ส่องเกษตร : เกษตรมูลค่าสูง #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/546579

ส่องเกษตร : เกษตรมูลค่าสูง

วันพุธ ที่ 20 มกราคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

ในสถานการณ์ของการควบคุมการระบาดของเชื้อไวรัส COVID-19 ผมเห็นรถบรรทุกตระเวนขายสินค้าจำพวกอาหารไปตามแหล่งชุมชนต่างๆ มากขึ้น ซึ่งช่วงนี้รถเร่ขายส้มจะมีมาให้เห็นมากเป็นพิเศษ โดยเฉพาะอย่างยิ่งส้มสายน้ำผึ้ง มีตั้งแต่ 3 กิโลกรัม 100 บาท 4 กิโลกรัม 100 บาท หลายไซส์ หลายขนาดขณะเดียวกันยังมีส้มอีกบางประเภทที่มีราคาต่างไปจากส้มที่กล่าวถึง วางขายตามแผงผลไม้ข้างทาง หรือ แม้แต่ตามรถเร่เหล่านั้น เมื่อสอบถามว่าทำไมส้มเหล่านี้ราคาแพงกว่า มีทั้ง 3 กิโลกรัม 200 บาท หรือ กิโลกรัมละ 70-90 บาท ได้ความว่าส้มเหล่านี้ เป็นส้มโชกุนจากจังหวัดยะลาจึงมีราคาแตกต่างจากส้มสายน้ำผึ้งของจังหวัดเชียงใหม่

ย้อนไปเมื่อตอนที่ผมไปเมืองน่าน ซึ่งเป็นพื้นที่แหล่งต้นน้ำลำธาร และกลายเป็นแหล่งปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ในปัจจุบัน ในอดีตนั้นผลไม้ที่ขึ้นชื่อของเมืองน่านแต่ดั้งเดิม คือ ส้ม ผมพยายามหาแหล่งส้มน่านที่ยังหลงเหลืออยู่ในปัจจุบันก็ยังหาไม่พบ พรรคพวกแวะซื้อส้มจากตลาดในเมืองน่านมารับประทาน แม่ค้าก็บอกว่าเป็นส้มสายน้ำผึ้งจากเชียงใหม่ เมื่อผมกลับเข้ามาในกรุงเทพฯ ส้มสายน้ำผึ้งจากเชียงใหม่ก็ตามมาเช่นกัน ในราคาที่ไม่แพงเลย เมื่อเทียบกับคุณภาพและรสชาติ เป็นช่วงเวลาแห่งความสุขของคนรักส้มอย่างแท้จริง แต่คงเป็นช่วงเวลาที่ไม่ค่อยดีนักสำหรับคนปลูกส้มหากเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อน ปีนี้นับว่าส้มสายน้ำผึ้งราคาตกต่ำลงมามากจนน่าใจหาย ราคาที่ผู้บริโภคจ่ายยังถูกขนาดนี้ไม่อยากคิดว่าราคาต้นทางที่คนปลูกส้มได้รับจะเป็นราคาเท่าใด คุ้มค่ากับการลงทุนหรือไม่ยิ่งเป็นไม้ผล ยิ่งต้องใช้ระยะเวลาและต้นทุนในการดูแลรักษามากเป็นพิเศษ

สาเหตุหนึ่งที่ช่วงเวลานี้เป็นช่วงเวลาที่ส้มสายน้ำผึ้งออกสู่ตลาดเป็นจำนวนมาก เนื่องจากปกติในช่วงตรุษจีน ความต้องการส้มจะเพิ่มมากขึ้นเป็นพิเศษ ชาวสวนส้มจึงพยายามทำให้ผลผลิตออกมาในช่วงเวลาดังกล่าวสำหรับปีนี้จะด้วยสภาพดินฟ้าอากาศมีความเหมาะสมหรืออย่างไร ผลผลิตจึงออกมาก่อนช่วงเวลาตรุษจีนเป็นจำนวนมาก ดังนั้นเมื่อความต้องการขายมากกว่าความต้องการซื้อ ราคาจึงลดต่ำลงเป็นธรรมดาของกลไกการตลาด

เมื่อพิจารณาถึงแผนปฏิรูปประเทศด้านเศรษฐกิจที่ภาคเกษตรเป็นส่วนหนึ่งของแผนดังกล่าว โดยเฉพาะอย่างยิ่ง แผนปฏิรูปประเทศฉบับปรับปรุงหลังจากประเทศได้รับผลกระทบจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัส COVID-19 โดยกำหนดให้ใช้แผนฉบับปรับปรุงดังกล่าวในช่วงปี 2564-2565 มีประเด็นที่น่าเป็นห่วงและสอดคล้องกับสิ่งที่ผมที่พบเห็นกรณีส้มราคาถูกที่กล่าวถึง เพราะส้มไม่ใช่อาหารพื้นฐานเหมือนข้าวที่ต้องรับประทานทุกวัน ซึ่งส้มถูกจัดให้เป็นไม้ผลในกลุ่มพืชมูลค่าสูง ภายใต้แนวคิดการปฏิรูปประเทศให้เปลี่ยนจากการปลูกพืชเกษตรมูลค่าต่ำมาเป็นพืชเกษตรมูลค่าสูง แนวคิดดังกล่าวถ้าจะปรับพื้นที่ที่ใช้ปลูกข้าว สร้างความมั่นคงทางอาหารและรายได้ให้เกษตรกรมายาวนาน มาเป็นพืชเกษตรมูลค่าสูงเช่นส้มตามที่จัดกลุ่มไว้ ซึ่งแน่นอนว่าจะต้องลงทุนตั้งแต่วันแรกที่ปลูกจนกว่าจะถึงวันที่เก็บเกี่ยวผลผลิตได้ อย่างน้อยต้องใช้เวลา 3-4 ปี ประเด็นเรื่องทุนจึงเป็นสิ่งสำคัญมาก และเมื่อให้ผลผลิตแล้ว มาเจอกับสถานการณ์ของผลผลิตและราคาตลาดตามที่กล่าวมาข้างต้น จะเกิดอะไรขึ้นกับเกษตรกรผู้ปลูกส้มที่ต้องปรับพื้นเปลี่ยนที่ ลงทุนในการพัฒนาเป็นสวนส้ม โดยที่ไม่มีสิ่งใดเป็นหลักประกันความเสี่ยง ประเด็นของตลาด ความต้องการของผู้บริโภค ไม่ได้เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ รวมทั้งมีสินค้าอื่นๆ ที่พร้อมจะเป็นสินค้าที่ทดแทนกันได้

ดังนั้น การวางแนวทางโดยเปลี่ยนพืชเกษตรภายใต้แนวคิดเป็นเกษตรมูลค่าสูงในขณะที่ไม่สามารถกำจัดตัวแปร และความเสี่ยงต่างๆ ที่จะส่งผลกระทบต่ออาชีพของเกษตรกรได้ สุดท้ายแล้ว การปฏิรูปประเทศด้านนี้คงไม่พ้นความล้มเหลว หรือหากพอจะไปได้ก็ไม่อาจบรรลุเป้าหมายสูงสุดได้ ในส่วนตัวผมจึงเห็นว่าการเกษตรมูลค่าสูง ควรให้ความสำคัญกับการสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับสินค้าเกษตรมากกว่าการปรับเปลี่ยนชนิดพืชเท่านั้น รวมไปถึงการสร้างความมั่นใจต่อคุณภาพ มาตรฐาน และความปลอดภัยของสินค้าเกษตร ตลอดจนสร้างสมดุลระหว่าง Demand และ Supply ซึ่งคงไม่มีใครสามารถให้คำตอบที่แน่ชัดได้ในประเด็นความสมดุลของ demand และ Supply ที่สุดแล้วคงไม่แคล้วเกินภาวะ Supply ล้นในบางช่วงเวลาเช่นเดิม ขึ้นกับว่าจะมีความสามารถในการบริหารจัดการอย่างไรให้เกิดผลกระทบน้อยที่สุด

