อธิบดี ‘น้ำบาดาล’ นำคณะกรรมการ กปร. เยี่ยมชมระบบส่งน้ำบาดาลระยะไกลสุพรรณบุรี #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/551889

อธิบดี 'น้ำบาดาล' นำคณะกรรมการ กปร. เยี่ยมชมระบบส่งน้ำบาดาลระยะไกลสุพรรณบุรี

อธิบดี ‘น้ำบาดาล’ นำคณะกรรมการ กปร. เยี่ยมชมระบบส่งน้ำบาดาลระยะไกลสุพรรณบุรี

วันพุธ ที่ 10 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2564, 20.34 น.

นายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และนายจตุพร บุรุษพัฒน์ ปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ได้สั่งการให้กรมทรัพยากรน้ำบาดาล นำคณะกรรมการพิเศษเพื่อประสานงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ (สำนักงาน กปร.) ลงพื้นที่จังหวัดสุพรรณบุรี เพื่อเยี่ยมชมโครงการศึกษานำร่องรูปแบบระบบส่งน้ำบาดาลระยะไกล เพื่อแก้ไขปัญหาความขาดแคลนน้ำในพื้นที่ขอบแอ่งเจ้าพระยาตอนล่าง พื้นที่ตำบลตลิ่งชัน ตำบลสนามคลี อำเภอเมือง และตำบลไร่รถ อำเภอดอนเจดีย์ จังหวัดสุพรรณบุรี เป็นชุมชนต้นแบบการบริหารจัดการน้ำแบบครบวงจร ที่มุ่งเน้นการใช้น้ำบาดาลเชิงอนุรักษ์ช่วยเหลือประชาชนกว่า 25,000 คน หรือกว่า 7,500 ครัวเรือน มีน้ำอุปโภคบริโภคและน้ำเพื่อการเกษตรไม่ขาดแคลนตลอดทั้งปี

นายศักดิ์ดา วิเชียรศิลป์ อธิบดีกรมทรัพยากรน้ำบาดาล เปิดเผยว่า นับตั้งแต่ปลายปี 2562 จนถึงต้นปี 2563 จังหวัดสุพรรณบุรี ประสบปัญหาภัยแล้งมากกว่าในทุกปีๆ ที่ผ่านมา ฝนตกน้อย และน้ำในคลองชลประทานแห้งขอด โดยเฉพาะในพื้นที่ตำบลตลิ่งชัน ตำบลสนามคลี อำเภอเมือง และตำบลไร่รถ อำเภอดอนเจดีย์ ประชาชนต่างได้รับความเดือดร้อน ทั้งในการประกอบอาชีพและการดำรงชีวิตประจำวัน โดยเฉพาะเกษตรกรที่ปลูกมะม่วงน้ำดอกไม้ ซึ่งเป็นผลิตผลขึ้นชื่อของจังหวัดมากกว่า 3,000 ไร่ ยืนต้นตายเพราะขาดแคลนน้ำ ต้องลงทุนปลูกใหม่ทั้งหมด ทำให้หนี้สินครัวเรือนมากขึ้น กรมทรัพยากรน้ำบาดาลจึงได้ดำเนินโครงการศึกษานำร่องรูปแบบระบบส่งน้ำบาดาลระยะไกลเพื่อแก้ไขปัญหาความขาดแคลนน้ำในพื้นที่ขอบแอ่งเจ้าพระยาตอนล่าง ซึ่งได้รับการสนับสนุนงบประมาณจากกองทุนพัฒนาน้ำบาดาล เพื่อศึกษาศักยภาพและผลกระทบการใช้น้ำในพื้นที่ รวมทั้งศึกษาแนวทางการบริหารจัดการระบบรูปแบบการส่งน้ำบาดาลระยะไกลสำหรับการอุปโภคบริโภค และเกษตรกรรม พร้อมส่งเสริมการบริหารจัดการน้ำอย่างครบวงจร ให้ประชาชนสามารถใช้น้ำบาดาลได้อย่างมีประสิทธิภาพ

