ชายคาพระพิรุณ : 25 มกราคม 2564 #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/547744

ชายคาพระพิรุณ : 25 มกราคม 2564

ชายคาพระพิรุณ : 25 มกราคม 2564

วันจันทร์ ที่ 25 มกราคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

สัปดาห์ที่ผ่านมา ผมได้มีโอกาสไปร่วมพิธีเปิด “ตลาดประมงปลอดภัย GAP” เพื่อเกษตรกรไทย ปลอดภัยถึงผู้บริโภค ภายใต้โครงการส่งเสริมและพัฒนาการตลาดสินค้าประมงปลอดภัยในพื้นที่
ตลาดไท อำเภอคลองหลวง จังหวัดปทุมธานี ซึ่งโครงการนี้เกิดขึ้นสืบเนื่องจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 รอบใหม่ที่มีแหล่งแพร่กระจายของเชื้อโรคจากตลาดกลางกุ้งในพื้นที่จังหวัดสมุทรสาครและได้ขยายวงกว้างไปยังพื้นที่อื่น จนสร้างความตื่นตระหนกให้กับพี่น้องประชาชนถึงความปลอดภัยและสุขอนามัยในการบริโภคสัตว์น้ำ ซึ่งส่งผลกระทบต่อการจำหน่ายสินค้าสัตว์น้ำและการประกอบอาชีพของเกษตรกรผู้เพาะเลี้ยงสัตว์น้ำและชาวประมง ตลอดจนผู้มีส่วนได้ส่วนเสียตลอดทั้งห่วงโซ่อุปทาน ไม่ว่าจะเป็นผู้ประกอบการแปรรูปโรงงานแพจับสัตว์น้ำ ผู้ผลิต ผู้ค้าปลีก ค้าส่ง และส่งออก

แม้จะทราบดีว่า ตั้งแต่เกิดปัญหา กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยกรมประมง ได้ให้ความช่วยเหลือพี่น้องเกษตรกรโดยจัดหาพื้นที่จำหน่ายสินค้าสัตว์น้ำ เช่น การเปิดพื้นที่ในกรมประมงให้เกษตรกรมาขายกุ้ง และในส่วนของภูมิภาคได้ให้สำนักงานประมงจังหวัดทั่วประเทศ เปิดให้เกษตรกรมาขายกุ้งโดยตรงแก่ผู้บริโภค จนสามารถระบายผลผลิตช่วยเหลือเกษตรกรไปได้ถึงกว่า 2.8 แสนกิโลกรัม มูลค่ากว่า 55 ล้านบาท และความร่วมมือกับ ตลาดไทในครั้งนี้ ก็เพื่อเพิ่มพื้นที่ให้เกษตรกรผู้เพาะเลี้ยงสัตว์น้ำได้มีจุดจำหน่ายขายส่งอีกทางหนึ่งโดยเนรมิตพื้นที่ตลาดไท กว่า 7,750 ตร.ม. เป็นพื้นที่ค้าส่งสินค้าสัตว์น้ำ “ตลาดประมงปลอดภัย GAP” ซึ่งสินค้าสัตว์น้ำทั้งหมดจะมาจากฟาร์มที่ได้รับการรับรองมาตรฐาน GAP จากกรมประมงทั้งสิ้นเพื่อให้เกิดตลาดที่มีคุณภาพของสินค้าที่ผู้บริโภคเชื่อถือได้

โดยในเบื้องต้นนั้น ทางตลาดไท ยินดีเปิดให้บริการเกษตรกรนำสินค้ามาจำหน่ายฟรี เป็นระยะเวลา 3 เดือน ตั้งแต่วันที่ 20 มกราคม-20 เมษายน 2564 ส่วนลูกค้าที่ต้องการเข้ามาซื้อสินค้าสัตว์น้ำ “ตลาดประมงปลอดภัย GAP” ตลาดจะเริ่มจำหน่ายสินค้า เวลา 04.00-11.00 น. สำหรับ “ตลาดประมงปลอดภัย GAP”ณ ตลาดไท แห่งนี้ จะเป็นอีกหนึ่งช่องทางในการเพิ่มตลาดค้าส่งสินค้าสัตว์น้ำและอาหารทะเลเพื่อเป็นสถานที่กระจายสินค้าสัตว์น้ำเพราะด้วยทำเลที่ตั้งของตลาดไทนั้น มีความเหมาะสม เพราะเป็นตลาดใหญ่ที่ครบวงจร มีฐานลูกค้าที่สามารถกระจายสินค้าสัตว์น้ำไปสู่ภาคอีสานและภาคเหนือ รวมทั้ง Modern Trade ใหญ่ๆ ได้มาก ซึ่งประโยชน์ในระยะสั้น จะสามารถช่วยเหลือเกษตรกรที่ได้รับผลกระทบจากการจำหน่ายสินค้าสัตว์น้ำในภาวะวิกฤติ COVID-19 ได้ ส่วนในระยะยาว คือ การพัฒนาให้เกษตรกรเข้าสู่วัฏจักรการตลาดด้วยตนเอง ให้เกษตรกรได้เรียนรู้แนวคิดด้านการบริหารจัดการสินค้าเกษตรแบบใหม่ เพื่อให้ปริมาณการผลิตและความต้องการสินค้าเกษตรเกิดความสมดุล ซึ่งจะสามารถช่วยแก้ปัญหาเรื่องราคาสินค้าเกษตรตกต่ำ ผลผลิตล้นตลาด ต้นทุนการผลิตสูง เข้าสู่กลไกการตลาดนำการผลิต เพื่อให้เกิดความมั่นคงในการประกอบอาชีพของเกษตรกรได้ และยังทราบว่าในอนาคตอันใกล้นี้ ทางกรมประมงและตลาดไทจะร่วมกันพัฒนาตลาดแห่งนี้ ให้เป็นตลาดสัตว์น้ำยุคใหม่ เป็นตลาดกลางสินค้าสัตว์น้ำที่ได้มาตรฐาน ถูกสุขอนามัย สินค้าคุณภาพปลอดภัย เกษตรกรจำหน่ายเอง ซึ่งเป็นการช่วยเหลือพี่น้องเกษตรกรผู้เพาะเลี้ยงสัตว์น้ำให้สามารถเข้าสู่กลไกการค้าได้โดยตรง ลดการพึ่งพาพ่อค้าคนกลาง ในขณะที่ผู้บริโภคก็จะได้สินค้าดีในราคาที่เหมาะสม

ขุนเกษตรา

โพลนิด้ายก ‘เฉลิมชัย’ แก้ราคายางเจ๋ง ปราบโรคอหิวาต์แอฟริกาในหมูอยู่หมัด #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/547689

โพลนิด้ายก'เฉลิมชัย'แก้ราคายางเจ๋ง ปราบโรคอหิวาต์แอฟริกาในหมูอยู่หมัด

โพลนิด้ายก’เฉลิมชัย’แก้ราคายางเจ๋ง ปราบโรคอหิวาต์แอฟริกาในหมูอยู่หมัด

วันอาทิตย์ ที่ 24 มกราคม พ.ศ. 2564, 16.22 น.