สมชาย ชาญณรงค์กุล

เร่งฟื้นฟูสวนไม้ผลภาคใต้หลังน้ำท่วม #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/546580

เร่งฟื้นฟูสวนไม้ผลภาคใต้หลังน้ำท่วม

วันพุธ ที่ 20 มกราคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

นางกุลฤดี พัฒนะอิ่ม รองอธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตรเปิดเผยว่า จากสถานการณ์พายุฝนที่ตกหนัก เกิดน้ำป่าไหลหลาก ปริมาณน้ำล้นตลิ่งและสูงขึ้นต่อเนื่องไหลทะลักเข้าท่วมบ้านเรือนและพื้นที่การเกษตรของประชาชนในภาคใต้ ช่วงปลายปี 2563 ที่ผ่านมา ไม่เพียงทำให้เกิดภาวะน้ำท่วมเฉพาะที่จ.นครศรีธรรมราชเท่านั้น แต่ยังส่งผลให้มีน้ำท่วมอีกหลายจังหวัด ได้แก่ ชุมพร สุราษฎร์ธานี พัทลุง ตรัง สงขลา ยะลา ปัตตานี และนราธิวาส เป็นต้น ดร.เฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ห่วงใยเกษตรกรในภาคใต้ จึงสั่งการให้หน่วยงานสังกัดกระทรวงเกษตรฯ ติดตามสถานการณ์ และให้ความช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยภาคใต้อย่างเร่งด่วน

โดยกรมส่งเสริมการเกษตรมอบหมายเจ้าหน้าที่ในพื้นที่ ทั้งสำนักงานส่งเสริมและพัฒนาการเกษตรที่ 5 จังหวัดสงขลา สำนักงานเกษตรจังหวัด และสำนักงานเกษตรอำเภอออกสำรวจพืชและพื้นที่เกษตรที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัยดังกล่าว รวมถึงสนับสนุนพันธุ์พืชผักเพื่อสร้างแหล่งอาหารภายในครัวเรือนและสร้างรายได้หลังน้ำลด ตลอดจนสนับสนุนปัจจัยการผลิตอื่นๆ เพื่อใช้ในการฟื้นฟูสภาพพื้นที่ บรรเทาความเดือดร้อนในเบื้องต้นแก่เกษตรกร พร้อมให้คำแนะนำ ฟื้นฟู การดูแลรักษาพืชแก่เกษตรกรโดยเฉพาะสวนไม้ผลในช่วงฤดูฝนที่เกิดน้ำท่วมขัง จนกระทั่งหลังน้ำลดให้กลับคืนสู่สภาวะเดิมโดยเร็ว โดย

1. จัดการสวนไม้ผลควรตัดแต่งกิ่งที่อาจหักได้ง่าย เพราะหากปล่อยให้มีกิ่งก้านหนาทึบเกินไป จะทำให้กิ่งไม้หักหล่นลงมาสร้างความเสียหายแก่ทรัพย์สินบ้านเรือนหรือร่างกายได้ 2. การจัดการสวนไม้ผลระหว่างน้ำท่วมขัง ควรเร่งระบายน้ำออกจากสวนไม้ผลเพื่อกู้สวน การเสริมคันดินรอบสวนให้มีความสูงและความแข็งแรง สามารถป้องกันและต้านทานน้ำจากภายนอกที่อาจท่วมล้นเข้าสวนได้ โดยให้ยกขอบแปลงเป็นคันดินสูงกว่าระดับน้ำที่เคยท่วมไม่ต่ำกว่า 50 เซนติเมตร

3.พยุงต้นไม้ผลที่เอนหรือล้ม ไม้ผลแต่ละชนิดมีความทนทานต่อน้ำท่วมขังต่างกัน หากน้ำท่วมขังเป็นเวลานานจะล้มได้ง่าย เนื่องจากพื้นดินอ่อนตัว สำหรับต้นไม้ที่อยู่ใกล้บริเวณทางน้ำไหล ดินอาจถูกน้ำกัดเซาะออกไปได้ ส่วนต้นไม้ขนาดใหญ่เมื่อถูกน้ำท่วมขังนาน รากจะเน่าเพราะไม่มีอากาศหายใจและมีเชื้อโรคเข้าทำลาย 4. การจัดการสวนไม้ผลหลังน้ำลดตัดแต่งกิ่งพร้อมกับการฟื้นฟูความสมบูรณ์ให้แก่ต้น เมื่อดินเริ่มแห้ง ตัดแต่งกิ่ง เอาใบแก่ กิ่งที่ฉีกหัก เหี่ยวเฉา และกิ่งที่อยู่ภายในทรงพุ่มไม่ได้รับแสงแดดออก และตัดกิ่งขนาดใหญ่ออกบ้างเพื่อลดแรงปะทะจากลมให้ทรงพุ่มโปร่ง ลดการคายน้ำของพืช และเร่งให้พืชแตกใบใหม่เร็วขึ้น

นอกจากนี้ ควรช่วยให้ไม้ผลฟื้นตัวเร็วขึ้นด้วยการฉีดพ่นปุ๋ยทางใบ เนื่องจากระบบรากยังไม่สามารถดูดน้ำและธาตุอาหารจากดินได้ตามปกติ อาจใช้ปุ๋ยน้ำสูตร 12-12-12 หรือ 12-9-6 หรือปุ๋ยเกล็ดสูตร 21-21-21หรือ 16-21-27 ละลายน้ำฉีดพ่น สวนไม้ผลที่ถูกน้ำท่วมนานหลังน้ำลดมักเกิดปัญหาโรครากเน่า โคนเน่า ควรป้องกันรักษาด้วยการราด หรือทาโคนต้นด้วยสารเคมีป้องกันเชื้อรา หรือใช้สารชีวภัณฑ์ เช่น ไตรโคเดอร์มาหรือปรับปรุงสภาพดินด้วยการโรยปูนขาว หรือโดโลไมท์

สำหรับพื้นที่ใดประกาศเขตให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติ (กรณีเหตุอุทกภัย) จะได้รับการช่วยเหลือภายใน 90 วัน โดยยึดหลักตามระเบียบกระทรวงการคลัง

น้อมเกล้าฯถวายเมล็ดพันธุ์ข้าวพันธุ์ดีแด่กรมสมเด็จพระเทพฯ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/546583

น้อมเกล้าฯถวายเมล็ดพันธุ์ข้าวพันธุ์ดีแด่กรมสมเด็จพระเทพฯ

น้อมเกล้าฯถวายเมล็ดพันธุ์ข้าวพันธุ์ดีแด่กรมสมเด็จพระเทพฯ

วันพุธ ที่ 20 มกราคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

กรมการข้าวถวายเมล็ดพันธุ์ข้าวพันธุ์ดี จากแปลงนาสาธิตโครงการทหารพันธุ์ดีกรมพลาธิการทหารบก จ.นครราชสีมา แด่สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี

กรมการข้าว โดยศูนย์เมล็ดพันธุ์ข้าวนครราชสีมาและศูนย์วิจัยข้าวนครราชสีมา ร่วมกิจกรรมพัฒนาพื้นที่แปลงนาสาธิตตามโครงการพระราชดำริสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ภายในโครงการทหารพันธุ์ดี กรมพลาธิการทหารบก ตำบลจันทึก อำเภอปากช่อง จังหวัดนครราชสีมา ซึ่งเป็นแปลงทดลองผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวพันธุ์ดีที่เหมาะสมต่อสภาพพื้นที่เพื่อรองรับความต้องการเมล็ดพันธุ์ข้าวพันธุ์ดีสำหรับการปลูกเพื่อการบริโภคต่อไป

