ส่องเกษตร : ตั้งโจทย์ผิด คำตอบก็ผิด #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/549965

ส่องเกษตร : ตั้งโจทย์ผิด คำตอบก็ผิด

วันพุธ ที่ 3 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2564, 06.00 น.

การเกษตรในปัจจุบันถูกจัดให้เป็นกิจกรรมหนึ่งของภาคเศรษฐกิจของประเทศ ทำให้เป็นส่วนหนึ่งของการพัฒนาที่มุ่งยกระดับเพื่อสร้างให้เกิดรายได้เป็นตัวเงิน เป็นส่วนหนึ่งของการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ ดังนั้น เมื่อมองว่าภาคการเกษตรเป็นส่วนหนึ่งของภาคการพัฒนาเศรษฐกิจก็ย่อมพิจารณาตัวแปรต่างๆที่จะมีผลต่อความคุ้มค่าในการลงทุน การใช้โอกาสและการสูญเสียโอกาสในการลงทุน หรือแม้แต่การนำเอาแรงงานภาคการเกษตรไปเปรียบเทียบกับการคำนวณผลตอบแทนกับสาขาอื่นๆ ของภาคธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องไปกับภาคเศรษฐกิจของประเทศ

ผมมีโอกาสอ่านแผนปฏิรูปประเทศฉบับปรับปรุงที่กำลังจะนำมาใช้ในช่วงหลังสถานการณ์โควิค- 19 ซึ่งการปฏิรูปประเทศด้านเศรษฐกิจที่รวมภาคการเกษตรไว้เป็นส่วนหนึ่งด้วย โดยมีจุดเน้นให้เกิดการผลิตภาคการเกษตรในลักษณะเกษตรมูลค่าสูง โดยแผนปฏิรูปฉบับดังกล่าวมีการพิจารณาลงในรายละเอียด เพื่อนำมาวิเคราะห์และกำหนดทิศทางไปสู่การกำหนดแนวทางการปฏิรูป โดยวิเคราะห์ว่าภาคการเกษตรมีการใช้แรงงานที่ไม่มีประสิทธิภาพ ความสามารถในการให้ผลตอบแทนทางเศรษฐกิจของแรงงานภาคการเกษตร เมื่อเทียบกับผลตอบแทนของแรงงานจากภาคการเกษตรอื่นๆ พบว่า ภาคการเกษตรให้ผลตอบแทนทางเศรษฐกิจต่ำสุดเมื่อคิดออกมาเป็นตัวเงินที่ได้จากจำนวนแรงงานที่ใช้ โดยมองว่าภาคการเกษตรใช้แรงงานผลิตสินค้าที่ไม่คุ้มค่ากับการลงทุน โดยเฉพาะอย่างยิ่งเจาะจงไปที่การลงทุนด้านแรงงานเปรียบเทียบกับภาคธุรกิจอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็นอุตสาหกรรมหรือภาคบริการ ประกอบกับประเด็นการใช้พื้นที่ทำการเกษตรของประเทศไทยที่ต้องใช้พื้นที่ราว 149 ล้านไร่โดยมากกว่า 68 ล้านไร่ นำไปปลูกข้าว ซึ่งเป็นกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่ให้ผลตอบแทนต่อพื้นที่ต่ำมาก ขณะเดียวกัน ก็ต้องใช้การลงทุนปัจจัยการผลิตที่ค่อนข้างสูง โดยเฉพาะอย่างยิ่งปัจจัยต้นทุนด้านแรงงาน แล้วเสนอว่าประเทศไทยควรเปลี่ยนการทำการเกษตรจากการทำการเกษตรที่มูลลค่าผลตอบแทนต่ำไปยังพืชหรือกิจกรรมทางการเกษตรที่ให้ผลตอบแทนต่อหน่วยพื้นที่ที่สูงขึ้น ซึ่งมีการยกตัวอย่างพืชในกลุ่มที่เป็น cash crop ที่ควรจะนำมาใช้ทดแทนและให้มูลค่าสูง เช่น กระเจี๊ยบเขียว ข้าวโพดฝักอ่อน และหน่อไม้ฝรั่ง เป็นต้น

เรื่องดังกล่าวเป็นประเด็นที่ต้องให้ความสนใจ เพราะการกำหนดทิศทางการพัฒนาประเทศ การปฏิรูปประเทศ โดยเฉพาะภาคการเกษตรที่กระทบกับคนส่วนใหญ่ทั้งทางตรงและทางอ้อม แนวคิดในการวิเคราะห์ดังกล่าวหากอยู่บนสมมุติฐานที่ไม่ครอบคลุม ไม่ถูกต้องย่อมกำหนดทิศทางไปในทางที่ไม่ถูกต้องเช่นกัน และจะกระทบต่อทุกภาคส่วนและประเทศชาติโดยรวม รวมถึงกระทบต่อความมั่นคงของประเทศทางด้านความมั่นคงด้านอาหาร ซึ่งถือเป็นปัจจัยสี่ที่สำคัญ หากชุมชนมีความมั่นคงทางอาหารสูง นั่นแสดงให้เห็นถึงความได้เปรียบและความสามารถในการรองรับผลกระทบหากเกิดภภาวะวิกฤติ และหากประเทศเราเป็นประเทศเกษตรกรรมที่มีความมั่นคงทางอาหารที่เข้มแข็ง หากเกิดเหตุการณ์ใดๆ ขึ้น ก็จะสามารถรองรับต่อผลกระทบที่เกิดขึ้นได้ และสามารถฟื้นตัวได้ง่ายเมื่อวิกฤตินั้นผ่านพ้น

หากประเทศไทยเลิกปลูกข้าว ด้วยเหตุผลของผลตอบแทนทางเศรษฐกิจที่อาจได้รับต่ำกว่าเมื่อเทียบกับภาคธุรกิจอื่นๆ ในภาคเศรษฐกิจแล้ว นึกไม่ออกว่าวันข้างหน้าจะเป็นอย่างไร เพราะคนไทยยังคงต้องรับประทานข้าวเป็นอาหารหลัก ถือเป็นความมั่นคงทางอาหารของครอบครัวคนไทย ชุมชน และประเทศชาติโดยรวม แต่หากจะทำให้เกิดความมั่นคงให้อาชีพทางการเกษตรที่จะส่งผลกระทบต่อความเป็นอยู่และความมั่นคงด้านอื่นๆ ต้องมองภาคการเกษตรโดยมิติองค์รวม มิใช่มองผลตอบแทนทางเศรษฐกิจอย่างเดียว เช่นการที่นำเอาผลตอบแทนแรงงานมาเปรียบเทียบเท่านั้น ซึ่งย่อมทำให้หลงทิศทาง และกระทบต่อแผนงาน/โครงการที่จะดำเนินงานตามมาด้วย

ประสบการณ์ในการเดินทางไปหลายพื้นที่ทั้งพื้นที่สูงและพื้นที่ทำการเกษตรทั่วประเทศ สิ่งที่ผมเข้าใจและเรียนรู้คือ เกษตรกรหรือประชาชนในพื้นที่นั้นทุกครัวเรือนโดยเฉพาะชุมชนในชนบท ให้ความสำคัญกับการทำนาและมีข้าวไว้รับประทาน แม้แต่ชาวเขาในพื้นที่สูงขอให้มีพื้นที่สำหรับปลูกข้าวไว้ให้พอรับประทานในครัวเรือน ที่เหลือเป็นพื้นที่สำหรับอยู่อาศัย ส่วนรายได้ที่นำมาใช้จ่ายในครัวเรือนจะได้มาจากการรับจ้างหรือรายได้อื่นๆ นอกภาคการเกษตร นั่นคือ ให้ครอบครัวมีความมั่นคงทางอาหาร จากนั้นเป็นการหาเพิ่มเติมตามความจำเป็นในการดำรงชีพหรือเหตุจูงใจอื่นๆ ดังนั้น ภาคการเกษตรจึงเป็นภาคความมั่นคงทางอาหารของครอบครัวซึ่งลักษณะดังกล่าวเป็นลักษณะที่คล้ายคลึงกันของประชาชนและเกษตรกรในเกือบจะทั่วทุกพื้นที่ของไทย

