สถานีเกษตร-สิ่งแวดล้อม : คลองมะเดื่อ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/548824

สถานีเกษตร-สิ่งแวดล้อม : คลองมะเดื่อ

สถานีเกษตร-สิ่งแวดล้อม : คลองมะเดื่อ

วันศุกร์ ที่ 29 มกราคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

คลองมะเดื่อเป็นลำน้ำสาขาหนึ่งของลุ่มน้ำนครนายก ต้นน้ำอยู่ในพื้นที่อุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ ปัจจุบันเป็นแหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติที่สำคัญอีกแห่งของจ.นครนายก ด้วยลำธารที่ใส น้ำเย็นสบาย และไม่ไกลจากกรุงเทพฯ ในช่วงวันหยุดจึงมีนักท่องเที่ยวเข้าไปกางเต็นท์ แคมปิ้งจำนวนมาก แม้เส้นทางจะค่อนข้างลำบากสำหรับรถเก๋งก็ตาม

คลองมะเดื่อเหมือนเป็นลำน้ำคู่ขนานกับคลองท่าด่านถ้าหันหน้าเข้าเขาใหญ่ คลองท่าด่านจะอยู่ขวามือ ส่วนคลองมะเดื่อจะอยู่ซ้ายมือ

กรมชลประทานได้ทำการศึกษาโครงการพัฒนาลุ่มน้ำนครนายกตอนบน เพื่อบรรเทาปัญหาน้ำท่วม ขาดแคลนน้ำ และปัญหาดินเปรี้ยว ได้ผลสรุปว่า ควรจะดำเนินการสร้างเขื่อน 2 แห่งคือ เขื่อนคลองท่าด่าน และเขื่อนคลองมะเดื่อ

พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร รัชกาลที่ 9 ทรงมีพระราชดำรัสให้ดำเนินการก่อสร้างเขื่อนคลองท่าด่าน และกรมชลประทานได้ดำเนินการก่อสร้างแล้วเสร็จในปี 2548 ซึ่งต่อมาได้รับพระราชทาน นามว่า เขื่อนขุนด่านปราการชล อันเนื่องมาจากพระราชดำริ

ส่วนเขื่อนคลองท่าด่าน ยังไม่สามารถดำเนินการก่อสร้างได้ แต่บริเวณพื้นที่จะสร้างเขื่อนในปัจจุบันเปลี่ยนแปลงไปจากเมื่อก่อนมากๆ

“เขื่อนคลองมะเดื่อ ตั้งอยู่หมู่ที่ 1 บ้านดง ต.สาริกา อ.เมือง จ.นครนายก มีพื้นที่รับน้ำ 62.30 ตารางกิโลเมตร มีความจุ 85.17 ล้านลูกบาศก์เมตร เมื่อแล้วเสร็จจะมีแหล่งน้ำต้นทุนเพื่อการอุปโภค-บริโภค การเกษตร และช่วยบรรเทาปัญหาอุทกภัย รวมทั้งยังช่วยแก้ไขปัญหาดินเปรี้ยวและช่วยผลักดันน้ำเค็มที่ขึ้นมาทางแม่น้ำบางปะกงอีกด้วย” นายเฉลิมเกียรติ คงวิเชียรวัฒน์ รองอธิบดีกรมชลประทานกล่าว

ปัจจุบันอยู่ระหว่างการศึกษาความเหมาะสมโครงการ และผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม โดยเปิดให้ทุกภาคส่วนได้ร่วมแสดงความคิดเห็น เพื่อนำไปสู่การศึกษาโครงการอย่างครบถ้วนสมบูรณ์และตรงความต้องการของประชาชนในพื้นที่

ผมเคยเข้าไปคลองมะเดื่อตั้งแต่ปี 2540 ที่ยังไม่ค่อยเป็นที่รู้จักทั่วไป ช่วงนั้นสามารถเดินทางเข้าไปถึงจุดที่น้ำท่วมถึงหากมีการสร้างเขื่อน ซึ่งชาวบ้านเรียกว่าคลอง 5 (ถ้าจำไม่ผิด) อยู่ในพื้นที่ของอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ ต่อมามีนักท่องเที่ยวเข้าไปเที่ยวมากขึ้น โดยเฉพาะออฟโรดมีการแข่งรถในลำธารอย่างที่เป็นข่าวดังเมื่อหลายปีก่อน ยิ่งทำให้คนรู้จักคลองมะเดื่อมากขึ้น มีนักท่องเที่ยวไปเที่ยวเพิ่มขึ้นตามลำดับ จนต้องมีการออกกฎระเบียบที่เข้มขึ้นในปัจจุบัน และให้สามารถขับรถเข้าไปเที่ยวได้แค่คลอง 3 เท่านั้น

เมื่อก่อนผมเข้าไปท่องเที่ยวอีกครั้ง เห็นป้ายคัดค้านการสร้างเขื่อนคลองมะเดื่อ ตั้งแต่ทางเข้าบริเวณบ้านดงไปจนถึงคลอง 3 มีการลงทะเบียนนักท่องเที่ยวที่เข้าไปเที่ยว โดยเจ้าของแคมป์ เจ้าของรีสอร์ท ตามมาตรการของรัฐในช่วงการระบาดของโควิด-19

แต่สิ่งที่เปลี่ยนแปลงไปมากคือ มีการรุกล้ำ พื้นที่ป่า ตัดถางป่าเพื่อใช้เป็นสถานที่กางเต็นท์ แคมปิ้งของนักท่องเที่ยวเพิ่มขึ้นกว่าเดิมมากๆ ไม่ทราบว่ากรมอุทยานแห่งชาติฯ รู้บ้างหรือเปล่า คัดค้านการสร้างเขื่อนแต่กลับปล่อยให้มีการรุกล้ำ ตัดไม้ ทำลายป่าแถมยังมีการเงินที่เก็บจากนักท่องเที่ยวโดยเจ้าของแคมป์ เจ้าของรีสอร์ท ที่รุกล้ำป่าเขาใหญ่อีกด้วย….ตรวจสอบด้วยครับ

รัฐศักดิ์ พลสิงห์

เกษตรโคราชลุยตรวจหน้าสวน! พริกแพงเม็ดละ1บาท คาดต้นกุมภาพันธ์ราคาปกติ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/548693

เกษตรโคราชลุยตรวจหน้าสวน! พริกแพงเม็ดละ1บาท คาดต้นกุมภาพันธ์ราคาปกติ

เกษตรโคราชลุยตรวจหน้าสวน! พริกแพงเม็ดละ1บาท คาดต้นกุมภาพันธ์ราคาปกติ

วันพฤหัสบดี ที่ 28 มกราคม พ.ศ. 2564, 13.06 น.

