนุนเงินกองทุนการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมนั้น เป็นโครงการพัฒนาโครงสร้างขั้นพื้นฐานภายในเขตปฏิรูปที่ดิน ซึ่งได้จัดเกษตรกรเข้าทำประโยชน์ในพื้นที่แล้ว นอกจากภารกิจหลักในการจัดที่ดิน ส.ป.ก.ยังมีอีกหนึ่งพันธกิจในการเพิ่มศักยภาพให้กับพื้นที่เกษตรกรรมในการประชุมครั้งนี้ คณะอนุกรรมการฯ ได้พิจารณาอนุมัติและเห็นชอบโครงการต่างๆ ประกอบไปด้วย

1.อนุมัติโครงการและใช้เงินกองทุนการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม เพื่อเป็นค่าใช้จ่ายในการก่อสร้างถนนสายหลักผิวจราจรหินคลุกในแปลงเกษตรกรรม ในแปลงบริษัท เขาพนมแพลนเตชั่น จำกัด ต.เขาพนม อ.เขาพนม จ.กระบี่ จำนวน 1 สาย ระยะทาง 3.955 กิโลเมตร เป็นเงิน 4,440,000 บาท

2.เห็นชอบโครงการและใช้เงินกองทุนการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม เพื่อนำเสนอที่ประชุม คณะกรรมการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (คปก.) พิจารณาอนุมัติค่าใช้จ่ายสำหรับโครงการก่อสร้างบ่อบาดาลและระบบสูบน้ำโซล่าร์เซลล์เพื่อการเกษตรในเขตปฏิรูปที่ดิน (ครั้งที่ 2) จำนวน 61 โครงการ ในพื้นที่ 18 จังหวัด รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 71,235,110 บาท

ทั้งนี้ การอนุมัติการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานดังกล่าว เป็นการพัฒนาและยกระดับคุณภาพชีวิตให้กับเกษตรกรในเขตปฏิรูปที่ดิน ให้สามารถอยู่ในพื้นที่ได้อย่างมีความสุข ซึ่ง ส.ป.ก.จะเร่งรัดดำเนินการโครงการข้างต้นให้แล้วเสร็จอย่างรวดเร็วที่สุด เพื่ออำนวยความสะดวกทั้งในด้านการคมนาคม ตลอดจนเพิ่มศักยภาพพื้นที่ มีแหล่งน้ำเพื่อใช้ในการอุปโภคบริโภคและภาคการเกษตรอย่างทั่วถึงและเพียงพอ รวมทั้งเพื่อให้การดำเนินงานและกิจกรรมต่างๆ ของเกษตรดำเนินไปได้อย่างต่อเนื่อง มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้นต่อไป

สศท.2ชูแนวทางพัฒนาสินค้าเกษตรGI ‘ทุเรียนหลงลับแล’ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/545214

สศท.2ชูแนวทางพัฒนาสินค้าเกษตรGI‘ทุเรียนหลงลับแล’

วันพฤหัสบดี ที่ 14 มกราคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

นายประเสริฐศักดิ์ แสงสัทธา ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรที่ 2 (สศท.2พิษณุโลก) เปิดเผยว่า ทุเรียนหลงลับแลของจังหวัดอุตรดิตถ์ เป็นหนึ่งในสินค้าเกษตรที่ได้รับการขึ้นทะเบียนสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (GeographicalIndication : GI) จากกรมทรัพย์สินทางปัญญา กระทรวงพาณิชย์ เมื่อวันที่ 13 มิถุนายน 2555 ทุเรียนหลงลับแลของจังหวัดอุตรดิตถ์มีศักยภาพและโอกาสทางการตลาดสูง โดยทุเรียนหลงลับแลมีลักษณะเด่น คือ มีผลทรงกลม หรือกลมรี ขนาดเล็ก เปลือกบาง เนื้อมาก สีเหลืองเข้ม เนื้อแห้งละเอียดเหนียว มีกลิ่นอ่อน รสชาติหวานมัน เมล็ดลีบเล็ก จุดกำเนิดของทุเรียนหลงลับแลอุตรดิตถ์มาจากทุเรียนสายพันธุ์พื้นเมืองที่มีความพิเศษแตกต่างจากทุเรียนพื้นเมืองทั่วไป คือ เป็นทุเรียนที่มีรสชาติดีเมล็ดลีบ ซึ่งภายหลังจากส่งเข้าประกวดทุเรียนและได้รับรางวัลยอดเยี่ยม เกษตรกรจึงได้รับการส่งเสริมให้ปลูกและขยายพันธุ์มาอย่างต่อเนื่อง ช่วยเพิ่มมูลค่าให้กับสินค้าและภูมิปัญญาท้องถิ่น พร้อมช่วยเพิ่มช่องทางการจำหน่ายมากยิ่งขึ้น