ดังนั้น หากจะปฏิรูปการเกษตร ควรพิจารณาในทุกมิติว่าภาคการเกษตรนั้น ทำหน้าที่ส่วนใดของการพัฒนาประเทศ และจะส่งผลกระทบต่อเนื่องต่อวิถีชีวิตอย่างไร เพราะถ้าคิดแล้วมองมุมเดียวโดยจัดวางผลตอบแทนทางเศรษฐกิจแล้วเอาเฉพาะประเด็นผลตอบแทนแรงงานเพียงอย่างเดียวมาเปรียบเทียบ ย่อมห่างจากความเป็นจริง สุดท้ายผลที่หวังจากการปฏิรูปประเทศในด้านนี้จะไมเกิดขึ้นจริง เสียเวลาโดยเปล่าประโยชน์

สมชาย ชาญณรงค์กุล

‘อธิบดีปศุสัตว์’ เป็นปธ.ขับเคลื่อนการประเมินคุณธรรม-ความโปร่งใสภาครัฐปี’64 #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/549923

'อธิบดีปศุสัตว์'เป็นปธ.ขับเคลื่อนการประเมินคุณธรรม-ความโปร่งใสภาครัฐปี'64

‘อธิบดีปศุสัตว์’เป็นปธ.ขับเคลื่อนการประเมินคุณธรรม-ความโปร่งใสภาครัฐปี’64

วันอังคาร ที่ 2 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2564, 17.09 น.

“อธิบดีกรมปศุสัตว์”เป็นประธานขับเคลื่อนการประเมินคุณธรรมและความโปร่งใสในการดำเนินงานภาครัฐของกรมปศุสัตว์

เมื่อวันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2564 ที่ห้องประชุมม้ากัณฐกะ กรมปศุสัตว์ นายสัตวแพทย์สรวิศ ธานีโต อธิบดีกรมปศุสัตว์ เป็นประธานประชุมขับเคลื่อนการประเมินคุณธรรมและความโปร่งใสในการดำเนินงานภาครัฐของกรมปศุสัตว์ พร้อมด้วย นายสุรเดช สมิเปรม รองอธิบดีกรมปศุสัตว์ และ ผอ.กกจ. , ผอ.กค.และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง เข้าร่วมประชุมในครั้งนี้

อธิบดีกรมปศุสัตว์ ได้มีคำสั่งกรมปศุสัตว์ ที่35/2564 ลงวันที่ 12 มกราคม 2564 แต่งตั้งคณะกรรมการขับเคลื่อนการประเมินคุณธรรมและความโปร่งใสในการดำเนินงานของหน่วยงานภาครัฐ (Integrity and Transparency Assessment : ITA) ของกรมปศุสัตว์ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2564 เพื่อกำหนดนโยบาย แนวทางดำเนิงานของหน่วยงานในกรมปศุสัตว์ เพื่อพัฒนาการปฏิบัติราชการตามกรอบแนวทางการประเมินคุณธรมและความโปร่งใสในการดำเนินงานของหน่วยงานภาครัฐ (Integrity andTransparency Assessment : ITA) ของสำนักงาน ป.ป.ช.ประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2564 รวมทั้งกำกับติดตามและประมินผลการดำเนินงานการประเมินระดับคุณธรรมและความโปร่งใสในการดำเนินงานของกรมปศุสัตว์ประจำปืงบประมาณ พ.ศ.2564

โดยมีเรื่องเพื่อพิจารณา ดังนี้ 1.แนวทางการขับเคลื่อนการดำเนินโครงการประเมินคุณธรรมและความโปร่งใสในการดำเนินงานของหน่วยงานภาครัฐ (Integrity and Transparency Assessment : ITA) ของกรมปศุสัตว์ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2564 2.การดำเนิโครงการยกย่องหน่วยงานใสสะอาด กรมปศุสัตว์ ประจำปี พ.ศ.2564 และ 3.การกำหนดมาตรการส่งเสริมคุณธรรมและความโปร่งใสในภายในของกรมปศุสัตว์ประจำปี พ.ศ.2564

ทั้งนี้ กรมปศุสัตว์จะพิจารณาเพื่อกำหนดนโยบาย แนวทางดำเนินงานของหน่วยงานในกรมปศุสัตว์เพื่อพัฒนาการปฏิบัติตามกรอบแนวทางการประเมินคุณธรรมและความโปร่งใสในการดำเนินงานของกรมปศุสัตว์ต่อไป

สศก.พร้อมบริการข้อมูลตอบโจทย์ชีวิตวิถีใหม่ ย้ำภารกิจหลัก ‘ศูนย์กลางสารสนเทศการเกษตรฯ’ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/549679

สศก.พร้อมบริการข้อมูลตอบโจทย์ชีวิตวิถีใหม่ ย้ำภารกิจหลัก‘ศูนย์กลางสารสนเทศการเกษตรฯ’

วันอังคาร ที่ 2 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2564, 06.00 น.

นายพลเชษฐ์ ตราโช รองเลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.)เปิดเผยว่าตามภารกิจหลักสำคัญอย่างหนึ่งของสศก.คือ เป็นหน่วยงานศูนย์กลางการให้บริการข้อมูลสารสนเทศการเกษตรของประเทศ สำหรับเกษตรกร ผู้ประกอบการและหน่วยงานทั้งภาครัฐ และเอกชน ในการนำข้อมูลไปใช้ประโยชน์ ทั้งการวางแผนบริหารจัดการการแก้ปัญหา ตลอดจนพัฒนาภาคการเกษตรของประเทศ โดยมีศูนย์สารสนเทศการเกษตร ดำเนินการจัดทำข้อมูล และเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารการเกษตร ในรูปของสื่อต่างๆ

สำหรับการให้บริการข้อมูลแก่เกษตรกร ผู้ประกอบการ หน่วยงานต่างๆและประชาชนนั้น สศก.เปิดให้บริการผ่านหลากหลายช่องทาง เพื่อให้ผู้ใช้บริการข้อมูลสามารถเข้าถึงได้ง่าย สะดวก รวดเร็ว สอดรับกับชีวิตวิถีใหม่ (New Normal)ได้โดยตรงด้วยตนเอง โดยไม่จำเป็นต้องเดินทางเข้ามาขอรับบริการที่ สศก. ซึ่งปัจจุบัน มีข้อมูลที่ให้บริการครอบคลุมหลายมิติได้แก่ ข้อมูลด้านการผลิตของพืช ปศุสัตว์ และประมง ประกอบด้วย ข้อมูลเนื้อที่เพาะปลูก เนื้อที่เก็บเกี่ยว ผลผลิต ผลผลิตต่อไร่ ตลอดจนปริมาณการผลิตปศุสัตว์และประมง ข้อมูลด้านการตลาด ทั้งราคาที่เกษตรกรขายได้ ณ ไร่นา เป็นรายสัปดาห์ รายเดือน และรายปี ข้อมูลการนำเข้า-ส่งออกสินค้าเกษตร ข้อมูลการพยากรณ์ผลผลิตสินค้าเกษตร ข้อมูลภาวะเศรษฐกิจและสังคมครัวเรือนเกษตรกร รวมทั้งการใช้และการถือครองที่ดินทางการเกษตร และข้อมูลแผนที่แสดงความเหมาะสมในการผลิตพืช เพื่อกำหนดเขตเศรษฐกิจสินค้าเกษตร และที่สำคัญในยุคที่ก้าวกระโดดด้วยเทคโนโลยีดิจิทัล สศก. ได้ให้บริการข้อมูลด้วยการพัฒนาApplication ฟาร์ม D และ กระดานเศรษฐี (RCMO) เพื่ออำนวยความสะดวกในการช่วยให้เกษตรกรเรียนรู้การวางแผนการผลิตได้ด้วยตนเอง ตลอดจนให้บริการเอกสารเผยแพร่ (E-Book) ที่สามารถดาวน์โหลดผ่านเว็บไซต์