อธิบดีกรมทรัพยากรน้ำบาดาล กล่าวต่อไปว่า ปัจจุบันกรมทรัพยากรน้ำบาดาลได้ดำเนินการเจาะน้ำบาดาลแล้ว จำนวน 18 บ่อ ได้ปริมาณน้ำมากกว่า 420 ลูกบาศก์เมตรต่อชั่วโมง หรือประมาณ 2.50 ล้านลูกบาศก์เมตรต่อปี พร้อมติดตั้งสถานีสังเกตการณ์ จำนวน 3 สถานี หอถังเหล็กเก็บน้ำชนิดรักษาแรงดัน ความสูง 30 เมตร ความจุ 300 ลูกบาศก์เมตร จำนวน 1 หอถัง และหอถังเก็บน้ำ ความสูง 15 เมตร ความจุ 150 ลูกบาศก์เมตร จำนวน 4 หอถัง พร้อมทั้งระบบเชื่อมต่อเข้าท่อประปาเดิมขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และติดตั้งระบบตรวจวัดแสดงผลอัตโนมัติ เพื่อติดตามปริมาณการสูบน้ำบาดาลและระดับน้ำบาดาล

นอกจากนี้ ยังได้สร้างศูนย์เรียนรู้ด้านน้ำบาดาล พร้อมระบบปรับปรุงคุณภาพน้ำและจุดบริการน้ำแร่ เพื่อบริการน้ำอุปโภคบริโภค พร้อมให้ความรู้เกี่ยวกับน้ำบาดาลแก่ประชาชนที่มาใช้บริการอีกด้วย โดยน้ำบาดาล ที่เจาะได้ มีอายุประมาณ 10,750 ปี เป็นน้ำแร่ที่มีคุณภาพดีมาก “จากความร่วมมือของกรมทรัพยากรน้ำบาดาล หน่วยงานราชการ และประชาชนในพื้นที่ ทำให้การดำเนินงานโครงการศึกษานำร่องรูปแบบระบบส่งน้ำบาดาลระยะไกล เพื่อแก้ไขปัญหาความขาดแคลนน้ำในพื้นที่ขอบแอ่งเจ้าพระยาตอนล่าง ประสบความสำเร็จเป็นอย่างดี ทำให้ทั้ง 3 หมู่บ้าน 3 ตำบล ของจังหวัดสุพรรณบุรี เป็นชุมชนต้นแบบการบริหารจัดการน้ำแบบครบวงจร ที่มุ่งเน้นการใช้น้ำบาดาลเชิงอนุรักษ์ ประชาชนมีน้ำอุปโภคบริโภค และน้ำเพื่อการเกษตรอย่างเพียงพอตลอดทั้งปี” นายศักดิ์ดา กล่าว

ลุยแก้หนี้เกษตรกร! ‘กฟก.เชียงราย’ รับมอบโฉนดที่ดิน โอนตามกฎหมายกองทุนฟื้นฟูฯ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/551803

ลุยแก้หนี้เกษตรกร! 'กฟก.เชียงราย'รับมอบโฉนดที่ดิน โอนตามกฎหมายกองทุนฟื้นฟูฯ

ลุยแก้หนี้เกษตรกร! ‘กฟก.เชียงราย’รับมอบโฉนดที่ดิน โอนตามกฎหมายกองทุนฟื้นฟูฯ

วันพุธ ที่ 10 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2564, 16.14 น.

ลุยแก้หนี้เกษตรกร กฟก.จังหวัดเชียงราย รับมอบโฉนดที่ดิน จาก สหกรณ์ฯเชียงแสน โอนตามกฎหมายกองทุนฟื้นฟูฯ