นางสาวนนทิชา วรรณสว่าง รองอธิบดีกรมการข้าว เปิดเผยว่า สืบเนื่องจากเมื่อวันจันทร์ที่ 5 สิงหาคม 2562 สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯสยามบรมราชกุมารี เสด็จพระราชดำเนินไปทอดพระเนตรโครงการทหารพันธุ์ดี กรมพลาธิการทหารบก ตำบลจันทึก อำเภอปากช่องจังหวัดนครราชสีมา และกรมการข้าว โดยศูนย์เมล็ดพันธุ์ข้าวนครราชสีมา เป็นหน่วยงานหนึ่งที่ได้เข้าดูแลดำเนินการทดลองปลูกข้าวเพื่อผลิตเป็นเมล็ดพันธุ์ข้าวพันธุ์ดีในฤดูกาลผลิต 2562/63ได้ดำเนินการปลูกข้าว 3 แปลงแปลงละ 1 งาน จำนวน 3 พันธุ์ ได้แก่ พันธุ์กข83 (มะลิดำหนองคาย 62)ได้ผลผลิต 200 กิโลกรัม (ผลผลิตเฉลี่ย 800 กิโลกรัมต่อไร่)พันธุ์กข69 (ทับทิมชุมแพ) ได้ผลผลิต 210 กิโลกรัม (ผลผลิตเฉลี่ย 840 กิโลกรัมต่อไร่) และข้าวไร่หอมดง ได้ผลผลิต 150 กิโลกรัม (ผลผลิตเฉลี่ย 600 กิโลกรัมต่อไร่) กรมการข้าวจึงขอพระราชทานพระราชานุญาตน้อมเกล้าฯถวายแด่สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้ากรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เพื่อทรงใช้ตามพระราชอัธยาศัยต่อไป

รองอธิบดีกรมการข้าว กล่าวว่า ผลผลิตที่เก็บเกี่ยวได้ทั้งหมดนี้กรมการข้าวนำไปวิเคราะห์คุณภาพในห้องปฏิบัติการ ณ ศูนย์เมล็ดพันธุ์ข้าวนครราชสีมา ผลการวิเคราะห์สรุปว่าเป็นเมล็ดพันธุ์ข้าวที่ผ่านตามเกณฑ์มาตรฐานการผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวของกรมการข้าว สามารถนำไปขยายผลส่งเสริมปลูกในพื้นที่ที่เหมาะสมเพื่อการบริโภคต่อไปได้ สำหรับเมล็ดพันธุ์ข้าวที่นำมาทดลองปลูกเพื่อใช้เป็นเมล็ดพันธุ์ข้าวคุณภาพดีนี้ กรมการข้าวได้พิจารณาถึงความเหมาะสมต่อสภาพพื้นที่โดยแต่ละพันธุ์มีลักษณะเด่น ดังนี้

ข้าวเจ้าพันธุ์ กข 83 (มะลิดำหนองคาย 62) เป็นพันธุ์เฉลิมพระเกียรติเนื่องในโอกาสมหามงคลพระราชพิธีบรมราชาภิเษก พุทธศักราช 2562 เป็นข้าวเจ้าดำเพื่อสุขภาพที่มีความหอม มีเยื่อหุ้มเมล็ดข้าวกล้องสีม่วงดำ ไม่ไวต่อช่วงแสง ปลูกได้ทั้งฤดูนาปีและนาปรัง อายุเก็บเกี่ยวประมาณ 130 วัน ผลผลิตเฉลี่ย 542 กิโลกรัมต่อไร่ ศักยภาพในการให้ผลผลิต 864 กิโลกรัมต่อไร่ ทรงกอตั้ง ความสูง 112 เซนติเมตร ลำต้นค่อนข้างแข็ง รวงยาว 28.9 เซนติเมตร ลักษณะรวงแน่นปานกลาง คอรวงยาว จำนวนเมล็ดดีต่อรวง 117 เมล็ด น้ำหนัก 1,000 เมล็ด 26.0 กรัม เปลือกสีดำ จัดเป็นข้าวเจ้าเมล็ดยาว รูปร่างเรียว (อัตราส่วนความยาวต่อความกว้าง 3.26)ท้องไข่น้อย คุณภาพการสีดีมาก ได้ข้าวเต็มเมล็ดและต้นข้าวร้อยละ 50.8 ปริมาณอมิโลสต่ำร้อยละ 15.3

ข้าวเจ้าพันธุ์ กข69 (ทับทิมชุมแพ)เป็นข้าวเจ้าเยื่อหุ้มเมล็ดสีแดง ไม่ไวต่อช่วงแสง ทรงต้นเตี้ย คุณภาพเมล็ดและคุณภาพการหุงต้มรับประทานดี ข้าวกล้องหุงสุกนุ่มและมีรสชาติดี มีปริมาณ
สารต้านอนุมูลอิสระฟีโนลิกและฟลาโวนอยด์สูง และฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระสูง งานวิจัยจากคณะแพทยศาสตร์มหาวิทยาลัยขอนแก่นพบว่าสามารถลดความเสี่ยงจากภาวะโรคไม่ติดต่อที่สำคัญ ได้แก่ ภาวะเบาหวานหัวใจและหลอดเลือด ความดันโลหิตสูง และมะเร็งท่อน้ำดีรวมถึงภาวะซึมเศร้าและวิตกกังวลและภาวะความจำเสื่อม กรมการข้าวได้มีมติรับรองพันธุ์เมื่อวันที่ 12 กรกฎาคม 2559สำหรับข้าวพันธุ์นี้ปลูกได้ดีในทุกภูมิภาค และก่อนที่จะได้รับการประกาศรับรองพันธุ์นั้น เป็นข้าวที่เข้าโครงการข้าวโภชนาการสูงและโครงการข้าวเพื่อตลาดเฉพาะ โดยสนับสนุนชาวนาในกลุ่มวิสาหกิจชุมชนต่างๆ หลายแห่งนำร่องในการปลูกและการตลาดในปี พ.ศ. 2558 ปัจจุบันมีการผลิต การตลาดอย่างเป็นระบบครบวงจรโดยเครือข่ายชาวนาในทุกภูมิภาค มีการพัฒนาต่อยอดเป็นผลิตภัณฑ์ต่างๆ เพื่อเพิ่มมูลค่าอยู่เสมอ อีกทั้งมีการผลิตเป็นผลิตภัณฑ์ข้าวกล้องและผลิตภัณฑ์ต่างๆ ส่งขายในตลาดต่างประเทศ

ข้าวไร่หอมดง เป็นข้าวพื้นเมืองของชาวญัฮกุร (อ่านว่า ญะ-กรุ้น) ซึ่งเป็นคนที่อาศัยบนที่สูงตามไหล่เขาหรือเนินเขาเตี้ยๆ แถบเทือกเขาพังเหย ในป่าดงจึงเรียกชื่อว่า ข้าวหอมดง เป็นข้าวไร่ที่มีคุณภาพการหุงต้มและรับประทานดี มีความนิ่ม มีกลิ่นหอม เหมาะกับการปลูกในสภาพไร่ กรมการข้าวโดยศูนย์วิจัยข้าวชุมแพ ได้ปลูกศึกษาตามโครงการคัดสายพันธุ์บริสุทธิ์ข้าวพื้นเมืองเพื่อการอนุรักษ์และใช้ประโยชน์ในท้องถิ่น ผลการศึกษาพบว่า ข้าวหอมดงนี้นิยมปลูกในพื้นที่จังหวัดชัยภูมิ จังหวัดนครราชสีมา และจังหวัดเพชรบูรณ์ เกษตรกรปลูกข้าวโดยใช้แรงงานคนในการหยอด หรือหว่าน ใช้อัตราเมล็ดพันธุ์ 15-25 กิโลกรัมต่อไร่ ได้ผลผลิตประมาณ 350 -450 กิโลกรัมต่อไร่ส่วนใหญ่ปลูกไว้บริโภคภายในครัวเรือน และแลกเปลี่ยนกันในหมู่บ้าน จะนำออกจำหน่ายในตลาดชุมชนค่อนข้างน้อยเพราะมีปริมาณไม่เพียงพอ

มก.ผนึก 3 พันธมิตรเปิดศูนย์ AIC กรุงเทพฯ ตลาดอาหารเกษตรปลอดภัยครบวงจร #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/546354

