เร่งทำแผนช่วยเกษตรกร-ผู้ส่งออกกล้วยไม้ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/548300

เร่งทำแผนช่วยเกษตรกร-ผู้ส่งออกกล้วยไม้

วันพุธ ที่ 27 มกราคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

นายอำพันธุ์ เวฬุตันติ รองปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยถึงการแก้ปัญหาของเกษตรกรและผู้ส่งออกกล้วยไม้ช่วงสถานการณ์โควิด-19 ว่ากระทรวงเกษตรฯเพิ่มช่องทางกระจายสินค้าทั้งออนไลน์และออฟไลน์ส่งเสริมเกษตรกรให้ปรับตัวการผลิต ให้หลากหลายของสินค้าเพื่อลดความเสี่ยง ตลอดจนส่งเสริมการนำกล้วยไม้ไทยไปใช้ประดับตกแต่งในโอกาสต่างๆ ของหน่วยงานราชการและรัฐวิสาหกิจทุกหน่วยงาน ประสานงานโครงการดำเนินการที่เกี่ยวข้อง เช่น โครงการกล้วยไม้สัญจร โครงการงานกาชาดของจังหวัด โครงการงบพัฒนาจังหวัดฯ เพื่อสร้างการรับรู้ถึงคุณค่าอัตลักษณ์ การใช้ประโยชน์ และสร้างอุปสงค์ของกล้วยไม้ภายในประเทศให้เพิ่มมากขึ้นด้านการเงิน พิจารณาแนวทางการสนับสนุนสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำและการพักหนี้ ด้านแรงงานประสานกับกระทรวงแรงงานเพื่ออำนวยความสะดวกสำหรับการจ้างแรงงานต่างด้าวด้านการขนส่งกระทรวงคมนาคม โดยทอท. ได้มีการหารือแนวทางการลดค่าใช้จ่ายการเพิ่มพื้นที่โกดังในท่าอากาศยาน และเพิ่มอากาศยานให้สอดคล้องกับอุปทานการขนส่ง นอกจากนี้ ได้ตั้งคณะทำงานเพื่อศึกษาผลกระทบในการจ่ายเงินค่าชดเชยแก่เกษตรกรผู้ปลูกกล้วยไม้ รวมถึงพิจารณาแนวทางให้การช่วยเหลือตามข้อเรียกร้องของเกษตรกรต่อไป

เกษตรนั่งกุมขมับ! โควิดกระทบแรง ตลาดปิดยอดขายลดลงกว่าครึ่ง #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/548073

เกษตรนั่งกุมขมับ! โควิดกระทบแรง ตลาดปิดยอดขายลดลงกว่าครึ่ง

เกษตรนั่งกุมขมับ! โควิดกระทบแรง ตลาดปิดยอดขายลดลงกว่าครึ่ง

วันอังคาร ที่ 26 มกราคม พ.ศ. 2564, 09.07 น.

เกษตรกรชาวสวนส้มโอ ได้รับผลกระทบจากโควิด จากตลาดที่ปิดตัวลง ส่งผลทำให้ยอดที่เคยส่งจำหน่ายให้ลดลงกว่าครึ่ง

26 มกราคม 2564 เกษตรกรชาวสวนส้มโอ อำเภอโพธิ์ประทับช้าง จังหวัดพิจิตร นำผลส้มโอ พันธุ์ขาวแตงกวา ที่ออกจากสวนจำนวนมากในช่วงนี้ นำมาจำหน่าย ให้กับลูกค้า ที่ซื้อไปรับประทาน และ จำหน่ายต่อให้กับบรรดา พ่อค้า และ แม่ค้า นำไปจำหน่ายต่อ  โดยการคัดแยกขนาดของผลส้มโอ เพื่อส่งให้กับลูกค้า ในกิโลกรัมละ16-  20 บาท ซึ่งเป็นราคาที่ลดลงจากเดิม เมื่อปีที่ผ่านมา ที่มีราคาถึงกิโลกรัมละ 22- 25  บาท เนื่องจากสถานการณ์ไวรัส โควิด จึงทำให้ส้มที่ออกจำนวนมาก มีราคาลดลง  และ จำหน่ายไม่ออก เนื่องจากตลาด ที่ซื้อไปจำหน่ายถูกปิด หลายพื้นที่ จึงทำให้ยอดสั่งซื้อลดลง

นางโสภา เอี่ยมพร เกษตรกรชาวสวนส้มโอ หมู่ที่ 4 บ้านวังกระโดน  อำเภอโพธิ์ประทับช้าง จังหวัดพิจิตร ระบุ ว่า ในปีนี้ ส้มโอ ออกสู่ตลาดจำนวนมาก แต่ ด้วย สถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัสโควิด ส่งผลทำให้ยอดที่เคยส่งจำหน่ายดี กลับ ลดลงกว่าครึ่ง เนื่องจาก แหล่งจำหน่ายตลาด หลายจังหวัดถูกปิดลง จึงทำให้ยอดขายลดลง และ ยังกังวล หากมีการระบาดต่อเนื่อง จะส่งทำให้ส้มที่จะออกอีกครั้ง จำนวนมาก ในช่วงเดือน เมษายน จะจำหน่ายไม่ออก และ มีราคาถูกลง

สำหรับสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด19 ที่เกิดขึ้นในพื้นที่จังหวัดพิจิตร ซึ่งเป็นการแพร่ระบาดระลอกใหม่ในช่วง 2-3 เดือนที่ผ่านมา จังหวัดพิจิตรพบผู้ป่วยติดเชื้อโควิดจำนวน 10ราย รักษาหายแล้ว 6 ราย  เสียชีวิต 1 ราย และ กำลังรักษาตัว  3 รายและ ยังไม่พบผู้ติดเชื้อรายใหม่ เป็นระยะเวลา 22 วัน แล้ว

ติวเข้มผลิตอาหารปลอดภัย มาตรฐานเกษตรอินทรีย์-GAP #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/547995

ติวเข้มผลิตอาหารปลอดภัย มาตรฐานเกษตรอินทรีย์-GAP

วันอังคาร ที่ 26 มกราคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

นายเข้มแข็ง ยุติธรรมดำรง อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตรกล่าวว่า ปัจจุบันผู้บริโภคมีแนวโน้มที่ตระหนักถึงความปลอดภัยในการบริโภคอาหารอย่างมีนัยสำคัญ ตื่นตัวในการดูแลสุขภาพเพื่อหลีกเลี่ยงโรคภัยไข้เจ็บต่างๆส่งผลให้เกิดกระแสการบริโภคอาหารปลอดภัยทั้งในและต่างประเทศ “เกษตรอินทรีย์” เป็นหนึ่งในกระบวนการผลิตอาหารปลอดภัย ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เป็นทางเลือกหนึ่งของเกษตรกรในการผลิตสินค้าเกษตรด้วยหลักธรรมชาติ หลีกเลี่ยงการใช้ปัจจัยการผลิตจากการสังเคราะห์ ไม่ใช้สารเคมี ปุ๋ยเคมี ฮอร์โมนสังเคราะห์ และไม่ใช้พืชที่มีการดัดแปรพันธุกรรม (GMOs) มีการจัดการผลผลิต และแปรรูป เพื่อรักษาสภาพและคุณภาพเกษตรอินทรีย์ในทุกขั้นตอน โดยกรมส่งเสริมการเกษตรเป็นหน่วยงานที่มีภารกิจหลักในการส่งเสริมและพัฒนาเกษตรกรให้มีความรู้ และทักษะในการผลิตสินค้าเกษตร ให้มีคุณภาพ ปลอดภัยและได้มาตรฐาน ทำให้มีอาหารที่ปลอดภัยต่อผู้บริโภค ดูแลสุขภาพของเกษตรกรผู้ผลิต รักษาสิ่งแวดล้อม ซึ่งเกษตรอินทรีย์เป็นทางเลือกหนึ่งสำหรับผู้บริโภคที่ต้องการอาหารปลอดภัยจากสารพิษตกค้าง

ในปี 2564 นี้ กรมส่งเสริมการเกษตรจัดทำโครงการเกษตรอินทรีย์ขึ้น เพื่อพัฒนาเจ้าหน้าที่ส่งเสริมการเกษตรให้มีความรู้ด้านเกษตรอินทรีย์และเป็นวิทยากรหลักในการถ่ายทอดความรู้แก่เกษตรกรได้อย่างถูกต้อง มีการอบรมให้ความรู้แก่เกษตรกรเข้าสู่ระยะปรับเปลี่ยนและเข้าสู่การรับรองตามระบบมาตรฐานเกษตรอินทรีย์ในพื้นที่ 58 จังหวัดทั่วประเทศ โดยจัดกิจกรรมต่างๆ ได้แก่ 1.การสัมมนาเชิงปฏิบัติการเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการส่งเสริม
เกษตรอินทรีย์ ปี 2564 โดยอบรมเจ้าหน้าที่ส่งเสริมการเกษตร 100 คน เพื่อเป็นวิทยากรหลักในการถ่ายทอดความรู้ด้านเกษตรอินทรีย์สู่เกษตรกร 2.อบรมเกษตรกรเข้าสู่มาตรฐานเกษตรอินทรีย์ (รายใหม่) 2,000 ราย หลักสูตร การผลิตสินค้าเกษตรอินทรีย์ เพื่อปรับเปลี่ยนพฤติกรรมให้เกษตรกรเห็นความสำคัญของการผลิตสินค้าเกษตรอินทรีย์

3.อบรมเกษตรกรเข้าสู่มาตรฐานเกษตรอินทรีย์ และศึกษาดูงาน 2,000 ราย หลักสูตร การผลิตสินค้าเกษตรสู่มาตรฐานเกษตรอินทรีย์ โดยเน้นหนักให้กับเกษตรกรที่ผ่านการอบรมเมื่อปี 2563 เพื่อผลักดันให้เกษตรกรได้รับการรับรองมาตรฐานเกษตรอินทรีย์ และจัดการศึกษาดูงานในแหล่งที่ประสบความสำเร็จ เพื่อจูงใจให้เกษตรกรผลิตสินค้าเกษตรสู่มาตรฐานเกษตรอินทรีย์ได้ 4.ติดตามและประเมินแปลงเบื้องต้น 4,000 แปลง ด้วยการให้คำปรึกษาแนะนำเกษตรกรตามฤดูกาลผลิตพืชในแต่ละชนิดอย่างต่อเนื่อง และเน้นหนักในประเด็นที่เกษตรกรยังต้องปรับปรุงแก้ไขให้เป็นไปตามมาตรฐานการผลิตสินค้าเกษตรอินทรีย์ และตรวจประเมินแปลงเบื้องต้น และ 5.สนับสนุนปัจจัยการผลิตเกษตรอินทรีย์ ตามความต้องการและความจำเป็นของเกษตรกร 4,000 แปลง เช่น ปุ๋ยอินทรีย์สารชีวภัณฑ์ เมล็ดพันธุ์ และท่อนพันธุ์อินทรีย์ เป็นต้น