28 มกราคม 2564 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่บ้านหนองยาง ต.หนองยาง อ.เฉลิมพระเกียรติ จ.นครราชสีมา นายกังสดาล สวัสดิ์ชัย เกษตรจังหวัดนครราชสีมา พร้อมด้วยนักวิชาการเกษตร เจ้าหน้าที่เกษตรจังหวัด เกษตรอำเภอ เกษตรกรผู้ปลูกพริกสวน ร่วมกันลงพื้นที่ติดตามสถานการณ์ราคาพริกหน้าสวน รวมทั้งสาเหตุของราคาพริกที่ปรับราคาสูงขึ้นเป็นประวัติการณ์ในรอบหลายสิบปี พร้อมทั้งตรวจสอบวิธีการปลูก การได้ผลผลิตออกสู่ตลาดและการจำหน่าย ตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำ

ทั้งนี้ภายหลังจาการลงลงพื้นที่ตรวจสอบราคาพริกหน้าสวน นางกังสดาล เกษตรจังหวัดนครราชสีมา เปิดเผยว่า ข้อมูลพื้นที่ปลูกพริกในจังหวัดนครราชสีมา จากทะเบียนเกษตรกร 26 มกราคม พ.ศ 2564  มีพื้นที่ปลูกพริกขี้หนูเม็ดใหญ่ 2,969 ไร่ พริกขี้หนูเม็ดเล็ก (พริกขี้หนูสวน) 1,046 ไร่ รวมพื้นที่ปลูกพริกจังหวัดนครราชสีมา 4,015 ไร่ ผลผลิตที่เก็บเกี่ยวได้รวม 3,370,465 กก.โดย อำเภอที่มีพื้นที่ปลูกมากที่สุด ได้แก่ อำเภอขามสะแกแสง 1,134 ไร่ อำเภอเทพารักษ์ 861 ไร่ ภาพรวมความเสียหายจากภัยธรรมชาติจังหวัดนครราชสีมา จำนวน 140 ไร่

ส่วนปัญหาที่พบในการปลูกพริกที่ทำให้ราคาพริกมีการปรับราคาสูงแต่ละพื้นที่ อาทิ อำเภอโนนสูง พื้นที่การปลูกพริกริมฝั่งแม่น้ำมูลมีการปลูกช้าลง จากเดิมปลูกช่วงเดือนพฤศจิกายน-ธันวาคม  แต่ปีนี้ปลูกปลายเดือนธันวาคม เนื่องจากพื้นที่ปลูกประสบภัยพิบัติน้ำท่วมนานกว่าปกติ ทำให้ผลผลิตลดลง เนื่องจากประสบปัญหาภัยหนาว ทำให้ต้นพริกไม่เจริญเติบโตเท่าที่ควรซึ่งราคา พริกแดง ปัจจุบันหน้าสวน กก.ละ 100 บาท (ปี พ.ศ. 2563 กก.ละ 40 บาท) พริกเขียว ปัจจุบันหน้าสวน กก. ละ 40 -45 บาท (ปี พ.ศ. 2563 กก.ละ 18 -20 บาท)  

ส่วนอำเภอเทพารักษ์ เกษตรกรปลูกพริกน้อยลงและปลูกกันหลายรุ่น ซึ่งรุ่นที่เก็บเกี่ยวผลผลิตที่ได้มีจำนวนน้อย ทำให้ผลผลิตขาดตลาด (ปลูกสลับรุ่น หมุนเวียนกันไป) ราคาซุปเปอร์ฮอต อัมพวา 80 – 120 บาท/กก.เม็ดขาว 100 บาท/กก. ปัจจุบันลงแล้วเหลือ 50 บาท ผลผลิต ทยอยออกวันละ 80 – 90 กก./วัน ในตำบลสำนักตะคร้อมีประมาณ 10 เจ้า ตลาดส่วนใหญ่จะมีพ่อค้ามารับไป ตลาดสี่มุมเมือง กทม. และที่อำเภอด่านขุนทด ผลผลิตที่ออกอยู่ในแปลงมีแต่เมล็ดสีเขียวไม่เข้าสีแดง และประสบปัญหาภัยหนาว พื้นที่ปลูกลดลง

เนื่องจากมีการระบาดของแมลงวันทอง จึงมีการปรับเปลี่ยนพื้นที่ปลูกเป็นพืชชนิดอื่นบ้าง ราคาพริกแดง ปัจจุบันหน้าสวน กก. ละ 120 -130 บาท , อำเภอพิมาย ราคา เกษตรกรขายพริกแดงหน้าสวนให้ผู้ค้าส่ง กก.ละ 120 -140 บาท ผู้ค้าส่งขายให้ตลาดพิมายเมืองใหม่ กก. ละ 150 – 200 บาท 

ปัญหาที่พบ พื้นที่ปลูกบริเวณริมฝั่งแม่น้ำมูล ปีนี้เกิดปัญหาน้ำลดลงช้ากว่าปกติ และในนาพื้นที่ตำบลธารละหลอด เครือข่ายจักราช โนนสูง ซึ่งเป็นพื้นที่ปลูกพริกหลักของอำเภอพิมาย ปีนี้ปริมาณน้ำฝนสะสมเยอะทำให้ปลูกพริกช้าลง ผลผลิตจึงออกมาล่าช้ากว่าปกติ ประกอบกับผลกระทบจากภัยหนาวทำให้ผลผลิตออกช้า 

ทั้งนี้สถานการณ์ราคาพริกเริ่มที่จะปรับลดลงต่อเนื่องคาดว่า ช่วงต้นเดือน ก.พ. 2564  ผลผลิตพริกจะเริ่มออกสู่ตลาดราคาก็จะกลับเข้าสู่ภาวะปกติ  

กาฬสินธุ์แล้งหนัก เกษตรกรใช้น้ำทิ้งจากบ่อกุ้งเลี้ยงข้าวนาปรัง #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/548671

กาฬสินธุ์แล้งหนัก เกษตรกรใช้น้ำทิ้งจากบ่อกุ้งเลี้ยงข้าวนาปรัง

กาฬสินธุ์แล้งหนัก เกษตรกรใช้น้ำทิ้งจากบ่อกุ้งเลี้ยงข้าวนาปรัง

วันพฤหัสบดี ที่ 28 มกราคม พ.ศ. 2564, 11.48 น.

