ชายคาพระพิรุณ : 8 กุมภาพันธ์ 2564 #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/551045

ชายคาพระพิรุณ : 8 กุมภาพันธ์ 2564

ชายคาพระพิรุณ : 8 กุมภาพันธ์ 2564

วันจันทร์ ที่ 8 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2564, 06.00 น.

จากกรณีที่มีการตรวจสอบแล้วพบว่าคณะกรรมการบริหารสหกรณ์ออมทรัพย์สโมสรรถไฟ จำกัด ได้มีการทุจริตเงินของสหกรณ์จนมีความเสียหายราว 2,800 ล้านบาท ช่วงปี 2555-2559 ซึ่งตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา กรมส่งเสริมสหกรณ์ ในฐานะนายทะเบียน ได้ดำเนินการตามกฎหมายกับผู้กระทำความผิดมาตามลำดับ จนนำไปสู่การดำเนินคดี โดยร่วมมือกับตำรวจสอบสวนกลาง ติดตามยึดทรัพย์สินที่กลุ่มผู้ต้องหานำไปฟอกเงินในธุรกิจต่างๆ กลับมาได้บางส่วน พร้อมกับออกหมายจับผู้ต้องหา 9 คน ตามที่เคยเป็นข่าวมาแล้วนั้น ซึ่งขณะนี้ กรมส่งเสริมสหกรณ์ก็ยังเดินหน้าแก้ไขปัญหาลูกหนี้สหกรณ์ออมทรัพย์สโมสรรถไฟ จำกัด โดยทำคู่ขนานไปกับดีเอสไอ ทั้งนี้ ได้รับการเปิดเผยจากนายวิศิษฐ์ ศรีสุวรรณ์ รองอธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ ว่า เมื่อวันที่ 3 ก.พ. 2564 ที่ผ่านมา สหกรณ์เจ้าหนี้สหกรณ์ออมทรัพย์สโมสรรถไฟ จำกัด (สอ.สรฟ.) 15 แห่ง ซึ่งมียอดหนี้เงินกู้และเงินฝากประมาณ 3 พันล้านบาท ได้เข้าพบเพื่อติดตามความก้าวหน้าในการแก้ไขปัญหาหนี้สินของสอ.สรฟ.ที่ยังไม่สามารถชำระคืนได้ ซึ่งในการหารือได้มีการชี้แจงถึงความก้าวหน้าในการแก้ไขปัญหา อย่างไรก็ตาม ในวันที่ 8 ก.พ. 2564 จะเชิญกรรมการสหกรณ์สอ.สรฟ.มาหารือถึงแผนการชำระหนี้เงินกู้ให้กับ 4 สหกรณ์เจ้าหนี้เงินกู้ เพื่อให้การชำระหนี้เป็นไปตามข้อตกลงที่ได้ทำร่วมกันไว้

นายวิศิษฐ์ บอกว่า กรมส่งเสริมสหกรณ์รับทราบความกังวลของเจ้าหนี้ทั้งหมดของสอ.สรฟ.โดยเฉพาะประเด็นการตั้งค่าเผื่อหนี้สงสัยจะสูญ ซึ่งจะกลายมาเป็นภาระของสหกรณ์นั้นๆ โดยทางกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ได้ชี้แจงกรณีดังกล่าวว่า ตามหลักเกณฑ์ทางบัญชี หากลูกหนี้ยังชำระตามแผนได้ก็ไม่ต้องตั้งค่าเผื่อหนี้สงสัยจะสูญ และตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา กรมยืนยันว่าไม่เคยหนีปัญหา และยังติดตามอย่างต่อเนื่องตลอดระยะเวลา 3 ปี ที่ผ่านมา เพื่อช่วยแก้ไขให้กับทุกฝ่าย จนในที่สุดสามารถที่จะประสานกับกรมสอบสวนคดีพิเศษ(ดีเอสไอ) และสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ติดตามจับกุม นายบุญส่ง หงส์ทอง และพวกซึ่งเป็นอดีตกรรมการสอ.สรฟ.ที่ทุจริต และสามารถอายัดทรัพย์ได้ส่วนหนึ่ง ซึ่งจะเป็นผลให้ สอ.สรฟ.จะมีสินทรัพย์และเกิดสภาพคล่องในอนาคตเพิ่มขึ้น เพื่อที่จะนำมาบริหารจัดการกับหนี้สินทั้งเงินกู้และเงินฝากได้ในลำดับถัดไป สำหรับกรณีที่ 4 สหกรณ์เจ้าหนี้ได้มีการฟ้องร้องดำเนินคดีกันบ้างแล้ว ซึ่งกรมไม่ขอก้าวก่ายสิทธิในการฟ้องร้องของแต่ละสหกรณ์ แต่ในฐานะที่เป็นพี่เลี้ยงของสหกรณ์ก็ยังหวังว่าหากสามารถเจรจากันได้และให้เวลาสอ.สรฟ.ชำระหนี้ตามแผนก็คาดว่าจะเป็นผลดีกับทุกฝ่ายทั้งเจ้าหนี้และลูกหนี้

นับว่าเป็นสัญญาณที่ดีในการแก้ไขปัญหาร่วมกัน และทราบว่าหลังจากนี้กรมส่งเสริมสหกรณ์ สันนิบาตสหกรณ์แห่งประเทศไทย และสหกรณ์ทั้ง 15 แห่ง จะนัดประชุมหารือ เพื่อหาแนวทางแก้ไขปัญหาร่วมกันทุกๆ 3 เดือน เพื่อติดตามสถานะทางการเงินของสอ.สรฟ.อย่างใกล้ชิดต่อไป…เป็นเรื่องที่ดีมากครับ สหกรณ์จะไปรอดก็เพราะคนสหกรณ์และขบวนการสหกรณ์ร่วมมือช่วยเหลือกันตามหลักการของสหกรณ์ครับ…

ขุนเกษตรา

กรมประมงคิดสูตรเด็ดอาหารเม็ดต้นทุนต่ำคุณภาพดี นำร่องทดลองเลี้ยงปลากะพงทอง-ช่อนทะเลได้สำเร็จ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/551049

กรมประมงคิดสูตรเด็ดอาหารเม็ดต้นทุนต่ำคุณภาพดี นำร่องทดลองเลี้ยงปลากะพงทอง-ช่อนทะเลได้สำเร็จ

กรมประมงคิดสูตรเด็ดอาหารเม็ดต้นทุนต่ำคุณภาพดี นำร่องทดลองเลี้ยงปลากะพงทอง-ช่อนทะเลได้สำเร็จ

วันจันทร์ ที่ 8 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2564, 06.00 น.