สศท.2 ศึกษาแนวทางการพัฒนาทุเรียนหลงลับแล จังหวัดอุตรดิตถ์ ที่ได้รับการรับรองสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ โดยผลการศึกษา พบว่า ปัจจุบันจังหวัดอุตรดิตถ์มีเนื้อที่เพาะปลูกทุเรียนหลงลับแล ที่ได้รับการขึ้นทะเบียน GI จำนวน 2,612 ไร่ปริมาณผลผลิตรวม 1,400 ตัน แหล่งผลิตสำคัญอยู่ที่อำเภอเมือง อำเภอลับแล และอำเภอท่าปลา เนื่องจากสภาพดินระบายน้ำได้ดี มีอินทรีย์วัตถุตามไหล่เขา และเป็นพื้นที่ลาดเอียง มีสภาพอากาศที่เหมาะสม ส่งผลให้มีการสะสมพลังงานในรูปของสารประกอบคาร์โบไฮเดรตมาก ซึ่งเหมาะสมต่อการเจริญเติบโตของทุเรียนหลงลับแลเป็นอย่างมาก สำหรับต้นทุนการผลิตเฉลี่ย 46,306 บาท/ไร่ (เริ่มให้ผลผลิตในปีที่ 6 – 7 และสามารถเก็บเกี่ยวได้ประมาณ 25 – 30 ปี) นิยมปลูกในช่วงต้นฤดูฝน ระยะเวลาการเก็บเกี่ยวอยู่ในช่วงเดือนพฤษภาคมถึงสิงหาคมของทุกปี โดยเกษตรกรจะทำการเก็บเกี่ยวเมื่อผลทุเรียนแก่จัด ซึ่งนับตั้งแต่วันดอกบานไปประมาณ 105 – 110 วัน ให้ผลผลิตเฉลี่ย 1,253 กก./ไร่ ผลตอบแทนเฉลี่ย 324,466 บาท/ไร่ คิดเป็นผลตอบแทนสุทธิ (กำไร) เฉลี่ย 278,160 บาท/ไร่ราคาที่เกษตรกรขายได้ (เกรดคละ) เฉลี่ย 259 บาท/กก.

หากมองถึงสถานการณ์ตลาด พบว่า ผลผลิตส่วนใหญ่ร้อยละ 60 เกษตรกรจำหน่ายให้กับผู้ประกอบการรับซื้อ (ล้ง) ในจังหวัดอุตรดิตถ์ มีเพียงบางส่วนที่จำหน่ายให้แก่พ่อค้ารับซื้อทั่วไปจากต่างจังหวัด เพื่อนำไปจำหน่ายผ่านหน้าร้าน ส่วนอีกร้อยละ 40 จำหน่ายผ่านช่องทางออนไลน์ เช่น เว็บไซต์ facebook ให้แก่ผู้บริโภคโดยตรง โดยจัดส่งสินค้าผ่านหลายช่องทาง เช่น ไปรษณีย์ไทย KerryExpress ปัจจุบันทุเรียนหลงลับแลพึ่งพาตลาดภายในประเทศเป็นหลัก สำหรับทิศทางตลาดในอนาคตคาดว่า จะมีการขยายเนื้อที่เพาะปลูก เนื่องจากปัจจุบันปริมาณผลผลิตไม่พอความต้องการของตลาดที่มีแนวโน้มสูงขึ้น