10 กุมภาพันธ์ 2564 นายนิยม สุวรรณประภา หัวหน้าสำนักงานกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกรสาขาจังหวัดเชียงราย (กฟก.) รับมอบโฉนดที่ดิน จำนวน 19 แปลง เนื้อที่รวม 50 ไร่ -​งาน 77.7 ตารางวาจาก น.ส.ชนิต พรมเมือง ตำเเหน่งผู้จัดการสำนักงาน สหกรณ์การเกษตรเชียงแสน จำกัด เพื่อดำเนินการโอนที่ดินตามกฎหมายกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกร (มาตร 37/9) โดยสำนักงานกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกร สาขาจังหวัดเชียงราย  ได้ดำเนินการชำระหนี้แทนเกษตรกร ลูกหนี้สหกรณ์การเกษตรเชียงแสน จำกัด จำนวน 16 ราย โดยมีนายรุ่งรัตน์  มานะรุ่งเรือง เจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดเชียงราย สาขาเชียงแสน อำนวยความสะดวกในการโอนที่ดิน ณ สำนักงานที่ดินจังหวัดเชียงราย สาขาเชียงแสน

นายนิยม กล่าวว่า เกษตรกรได้ทำสัญญาเช่าซื้อทรัพย์สิน (ที่ดิน) คืนกับ สำนักงานกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกร สาขาจังหวัดเชียงราย ตามจำนวนเงินที่กองทุนฯได้จ่ายเพื่อการชำระหนี้แทน ระยะเวลาการเช่าซื้อไม่น้อยกว่า 5 ปี และไม่เกิน 20 ปี โดยไม่มีค่าบริการหรือดอกเบี้ย และเกษตรกรต้องเข้าสู่กระบวนการฟื้นฟูและพัฒนาอาชีพ ตามที่คณะกรรมการกำหนด.

‘มนัญญา’ หนุนนโยบายภท.ขับเคลื่อน ‘กัญชง-กัญชา’ สู่ครัวเรือน 6 ต้น #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/551739

‘มนัญญา’หนุนนโยบายภท.ขับเคลื่อน‘กัญชง-กัญชา’สู่ครัวเรือน6ต้น

‘มนัญญา’หนุนนโยบายภท.ขับเคลื่อน‘กัญชง-กัญชา’สู่ครัวเรือน6ต้น

วันพุธ ที่ 10 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2564, 13.40 น.

สธ. ออกกฎกระทรวง!! “รมช.มนัญญา”ติดเทอร์โบรับลูกขับเคลื่อน “กัญชง-กัญชา” จากแปลงวิจัยสู่ครัวเรือน 6 ต้น

นางสาวมนัญญา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า ได้ให้นโยบายกับกรมวิชาการเกษตร (กวก.) ไปหารือกับคณะกรรมการอาหารและยา(อย.) กระทรวงสาธารณสุข เพื่อร่วมกันกำหนดแนวทางในการขับเคลื่อนการส่งเสริมการปลูกพืชกัญชง และกัญชา ภายหลังที่กฎกระทรวงสาธารณสุขมีผลบังคับใช้  ซึ่งคาดว่า ภายในเดือนกุมภาพันธ์ 2564 จะได้แนวปฏิบัติออกมาเพื่อให้ประชาชนที่สนใจจะปลูกรับทราบ ภายใต้การกำกับของ อย. และมีกรมวิชาการเกษตรเป็นพี่เลี้ยงทางด้านวิชาการ

“แนวปฏิบัติดังกล่าวจะครอบคลุมตั้งแต่ขั้นตอนการนำเข้า และจำหน่ายเมล็ดพันธุ์ การขออนุญาตปลูก การตรวจแปลง การตรวจสารยาในเมล็ด ไปจนถึงการจับคู่รับซื้อผลผลิตทั้งหมด จนถึงกระบวนการแปรรูป เนื่องจากเป็นพืชควบคุม  ทั้งนี้ จะส่งผลให้ประชาชนทั่วไปที่ประสงค์จะปลูกสามารถที่จะยื่นเรื่องเพื่อขออนุญาตได้ที่คณะกรรมการระดับจังหวัด  เพราะรัฐบาลต้องการให้นโยบายที่ออกมาสร้างอานิสงค์ทั้งการสร้างงาน และการสร้างรายได้ให้กับเกษตรกร ภายใต้กำกับของกฎหมายที่เกี่ยวข้อง” รมช.เกษตรฯ กล่าว