นายมีศักดิ์ ภักดีคง อธิบดีกรมประมง เปิดเผยว่า กรมประมงให้ความสำคัญกับการพัฒนางานเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ ซึ่งเป็นภารกิจหลักของหน่วยงาน เพื่อสนับสนุนการประกอบอาชีพและเสริมสร้างรายได้ให้เกษตรกรไทยอย่างต่อเนื่อง โดยได้ส่งเสริมให้นักวิชาการประมงมีการพัฒนาผลงานวิจัยใหม่ๆ อยู่เสมอ เพื่อเพิ่มศักยภาพในการผลิตสัตว์น้ำให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาด โดยคำนึงถึงการลดต้นทุนในการผลิต แต่ยังคงรักษาคุณภาพและมาตรฐานเพื่อเพิ่มมูลค่าและขีดความสามารถในการแข่งขัน ตามนโยบายของ ดร.เฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์

โดยล่าสุด กรมประมงได้มีการคิดค้นงานวิจัยเพื่อลดต้นทุนในการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำเศรษฐกิจ ด้วยการใช้วัตถุดิบ ซึ่งเป็นเศษเหลือจากการแปรรูปสัตว์ปีก และผลพลอยได้จากกระบวนการผลิต
เอทานอลในกิจการอุตสาหกรรมมาทำการผลิตเป็นอาหารเม็ดต้นทุนต่ำสำหรับเลี้ยงสัตว์น้ำ ซึ่งเป็นแหล่งวัตถุดิบโปรตีนที่หาได้ง่าย และมีราคาถูก สามารถทดแทนการใช้ปลาป่น และกากถั่วเหลือง ซึ่งเป็นวัตถุดิบหลักที่มีราคาค่อนข้างสูงและยังหาได้ยากอีกด้วย ซึ่งมีค่าใช้จ่ายสูงถึง 50-60 เปอร์เซ็นต์ ของต้นทุนการเลี้ยงทั้งหมด ประกอบกับในปัจจุบันปริมาณปลาป่นที่ผลิตได้ทั่วโลกมีแนวโน้มลดลงและขาดแคลนในบางฤดูกาล ส่งผลทำให้ราคาปลาป่นและกากถั่วเหลืองปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง

นางพิชญา ชัยนาค ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยและพัฒนาการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำชายฝั่งภูเก็ต กล่าวในรายละเอียดว่า ทางศูนย์ฯ ได้ทดลองนำเศษเหลือจากการแปรรูปสัตว์ปีก และผลพลอยได้จากการผลิตเอทานอล ซึ่งมีโปรตีนไฮโดรไลเสตจากการย่อยเศษเหลือของการแปรรูปปลาทะเลในท้องถิ่น กากปาล์มเนื้อในและวัตถุดิบอื่นๆ มาผลิตเป็นอาหารสัตว์น้ำชนิดเม็ดแบบลอยน้ำ ให้มีระดับโปรตีน 38-42 เปอร์เซ็นต์ โดยทำการอัดเม็ดที่มีขนาดเหมาะสมกับขนาดของปากสัตว์น้ำ ซึ่งทางศูนย์ฯ ได้นำร่องใช้อาหารดังกล่าวทดลองเลี้ยงกับปลาทะเลกลุ่มกินเนื้อ ได้แก่ ปลากะพงทอง และปลาช่อนทะเล ซึ่งมีความต้องการอาหารที่มีโปรตีนสูง ซึ่งอาหารเม็ดที่ใช้เลี้ยงสัตว์น้ำกลุ่มนี้มีราคาสูงกว่ากลุ่มกินพืช โดยจากการทดลองวิจัยดังกล่าว พบว่า อาหารเม็ดต้นทุนต่ำนี้สามารถลดต้นทุนการเลี้ยงสัตว์น้ำได้ไม่น้อยกว่า 35 เปอร์เซ็นต์ อีกทั้งปลาทะเลที่เลี้ยงด้วยอาหารเม็ดต้นทุนต่ำนี้ พบมีการเจริญเติบโตที่ดีและอัตรารอดสูง รวมถึงคุณภาพเนื้อปลาทะเลไม่ลดลง ไม่มีของเสียจากตัวปลาทะเล และอาหารที่ทำให้เกิดดินและน้ำเสียบริเวณแหล่งเลี้ยงอีกด้วย

อธิบดีกรมประมง กล่าวตอนท้ายว่า กรมประมงยังคงมีความมุ่งมั่นในการพัฒนาศักยภาพด้านการเพาะเลี้ยง เพื่อลดต้นทุนการผลิต โดยจะเร่งพัฒนาสูตรการผลิตอาหารเม็ดต้นทุนต่ำ เพื่อเสริมสร้างประสิทธิภาพสำหรับใช้เลี้ยงปลาทะเลชนิดอื่นและปลาน้ำจืด รวมทั้งสัตว์น้ำกลุ่มกุ้งทะเล และกุ้งน้ำจืดต่อไป เพื่อช่วยเหลือเกษตรกร พร้อมถ่ายทอดองค์ความรู้เพื่อให้เกษตรกรได้รวมกลุ่มกันผลิตอาหารเม็ดต้นทุนต่ำ คุณภาพดี ไว้ใช้เองและขยายผลต่อยอดในการผลิตเชิงพาณิชย์ต่อไป

ทั้งนี้ สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำชายฝั่งภูเก็ต กองวิจัยและพัฒนาการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำชายฝั่ง กรมประมง โทรศัพท์ 0-7662-1822 ในวันและเวลาราชการ

ราคาตกต่ำ! กษ.รุกช่วยเกษตรกรปลูกดาวเรือง หลังประสบปัญหาขายไม่ได้ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/551065

ราคาตกต่ำ! กษ.รุกช่วยเกษตรกรปลูกดาวเรือง หลังประสบปัญหาขายไม่ได้

ราคาตกต่ำ! กษ.รุกช่วยเกษตรกรปลูกดาวเรือง หลังประสบปัญหาขายไม่ได้

วันอาทิตย์ ที่ 7 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2564, 22.05 น.

เกษตรฯ รุกช่วยเกษตรกรปลูกดาวเรือง พร้อมประสานหน่วยงานช่วยเหลือเกษตรกรทันที

นายเข้มแข็ง ยุติธรรมดำรง อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตรเปิดเผยว่าจากกรณีที่มีข่าวราคาดอกดาวเรืองตกต่ำลงอย่างมากในสถานการณ์โควิด-19 ระลอกใหม่ โดยล่าสุดราคาดอกดาวเรืองเหลืออยู่ที่ 20 – 40 สตางค์ต่อดอก จากช่วงปกติที่มีราคาประมาณดอกละ 1 บาท ประกอบกับในปีนี้ไม่อนุญาตให้มีการจัดงานเฉลิมฉลองเทศกาลตรุษจีน ดาวเรืองที่เคยเป็นที่นิยมไปประกอบในงานต่างๆ จึงขายไม่ได้ ทำให้เกษตรกรผู้ปลูกดาวเรืองไม่สามารถแบกรับกับต้นทุนค่าดูแลและเก็บเกี่ยว ถึงแม้พ่อค้าแม่ค้าพยายามช่วยรับซื้อดาวเรืองจากเกษตรกร แต่ก็เท่ากับเป็นการส่งต่อภาวะขาดทุน จึงอยากให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องช่วยแก้ไขปัญหา