ผู้อำนวยการ สศท.2 กล่าวต่อไปว่า สำหรับแนวทางการพัฒนาเพื่อยกระดับทุเรียนหลงลับแล GI ของจังหวัดอุตรดิตถ์ จะเน้น 4 แนวทาง ได้แก่ แนวทางกลยุทธ์เชิงรุก โดยเชื่อมโยงเครือข่ายพันธมิตรสินค้า GI ผู้ประกอบการธุรกิจห้องเย็นเพื่อเก็บสต๊อกสินค้าจากเครือข่ายภาครัฐ เอกชน สถาบันการศึกษา และส่งเสริมการตลาด แนวทางกลยุทธ์เชิงแก้ไข สนับสนุนการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานทางการเกษตร เช่น ระบบส่งน้ำ ระบบประปาบนพื้นที่สูง การพัฒนากระบวนการผลิตด้วยภูมิปัญญาท้องถิ่นเพื่ออนุรักษ์และสร้างมูลค่าเพิ่มสู่การท่องเที่ยวเชิงเกษตร และพัฒนานวัตกรรมการเก็บเกี่ยวผลผลิตบนพื้นที่สูง แนวทางกลยุทธ์เชิงป้องกัน สร้างองค์กรภาคีเครือข่าย สนับสนุนองค์ความรู้การพัฒนาสินค้า GI และ Stakeholdersเพื่อพัฒนาระบบตลาด ส่งเสริมการสร้างชุมชนสินค้าGI ต้นแบบ และแนวทางกลยุทธ์เชิงรับ กำหนดมาตรฐานการพัฒนาคุณภาพเพื่อรักษาชื่อเสียงและภาพลักษณ์สินค้า GI พัฒนาระบบการจัดเก็บข้อมูลการผลิตและการบริหารจัดการตลอดห่วงโซ่อุปทาน

ทั้งนี้ ผลการศึกษาวิจัยแนวทางการพัฒนาทุเรียนหลงลับแล GI ดังกล่าวสามารถนำไปเป็นข้อมูลประกอบการพิจารณาจัดทำแผนงานโครงการเพื่อพัฒนาและยกระดับคุณภาพทุเรียนหลงลับแล GI ให้ได้มาตรฐาน สอดคล้องกับความต้องการของผู้บริโภค และพัฒนาสู่การส่งออกไปยังตลาดต่างประเทศ รวมถึงเพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจให้แก่จังหวัดอุตรดิตถ์ ได้ในระยะยาว หากท่านสนใจผลการศึกษาเพิ่มเติม สามารถสอบถามได้ที่ สศท.2 โทร. 0-5532-2650 และ 0-5532-2658 หรือ อีเมล์ zone2@oae.go.th

ก.เกษตรฯหนุนประกันภัยโคนมเสริมความมั่นคง #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/545212

ก.เกษตรฯหนุนประกันภัยโคนมเสริมความมั่นคง

วันพฤหัสบดี ที่ 14 มกราคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

นายประภัตร โพธสุธน รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวว่า นโยบายด้านการประกันภัยภาคเกษตรเป็นนโยบายสำคัญภายใต้การนำของพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเป็นการบริหารจัดการความเสี่ยงให้เกษตรกรทุกสาขาอาชีพ ปัจจุบันรัฐบาลมีเครื่องมือช่วยเหลือในยามฉุกเฉินแต่ก็ไม่เพียงพอกับความเสี่ยงที่เกิดขึ้นดังนั้น กระทรวงเกษตรฯจึงสนับสนุนให้มีการประกันภัยที่เป็นธรรม เป็นประโยชน์ต่อเกษตรกรโดยแท้จริง สำหรับการดำเนินงานที่ผ่านมา ตนในฐานะกำกับดูแลกรมปศุสัตว์ มอบหมายให้กรมปศุสัตว์ประสานทุกภาคส่วน เพื่อตอบสนองนโยบายดังกล่าว โดยในส่วนที่ทำไปแล้วและกำลังได้รับความสนใจขณะนี้คือ “โคขุน” ตามโครงการส่งเสริมการเลี้ยงสัตว์และกิจการที่เกี่ยวเนื่องภายใต้บันทึกความร่วมมือระหว่างกรมปศุสัตว์ กับธ.ก.ส. (โคขุนกู้วิกฤติ COVID-19) ที่ได้ผลักดันเรื่องการประกันภัยโคขุน เพื่อลดความเสี่ยงให้เกษตรกร ดังนั้น กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยกรมปศุสัตว์ จึงได้หารือร่วมกับผู้แทนฟาร์มโคนม และบริษัท อาคเนย์ประกันภัยจำกัด เพื่อหาแนวทางร่วมกันเพื่อเป็นการช่วยเหลือดูแลเกษตรกรที่มีอาชีพเลี้ยงสัตว์ โดยเฉพาะผู้เลี้ยงโคนม ทำอย่างไรไม่ให้รับความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้น