กรมปศุสัตว์เตือน อย่าฉีดวัคซีนเถื่อน ป้องกันอหิวาต์หมู #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/548048

กรมปศุสัตว์เตือน  อย่าฉีดวัคซีนเถื่อน  ป้องกันอหิวาต์หมู

กรมปศุสัตว์เตือน อย่าฉีดวัคซีนเถื่อน ป้องกันอหิวาต์หมู

วันอังคาร ที่ 26 มกราคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

กรมปศุสัตว์เตือนอย่าฉีดวัคซีนเถื่อน

ป้องกันอหิวาต์หมูชี้อาจระบาดรุนแรง

อธิบดีกรมปศุสัตว์ เตือน เกษตรกรผู้เลี้ยงสุกร อย่าหลงเชื่อใช้วัคซีนเถื่อนป้องกันโรคอหิวาต์แอฟริกาในสุกรที่ยังไม่ผ่านการรับรอง อย. ชี้อาจระบาดรุนแรง-กลายพันธุ์ ย้ำผู้ผลิต นำเข้า-ขายมีความผิด ตาม กม.

เมื่อวันที่ 25 มกราคม นายสัตวแพทย์สรวิศ ธานีโต อธิบดีกรมปศุสัตว์ เปิดเผยว่าตามที่พบการระบาดของโรคอหิวาต์แอฟริกาในสุกรทั่วโลก รวมทั้งในประเทศเพื่อนบ้านของประเทศไทยส่งผลเสียหายร้ายแรงต่ออุตสาหกรรมการผลิตสุกรและอุตสาหกรรมต่อเนื่องรวมทั้งกระทบความมั่นคงด้านอาหารของประเทศที่พบการระบาด ซึ่งในปัจจุบันยังยังไม่มีวัคซีนที่ใช้ในการป้องกันและยาที่ใช้ในการรักษา จึงอาจมีผู้ฉวยโอกาสจากสถานการณ์ดังกล่าว ผลิตวัคซีนที่กระบวนการผลิตที่ไม่ได้มาตรฐานและไม่มีประสิทธิภาพในการป้องกันเป็นสาเหตุให้มีการระบาดของโรคออกไปอย่างกว้างขวางและเชื้อเกิดการกลายพันธุ์ ดังเช่นกรณีมีข่าวฟาร์มเอกชนในต่างประเทศ พบเชื้ออหิวาต์สุกรแอฟริกันสายพันธุ์ใหม่2สายพันธุ์โดยแยกได้จากสุกรป่วยที่แสดงอาการของโรคอหิวาต์แอฟริกาในสุกร

อธิบดีกรมปศุสัตว์ ระบุว่า การพบไวรัสสายพันธุ์ใหม่นี้เกิดจากเกษตรกรได้แอบใช้วัคซีนเชื้อเป็นที่ยังไม่อนุญาตให้ใช้ โดยเกษตรกร คาดหวังผลว่าจะสามารถป้องกันโรคนี้ได้ แต่ผลกลับพบว่าสุกรที่ฉีดวัคซีนชนิดนี้ จะป่วยโทรมและแสดงอาการของโรคอหิวาต์แอฟริกาในสุกร ตามมา ทำให้ยากต่อการควบคุมเชื้อไวรัสสายพันธุ์ใหม่นี้ อาจสามารถแพร่ระบาดไปทั่วโลกได้ โดยผ่านเนื้อหมูที่ปนเปื้อนเชื้อไวรัสดังกล่าว หรือจากการแอบลักลอบนำเข้า วัคซีนเชื้อเป็นชนิดนี้

ทั้งนี้ โรคนี้ไม่สามารถติดต่อ หรือมีอันตรายต่อมนุษย์ แต่เป็นโรคติดต่อรุนแรงเฉพาะสุกร ผลทำให้สุกรที่ติดเชื้อตายเป็นจำนวนมาก ดังนั้น เกษตรกรผู้เลี้ยงสุกรในบางประเทศพยายามป้องกันสุกรโดยการลักลอบใช้วัคซีนเชื้อเป็นที่ยังไม่ได้รับการอนุมัติ ซึ่งอาจก่อให้เกิดการติดเชื้อโดยบังเอิญจากวัคซีน

สำหรับประเทศไทย ยังไม่มีการอนุญาตให้ผลิต นำเข้า ขายและใช้วัคซีนเพื่อป้องกันโรคอหิวาต์แอฟริกาสุกร โดยการผลิต นำเข้า ขาย ยาและวัคซีนซึ่งไม่ผ่านการรับรองจากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา(อย.) มีความผิดตาม พ.ร.บ. ยา พ.ศ. 2510 ดังนั้น จึงขอแจ้งเตือน มายังเกษตรกรอย่าหลงเชื่อ นำวัคซีนที่ผิดกฎหมายมาใช้ในฟาร์ม ซึ่งอาจส่งผลให้สุกรที่ฉีดอาจติดเชื้อไวรัสจากวัคซีนดังกล่าว และทำให้เกิดการระบาดของโรคในประเทศในวงกว้างได้