มก.ผนึก3พันธมิตรเปิดศูนย์AICกรุงเทพฯ ตลาดอาหารเกษตรปลอดภัยครบวงจร

วันอังคาร ที่ 19 มกราคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ (มก.) ผสานความร่วมมือด้านการวิจัยและพัฒนาศักยภาพพื้นที่ตลาดอาหารเกษตรปลอดภัย ยกระดับภาคการเกษตรของประเทศไทย ผ่านการขับเคลื่อนโดยศูนย์ AIC (Agritech and Innovation Center) กรุงเทพมหานคร กับ 3 หน่วยงานพันธมิตร ได้แก่ กรมประมง กรมปศุสัตว์ และกรมส่งเสริมการเกษตร ทั้งนี้ เพื่อเป็นการส่งเสริมการตลาดให้กับสินค้าเกษตร ทุกประเภท ทั้งในด้านผลผลิตและผลิตภัณฑ์จากประมง ปศุสัตว์ และพืชผลการเกษตรอื่นๆ โดยให้เกษตรกรที่ได้รับการรับรองคุณภาพสินค้าเกษตรตามมาตรฐานอาหารปลอดภัย มาตรฐานอินทรีย์ และมาตรฐานฮาลาล ได้มีพื้นที่จำหน่ายสินค้าอย่างเป็นระบบครบวงจร ทั้งในระบบ Offline และ Onlineนอกจากนี้ยังเป็นการเพิ่มศักยภาพการแข่งขันให้กับสินค้าเกษตรของไทยในระดับนานาชาติ และขับเคลื่อนการเกษตรสมัยใหม่ ตามนโยบาย Thailand 4.0

ดร.จงรัก วัชรินทร์รัตน์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ในฐานะประธานคณะกรรมการการบริหารศูนย์ AIC กรุงเทพมหานคร กล่าวว่า AIC (Agritech and Innovation Center) หรือ ศูนย์เทคโนโลยีเกษตรและนวัตกรรม กรุงเทพมหานคร เป็นแหล่งเรียนรู้และเป็นศูนย์กลางให้บริการ อบรมบ่มเพาะเทคโนโลยีทางการเกษตร ภูมิปัญญาด้านการเกษตร นวัตกรรมทางการเกษตร ผ่านการวิจัย การพัฒนา การลงทุนการแปรรูป และการบริหารจัดการเชิงพาณิชย์ โดยเชื่อมโยงความร่วมมือด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรมทางด้านการเกษตรจากภาครัฐ ภาควิชาการ ภาคเอกชน และเกษตรกรเข้าไว้ด้วยกัน อีกทั้งส่งเสริมให้เกษตรกรไทยมีพื้นที่ขายผลผลิตทางการเกษตรอย่างเป็นระบบครบวงจรทั้งในระบบ Offline และ Online รวมถึงการเพิ่มศักยภาพในการแข่งขันให้กับสินค้าเกษตรของประเทศในระดับนานาชาติ ดังนั้น ศูนย์ AIC กรุงเทพมหานคร จึงทำหน้าที่ในการช่วยเหลือเกษตรกรไทย ด้วยการถ่ายทอดองค์ความรู้ทางวิชาการ วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และภูมิปัญญาท้องถิ่นด้านการเกษตร ตลอดจนส่งเสริมการใช้นวัตกรรม เทคโนโลยีที่เหมาะสมในการพัฒนาการผลิต และการแปรรูป ยกระดับการผลิตสินค้าเกษตรด้วยการรับรองจากมาตรฐานอาหารปลอดภัย มาตรฐานอินทรีย์และมาตรฐานฮาลาล ควบคู่ไปกับส่งเสริมการตลาดให้มีคุณภาพ มาตรฐาน และปริมาณ สอดคล้องกับความต้องการของประเทศและต่างประเทศ

ด้านนายมีศักดิ์ ภักดีคง อธิบดีกรมประมง กล่าวถึงความร่วมมือในครั้งนี้ว่า กรมประมงจะเน้นเรื่องของการส่งเสริมและพัฒนามาตรฐานการผลิตสินค้าประมงให้ได้มาตรฐานและปลอดภัยทั้งสินค้าที่มาจากการเพาะเลี้ยงและจากการจับสัตว์น้ำ ร่วมกับการพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรมการแปรรูปผลิตภัณฑ์เพื่อเพิ่มมูลค่าของผลผลิตให้สอดคล้องกับความต้องการของผู้บริโภค สามารถตรวจสอบย้อนกลับได้ และเพื่อให้เกษตรกรมีตลาดที่รองรับสินค้าประมงอย่างมีประสิทธิภาพ

นายสัตวแพทย์สมชวน รัตนมังคลานนท์ รองอธิบดีกรมปศุสัตว์ กล่าวว่า กรมปศุสัตว์ จะเข้ามามีส่วนร่วมในการส่งเสริมและพัฒนาระบบการผลิตสินค้าปศุสัตว์ตลอดทั้งห่วงโซ่การผลิตให้มีประสิทธิภาพ เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม และให้ผลผลิตทางการเกษตรได้รับรองมาตรฐานอาหารปลอดภัย และพัฒนาเกษตรกรให้มีองค์ความรู้ทั้งในด้านวิชาการ ด้านการผลิต และด้านการตลาด

นายเข้มแข็ง ยุติธรรมดำรง อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวว่า กรมส่งเสริมการเกษตรรู้สึกยินดีที่ได้เข้ามามีส่วนร่วมในการเข้าถึงความร่วมมือครั้งนี้ มีความพร้อมที่จะพัฒนาการผลิตและจัดการส่งเสริมสินค้าเกษตรให้ได้มาตรฐานตลอดห่วงโซ่ เพื่อเพิ่มปริมาณ ประสิทธิภาพและลดต้นทุนการผลิต พัฒนาคุณภาพผลผลิต สร้างมูลค่าเพิ่ม และเชื่อมโยงการตลาดให้กับสินค้าการเกษตร

ทั้งนี้ จากความร่วมมือดังกล่าว ทั้ง 4หน่วยงาน มีความพร้อมที่จะส่งเสริมและสนับสนุนเกษตรกรด้วยการพัฒนาศักยภาพพื้นที่ตลาดอาหารปลอดภัย และให้ความสำคัญกับการพัฒนาภาคการเกษตรประเทศไทย โดยมีแผนพัฒนาพื้นที่ภายในมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ บริเวณแนวถนนวิภาวดีรังสิต ให้เป็น Market Place พื้นที่รองรับผลผลิต และสินค้าจากนวัตกรรม เทคโนโลยีด้านอาหารและการเกษตร

รายงานพิเศษ : แมลงศก.ผึ้งโพรงบ้านไสใหญ่ ‘แบรนด์ฅนผึ้งป่า’ ความสำเร็จแปลงใหญ่สร้างมูลค่าปีละ3.5ล้าน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/546356

รายงานพิเศษ : แมลงศก.ผึ้งโพรงบ้านไสใหญ่‘แบรนด์ฅนผึ้งป่า’  ความสำเร็จแปลงใหญ่สร้างมูลค่าปีละ3.5ล้าน

รายงานพิเศษ : แมลงศก.ผึ้งโพรงบ้านไสใหญ่‘แบรนด์ฅนผึ้งป่า’ ความสำเร็จแปลงใหญ่สร้างมูลค่าปีละ3.5ล้าน

วันอังคาร ที่ 19 มกราคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

โครงการระบบส่งเสริมการเกษตรแบบแปลงใหญ่ นับเป็นหนึ่งในโครงการสำคัญตามนโยบายของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้มีการดำเนินการต่อเนื่อง ตั้งแต่ปี 2559 เพื่อสนับสนุนให้เกษตรกรมีการรวมกลุ่มและบริหารจัดการร่วมกันได้ในด้านการผลิตและการตลาด และให้เกษตรกรสามารถลดต้นทุนการผลิต มีผลต่อหน่วยเพิ่มขึ้น ผลผลิตมีคุณภาพ ได้มาตรฐาน ภายใต้การบูรณาการของหน่วยงานภาครัฐและภาคเอกชน ซึ่งปัจจุบันมีแปลงใหญ่จำนวน 11 กลุ่ม รวม 91 สินค้า 77 จังหวัดทั่วประเทศ