ทั้งนี้ จากกรณีที่เกิดขึ้นในส่วนกรมส่งเสริมการเกษตร ได้สั่งการให้สำนักงานเกษตรจังหวัดนครราชสีมา ตรวจสอบข้อเท็จจริงจากเกษตรกรในพื้นที่พบว่าพื้นที่ปลูกดาวเรือง ของ อ.ครบุรี จ.นครราชสีมา ประกอบด้วย ต.ลำเพียก เกษตรกร จำนวน 8 ราย พื้นที่ปลูกรวมประมาณ 60 ไร่ และ ต.ตะแบกบาน (บ้านหนองผักไร) ตามที่ปรากฎเป็นข่าว เกษตรกรจำนวน 2 ราย พื้นที่ปลูกรวมประมาณจำนวน 19 ไร่ สำหรับสถานการณ์ตลาดดาวเรือง โดยพบว่า เกษตรกรมีการตัดจำหน่ายที่ปากคลองตลาด กรุงเทพฯ และมีพ่อค้ามารับซื้อประจำ และนำไปใช้สำหรับการกราบไหว้บูชา แต่เนื่องจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโควิด 19 วัดบางแห่งปิด และวัดที่สั่งซื้อเป็นประจำ ลดจำนวนการซื้อลง ทำให้ไม่รับซื้อจากเกษตรกร

อย่างไรก็ตาม การปลูกดาวเรือง เป็นฤดูกาลปลูกปกติ คือ เกษตรกรปลูกช่วงหลังฝน (ฤดูแล้ง) หรือหลังนา เพราะจะเลี่ยงเรื่องโรคเน่า อายุการปลูก ประมาณ 2 เดือน (55 – 70 วัน) จากฐานข้อมูลทะเบียนเกษตรกร ปี 2563 พบว่าดาวเรืองตัดดอก ทั้งประเทศ มีเกษตรกรปลูกพื้นที่ปลูก 1,788 ครัวเรือน พื้นที่ปลูก 4,212.90 ไร่ กระจายทั่วประเทศ โดยมีแหล่งผลิตสำคัญ 5 อันดับแรก ได้แก่

1.จังหวัดนครราชสีมา เกษตรกรจำนวน 102 ครัวเรือน พื้นที่ปลูก จำนวน 464 ไร่

2.จังหวัดเชียงใหม่ เกษตรกรจำนวน 80 ครัวเรือน พื้นที่ปลูก จำนวน 137 ไร่

3.จังหวัดตาก เกษตรกร จำนวน 87 ครัวเรือน พื้นที่ปลูก จำนวน 734 ไร่

4.จังหวัดราชบุรี เกษตรกร จำนวน 83 ครัวเรือน พื้นที่ปลูก จำนวน 135 ไร่

5.จังหวัดสุพรรณบุรี เกษตรกร จำนวน 62 ครัวเรือน พื้นที่ปลูก จำนวน 133 ไร่ ซึ่งกรมส่งเสริมการเกษตร ส่งเสริมเรื่องการพัฒนาคุณภาพการผลิตมาโดยตลอด

นอกจากนี้ กรมส่งเสริมการเกษตร โดยสำนักงานเกษตรจังหวัดนครราชสีมา ประสานการลงพื้นที่ช่วยเหลือเกษตรกรทันที เบื้องต้นได้ประสานงานกับพาณิชย์จังหวัด ในการหาช่องทางการระบายสินค้าเพิ่มเติม พร้อมกับจัดทำแผนบริหารสินค้า เพื่อป้องกันปัญหาที่จะเกิดขึ้นต่อไป

เตรียมพร้อมรับมือภัยแล้ง ‘เฉลิมชัย’ จัดเต็ม ปล่อยคาราวานเครื่องจักรกล #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/550915

เตรียมพร้อมรับมือภัยแล้ง ‘เฉลิมชัย’จัดเต็ม ปล่อยคาราวานเครื่องจักรกล

เตรียมพร้อมรับมือภัยแล้ง ‘เฉลิมชัย’จัดเต็ม ปล่อยคาราวานเครื่องจักรกล

วันอาทิตย์ ที่ 7 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2564, 06.00 น.

เตรียมพร้อมรับมือภัยแล้ง ‘เฉลิมชัย’จัดเต็มปล่อยคาราวานเครื่องจักรกล

วางท่อยักษ์สูบน้ำช่วยทุกฝ่ายวอนชาวนาฟังข่าวสารจากรัฐ

“เฉลิมชัย” เดินหน้าเชิงรุกตั้งศูนย์รับมือภัยแล้งทั่วประเทศ พร้อมปล่อยขบวนคาราวานเครื่องจักรกลครั้งใหญ่ช่วยเหลือเกษตรกรทุกจังหวัดส่งกรมชลประทาน ตรวจสอบบริษัทเอกชนวางท่อยักษ์สูบน้ำป้อนอุตสาหกรรมทำน้ำเค็มดันขึ้นสูงแม่น้ำบางประกง ปราจีนบุรี

นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รมว.เกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยเมื่อวันที่ 6 กุมภาพันธ์ ภายหลังเป็นประธานปล่อยคาราวานเครื่องจักร เครื่องมือ เพื่อช่วยเหลือบรรเทาภัยแล้งปี63/64 ว่าการบริหารจัดการน้ำภัยแล้งนี้ เตรียมเครื่องจักร กำลังคน เตรียมความพร้อมช่วยเหลือประชาชน เกษตรกรทั่วประเทศ และจ้างเกษตรกร แรงงานที่ตนงานจากวิกฤติโควิด-19 จำนวน 94,000 คน งบ 5,662ล้านบาท ได้สั่งการทุกสำนักงานชลประทานทุกพื้นที่เร่งแก้ไขปัญหาภัยแล้งจนถึงฤดูฝนหน้า รวมถึงการแก้ไขสถานการณ์ค่าความเค็มจากน้ำทะเลหนุนสูงกระทบระบบผลิตประปานครหลวง ซึ่งได้วางแผนรับมือน้ำทะเลหนุนสูงสุดในปีนี้อีก6ครั้ง โดยเริ่มกลางเดือนนี้จะหนุนสูงสุด ไปจนถึงเดือน เม.ย. ร่วมกับหน่วยงานเกี่ยวข้อง โดยปล่อยน้ำจากเขื่อนเจ้าพระยา เขื่อนพระรามหหก ผันน้ำแม่กลอง มาเจือจางไล่ความเค็มไม่ให้เกินค่ามาตรฐาน 0.25 กรัมต่อลิตร