“นิด้าโพล”เผยผลสำรวจเกษตรกรร้อยละ 79.27 พอใจผลการทำงาน”เฉลิมชัย ศรีอ่อน” หลังแก้ราคายางเจ๋ง พุ่งสูงเป็นประวัติการณ์ในรอบ 3 ปี แถมคุมโรค ASF อยู่หมัด ทำส่งออกสุกรพุ่งถึง 2.2 หมื่นล้าน พร้อมลุยตลาดนำการผลิตจนเห็นผล ประกาศลั่น ปี 64 ลุยทำงานหนักเพื่อเกษตรกรใน 15 โครงการพัฒนา

เมื่อวันที่ 24 มกราคม 2564 ศูนย์สำรวจความคิดเห็น “นิด้าโพล” สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ ได้เปิดเผยผลสํารวจความคิดเห็นของเกษตรกร เรื่อง “การดําเนินงานของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์” ซึ่งทำการสํารวจในช่วงเดือนธันวาคม 2563 – มกราคม 2564 จากเกษตรกรที่มีอายุตั้งแต่ 18 ปีขึ้นไป จำนวน 1,225 ตัวอย่าง ประกอบด้วย เกษตรกรสวนยางพารา 421 ตัวอย่าง เกษตรกรผู้เลี้ยงสุกร 400 ตัวอย่าง และเกษตรกรทั่วไป 404 ตัวอย่าง โดยสอบถามถึงความพึงพอใจต่อผลงาน และการทำงานของ นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และกระทรวงเกษตรและสหกรณ์

ข้อมูลในภาพรวมพบว่า ผลงานและการทํางานของ นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน  ค่อนข้างพอใจถึงพอใจมากที่ร้อยละ 79.26 ส่วนกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ค่อนข้างพอใจถึงพอใจมากที่ร้อยละ 83.26

พร้อมกันนี้นิด้าโพล ยังได้เปิดเผยผลสำรวจที่เจาะลึกถึงความพึงพอใจในแต่ละกลุ่ม พบว่า ความพึงพอใจของกลุ่มเกษตรกรสวนยางพาราต่อผลงานและการทํางานของ นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน ค่อนข้างพอใจถึงพอใจมากที่ร้อยละ 82.90 ส่วนกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ค่อนข้างพอใจถึงพอใจมากที่ร้อยละ 81.48 สำหรับผลงานที่พึงพอใจ ได้แก่ การประกันรายได้เกษตรกร เงินเยียวยาเกษตรกรชาวสวนยางพารา การรับประกันราคายางพารา และการพักชําระหนี้เงินกู้ยืมเกษตรกร เป็นต้น

ขณะที่ความพึงพอใจของกลุ่มเกษตรกรผู้เลี้ยงสุกรต่อผลงานและการทํางานของ นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน ค่อนข้างพอใจถึงพอใจมากที่ร้อยละ 81.00 ส่วนกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ค่อนข้างพอใจถึงพอใจมากที่ร้อยละ 89.00 โดยผลงานที่พึ่งพอใจ เช่น ราคาซื้อขายเนื้อสุกรมีราคาดีขึ้น และการควบคุมโรคระบาดของกรมปศุสัตว์ เป็นต้น
ส่วนความพึงพอใจของกลุ่มเกษตรกรทั่วไปต่อผลงาน และการทํางานของนายเฉลิมชัย ศรีอ่อน ค่อนข้างพอใจถึงพอใจมากที่ร้อยละ 73.76 ส่วนของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ค่อนข้างพอใจถึงพอใจมาก ที่ร้อยละ 79.45 สําหรับผลงานที่พึงพอใจ เช่น การจ่ายเงินเยียวยาช่วยเหลือเกษตรกร การประกันราคาผลผลิตทางการเกษตร และการส่งเสริมมาตรฐาน GAP เป็นต้น

ทั้งนี้ มีข้อสังเกตุว่า สาเหตุที่เกษตรกรในกลุ่มต่างๆ มีความพึงพอใจต่อผลงาน และการทำงานของนายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ นั้นเป็นผลสืบเนื่องจากความสำเร็จในการขับเคลื่อนนโยบายสำคัญที่สร้างประโยชน์ให้กับเกษตรกรอย่างเด่นชัดในหลายๆนโยบาย อาทิ การผลักดันราคายางพาราจนขึ้นสูงเป็นประวัติการณ์ ภายใต้โครงการและมาตรการต่างๆ ส่งผลให้ราคายางพาราท้องถิ่น ราคาประมูลตลาดกลางการยางแห่งประเทศไทย และราคาส่งออก FOB โดยเฉพาะราคายางแผ่นรมควันชั้น 3 ณ ตลาดกลางยางพาราสงขลา ปรับตัวสูงที่สุดในเดือนตุลาคม 2563 ที่กิโลกรัมละ 83 บาท สูงมากที่สุดในรอบ 3 ปี ขณะที่ราคาสูงสุดปี 2561 ที่กิโลกรัมละ 53 บาท ปี 2562 ราคาสูงสุดที่กิโลกรัมละ 60 บาท ด้วยใช้ยุทธศาสตร์การตลาดนำการผลิตในโครงการประกันรายได้ เฟส 1 และ 2 รวมถึงมาตรการสนับสนุนต่างๆ

ขณะที่นโยบายการตลาดนำการผลิต เป็นการดำเนินงานที่สอดคล้องกับบริบทของประเทศและการเปลี่ยนแปลงของโลกในทุกมิติ โดยยึดเกษตรกรเป็นศูนย์กลาง คำนึงถึงประโยชน์ของเกษตรกรเป็นหลัก โดยร่วมกับกระทรวงพาณิชย์ และภาคเอกชน จัดหาตลาดเพิ่มช่องทางจำหน่าย นำเทคโนโลยีและข้อมูลทันสมัยมาใช้ทำการตลาดอย่างแม่นยำ สร้างเกษตรกรให้เป็นผู้ค้าออนไลน์มืออาชีพ ส่งเสริมและสร้างความเชื่อมั่นให้สินค้าไทย ผ่านทั้งตลาดออฟไลน์ ตลาดออนไลน์  คอนแทรคฟาร์มมิ่ง  และ เคาน์เตอร์เทรด ได้ส่งผลดีต่อเกษตรกรเป็นอย่างมาก

การเฝ้าระวังป้องกันและควบคุมโรคอหิวาต์แอฟริกาในสุกร (African swine fever : ASF) เป็นอีกผลงานที่ทำให้ไม่เกิดการระบาดได้เด็ดขาด 100% ส่งผลทำให้มีการส่งออกสุกรได้เพิ่มมากขึ้น ในปี 2563 มีมูลค่าเกิน 22,000 ล้านบาท เพิ่มขึ้นมากกว่า 300% จากปีที่ผ่านมา อีกทั้งยังรับคำชื่นชมจากองค์กรระหว่างประเทศว่า ไทยเป็นประเทศที่มีการป้องกันที่ดีที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และเป็นประเทศเดียวในอาเซียนที่ปลอดโรคระบาดเป็นเวลา 2 ปีติดต่อกัน ในขณะที่มี 34 ประเทศทั่วโลกได้รับผลกระทบอย่างมาก

ด้าน นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้ให้สัมภาษณ์ถึงผลการสำรวจของนิด้าโพล ว่า ต้องขอขอบคุณที่เกษตรกรมีความพึงพอใจต่อการทำงานและผลงานที่ผ่านมา ขอยืนยันว่า ตนเองจะทุ่มเททำงานต่อไปอย่างเต็มที่ในการปฎิรูปภาคการเกษตรของประเทศไทย เพื่อให้นำมาซึ่งประโยชน์สุขและความอยู่ดีกินดีของพี่น้องเกษตรกร โดยเฉพาะในปี 2564 ที่จะดำเนินงานตามยุทธศาสตร์ที่กำหนดใน 5 ยุทธศาสตร์ 15 โครงการที่กำหนดไว้

“ปี 2564 ในส่วนของสินค้าเกษตรที่สำคัญ อย่าง ยางพารา ได้ตั้งเป้าให้ไทยเป็นผู้ผลิตผลิตภัณฑ์จากยางพาราเพื่อส่งออก ส่วนแนวโน้มราคายังมีโอกาสปรับตัวเพิ่มขึ้นได้อีก และอยู่ในแนวบวก จากปัจจัยความต้องการซื้อของจีน แต่ยังคงต้องจับตาทิศทางราคาในตลาดล่วงหน้าของโตเกียว ซึ่งเป็นปัจจัยชี้วัดที่สำคัญ รวมทั้งปัจจัยกลไกลตลาดและมาตรการของรัฐบาล โดยเฉพาะการขับเคลื่อนโมเดลเกษตรฯ-พาณิชย์ทันสมัย และนโยบายเกษตรผลิต พาณิชย์ตลาด

“เป้าหมายดำเนินงานอีกประการ คือ การเดินหน้าสู่เป้าหมายเป็นศูนย์กลางสินค้าเกษตรและอาหารคุณภาพของโลก ภายใต้สถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19จะยึดความปลอดภัยในอาหารสำคัญ โดยเฉพาะสุกรจะเป็นสินค้าเรือธง เพราะชื่อเสียงด้านการป้องกันโรคเป็นที่รับรู้ทั่วโลก รวมถึงการส่งเสริมและพัฒนาเกษตรกรในสาขาอาชีพต่าง ๆเช่น การปลูกหม่อนเลี้ยงไหม ซึ่งกรมหม่อนไหมจะเน้นทำงานเชิงรุกเพื่อสร้างความสามารถในการแข่งขันให้กับสินค้าหม่อนไหมและเป็นการฟื้นฟูเศรษฐกิจจากสถานการณ์ต่างๆ เป็นต้น” ดร.เฉลิมชัย กล่าว