นอกจากนี้ สศก. ได้มุ่งเน้นพัฒนาฐานข้อมูลขนาดใหญ่ (Big Data)ด้านการเกษตร โดยมีศูนย์ข้อมูลเกษตรแห่งชาติ (National Agricultural Big Data Center) หรือ NABC เป็นหน่วยงานหลัก ซึ่งได้ร่วมมือกับกระทรวง และหน่วยงานต่างๆ ทั้งภายในภายนอกสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ในการวางระบบเทคโนโลยีสารสนเทศที่รวบรวมข้อมูล ขนาดใหญ่ หรือ Big Data ตลอดห่วงโซ่อุปทาน เพื่อให้บริการแก่ทุกภาคส่วนทั้งเกษตรกร ผู้ประกอบการ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง สำหรับผู้ที่สนใจ สามารถดาวน์โหลด Application ฟาร์ม Dและ กระดานเศรษฐี (RCMO) ได้ที่ QR Code ด้านล่าง และสามารถติดต่อขอรับข้อมูลได้หลากหลายช่องทาง ทั้งทางเว็บไซต์ http://www.oae.go.th หรือทาง Call Center หมายเลขโทรศัพท์ 0-2561-2870 และE-mail : prcai@oae.go.th

ทส.เร่งขับเคลื่อนไทยไปด้วยกัน 3 จว. ช่วยคนว่างงาน-จัดที่ทำกิน-ลดไฟป่าฝุ่นPM2.5 #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/549680

ทส.เร่งขับเคลื่อนไทยไปด้วยกัน3จว. ช่วยคนว่างงาน-จัดที่ทำกิน-ลดไฟป่าฝุ่นPM2.5

วันอังคาร ที่ 2 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2564, 06.00 น.

รมว.ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เร่งให้ความช่วยเหลือผู้ได้รับผลกระทบจากไวรัสโควิด-19 โดยเฉพาะผู้ประกอบการและผู้ว่างงาน พร้อมขอให้กวดขันบังคับใช้กฎหมายกับผู้ลักลอบเผาป่าหรือเผาต้นไม้ริมทางอย่างจริงจัง เพื่อลดปัญหาไฟป่าและฝุ่น PM2.5

นายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมกล่าวถึงความคืบหน้างานขับเคลื่อนไทยไปด้วยกันในจ.สุพรรณบุรี กาญจนบุรีและนครปฐม ว่า งานในพื้นที่ 3 จังหวัดดังกล่าวเน้นแก้ปัญหาความเดือดร้อนของประชาชน 2 ส่วนคือ การแก้ปัญหาความเดือนร้อนของผู้ได้รับผลกระทบด้านเศรษฐกิจจากโควิด-19 ทั้งผู้ประกอบการและผู้ว่างงาน และการแก้ปัญหาโครงสร้างการพัฒนาจังหวัดด้านต่างๆ ทั้งการเกษตรและการบริหารจัดการน้ำที่ดินทำกินและทรัพยากรธรรมชาติ และด้านสิ่งแวดล้อม เพื่อเร่งสร้างความเป็นอยู่ที่ดีให้ประชาชน เบื้องต้น การแก้ปัญหาความเดือดร้อนของผู้ได้รับผลกระทบด้านเศรษฐกิจให้ความช่วยเหลือผู้ประกอบการด้วยการพิจารณาสนับสนุนสินเชื่อผ่านสถาบันการเงินในจ.สุพรรณบุรีและนครปฐมไปแล้ว 164,604 ราย รวมวงเงินกว่า 12,841 ล้านบาท และให้ความช่วยเหลือการขายผลิตภัณฑ์และสนับสนุนสร้างเครือข่ายการท่องเที่ยวกลุ่มผู้ว่างงาน โดยร่วมกับกระทรวงแรงงานจัดทำแผนงานโครงการแก้ปัญหาในแต่ละกลุ่มที่มีการจ้างงานในสุพรรณบุรีและนครปฐมไป 683 อัตรา แล้วยังให้ความช่วยเหลือด้านแรงงาน เช่น จัดโครงการแก้ปัญหาความเดือดร้อนด้านอาชีพ การช่วยเหลือนายจ้าง ลูกจ้าง และสถานประกอบการรับสิทธิประโยชน์กรณีว่างงาน เนื่องจากเหตุสุดวิสัย

ขณะเดียวกัน รมว.ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมเร่งรัดให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องจัดสรรที่ดินทำกินให้ประชาชน ภายใต้กลไกคณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติ (คทช.) การแก้ปัญหาการทับซ้อนแนวเขตที่ดิน การป้องกันและแก้ปัญหาช้างป่าออกนอกเขตป่า โดยวางแผนพัฒนาแหล่งน้ำในเขตป่าอนุรักษ์และการปลูกพืชอาหารสัตว์ในเขตป่าอนุรักษ์ให้เป็นแหล่งอาหารของช้างป่า ส่วนปัญหาจากไฟป่า หมอกควัน และฝุ่น PM2.5 ให้จัดทำแผนปลูกป่าและป้องกันไฟป่าในระดับพื้นที่และระดับจังหวัด แล้วขอให้หน่วยงานในระดับพื้นที่กวดขันและบังคับใช้กฎหมายกับผู้ที่ลักลอบเผาป่า หรือเผาต้นไม้ริมทาง หรือก่อให้เกิดไฟป่า พร้อมทั้งให้ติดตั้งสถานีตรวจวัดอากาศเพิ่มเติมครอบคลุมทุกพื้นที่ สิ่งสำคัญทั้ง 3 จังหวัดนี้ต้องตรวจตราการเผาไร่อ้อย การปล่อยมลพิษทางอากาศของโรงงานอุตสาหกรรม และแหล่งกำเนิดต่างๆอย่างเข้มงวด เพื่อช่วยควบคุมปริมาณฝุ่นละอองขนาดเล็กในอากาศไม่ให้เกินค่ามาตรฐาน

สำหรับการช่วยเหลือด้านทรัพยากรน้ำ ได้ค้นพบแหล่งน้ำบาดาลใหม่ 2 แหล่ง บริเวณ อ.เลาขวัญ และห้วยกระเจา จ.กาญจนบุรี จะเร่งทดลองพัฒนาให้ประชาชนได้ใช้ประโยชน์ พร้อมติดตามระดับน้ำบาดาลอย่างเคร่งครัดในอนาคตจะมีปริมาณน้ำบาดาลเพียงพอ ควบคู่กับเร่งแก้ปัญหาภัยแล้ง ขาดแคลนน้ำเพื่อการเกษตรและน้ำอุปโภค-บริโภค ด้วยการสำรวจพื้นที่ประสบภัยแล้งและตำแหน่งที่เหมาะสมกับการขุดเจาะน้ำบาดาล และพิจารณาโครงการพัฒนาแหล่งน้ำบาดาล เพื่อเป็นแหล่งน้ำเสริมให้ผู้ประกอบการด้านการเกษตรที่ได้รับผลกระทบจากน้ำทะเลหนุน พร้อมเร่งทำอ่างพวงเก็บน้ำและระบบกระจายน้ำในลักษณะบ่อพลวงเก็บกักน้ำใช้หน้าแล้งและเป็นแก้มลิงในหน้าน้ำหลาก

ไฟเขียวแผนปฏิบัติการด้านสับปะรดปี’63-65 เน้น 3 มาตรการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/549681

ไฟเขียวแผนปฏิบัติการด้านสับปะรดปี’63-65  เน้น3มาตรการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต

ไฟเขียวแผนปฏิบัติการด้านสับปะรดปี’63-65 เน้น3มาตรการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต

วันอังคาร ที่ 2 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2564, 06.00 น.