ชาวนาในอำเภอกมลาไสย อำเภอฆ้องชัย และอำเภอยางตลาด จังหวัดกาฬสินธุ์ พื้นที่ห่างไกลคลองชลประทานสายหลักสูบน้ำฝนที่กักเก็บตามบ่อในพื้นที่นา และน้ำทิ้งจากบ่อเลี้ยงกุ้งเข้าใส่แปลงนา เพื่อทำการหว่านเมล็ดพันธุ์และหล่อเลี้ยงต้นข้าวนาปรัง ขณะที่ปริมาณน้ำที่เขื่อนลำปาวปัจจุบันเหลือเพียง 854 ล้านลูกบาศก์เมตร หรือคิดเป็น 43% จากความจุ 1,980 ล้านลูกบาศก์เมตร

28 มกราคม 2564 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า จากการติดตามบรรยากาศการประกอบอาชีพ ของเกษตรกรชาว จ.กาฬสินธุ์ในช่วงฤดูแล้ง พบว่าในกลุ่มเกษตรกรผู้ปลูกข้าวนาปรัง ในเขต อ.กมลาไสย อ.ฆ้องชัย และ อ.ยางตลาด ที่อยู่ในพื้นที่ราบลุ่มและกักเก็บน้ำฝนไว้ตามบ่อในแปลงนา ต่างลงมือหว่านเมล็ดพันธุ์ และสูบน้ำหล่อเลี้ยงต้นข้าว ที่กำลังแตกหน่อกันอย่างคึกคัก ขณะที่ชาวนาที่อยู่พื้นที่ห่างไกลคลองชลประทาน ต้องขาดโอกาสในการทำนาปรัง เนื่องจากสถานการณ์ภัยแล้งในปีนี้ปริมาณฝนน้อย และทิ้งช่วงส่งผลให้น้ำเขื่อนลำปาวเหลือน้อย ที่อาจไม่เพียงพอและส่งผลให้ข้าวนาปรังเสียหาย

นายสุนทร ภูฉายา ที่ปรึกษานายกเทศมนตรีตำบลบัวบาน อ.ยางตลาด จ.กาฬสินธุ์ กล่าวว่า จากการติดตามสถานการณ์น้ำในเขื่อนลำปาว ที่ได้รับผลกระทบจากภาวะฝนทิ้งช่วง ไม่มีน้ำเติมเข้าอ่าง ปัจจุบันเหลือเพียง 854 ล้านลูกบาศก์เมตร หรือ 43% จากความจุ 1,980 ล้านลูกบาศก์เมตร ทั้งนี้ จากการเข้าร่วมประชุมกับคณะกรรมการจัดการชลประทาน (JMC) ที่เขื่อนลำปาว ทางหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้แจ้งเตือนเกษตรกรทั้งกลุ่มผู้เลี้ยงสัตว์น้ำและผู้ปลูกข้าว ระมัดระวังใช้น้ำ รวมทั้งให้ลดพื้นที่เลี้ยงกุ้งเลี้ยงปลาและทำนาปรัง เพื่อป้องกันความเสียหาย จากกรณีขาดแคลนน้ำด้วย

นายสุนทร กล่าวอีกว่า ในภาพรวมพบว่าเกษตรกรมีการปรับตัวตามสถานการณ์ โดยลดพื้นที่ประกอบอาชีพดังกล่าว สำหรับตนและชาวนาในพื้นที่ห่างไกลคลองชลประทานสายหลัก ในเขต อ.กมลาไสย อ.ฆ้องชัย และ อ.ยางตลาด   ซึ่งได้รับน้ำไม่เพียงพอ แต่มีความจำเป็นต้องทำนาปรัง เพื่อยังชีพในครัวเรือนและจำหน่าย อาศัยน้ำฝนที่กักเก็บไว้ในบ่อกลางแปลงนา และสูบน้ำจากคลองไส้ไก่ ซึ่งเป็นน้ำทิ้งจากบ่อเลี้ยงกุ้งของเพื่อนบ้านเข้าหล่อเลี้ยงต้นข้าว ทำให้ชาวนาต้องสิ้นเปลืองต้นทุนการผลิตด้านค่าน้ำมันเพิ่มอีก ทั้งยังต้องแบกรับค่าใช้จ่ายด้านรถไถ ค่าปุ๋ยยาที่ราคาแพง แต่ก็จำเป็นต้องลงทุน  เพราะหากไม่ทำนาก็ไมรู้จะทำอะไร เนื่องจากเป็นอาชีพหลัก จึงอยากเรียกร้องส่วนราชการที่เกี่ยวข้อง เข้ามาควบคุมราคาปุ๋ยยา ช่วยเหลือค่าเก็บเกี่ยว และปรับราคารับซื้อข้าวเปลือกให้สูงขึ้นด้วย เพราะราคาข้าวเปลือกนาปีที่ผ่านมาตกต่ำมาก ทำให้ชาวนาประสบปัญหาขาดทุนซ้ำซาก

กรมวิชาการเกษตรเตือนรับมือหนอนถั่วเหลือง #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/548579

กรมวิชาการเกษตรเตือนรับมือหนอนถั่วเหลือง

วันพฤหัสบดี ที่ 28 มกราคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

ในระยะที่มีอากาศแห้งแล้ง กลางวันอุณหภูมิสูง และกลางคืนอุณหภูมิต่ำเช่นนี้ กรมวิชาการเกษตร เตือนเกษตรกรผู้ปลูกถั่วเหลืองเฝ้าระวังการระบาดของหนอนม้วนใบและหนอนกระทู้ผัก สามารถพบได้ในระยะที่ต้นถั่วเหลืองมีอายุประมาณ 15-30 วัน สำหรับหนอนม้วนใบ จะพบหนอนที่ฟักออกจากไข่ใหม่ๆ อยู่รวมกันเป็นกลุ่ม
ชักใยบางๆ คลุมตัวไว้แล้วกัดกินผิวใบ เมื่อหนอนโตขึ้นจะกระจายกันออกไปทั่วทั้งแปลง เพื่อสร้างใยยึดใบพืชจากขอบใบของใบเดียวเข้าหากัน หรือชักใยดึงเอาใบมากกว่า 2 ใบมาห่อรวมเข้าหากัน และอาศัยกัดกินอยู่ในใบที่ห่อม้วนนั้นจนหมด จากนั้นค่อยเคลื่อนย้ายเข้าไปทำลายใบอื่นต่อไป