นางอัญชนา ตราโช รองเลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.)เปิดเผยถึงการติดตามโครงการระบบส่งเสริมการเกษตรแบบแปลงใหญ่แมลงเศรษฐกิจของกลุ่มวิสาหกิจชุมชนกลุ่มเลี้ยงผึ้งโพรงบ้านไสใหญ่ หมู่ที่ 7 ต.อ่าวตง อ.วังวิเศษ จ.ตรัง ซึ่งประสบผลสำเร็จอย่างมาก สร้างรายได้ให้กลุ่มเกษตรกร และเกิดการต่อยอดและแปรรูปผลผลิตอย่างหลากหลาย โดยกลุ่มดำเนินการมาตั้งแต่ปี 2560 ปัจจุบันมีสมาชิกเกษตรกร 45 ราย และจากการสอบถามกลุ่มเกษตรกร พบว่า เกษตรกรมีการเลี้ยงผึ้งโพรงรวม 1,530 รัง หรือเฉลี่ยรายละ 34 รัง ในบริเวณพื้นที่สวนปลูกปาล์มน้ำมัน สวนยางพารา

นางอัญชนา ตราโช 

เกษตรกรจะลงทุนเพียงครั้งเดียวในปีแรกเฉลี่ย 1,724 บาท/รัง ซึ่งในระยะเวลา 1 ปี เก็บเกี่ยวผลผลิตได้ปีละ 1 – 2 ครั้ง ให้ผลผลิตน้ำผึ้งเฉลี่ย 5 ขวด/รัง/ปี (ปริมาณน้ำผึ้ง 1 ขวด =750 มิลลิลิตร) โดยเกษตรกรสามารถจำหน่ายในราคาเฉลี่ยขวดละ 464 บาท ส่งผลให้เกษตรกรมีรายได้ต่อครัวเรือน 78,880 บาท/ปี คิดเป็นมูลค่าทั้งกลุ่ม 3,549,600 บาท/ปี สำหรับผลผลิตที่เกษตรกรขาย นอกจากจะเป็นน้ำผึ้งแล้ว ยังแปรรูปและจัดจำหน่ายภายใต้ชื่อ แบรนด์ฅนผึ้งป่าอีกด้วย เช่น สบู่น้ำผึ้งขมิ้น แชมพูน้ำผึ้งอัญชัน ยาหม่อง ส่วนใหญ่จำหน่ายรูปแบบออนไลน์ เพื่อขยายช่องทางการตลาดและตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคแบบวิถีใหม่ยุค New Normal

กลุ่มเลี้ยงผึ้งโพรงบ้านไสใหญ่ นับเป็นการรวมกลุ่มของวิสาหกิจชุมชนแบบแปลงใหญ่ ที่ร่วมกันผลิต ร่วมกันแปรรูป และร่วมกันจำหน่าย ช่วยให้เกษตรกรมีรายได้เพิ่มขึ้น อีกทั้งเกษตรกรยังได้พบปะแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ภายในกลุ่ม และอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม เพื่อให้เกิดความอุดมสมบูรณ์ทางธรรมชาติมากขึ้นด้วย ซึ่งนโยบายการส่งเสริมการเกษตรแบบแปลงใหญ่ นับเป็นนโยบายที่เป็นเกราะคุ้มกัน สอดคล้องกับนโยบายตลาดนำการผลิต สามารถสร้างรายได้ให้เกษตกรอย่างมั่นคง สำหรับผู้สนใจสินค้าของกลุ่มวิสาหกิจชุมชนกลุ่มเลี้ยงผึ้งโพรงบ้านไสใหญ่สามารถเลือกชมสินค้าได้ทาง Facebook บ้านไสใหญ่ ชุมชน : คนผึ้งป่าหรือสอบถามเพิ่มเติมได้ที่ 08-1538-8653

นอกจากนี้ สศก. ยังติดตามการดำเนินงานแปลงใหญ่ในภาคใต้เพิ่มเติมคือ จ.นครศรีธรรมราช และสุราษฎร์ธานีโดยติดตามดำเนินการแปลงใหญ่ 6 สินค้า ประกอบด้วย ปาล์มน้ำมัน ยางพารา ทุเรียน มังคุด ปลานิล และแมลงเศรษฐกิจ ซึ่งภาพรวมการดำเนินโครงการฯ เกษตรกรพึงพอใจโครงการอยู่ในระดับมาก เพราะมีสมาชิกสามารถแลกเปลี่ยนความรู้ ด้านการพัฒนาคุณภาพสินค้าอย่างสม่ำเสมอ และนำไปปรับใช้เพื่อสร้างรายได้แก่สมาชิกกลุ่มอย่างยั่งยืน โดยเฉพาะภายใต้ภาวะเศรษฐกิจปัจจุบัน และการระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ที่ยังมีการแพร่ระบาดต่อเนื่อง จึงนับเป็นการสร้างภูมิคุ้มกันที่ดีให้แก่เกษตรกร

หนุนตั้งฟาร์มเลี้ยงจิ้งหรีดมาตรฐาน GAP #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/546353

หนุนตั้งฟาร์มเลี้ยงจิ้งหรีดมาตรฐานGAP

วันอังคาร ที่ 19 มกราคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

นายประภัตร โพธสุธน รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่ามีการประชุมร่วมกับคณะที่ปรึกษารัฐมนตรีฯผู้แทนจากหน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง อาทิ สำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ (มกอช.) กองส่งเสริมและพัฒนาการปศุสัตว์ กรมปศุสัตว์ ภาคเอกชนผู้ผลิต/แปรรูป และจำหน่ายจิ้งหรีด-ผลิตภัณฑ์ (ขวัญใจฟาร์ม และเปี่ยมสุขฟาร์ม) กลุ่มเกษตรกรจังหวัดสุพรรณบุรี กองทุนสงเคราะห์เกษตรกร เป็นต้น เพื่อเตรียมการส่งเสริมอาชีพการเลี้ยงจิ้งหรีดในพื้นที่จังหวัดสุพรรณบุรี เพื่อสร้างรายได้ กระจายโอกาส ช่วยแก้ปัญหาความยากจน ตลอดจนวางเป้าให้เป็นฐานการผลิตป้อนตลาดโลก โดยมีประเด็นสำคัญคือ ส่งเสริมให้ตั้งฟาร์มมาตรฐาน GAP เพื่อผลิตจิ้งหรีดคุณภาพนำร่องที่จ.สุพรรณบุรี รวม 200 ราย รายละ5 กล่อง หลังการดำเนินงานระยะแรกจะประเมินเพื่อขยายผลต่อไป โดยคัดเลือกเกษตรกรเป้าหมาย มอบให้นายกเทศบาลตำบลเป็นผู้รับผิดชอบ

สำหรับด้านระบบงานส่งเสริมการเลี้ยงจิ้งหรีด มอบหมายกรมปศุสัตว์ โดยสำนักงานปศุสัตว์จังหวัดสุพรรณบุรี ร่วมกับ กองส่งเสริมและพัฒนาการปศุสัตว์ ประสานงานที่ส่วนกลาง และให้“ขวัญใจฟาร์ม” และ“เปี่ยมสุขฟาร์ม” เป็นผู้รับซื้อผลผลิตในราคาประกัน เพื่อช่วยเหลือเกษตรกร ตลอดจนมอบให้ มกอช. ร่วมกับกรมปศุสัตว์ให้คำแนะนำด้านจัดทำมาตรฐานฟาร์ม GAP แก่เกษตรกรและให้กรมปศุสัตว์ โดยสำนักพัฒนาอาหารสัตว์ คิดสูตรอาหารสัตว์ที่เหมาะสมสำหรับการเลี้ยงจิ้งหรีด เป็นการส่งเสริมให้เกษตรกรได้ใช้วัตถุดิบอาหารสัตว์ในท้องถิ่นราคาถูกมาผสมอาหารสัตว์ใช้เอง นำไปเลี้ยงสัตว์ให้เหมาะกับระยะการเจริญเติบโต และให้ผลผลิตของสัตว์เลี้ยง เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ และลดต้นทุนการผลิตอาหารสัตว์

แม่น้ำยมสายเก่าแห้งขอด ชาวบ้านเร่งทำพนังกักน้ำ เพื่อสูบเข้านาตัวเอง #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/546270

แม่น้ำยมสายเก่าแห้งขอด ชาวบ้านเร่งทำพนังกักน้ำ เพื่อสูบเข้านาตัวเอง

แม่น้ำยมสายเก่าแห้งขอด ชาวบ้านเร่งทำพนังกักน้ำ เพื่อสูบเข้านาตัวเอง

วันจันทร์ ที่ 18 มกราคม พ.ศ. 2564, 17.25 น.