ขณะที่ น.สพ.สรวิศ ธานีโต อธิบดีกรมปศุสัตว์ กล่าวเพิ่มเติมถึงการควบคุมโรค ASF ว่า ปัจจุบันประเทศไทยยังคงมีสถานะปลอดจากโรคอหิวาต์แอฟริกาในสุกร (ASF) ท่ามกลางการระบาดในประเทศเพื่อนบ้าน เป็นเวลา 2 ปีกว่าแล้ว สิ่งที่เป็นปัจจัยสำคัญเกิดจากทั้งความร่วมมือกับองค์กรระหว่างประเทศในการเฝ้าระวังและติดตามสถานการณ์การแพร่ระบาดในต่างประเทศอย่างใกล้ชิด จนนำไปสู่การเตรียมความพร้อมที่ดี โดยมีแผนเฝ้าระวังป้องกัน ควบคุม และกำจัด ที่มีประสิทธิภาพเป็นที่ยอมรับของสากล อีกทั้งรัฐบาลให้ความสำคัญยกระดับเป็นวาระแห่งชาติ อีกทั้งยังได้จัดสรรงบประมาณสนับสนุนด้วย

“ที่ถือเป็นพลังสำคัญที่ช่วยส่งผลให้ประเทศไทยสามารถยืนหยัดปลอดโรค ASF ได้ คือ ความร่วมมือของภาคเอกชน สมาคมต่างๆ และเกษตรกร รวมถึงหน่วยงานภาครัฐอื่นๆที่เกี่ยวข้องถึง 26 หน่วยงาน ที่รวมพลังกันต้านโรคนี้อย่างเข้มแข็ง หากทุกภาคส่วนยังคงสามัคคี ร่วมแรง  ร่วมใจ กันในการเฝ้าระวัง ป้องกัน อย่างเข้มแข็ง ต่อเนื่อง เชื่อว่าประเทศไทยจะยังคงสถานะการปลอดโรค อันจะเป็นการสร้างอาชีพ  สร้างรายได้ แก่เกษตรกรผู้เลี้ยงสุกร อย่างมั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืนต่อไป” อธิบดีกรมปศุสัตว์ กล่าว

กษ.ผนึกตลาดไทเปิดพื้นที่จำหน่ายสินค้าประมงปลอดภัย GAP #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/547127

กษ.ผนึกตลาดไทเปิดพื้นที่จำหน่ายสินค้าประมงปลอดภัย GAP

วันศุกร์ ที่ 22 มกราคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

รัฐมนตรีเกษตรฯ เปิดโครงการส่งเสริมและพัฒนาการตลาดสินค้าประมงปลอดภัยในพื้นที่ตลาดไท หวังผลักดันเป็น “ตลาดประมงปลอดภัย GAP” และเป็นโมเดลต้นแบบในการขยายไปสู่ตลาดในภูมิภาคอื่น

นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยภายหลังพิธีเปิดโครงการส่งเสริมและพัฒนาการตลาดสินค้าประมงปลอดภัยในพื้นที่ตลาดไท ที่ตลาดไท ต.คลองหนึ่ง อ.คลองหลวง จ.ปทุมธานี ว่า จากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19) สร้างความตื่นตระหนกต่อพี่น้องประชาชนถึงความปลอดภัยและสุขอนามัยในการบริโภคสินค้าสัตว์น้ำ ทำให้เกิดผลกระทบเป็นวงกว้าง อีกทั้ง ยังเกิดการระบาดระลอกใหม่ช่วงปลายเดือนธันวาคม 2563 จนถึงขณะนี้มีการติดเชื้อของประชาชนในทุกภาคส่วน โดยเฉพาะในกลุ่มผู้ใช้แรงงานและสถานที่ที่มีการติดเชื้อ ได้แก่ ตลาดซื้อขายสัตว์น้ำ จ.สมุทรสาคร ทำให้มีผลกระทบมาถึงผู้เพาะเลี้ยงสัตว์น้ำชนิดสำคัญ ได้แก่ กุ้งขาวกุ้งก้ามกราม และปลากะพงขาว ซึ่งต้องส่งผลผลิตเข้าไปในตลาดสมุทรสาครจำนวนมาก ได้รับความเดือดร้อน เนื่องจากไม่มีสถานที่จำหน่าย

กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยกรมประมง ได้เล็งเห็นปัญหาและผลกระทบดังกล่าว จึงได้ร่วมมือกับตลาดไทจัดพื้นที่ทำเลที่ดีที่สุด ให้เกษตรกรผู้เพาะเลี้ยงสัตว์น้ำนำผลผลิตจากฟาร์มที่ได้รับการรับรองมาตรฐานGAP มาจำหน่ายในลักษณะขายส่ง เพื่อให้เกิดตลาดที่มีคุณภาพของสินค้าที่ผู้บริโภคเชื่อถือได้ และมีกระบวนการดำเนินการที่เป็นไปตามมาตรการของกระทรวงสาธารณสุขในเรื่องการป้องกันและคัดกรองเชื้อโควิด-19 อย่างเข้มงวด เพื่อให้สถานที่นี้เป็นสถานที่ที่ผู้มาทำกิจกรรมเกิดความมั่นใจ โดยตลาดไทได้ยกเว้นค่าเช่าพื้นที่ให้กับเกษตรกรเป็นเวลา 3 เดือน ตั้งแต่วันที่ 20 มกราคม – 20 เมษายน 2564

สำหรับลูกค้าที่ต้องการเข้ามาซื้อสินค้าสัตว์น้ำ “ตลาดประมงปลอดภัย GAP” ตลาดจะเริ่มจำหน่ายสินค้า เวลา 04.00-11.00 น. (เกษตรกรเข้าตลาดได้ 02.00 น.) ซึ่งการดำเนินการในครั้งนี้ มีเกษตรกรผู้เพาะเลี้ยงสัตว์น้ำให้ความสนใจและแจ้งความประสงค์เข้าร่วมจำหน่ายสินค้า จำนวน 20 กลุ่ม แบ่งออกเป็น กลุ่มผู้เลี้ยงกุ้งขาวแวนาไม จำนวน 7 กลุ่ม กลุ่มผู้เลี้ยงกุ้งก้ามกราม จำนวน 12 กลุ่ม และกลุ่มผู้เลี้ยงปลากะพงขาว จำนวน 1 กลุ่ม โดยเป็นเกษตรกรผู้เพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ จาก 5 จังหวัด ได้แก่ จังหวัดราชบุรี นครปฐม สุพรรณบุรี กาญจนบุรี และฉะเชิงเทรา ปริมาณสัตว์น้ำที่นำมาจำหน่ายเริ่มต้นที่วันละ 5 ตัน หรือ 5,000 กิโลกรัม ซึ่งคาดว่าจะมีปริมาณสัตว์น้ำที่นำมาจำหน่ายเพิ่มขึ้นในช่วงเวลาต่อไป

ด้านนายมีศักดิ์ ภักดีคง อธิบดีกรมประมง กล่าวเพิ่มเติมว่า จากสถานการณ์การระบาดของโรคโควิด-19 ในจ.สมุทรสาคร จนทำให้เกิดผลกระทบเป็นจำนวนมากนั้น ที่ผ่านมากรมประมงดำเนินการแก้ไขโดยการเปิดพื้นที่กรมประมงให้เกษตรกรมาขายกุ้งและในส่วนภูมิภาคได้ให้สำนักงานประมงจังหวัดทั่วประเทศเปิดให้เกษตรกรมาขายกุ้งโดยตรง ซึ่งขณะนี้(ข้อมูล ณ วันที่ 17 มกราคม 2564) สามารถระบายผลผลิตช่วยเหลือเกษตรกรไปได้ถึง 284,131 กิโลกรัม มูลค่า 55,693,850 บาท นอกจากนี้ยังมีการขอความร่วมมือห้องเย็นโรงงานแปรรูปในการรับซื้อกุ้ง และประสานความร่วมมือไปยังทุกภาคส่วนในการช่วยประชาสัมพันธ์สร้างความมั่นใจในการบริโภคกุ้งและสินค้าสัตว์น้ำและช่วยเป็นแหล่งจำหน่ายกุ้งอีกด้วย