ทั้งนี้แนวปฏิบัติประกอบด้วย 

1. การนำเข้าเมล็ดพันธุ์ และจำหน่ายเมล็ดพันธุ์ กรมวิชาการเกษตรจะเร่งดำเนินการประกาศให้เมล็ดพันธุ์กัญชา และกัญชงเป็นเมล็ดพันธุ์ควบคุมตาม พ.ร.บ.พันธุ์พืช พ.ศ. 2518 โดยในระหว่างรอประกาศ จะใช้ระเบียบ และกฎเกณฑ์ของ อย. ไปพรางก่อน เมื่อมีประกาศแล้วให้สองหน่วยงานบูรณาการในการรับรองใบอนุญาต

2. การขออนุญาตปลูกเป็นของ อย. ซึ่งจะมีคณะกรรมการระดับจังหวัด พิจารณา รวบรวมรายชื่อผู้ปลูก หลักฐานการยื่นให้เกษตรและสหกรณ์จังหวัด และหน่วยงานในกระทรวงเกษตรดูแล ตั้งแต่การเตรียมแปลง ตามเก็บเกี่ยว และส่งผลการตรวจประเมินความสามารถของผู้ปลูกให้ อย. และ กระทรวงเกษตรฯ จะร่วมตรวจสอบการนำเข้าการผลิตเมล็ดพันธุ์เพื่อจำหน่าย การควบคุมการผลิตต้นกล้า และคุณภาพต้นกล้าเพื่อให้ได้คุณภาพตรงตามสายพันธุ์

3. การทดสอบคุณภาพของกัญชาและกัญชง ผู้ปลูกและผู้ซื้อ สามารถใช้อุปกรณ์ตรวจเบื้องต้นได้เอง  ซึ่งทางกระทรวงสาธารณสุขสนับสนุนให้เอกชนตั้งห้องปฏิบัติการตรวจวิเคราะห์คุณสมบัติทางกายภาพ  และคุณสมบัติทางเคมีของสารสกัดจากกัญชาและกัญชง เพื่อให้การบริการประชาชนทั่วถึง

4. การซื้อ-ขายกัญชาและกัญชง จะเป็นการซื้อ-ขายโดยตรง หรือระบบ contract farming ระหว่างผู้ซื้อและผู้ปลูก รวมถึงการจัดตั้งตลาดกลางกัญชา ตลาดกลางกัญชง เป็นศูนย์กลางการซื้อ-ขาย ที่มีกำหนดมาตรฐานสินค้า การกำหนดราคากลาง และการซื้อขายที่เป็นธรรม โดยให้กรมส่งเสริมสหกรณ์เป็นหน่วยงานหลักในการจัดตั้ง

ด้านนายพิเชษฐ์ วิริยะพาหะ อธิบดีกรมวิชาการเกษตร เปิดเผยว่า ภายหลังแนวปฏิบัติได้รับการเห็นชอบแล้ว ทั้งสองหน่วยงาน จะมีการขับเคลื่อนภารกิจตามนโยบายของ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์  เพื่อให้สอดคล้องกับอำนาจหน้าที่ของกฎหมายที่แต่ละหน่วยงานรับผิดชอบตลอดห่วงโซ่การผลิต ในขณะที่กรมวิชาการเกษตรเอง ปัจจุบันได้เร่งงานวิจัยพันธุ์พื้นเมือง พันธุ์ที่เหมาะสมกับภูมิประเทศ และภูมิอากาศของไทย โดยจะมีการลงนามความร่วมมือกับมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี จังหวัดนครราชสีมา ในระยะต่อไป  ขณะที่งานการรับรองพันธุ์ ตามพ.ร.บ.พันธุ์พืช  พ.ศ. 2518   ปัจจุบันกรมฯ ได้มีการขึ้นทะเบียนแล้ว 1 พันธุ์คือ กัญชาพันธุ์อิสระ 01 เมื่อต้นเดือนกุมภาพันธ์  ที่ผ่านมา