สถานการณ์ภัยแล้ง กำลังเริ่มต้นแล้ว หลังจากแม่น้ำยมสายเก่า ที่ไหลผ่านจังหวัดพิษณุโลก แห้งขอดยาว จนชาวบ้านต้องใช้วิถีจ้างแบ็คโฮมาขุดกลางแม่น้ำ เพื่อกักเก็บไว้ทางการเกษตรของตนเอง ขณะที่ชลประทานจังหวัดพิษณุโลก วอนเกษตรกรหยุดทำนาปรังปีนี้ เพื่อน้ำน้อยมาก แต่ก็ยังมีชาวนาที่ฝืนทำนากว่า 2 แสนไร่

18 มกราคม 2564 ผู้สื่อข่าวรายงานถึงสถานการณ์ภัยแล้ง เริ่มต้นในหลายพื้นที่ โดยเฉพาะที่จังหวัดพิษณุโลก แหล่งน้ำทางธรรมชาติ เริ่มแห้งขอด ไม่มีน้ำทางการเกษตร โดยเฉพาะแม่น้ำยมสายเก่า ที่ไหลจากจังหวัดสุโขทัย ผ่าน อ.พรหมพิราม อ.เมือง อ.บางระกำ ก่อนที่จะไหลเข้าสูจังหวัดพิจิตร และลุ่มเจ้าพระยา ขณะนี้ปริมาณน้ำน้อยมาก และบางช่วงแทบไม่มีน้ำหล่อเลี้ยงเลย โดยเฉพาะบริเวณหมู่ 10 และ หมู่  12 บ้านวังขี้เหล็ก ต.ท่าช้าง อ.พรหมพิราม จ.พิษณุโลก ที่ขณะนี้น้ำแห้งขอด มาหลายวันแล้ว บางช่วงไม่มีน้ำเลย ทำให้ชาวนาที่ทำนาปรังต้องหาวิธีขุดเป็นแอ่ง เพื่อกักเก็บน้ำไว้ใช้ทางการเกษตรด้วยตนเอง เป็นทอดๆ และในช่วงน้ำในแม่น้ำยมสายเก่าแห้งขอดนั้น ส่งผลให้

นายประจบ  จงกรม อายุ 64 ปี ชาวนาหมู่12 บ้านคลองเมม ต.ท่าช้าง อ.พรหมพิราม กล่าวว่า ในปีนี้น้ำในแม่น้ำยมสายเก่า แห้งเร็วมาก เนื่องจากทางชลประทานยังไม่ปล่อยน้ำมา ทำให้ชาวนาในพื้นที่ต้องหาวิธีกักเก็บน้ำไว้ใช้ทางการเกษตรด้วยตนเอง ทั้งขุดบ่อบาดาล และขุดคันดินกลางแม่น้ำ เพื่อเก็บน้ำไว้สูบขึ้นมาในนาข้าว ซึ่งยังต้องใช้น้ำหล่อเลี้ยงอีกประมาณ 2 เดือน โดยตนเองนั้นได้จ้างแบ็คโฮ ขุดบ่อดินกลางแม่น้ำยม ร่วมกับเพื่อนบ้าน เป็นจำนวนเงินกว่า 10,000 บาท ซึ่งก็ต้องยอม เพื่อหาน้ำไว้หล่อเลี้ยงนาข้าว 

นายชำนาญ ชูเที่ยง ผู้อำนวยการโครงการชลประทานจังหวัดพิษณุโลก กล่าวว่า ในปีนี้ปริมาณน้ำในเขื่อนหลักค่อนข้างน้อยมาก ทางกรมชลประทาน นั้นจัดแผนการจัดการน้ำในปีไว้ในการส่งน้ำเพื่ออุโปภคบริโภค และรักษาระบบนิเวศ ในพื้นที่  22 จังหวัดเท่านั้น ยังไม่มีแผนในการปล่อยน้ำเพื่อการเกษตร เนื่องจากมีปริมาณน้ำค่อนข้าง จึงได้ขอความร่วมมือกับเกษตรกรว่าในปีนี้ให้งดทำนาปรัง เนื่องจากเสี่ยงต่อความเสียหายไม่มีน้ำใช้ แต่ก็ยังมีชาวนาในหลายพื้นที่ ที่ยังฝืนทำนาปรังกว่า 200,000 ไร่ ซึ่งเรายังต้องอยู่กับสถานการณ์ภัยแล้งไปอีกกว่า 270 วัน ถึงจะเข้าสู่ฤดูฝน จึงขอความร่วมให้เกษตรกรให้น้ำในระบบให้น้อยที่สุด

สกู๊ปพิเศษ : ผู้ปลูกสตรอเบอร์รี่บ้านร่องกล้ากระทบโควิด เร่งปรับตัวขายออนไลน์รับวิกฤตินักท่องเที่ยวหาย #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/546088

สกู๊ปพิเศษ : ผู้ปลูกสตรอเบอร์รี่บ้านร่องกล้ากระทบโควิด เร่งปรับตัวขายออนไลน์รับวิกฤตินักท่องเที่ยวหาย

สกู๊ปพิเศษ : ผู้ปลูกสตรอเบอร์รี่บ้านร่องกล้ากระทบโควิด เร่งปรับตัวขายออนไลน์รับวิกฤตินักท่องเที่ยวหาย

วันจันทร์ ที่ 18 มกราคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

สถานการณ์โควิด-19 ระลอกใหม่ส่งผลกระทบเกษตรผู้ปลูกสตรอเบอร์รี่บ้านร่องกล้า ที่ผลผลิตสตรอเบอร์รี่กำลังออก แต่จำนวนนักท่องเที่ยวที่ขึ้นสู่บ้านร่องกล้าน้อยลงทำให้กำลังซื้อลดลง ด้านสมาคมสหพันธ์ท่องเที่ยวภาคเหนือพิษณุโลก สภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวจังหวัดพิษณุโลก เร่งให้ความช่วยเหลือสนับสนุนให้เกษตรผู้ปลูกสตรอเบอร์รี่บ้านร่องกล้าเพิ่มช่องทางจำหน่ายผ่านออนไลน์

ที่แปลงปลูกสตรอเบอร์รี่ บ้านใหม่ร่องกล้า ตำบลเนินเพิ่ม อำเภอนครไทย จังหวัดพิษณุโลก สมาคมสหพันธ์ท่องเที่ยวภาคเหนือพิษณุโลก สภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวจังหวัดพิษณุโลก พร้อมด้วยหลายหน่วยงาน ลงพื้นที่ส่งเสริมกลุ่มเกษตรผู้ปลูกสตรอเบอร์รี่บ้านร่องกล้า สำหรับการดำเนินโครงการในครั้งนี้ ทางนางศศิวัณย์ ศรีพรหม นายกสมาคมสหพันธ์ท่องเที่ยวภาคเหนือจังหวัดพิษณุโลก เปิดเผยว่า จากสถานการณ์แพร่ระบาดโรคโควิด-19 รอบใหม่ซึ่งมีสถานการณ์ที่รุนแรงมาก ส่งผลกระทบต่อทุกภาคส่วน อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