อธิบดีกรมปศุสัตว์ ย้ำว่าสุดท้ายนี้กรมปศุสัตว์ขอความร่วมมือเกษตรกรผู้เลี้ยงสุกรหากพบเห็นการลักลอบใช้วัคซีนป้องกันโรคอหิวาต์แอฟริกาในสุกร หรือพบเห็นการลักลอบจำหน่ายวัคซีนดังกล่าว รวมทั้งพบสุกรภายในฟาร์มป่วยตายผิดปกติสามารถแจ้งเจ้าหน้าที่ปศุสัตว์ ได้ที่สำนักงานปศุสัตว์อำเภอทุกอำเภอทั่วประเทศ หรือสำนักงานปศุสัตว์จังหวัดทุกจังหวัดทั่วประเทศ หรือ application DLD 4.0 หรือ สายด่วนกรมปศุสัตว์ 063-225 -6888 ได้ตลอด 24 ชั่วโมง

เดินหน้าโครงการ 1 ตำบล 1 กลุ่มทฤษฎีใหม่ เปิดรับสมัครเกษตรกรเดือดร้อนจากโควิด-19 #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/547992

เดินหน้าโครงการ1ตำบล1กลุ่มทฤษฎีใหม่ เปิดรับสมัครเกษตรกรเดือดร้อนจากโควิด-19

วันอังคาร ที่ 26 มกราคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

นายทองเปลว กองจันทร์ ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยหลังเป็นประธานประชุมคณะกรรมการบริหารโครงการ 1 ตำบล 1 กลุ่มเกษตรทฤษฎีใหม่ ครั้งที่ 1/2564 ว่า การประชุมดังกล่าวฯเป็นการหารือกับหน่วยงานในสังกัดกระทรวงเกษตรฯพิจารณาแผนปฏิบัติงานโครงการ1 ตำบล 1 กลุ่มเกษตรทฤษฎีใหม่ ให้เป็นไปตามมติ ครม.เมื่อวันที่ 19 มกราคม 2564 ซึ่งได้อนุมัติเปลี่ยนแปลงรายละเอียดโครงการ 1 ตำบล 1 กลุ่มเกษตรทฤษฎีใหม่ของกระทรวงเกษตรฯ ตามผลการพิจารณาของคณะกรรมการกลั่นกรองการใช้จ่ายเงินกู้ฯ โดยเห็นควรปรับลดกรอบวงเงินของโครงการจากเดิมที่คณะรัฐมนตรีได้อนุมัติโครงการเมื่อวันที่ 8 กรกฎาคม 2563 วงเงิน 9,805.7075 ล้านบาท เป็น 3,550.9175 ล้านบาทและปรับเป้าหมาย เกษตรกร 32,000 ราย และจ้างงานระดับตําบล 16,000 ราย และขยายระยะเวลาดำเนินโครงการจากเดิมสิ้นสุดเดือนกันยายน 2564 เป็นธันวาคม 2564 พร้อมทั้งเห็นควรให้กระทรวงเกษตรฯ กำกับดูแลหน่วยงานรับผิดชอบดำเนินการตามมติคณะกรรมการกลั่นกรองการใช้จ่ายเงินกู้ฯ อย่างเคร่งครัด และจะเปิดรับสมัครเกษตรกรเข้าร่วมโครงการเพิ่มเติมโดยเปิดโอกาสให้เกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการส่งเสริมเกษตรทฤษฎีใหม่ (5 ประสาน สืบสาน เกษตรทฤษฎีใหม่) ที่ขาดแหล่งน้ำหรือมีแหล่งน้ำไม่เพียงพอต่อการทำเกษตรเข้าร่วมโครงการฯ ได้

สำหรับโครงการ 1 ตำบล 1 กลุ่มเกษตรทฤษฎีใหม่ มีวัตถุประสงค์เพื่อช่วยเหลือเกษตรกรที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ COVID-19 บรรเทาปัญหาว่างงาน ลดปัญหาเคลื่อนย้ายแรงงานภาคเกษตรกรรมไปสู่ภาคอื่นๆ และสร้างความเข้มแข็งให้ชุมชนในท้องถิ่นเป็นแหล่งผลิตอาหาร ทั้งนี้ ผลการรับสมัครเกษตรกรและแรงงานที่เข้าร่วมโครงการฯ (ข้อมูล ณ วันที่ 5 มกราคม) มีเกษตรกรสมัครเข้าร่วมโครงการฯ 33,544 ราย ผ่านการคัดเลือก 20,583 ราย โดยจะเปิดรับสมัครเกษตรกรรอบใหม่ เพื่อให้ครบตามเป้าหมายโครงการและติดตามรายละเอียดได้ที่เว็บไซต์กระทรวงเกษตรฯต่อไป

กษ.มุ่งสร้างรายได้ยั่งยืนด้วยโรงไฟฟ้าชีวมวล #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/547993