แนวทางในการป้องกันและกำจัดหนอนม้วนใบ หากพบใบถูกเข้าทำลาย 30% ให้เกษตรกรพ่นด้วยสารฆ่าแมลงแลมบ์ดาไซฮาโลทริน 2.5% อีซี อัตรา 10 มิลลิลิตร
ต่อน้ำ 20 ลิตร หรือสารไตรอะโซฟอส 40% อีซี อัตรา 40 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร หรือสารคาร์โบซัลแฟน 20% อีซี อัตรา 40 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร

นอกจากนี้ เกษตรกรควรติดตามเฝ้าระวังการระบาดของหนอนกระทู้ผักมักพบหนอนกระทู้ผักเข้าทำลายตั้งแต่ถั่วเหลืองเจริญเติบโตทางลำต้นและใบจนถึงระยะออกดอกและติดฝัก โดยหนอนที่ฟักออกมาจากไข่ใหม่ๆ จะอยู่รวมกันเป็นกลุ่มกัดแทะผิวใบด้านล่าง ทำให้เหลือแต่เส้นใบ เมื่อผิวใบแห้งจะมองเห็นเป็นสีขาวเมื่อหนอนโตขึ้น หนอนจะกัดกินเข้าไปจากขอบใบ และจะแยกกลุ่มออกไปกัดกินใบทั่วทั้งแปลง

หากพบการระบาดของหนอนกระทู้ผัก ให้เกษตรกรพ่นด้วยเชื้อไวรัสของหนอนกระทู้ผัก อัตรา 50 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร โดยพ่น 1-2 ครั้ง กรณีใบถูกทำลาย 30% ให้พ่นด้วยสารฆ่าแมลงแลมบ์ดาไซฮาโลทริน 2.5% อีซี อัตรา 10 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร หรือสารไตรอะโซฟอส 40% อีซี อัตรา 40 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร หรือสารคลอร์ฟลูอาซูรอน 5% อีซี อัตรา 20 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร หรือสารไซเพอร์เมทริน/โฟซาโลน 6.25%/22.5% อีซี อัตรา 60 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร

กำชับกตส.เป็นพี่เลี้ยงสอนเกษตรกรทำบัญชี #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/548580

กำชับกตส.เป็นพี่เลี้ยงสอนเกษตรกรทำบัญชี

วันพฤหัสบดี ที่ 28 มกราคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

นางสาวมนัญญา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวว่า กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ มีนโยบายมุ่งกระตุ้นการสร้างเศรษฐกิจรากฐานให้ประเทศ สนองตามนโยบายของพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี โดยดำเนินการตามกรอบยุทธศาสตร์ชาติด้านต่างๆ เพื่อสร้างความเข้มแข็งให้ภาคการเกษตรพัฒนาสู่ความยั่งยืน ทั้งนี้ กำชับให้กรมตรวจบัญชีสหกรณ์ (กตส.) ซึ่งเป็นหน่วยงานในกำกับดูแล ดำเนินงานตามภารกิจเสริมสร้างความเข้มแข็งให้สถาบันเกษตรกรและกลุ่มเกษตรกร ทั้งในด้านตรวจสอบบัญชีสหกรณ์และกลุ่มเกษตรกร ให้จัดทำบัญชีและงบการเงินได้และควบคุมคุณภาพงานสอบบัญชีของผู้สอบบัญชีให้เป็นไปตามมาตรฐานวิชาชีพ และตามที่ระเบียบกรมตรวจบัญชีสหกรณ์กำหนดอย่างเคร่งครัด เพื่อให้สหกรณ์และกลุ่มเกษตรกรได้รับการตรวจสอบบัญชีอย่างโปร่งใส ปราศจากการทุจริต สามารถนำผลตรวจสอบบัญชีและข้อสังเกตจากผู้สอบบัญชีไปแก้ไข ปรับปรุงเพื่อให้การบริหารจัดการของสหกรณ์มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น สร้างความเชื่อมั่นให้กับสมาชิกทุกคนว่าได้รับการดูแลจากสหกรณ์เป็นอย่างดี และได้รับผลประโยชน์ที่พึงได้อย่างเท่าเทียมและเป็นธรรม เป็นการพิทักษ์รักษาไว้ซึ่งประโยชน์ของสมาชิกสหกรณ์และกลุ่มเกษตรกร จำนวน 12.8 ล้านคนทั่วประเทศ

อีกทั้ง งานด้านการถ่ายทอดองค์ความรู้และส่งเสริมการจัดทำบัญชีครัวเรือน และบัญชีต้นทุนอาชีพสู่พี่น้องเกษตรกรกลุ่มเกษตรกร สหกรณ์ และประชาชนให้เข้มแข็ง พึ่งพาตนเองได้ ซึ่งเน้นย้ำให้กรมตรวจบัญชีสหกรณ์ เป็นพี่เลี้ยงคอยดูแลสอนแนะการทำบัญชีให้เกษตรกร ได้มีความรู้และเข้าใจในการนำระบบบัญชีไปใช้ในการบริหารจัดการภาคการเกษตร รู้รายรับรายจ่าย รู้เวลาที่เหมาะสม มองเห็นช่องทางในการลดต้นทุนการผลิต ลดรายจ่าย ปรับปรุงประสิทธิภาพการผลิตและผลิตได้อย่างสมดุลตามกำลังของตนเองและสอดคล้องกับความต้องการของตลาด ช่วยส่งเสริมการออมและสร้างวินัยทางการเงินที่ดี อันเป็นการช่วยให้เกษตรกรมีชีวิตความเป็นอยู่ที่มั่นคง สามารถพึ่งพาตนเองได้ รวมทั้งสร้างเสริมองค์ความรู้ทางบัญชีสู่เยาวชนและประชาชนทั่วไป ให้ได้เรียนรู้การจัดทำบัญชี เพื่อใช้เป็นข้อมูลในการประเมินและวางแผนการจัดระเบียบรายรับ-รายจ่าย สามารถพัฒนาคุณภาพชีวิตได้อย่างเป็นรูปธรรม อยู่ได้อย่างมีความสุข พอกินพอใช้ สร้างภูมิคุ้มกันความจนด้วยการทำบัญชี ตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง

“ในสภาวการณ์ปัจจุบันที่มีความผันผวนทางด้านเศรษฐกิจและการเปลี่ยนแปลงสู่ชีวิตวิถีใหม่ ประชาชนจำเป็นต้องมีการปรับตัวเพื่อพร้อมรับความเปลี่ยนแปลงในด้านต่างๆ “บัญชี” จึงเปรียบเสมือนหัวใจของการดำเนินชีวิต หากรู้จักการทำบัญชีอย่างต่อเนื่อง จะช่วยให้เกิดการจัดระเบียบวินัยในการใช้จ่าย มีการวิเคราะห์ข้อมูลทางบัญชี ส่งผลให้เกิดช่องทางในการออมและเพิ่มรายได้ สามารถวางแผนการดำเนินชีวิตและการประกอบอาชีพ รู้จักการลงทุนที่ก่อให้เกิดความคุ้มค่าและเกิดประโยชน์สูงสุด เป็นการสร้างความมั่นคงให้ตนเองและครอบครัว ซึ่งเป็นรากฐานสำคัญของการพัฒนาประเทศให้ก้าวไปข้างหน้าอย่างมั่นคงและยั่งยืน” รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรฯ

สั่งคุมเข้มเฝ้าระวังโรคในสัตว์ปีกทั่วปท. #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/548582

สั่งคุมเข้มเฝ้าระวังโรคในสัตว์ปีกทั่วปท.

วันพฤหัสบดี ที่ 28 มกราคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า ในช่วงเดือนมกราคม 2564 องค์การสุขภาพสัตว์โลก(OIE) รายงานพบการระบาดของเชื้อไข้หวัดนกชนิดรุนแรงทั้งหมด 5 ชนิด ได้แก่ H5Nx(ไม่สามารถแยก N ได้) H5N1 H5N5 H5N6 และ H5N8 ทั้งทวีปยุโรปและเอเชีย ซึ่งเอเชียพบในประเทศเกาหลีใต้ ไต้หวัน ญี่ปุ่น อินเดีย อิหร่าน เวียดนาม อิรัก และกัมพูชา โดยปัจจุบันประเทศไทยมีสภาพอากาศแปรปรวน อาจส่งผลต่อสุขภาพสัตว์ปีกทำให้สัตว์ปีกอ่อนแอ ติดเชื้อได้ง่าย ดังนั้นเพื่อเป็นการเฝ้าระวัง ป้องกันโรคระบาดในสัตว์ปีก จึงได้สั่งการให้กรมปศุสัตว์เฝ้าติดตามสถานการณ์และข้อมูลข่าวสารอย่างใกล้ชิด ตลอดจนบูรณาการร่วมกับเจ้าหน้าที่ศุลกากร และหน่วยงานอื่นๆ เพื่อตรวจสอบการลักลอบเคลื่อนย้ายสัตว์ปีกเข้า-ออกตามแนวชายแดน ทั้งนี้ น.สพ.สรวิศ ธานีโต อธิบดีกรมปศุสัตว์ ได้สั่งการให้ปศุสัตว์ทุกจังหวัดโดยเฉพาะจังหวัดที่มีอาณาเขตติดต่อกับประเทศเพื่อนบ้าน เข้มงวดในการป้องกันโรค พร้อมทั้งกำชับให้สำรวจ เฝ้าระวังเชิงรุก ประชาสัมพันธ์ให้ความรู้แก่ประชาชน หากผู้ใดพบเห็น การลักลอบเคลื่อนย้ายหรือพบสัตว์ปีกป่วยหรือตายผิดปกติโดยไม่ทราบสาเหตุ สามารถแจ้งเบาะแสแก่อาสาปศุสัตว์ ปศุสัตว์อำเภอ ปศุสัตว์จังหวัด ทางเจ้าหน้าที่จะได้เข้าตรวจสอบ และเฝ้าระวังควบคุมโรคตามมาตรการที่กำหนดไว้ทันที

ซอกแซกอาเซียน : 28 มกราคม 2564 #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/548584

ซอกแซกอาเซียน : 28 มกราคม 2564

ซอกแซกอาเซียน : 28 มกราคม 2564

วันพฤหัสบดี ที่ 28 มกราคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

คราวที่แล้ว ผมเขียนเกี่ยวกับการควบคุมพันธุ์ข้าว โดยเพื่อส่งเสริมรักษามาตรฐานข้าวไทยได้มีการเสนอออกกฎหมายบังคับให้ต้องผ่านการรับรองเสียก่อนที่จะสามารถนำไปผลิตเมล็ดพันธุ์และจำหน่ายให้ชาวนานำไปปลูกได้ ตกลงที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน เมื่อร่างกฎหมายนี้ยุติไป ก็ยังเป็นเพียงความสมัครใจ คือจะนำมารับรองพันธุ์ที่กรมการข้าวหรือไม่ก็ได้ ฉบับนี้ ผมจึงขออธิบายชี้แจงเพิ่มเติมในอีกประเด็นหนึ่ง คือ ข้อจำกัดของกระบวนการรับรองพันธุ์ข้าวของกรมการข้าว

คือมันเป็นความอึดอัดและก็น่าเห็นใจทุกฝ่ายกันพอสมควร เพราะการรับรองพันธุ์ข้าวของกรมการข้าว แนวปฏิบัติก็ได้อธิบายไปแล้วโดยสังเขปในฉบับก่อนๆ ซึ่งจะว่าไปมันก็เปรียบคล้ายกับการไปขอรับรองมาตรฐาน ISO หรือไปขอรับรอง อย. ของกระทรวงสาธารณสุข อะไรทำนองนั้นแหละ ผมเชื่อว่าทุกคนคงเห็นด้วยนะครับว่า หลักของการรับรองก็คือมาตรฐานต้องเข้าขั้น คุณภาพต้องเข้มข้น ถ้าต้องการความเชื่อถือระดับสูงสุด แต่หลักการที่ว่านี้มันก็กลายเป็นดาบสองคมในตัวมันเอง