โดยเฉพาะด้านการท่องเที่ยวและการจำหน่ายสินค้าทางการเกษตรและของที่ระลึก ให้กับนักท่องเที่ยว ด้วยปีนี้มีอากาศที่ค่อนข้างหนาวเย็น ทำให้มีผลผลิตสตรอเบอร์ร่ี พันธุ์พระราชทาน 80 ออกมาสู่ท้องตลาดเป็นจำนวนมาก สมาคมสหพันธ์ท่องเที่ยวภาคเหนือและสภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวจังหวัดพิษณุโลก ในฐานะหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง จึงได้ลงพื้นที่ให้ความรู้และแนะนำช่องทางการนำผลผลิตออกจำหน่ายผ่านทางช่องทางต่างๆ โดยเฉพาะการขายทางออนไลน์ ที่สอนให้เกษตรขายด้วยตนเองและรู้จักการสร้างเครือข่าย โดยครั้งนี้ต่างก็ได้รับความร่วมมือ จากผู้ที่มีความรู้ด้านการใช้สื่อออนไลน์ต่างๆ ทั้งภาครัฐและเอกชนมาให้ความรู้กับ กลุ่มผู้ปลูกสตรอเบอร์รี่ และพืชเมืองหนาวต่างๆ ในครั้งนี้

สำหรับ สตรอเบอร์รี่บ้านร่องกล้านั้น มีรสชาติหวาน กรอบอร่อย ตามลักษณะของสายพันธุ์ พระราชทาน 80 นอกจากนี้แล้วที่บ้านใหม่ร่องกล้าแห่งนี้ยังมีพืชเมืองหนาวอีกหลายชนิด โดยเฉพาะ กาแฟ บ้านร่องกล้า ซึ่งได้รับความสนใจไม่แพ้กัน ที่สำคัญหากนักท่องเที่ยวท่านใดได้ขึ้นมาเยือน พื้นที่แห่งนี้ก็จะได้ พบกับ หมู่บ้านที่เต็มไปด้วยซากุระเมืองไทย(ดอกนางพญาเสือโคร่ง) ที่กำลังบานสะพรั่งทั่วหมู่บ้าน สภา อุตสาหกรรมท่องเที่ยวจังหวัดพิษณุโลก จึงใคร่ขอเชิญชวนนักท่องเที่ยวมาเยี่ยมเยือนและเลือกซื้อสตรอเบอร์รี่และพืชผักเมืองหนาวได้ทั้งออนไลน์และมาด้วยตนเองที่ยึดตามมาตรการเว้นระยะห่างทางสังคม สามารถติดต่อได้ที่ นายผ้า แซ่หว้า ประธานกลุ่มท่องเที่ยวเชิงเกษตรบ้านร่องกล้า หมายเลขโทรศัพท์ 08-6200-2842, 08-9959-5808

ด้าน นางสาว ดารุณี ลีชานนท์  หนึ่งในเกษตรกรผู้ปลูกสตรอเบอร์รี่บ้านร่องกล้า กล่าวว่า สถานการณ์โควิด-19 ส่งผลให้นักท่องเที่ยวเดินทางมาท่องเที่ยวที่บ้านใหม่ร่องกล้าจำนวนน้อยลงทำให้สตรอเบอร์รี่ ที่กำลังออกในไร่ที่ปลูกไว้ขายได้น้อยลงเมื่อเทียบกับปีที่แล้วแต่ก็ยังพอจำหน่ายได้เรื่อยๆ ทำให้ผลผลิตที่เหลือบางส่วนก็ต้องนำมาแปรรูปเป็นแยมสตรอเบอร์รี่เก็บไว้

เปิด ‘ตลาดประมงปลอดภัยGAP’ ช่วยเกษตรกรเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำสู้โควิด #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/546081

เปิด‘ตลาดประมงปลอดภัยGAP’ ช่วยเกษตรกรเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำสู้โควิด

วันจันทร์ ที่ 18 มกราคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

กรมประมง กรมการค้าภายใน ตลาดไทจับมือช่วยเกษตรกรผู้เพาะเลี้ยงสัตว์น้ำเปิด “ตลาดประมงปลอดภัย GAP” ในยุค COVID-19 บนพื้นที่ตลาดไทกว่า 7,750 ตร.ม. เตรียมปั้นเป็นศูนย์กลางค้าส่งสินค้าสัตว์น้ำแห่งใหม่

นายมีศักดิ์ ภักดีคง อธิบดีกรมประมง เปิดเผยว่า จากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019(โควิด-19) รอบใหม่ ในประเทศไทย ที่มีแหล่งแพร่กระจายของเชื้อโรคจากตลาดกลางกุ้งในพื้นที่จังหวัดสมุทรสาคร และได้ขยายวงกว้างไปยังพื้นที่อื่น สร้างความตื่นตระหนกให้พี่น้องประชาชนถึงความปลอดภัยและสุขอนามัยในการบริโภคสัตว์น้ำและธุรกิจต่อเนื่องกรมประมงเร่งดำเนินการอย่างเต็มที่ในการช่วยเหลือผู้ได้รับผลกระทบ โดยที่ผ่านมาเร่งระบายสินค้าสัตว์น้ำ โดยเฉพาะกุ้งทะเล และกุ้งก้ามกรามออกสู่ตลาดเพื่อช่วยเหลือเกษตรกรโดยเร็วที่สุด เช่น การเปิดพื้นที่ในกรมประมงให้เกษตรกรมาขายกุ้ง และในส่วนของภูมิภาคได้ให้สำนักงานประมงจังหวัดทั่วประเทศ เปิดให้เกษตรกรมาขายกุ้งโดยตรงแก่ผู้บริโภค นอกจากนี้ ยังขอความร่วมมือห้องเย็นโรงงานแปรรูปในการรับซื้อกุ้ง และประสานความร่วมมือไปทุกภาคส่วนในการช่วยประชาสัมพันธ์สร้างความมั่นใจในการบริโภคกุ้งและสินค้าสัตว์น้ำและช่วยเป็นแหล่งจำหน่ายกุ้งอีกด้วย อาทิ กรมอนามัย Modern Trade สื่อมวลชน กองทัพบก ฯลฯ

สำหรับการร่วมมือระหว่าง กรมประมง กรมการค้าภายใน และตลาดไท เปิดตลาดประมงปลอดภัย GAP ครั้งนี้เป็นอีกหนึ่งช่องทางในการเพิ่มตลาดค้าส่งสินค้าสัตว์น้ำเพื่อเป็นสถานที่กระจายสินค้าสัตว์น้ำ เพราะด้วยทำเลที่ตั้งของตลาดไทนั้น มีความเหมาะสม เพราะเป็นตลาดใหญ่ที่ครบวงจร มีฐานลูกค้าที่สามารถกระจายสินค้าสัตว์น้ำไปสู่ภาคอีสานและภาคเหนือ รวมทั้ง Modern Trade ใหญ่ๆ ซึ่งประโยชน์ในระยะสั้นของการเปิดตลาดนี้สามารถช่วยเหลือเกษตรกรที่ได้รับผลกระทบจากการจำหน่ายสินค้าสัตว์น้ำในภาวะวิกฤติ COVID-19 ซึ่งจะเปิดให้เกษตรกรนำสินค้ามาจำหน่ายได้ ส่วนในระยะยาว คือ การพัฒนาให้เกษตรกรเข้าสู่วัฏจักรการตลาดด้วยตนเอง ให้เกษตรกรได้เรียนรู้แนวคิดด้านการบริหารจัดการสินค้าเกษตรแบบใหม่ที่มีการวางแผนการผลิตสัตว์น้ำให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาด ซึ่งจะสามารถช่วยแก้ปัญหาราคาสินค้าเกษตรตกต่ำ ผลผลิตล้นตลาด ต้นทุนการผลิตสูง เข้าสู่กลไกการตลาดนำการผลิต เพื่อให้เกิดความมั่นคงในการประกอบอาชีพของเกษตรกรได้ โดยเบื้องต้นมีเกษตรกรเข้ามาร่วมจำหน่ายสินค้าประมงปลอดภัยในครั้งนี้ กว่า 200 ราย จาก 5 จังหวัด ได้แก่ ราชบุรี นครปฐม สุพรรณบุรี กาญจนบุรี และฉะเชิงเทรา ซึ่งเป็นกลุ่มเกษตรกรผู้เพาะเลี้ยงกุ้งก้ามกราม กุ้งขาวแวนาไม และปลากะพงขาว ซึ่งเป็นฟาร์มที่ได้รับการรับรองมาตรฐาน GAP จากกรมประมงทั้งสิ้น