ปลัดเกษตรฯเผยคณะอนุกรรมการจัดทำแผนปฏิบัติการด้านสับปะรด พ.ศ. 2563–2565 เห็นชอบร่างแผนปฏิบัติการด้านสับปะรด เน้น 3 มาตรการ เพิ่มประสิทธิภาพผลิต เพิ่มศักยภาพอุตสาหกรรมแปรรูป และหนุนส่งออก

ดร.ทองเปลว กองจันทร์ ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์เปิดเผยหลังเป็นประธานประชุมคณะอนุกรรมการจัดทำแผนปฏิบัติการด้านสับปะรด 2563-2565 ครั้งที่ 1/2564 ว่า ตามที่คณะกรรมการนโยบายและพัฒนาสับปะรดแห่งชาติในคราวประชุม ครั้งที่ 1/2563 เมื่อวันที่ 2 กรกฎาคม 2563 ให้ปรับปรุงยุทธศาสตร์สับปะรดปี 2560-2569 เป็นแผนปฏิบัติการด้านสับปะรดพ.ศ. 2563-2565 เพื่อให้สอดคล้องกับยุทธศาสตร์ชาติ และให้แต่งตั้งคณะอนุกรรมการจัดทำแผนปฏิบัติการด้านสับปะรด พ.ศ. 2563 – 2565

โดยที่ประชุมได้เห็นชอบหลักการใน (ร่าง) แผนปฏิบัติการ 3 ด้าน ได้แก่ 1) ด้านการเพิ่มประสิทธิภาพและบริหารจัดการผลิต 2) ด้านการเพิ่มศักยภาพอุตสาหกรรมแปรรูป และ 3) ด้านการเพิ่มศักยภาพการตลาดและการส่งออก มีสาระสำคัญ วิสัยทัศน์ ผลิตสับปะรดคุณภาพ สร้างความยั่งยืนอุตสาหกรรมสับปะรดไทย พันธกิจ 3 ด้าน ได้แก่ เพิ่มประสิทธิภาพและบริหารจัดการผลิต 1) ส่งเสริมการปลูกสับปะรดในพื้นที่เหมาะสมเพื่อลดต้นทุนการผลิต และผลผลิตมีคุณภาพและได้มาตรฐาน 2) สร้างความเข้มแข็งให้เกษตรกรและสถาบันเกษตรกร 3) ส่งเสริมการวิจัย พัฒนาและการนำเทคโนโลยีมาปรับใช้ ด้านการเพิ่มศักยภาพอุตสาหกรรมแปรรูป 1) ส่งเสริมการวิจัย การนำเทคโนโลยีและนวัตกรรมมาใช้สร้างมูลค่าเพิ่มให้กับสับปะรด 2) เพิ่มประสิทธิภาพและผลิตภาพการผลิตภาคอุตสาหกรรม (Productivity) 3) ส่งเสริมการสร้างมูลค่าเพิ่มสิ่งเหลือใช้จากกระบวนการผลิต ด้านการเพิ่มศักยภาพ การตลาดและการส่งออก 1) เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันด้านการส่งออกผลิตภัณฑ์สับปะรด 2) ส่งเสริมการบริโภคเมนูอาหารจากสับปะรดตลาดในประเทศและต่างประเทศผ่านสื่อต่างๆ และ 3) ส่งเสริมการสร้างตราสินค้าสับปะรดไทยให้เป็นที่ยอมรับในระดับนานาชาติ

ทั้งนี้ ประเด็นทั้ง 3 ด้าน จะมีมาตรการและแนวทางการดำเนินงานที่ชัดเจน เพื่อให้เห็นผลสัมฤทธิ์ที่เป็นรูปธรรม โดยที่ประชุมได้มอบหมายหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ปรับปรุง (ร่าง) แผนปฏิบัติการด้านสับปะรด พ.ศ. 2564-2565รวมทั้งเพิ่มเติมแผนงาน/โครงการ/งบประมาณที่จะดำเนินการเกี่ยวกับสับปะรดในปี 2564-2565 ให้สมบูรณ์ นอกจากนี้ให้แจ้งหน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการแก้ปัญหาด้านแรงงานภาคอุตสาหกรรมซึ่งได้รับผลกระทบจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 ในจังหวัดแหล่งผลิตที่มีโรงงานตั้งอยู่อย่างเร่งด่วน

ชายคาพระพิรุณ : 1 กุมภาพันธ์ 2564 #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/549396

ชายคาพระพิรุณ : 1 กุมภาพันธ์ 2564

ชายคาพระพิรุณ : 1 กุมภาพันธ์ 2564

วันจันทร์ ที่ 1 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2564, 06.00 น.

จากสถานการณ์การระบาดของโรคโควิด-19ทำให้ทุกหน่วยงานต้องปรับตัวในการทำงาน เพื่อคุมเข้มและเฝ้าระวังการระบาดของโรคตามนโยบายของรัฐบาล ซึ่งกรมส่งเสริมการเกษตร ก็เป็นอีกองค์กรหนึ่งของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ที่มีหน่วยงานให้บริการประชาชนอยู่ทุกจังหวัดทั่วประเทศ ที่จำเป็นต้องปรับเปลี่ยนวิธีทำงานให้สอดคล้องกับสถานการณ์เพื่อให้บริการพี่น้องเกษตรกรได้อย่างทันท่วงทีและทั่วถึง ทั้งนี้ วันก่อน นายเข้มแข็งยุติธรรมดำรง อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตรได้ไลฟ์สด แถลงข่าว “กรมส่งเสริมการเกษตร ก้าวสู่เกษตรวิถีใหม่” สร้างความมั่นใจในมาตรการคุมเข้ม เฝ้าระวังสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ 2019 (COVID-19) พร้อมเปิดแนวทางการก้าวสู่เกษตรวิถีใหม่ ว่า กรมส่งเสริมการเกษตร ได้มีมาตรการป้องกันการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ 2019 (COVID-19) โดยได้จัดตั้งศูนย์ประสานการปฏิบัติภายใต้สถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ 2019 (COVID-19) ทำหน้าที่เป็นศูนย์บัญชาการและประสานการปฏิบัติงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการเฝ้าระวัง ป้องกัน ควบคุม และเตรียมพร้อมในการรองรับสถานการณ์การระบาดของโรคฯ การปฏิบัติงานตามนโยบาย หรือข้อสั่งการของศูนย์ประสานงานระดับกระทรวงฯ รวมถึงการปฏิบัติงานในทุกหน่วยงานในสังกัดกรมส่งเสริมการเกษตร ทั้งสำนักงานเกษตรจังหวัด 77จังหวัด สำนักงานเกษตรอำเภอ 882 แห่ง ศูนย์ปฏิบัติการ อีก 50 ศูนย์ ให้สามารถบริการประชาชนอย่างต่อเนื่อง ตลอดช่วงสถานการณ์การระบาด รวมถึงต้องร่วมสร้างคุณภาพชีวิตของบุคลากรและสถานที่ ให้สามารถปฏิบัติงานภายใต้สถานการณ์การระบาดได้เป็นอย่างดี