“เตรียมมาตรการล่วงหน้าเรื่องของความเค็ม ขอให้ประชาชนสบายใจ วางแผนแก้ไขล่วงหน้า แม้ภาวะน้ำต้นทุนในเขื่อนมีน้อย จะต้องบริหารจัดการน้ำอุปโภค บริโภค มีเพียงพอไม่ให้กระทบพี่น้องประชาชน ประสานงานทุกภาคส่วน ขอให้เกษตรกรฟังข่าวสารจากราชการ ในเรื่องปลูกข้าวนาปรังลุ่มเจ้าพระยาปลูกเกินแผน 2.6 ล้านไร่ ขอความร่วมมือประชาขน เกษตรกร เราไม่อยากให้ปลูกเพราะน้ำมีจำกัด แต่เมื่อปลูกแล้วต้องแก้ไขให้ไปด้วยกัน สำหรับปริมาณน้ำใช้การได้ วางแผนสำรองไว้ถึงเดือน มิ.ย. ถ้าฝนยังล่าช้า มีแผนสำรองน้ำไปอีก 60 วัน ถึงเดือนส.ค.ที่เข้าสู่หน้าฝนเต็มตัวตามธรรมชาติจะตกมากหรือตกน้อยอย่างไรก็ต้องตก” นายเฉลิมชัย กล่าว

รมว.เกษตรฯ กล่าวอีกว่าให้กรมชลประทาน ตรวจสอบด้วย กรณีส.ส.ในพื้นที่มาร้องเรียนในเรื่องน้ำที่ในภาคอุตสาหกรรม มีบางส่วนนำน้ำไปใช้ไม่แจ้ง กรมชลประทาน เช่น ที่จ.ฉะเชิงเทรา มีบริษัทใหญ่ด้านน้ำ ไปติดตั้งท่อขนาดยักษ์สูบน้ำ 3-4 ท่อ ทำให้น้ำส่งไปผลักดัน ถูกดูดขึ้นไป ทำให้น้ำเค็มดันขึ้นมาลุ่มแม่น้ำบางปะกง -แม่น้ำปราจีนบุรี ตนขอย้ำน้ำใช้ในการเกษตร อุตสาหกรรม ความเป็นนอยู่ของประชาชน ต้องบริหารจัดการให้อยู่กันได้ ในภาวะวิกฤติ น้ำสำคัญที่สุดยืนยันจะทำให้ผ่านพ้นไปให้ได้

ด้านนายทวีศักดิ์ ธนเดโชพล รองอธิบดีกรมชลประทาน กล่าวว่าลุ่มเจ้าพระยา ใช้น้ำเกินแผนดังนั้นขอให้สถานีสูบน้ำกว่า300แห่ง ตลอด 4 ลุ่มน้ำ ปิง วัง ยม น่าน ชะลอการสูบน้ำช่วงน้ำทะเลหนุนสูงเพื่อป้องกันค่าความเค็มกระทบระบบประปา ในปีนี้พื้นที่เฝ้าระวังเสี่ยงขาดแคลนน้ำอุปโภคบริโภคแล้ว 33จังหวัด อยู่ในเขตชลประทาน28จังหวัด นอกเขต5จังหวัด พื้นที่เฝ้าระวังด้านการเกษตร 40 จังหวัด 3.241 ล้านไร่ ส่วนพื้นที่ลุ่มเจ้าพระยา ไม่มีแผนเพาะปลูก แต่ปลูกข้าวไปแล้ว 2.6 ล้านไร่ ทั้งนี้สำรองน้ำไว้ถึงต้นฤดูฝน 8,376 ล้านลบ.ม.ทั่วประเทศ พร้อมกับตั้งศูนย์เฉพาะกิจและบรรเทาวิกฤติภัยแล้งทุกพื้นที่

สำหรับค่าความเค็มเกิดตั้งแต่ 1 ก.พ. ถึง 30 เม.ย. จะเกิดภาวะน้ำทะเลหนุนสูงสุด 6 ครั้ง สำหรับมาตรการผลักดันน้ำเค็ม ได้ระบายน้ำจากเขื่อนเจ้าพระยา เขื่อนป่าสัก เปิดปิดประตูระบายน้ำคลองลัดโพธิ์ กระชากน้ำเค็มลงไปได้ ขอความร่วมมือสถานีสูบน้ำตลอดแนวลำน้ำไม่สูบน้ำ เตรียมการผันน้ำจากแม่กลองมาช่วย 500 ล้าน ลบ.ม. ในภาวะจำเป็น ทั้งนี้ที่ผ่านมาได้ทำหนังสือแจ้งเตือนหน่วยงานอื่นในพื้นที่ 4,000 กว่าครั้ง

สถานีเกษตร-สิ่งแวดล้อม : ผลงานแก้ปัญหาน้ำEEC #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/550512

สถานีเกษตร-สิ่งแวดล้อม : ผลงานแก้ปัญหาน้ำEEC

สถานีเกษตร-สิ่งแวดล้อม : ผลงานแก้ปัญหาน้ำEEC

วันศุกร์ ที่ 5 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2564, 06.00 น.

ในฤดูแล้งปีที่แล้ว เขตเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (EEC) 3 จังหวัดคือ ชลบุรี ระยอง และฉะเชิงเทรา เป็นอีกพื้นที่หนึ่งที่มีความเสี่ยงสูงที่จะประสบปัญหาขาดแคลนน้ำ เพราะปริมาณน้ำต้นทุนที่มีอยู่ในขณะนั้นมีไม่เพียงพอกับความต้องการ

แต่ก็สามารถบริหารจัดการน้ำผ่านพ้นวิกฤติขาดน้ำมาได้วิกฤติภัยแล้งที่รุนแรงทำให้รัฐบาลจัดตั้ง กองอำนวยการน้ำแห่งชาติ(กอนช.) ขึ้นมาโดยมี พลเอกประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีเป็นผู้อำนวยการ เพื่อทำหน้าที่บูรณาการ ประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ควบคุมวิกฤติน้ำที่อยู่ในวงจำกัด รวมทั้งรวบรวม ติดตาม ประเมินสถานการณ์ อำนวยการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ สร้างการรับรู้ และลดผลกระทบที่เกิดขึ้น ตลอดจนให้ความช่วยเหลือประชาชนได้อย่างทันท่วงที

พื้นที่ EEC ขณะนั้นเข้าข่ายเป็นพื้นที่เสี่ยงที่จะเกิดวิกฤติขาดแคลนน้ำ!!