นายประภัตร กล่าวเพิ่มเติมว่า กระทรวงเกษตรฯ ได้รับความร่วมมืออย่างดีจากภาคธุรกิจประกันภัย ในการดำเนินโครงการ “ประกันภัยโคนม” เพื่อร่วมบรรเทาความเดือดร้อนของเกษตรกร พร้อมยกระดับมาตรฐานธุรกิจโคนมในประเทศไทย ในฐานะสัตว์เศรษฐกิจที่สำคัญและเป็นการยกระดับคุณภาพชีวิตเกษตรกรให้มีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น ขณะเดียวกัน ยังได้มอบแนวทางให้กับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ในการเร่งช่วยเหลือเกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้งซึ่งขณะนี้ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์การแพร่เชื้อโควิด-19 รวมไปถึงเกษตรกรผู้เลี้ยงสัตว์ปีก และหมู เนื่องจากมีความเสี่ยงสูง ซึ่งประกันภัยจะช่วยลดความเสี่ยงให้กับเกษตรกร โดยได้มอบหมายให้หน่วยงานศึกษารายละเอียดต่อไป

นายประภัตร กล่าวต่อไปว่า สำหรับสถานการณ์การเลี้ยงโคนมของประเทศไทยในปัจจุบัน ปี 2563 ประเทศไทยมีเกษตรกรผู้เลี้ยงโคนมจำนวน 20,174 ราย ผ่านมาตรฐานการปฏิบัติทางการเกษตรที่ดี (ฟาร์มโคนม GAP) 6,475 ฟาร์ม จำนวนโคนม 707,236 ตัว โดยเป็นแม่โครีดนม 320,613 ตัว ปริมาณน้ำนมดิบที่มีการทำข้อตกลงการซื้อขาย (MOU) ระหว่างศูนย์รวมนมและผู้ประกอบการจำนวน 3,547 ตัน/วัน ทั้งนี้ 1,000 ตัน ใช้ภายใต้โครงการ “อาหารเสริม (นม) โรงเรียน” ปริมาณนมส่วนที่เหลือเป็นนมพาณิชย์ที่แปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์นมให้คนไทยได้บริโภค นอกจากนี้ การจัดทำ MOU เป็นการสร้างความมั่นใจให้กับเกษตรกรผู้เลี้ยงโคนมในประเทศ และเป็นอาชีพพระราชทานของในหลวงรัชกาลที่ 9ตลอดจนภาคอุตสาหกรรมการเลี้ยงโคนมของไทยนับเป็นอันดับ 1 ในภูมิภาคอาเซียน อีกด้วย

สำหรับความคุ้มครองที่เกษตรจะได้รับจากการทำประกันภัยโคนม ประกอบด้วย ความคุ้มครองที่เกิดจากการเจ็บป่วยของโคนม, ความคุ้มครองการตายจากการบาดเจ็บโดยอุบัติเหตุ, ความคุ้มครองการตายจากภัย เช่น ไฟไหม้ ฟ้าผ่า น้ำท่วม ลมพายุ ที่ได้รับการรับรองจากสัตวแพทย์ โดยเกษตรกรที่ซื้อประกันภัยโคนมในโครงการจะได้รับค่าสินไหมทดแทนประมาณ 30,000 บาทต่อตัว (เงื่อนไขตามกรมธรรม์)