สำหรับการ “ก้าวสู่เกษตรวิถีใหม่” เป็นวิถีใหม่ที่กรมส่งเสริมการเกษตร จะต้องทำงานร่วมกับเกษตรกรอย่างต่อเนื่อง โดยใช้เครื่องมือสื่อสารเป็นตัวช่วย เช่น การเปิดแอปพลิเคชั่น “FARMBOOK” หรือสมุดทะเบียนเกษตรกรออนไลน์ เพื่อลดความเสี่ยงจากการเดินทางมาติดต่อ มีเครือข่ายการทำงานอาสาสมัครเกษตรหมู่บ้าน (อกม.) เป็นเครือข่ายการทำงาน ที่มีจิตอาสาคอยอำนวยความสะดวกต่างๆ มาบริการให้กับพี่น้องเกษตรกร รวมถึงการเปิดแคมเปญชวนคนไทยช่วยกันอุดหนุนสินค้าเกษตร “ซื้อสินค้าเกษตรไทย เกษตรกรอยู่ได้ ประเทศไทยอยู่รอด” ที่ได้รับผลกระทบจากการขนส่งสินค้าช่วงสถานการณ์โควิด เช่น มะม่วง กะหล่ำปลี กล้วยไม้ เป็นต้น รวมถึงมีเว็บไซต์ www.ตลาดเกษตรกรออนไลน์.com ภายใต้สโลแกน “เกษตรกรจริงจริง ทุกสิ่งปลอดภัย เพียงคุณสั่ง เราพร้อมส่ง” เพื่อเป็นสื่อกลางในการรวบรวมข้อมูลสินค้าเกษตร ที่มีช่องทางการติดต่อซื้อขายแบบออนไลน์ และผ่านการคัดเลือกจากคณะทำงานฯ ระดับจังหวัด คัดสรรสินค้าเกษตรคุณภาพดีจากเกษตรกรตัวจริง อาทิ กลุ่มเกษตรกรแปลงใหญ่, Smart Farmer (SF), Young Smart Farmer (YSF), วิสาหกิจชุมชน และองค์กรเกษตรกรอื่นๆ จากทั่วประเทศ ถึงมือผู้บริโภคโดยตรงในราคายุติธรรม ไม่ผ่านพ่อค้าคนกลาง และได้เพิ่มช่องทางให้เกษตรกรสามารถจำหน่ายสินค้า บนเว็บไซต์ “www.ตลาดเกษตรกรออนไลน์.com” ด้วยตนเอง โดยกรมฯ จะมีการคัดเลือกสินค้าเกษตรและสินค้าแปรรูปเกษตรที่ได้รับการรับรองมาตรฐานต่างๆ เช่น GAP, เกษตรอินทรีย์ อย., ฮาลาล ซึ่งปัจจุบัน เป็นช่วงที่สินค้าเกษตรกำลังจะออกสู่ตลาด กรมยังได้เตรียมวางแผนรับมือสินค้าเกษตรโดยจะจัด แคมเปญ อีกครั้งในรูป สั่งสินค้าแบบ pre-order จองผลไม้จากสวนที่กำลังจะออกสู่ตลาดเร็วๆ นี้เช่น มะขาม มะม่วง ทุเรียน รวมไปถึงสินค้าเกษตรอื่นๆ เช่น หอม กระเทียม ซึ่งรูปแบบและวิธีการสั่ง จะมีการประกาศเชิญชวนอย่างเป็นทางการอีกครั้ง อยากให้ติดตามข่าวสารผ่าน Facebook “ประชาสัมพันธ์ กรมส่งเสริมการเกษตร” หรือเว็บไซต์กรมส่งเสริมการเกษตร อย่างต่อเนื่อง…

ขุนเกษตรา

รายงานพิเศษ : กรมประมงเร่งสร้างจิตสำนึกประมงพื้นบ้าน ร่วมบริหารจัดการทรัพยากรลูกหอยแครงธรรมชาติ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/549399

รายงานพิเศษ : กรมประมงเร่งสร้างจิตสำนึกประมงพื้นบ้าน  ร่วมบริหารจัดการทรัพยากรลูกหอยแครงธรรมชาติ

รายงานพิเศษ : กรมประมงเร่งสร้างจิตสำนึกประมงพื้นบ้าน ร่วมบริหารจัดการทรัพยากรลูกหอยแครงธรรมชาติ

วันจันทร์ ที่ 1 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2564, 06.00 น.

จากกรณีที่มีข่าวเรือตรวจการณ์ของกรมประมง ถูกกลุ่มเรือประมงพื้นบ้านซึ่งทำผิดกฎหมาย บริเวณกลางอ่าวบางปะกง จังหวัดชลบุรี ขับเรือพุ่งชน จนเป็นเหตุให้เรือตรวจการประมงเสียหาย และเจ้าหน้าที่บาดเจ็บ 3 นาย โดยสาเหตุของความผิดนั้นคือ การลักกลอบทำการประมงหอยแครง ด้วยเครื่องมือผิดกฎหมาย ทั้งเครื่องมือคราดลูกหอยแครง อวนลากคานถ่าง มุ้งทำถุงอวนลากเก็บลูกหอยแครง ซึ่งเป็นการทำประมงที่สร้างความเสียหายให้ทรัพยากรสัตว์น้ำหน้าดินอย่างมาก ซึ่งนี่ก็เป็นอีกรูปแบบหนึ่งของการทำประมงที่ผิดกฎหมายที่มักเจออยู่เป็นประจำในกลุ่มชาวประมงพื้นบ้านกลุ่มเล็กๆ แม้ว่าตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา กรมประมงจะมีมาตรการกำกับดูแลทั้งด้านกฎหมายและสร้างการรับรู้ ความเข้าใจกับพี่น้องชาวประมงแล้วก็ตาม

บัญชา สุขแก้ว 

นายบัญชา สุขแก้ว รองอธิบดีกรมประมง เปิดเผยว่า โดยปกติแล้ว ในการบริหารจัดการทรัพยากรสัตว์น้ำในทะเล กรมประมงได้แบ่งเขตการประมงออกเป็นการทำประมงนอกชายฝั่ง ซึ่งเป็นเรือที่มีขนาดตั้งแต่ 10 ตันกรอสขึ้นไปหรือเรียกว่าสถานีเรือประมงพาณิชย์ และการทำประมงชายฝั่งไม่เกิน 3 ไมล์ทะเล ซึ่งเป็นการทำประมงพื้นบ้าน ที่ปัจจุบันกรมประมงได้รับขึ้นทะเบียนไว้แล้วประมาณ 56,000 ลำ โดยการทำประมงในเขตชายฝั่งนั้น กรมประมงได้ออกกฎหมายประมงฉบับใหม่มาบังคับใช้ ห้ามเรือประมงขนาดใหญ่เข้าทำการประมงในเขตพื้นที่นี้ จึงได้ส่งผลให้มีทรัพยากรสัตว์น้ำชายฝั่งที่มีความอุดมสมบูรณ์และก่อให้เกิดพันธุ์สัตว์น้ำมากมาย โดยเฉพาะลูกหอยแครง ที่เป็นสัตว์น้ำที่มีมูลค่าสูง ซึ่งจากข้อมูลทางวิชาการพบว่า หอยแครงสามารถวางไข่ได้ตลอดปี แต่ช่วงที่วางไข่มาก จะอยู่ระหว่างช่วงต.ค.–ธ.ค. และช่วง มี.ค. – ส.ค. ซึ่งเมื่อวางไข่แล้วลูกหอยแครงจะมีโอกาสแพร่กระจายไปตามกระแสน้ำที่พัดพาในรัศมี 10 กิโลเมตรจากปากแม่น้ำ และจะตกลงพื้นเคลื่อนตัวเพื่อหาแหล่งอาหารหรือสภาพที่เหมาะสมในการดำรงชีวิตเพื่อเติบโตเป็นหอยแครงเต็มวัยต่อไป