EEC มีความต้องการใช้น้ำประมาณ 540 ล้านลูกบาศก์เมตร(ลบ.ม.) แต่ปริมาณต้นทุนขณะนี้มีเพียง 390 ล้านลบ.ม.เท่านั้น

ดร.สมเกียรติ ประจำวงษ์ เลขาธิการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ(สทนช.) ในฐานะรองผู้อำนวยการ กอนช. เล่าให้ฟังว่า ขณะนั้นกอนช.ได้บูรณาการหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งหมดร่วมกันวางแผนจัดหาน้ำให้เพียงพอกับความต้องการใช้ในพื้นที่ EEC ไม่ว่าจะการใช้สูบผันน้ำคลองวังโตนด มาเติมอ่างฯประแสร์ และผันน้ำจากจากอ่างฯประแสร์มาช่วยพื้นที่ EEC รวมทั้งการแบ่งปันน้ำจากอ่างฯประแกตการเจรจาซื้อน้ำจากบ่อดินของเอกชน มาเสริมเข้าระบบน้ำการประปาส่วนภูมิภาค และของบริษัท East Water พร้อมทั้งจะดำเนินการขุดลอกคลองหลวง จากท้ายอ่างฯคลองหลวงถึงคลองพานทองเพื่อระบายน้ำมาที่สถานีสูบพานทอง และสูบผันมาเติมในอ่างฯบางพระ นอกจากนี้ยังวางแผนที่จะทำการสูบผันน้ำแม่น้ำบางปะกง มาเติมอ่างฯ บางพระ พร้อมๆ กับทำการรณรงค์ให้ผู้ใช้น้ำ ลดการใช้น้ำ 10% เจรจาให้โรงไฟฟ้าเอกชนหยุดเดินระบบอยู่ในโหมด Stand Bye เพื่อลดการใช้น้ำเพื่อหล่อเย็น เป็นต้น

ในที่สุด EEC ซึ่งเป็นพื้นที่อุตสาหกรรมหลักของประเทศ ก็ผ่านพ้นวิกฤติขาดแคลนน้ำได้

อย่างไรก็ตามเพื่อเป็นการแก้ไขปัญหาอย่างยั่งยืน รัฐบาลยังได้เคลื่อนโครงการพัฒนาแหล่งน้ำ ในพื้นที่ EEC ปี 2563-2580 อีกจำนวน 38โครงการ วงเงิน 52,191 ล้านบาท ได้ปริมาณน้ำต้นทุนเพิ่มขึ้น 872 ล้าน ลบ.ม. โดยในจำนวนนี้ สทนช.ได้กำกับขับเคลื่อนโครงการ ไปแล้ว 16 โครงการ จะดำเนินการแล้วเสร็จ ในปี 2565 จะได้น้ำเพิ่มขึ้น 253.60 ล้าน ลบ.ม.

เรื่องดีๆ ผลงานชิ้นโบแดงของ กอนช. อย่างนี้ก็ต้องชมกันบ้างครับ จะได้เป็นกำลังใจในการทำงานและยังสามารถนำแนวทางดังกล่าวไปต่อยอด ขยายผล แก้ปัญหาน้ำในพื้นที่อื่นๆ ในปีนี้และปีต่อๆไปได้อีกด้วย

รัฐศักดิ์ พลสิงห์

อ.ส.ค.จับมือซีพีเอฟเดินหน้าโครงการ พัฒนาฟาร์มต้นน้ำ-ส่งต่อองค์ความรู้ สี่ประสานสร้างความยั่งยืนโคนมไทย #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/550510

อ.ส.ค.จับมือซีพีเอฟเดินหน้าโครงการ พัฒนาฟาร์มต้นน้ำ-ส่งต่อองค์ความรู้ สี่ประสานสร้างความยั่งยืนโคนมไทย

วันศุกร์ ที่ 5 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2564, 06.00 น.

นายสุชาติ จริยาเลิศศักดิ์ รองผู้อำนวยการทำการแทนผู้อำนวยการ องค์การส่งเสริมกิจการโคนมแห่งประเทศไทย (อ.ส.ค.) เปิดเผยว่า อ.ส.ค. มีภารกิจที่ต้องการยกระดับความสามารถเกษตรกรโคนมไทยให้ดำรงอาชีพอย่างมั่นคงและยั่งยืน ดังนั้นการที่มีภาคเอกชนมาร่วมมือเพื่อให้บรรลุเป้าหมาย จึงเป็นเรื่องน่ายินดี โดยเฉพาะความร่วมมือจาก ซีพีเอฟ ที่ได้ร่วมลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) การพัฒนาผู้เลี้ยงโคนมไทย “โครงการสี่ประสาน สร้างความยั่งยืนโคนมไทย” เนื่องจาก ซีพีเอฟ เป็นผู้นำด้านเกษตรอุตสาหกรรมและอาหาร ที่มุ่งพัฒนาอาหารสัตว์บกคุณภาพสูงเพื่อเกษตรกรมาโดยตลอด ขณะที่ อ.ส.ค. เป็นผู้นำด้านการส่งเสริมอาชีพการเลี้ยงโคนม เป็นผู้รับซื้อและจำหน่ายผลิตภัณฑ์นมคุณภาพ การผนึกกำลังอย่างเข้มแข็งทำให้มีผลลัพธ์ของการดำเนินโครงการที่น่าพอใจ 

สำหรับโครงการนี้ ถือเป็นก้าวสำคัญของความร่วมมือที่จะส่งผลดีต่อเกษตรกรผู้เลี้ยงโคนม และอุตสาหกรรมนมไทย โดยที่ผ่านมามี 5 ศูนย์รวบรวมน้ำนมดิบ ที่ได้ร่วมมือกับซีพีเอฟในการพัฒนาตลอดกระบวนการผลิตน้ำนมให้มีมาตรฐานส่งผลให้ตัวชี้วัดด้านคุณภาพและประสิทธิภาพมีค่าเฉลี่ยที่ดีขึ้น ทั้งค่าองค์ประกอบน้ำนม ผลผลิต ประสิทธิภาพการเลี้ยงโคนม รวมถึงด้านความสะอาดของน้ำนม และตั้งเป้าว่าต้องมีค่าโซมาติกเซลล์ (ค่า SCC) ไม่เกิน 500,000 เซลล์ต่อมิลลิลิตร ตามเกณฑ์การรับซื้อน้ำนมดิบตามข้อกำหนดของคณะกรรมการโคนมและผลิตภัณฑ์นม

ด้าน นายเรวัติ หทัยสัตยพงศ์ รองกรรมการผู้จัดการบริหาร ธุรกิจอาหารสัตว์บกซีพีเอฟ กล่าวว่า บริษัทมีองค์ความรู้ด้านการเลี้ยงและการจัดการโคนมมานานกว่า 30 ปี โดยมีฟาร์มวิจัยและพัฒนาด้านโคนมของซีพีเอฟทั้ง 4 แห่งทั่วประเทศ ที่มีความพร้อมด้านทรัพยากรคน เครื่องมือ และเทคโนโลยีทันสมัย ที่ช่วยยกระดับมาตรฐานการเลี้ยงโคนม เพื่อแบ่งเบาภาระเกษตรกรลดรายจ่าย เพิ่มรายได้ ด้วยการพัฒนาการจัดการด้านการเลี้ยงให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด โดยซีพีเอฟได้เริ่มต้นความร่วมมือพัฒนาศูนย์นมและเกษตรกรโคนมในเครือข่ายของ อ.ส.ค. รวม  5 ศูนย์รวบรวมน้ำนมดิบ ได้แก่ สหกรณ์โคนมกระนวนสามัคคี, สหกรณ์โคนมน้ำพอง จ.ขอนแก่น, สหกรณ์โคนมหนองวัวซอ จ.อุดรธานี, สหกรณ์โคนมแม่โจ้ จ.เชียงใหม่ และสหกรณ์โคนมไทย-เดนมาร์คลำพญากลางจ.สระบุรี นับตั้งแต่เดือนพ.ค. 2563 เป็นต้นมา

ลิ้นจี่ค่อมแม่กลองแทงช่อสะพรั่ง ผลผลิตพร้อมออกตลาดเมษายน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/550511

ลิ้นจี่ค่อมแม่กลองแทงช่อสะพรั่ง ผลผลิตพร้อมออกตลาดเมษายน

วันศุกร์ ที่ 5 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2564, 06.00 น.