ส่วนที่ไม่ดี คือทำให้ยุ่งยาก เสียเวลา บางคนเบื่อที่จะต้องมานั่งเป็นวันๆ เพื่อให้คณะกรรมการซักถาม เบื่อที่จะต้องไปทำแปลงปลูกทดลองซ้ำแล้วซ้ำอีก และต้องเก็บข้อมูลละเอียดยิบ ลำพังนักวิจัยของกรมการข้าวเองที่คิดค้นพันธุ์ข้าวซึ่งเป็นหน้าที่อยู่แล้ว มาเจอเรื่องแบบนี้ บางคนก็ยังเกิดความท้อถอย แต่เหตุเพราะเป็นหน้าที่และมีตัวชี้วัด จึงต้องกัดฟันทนตอบคำถาม ทำแปลงทดลองเก็บข้อมูล เพื่อทำให้สำเร็จให้จงใด้ ทีนี้ถ้าเป็นนักวิจัยจากภายนอก เช่น จากมหาวิทยาลัยหรือสถาบันการศึกษาอื่น จากหน่วยราชการอื่น ที่เขาวิจัยพัฒนาพันธุ์ข้าวโดยมิใช่ mandate ของเขาเลย บางคนเขาก็ไม่อยากจะอดทนครับ ยิ่งบางคนจบระดับดอกเตอร์มา ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ เอ้ย.. ศักดิ์ศรีของความเป็นนักวิชาการมีสูงมาก เขาก็ไม่อยากมานั่งนานๆ ให้ซักไซ้ไล่เลียงหรอก สู้เอาพันธุ์ข้าวที่พัฒนาได้ไปผลิตเมล็ดพันธุ์และจำหน่ายเลยดีกว่า อาศัยการโหมประชาสัมพันธ์มากๆ ชาวนาเราก็รับแล้ว เพราะจริงๆ แล้ว ธรรมชาติของชาวนาในเขตชลประทานภาคกลางเราเป็นพวกหัวไวใจสู้และชอบลองของใหม่ อะไรที่มาใหม่และเชื่อว่าดี จะต้องเอาก่อนเลย ถ้าสำเร็จก่อนถือว่าสุดยอด เพื่อนบ้านยกนิ้วให้ แต่ถ้าล้มเหลว ปีหน้าก็หาข้าวพันธุ์ใหม่มาปลูกใหม่ ดังนั้นเราจึงได้เห็นมีการนำพันธุ์ข้าวที่ยังไม่ได้มีการรับรองออกมาขายให้ชาวนาปลูก พ่อค้าหัวใสบางคนเห็นกำไรงาม ก็ไปหาเมล็ดพันธุ์ข้าวมาขาย ดีบ้างไม่ดีบ้าง (อย่างมากก็แค่ให้ได้มาตรฐานตามกฎหมายเมล็ดพันธุ์) และนี่คืออีกเหตุผลหนึ่งอันเป็นที่มาของการเรียกร้องให้มีการใช้ปลูกเฉพาะพันธุ์ข้าวที่ได้รับการรับรองแล้วเท่านั้น

ข้อจำกัดของการรับรองพันธุ์ข้าว ปัจจุบันบางท่านก็ว่า นอกจากจะเป็นกระบวนการที่ชักช้าน่าเบื่อแล้ว ยังส่งผลให้ประเทศไทยเรามีจำนวนพันธุ์ข้าวที่น้อย ไม่หลากหลายสนองตอบเท่าที่ตลาดต้องการ เช่น มีผู้กล่าวว่า เรามีเฉพาะพันธุ์ข้าว คือ 1) ข้าวหอม 2) ข้าวพื้นแข็ง และ 3) ข้าวเหนียว แต่ทว่าเราขาดข้าวพื้นนุ่มซึ่งขณะนี้ตลาดกำลังเป็นที่ต้องการมากและประเทศคู่แข่งเพื่อนบ้านเรามีขายนั้น ผมได้รับการยืนยันจากนักวิชาการกรมการข้าว เบื้องต้นสำหรับในประเด็นแรก คือ เรื่องชักช้าใช้เวลามากนั้น ไม่ถูกต้องครับ เรียนว่ากระบวนการรับรองพันธุ์ข้าวของกรมการข้าว พูดง่ายๆ ก็เหมือนกับการสอบวิทยานิพนธ์ ของนักศึกษานั่นแหละ คือ ถ้าตอบคำถามชัดเจนและหากไม่มีการแก้ไขเลย การสอบนั้นก็จะผ่านในครั้งเดียว แต่ถ้าคณะกรรมการสอบขอให้แก้ไข ผู้สอบกลับไปแก้ไขอย่างรวดเร็ว การสอบผ่านก็จะเร็วขึ้นตาม แต่หากคณะกรรมการสอบขอให้แก้ไขผู้สอบไม่ยอมแก้ไข ปล่อยเวลาเนิ่นนานออกไป หรือหายไปเลย ก็เป็นที่แน่นอนว่า คงต้องใช้เวลามากขึ้น

ทั้งนี้ นักวิชาการยืนยันว่า โดยทั่วไปถ้าทุกอย่างครบถ้วน รับรองรองพันธุ์ข้าวแต่ละพันธุ์ใช้เวลาไม่เกิน 2 ปี ส่วนที่มีการพูดกันว่าการรับรองข้าวแต่ละพันธุ์ใช้เวลาถึง 6-7 ปี นั้นผิดครับ เพราะเป็นการนับรวมถึงระยะเวลาการคิดค้นสร้างพันธุ์ข้าวใหม่ตั้งแต่ต้นกระทั่งรับรองพันธุ์เสร็จ แต่ 6-7 ปีนี่ก็เป็นระยะเวลาของวิธีการสร้างพันธุ์ข้าวแบบดั้งเดิมโบราณนะครับ ในทางตรงกันข้าม หากเรามีเครื่องมือวิทยาศาสตร์ที่ทันสมัยกว่านี้ ระยะเวลาการได้พันธุ์ข้าวใหม่ก็ย่อมจะสั้นลงกว่าครึ่งแน่นอน

ชาญพิทยา ฉิมพาลี

chanpithya@apterr.org

สศก.เผยสถานการณ์ลิ้นจี่ 3 จว.เหนือ เริ่มแทงช่อดอก-คาดผลผลิตออกตลาดเม.ย. #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/548301

สศก.เผยสถานการณ์ลิ้นจี่3จว.เหนือ เริ่มแทงช่อดอก-คาดผลผลิตออกตลาดเม.ย.