ในส่วนของทางตลาดไท นายโชคชัย คลศรีชัย กรรมการผู้จัดการบริษัท ไทย แอ็กโกรเอ็กซเชนจ์ จำกัด (ตลาดไท) กล่าวว่าทางตลาดไทได้เปิดพื้นที่ส่วนหนึ่งของตลาดให้เป็นโซนจำหน่ายสินค้าสัตว์น้ำปลอดภัย โดยจัดสรรพื้นที่กว่า 7,750 ตารางเมตร สำหรับรองรับเกษตรกรและผู้ซื้อ มีการปรับโครงสร้าง และเพิ่มสิ่งอำนวยความสะดวกเป็นไปตามมาตรฐานของกรมประมงพร้อมมีระบบการจัดจำหน่ายเป็นไปตามมาตรการป้องกันการแพร่ระบาดของไวรัส COVID-19 ที่เข้มงวด มีระบบ QR Code ที่ใช้ตรวจสอบย้อนกลับไปยังแหล่งที่มาของสินค้าได้ รวมไปถึงมาตรการ D-M-H-T ที่เว้นระยะห่าง สวมหน้ากากอนามัยตลอดเวลา ล้างมือบ่อยๆ ตรวจวัดอุณหภูมิร่างกาย สแกนไทยชนะ ก่อนเข้าตลาด เพื่อสุขอนามัยที่ดี ที่สำคัญทางตลาดไทยังยินดีเปิดให้บริการเกษตรกรนำสินค้ามาจำหน่ายฟรี เป็นระยะเวลา 3 เดือน ตั้งแต่วันที่ 20 มกราคม- 20 เมษายน 2564 อีกด้วย

ชายคาพระพิรุณ : 18 มกราคม 2564 #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/546080

ชายคาพระพิรุณ : 18 มกราคม 2564

ชายคาพระพิรุณ : 18 มกราคม 2564

วันจันทร์ ที่ 18 มกราคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ มีคำสั่งแต่งตั้งตำแหน่งรองอธิบดีที่ว่างอยู่จำนวน 4 กรม หลังจากว่างเว้นมาหลายเดือน ประกอบด้วย กรมส่งเสริมการเกษตร คือ นายณัฏฐกิตติ์ ของทิพย์ ที่ข้ามห้วยมาจาก ผู้อำนวยการกองเมล็ดพันธุ์ข้าว กรมการข้าว ซึ่งแต่เดิมนายณัฏฐกิตติ์ เองก็เป็นลูกหม้อมาจากกรมส่งเสริมการเกษตร เคยเป็นเกษตรจังหวัดสกลนคร ก่อนจะโยกไปกินตำแหน่งผู้อำนวยการกองเมล็ดพันธุ์ข้าว ที่กรมการข้าวมาเมื่อไม่กี่ปีมานี้ก็ถือว่าเป็นบุคคลที่มีความรู้ความสามารถงานด้านส่งเสริมมาเป็นอย่างดีและฝากผลงานที่กรมการข้าวมาพอสมควร ก็ต้องมารอดูผลงานกันต่อไปเมื่อได้กลับมาสู่บ้านเก่าที่กรมส่งเสริมการเกษตร ซึ่งน่าจะเป็นงานที่ถนัดอยู่แล้ว อีกหน่วยงานคือ สำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ (มกอช.) ที่ได้ นายกฤษ อุตตมะเวทิน เลขานุการกรม คนหนุ่มไฟแรงขยับขึ้นมาเป็นรองเลขาธิการฯมกอช. ส่วนกรมฝนหลวงและการบินเกษตร ได้ นางนรีลักษณ์ วรรณสาย ขยับมาจากผู้อำนวยการกองวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีฝนหลวง ด้านกรมประมง ได้ นายเฉลิมชัย สุวรรณรักษ์ ผู้อำนวยการกองวิจัยและพัฒนาการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำจืด และ นายถาวร ทันใจ ผู้อำนวยการกองนโยบายและแผนพัฒนาการประมง ขึ้นมาเป็นรองอธิบดี ขุนเกษตรา ขอแสดงความยินดีกับผู้ที่ได้รับเลื่อนตำแหน่งครั้งนี้ทุกคนด้วยครับ…

มีข่าวฝากชี้แจงจากสมาคมทุเรียนไทย จากกรณีที่มีข่าวคลาดเคลื่อนว่าทุเรียนไทยส่งออกไปจีนไม่ได้เนื่องจากการระบาดของไวรัสโควิด-19 ซึ่งขณะนี้ใกล้ฤดูกาลเก็บเกี่ยวทุเรียนในภาคตะวันออกประกอบกับสถานการณ์การระบาดของเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ที่กำลังระบาดอยู่ในหลายจังหวัด ทำให้มีข่าวที่เกี่ยวกับทุเรียนไทยออกมาจากสำนักข่าวหลายแห่ง ที่มีการพาดหัวข่าวที่ค่อนข้างรุนแรง และไม่เป็นความจริงซึ่งเป็นข่าวที่ค่อนข้างอ่อนไหวมากและสร้างความตื่นตระหนกให้กับภาคเกษตรกรชาวสวนทุเรียนเป็นอย่างมาก ซึ่งอาจจะมีผลกระทบต่อการส่งออกทุเรียนของทุเรียนไทยได้ ด้วยเหตุนี้ทางเกษตรกรชาวสวนทุเรียน และสมาคมทุเรียนไทย ได้ขอความร่วมมือ สื่อมวลชน ให้ช่วยเขียนข่าว นำเสนอข่าวด้วยความระมัดระวัง และเพื่อเป็นการป้องกันและสร้างความมั่นใจให้กับผู้บริโภค ทั้งในและต่างประเทศ โดยสมาคมทุเรียนไทยร่วมกับภาครัฐและเอกชน จัดทำมาตรการป้องกันการระบาดของเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ไว้แล้ว เช่น การพ่นฆ่าเชื้อตั้งแต่ต้นทางสวนทุเรียน การมีจุดตรวจวัดอุณหภูมิ จุดทำความสะอาด การรักษาระยะห่าง ตามแนวทางการป้องกันของภาครัฐ และได้มีการประชาสัมพันธ์ เพื่อสร้างการรับรู้ และตระหนักถึงผลกระทบที่จะเกิดกับเกษตรกรเองและอาจจะส่งผลถึงกระทบส่งออกทุเรียนด้วย ทั้งๆ ที่ การส่งออกทุเรียนและผลไม้ไปจีนยังดำเนินการได้ตามปกติ…ทุกวันนี้ต้องเสพข่าวอย่างมีสติครับ และสื่อมวลชนเองต้องมีข้อมูลรอบด้านครับ กรณีนี้ถือว่าเป็นการปล่อยข่าวเพื่อช่วยเหลือล้งจีนให้ทุบราคาเกษตรกรโดยแท้ยังไงเสียก็ฝากกระทรวงเกษตรฯช่วยดูกรณีนี้ด้วยนะครับ ว่าในส่วนของกระทรวงเกษตรฯ จะช่วยดำเนินการอย่างไรได้บ้าง

ขุนเกษตรา