กษ.มุ่งสร้างรายได้ยั่งยืนด้วยโรงไฟฟ้าชีวมวล

วันอังคาร ที่ 26 มกราคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

นายระพีภัทร์ จันทรศรีวงศ์ รองปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า การขับเคลื่อนเพื่อสร้างความมั่นคงอย่างยั่งยืนให้เกษตรกรด้วยโรงไฟฟ้าชีวมวล เป็นการขับเคลื่อนอย่างบูรณาการร่วมกันระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน ภาคประชาสังคม และภาคการศึกษา อาทิ กระทรวงเกษตรฯ กระทรวงพลังงาน กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม คณะวนศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ธ.ก.ส. สภาเกษตรกรแห่งชาติ สภาอุตสาหกรรมฯ และสภาหอการค้าฯ มีวัตถุประสงค์เพื่อแก้ปัญหาการปลูกพืชที่ไม่เหมาะสมกับสภาพพื้นที่ส่งผลให้ได้รับผลตอบแทนต่ำไปสู่พืชทางเลือกใหม่ที่เหมาะสมกับสภาพพื้นที่และมีตลาดรองรับที่แน่นอน เช่นโรงไฟฟ้าชีวมวลของชุมชน ซึ่งในหลายพื้นที่ของประเทศไทยมีพื้นที่ที่มีศักยภาพในการปลูกไม้เศรษฐกิจโตเร็ว สามารถใช้เป็นวัตถุดิบป้อนเข้าสู่โรงไฟฟ้าชีวมวลตามนโยบายของกระทรวงพลังงานได้

ทั้งนี้ ที่ประชุมคณะทำงานจัดทำแนวทางสร้างความมั่นคงอย่างยั่งยืนให้เกษตรกรด้วยโรงไฟฟ้าชีวมวล โดยมีนายชนินทร์ รุ่งแสง คณะที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และนายพลเชษฐ์ ตราโช รองเลขาธิการสำนักเศรษฐกิจการเกษตร ได้พิจารณาสั่งการให้ดำเนินการจัดทำแนวทางส่งเสริมการปลูกพืชพลังงานชีวมวลในพื้นที่ที่ไม่เหมาะสมกับการปลูกพืชเป้าหมาย พร้อมทั้งพิจารณากรอบแนวทางการดำเนินงานที่เหมาะสม โดยมีเป้าหมายที่สำคัญเพื่อ “มุ่งสร้างความมั่นคงและยั่งยืนทางรายได้ของเกษตรกรไทย” ภายใต้หลักการตลาดนำการผลิตของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์

จีนชมไทยจัดระบบป้องกันเชื้อโควิด-19 ในสินค้าผัก-ผลไม้ได้มาตรฐาน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/547921

จีนชมไทยจัดระบบป้องกันเชื้อโควิด-19 ในสินค้าผัก-ผลไม้ได้มาตรฐาน

จีนชมไทยจัดระบบป้องกันเชื้อโควิด-19 ในสินค้าผัก-ผลไม้ได้มาตรฐาน

วันจันทร์ ที่ 25 มกราคม พ.ศ. 2564, 15.28 น.

จีน’ ชมเปราะ ‘ไทย’ จัดการระบบป้องกันปนเปื้อนโควิด-19 ในผักผลไม้สดดีเยี่ยม เชื่อความปลอดภัยสูง แนะให้รักษามาตรฐานต่อไป

25 มกราคม 2564 นายพิศาล พงศาพิชณ์ เลขาธิการสำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ (มกอช.) เปิดเผยว่า มกอช. ได้มอบหมายนางสาวรวินันท์ ฉ่ำเฉลิม ผู้เชี่ยวชาญด้านมาตรการสุขอนามัยและสุขอนามัยพืช ร่วมหารือกับผู้แทนกรมการกักกันพืชและสัตว์ สำนักงานศุลกากรแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน (GACC) ผ่านระบบวิดีโอคอนเฟอร์เรนซ์ เมื่อวันที่ 21 มกราคม 2564 ที่ผ่านมา ในประเด็นการเปิดตลาดผลไม้จากไทยไปจีน และสร้างความมั่นใจกับภาครัฐของจีนในมาตรการป้องกันการปนเปื้อนของเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 หรือ โควิด-19 ในสินค้าผลไม้ของไทย รวมทั้งหารือเกี่ยวกับมาตรการตรวจสอบกักกันที่ด่านนำเข้า เพื่อเตรียมความพร้อมสำหรับการส่งออกผลไม้ในฤดูกาลที่จะมาถึงของปี 2564 โดยมี ดร.เสริมสุข สลักเพ็ชร์ ที่ปรึกษาด้านมาตรฐานสินค้าเกษตรและมาตรการระหว่างประเทศ และผู้แทนกรมวิชาการเกษตรเข้าร่วมประชุมในครั้งนี้ด้วย 