“สำหรับการดำเนินการร่วมกับตลาดไทครั้งนี้จะเป็นอีกช่องทางกระจายสินค้าสัตว์น้ำให้เกษตรกรผู้เพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ โดยในอนาคตคาดหวังผลักดันให้“ตลาดประมงปลอดภัย GAP” เป็นศูนย์กลางค้าส่งสินค้าสัตว์น้ำแห่งใหม่ เพื่อกระจายสู่ผู้บริโภคทั่วประเทศต่อไป” นายมีศักดิ์ กล่าว

สถานีเกษตร-สิ่งแวดล้อม : การบริหารจัดการแม่น้ำโขง #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/547128

สถานีเกษตร-สิ่งแวดล้อม : การบริหารจัดการแม่น้ำโขง

สถานีเกษตร-สิ่งแวดล้อม : การบริหารจัดการแม่น้ำโขง

วันศุกร์ ที่ 22 มกราคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

แม่น้ำโขงเป็นแม่น้ำนานาชาติ ต้นกำเนิดอยู่ในประเทศจีน ไหลผ่านจีน เมียนมา ไทย ลาว กัมพูชา และออกสู่ทะเลที่ประเทศเวียดนาม ซึ่งในปัจจุบันมีการสร้างเขื่อนในแม่น้ำโขงหลายแห่งทั้งในจีน และ สปป.ลาว ทำให้ระดับน้ำในแม่น้ำโขงไม่เป็นไปตามธรรมชาติ

เมื่อวันก่อนได้อ่านข้อความที่ท่าน สส.เชียงราย นพ.เอกภพ เพียรพิเศษ หรือ หมอเอก พรรคก้าวไกล โพสต์ข้อความทางเฟซบุ๊คแสดงความเห็นถึงการไม่รักษาสุมดุลอำนาจระหว่างประเทศในการบริหารจัดการน้ำโขง ปล่อยให้ น้ำโขงแห้งเหือดส่งผลต่อระดับน้ำอิงที่เชียงแสนและส่งผลกระทบต่อชีวิตของคนบนฝั่งน้ำ สาเหตุเพราะเขื่อนที่ขวางอยู่ตลอดแนวลำน้ำโขง โดยที่รัฐบาลไทยไม่ทำอะไรเลย

เรื่องนี้ผมมีโอกาสได้พูดคุยกับ บิ๊กหมายเลข1ของข้าราชการประจำในการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำของประเทศไทย ดร.สมเกียรติ ประจำวงษ์ เลขาธิการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ(สทนช.) ในเรื่องดังกล่าวว่า เป็นจริงหรือไม่ ประเทศไทยเป็นแค่ “มณฑลไท่กั๋ว” อย่างที่หมอเอกว่าเลยหรือ?

หน้ามือ…หลังมือเลย ครับ!

“รัฐบาลไทยทำงานเชิงรุกจัดการน้ำโขงมาอย่างต่อเนื่อง และยังปรับปรุงการเชื่อมต่อข้อมูลใกล้ชิดมากขึ้นโดยยึดผลประโยชน์ประเทศสูงสุดภายใต้กรอบเวทีความร่วมมือลุ่มน้ำโขงตลอดสาย” ดร.สมเกียรติกล่าวยืนยัน

เลขาธิการ สทนช.ได้ขยายความให้ฟังว่า การบริหารจัดการน้ำโขง ในระยะ 1-2 ปีที่ผ่านมานั้น มีการผลักดันให้เกิดการแลกเปลี่ยนข้อมูลระดับน้ำและด้านอุทกวิทยาตลอดทั้งปีทุกเวทีการเจรจา ซึ่งทางจีนยินดีให้ข้อมูลระดับน้ำและปริมาณน้ำจากสถานีวัดน้ำ 2 แห่ง ได้แก่ สถานีจิ่งหง และสถานีหม่านอัน ตั้งแต่ปี 2562 เป็นต้นมา ล่าสุดกระทรวงทรัพยากรน้ำของจีน กับสทนช. ได้มีการลงนามความร่วมมือในการแลกเปลี่ยนข้อมูลตลอดทั้งปีมีผลตั้งแต่วันที่ 1 พ.ย. 2563ที่ผ่านมา จากเดิมเริ่มต้นเพียงช่วงฤดูฝนเท่านั้น

ส่วนกรณีที่เขื่อนจิ่นหง ของจีน ลดการระบายนั้น สทนช.ได้รับข้อมูลอุทกวิทยาจากสถานียุนจิ่นหง พบว่า มีระดับน้ำที่เปลี่ยนแปลงไปตั้งแต่วันที่ 31 ธันวาคม 2563 ก็ไม่ได้นิ่งนอนใจได้เร่งติดต่อประสานงานทันที แต่ด้วยเป็นช่วงวันหยุดยาวสิ้นปี ทำให้เกิดช่องว่างในการแจ้งยืนยันข้อมูลอย่างเป็นทางการมาในวันที่ 5 ม.ค. 2564 ทำให้การแจ้งเตือนหน่วยงานระดับพื้นที่มีความล่าช้าลงบ้าง โดยระดับน้ำที่ อ.เชียงแสน ลดลงวันที่ 2-5 มกราคม 2564 ประมาณ 1 เมตร

คาดว่าในระยะนี้ ระดับน้ำในแม่น้ำโขงจะมีค่าคงที่ ซึ่งอยู่ต่ำกว่าระดับตลิ่ง ประมาณ 10.61 เมตร

อย่างไรก็ตาม การพึ่งพาตัวเองเป็นเรื่องที่ดีที่สุด ดังนั้น สทนช.กำลังเร่งปรับปรุงระบบการได้ข้อมูลยืนยันที่เป็นทางการให้รวดเร็วมากขึ้น โดยในเร็วๆนี้ จะมีการตั้งสถานีอุทกวิทยาที่เชียงกก บริเวณพรมแดนของลาว-เมียนมา-จีน ซึ่งจะทำให้ไทยสามารถวิเคราะห์ข้อมูลระดับน้ำได้ถูกต้อง รวดเร็วยิ่งขึ้น พร้อมทั้งจะใช้ดาวเทียมในการยืนยันข้อมูลอุทกวิทยาตลอดลำน้ำโขงอีกด้วย

จริงๆ แล้วจีนไม่ให้ข้อมูลด้านอุทกวิทยายังได้เลยเพราะเป็นเขื่อนที่สร้างก็เป็นของเขา สร้างกั้นแม่น้ำในประเทศเขาด้วย แต่ด้วยการเจรจาและความสัมพันธ์อันดีของไทยและจีน รวมทั้งอีก 4 ประเทศในลุ่มน้ำโขง ทำให้เกิดการแลกเปลี่ยนเชื่อมโยงข้อมูลด้านอุทกวิทยา เพื่อให้ในการบริหารแม่น้ำโขงเกิดประสิทธิภาพสูงสุดและเกิดผลกระทบกับประชาชนน้อยที่สุดภายใต้สภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างมากในปัจจุบัน

หวังว่าคงเข้าใจนะครับ…

รัฐศักดิ์ พลสิงห์

เตือนเกษตรกรนราฯระวังโรคใบร่วงยาง #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/547126

เตือนเกษตรกรนราฯระวังโรคใบร่วงยาง

วันศุกร์ ที่ 22 มกราคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

นายไพฑูรย์ สีลาพัฒน์ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรที่ 9 สงขลา (สศท.9) สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) เปิดเผยว่า จากการติดตามสถานการณ์ระบาดของโรคใบร่วงยางพาราที่เกิดจากเชื้อรา Colletotrichum sp. ที่พบระบาดใน 14 จังหวัดภาคใต้ เมื่อช่วงปลายปีที่ผ่านมา โดยจังหวัดที่มีพื้นที่การระบาดมากที่สุด 4 อันดับแรก เป็นเขตภาคใต้ตอนล่าง ได้แก่ นราธิวาส ยะลา สงขลา และปัตตานี พบการระบาดและสร้างความเสียหายมากที่สุดในจังหวัดนราธิวาส เนื้อที่เสียหายรวม 758,670 ไร่ หรือร้อยละ 94 ซึ่งการยางแห่งประเทศไทยสาขาจังหวัดนราธิวาส และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในพื้นที่ได้ดำเนินการแก้ไขพร้อมเข้าช่วยเหลือเกษตรกรผู้ปลูกยางอย่างเร่งด่วน