โดยที่ผ่านมา กรมประมงได้มีมาตรการในการอนุรักษ์หอยแครง เดิมเป็นมาตรการที่ออกตามความในพระราชบัญญัติการประมง พ.ศ. 2490 ได้กำหนดห้ามมิให้ทำการประมงคราดหอยประกอบเรือกล ในเขต 3,000 เมตร นับจากฝั่ง และห้ามจับลูกหอยแครงที่มีขนาดต่ำกว่า 6 มิลลิเมตร ไม่ว่าด้วยวิธีการใดๆ ก็ตาม แต่เมื่อมีพระราชกำหนดการประมง พ.ศ. 2558 ออกมาบังคับใช้ ได้มีการกำหนดให้สามารถทำการประมงหอยแครงในเขตทะเลชายฝั่งได้โดยการจับด้วยมือหรือเครื่องมือที่ไม่ใช้ประกอบเรือกล แต่ยังคงห้ามเครื่องมืออวนลากหรือคราดหอยในเขตทะเลชายฝั่ง ซึ่งเป็นเครื่องมือที่มีประสิทธิภาพในการทำลายล้างสูงเช่นเดิม ส่วนในเขตทะเลนอกชายฝั่งให้ใช้คราดหอยประกอบเรือกลได้ แต่ต้องได้รับใบอนุญาตทำการประมงพาณิชย์เท่านั้น ซึ่งเป็นการผ่อนผันให้มีความสอดคล้องกับวิถีประมงในปัจจุบัน แต่ในกรณีของชาวประมงพื้นที่มีการลักลอบทำการประมงหอยแครง ตามที่ปรากฏในข่าวนั้น ถือเป็นการทำประมงที่ผิดกฎหมาย และยังเป็นการทำประมงที่สร้างความเสียหายให้กับทรัพยากรสัตว์น้ำหน้าดินอย่างมาก โดยเฉพาะพื้นที่บริเวณกลางอ่าวบางปะกง จังหวัดชลบุรี ซึ่งเป็นพื้นที่ชุกชุมของลูกหอยแครง

“แม้ที่ผ่านมา กรมประมงบังคับใช้กฎหมายอย่างเคร่งครัด แต่ก็ยึดหลักการมีส่วนร่วมที่ผ่านกระบวนการรับฟังความคิดเห็นจากชุมชนประมงท้องถิ่นโดยมุ่งหวังให้พี่น้องชาวประมงเข้ามามีส่วนร่วมและเป็นกำลังหลักในการวางแผนเพื่อการใช้ประโยชน์จากทรัพยากรด้วยวิธีการที่เหมาะสมถูกต้องและร่วมกันปรับเปลี่ยนวิธีการ งดเว้นการใช้เครื่องมือทำการประมงที่ผิดกฎหมาย เพื่อลดความสูญเสีย ลดความขัดแย้ง สามารถสร้างเศรษฐกิจฐานราก สร้างอาชีพ และก่อให้เกิดความยั่งยืนในการประกอบอาชีพประมงได้ แต่จะมีเพียงชาวประมงกลุ่มเล็กๆ ที่ยังไม่ให้ความร่วมมือและขัดขวางการทำงานของเจ้าหน้าที่ ซึ่งกรมประมงจะต้องสร้างความเข้าใจ เพื่อดึงกลุ่มเล็กๆ ที่เหลือเหล่านี้ให้เข้ามาสู่ในระบบ ขึ้นทะเบียนให้ถูกต้องตามกฎหมายและปฏิบัติตามกฎหมายประมงอย่างเคร่งครัด โดยส่งเสริมการมีส่วนร่วมและสนับสนุนในการสร้างความเข้มแข็งของชุมชนประมงท้องถิ่นให้สามารถบริหารจัดการชุมชนประมงของตนในการจัดการทรัพยากร การบำรุงรักษา การอนุรักษ์ การฟื้นฟู และการใช้ประโยชน์จากทรัพยากรประมงอย่างยั่งยืนต่อไป”รองอธิบดีกรมประมงกล่าว

‘เชาว์’ หนุน ‘เฉลิมชัย’ แม่ทัพคุมระบบจัดสรรโควตาพ่อแม่พันธุ์ไก่ไข่ให้เป็นธรรม #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.naewna.com/local/549201

‘เชาว์’หนุน‘เฉลิมชัย’แม่ทัพคุมระบบจัดสรรโควตาพ่อแม่พันธุ์ไก่ไข่ให้เป็นธรรม

‘เชาว์’หนุน‘เฉลิมชัย’แม่ทัพคุมระบบจัดสรรโควตาพ่อแม่พันธุ์ไก่ไข่ให้เป็นธรรม

วันเสาร์ ที่ 30 มกราคม พ.ศ. 2564, 15.34 น.

“เชาว์” หนุน “เฉลิมชัย” คุมระบบจัดสรรโควตาพ่อแม่พันธุ์ไก่ไข่ให้เป็นธรรม อย่าให้รายใหญ่ได้แต้มต่อ เปิดทางผู้ประกอบการรายอื่น เข้าถึงการนำเข้าพ่อแม่พันธุ์ สานนโยบาย นำเข้าเสรีของ “อภิสิทธิ์” เชื่อ ยิ่งผู้เล่นมาก ผู้บริโภคยิ่งได้กำไร ดักคอ รายใหม่ ลงทุนแล้วต้องยอมรับความเสี่ยง หยุดเอาคำว่า “เกษตรกร” เป็นตัวประกัน ขู่รัฐเยียวยา เวลาขาดทุน

เมื่อวันที่ 30 มกราคม 2564 นายเชาว์ มีขวด อดีตรองโฆษกพรรคประชาธิปัตย์ โพสต์ Facebook Chao Meekhuad เรื่องสนับสนุน รมว.เกษตร คุมเข้มการกระจายพ่อแม่พันธ์ไก่ไข่ให้เป็นธรรม มีเนื้อหาระบุว่า เมื่อต้นปี 63 ผมเคยเรียกร้องให้รัฐบาลแก้ปัญหาความไม่เป็นธรรมในอุตสาหกรรมไข่ไก่ ด้วยการเปิดเสรีให้นำเข้าพ่อแม่พันธุ์ไก่ไข่ เหมือนสมัยรัฐบาลนายยกอภิสิทธิ์ในปี 2553 เพราะในขณะนั้นมี การผูกขาดการนำเข้าพ่อพันธุ์แม่พันธุ์โดย 9 บริษัท จนทำให้เกษตรกร รายกลางและรายย่อยได้รับความเดือดร้อนอย่างหนัก ถูกบังคับให้ซื้อลูกไก่พ่วงอาหารสัตว์เหมือน ซื้อเหล้าพ่วงเบียร์  ทำให้ราคาต้นทุนพุ่งสูงขึ้นจนส่งผลให้ราคาไข่ไก่เพิ่มขึ้นตามไปด้วย เดือดร้อนทั้งเกษตรกรและประชาชน เมื่อมีการเปิดเสรีนำเข้าพ่อแม่พันธุ์ไก่ไข่ก็ทำให้กลไกตลาดทำงานตามปกติ ต่อมาเริ่มมีการจำกัดการนำเข้าพ่อแม่พันธุ์ในช่วงรัฐบาลคสช. โดยอ้างเหตุผลไม่ต้องการให้ไข่ไก่ล้นตลาด วัฏจักรปัญหาเดิมกลับมาซ้ำรอยอีก