วันพุธ ที่ 27 มกราคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

นางอังคณา พุทธศรี ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรที่ 1 เชียงใหม่ (สศท.1)สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) เปิดเผยถึงการลงพื้นที่ของสศท.1 เพื่อติดตามสถานการณ์ผลิตลิ้นจี่ในภาคเหนือ ได้แก่ จ.เชียงใหม่ เชียงราย และพะเยา ซึ่งเป็นแหล่งผลิตสำคัญที่สุดของประเทศ โดยคาดว่าปี 2564 (ข้อมูลพยากรณ์ ณ วันที่ 15 มกราคม 2564) ทั้ง 3 จังหวัด มีเนื้อที่ยืนต้น 74,199 ไร่ ลดลงจากปี 2563 ที่มีจำนวน 74,433 ไร่ (ลดลง 234 ไร่ หรือร้อยละ 0.31 เนื้อที่ให้ผล 68,968 ไร่ ลดลงจากปี 2563 ที่มีจำนวน 69,252 ไร่ (ลดลง 284 ไร่ หรือร้อยละ 0.41) ส่วนผลผลิตรวม 23,665 ตัน ลดลงจากปี 2563 ที่มีจำนวน 26,654 ตัน (ลดลง 2,989 ตัน หรือร้อยละ11.21) ทั้งนี้ เนื้อที่ยืนต้นและเนื้อที่ให้ผลของทั้ง 3 จังหวัดลดลง เนื่องจากเกษตรกรในภาคเหนือมีการโค่นต้นแก่อายุ 25 ปีขึ้นไปที่ให้ผลผลิตน้อย อีกทั้งยังปรับเปลี่ยนไปปลูกพืชอื่นทดแทน เช่น มะม่วง เงาะ ทุเรียน และส้ม ด้านผลผลิตรวมทั้ง 3 จังหวัด ลดลง เนื่องจากสภาพอากาศไม่เอื้ออำนวยต่อการแทงช่อดอก ซึ่งผลผลิตจะออกสู่ตลาดประมาณช่วงเดือนเมษายน – มิถุนายน 2564 และจะออกมากที่สุดในเดือนพฤษภาคม ประมาณ 17,749 ตัน

ขณะนี้ภาพรวมลิ้นจี่ทุกพันธุ์ในภาคเหนืออยู่ในช่วงแทงช่อดอกไปแล้วประมาณร้อยละ 10 และบางส่วนมีการแตกใบอ่อนไปแล้ว ทำให้ไม่ติดช่อดอก ซึ่งแตกต่างจากปีที่ผ่านมาในช่วงระยะเวลาเดียวกันที่ต้นลิ้นจี่แทงช่อดอกแล้วประมาณร้อยละ 60 เพราะสภาพอากาศที่หนาวเย็นยาวนาน ส่วนระยะเวลาการเก็บเกี่ยวผลผลิต คาดว่าพันธุ์นครพนมจะเริ่มเก็บเกี่ยวได้ช่วงปลายเดือนมีนาคมหรือต้นเดือนเมษายน 2564 ส่วนพันธุ์ฮงฮวย จักรพรรดิ และโอเฮียะจะเริ่มเก็บเกี่ยวได้ช่วงปลายเดือนพฤษภาคมถึงต้นเดือนมิถุนายน 2564 และจะออกสู่ตลาดมากที่สุดในเดือนพฤษภาคม 2564

สำหรับสถานการณ์ด้านตลาด เกษตรกรคาดว่าผู้ประกอบการรับซื้อรายใหญ่จะเข้ามารับซื้อในพื้นที่ได้ หากสถานการณ์ โควิด – 19 คลี่คลาย โดยมีการจำหน่ายให้กับผู้ค้ารายย่อยในตลาดหรือขายผ่านกลุ่มวิสาหกิจชุมชน รวมถึงเกษตรกรบางกลุ่มมีการปรับเปลี่ยนรูปแบบการจำหน่ายผลผลิตให้กับผู้ค้าออนไลน์ต่างๆ เพื่อช่วยในการกระจายสินค้าได้หลากหลายมากยิ่งขึ้น

ผู้อำนวยการ สศท.1 กล่าวทิ้งท้ายว่า โอกาสนี้ ขอเชิญชวนผู้บริโภคทุกท่านร่วมสนับสนุนผลผลิตลิ้นจี่ของเกษตรกรเพื่อเป็นการช่วยเหลือเกษตรกร และเป็นกำลังใจให้พี่น้องเกษตรกรในการผลิตผลไม้ที่มีคุณภาพต่อไป ทั้งนี้ หากท่านใดสนใจข้อมูลสถานการณ์การผลิตลิ้นจี่ภาคเหนือ สามารถสอบถามเพิ่มเติมได้ที่ สศท.1 เชียงใหม่ โทร. 0-5312-1318 หรืออีเมลzone1@oae.go.th

ยกระดับสร้างฐานข้อมูลป่าชายเลนทั่วปท. ใช้ภาพถ่ายดาวเทียมรายละเอียดสูง #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/548298

ยกระดับสร้างฐานข้อมูลป่าชายเลนทั่วปท. ใช้ภาพถ่ายดาวเทียมรายละเอียดสูง

วันพุธ ที่ 27 มกราคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

นายโสภณ ทองดี อธิบดีกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง (ทช.) กล่าวว่า กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง ได้ร่วมกับสำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (องค์การมหาชน) (GISTDA) จัดงานการประชุมเชิงปฏิบัติการโครงการจัดทำระบบฐานข้อมูลทรัพยากรป่าชายเลน โดยการจำแนกเขตการใช้ประโยชน์ที่ดินป่าชายเลนด้วยภาพถ่ายดาวเทียมรายละเอียดสูง เพื่อสร้างการรับรู้ถึงที่มาและความสําคัญในการดำเนินงาน อีกทั้งเพื่อเป็นเวทีแลกเปลี่ยนความคิดเห็นระหว่างหน่วยงานระดับภูมิภาคและส่วนกลาง เพื่อร่วมกันผลักดันและส่งเสริมการใช้เทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ ในการบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมทางทะเลและชายฝั่งให้ดีขึ้น รวมถึงจัดทำระบบฐานข้อมูลทรัพยากรป่าชายเลน โดยการจำแนกเขตการใช้ประโยชน์ที่ดินป่าชายเลนด้วยภาพถ่ายดาวเทียมรายละเอียดสูง ทำให้ทราบว่าพื้นที่ป่าชายเลนของประเทศไทย มีเนื้อที่เพิ่มขึ้นจากเดิม 1 ล้าน 5 แสนไร่ เพิ่มขึ้น 202,435 ไร่ ป่าชายหาดเพิ่มขึ้น 23,462 ไร่และป่าพรุเพิ่มขึ้น 16,217 ไร่ ซึ่งจะเป็นประโยชน์ในการวางแผนเพื่อการบริหารจัดการทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งอย่างมีประสิทธิภาพ

ด้านนายปกรณ์ อาภาพันธุ์ ผู้อำนวยการGISTDA กล่าวว่า ปัจจุบัน GISTDA ได้ทำการตรวจสอบพื้นที่ให้มีความถูกต้อง แม่นยำและเป็นมาตรฐาน เชื่อว่าจะเป็นประโยชน์ต่อการบริหารจัดการทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งของประเทศ ตลอดจนติดตามความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นพร้อมกันนี้ยังมุ่งหวังให้เกิดการบริหารจัดการเชิงพื้นที่ที่สอดคล้องกับนโยบายการพัฒนาประเทศที่ยั่งยืนอย่างเป็นรูปธรรม