ซอกแซกอาเซียน : 14 มกราคม 2564 #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/545215

ซอกแซกอาเซียน : 14 มกราคม 2564

ซอกแซกอาเซียน : 14 มกราคม 2564

วันพฤหัสบดี ที่ 14 มกราคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

ฉบับที่แล้วผมทิ้งท้ายขอต่อความยาวในเรื่องข้าวๆ เพื่อเสนอไอเดียรวมทั้งสร้างการรับรู้และความเข้าใจต่อสาธารณชน โฟกัสไปที่สาเหตุที่ทำให้ผลผลิตเฉลี่ยข้าวไทยต่ำกว่าเพื่อนบ้าน และแนวคิดการตั้งชื่อพันธุ์ข้าวหอมมะลิ ทั้งนี้ ก็เพื่อหวังจะให้เกิดประโยชน์สำหรับผู้สนใจ หรือผู้เกี่ยวข้องในอันที่จะยกเอาไอเดียที่กล่าวมาพิจารณาเพื่อสร้างประโยชน์ให้แก่ทุกฝ่าย โดยเฉพาะอย่างยิ่งชาวนาไทย หลายท่านยังไม่เคยอ่าน หากสนใจก็ลองไปค้นหาดูในเว็บไซต์หนังสือพิมพ์แนวหน้าครับ

ผมขออนุญาตมาต่อความยาวสาวความยืดเรื่องข้าว ในประเด็นต่อมา คือ เรื่องของการควบคุมหรือการรับรองพันธุ์ข้าวครับ แต่ก่อนที่จะเขียนต่อไป ขอทำความเข้าใจท่านผู้อ่านเพื่อความชัดเจนแจ่มแจ้งและเข้าใจตรงกันก่อนสักนิดว่า คำว่า “พันธุ์” หมายถึง ชื่ออันเป็นนามธรรมของชนิดพันธุ์ข้าวที่เราใช้เรียกกัน ตรงกับภาษาอังกฤษว่า variety เช่น ข้าวพันธุ์ขาวดอกมะลิ 105, พันธุ์ปทุมธานี 1, พันธุ์ กข43 อันนี้ย่อมแตกต่างจาก คำว่า “เมล็ดพันธุ์”หรือ seed ซึ่งมีลักษณะทางรูปธรรม คือตัวเมล็ดข้าวเปลือกที่ใช้นำไปปลูกขยายพันธุ์ ชาวนาทั่วไปอาจเรียกว่า “ข้าวปลูก” ทั้งนี้ เนื่องจากมักมีการใช้คำว่า “พันธุ์” กับ “เมล็ดพันธุ์” อย่างสลับสับสนปะปนไปมา จนกระทั่งได้สร้างความเข้าใจผิดหรือผิดใจกันอยู่เสมอๆ