อย่างไรก็ตาม ก่อนหน้านั้นกรมวิชาการเกษตรได้ร่วมกับกระทรวงสาธารณสุข โครงการปลูกกัญชา 6 ต้น โนนมาลัยโมเดล ที่บ้านโคกนาค ต.หินเหล็กไฟ อ.คูเมือง จ.บุรีรัมย์  โดยให้คำปรึกษาด้านการขยายพันธุ์ด้วยวิธีปักชำกิ่ง  การปลูก การดูแลรักษาเพื่อให้เป็นต้นแบบการปลูกกัญชาในระดับครัวเรือน และพร้อมสนับสนุนหาก สธ. จะขยายการดำเนินการไปทั่วประเทศ

อธิบดีกรมวิชาการเกษตร กล่าวต่อว่า ปัจจุบันกรมวิชาการเกษตร ได้มีแผนการวิจัย และพัฒนาพืชกัญชา และกัญชง โดยการรวบรวม ศึกษาขยายพันธุ์พื้นเมือง และพันธุ์การค้าต่างประเทศ เพื่อประโยชน์ทางการแพทย์ โดยดำเนินการที่กรุงเทพฯ เพื่อให้ได้เมล็ดพันธุ์ดี และที่ศูนย์เชียงรายเป็นการทดลองปลูกในสภาพโรงเรือน การทดสอบสายพันธุ์คุณภาพเพื่อใช้ทางการแพทย์ การศึกษาการจำแนกกัญชาเพื่อรองรับการคุ้มครองพันธุ์พืช การวิจัยยีน และการแสดงออกของยีน

นอกจากนั้น ได้มีการคัดเลือกสายพันธุ์ และทดสอบเทคโนโลยีการผลิตพืชสกุลกัญชาเพื่อใช้ทางการแพทย์ และอุตสาหกรรม ที่วิสาหกิจชุมชนเพ-ลา เพลิน และวิสาหกิจชุมชนปลูกพืชสมุนไพรไทยโนนมาลัย จ.บุรีรัมย์

ก.เกษตรฯเร่งทำฐานข้อมูล ขับเคลื่อนโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/551599

ก.เกษตรฯเร่งทำฐานข้อมูล ขับเคลื่อนโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ

วันพุธ ที่ 10 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2564, 06.00 น.

ดร.ทองเปลว กองจันทร์ ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยหลังประชุมและบรรยายพิเศษแนวทางการดำเนินโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ และถ่ายทอดสัญญาณประชุมออนไลน์ไปยังหน่วยงานในสังกัดกระทรวงเกษตรฯว่า กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ให้ความสำคัญกับการดำเนินโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริเป็นอันดับต้น จึงมอบหมายให้ทุกหน่วยงานในสังกัดกระทรวงเกษตรฯ ร่วมกันขับเคลื่อนโครงการฯ โดยให้จัดตั้งกองหรือสำนัก เพื่อรับผิดชอบโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริทุกประเภทของหน่วยงานตน และถ้ามีการจัดตั้งกองหรือสำนักที่รับผิดชอบโครงการฯ แล้ว ให้ดำเนินการจัดทำฐานข้อมูล โดยใช้ระบบเดียวกันทุกหน่วยงาน และแจ้งให้กระทรวงทราบต่อเนื่อง รวมทั้งหน่วยงานต้องเผยแพร่ประชาสัมพันธ์การดำเนินโครงการฯ ที่แล้วเสร็จหรือกำลังดำเนินโครงการฯอยู่ เพื่อให้ประชาชนและเจ้าหน้าที่รับทราบด้วย

ทั้งนี้ สำนักงานคณะกรรมการพิเศษเพื่อประสานงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ (กปร.) เป็นหน่วยงานหลักในการดำเนินโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ยังเปิดโอกาสให้หน่วยงานในสังกัดกระทรวงเกษตรฯแสดงความคิดเห็นและแลกเปลี่ยนเรียนรู้ เพื่อนำไปขับเคลื่อนและสนองงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ พร้อมกำหนดแนวทางดำเนินงานของกระทรวงเกษตรฯต่อไป