สศท. 9 ได้ร่วมลงพื้นที่ติดตามสถานการณ์การระบาดของโรคอย่างต่อเนื่องในพื้นที่จ.นราธิวาส เมื่อวันที่ 24-26 ธันวาคม 2563 ที่ผ่านมา พบว่า จ.นราธิวาสมีพื้นที่ยืนต้นยางพาราทั้งหมดที่ขึ้นทะเบียนกับ กยท. 799,803 ไร่ พบการระบาดซ้ำใน 13 อำเภอ เนื้อที่เสียหายรวม 758,670 ไร่ คิดเป็นร้อยละ 94 ของเนื้อที่กรีดยางได้ทั้งจังหวัด ซึ่งส่งผลกระทบต่อผลผลิตลดลงร้อยละ 60 โดยอำเภอที่พบการระบาดมากที่สุด ได้แก่ อำเภอเจาะไอร้อง จำนวน 40,621 ไร่ ซึ่งคาดว่าการระบาดของโรคจะทวีความรุนแรงมากขึ้น เนื่องจากช่วงเดือนพฤศจิกายน- ธันวาคมที่ผ่านมา มีฝนตกหนัก เพราะเป็นช่วงฤดูฝน มีความชื้นมาก และบางพื้นที่ลาดชั้นทำให้สารเคมีหรือสารชีวภัณฑ์ที่ใช้กำจัดเชื้อราถูกชะล้างไปกับน้ำฝน

สำหรับช่วงที่ผ่านมา กระทรวงเกษตรและสหกรณ์โดยการยางแห่งประเทศไทย (กยท.) หน่วยงานที่เกี่ยวข้องในพื้นที่และสศท.9 ได้เร่งดำเนินการแก้ปัญหาการแพร่ระบาดของโรคใบร่วงยางพารา โดยสร้างการรับรู้ให้เกษตรกรตระหนักถึงความสำคัญในการให้ความร่วมมือในการแก้ปัญหาโรคดังกล่าว ผ่านเวทีการประชุมในระดับต่างๆ ร่วมกับสถาบันการศึกษา และสถาบันวิจัยยางเพื่อศึกษาวิจัยหาเชื้อสาเหตุ รวมถึงวิธีการป้องกันในอนาคตซึ่งจากการลงพื้นที่เพื่อแก้ไขปัญหาโรคระบาดใบร่วงยางพาราจังหวัดนราธิวาสได้ดำเนินการร่วมกับสถาบันวิจัยยางและสถาบันการศึกษา ได้แก่ มหาวิทยาลัยราชภัฏยะลามหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ ศูนย์ส่งเสริมเทคโนโลยีการเกษตรด้านอารักขาพืช ดำเนินการวิจัยหาเชื้อสาเหตุและการป้องกันกำจัดโรคใบร่วงชนิดใหม่ในยางพารา ปัจจุบันมีการพบเชื้อที่แตกต่างกัน โดยมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ พบเชื้อ Neopestalotiopsis 2 สายพันธุ์คือ Neopestalotiopsiscubanaและ N. formicarumสถาบันวิจัยยาง พบเชื้อ Pestalotiopsis sp. และเชื้อ Colletotrichum sp. ซึ่งมีความหลากหลาย การควบคุมกำจัด การใช้สารเคมี สารชีวภัณฑ์จึงแตกต่างกันไปการนำมาใช้กับแปลงทดลองจึงต้องพิจารณาปัจจัยภายนอกต่างๆ ควบคู่ไปด้วย เช่น สภาพอากาศ สภาพพื้นที่ ความสูงต่ำของต้นยางพารา

ทั้งนี้ เกษตรกรควรหมั่นเฝ้าระวัง สังเกตอาการของโรคใบร่วงได้ด้วยตนเอง ซึ่งใบยางพาราโดยเฉพาะใบแก่จะมีลักษณะเป็นรอยช้ำเป็นกลุ่มเห็นชัดเจนด้านหลังใบ หลังจากนั้นจะแสดงอาการเป็นวงค่อนข้างกลมสีเหลือง ต่อมาเนื้อเยื่อรอยสีเหลืองจะแห้งตาย เป็นแผลกลมสีสนิมซีด หากเกษตรกรพบหรือสงสัยว่ายางพาราที่ปลูกเป็นโรคดังกล่าวให้รีบติดต่อ การยางแห่งประเทศไทย สาขาจังหวัดนราธิวาส โทร. 0-7351 4745 สำนักงานเกษตรอำเภอเมืองนราธิวาส โทร.0-7353-2221 และสำนักงานเกษตรจังหวัดนราธิวาส โทร. 0-7353-2222

ติวเข้มเกษตรกร-ผู้ประกอบการ ใช้และแสดงเครื่องหมายQ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/547016

ติวเข้มเกษตรกร-ผู้ประกอบการ ใช้และแสดงเครื่องหมายQ

ติวเข้มเกษตรกร-ผู้ประกอบการ ใช้และแสดงเครื่องหมายQ

วันพฤหัสบดี ที่ 21 มกราคม พ.ศ. 2564, 15.30 น.

มกอช. เดินสายเปิดคอร์สติวเข้มเกษตรกร-ผู้ประกอบการ ใช้และแสดงเครื่องหมาย Q  เครื่องการันตีผลผลิตทางการเกษตรมีคุณภาพ และปลอดภัย ผ่านการรับรองมาตรฐาน

21 ม.ค.2564 นายพิศาล พงศาพิชณ์ เลขาธิการสำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ (มกอช.) เปิดเผยว่า เครื่องหมายรับรอง Q คือ เครื่องหมายรับรองที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ประกาศใช้เพื่อแสดงถึงการให้การรับรองสินค้าเกษตรและอาหารว่า เป็นไปตามมาตรฐานที่ประกาศโดยหรือได้รับความเห็นชอบจากคณะกรรมการมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ ในด้านความปลอดภัยอาหาร (Food Safety) และด้านคุณภาพที่จำเป็น (Essential Quality)
ที่ผ่านมา มกอช. โดยกองควบคุมมาตรฐาน ได้ดำเนินการพัฒนากลุ่มเกษตรกร เครือข่ายเฝ้าระวังความปลอดภัยสินค้าเกษตร เพื่อเฝ้าระวังความปลอดภัยของสินค้าเกษตรในระดับชุมชน พัฒนาต่อยอดโดยนำเครือข่ายเข้าสู่ระบบการเกษตรปลอดภัยเพื่อให้ได้การรับรองมาตรฐานการปฏิบัติทางการเกษตรที่ดีสำหรับพืชอาหาร (มกษ.9001-2556) ส่งเสริมให้มีการใช้และแสดงเครื่องหมายรับรองมาตรฐาน (เครื่องหมาย Q) เพื่อแสดงถึงคุณภาพและความปลอดภัยของผลิตผลจากชุมชนหรือกลุ่มของตน พร้อมทั้งได้สร้างช่องทางการจำหน่ายทำให้มีสินค้าเกษตรที่มีคุณภาพปลอดภัยออกสู่ท้องตลาดมากขึ้น

นายพิศาล กล่าวว่า ทั้งนี้ มกอช. ได้จัดทำ “โครงการยกระดับผู้ผลิตสินค้าเกษตรให้ได้การรับรองตามมาตรฐานทั่วไป ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2564” เพื่อพัฒนาเกษตรกร ผู้ประกอบการภาคเอกชน ให้มีความรู้ความเข้าใจด้านมาตรฐานสินค้าเกษตร เรื่องมาตรฐานการปฏิบัติทางการเกษตรที่ดีสำหรับพืชอาหาร (มกษ.9001-2556) และมาตรฐานเกษตรอินทรีย์ (มกษ.9000-2552) สามารถนำความรู้ไปปฏิบัติและได้รับการรับรับรองตามมาตรฐาน อีกทั้งยังมีการสนับสนุนให้ใช้และแสดงเครื่องหมายรับรองมาตรฐาน (เครื่องหมาย Q) ตามมาตรฐานทั่วไปเพื่อแสดงถึงคุณภาพและความปลอดภัยของผลิตผล