นางสาวรัชนี นาคบุตร รักษาการแทนผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรที่ 10 ราชบุรี (สศท.10) สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) เปิดเผยว่า จังหวัดสมุทรสงครามเป็นแหล่งผลผลิตลิ้นจี่สำคัญอันดับ 1 ในภาคกลาง เกษตรกรนิยมปลูกลิ้นจี่พันธุ์ค่อม ซึ่งจากการลงพื้นที่ของ สศท.10 เพื่อติดตามสถานการณ์การผลิตลิ้นจี่เมื่อวันที่ 22 มกราคม 2564 ที่ผ่านมาคาดว่า ในปี 2564 (ข้อมูลพยากรณ์ ณ วันที่ 22 เดือนมกราคม 2564)มีเนื้อที่ยืนต้นและเนื้อที่ให้ผล 5,194 ไร่ลดลงจากปี 2563 ที่มีจำนวน5,203 ไร่ (ลดลง 9 ไร่ หรือร้อยละ 0.17) เนื่องจากไม่ให้ผลผลิตทุกปีเกษตรกรจึงโค่นสวนลิ้นจี่ไปปลูกส้มโอและมะพร้าวน้ำหอมแทน ส่วนผลผลิตรวม 2,415 ตัน เพิ่มขึ้นจากปี 2563 ที่มีจำนวน 998 ตัน (เพิ่มขึ้น 1,417 ตันหรือร้อยละ 41.33) เนื่องจากในช่วงที่ผ่านมา (ธ.ค.2563 – ม.ค.2564)มีอากาศหนาวเย็นนานติดต่อกันกว่า 15 วัน จึงทำให้มีโอกาสที่ลิ้นจี่จะติดผลผลิตกว่าร้อยละ 80 ซึ่ง ทั้งนี้ ยังคงต้องเฝ้าระวังฝนหลงฤดูในช่วงที่กำลังติดดอก ซึ่งอาจส่งผลต่อปริมาณผลผลิตลิ้นจี่ปีนี้ โดยผลผลิตจะเริ่มออกสู่ตลาดในช่วงเดือนมีนาคม – พฤษภาคม 2564 และจะออกสู่ตลาดมากที่สุดในสงกรานต์เดือนเมษายน 2564 ประมาณร้อยละ 50 ของผลผลิตในจังหวัด

สำหรับความพิเศษของลิ้นจี่พันธุ์ค่อมหรือหอมลำเจียก นอกจากเป็นผลไม้ที่มีชื่อเสียงดั่งราชินีผลไม้ของจังหวัดสมุทรสงครามแล้ว ยังได้รับการขึ้นทะเบียนสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ หรือ GI ในชื่อ “ลิ้นจี่ค่อมสมุทรสงคราม” ซึ่งมีจุดเด่นที่เมื่อสุกเต็มที่จะมีสีแดงเข้ม รูปร่างกลมรูปไข่หรือรูปหัวใจ เมล็ดทรงยาว เปลือกมีหนามตั้งหรือหนามแหลมห่างเสมอกันทั้งลูกและไม่เป็นกระจุก หนังตึง เปลือกบาง เนื้อหนากรอบสีขาวอมชมพูเรื่อๆ เนื้อแห้ง รสชาติหวานอมฝาดมีกลิ่นหอม โดยตามปกติลิ้นจี่สมุทรสงครามจะให้ผลผลิตปีละครั้ง ในช่วงเดือนมีนาคม-เมษายน แต่ไม่ได้ให้ผลผลิตทุกปี ซึ่งบางครั้งให้ผลผลิตปีเว้นปี บางครั้งอาจทิ้งระยะห่างนานถึง 3 ปี แล้วแต่สภาพอากาศ การที่จะให้ติดผลนั้นจะต้องมีอุณหภูมิต่ำกว่า 20 องศาต่อเนื่องกันเกิน 15-20 วัน มีอายุการเก็บเกี่ยว 120 วันจะทำให้ลิ้นจี่มีรสชาติอร่อยที่สุด

ทั้งนี้ จึงฝากถึงเกษตรกรผู้ปลูกลิ้นจี่ให้เก็บเกี่ยวผลผลิตที่ได้คุณภาพ และขอเชิญผู้บริโภคสนับสนุนผลผลิตลิ้นจี่ของเกษตรกรโดยตรงซึ่งช่องทางกระจายผลผลิตมีทั้งจำหน่ายให้ผู้ค้ารายย่อยในพื้นที่ และจำหน่ายแบบออนไลน์โดยกลุ่มเกษตรกรเอง เพื่อกระจายผลผลิตไปยังผู้บริโภคได้เร็วและมากยิ่งขึ้น หากใครสนใจข้อมูลลิ้นจี่ค่อมสมุทรสงคราม สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ สศท.10 โทร 0-3233-7951-54 หรืออีเมลzone10@oae.go.th

ชู ‘ตากใบโมเดล’ พัฒนาพื้นที่ตัวอย่างด้านเกษตร #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/550507

ชู‘ตากใบโมเดล’พัฒนาพื้นที่ตัวอย่างด้านเกษตร

วันศุกร์ ที่ 5 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2564, 06.00 น.

ร้อยเอก ธรรมนัส พรหมเผ่า รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยหลังเป็นประธานประชุมติดตามการดำเนินงานโครงการพัฒนาการเกษตรแบบครบวงจรในอ.ตากใบ “ตากใบโมเดล” ณ ศูนย์ศึกษาการพัฒนาพิกุลทอง อันเนื่องมาจากพระราชดำริ จ.นราธิวาสว่า กระทรวงเกษตรฯเล็งเห็นว่าอ.ตากใบ เป็นพื้นที่ที่มีศักยภาพสูงในการพัฒนาด้านการเกษตร มีพื้นที่ชลประทาน และทรัพยากรดินที่เหมาะสมต่อการเพาะปลูก ทางด้านใช้ประโยชน์ที่ดิน พบว่ามีการปลูกยางพารา ร้อยละ 13.43 ปาล์มน้ำมันร้อยละ 11.44 ไม้ผลผสม ร้อยละ 5.56 มะพร้าว ร้อยละ 5.85 และนาข้าว ร้อยละ 17.07 นอกจากนี้อ.ตากใบ ยังเป็นแหล่งปลูกข้าวหอมมะลิกระดังงา ที่ต.เกาะสะท้อน ซึ่งเป็นข้าวพันธุ์พื้นเมืองของอ.ตากใบ อีกทั้ง ยังมีสินค้าประมงที่ขึ้นชื่อคือ ปลากุเลาเค็ม มีการผลิตด้านปศุสัตว์ที่มีคุณภาพ และยังเป็นอำเภอที่มีพื้นที่ติดต่อกับมาเลเซีย สามารถรวบรวมขายส่งสินค้าทางการเกษตรในพื้นที่อ.ตากใบและรอบนอก เพื่อเพิ่มมูลค่าและรายได้ให้เกษตรกรในพื้นที่ได้อย่างดี