ใครที่พอจำได้เมื่อสักสองสามปีที่ผ่านมาสภานิติบัญญัติแห่งชาติ ได้เตรียมที่จะออกกฎหมายฉบับหนึ่ง มีบทบัญญัติหลายอย่างเกี่ยวกับข้าว และก็มีบทหนึ่งที่ต้องการสร้างกฎเกณฑ์และมาตรฐานใหม่ให้กับ “พันธุ์ข้าว” (ไม่ใช่เมล็ดพันธุ์นะครับ) ที่เลือกเอามาปลูกในนา คือเห็นสมควรที่จะให้มีการควบคุม “พันธุ์ข้าว” โดยมองว่าปัจจุบันเรามีแต่กฎหมายควบคุม “เมล็ดพันธุ์” (ซึ่งเป็นเรื่องของการควบคุมเมล็ดพันธุ์ให้มีคุณภาพบริสุทธิ์ตรงตามมาตรฐาน ความงอกดี) และมีกฎหมายคุ้มครอง “พันธุ์” (ซึ่งเป็นเรื่องของสิทธิบัตรคุ้มครองความเป็นเจ้าของให้แก่ผู้คิดค้นพันธุ์พืชใหม่) แต่ทว่าในเรื่องของการควบคุมชนิดพันธุ์ข้าวที่ใช้ปลูกนั้น ยังไม่มี จะมีก็เพียงระเบียบกรมการข้าวใช้เพื่อการรับรองพันธุ์ข้าวตามความสมัครใจ หมายถึง ถ้าใครหรือหน่วยงานใดก็ตามที่ค้นคว้าวิจัยพันธุ์ข้าวชนิดใหม่ได้ และประสงค์จะให้พันธุ์ข้าวนั้น ได้รับการรับรองพันธุ์ ก็สามารถมายื่นขอรับรองพันธุ์ข้าวใหม่นั้นได้ที่กรมการข้าว โดยมีถ้ามีคุณสมบัติครบถ้วนและผ่านกระบวนการพิสูจน์ทดลองตามวิธีการที่กำหนดจนพบว่าได้มาตรฐานแล้ว พันธุ์ข้าวพันธุ์ใหม่นั้นก็จะได้รับการรับรอง ซึ่งกรมการข้าวจะมีการจดบันทึกไว้ในทะเบียน และออกใบประกาศนียบัตรให้ การรับรองที่ว่านี้ถือว่าเป็นการควบคุมพันธุ์ข้าวไปในตัว แต่กระนั้น ผู้ที่คิดค้นพันธุ์ข้าวดังกล่าว หากไม่ประสงค์จะขอรับรองพันธุ์ตามระเบียบดังกล่าว ก็ไม่มีการบังคับให้ต้องนำพันธุ์ข้าวนั้นมาผ่านการรับรองแต่ประการใด สามารถนำพันธุ์ข้าวออกไปผลิตเมล็ดพันธุ์ปลูกหรือขายได้เลยตามใจชอบ

ประเด็นการรับรองพันธุ์ข้าวนี้ ฝ่ายที่ต้องการควบคุมได้เสนอให้กำหนดไว้ในกฎหมายที่กำลังยกร่างเลยว่า พันธุ์ข้าวที่คิดค้นได้มาใหม่นั้น ต้องนำมาผ่านการรับรองพันธุ์ข้าวโดยกรมการข้าวก่อน จึงจะสามารถนำออกไปผลิตเมล็ดพันธุ์เพื่อจำหน่ายเชิงการค้าให้ชาวนานำไปปลูกได้ ทั้งนี้ โดยมีเหตุผลสนับสนุน คือข้าวพันธุ์ต่างๆ ที่พัฒนาขึ้นใหม่ หากปราศจากการศึกษาตรวจสอบจัดทำรายละเอียดในทุกด้าน เช่น พ่อแม่พันธุ์ แหล่งที่มา และมีการปลูกทดลองดูถึงคุณสมบัติต่างๆ ทั้งดีและไม่ดี ก็จะทำให้ขาดข้อมูลพันธุ์ข้าวทั้งในส่วนของประวัติสายพันธุ์ พฤติกรรมทางชีววิทยา และอื่นๆ เสี่ยงที่จะนำไปสู่ปัญหาการปะปนพันธุ์ ความไม่สม่ำเสมอของผลผลิต การระบาดของโรคแมลง ข้าววัชพืช/ข้าวเมล็ดสั้น จนอาจมีผลต่อความบริสุทธิ์ของสายพันธุ์ที่ดีและคงที่ แต่ฝ่ายไม่เห็นด้วยก็คัดค้านว่าการค้นคว้าวิจัยพัฒนาพันธุ์ข้าวไทยควรเป็นอิสระ จะช่วยให้ประเทศไทยมีพันธุ์ข้าวใหม่ๆ ได้มากขึ้น พันธุ์ข้าวใดไม่ดีจริงหรือตลาดไม่ต้องการก็จะค่อยๆ หายไปเอง การควบคุมอาจทำให้เกิดการผูกขาดขายพันธุ์ข้าวโดยบริษัทยักษ์ใหญ่ ฟังเหตุผลดูแล้วก็น่าติดตามอยู่คงต้องขยายความต่อคราวหน้าละครับ

ชาญพิทยา ฉิมพาลี

chanpithya@apterr.org