นายพิศาล กล่าวอีกว่า โดยในช่วงเดือนธันวาคม 2563 ที่ผ่านมา มกอช. ได้จัดสัมมนาถ่ายทอดความรู้ด้านมาตรฐานสินค้าเกษตร ข้อกำหนดและการขอรับการรับรองมาตรฐานเกษตรอินทรีย์ (มกษ.9000-2552) การใช้และแสดงเครื่องหมายรับรองมาตรฐาน (เครื่องหมาย Q) ให้แก่กลุ่มเกษตรกร และผู้ประกอบการภาคเอกชน พร้อมกับลงพื้นสาธิตการประเมินแปลงเพาะปลูกของเกษตรกร จำนวน 3 ครั้ง ได้แก่ ครั้งที่ 1 ณ โรงแรมสวนนงนุช พัทยา อ.สัตหีบ จ.ชลบุรี จำนวน 62 คน ครั้งที่ 2 ณ ที่ทำการกลุ่ม PGS ชลบุรี อ.บ้านบึง จ.ชลบุรี จำนวน 36 คน และครั้งที่ 3 ณ ทำการกลุ่มบ้านไร่เพียงดิน อ.ท่ายาง จ.เพชรบุรี จำนวน 36 คน  ทั้งนี้ หลังจากที่เกษตรกร และผู้ประกอบการภาคเอกชน ที่ผ่านการอบรมดังกล่าวแล้ว กองควบคุมมาตรฐาน จะทำการการตรวจประเมินเบื้องต้น (Pre-Audit) เพื่อเตรียมความพร้อมในการยื่นขอรับการรับรองมาตรฐานเกษตรอินทรีย์ เมื่อผ่านหรือได้รับการรับรองมาตรฐานแล้ว จะสนับสนุนให้มีการใช้และแสดงเครื่องหมายรับรอมาตรฐาน(เครื่องหมาย Q) และมาตรฐานเกษตรอินทรีย์ต่อไป

“มกอช. คาดหวังว่าเกษตรกร และผู้ประกอบการภาคเอกชน ที่ผ่านการอบรม ซึ่งเป็นผู้ผลิตสินค้าเกษตร ได้รับความรู้และได้การรับรองมาตรฐานทั่วไป ทั้งมาตรฐาน GAP,Organic Thailand พร้อมทั้งนำเครื่องหมายรับรองมาตรฐาน โดยเฉพาะเครื่องหมาย Q ไปใช้เพื่อแสดงถึงคุณภาพและความปลอดภัยของผลิตผลทางการเกษตร”เลขาธิการ มกอช. กล่าว

ซอกแซกอาเซียน : 21 มกราคม 2564 #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/546854

ซอกแซกอาเซียน : 21 มกราคม 2564

ซอกแซกอาเซียน : 21 มกราคม 2564

วันพฤหัสบดี ที่ 21 มกราคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

คราวก่อนจบตรงที่เหตุผลคร่าวๆ ในการผลักดันและคัดค้านการรับรองเพื่อควบคุมพันธุ์ข้าว ซึ่งมีทั้งดีไม่ดี แล้วแต่มุมมองของฝ่ายหนุนและฝ่ายค้าน ฉบับนี้ขอมาต่ออีกนะครับ ฝ่ายที่คัดค้าน ได้ให้เหตุผลในรายละเอียดว่า การควบคุมพันธุ์ข้าว โดยต้องมีการรับรองพันธุ์ข้าวทุกพันธุ์นั้น จะเกิดผลเสียที่เห็นได้ชัด คือ เป็นการสกัดกั้นการพัฒนาสายพันธุ์ข้าวที่ใครๆ ก็ควรมีอิสระกระทำได้ ยิ่งถ้าเป็นชาวนา ควรได้รับการส่งเสริมให้พัฒนาสร้างพันธุ์พื้นบ้านพื้นถิ่นใช้ปลูกโดยเสรี จะช่วยให้ได้ชนิดพันธุ์ข้าวที่สนองตอบระบบนิเวศและตลาดได้มากขึ้นกว่าเดิม และสงสัยว่าการบังคับให้ต้องเอาพันธุ์ข้าวไปรับรองก่อน น่าจะเป็นเรื่องของความต้องการแสวงหาอำนาจของกรมการข้าว ทั้งที่ทุกวันนี้ก็ออกชนิดพันธุ์ข้าวไม่พอหรือไม่ทันต่อการตอบโจทย์ด้านการตลาด นอกจากนี้ มีความเข้าใจผิดต่อกรณีการออกกฎหมายดังกล่าวว่า ต่อนี้ไป ชาวนาจะไม่สามารถเก็บเมล็ดพันธุ์ของตัวเองไว้ใช้ปลูกในฤดูต่อๆ ไปได้ ต้องซื้อเมล็ดพันธุ์ข้าวจากภายนอกอย่างเดียว หากใช้เมล็ดพันธุ์ตนเองปลูก จะมีความผิดถึงขั้นติดคุกติดตาราง (โปรดสังเกตว่า ตอนนี้เริ่มสับสนระหว่างคำว่า “พันธุ์” กับ “เมล็ดพันธุ์”แล้ว – ถ้าต้องการเข้าใจชัดเจนกรุณากลับไปอ่านตอนที่ผ่านมา)หนักกว่านั้น ฝ่ายคัดค้านยังกล่าวหาว่าการเสนอควบคุมพันธุ์ข้าวมีเจตนาแอบแฝงหรือเป็นการสมคบคิดของนักวิชาการกับบริษัทขายเมล็ดพันธุ์ข้าวยักษ์ใหญ่ที่ต้องการผูกขาดตลาดเมล็ดพันธุ์ข้าวทั้งระบบ ฟังดูแล้วช่างเป็นคำกล่าวหาที่ร้ายแรงและทำร้ายจิตใจของนักวิชาการที่มุ่งทำงานวิจัยทดลองเพื่อพัฒนาพันธุ์ข้าวไทยเสียเหลือเกิน

ผมเองไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับเรื่องการเสนอกฎหมายนี้เลย แต่ใคร่ครวญอย่างดีแล้วกลับเห็นด้วยว่า การกำหนดให้ต้องมีการรับรองพันธุ์ข้าวนั้น น่าจะมีผลดีมากกว่าผลเสียและเป็นความคิดริเริ่มที่ควรสนับสนุน เพราะจากประสบการณ์ที่ผ่านมา พบความจริง เช่น มีการลักลอบเอาพันธุ์ข้าวจากต่างประเทศ หรือจากแปลงทดลองที่ยังทำไม่เสร็จ รวมทั้งผลิตผสมพันธุ์เอง แล้วนำไปผลิตเมล็ดพันธุ์ขายเอากำไร แอบอ้างหรือตั้งชื่อพันธุ์ใหม่ๆ แปลกๆ จนเกิดความเสียหายแก่ชาวนาและมีการร้องเรียนกันมาโดยตลอด บางพันธุ์มีการโฆษณาสรรพคุณโด่งดัง แต่เมื่อชาวนาเอาไปปลูกต่อๆ กันเพียงไม่กี่ฤดู ก็เกิดการกลายพันธุ์หรือได้ผลผลิตที่ไม่คงตัวสม่ำเสมอ เมื่อไปตรวจสอบก็ไม่ทราบที่มาที่ไป จึงควรอุดช่องว่างอันนี้เสีย