“เพื่อเป็นการพัฒนาอ.ตากใบครบวงจร ตั้งแต่ระดับครัวเรือนไปสู่การผลิตเชิงพาณิชย์ จำเป็นต้องมีการบริหารจัดการพัฒนาพื้นที่เป็นระบบโดยการบูรณาการจากทุกภาคส่วน เริ่มตั้งแต่การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานทางด้านการเกษตร เช่น ทรัพยากรดิน/น้ำ พัฒนาอาชีพ พัฒนาคุณภาพสินค้า ส่งเสริมการผลิตสินค้าทางการเกษตร เพื่อมุ่งหวังให้เกษตรกรและประชาชนในพื้นที่มีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น และพัฒนาอ.ตากใบให้เป็นพื้นที่ตัวอย่าง ในการพัฒนาพื้นที่ขยายผลโครงการพระราชดำริ อย่างเป็นรูปธรรมและเป็นต้นแบบให้พื้นที่อื่นต่อไป”ร้อยเอกธรรมนัส กล่าว

ทั้งนี้ อ.ตากใบเป็นที่ตั้งของโครงการพระราชดำริที่สำคัญ เช่น พื้นที่ศูนย์ศึกษาการพัฒนาพิกุลทองอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ได้แก่ โครงการหมู่บ้านปศุสัตว์ – เกษตรมูโนะ โครงการพัฒนาพื้นที่บ้านโคกอิฐ –โคกใน ยูโย โคกงู โคกกระท่อม และพื้นที่ขยายผลอื่น ซึ่งเป็นพื้นที่ต้นแบบของโครงการพระราชดำริ สามารถนำผลสำเร็จของโครงการมาเป็นแบบอย่าง และขยายผลในการพัฒนาพื้นที่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

เตือนเกษตรกรระวังโรคใบด่างมันสำปะหลัง #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/549966

เตือนเกษตรกรระวังโรคใบด่างมันสำปะหลัง

วันพุธ ที่ 3 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2564, 06.00 น.

นางสุจารีย์ พิชา ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรที่ 5 นครราชสีมา(สศท.5) สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.)เปิดเผย เนื่องจากเกษตรกรประสบปัญหาระบาดของโรคใบด่างมันสำปะหลัง และบางพื้นที่ประสบปัญหาน้ำท่วมช่วงเดือนตุลาคม 2563 เกษตรกรจึงเก็บเกี่ยวผลผลิตก่อนกำหนด ส่งผลให้ผลผลิตต่อไร่ลดลง สำหรับผลผลิตมันสำปะหลังของจ.นครราชสีมาจะออกสู่ตลาดมากช่วงเดือนมกราคม – เมษายน ราคาหัวมันสำปะหลังสดที่เกษตรกรขายได้ (ราคา ณ มกราคม 2564) เฉลี่ย 1.77 บาท/กิโลกรัม ปรับตัวสูงขึ้นเล็กน้อยจากราคาเฉลี่ย 1.75 บาท/กิโลกรัม เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปี 2563 เนื่องจากผลผลิตมันสำปะหลังไม่เพียงพอต่อความต้องการของผู้ประกอบการซึ่งต้องการใช้ต่อเนื่อง

ทั้งนี้ จากการระบาดของเชื้อโควิด-19 ระลอกใหม่นี้ คาดว่าส่งผลให้ราคาส่งออกผลิตภัณฑ์มันสำปะหลังของประเทศแนวโน้มลดลง ทำให้ราคาหัวมันสำปะหลังสดที่เกษตรกรขายได้อาจปรับตัวลดตามไปด้วย อย่างไรก็ตาม หากสถานการณ์ดังกล่าวเริ่มคลี่คลาย ราคาส่งออกผลิตภัณฑ์มันสำปะหลังจะมีทิศทางปรับตัวดีขึ้น ดังนั้น เพื่อช่วยเหลือเกษตรกรไม่ให้เดือดร้อนช่วงที่ราคามันสำปะหลังตกต่ำ รัฐบาลจึงดำเนินโครงการประกันรายได้เกษตรกรผู้ปลูกมันสำปะหลัง ปี 2563/64 โดยกำหนดราคาและปริมาณประกันรายได้หัวมันสำปะหลังสดเชื้อแป้ง 25% กิโลกรัมละ 2.50 บาท ครัวเรือนละไม่เกิน 100 ตัน และต้องไม่ซ้ำแปลง ในพื้นที่เพาะปลูกมันสำปะหลังทั่วประเทศ โดยเกษตรกรต้องขึ้นทะเบียนผู้ปลูกมันสำปะหลังกับกรมส่งเสริมการเกษตร และแจ้งเพาะปลูกตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน 2563 – 31 มีนาคม 2564 ทั้งนี้ ให้เกษตรกรแจ้งระยะเวลาเก็บเกี่ยวกับกรมส่งเสริมการเกษตรนับจากวันที่เพาะปลูกไม่น้อยกว่า 8 เดือน

อย่างไรก็ตาม จากการระบาดของโรคใบด่างมันสำปะหลังส่งผลกระทบต่อคุณภาพ ปริมาณผลผลิต จากข้อมูลของสำนักงานเกษตรจังหวัดนครราชสีมา (ณ 15 มกราคม) พบการระบาดมากที่สุดในอ.เสิงสาง ครบุรี และปักธงชัย พื้นที่ความเสียหาย 2.74 แสนไร่คิดเป็นร้อยละ 19 ของเนื้อที่เก็บเกี่ยวทั้งจังหวัด ซึ่งขณะนี้สำนักงานเกษตรจังหวัดนครราชสีมาแก้ไขไปกว่าร้อยละ 43 ของพื้นที่ระบาด ซึ่งจ.นครราชสีมา เร่งทำความเข้าใจให้เกษตรกรยินยอมทำลายแปลงมันหากพบการระบาด แต่หากเกษตรกรไม่ยินยอมให้ทำลายแปลงมัน จ.นครราชสีมาจะแจ้งข้อมูลให้ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเกษตรนครราชสีมา และกรมวิชาการเกษตรประกาศเป็นพื้นที่กักพืชเป็นรายแปลงต่อไป

ชู ‘ถั่งเช่าไหมไทย’ คุณภาพความปลอดภัยยืนหนึ่ง #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/549968

ชู‘ถั่งเช่าไหมไทย’คุณภาพความปลอดภัยยืนหนึ่ง

ชู‘ถั่งเช่าไหมไทย’คุณภาพความปลอดภัยยืนหนึ่ง

วันพุธ ที่ 3 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2564, 06.00 น.