การดำเนินงานเพื่อสนองงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ตามข้อมูลที่สำนักงาน กปร.รวบรวมไว้ตั้งแต่ปี 2495 ถึง 31 กรกฎาคม 2563 มีจำนวน 4,877 โครงการ จำแนกตามการพัฒนาด้านต่างๆ 8 ด้าน ได้แก่ 1) โครงการพัฒนาด้านแหล่งน้ำ 3,386 โครงการ 2) โครงการพัฒนาด้านการเกษตร 142 โครงการ 3) โครงการพัฒนา ด้านสิ่งแวดล้อม 199 โครงการ 4)โครงการพัฒนาด้านการส่งเสริมอาชีพ 347 โครงการ 5) โครงการพัฒนาด้านสาธารณสุข 59 โครงการ 6) โครงการด้านคมนาคม/สื่อสาร 84 โครงการ 7) โครงการพัฒนาด้านสวัสดิการสังคม/การศึกษา 399 โครงการ และ8)โครงการพัฒนาแบบบูรณาการ และโครงการพัฒนาด้านอื่นๆ 261 โครงการ โดยกระทรวงเกษตรฯร่วมสนองงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริมาต่อเนื่อง และเป็นหน่วยงานหลักสนับสนุนการดำเนินงาน โดยเฉพาะด้านพัฒนาแหล่งน้ำ และส่งเสริมพัฒนาอาชีพด้านการเกษตร

เดินหน้ายกระดับแปลงใหญ่ หนุนเกษตรสมัยใหม่-เชื่อมโยงตลาด #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/551313

เดินหน้ายกระดับแปลงใหญ่ หนุนเกษตรสมัยใหม่-เชื่อมโยงตลาด

วันอังคาร ที่ 9 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2564, 06.00 น.

กรมส่งเสริมการเกษตรเร่งรัดกลุ่มเกษตรกรแปลงใหญ่จดทะเบียนเป็นนิติบุคคล พร้อมเร่งทบทวนกิจกรรมและจัดทำแผนการดำเนินงานเพื่อเดินหน้าโครงการยกระดับแปลงใหญ่ด้วยเกษตรสมัยใหม่และเชื่อมโยงตลาด

นายเข้มแข็ง ยุติธรรมดำรง อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวว่า ได้สั่งการให้เจ้าหน้าที่สำนักงานเกษตรจังหวัด/ อำเภอ ลงพื้นที่แบบเคาะประตูบ้านเพื่อสร้างความรู้ความเข้าใจกับเกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการฯ ทั้ง 2,012 แปลง ซึ่งอยู่ในความรับผิดชอบของกรมส่งเสริมการเกษตร ทั้งเรื่องการจดทะเบียนนิติบุคคล ประโยชน์ที่เกษตรกรจะได้รับ รวมถึงเป็นพี่เลี้ยงให้กับเกษตรกรกลุ่มแปลงใหญ่ในการดำเนินงานทุกขั้นตอน ตามข้อสั่งการของ ดร.เฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ในที่ประชุมคณะกรรมการบริหารการขับเคลื่อนงานนโยบายสำคัญและการแก้ไขปัญหาภาคการเกษตร ครั้งที่ 1/2564 เมื่อวันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2564

สำหรับโครงการยกระดับแปลงใหญ่ด้วยเกษตรสมัยใหม่และเชื่อมโยงตลาด มีวัตถุประสงค์เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตและลดต้นทุนการผลิตให้กับเกษตรกรหรือกลุ่มเกษตรกร โดยการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมที่เหมาะสม และยกระดับการผลิตไปสู่สินค้าที่มีคุณภาพมาตรฐาน สอดคล้องกับความต้องการของตลาด และอุตสาหกรรมต่อเนื่อง โดยมีกลุ่มแปลงใหญ่ที่เสนอความต้องการเข้าร่วมโครงการ จำนวน 5,250 แปลง แบ่งเป็นแปลงใหญ่จากกรมส่งเสริมการเกษตร จำนวน 2,012 แปลง แปลงใหญ่จากกรมการข้าว จำนวน 2,638 แปลง แปลงใหญ่จากกรมปศุสัตว์ จำนวน 185 แปลง แปลงใหญ่จากการยางแห่งประเทศไทย จำนวน 299 แปลง แปลงใหญ่จากกรมหม่อนไหม จำนวน 26 แปลง และแปลงใหญ่จากกรมประมง จำนวน 90 แปลง

อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวอีกว่า ขณะนี้ได้เร่งรัดเจ้าหน้าที่ดำเนินงานร่วมกับกลุ่มเกษตรกรแปลงใหญ่ในการจดทะเบียนเป็นนิติบุคคล พร้อมเร่งทบทวนกิจกรรมและจัดทำแผนการดำเนินงาน และเสนอขออนุมัติ
โครงการฯ ให้เสร็จภายในวันที่ 31 มีนาคม 2564 เพื่อขับเคลื่อนโครงการฯ ต่อไป ซึ่งปัจจุบันมีกลุ่มเกษตรกรแจ้งยืนยันเข้าร่วมโครงการแล้ว จำนวน 1,150 แปลง จากทั้งหมด 5,250 แปลง

ก.เกษตรฯจับมือประปานครหลวง ปรับแผนระบายน้ำสู้ความเค็มรุกเจ้าพระยา #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/551314

ก.เกษตรฯจับมือประปานครหลวง ปรับแผนระบายน้ำสู้ความเค็มรุกเจ้าพระยา

วันอังคาร ที่ 9 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2564, 06.00 น.

ก.เกษตรฯจับมือการประปานครหลวงปรับแผนการระบายน้ำสู้ความเค็มแม่น้ำเจ้าพระยา ลดผลกระทบต่อประชาชน

ดร.ทองเปลว กองจันทร์ ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานประชุมติดตามสถานการณ์ค่าความเค็มในแม่น้ำเจ้าพระยาตอนล่างฤดูแล้ง ปี 2563/2564 มีนายวชิรวิทย์ โพธิ์วิจิตร ผู้ช่วยผู้ว่าการการประปานครหลวง (กปน.) นายสัญญา แสงพุ่มพงษ์ ผู้ตรวจราชการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ รักษาราชการอธิบดี กรมชลประทาน เข้าร่วม ที่ห้องประชุมศูนย์ปฏิบัติการน้ำอัจฉริยะ (SWOC) กรมชลประทาน เพื่อร่วมหาแนวทางแก้ปัญหาค่าความเค็มรุกล้ำในแม่น้ำเจ้าพระยา เพื่อช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับผลกระทบ โดยเฉพาะน้ำดิบที่ใช้ผลิตประปา

ดร.ทองเปลวเปิดเผยว่า รัฐบาลเป็นห่วงสถานการณ์ค่าความเค็มรุกล้ำในแม่น้ำเจ้าพระยา จึงกำชับให้กรมชลประทานวางมาตรการเพื่อเร่งแก้ไขปัญหา ด้วยการปรับแผนระบายน้ำจากเขื่อนเจ้าพระยาและเขื่อนพระรามหก เพื่อควบคุมค่าความเค็มในแม่น้ำเจ้าพระยาตอนล่าง ให้สอดคล้องกับระดับการขึ้นลงของน้ำทะเล พร้อมสั่งการให้โครงการชลประทานในพื้นที่ตอนบน ขอความร่วมมือสถานีสูบน้ำด้วยไฟฟ้า งดสูบน้ำเข้าพื้นที่เป็นเวลา 1 สัปดาห์ ระหว่างลำเลียงน้ำลงมายังพื้นที่ตอนล่าง ส่วนโครงการชลประทานในพื้นที่ลุ่มเจ้าพระยา ให้จัดทำรายงานเปิด-ปิดประตูระบายน้ำตลอดริมแม่น้ำเจ้าพระยา ตั้งแต่ท้ายเขื่อนเจ้าพระยาไปจนถึงสถานีสูบน้ำดิบสำแล จ.ปทุมธานี เพื่อนำข้อมูลมาวิเคราะห์บริหารจัดการน้ำและควบคุมค่าความเค็มต่อไป