นายพิศาล กล่าวว่า โดยฝ่ายจีนแจ้งว่า รัฐบาลได้ยกระดับมาตรการควบคุมเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ที่ปนเปื้อนในสินค้านำเข้าจากต่างประเทศ โดยจะมีการสุ่มตรวจสินค้าอย่างเข้มงวดและต้องดำเนินมาตรการการฆ่าเชื้อสำหรับอาหารที่ขนส่งโดยควบคุมอุณภูมิ (Cold Chain) ตั้งแต่ด่านศุลกากร การขนส่ง การกระจายสินค้า และการจำหน่าย ซึ่งการดำเนินการดังกล่าว ฝ่ายจีนดำเนินการกับสินค้านำเข้าจากทุกประเทศ ทั้งนี้ จีนชื่นชมระบบการจัดการส่งออกผลไม้ของไทยว่า มีประสิทธิภาพมาก และมีความปลอดภัยสูง โดยตลอดระยะเวลาการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ที่ผ่านมาไม่เคยตรวจพบการปนเปื้อนของเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ในบรรจุภัณฑ์และสินค้าผลไม้จากไทย ฝ่ายไทยเน้นย้ำว่า ภาครัฐ และภาคเอกชนของไทยได้ร่วมผนึกกำลังที่จะดำเนินมาตรการป้องกันและควบคุมเพื่อให้สินค้าไทยมีความปลอดภัยควบคู่ไปกับคุณภาพที่ดี

 ในโอกาสนี้ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยมกอช. และกรมวิชาการเกษตร ได้นำเสนอมาตรการการป้องกันการปนเปื้อนเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ในกระบวนการผลิตและคัดบรรจุผลไม้เพื่อการส่งออก ตามแนวทางในการจัดการความปลอดภัยอาหารในสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ของ FAO และ WHO ซึ่งเป็นแนวปฏิบัติให้กับหน่วยงานของรัฐ และผู้ประกอบการผลิตอาหารในการจัดการความเสี่ยงด้านความปลอดภัยอาหารและป้องกันการปนเปื้อนอาหาร เช่น การควบคุมกระบวนการผลิต วิธีการฆ่าเชื้อ และการสร้างความตระหนักให้พนักงานเพื่อป้องกันโรค เป็นต้น ซึ่งแนวทางดังกล่าวเป็นที่ยอมรับของจีน และจีนขอให้ทั้งสองฝ่ายร่วมมือกันอย่างต่อเนื่อง เพื่อป้องกันการปนเปื้อนของเชื้อไวรัสโคโรนาในสินค้าผลไม้ต่อไป

“ไทยเป็นผู้ส่งออกผลไม้รายใหญ่ไปยังจีน และจากสถิติปี 2020 จีนนำเข้าผลไม้จากทั่วโลกมีมูลค่ากว่า 10,000 ล้านเหรียญสหรัฐ เป็นผลไม้ไทยถึง 20 เปอร์เซ็นต์จากปริมาณการนำเข้าผลไม้ทั่วโลกของจีน  ซึ่งไทยส่งส่งออกผลไม้ไปจีนปริมาณกว่า 1.6 ล้านตัน มูลค่ากว่า 103,000 ล้านบาท โดยผลไม้ที่ไทยส่งออกปริมาณมากที่สุด ได้แก่ ทุเรียน ลำไย มังคุด และมะพร้าว ซึ่งจีนเน้นย้ำว่าผลไม้ไทยมีคุณภาพ ประกอบกับไทยมีมาตรการการควบคุมการแพร่ระบาดของเชื้อไวไรโคโรนา 2019 ที่มีประสิทธิภาพ ทำให้ผลไม้ไทยเป็นที่ต้องการ และได้รับความเชื่อมั่นจากผู้บริโภคชาวจีน จึงขอให้ไทยคงมาตรฐานการผลิต และการควบคุมความปลอดภัยที่ดีนี้ต่อไป”เลขาธิการ มกอช. กล่าว 

เตือนเกษตรกร! อย่าหลงเชื่อใช้วัคซีนเถื่อน ป้องกันโรคอหิวาต์แอฟริกาในสุกร #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/547812

เตือนเกษตรกร! อย่าหลงเชื่อใช้วัคซีนเถื่อน ป้องกันโรคอหิวาต์แอฟริกาในสุกร

เตือนเกษตรกร! อย่าหลงเชื่อใช้วัคซีนเถื่อน ป้องกันโรคอหิวาต์แอฟริกาในสุกร

วันจันทร์ ที่ 25 มกราคม พ.ศ. 2564, 10.00 น.

“อธิบดีกรมปศุสัตว์”เตือนเกษตรกรผู้เลี้ยงสุกร อย่าหลงเชื่อใช้วัคซีนเถื่อน ป้องกันโรคอหิวาต์แอฟริกาในสุกรที่ยังไม่ผ่านการรับรอง อาจพบการระบาดรุนแรงและอาจพบการกลายพันธุ์ ย้ำ”ผู้ผลิต-นำเข้า-ขาย”มีความผิดตามกฎหมาย