เมื่อเช้านี้มีโอกาสได้อ่านข่าวที่รมว.เกษตรฯ ชี้แจงเกี่ยวกับแนวทางการบริหารจัดการปริมาณและจำนวนผู้เลี้ยงพ่อ-แม่พันธุ์ไก่ไข่ โดยท่านให้คำมั่นไว้ว่าจะมีการดูแลให้มีการกระจายพ่อแม่พันธุ์ไก่ไข่อย่างเป็นธรรม หากเกิดกรณีเอาเปรียบบังคับขายพ่อแม่พันธุ์พ่วงอาหารสัตว์จากรายใหญ่ก็พร้อมที่จะเข้าไปดำเนินการอย่างจริงจัง รวมถึงจะมีการเปิดทางให้มีการกระจายโควตาการนำเข้าพ่อแม่พันธุ์ไก่ไข่จากที่ในปัจจุบันมี 16 บริษัท ให้ผู้ประกอบการรายอื่นได้ ซึ่งถือเป็นนิมิตรหมายที่ดี เพราะที่ผ่านมาหลังรัฐบาลนายกอภิสิทธิ์ เปิดเสรีนำเข้าพ่อแม่พันธุ์ไก่ไข่ ก็มีความพยายามที่จะกลับไปสู่การจำกัดการนำเข้าเหมือนเดิม และเกิดปัญหาการกระจายพ่อแม่พันธ์ไก่ไข่ที่ไม่เป็นธรรม จนปัญหาขายพ่อแม่พันธุ์ ลูกไก่ พ่วงอาหารสัตว์กลับมาอีกครั้ง

“ผมเป็นคนที่เชื่อในกลไกตลาด และการเปิดเสรีว่า การสร้างความสมดุลในระบบจะเกิดขึ้นได้ บนการแข่งขันที่เป็นธรรม ไม่มีการให้แต้มต่อเพียงเพราะเป็นผู้ประกอบการรายใหญ่ เนื่องจากในทุกธุรกิจยิ่งมีผู้เล่นมากรายเท่าไหร่ ยิ่งเป็นกำไรของผู้บริโภคมากเท่านั้น เนื่องจากสุดท้ายแล้วราคาสินค้าจะปรับตัวเข้าหาจุดสมดุลตามความต้องการของผู้ซื้อและผู้ขาย ที่สำคัญคือคนลงทุนต้องยอมรับความเสี่ยงด้วย อย่าลงทุนพร่ำเพรื่อจนขาดทุนแล้วอ้างความเป็นเกษตรกรมาเป็นตัวประกันข่มขู่ให้รัฐช่วยเหลือเยียวยา” นายเชาว์ ระบุ

มกอช.เดินหน้ายกระดับมาตรฐานปางช้าง เตรียมพร้อมผู้ประกอบการก่อนประกาศภาคบังคับ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/548823

มกอช.เดินหน้ายกระดับมาตรฐานปางช้าง เตรียมพร้อมผู้ประกอบการก่อนประกาศภาคบังคับ

วันศุกร์ ที่ 29 มกราคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

นายพิศาล พงศาพิชณ์ เลขาธิการสำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ (มกอช.) เปิดเผยว่า ช้างบ้านนับเป็นต้นทุนสำคัญหลายด้านของประเทศ ทั้งต้นทุนทางวัฒนธรรม ประเพณีและประวัติศาสตร์ ต้นทุนทางธรรมชาติ และต้นทุนทางเศรษฐกิจ ปัจจุบันช้างมีบทบาทด้านการท่องเที่ยวของประเทศไทย และสร้างรายได้ที่สำคัญให้ประเทศ ทั้งด้านเศรษฐกิจ ภาพลักษณ์ และอัตลักษณ์ของการท่องเที่ยวของประเทศไทย อย่างไรก็ตาม พบว่าปางช้างบางส่วนยังขาดความรู้ความเข้าใจเรื่องการปฏิบัติที่ดีในการจัดการเลี้ยงช้างที่ถูกต้องเหมาะสม ไม่ได้คำนึงถึงเรื่องสุขภาพช้างและหลักสวัสดิภาพสัตว์ จึงส่งผลให้เกิดปัญหาต่อสุขภาพช้างและการทารุณกรรมช้าง

คณะกรรมการมาตรฐานสินค้าเกษตร จึงมีมติให้ มกอช.พิจารณาจัดทำมาตรฐานสินค้าเกษตร ที่เกี่ยวข้องกับปางช้าง เพื่อปรับปรุงการปฏิบัติที่ดีในการจัดการเลี้ยงช้างที่ถูกต้องเหมาะสม ให้เป็นไปตามหลักสวัสดิภาพสัตว์ แก้ปัญหาทารุณกรรมช้าง รวมทั้งเป็นการยกระดับมาตรฐานปางช้างไทย โดย มกอช.ได้จัดทำร่างมาตรฐานเสนอคณะกรรมการวิชาการพิจารณาร่างมาตรฐานสินค้าเกษตร เรื่อง การปฏิบัติที่ดีสำหรับ ปางช้าง และเมื่อวันที่ 28 กันยายน 2563 คณะกรรมการมาตรฐานสินค้าเกษตรได้เห็นชอบให้มาตรฐานสินค้าเกษตร เรื่อง การปฏิบัติที่ดีสำหรับปางช้างเป็นมาตรฐานบังคับ โดยใช้บังคับกับปางช้างทุกขนาดและมีผลบังคับใช้นับแต่วันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป

โดยมาตรฐานฉบับนี้มีขอบข่ายกำหนดการปฏิบัติที่ดีสำหรับปางช้าง ครอบคลุมองค์ประกอบปางช้าง การจัดการปางช้าง บุคลากร สุขภาพช้าง สวัสดิภาพสัตว์ สิ่งแวดล้อม การจัดการด้านความปลอดภัย และการบันทึกข้อมูล โดยมาตรฐานสินค้าเกษตรนี้ ไม่ครอบคลุมการเลี้ยงช้างในครัวเรือน โดยไม่มีการประกอบกิจการเกี่ยวกับช้างเพื่อการท่องเที่ยวหรือการแสดง และการเลี้ยงช้างไว้ใช้แรงงาน เช่น การชักลาก เป็นต้น ทั้งนี้ มกอช. ออกประกาศสำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ เพื่อรับฟังความคิดเห็นในการกำหนดมาตรฐานบังคับ การปฏิบัติที่ดีสำหรับปางช้าง เมื่อวันที่ 11 มกราคม 2564 โดยจะสิ้นสุดการรับฟังความคิดเห็นภายในวันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2564 เพื่อนำมาประกอบการพิจารณาดำเนินการออกกฎกระทรวงต่อไป

“มกอช.เตรียมความพร้อมให้ผู้ประกอบการปางช้าง ก่อนการประกาศมาตรฐานการปฏิบัติที่ดีสำหรับปางช้างเป็นมาตรฐานบังคับ โดยร่วมกับกรมปศุสัตว์จัดอบรมสัมมนาสร้างความรู้ ความเข้าใจมาตรฐานสินค้าเกษตร เรื่อง การปฏิบัติที่ดีสำหรับปางช้าง เพื่อให้ผู้ประกอบการปางช้างดำเนินการยื่นขอการรับรอง ตามมาตรฐานการปฏิบัติที่ดีสำหรับปางช้างได้ตามกำหนด โดยมีจัดอบรม 4 รุ่น รวมทั้งยังมีแผนพัฒนาผู้ประกอบการต้นแบบปางช้างมาตรฐานอีกด้วย” เลขาธิการ มกอช. กล่าว