นายปราโมทย์ ยาใจ อธิบดีกรมหม่อนไหม กล่าวว่า เพื่อรองรับความนิยมบริโภคของตลาด “ถั่งเช่า” ในประเทศและส่งเสริมรายได้ให้เกษตรกรผู้ปลูกหม่อนเลี้ยงไหมช่วงวิกฤติโควิด-19 มอบหมายให้ศูนย์หม่อนไหมเฉลิมพระเกียรติฯ เชียงใหม่ (ศมม.เชียงใหม่) จัดฝึกอบรมหลักสูตร “การพัฒนาผลิตภัณฑ์จากไหมไทยเพื่อผลิตเป็นถั่งเช่าไหมไทย” ให้เจ้าหน้าที่และเกษตรกรโครงการฟาร์มตัวอย่างตามพระราชดำริฯ บ้านขุนแตะ ณ ศูนย์หม่อนไหมเฉลิมพระเกียรติฯ เชียงใหม่ ต.หนองควาย อ.แม่เหียะ จ.เชียงใหม่ เพื่อถ่ายทอดองค์ความรู้การพัฒนาผลิตภัณฑ์จากไหมไทย เพื่อผลิตเป็นถั่งเช่าไหมไทยแก่เกษตรกรให้นำความรู้ไปใช้ประโยชน์ในการผลิตถั่งเช่าไหมไทย สร้างรายได้ สร้างอาชีพเลี้ยงตนเองและครอบครัวได้ โดยดำเนินการภายใต้มาตรการควบคุมการระบาดของไวรัสโควิด-19 และประกาศของคณะกรรมการโรคติดต่อของจังหวัดเชียงใหม่อย่างเคร่งครัด

สำหรับการผลิตถั่งเช่าไหมไทย เป็นความสำเร็จจากการศึกษาวิจัย ระหว่างกรมหม่อนไหมร่วมกับคณะเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ และมหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม่ เมื่อปี 2556 และได้รับอนุสิทธิบัตรการผลิตถั่งเช่าไหมไทย เมื่อปี 2558 โดยการผลิตถั่งเช่าไหมไทยนั้น นำผลผลิตจากไหม (ดักแด้ไหมไทย)มาเพิ่มมูลค่าโดยแปรรูปเป็นถั่งเช่าเรียกว่าถั่งเช่าไหมไทย เป็นเห็ดที่เจริญบนดักแด้ไหม ประกอบด้วยสารสำคัญหลายชนิด เช่น อะดีโนซีน (Adenosine) คอร์ไดเซปิน(Cordycepin) และสารหลายชนิด มีสรรพคุณทางยา ช่วยบำรุงร่างกายให้แข็งแรงมีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ ต้านการเจริญเติบโตของเซลล์มะเร็ง กระตุ้นภูมิคุ้มกัน เพิ่มการไหลเวียนของเลือด อีกทั้งยังสามารถป้องกันรังสี UVB และช่วยลดความเสี่ยงจากการเกิดโรคมะเร็งผิวหนังได้

“กรมหม่อนไหมตระหนักถึงความปลอดภัยของผู้บริโภค จึงร่วมกับคณะแพทยศาสตร์ เภสัชศาสตร์ และเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ทดสอบความเป็นพิษเฉียบพลัน และพิษเรื้อรังในหนู พบว่าสามารถบริโภคด้วยปริมาณ 5,000 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัมน้ำหนัก นอกจากนี้ การบริโภคต่อเนื่องปริมาณ 1,100 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัมน้ำหนักต่อวัน ไม่มีผลต่อสุขภาพและอวัยวะของหนูที่ทดสอบ ดังนั้น ถั่งเช่าไหมไทยจึงเหมาะต่อยอดเป็นผลิตภัณฑ์เสริมอาหารป้อนสู่ตลาดผู้รักสุขภาพในอนาคต เป็นรายได้ให้เกษตรกรช่วงภาวะวิกฤติเศรษฐกิจปัจจุบัน”นายปราโมทย์ กล่าว

นายปราโมทย์ กล่าวถึงกรณีจะดูว่าถั่งเช่าแท้หรือปลอม ดูได้จากค่าวิเคราะห์คอร์ไดเซปินกับอะดีโนซินเป็นหลัก ซึ่งแหล่งซื้อขายถั่งเช่าในเมืองไทยขณะนี้ส่วนใหญ่ขายถั่งเช่าสีทองและถั่งเช่าหิมะบ้างบางแห่ง โดยจำหน่ายเป็นแคปซูล และชาถั่งเช่า ทั้งนี้ ในไทยมีฟาร์มเพาะเลี้ยงถั่งเช่าสีทองอยู่หลายแห่ง แต่ส่วนใหญ่เพาะเลี้ยงบนอาหารอื่นที่ไม่ใช่หนอนไหม หรือดักแด้ไหม เช่น เลี้ยงบนข้าวกล้อง หรือข้าวสาลี หรือข้าวบาร์เลย์ ซึ่งถั่งเช่าที่ผลิตจากดักแด้ไหมนั้น จะราคาสูงกว่าถั่งเช่าที่ผลิตจากอาหารเลี้ยงเชื้อชนิดอื่น

“กรมหม่อนไหมยังพัฒนาการผลิตถั่งเช่า โดยคำนึงถึงกระบวนการผลิตที่ถูกต้องตามหลักวิชาการ ความปลอดภัยด้านสุขภาพเป็นสำคัญ ควบคู่ไปกับการถ่ายทอดองค์ความรู้สู่เกษตรกร
รายย่อย เพื่อให้เป็นอีกหนึ่งอาชีพทางเลือกที่สร้างงานสร้างรายได้ให้ครอบครัวและชุมชน ซึ่งนอกจากเป็นการสร้างผลิตภัณฑ์แปรรูปหม่อนไหมที่เป็นเอกลักษณ์แล้วยังสอดคล้องกับนโยบายตลาดนำการผลิตด้วย” นายปราโมทย์กล่าว

ผู้สนใจสั่งซื้อได้ที่ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ หรือศูนย์ภูฟ้าพัฒนาฯ จ.น่าน และโครงการฟาร์มตัวอย่างตามพระราชดำริฯบ้านขุนแตะ จ.เชียงใหม่ ซึ่งกรมหม่อนไหมได้ถ่ายทอดเทคโนโลยีและวิธีการผลิตให้ 2 คือ ศูนย์ภูฟ้าพัฒนาฯ จ.น่าน และโครงการฟาร์มตัวอย่างตามพระราชดำริฯ บ้านขุนแตะ จ.เชียงใหม่ หรือ สอบถามรายละเอียดได้ที่ สำนักวิจัยและพัฒนาหม่อนไหม โทรศัพท์ 0-2558-7924-6ต่อ 404 หรือ ศูนย์หม่อนไหมเฉลิมพระเกียรติฯ เชียงใหม่ 05-3114-096-7