เมื่อวันที่ 25 มกราคม 2564 นายสัตวแพทย์สรวิศ ธานีโต อธิบดีกรมปศุสัตว์ เปิดผยว่า ตามที่มีการพบการระบาดของโรคอหิวาต์แอฟริกา ในสุกรทั่วโลก รวมทั้งในประเทศเพื่อนบ้านของประเทศไทย ส่งผลเสียหายร้ายแรงต่ออุตสาหกรรมการผลิตสุกรและอุตสาหกรรมต่อเนื่อง รวมทั้งกระทบความมั่นคงด้านอาหารของประเทศที่พบการระบาด ซึ่งในปัจจุบันยังยังไม่มีวัคซีนที่ใช้ในการป้องกันและยาที่ใช้ในการรักษา จึงอาจมีผู้ฉวยโอกาสจากสถานการณ์ดังกล่าวผลิตวัคซีนที่กระบวนการผลิตที่ไม่ได้มาตรฐานและไม่มีประสิทธิภาพในการป้องกันเป็นสาเหตุให้มีการระบาดของโรคออกไปอย่างกว้างขวางและเชื้อเกิดการ กลายพันธุ์ ดังเช่น กรณีมีข่าวฟาร์มเอกชนในต่างประเทศพบเชื้ออหิวาต์สุกรแอฟริกันสายพันธุ์ใหม่ 2 สายพันธุ์ โดยแยกได้จากสุกรป่วยที่แสดงอาการของโรคอหิวาต์แอฟริกาในสุกร การพบไวรัสสายพันธ์ใหม่นี้เกิดเนื่องจากเกษตรกรได้แอบใช้วัคซีนเชื้อเป็นที่ยังไม่อนุญาตให้ใช้ โดยเกษตรกรคาดหวังผลว่าจะสามารถป้องกันโรคนี้ได้ แต่ผลกลับพบว่าสุกรที่ฉีดวัคซีนชนิดนี้จะป่วยโทรม และแสดงอาการของโรคอหิวาต์แอฟริกาในสุกรตามมา ทำให้ยากต่อการควบคุม เชื้อไวรัสสายพันธ์ใหม่นี้ อาจสามารถแพร่ระบาดไปทั่วโลกได้ โดยผ่านเนื้อหมูที่ปนเปื้อนเชื้อไวรัสดังกล่าว หรือจากการแอบลักลอบนำเข้าวัคซีนเชื้อเป็นชนิดนี้ ทั้งนี้โรคนี้ไม่สามารถติดต่อหรือมีอันตรายต่อมนุษย์ แต่เป็นโรคติดต่อรุนแรงเฉพาะสุกร ผลทำให้สุกรที่ติดเชื้อตายเป็นจำนวนมาก ดังนั้น เกษตรกรผู้เลี้ยงสุกรในบางประเทศพยายามป้องกันสุกรโดยการลักลอบใช้วัคซีนเชื้อเป็น ที่ยังไม่ได้รับการอนุมัติ ซึ่งอาจก่อให้เกิดการติดเชื้อ โดยบังเอิญจากวัคซีน

สำหรับประเทศไทยยังไม่มีการอนุญาตให้ผลิต นำเข้า ขาย และใช้ วัคซีนเพื่อป้องกันโรคอหิวาต์แอฟริกาสุกร โดยการผลิต นำเข้า ขาย ยาและวัคซีน ซึ่งไม่ผ่านการรับรองจากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) มีความผิดตาม พ.ร.บ.ยา พ.ศ.2510 จึงขอแจ้งเตือน มายังเกษตรกรอย่าหลงเชื่อนำวัคซีนที่ผิดกฎหมายมาใช้ในฟาร์ม ซึ่งอาจส่งผลให้สุกรที่ฉีดอาจติดเชื้อไวรัสจากวัคซีนดังกล่าวและทำให้เกิดการระบาดของโรคในประเทศในวงกว้างได้ สุดท้ายนี้ กรมปศุสัตว์ขอความร่วมมือเกษตรกรผู้เลี้ยงสุกรหากพบเห็นการลักลอบใช้วัคซีนป้องกันโรคอหิวาต์แอฟริกาในสุกร หรือพบเห็นการลักลอบจำหน่ายวัคซีนดังกล่าว รวมทั้งพบสุกรภายในฟาร์มป่วยตายผิดปกติ สามารถแจ้งเจ้าหน้าที่ปศุสัตว์ ได้ที่สำนักงานปศุสัตว์อำเภอทุกอำเภอทั่วประเทศ หรือสำนักงานปศุสัตว์จังหวัดทุกจังหวัดทั่วประเทศ หรือ application DLD 4.0 หรือ สายด่วนกรมปศุสัตว์ 063-225-6888 ได้ตลอด 24 ชั่วโมง

เตือนชาวสวนมะม่วงเฝ้าระวังโรคราดำ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/547750

เตือนชาวสวนมะม่วงเฝ้าระวังโรคราดำ

เตือนชาวสวนมะม่วงเฝ้าระวังโรคราดำ

วันจันทร์ ที่ 25 มกราคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

กรมวิชาการเกษตร เตือนเกษตรกรชาวสวนมะม่วงเฝ้าระวังการระบาดของโรคราดำ มักพบคราบราสีดำติดตามส่วนต่างๆ ของต้น เช่น ใบ ยอด ช่อดอก และผล ซึ่งจะทำให้ช่อดอกบานช้า หรือบานผิดปกติ เหี่ยว และหลุดร่วงลงได้ บางครั้งอาจทำให้ไม่ติดผล ถ้าพบอาการของโรคราดำที่ผลมะม่วง จะทำให้ผลเหี่ยวและหลุดร่วงในที่สุด โดยมากจะพบการระบาดของโรคราดำในช่วงที่มีแมลงปากดูด อาทิ เพลี้ยจักจั่น เพลี้ยหอย และเพลี้ยแป้ง หากพบการระบาดของโรคราดำ ให้เกษตรกรพ่นด้วยน้ำเปล่าล้างสารเหนียวที่แมลงปากดูดขับถ่ายไว้และคราบราดำ เพื่อลดปริมาณเชื้อสาเหตุโรค เนื่องจากเชื้อราสาเหตุโรคจะเจริญบนสารเหนียวที่แมลงปากดูด ขับถ่ายไว้ คือ เพลี้ยจักจั่นเพลี้ยหอย และเพลี้ยแป้ง ดังนั้น เกษตรกรควรพ่นด้วยสารกำจัดแมลง กรณีพบเพลี้ยจักจั่น ให้พ่นด้วยสารแลมบ์ดา-ไซฮาโลทริน2.5% อีซี อัตรา 20 มิลลิลิตรต่อน้ำ20 ลิตร หรือสารคาร์บาริล85% ดับเบิ้ลยูพีอัตรา 60 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตร หรือสารอิมิดาโคลพริด 10% เอสแอล อัตรา 10 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร หากพบเพลี้ยหอย ให้พ่นด้วยสารมาลาไทออน 83% อีซี อัตรา 30 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร ส่วนถ้าพบเพลี้ยแป้ง ให้พ่นด้วยสารมาลาไทออน 83%อีซี อัตรา 30 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร หรือสารไทอะมีทอกแซม 25% ดับเบิ้ลยูจี อัตรา 2.5 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตร

เกษตรฯผนึก ADB เปิดโครงการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศฯ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/547745

เกษตรฯผนึกADBเปิดโครงการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศฯ

วันจันทร์ ที่ 25 มกราคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศเป็นประเด็นท้าทายของโลกมายาวนานนับ 10 ปี ประเทศไทยก็เป็นหนึ่งในประเทศที่เปราะบางต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศเช่นกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งภาคการเกษตรที่ต้องเผชิญความท้าทายในมิติต่างๆ จากภัยธรรมชาติที่รุนแรงและความถี่มากขึ้น ส่งผลกระทบต่อกิจกรรมการเกษตรทั่วประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งบนพื้นที่สูง ทำให้เกิดการชะล้างพังทลายของดิน น้ำป่าไหลหลาก และดินโคลนถล่ม ที่ส่งผลให้พื้นที่เกษตรเสียหาย ซึ่งที่ผ่านมากระทรวงเกษตรฯให้ความสำคัญกับประเด็นการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศในภาคเกษตรเป็นอย่างมาก โดยจัดแผนปฏิบัติการด้านการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศภาคเกษตรมาตั้งแต่ปี 2552

กระทรวงเกษตรฯร่วมมือกับธนาคารพัฒนาเอเชีย (Asia Development Bank: ADB) มาตั้งแต่ปี 2560 เพื่อดำเนินโครงการ “การปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศในภาคเกษตร” เพื่อเพิ่มการฟื้นตัวและความยั่งยืนในพื้นที่สูง
(Climate Change Adaptation in Agriculture for Enhanced Recovery and Sustainability of Highlands)” โดยร่วมกันคัดเลือกพื้นที่เป้าหมาย ณ ต.บัวใหญ่ อ.นาน้อย จ.น่าน เป็นพื้นที่ดำเนินโครงการ เนื่องจากเป็นพื้นที่เปราะบางต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ อีกทั้งเป็นพื้นที่สูงที่ประสบปัญหาชะล้างพังทลายของดินและขาดแคลนน้ำ โดยมอบให้สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) และสำนักงานเกษตรและสหกรณ์จังหวัดน่านเป็นหน่วยงานหลักร่วมกับ ADB รับผิดชอบหลักในระดับพื้นที่ ซึ่งตลอดระยะเวลาพัฒนาโครงการฯ ได้รับความร่วมมือเป็นอย่างดีจากหน่วยงานต่างๆ ในสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และส่วนภูมิภาค ภาคเอกชน และภาคประชาสังคม

ล่าสุด ADB เสนอโครงการฯ เพื่อขอรับการสนับสนุนงบประมาณจากรัฐบาลญี่ปุ่นในการจ้างที่ปรึกษา เพื่อจัดทำโครงการในลักษณะเป็นจุดสาธิตการทำเกษตรบนพื้นที่สูงในพื้นที่ 6 หมู่บ้าน ณ ต.บัวใหญ่ เพื่อลดผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงทางสภาพภูมิอากาศ โดยได้รับการสนับสนุนงบประมาณจากกระทรวงการคลัง ประเทศญี่ปุ่น ผ่านกองทุนเพื่อการลดความยากจนของรัฐบาลญี่ปุ่น2 ล้านเหรียญสหรัฐ มีระยะเวลาดำเนินงานโครงการ 3 ปี มีสถาบันเทคโนโลยีแห่งเอเชียเป็นที่ปรึกษาโครงการ ซึ่งเริ่มต้นดำเนินโครงการแล้ว เมื่อวันที่ 1 ธันวาคม 2563 และจะสนับสนุนเกษตรกรในพื้นที่สูงได้เรียนรู้วิธีการและแนวทางปรับเปลี่ยนกิจกรรมการเกษตรที่เหมาะสมกับสภาพพื้นที่ การรับมือและปรับตัวกับภัยธรรมชาติที่มีความรุนแรงมากขึ้น รวมถึงการนำเทคโนโลยีสมัยใหม่มาปรับใช้ตามบริบทที่เหมาะสมกับพื้นที่ในการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต เพิ่มขีดความสามารถปรับตัวของชุมชนบนพื้นที่สูง รวมถึงการจัดการระบบนิเวศอย่างยั่งยืน