เรื่องการออกกฎหมายนี้เถียงกันอยู่ในสภาประมาณครึ่งปี ในที่สุดก็ไปไม่รอด เพราะมิได้มีแต่เพียงประเด็นด้านการควบคุมพันธุ์ข้าวแต่เพียงอย่างเดียว หากแต่ยังมีประเด็นที่แรงกว่าและเกิดการต่อต้านมากกว่า คือ มีการควบคุมบางเรื่องไปถึงพ่อค้าโรงสีข้าว ทั้งนี้โดยผู้เสนอมีเจตนาเพื่อช่วยเหลือชาวนาที่ยากจนข้นแค้น และประเด็นหลังนี้เองที่มีการตีความไปคนละอย่าง และมีการคัดค้านกันอย่างรุนแรงว่าจะเกิดผลกระทบต่อการค้าข้าวอย่างมาก จนกฎหมายนี้ต้องพับฐานไป

มีโอกาสตอนนี้ สิ่งที่ผมอยากจะช่วยทางกรมการข้าวสร้างความเข้าใจอีกครั้ง คือในประเด็นแรกที่ถูกกล่าวหาว่า ถ้ามีกฎหมายนี้แล้ว ชาวนาจะไม่สามารถเก็บเมล็ดพันธุ์ข้าวตนเองไว้ปลูกได้ ต้องซื้อจากภายนอกอย่างเดียวนั้น เป็นสิ่งที่เข้าใจคลาดเคลื่อนอย่างมหันต์ เพราะจริงๆ แล้วกฎหมายนี้ไม่ได้เกี่ยวกับ “เมล็ดพันธุ์ข้าว” เลย ทว่าเป็นเรื่องของ “พันธุ์ข้าว” เท่านั้น แล้วก็บังคับเฉพาะการกระทำใดๆ ต่อการขยายพันธุ์ข้าวที่เป็นเชิงธุรกิจการค้าเท่านั้น หมายถึงใครหรือหน่วยงานใดก็ตามที่ค้นคว้าวิจัยสร้างพันธุ์ข้าวขึ้นใหม่ ก็สามารถกระทำได้โดยอิสระเหมือนเดิม และก็จะเอาไปปลูกในที่นาตนเองหรือเพื่อนบ้านแบบวิถีความเป็นอยู่ดั้งเดิมก็ย่อมกระทำได้ตลอดเวลา กฎหมายขอเพียงว่า ถ้าหากจะนำเอาพันธุ์ที่คิดค้นได้ไปผลิตเมล็ดพันธุ์แล้วจำหน่ายในเชิงธุรกิจการค้า ย้ำ “เพื่อจำหน่ายเป็นการค้า” ได้นั้น ขอมาให้กรมการข้าวตรวจสอบประวัติสายพันธุ์ รายละเอียดพันธุ์ รวมทั้งศึกษาพิสูจน์ข้อดีข้อเสียของพันธุ์ ที่เรียกว่า “การรับรอง” เสียก่อนเท่านั้น เรื่องนี้ยังไม่จบ เพราะยังมีประเด็นที่ต้องทำความเข้าใจต่อในฉบับหน้าอีกครับ

ชาญพิทยา ฉิมพาลี

chanpithya@apterr.org

เปิดรับสมัครเกษตรกรร่วมเว็บฯตลาดเกษตรกรออนไลน์ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/546852

เปิดรับสมัครเกษตรกรร่วมเว็บฯตลาดเกษตรกรออนไลน์

วันพฤหัสบดี ที่ 21 มกราคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

นายเข้มแข็ง ยุติธรรมดำรง อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวว่า ตามที่กรมส่งเสริมการเกษตรได้เปิดตัวเว็บไซต์ “www.ตลาดเกษตรกรออนไลน์.com” ภายใต้สโลแกน “เกษตรกรจริงจริง ทุกสิ่งปลอดภัย เพียงคุณสั่ง เราพร้อมส่ง” เพื่อเป็นสื่อกลางในการรวบรวมข้อมูลสินค้าเกษตร ที่มีช่องทางการติดต่อซื้อขายแบบออนไลน์ และผ่านการคัดสรรจากคณะทำงานฯ ระดับจังหวัด กำกับด้วยคณะกรรมการระดับประเทศ นำสินค้าเกษตรคุณภาพดีจากเกษตรกรตัวจริง อาทิ กลุ่มเกษตรกรแปลงใหญ่, Smart Farmer (SF), Young Smart Farmer (YSF), วิสาหกิจชุมชน และองค์กรเกษตรกรอื่นๆ จากทั่วประเทศ ถึงมือผู้บริโภคโดยตรงในราคายุติธรรม ไม่ผ่านพ่อค้าคนกลาง พร้อมส่งถึงบ้านแล้ว โดยเปิดให้บริการตั้งแต่เดือนเมษายน 2563 จนถึงปัจจุบัน สร้างรายได้ให้กับเกษตรกรมากกว่า 144 ล้านบาท

จากกระแสตอบรับที่ดีมีปริมาณชนิดสินค้าให้เลือกหลากหลาย ประกอบด้วย สินค้าทางการเกษตร ทั้งผลผลิตสดสินค้าแปรรูป และสินค้าหัตถกรรม 9 หมวด ได้แก่ ข้าวและธัญพืช ผัก ผลไม้ไม้ดอกไม้ประดับ อาหารแปรรูปและเครื่องดื่ม สมุนไพรและเครื่องสำอาง ผ้าและเครื่องแต่งกาย หัตถกรรมและสิ่งประดิษฐ์ และสินค้าอื่นๆ และจากยอดการสั่งซื้อสินค้าที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ขณะนี้ กรมส่งเสริมการเกษตรเปิดรับสมัครเกษตรกรผู้สนใจเข้าร่วมโครงการและจำหน่ายสินค้าบนเว็บไซต์ “www.ตลาดเกษตรกรออนไลน์.com” ด้วยตนเองได้แล้ว ทั้งนี้ กรมจะมีการคัดเลือกสินค้าเกษตรและสินค้าแปรรูปเกษตรที่ได้รับการรับรองมาตรฐานต่างๆ เช่น Good Agricultural Practice(GAP), มาตรฐานเกษตรอินทรีย์ Participatory Guarantee System (PGS), Good Manufacturing Practice(GMP), Primary GMP, Hazard Analysis Critical control Point (HACCP), อย., มาตรฐานอาหารฮาลาลและมาตรฐานผลิตภัณฑ์ชุมชน (มผช.) กรณีสินค้าที่ยังไม่มีมาตรฐานรองรับ เช่น ไม้ดอกไม้ประดับ ยกเว้น กล้วยไม้ และปทุมมา จะต้องได้รับการรับรองคุณภาพจากสำนักงานเกษตรอำเภอ เพื่อรับประกันคุณภาพเบื้องต้น สำหรับเกษตรกรผู้สนใจเข้าร่วมโครงการและจำหน่ายสินค้าบนเว็บไซต์จะต้องมีประสบการณ์จำหน่ายสินค้านั้นในรูปแบบออนไลน์อยู่แล้ว โดยต้องมีคุณสมบัติเพิ่มเติม ดังนี้

1.เป็นเกษตรกรรายย่อย SMART FARMER (SF), SMART FARMER ต้นแบบ, YOUNG SMART FARMER (YSF) ที่ขึ้นทะเบียนเกษตรกร (ทบก.) กับกรมส่งเสริมการเกษตร หรือเป็นสมาชิกในครัวเรือนเกษตรกรที่อยู่ในทะเบียนเกษตรกร และไม่เป็นนิติบุคคล 2. ประเภทองค์กรเกษตรกรและวิสาหกิจชุมชน ได้แก่ เป็นกลุ่มส่งเสริมการเกษตรแบบแปลงใหญ่ กลุ่มวิสาหกิจชุมชน กลุ่มแม่บ้านเกษตรกร และกลุ่มส่งเสริมอาชีพการเกษตร และเป็นเกษตรกร องค์กรเกษตรกร วิสาหกิจชุมชน ที่ผลิตสินค้า/ผลิตภัณฑ์เกษตรที่มีคุณภาพ ปลอดภัย ได้มาตรฐานบริการดี และเป็นเกษตรกร องค์กรเกษตรกร วิสาหกิจชุมชน ที่จำหน่ายสินค้าผ่านระบบออนไลน์ หรือช่องทาง e-Commerce ต่างๆ อยู่แล้ว ที่อยู่ใน Platform เช่น thailandpostmart.com, dgtfarm.com, ortorkor.com และ platform ภาคเอกชน เช่น LAZADA,Shopee, 24Shopping ฯลฯ หรือใช้ช่องทางออนไลน์อื่นในการจำหน่ายสินค้าอยู่แล้ว เช่น Line, Line Official,Facebook และ Instagram