ฝนหลวงฯครบรอบ8ปี มุ่งมั่นสานต่อภารกิจช่วยปชช.ฝ่าวิกฤติภัยแล้ง #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/548299

ฝนหลวงฯครบรอบ8ปี มุ่งมั่นสานต่อภารกิจช่วยปชช.ฝ่าวิกฤติภัยแล้ง

วันพุธ ที่ 27 มกราคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

กรมฝนหลวงฯ ครบรอบปีที่ 8 แห่งการได้รับสถาปนายกระดับเป็นกรม เดินหน้ามุ่งมั่นทำฝนหลวงอย่างเต็มกำลังความสามารถ ช่วยบรรเทาความเดือดร้อนให้พี่น้องประชาชน และพัฒนาเพื่อเป็นองค์กรชั้นนำในระดับโลกด้านการดัดแปรสภาพอากาศตามศาสตร์ฝนหลวงพระราชทานภายในปี 2580

นายสุรสีห์ กิตติมณฑล อธิบดีกรมฝนหลวงและการบินเกษตร เปิดเผยว่า กรมฝนหลวงและการบินเกษตร เป็นหน่วยงานสนองงานโครงการพระราชดำริฝนหลวงของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร
มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร โดยตรง ซึ่งตลอดระยะเวลา 8 ปี รวมถึงเมื่อครั้งเป็นสำนักฝนหลวงและการบินเกษตรที่ผ่านมา กรมได้ดำเนินการปฏิบัติการฝนหลวงช่วยเหลือพี่น้องประชาชนในการบรรเทาปัญหาภัยแล้งมาอย่างต่อเนื่อง โดยได้ออกหน่วยปฏิบัติการฝนหลวงตั้งแต่วันที่ 1 มีนาคม – 31 ตุลาคม ของทุกปี

นอกจากนี้ ในด้านความก้าวหน้าการดำเนินงานต่างๆ ของกรมฝนหลวงฯ ด้านอัตรากำลัง ได้รับการพิจารณาอนุมัติเพิ่มขึ้นจากสำนักงานคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน (ก.พ.) ซึ่งจะทำให้บุคลากรเกิดความสมดุลในการดำเนินชีวิตกับการทำงาน เป็นการเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานให้ดีขึ้น ด้านการพัฒนางานวิจัยเพื่อเสริมศักยภาพการปฏิบัติการฝนหลวง ดำเนินการเรื่องจรวดฝนหลวงเพื่อใช้ในการยับยั้งลูกเห็บ การนำอากาศยานไร้คนขับ (unmanned aerialvehicle : UAV) มาประยุกต์ใช้ขึ้นบินปฏิบัติการฝนหลวงเมฆอุ่น การศึกษาวิจัยสารฝนหลวงทดแทนซิลเวอร์ไอโอไดด์ด้วยนาโนเทคโนโลยี และการวิจัยสารฝนหลวงทางเลือกที่ใช้ในช่วงสภาพอากาศมีความชื้นสัมพัทธ์น้อยกว่า 60% รวมทั้งการประดิษฐ์เครื่องโปรยสารฝนหลวงกึ่งอัตโนมัติ เพื่อลดความเสี่ยงในการปฏิบัติงาน โดยงานวิจัยต่างๆ ดังกล่าว ได้รับความร่วมมือจากหน่วยงานที่มีความเชี่ยวชาญ ซึ่งจะส่งผลดีต่อกรมฝนหลวงฯ ที่สามารถทำงานได้รวดเร็วขึ้น ทั้งนี้ กรมฝนหลวงฯ มีแผนจัดตั้งศูนย์ถ่ายทอดเทคโนโลยีด้านการดัดแปรสภาพอากาศตามศาสตร์ฝนหลวงพระราชทาน ที่ อ.ชะอำ จ.เพชรบุรี โดยจะเริ่มดำเนินการในปี 2565 รวมทั้งจัดสร้างพิพิธภัณฑ์ฝนหลวงรูปแบบอินเตอร์แอ๊กทีฟ ซึ่งคาดว่าในอนาคตอาจจะเป็นแลนด์มาร์คแห่งใหม่ของ จ.เพชรบุรี และเป็นแหล่งท่องเที่ยวศึกษาเรียนรู้โครงการพระราชดำริฝนหลวง และพระอัจฉริยภาพของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร อีกด้วย

สำหรับด้านความร่วมมือกับต่างประเทศกรมฝนหลวงฯ มีแผนทำบันทึกข้อตกลงทางวิชาการด้านการดัดแปรสภาพอากาศเพื่อแลกเปลี่ยนประสบการณ์ เทคโนโลยี และพัฒนาบุคลากร รวมทั้งร่วมกันวิจัยเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการดัดแปรสภาพอากาศกับประเทศจีนและอินโดนีเซีย ส่วนประเทศมองโกเลีย ศรีลังกา และฟิลิปปินส์ อยู่ระหว่างการประสานงาน ขณะเดียวกันประเทศไทย จะเป็นศูนย์กลางในการสร้างเครือข่ายงานวิชาการด้านการดัดแปรสภาพอากาศในภูมิภาคอาเซียน ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างการขับเคลื่อนขององค์การอุตุนิยมวิทยาโลก (World Meteorological Organization : WMO)

อย่างไรก็ตาม สำหรับการก้าวเข้าสู่ปีที่ 9 และการดำเนินงานในปี 2564 กรมฝนหลวงและการบินเกษตร มีความมุ่งมั่นและตั้งใจปฏิบัติภารกิจอย่างเต็มกำลังความสามารถ โดยเตรียมพร้อมอากาศยาน นักบิน นักวิทยาศาสตร์ เจ้าหน้าที่และเครื่องมืออุปกรณ์ต่างๆ และจะเริ่มเปิดปฏิบัติการฝนหลวงสู้ภัยแล้ง ประจำปี 2564 อย่างเป็นทางการวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2564 ที่จะถึงนี้ เพื่อเร่งดำเนินการช่วยเหลือพื้นที่ที่ประสบปัญหาทั่วทุกภูมิภาค เพื่อสืบสานพระราชปณิธานของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 และพระราชประสงค์ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 10 ในการสืบสาน รักษา และต่อยอด โครงการพระราชดำริฝนหลวง ในการช่วยบรรเทา
ความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชนต่อไปนายสุรสีห์ กล่าว