ปัจจุบันปางช้างในประเทศไทยมี 250 ปาง แบ่งเป็น 3 ขนาดประกอบด้วย 1.ปางช้างขนาดเล็ก (จำนวนช้างไม่เกิน 10 เชือก) 200 ปาง 2.ปางช้างขนาดกลาง (จำนวนช้าง 11 – 30 เชือก) 40 ปาง และ 3.ปางช้างขนาดใหญ่ (จำนวนช้าง 30 เชือกขึ้นไป) 10 ปาง โดยแบ่งตามลักษณะกิจกรรมเป็น 4 ประเภท ได้แก่ 1.ปางช้างแบบดั้งเดิม 2.ปางช้างแบบท่องเที่ยวเชิงนิเวศ 3.ปางช้างพิการหรือชรา และ 4.ปางช้างผสมผสาน

เตือนเกษตรกรเร่งขึ้น-ปรับปรุงทะเบียนปี’64 #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/548822

เตือนเกษตรกรเร่งขึ้น-ปรับปรุงทะเบียนปี’64

วันศุกร์ ที่ 29 มกราคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

นายเข้มแข็ง ยุติธรรมดำรง อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร เปิดเผยว่า ตามที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์มอบหมายให้กรมส่งเสริมการเกษตรดำเนินการขึ้นทะเบียนและปรับปรุงข้อมูลทะเบียนเกษตรกรมาอย่างต่อเนื่อง มีวัตถุประสงค์เพื่อนำข้อมูลไปใช้วางแผนการผลิต การตลาด และส่งเสริมสนับสนุนเกษตรกรได้ถูกต้องเหมาะสม รวมถึงใช้ในการดำเนินการตามมาตรการต่างๆ ของภาครัฐ สำหรับปี 2564 กรมได้กำหนดแนวทางดำเนินงานขึ้นทะเบียนและปรับปรุงทะเบียนเกษตรกร เน้นหนักประชาสัมพันธ์ให้เกษตรกรทราบและติดตามเกษตรกรให้แจ้งข้อมูลการเกษตรอย่างถูกต้อง รวดเร็ว ครบถ้วน เพื่อเก็บข้อมูลการเพาะปลูกพืชนำไปสู่การวิเคราะห์ข้อมูลด้านการเกษตร พร้อมประมวลผลข้อมูลการจัดทำสารสนเทศด้านการเกษตร ในภาพรวมของประเทศที่ถูกต้อง สามารถนำข้อมูลไปเผยแพร่บูรณาการใช้ประโยชน์ได้ทั่วไป ทั้งภาครัฐ เอกชน วางเป้าหมายไว้ จำนวน 5.7 ล้านครัวเรือน

ขณะนี้ใกล้เข้าสู่ฤดูกาลผลิต ปี 2564 พบว่า มีผู้มาปรับปรุงทะเบียนเกษตรกรแล้ว 1,037,976 ครัวเรือน 2,116,273 แปลง พื้นที่เพาะปลูก 14,792,249.55 ไร่ หรือคิดเป็นร้อยละ 18.21 (ข้อมูล ณ วันที่ 21 มกราคม 2564) ทั้งนี้ การขึ้นทะเบียนและปรับปรุงทะเบียนเกษตรกร ถือว่ามีความสำคัญอย่างยิ่ง ซึ่งเกษตรกรจะได้รับการสนับสนุนด้านต่างๆ รวมทั้งความช่วยเหลือและสิทธิประโยชน์ตามโครงการที่หน่วยงานภาครัฐจัดทำขึ้น ได้แก่ โครงการประกันรายได้พืช 4 ชนิด คือ ข้าว ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ มันสำปะหลัง และปาล์มน้ำมัน และโครงการสนับสนุนค่าบริหารจัดการและพัฒนาคุณภาพผลผลิตเกษตรกรผู้ปลูกข้าว โดยเงินช่วยเหลือในอัตราไร่ละ 500 บาท ครัวเรือนละไม่เกิน20 ไร่ ก่อนในเบื้องต้น

ด้านนายสัมฤทธิ์ เทวะภูมิ ผู้อำนวยการกลุ่มทะเบียนเกษตรกร ศูนย์เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร กรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวว่า สำหรับกรอบระยะเวลาขึ้นทะเบียนและปรับปรุงทะเบียนเกษตรกร เกษตรกรสามารถแจ้งขึ้นทะเบียนหรือปรับปรุงทะเบียนเกษตรกรได้หลังเพาะปลูกพืชไปแล้ว 15 วัน จนถึงก่อนวันเก็บเกี่ยวไม่เกิน60 วัน และจะมีกระบวนการตรวจสอบ พื้นที่ จัดเก็บพิกัดแปลง กรณีแปลงใหม่ แต่สำหรับแปลงเดิมนั้น หลังจากรับแจ้งข้อมูลแล้ว จะใช้วิธีปิดประกาศเป็นเวลา 3 วัน เพื่อการยืนยันหรือคัดค้านของเกษตรกรในหมู่บ้านหรือชุมชนนั้น โดยเกษตรกรต้องมาลงนามรับรองข้อมูลของตนเองด้วย สำหรับเกษตรกรรายใหม่แจ้งขึ้นและปรับปรุงข้อมูลได้ ณ สำนักงานเกษตรอำเภอที่ตั้งแปลงปลูก ในส่วนเกษตรกรรายเดิมปรับปรุงข้อมูลได้ที่สำนักงานเกษตรอำเภอทุกแห่งหรือปรับปรุงผ่านแอปพลิเคชั่น Farmbook ซึ่งกรมส่งเสริมการเกษตรได้ปรับปรุงแอปพลิเคชั่น Farmbookให้สามารถตรวจสอบผลรับเงินจากการเข้าร่วมโครงการของภาครัฐ เช่น โครงการประกันรายได้เกษตรกรผู้ปลูกข้าว ปี 2563/64 โครงการสนับสนุนค่าบริหารจัดการและพัฒนาคุณภาพผลผลิตเกษตรกรผู้ปลูกข้าว ปีการผลิต 2563/64 โครงการเยียวยาเกษตรกรชาวสวนลำไย และมาตรการช่วยเหลืออื่นจากภาครัฐให้เกษตรกรตรวจสอบการรับเงินได้ภายในแอปพลิเคชั่น โดยการเข้าสู่ระบบ จากนั้นเลือกหัวข้อ “ติดตามสิทธิ์” แล้วเลือกชื่อโครงการที่ต้องการตรวจสอบ

“ดังนั้น จึงขอเน้นย้ำว่าหากเกษตรกรปลูกข้าวหรือพืชอื่นแล้ว ให้เร่งมาปรับปรุงข้อมูลทะเบียนเกษตรกรให้เป็นปัจจุบัน เพื่อสิทธิประโยชน์ของตัวเกษตรกรเอง ทั้งนี้ กรมส่งเสริมการเกษตรสั่งการให้สำนักงานส่งเสริมและพัฒนาการเกษตร สำนักงานเกษตรจังหวัด และสำนักงานเกษตรอำเภอติดตามการดำเนินงาน พร้อมกำชับ เร่งรัดให้ทุกจังหวัดตามคู่มือการขึ้นและปรับปรุงทะเบียนเกษตรกรอย่างเคร่งครัด ให้เป็นไปด้วยความถูกต้อง โปร่งใส และเป็นธรรม จึงขอเชิญชวนให้เกษตรกรมาปรับปรุงข้อมูลทะเบียนเกษตรกรโดยด่วน สำหรับเกษตรกรรายใหม่หรือแปลงใหม่เพาะปลูก ให้สอบถามไปยังสำนักงานเกษตรหรือผู้นำชุมชนถึงแนวทางปฏิบัติเพื่อลดความเสี่ยงช่วงการระบาดของโรคโควิด-19 ด้วย” อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าว