3. ไม่เป็นพ่อค้าคนกลางที่ซื้อสินค้าเกษตรหรือผลิตภัณฑ์สินค้าเกษตรมาจำหน่ายในระบบออนไลน์ และยินยอมปฏิบัติตามข้อกำหนดและเงื่อนไขของกรมส่งเสริมการเกษตร โดยเกษตรกร
ผู้สนใจเข้าร่วมโครงการและจำหน่ายสินค้า สามารถสมัครด้วยตนเองผ่านทางเว็บไซต์ http://www.ตลาดเกษตรออนไลน์.comในเมนู “เข้าสู่ระบบ/สมัครสมาชิก” หรือดาวน์โหลดคู่มือการสมัครเข้าร่วมโครงการได้ที่ http://bit.ly/farmer-manualได้ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป

กษ.เดินหน้าขับเคลื่อนงานประกวดข้าว ส่งเสริม ‘ข้าวไทย’ สู่ตลาดโลก #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/546768

กษ.เดินหน้าขับเคลื่อนงานประกวดข้าว ส่งเสริม'ข้าวไทย'สู่ตลาดโลก

กษ.เดินหน้าขับเคลื่อนงานประกวดข้าว ส่งเสริม’ข้าวไทย’สู่ตลาดโลก

วันพุธ ที่ 20 มกราคม พ.ศ. 2564, 15.45 น.

เมื่อวันที่ 20 มกราคม 2564 นายประภัตร โพธสุธน รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า ปัจจุบันสถานการณ์ตลาดข้าวมีการแข่งขันเพิ่มมากขึ้น หลายประเทศมีการพัฒนาศักยภาพในการผลิตข้าว เพื่อบริโภคภายในประเทศ และสามารถส่งออกจนเป็นอันดับต้นๆ ของโลก ประเทศไทยเป็นหนึ่งในประเทศผู้นำการส่งออกข้าวในตลาดโลก และส่งออกข้าวดีมีคุณภาพติดอันดับโลกมาเป็นระยะเวลานาน เพื่อให้มีการสรรหาข้าวพันธุ์ดีมีคุณภาพสูงอย่างต่อเนื่อง กระทรวงเกษตรฯ จึงได้มอบหมายให้กรมการข้าวจัดการประกวดข้าวเพื่อรองรับและส่งเสริมการส่งออกของตลาดข้าวโลก ครั้งที่ 1 ประจำปี 2564 ระหว่างวันที่ 14 – 15 มีนาคม 2564 ณ โรงแรมรามาการ์เด้นส์ กรุงเทพมหานคร เพื่อถ่ายทอดพร้อมประชาสัมพันธ์การพัฒนาพันธุ์ข้าวเพื่อรองรับและส่งเสริมการส่งออกข้าวสู่ตลาดโลกโดยเปิดโอกาสให้ผู้ที่สนใจส่งข้าวเข้าร่วมประกวดได้ตั้งแต่วันนี้ จนถึงวันที่ 29 มกราคม 2564 ณ อาคารจักรพันธ์ กรมการข้าว กรุงเทพฯ

สำหรับการจัดงานดังกล่าวถือเป็นอีกกลไกหนึ่งในการพัฒนาข้าวไทยให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาด โดยมีการเชื่อมโยงหน่วยงานหลายภาคส่วน แลกเปลี่ยนองค์ความรู้และความคิดเห็นระหว่างนักวิชาการ นักวิจัย เกษตรกร และผู้เกี่ยวข้องที่ปฏิบัติงานด้านการปรับปรุงพันธุ์ข้าว ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อทั้งเกษตรกรและเศรษฐกิจโดยรวมของประเทศ สำหรับตัวอย่างข้าวที่ส่งเข้าประกวดปีนี้กำหนดไว้ 3 ประเภท ได้แก่ 1.ข้าวหอมมะลิไทย 2.ข้าวหอมไทย และ 3.ข้าวขาวพื้นนุ่ม โดยข้าวที่ส่งเข้าประกวดต้องเป็นข้าวพันธุ์แท้ ไม่มีข้าวพันธุ์อื่นปน ไม่ละเมิดสิทธิทางปัญญา และไม่ลักลอบนำเข้าอย่างผิดกฎหมายหรือมีการดัดแปลงทางพันธุกรรม (GMOs)

ทั้งนี้ คณะกรรมการตัดสินการประกวดจะพิจารณาจากคุณภาพทางกายภาพ เช่น ความยาวเมล็ด ท้องไข่ คุณภาพการสี พิจารณาคุณภาพทางเคมี เช่น ปริมาณอมิโลส ความหอม และพิจารณาคุณภาพการหุงต้มและรับประทาน เช่น เนื้อสัมผัสและรสชาติ โดยจะมีการพิจารณาตัดสินและมอบรางวัลในวันที่ 15 มีนาคม 2564 ณ โรงแรมรามาการ์เด้นส์ กรุงเทพมหานคร โดยกิจกรรมภายในงาน จะมีการจัดแสดงนิทรรศการเผยแพร่องค์ความรู้ด้านข้าว การออกบูธนำเสนอผลิตภัณฑ์แปรรูปจากข้าว และอื่นๆ อีกมากมาย เป็นต้นโดยผู้ที่สนใจสามารถส่งข้าวเข้าประกวดได้มากกว่า 1 ประเภท ตัวอย่างข้าวเปลือกแห้งประเภทละ 15 กิโลกรัม สามารถสมัครได้ด้วยตนเอง หรือสมัครทางไปรษณีย์ได้ที่ กรมการข้าว เลขที่ 2177 ถนนพหลโยธิน แขวงลาดยาว เขตจตุจักร กรุงเทพฯ 10900 หรือ http://www.ricethailand.go.th หรือโทรศัพท์ 0-2579-3642 ในวันและเวลาราชการ

‘จุรินทร์’ ห่วงพี่น้องเกษตรกรไทย ชวนฝากร้านผ่าน ‘ฟังไทย’ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/546748

'จุรินทร์'ห่วงพี่น้องเกษตรกรไทย ชวนฝากร้านผ่าน'ฟังไทย'

‘จุรินทร์’ห่วงพี่น้องเกษตรกรไทย ชวนฝากร้านผ่าน’ฟังไทย’

วันพุธ ที่ 20 มกราคม พ.ศ. 2564, 15.05 น.

20 ม.ค.64 นายภูมิสรรค์ เสนีวงศ์ ณ อยุธยา กรรมการและ ผอ.สนง.ประสานงานองค์กรเครือข่ายภายนอกพรรค ในฐานะกรรมการด้านเทคโนโลยี (Smart democrat) พรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึง ความห่วงใยของ นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ที่มีต่อพี่น้องชาวไทยและเกษตรกรทั่วประเทศ จากวิกฤตการแพร่ระบาดของเชื้อโรครอบใหม่นี้ อาจทำให้เกิดปัญหาด้านต่างๆ ตามมา

แต่สำหรับด้านการค้าและเศรษฐกิจแล้ว หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์และทีมฯ ในฐานะรองนายกฯ และรัฐมนตรี ผู้ดูแลกระทรวงพาณิชย์ กระทรวงเกษตร กระทรวงศึกษาธิการ (สินค้าอาชีวะเกษตรเเละประมง) ขอเป็นคนกลางของสถานการณ์นี้ เพื่อให้ “เจ้าของผลผลิตคุณภาพ” ได้เข้าถึง “คนไทย” ที่ต้องการบริโภคสินค้าดีๆ ได้มีโอกาสซื้อขายกันผ่านพื้นที่ตรงนี้ เพื่อให้ชาวไทยได้บริโภคสินค้าดีๆ ในราคาเข้าถึงง่ายใครมีสินค้าอะไรอยากฝากร้าน ฝากสินค้าเกษตร แวะมาบอกกันครับ ช่วยกันอุดหนุนผลผลิตดีๆ ไปด้วยกัน และหากใครมีปัญหาหรืออยากได้ความช่วยเหลืออื่นๆ สามารถนำปัญหามาบอกหัวหน้าพรรคและทีมฯ ได้ที่ http://bit.ly/ฟังไทย