ส่วนพื้นที่ด้านท้ายน้ำจะควบคุมการเปิด-ปิดประตูระบายน้ำคลองลัดโพธิ์ จ.สมุทรปราการ ตามจังหวะการขึ้น-ลงของน้ำทะเลอย่างเคร่งครัด รวมไปถึงบูรณาการกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อาทิ สำนักการระบายน้ำกรุงเทพมหานคร ในการระบายน้ำลงแม่น้ำเจ้าพระยาในช่วงเวลาน้ำลง พร้อมขอความร่วมมือจากการประปานครหลวง ปรับเพิ่มจำนวนชั่วโมงในการทำ water hammer operation เพื่อให้สอดคล้องกับสถานการณ์และมีประสิทธิภาพมากขึ้นหากเกิดกรณีวิกฤติ จะผันน้ำจากลุ่มน้ำแม่กลอง ส่วนหนึ่งลงมาควบคุมค่าความเค็มในแม่น้ำเจ้าพระยาอีกทางหนึ่ง โดยไม่กระทบต่อการใช้น้ำในลุ่มน้ำแม่กลอง

“กระทรวงเกษตรฯโดยกรมชลประทานเตรียมแผนบริหารจัดการน้ำล่วงหน้าไว้ โดยจะส่งน้ำเพื่อผลักดันน้ำเค็มที่จะหนุนสูงขึ้นอีก คาดว่าน้ำเค็มจะหนุนสูงขึ้นอีกวันที่ 12 กุมภาพันธ์ที่จะถึงนี้ อย่างไรก็ตาม กระทรวงเกษตรฯ จะร่วมกับการประปานครหลวง เพื่อลดผลกระทบให้ประชาชนให้มากที่สุด และขอให้ประชาชนมั่นใจว่าน้ำประปาจะไม่มีรสเค็มแน่นอน” ดร.ทองเปลว กล่าว

ทั้งนี้ กรมชลประทานสั่งการให้โครงการชลประทานที่เกี่ยวข้องเฝ้าระวังและติดตามสถานการณ์ ค่าความเค็มในแม่น้ำสายหลักใกล้ชิด พร้อมวางแผนบริหารจัดการน้ำโดยใช้อาคารชลประทานควบคุม การรับน้ำ เพื่อป้องกันความเค็มไม่ให้รุกล้ำเข้าไปในพื้นที่การเกษตร ลดผลกระทบที่จะเกิดกับประชาชนให้ได้มากที่สุด

‘รมว.เกษตรฯ’ เร่งขับเคลื่อนโครงการสำคัญ ย้ำใช้งบโปร่งใส–กระจายเม็ดเงินทั่วถึงพื้นที่ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/551312

‘รมว.เกษตรฯ’เร่งขับเคลื่อนโครงการสำคัญ ย้ำใช้งบโปร่งใส–กระจายเม็ดเงินทั่วถึงพื้นที่

วันอังคาร ที่ 9 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2564, 06.00 น.

ดร.เฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยหลังเป็นประธานประชุมคณะกรรมการบริหารการขับเคลื่อนงานนโยบายสำคัญและการแก้ไขปัญหาภาคเกษตร ครั้งที่ 1/2564 ว่า การประชุมได้เน้นย้ำให้หน่วยงานในสังกัดกระทรวงเกษตรฯ มีการบูรณาการการทำงานร่วมกัน เพื่อให้การขับเคลื่อนงานโครงการสำคัญต่างๆของกระทรวงเกษตรฯมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น และกำกับดูแลใกล้ชิด พร้อมทั้งเร่งรัดติดตามภารกิจสำคัญของกระทรวงเกษตรฯ อาทิ โครงการ 1 ตำบล 1 กลุ่มเกษตรทฤษฎีใหม่ ที่ปรับลดคุณสมบัติและหลักเกณฑ์ ซึ่งกำชับให้หน่วยงานติดตามประเมินผลให้ได้เกษตรกรตามเป้าหมาย 32,000 ราย และเร่งรัดนำเม็ดเงินลงไปให้ถึงเกษตรกรให้เร็วที่สุด เกิดผลเป็นรูปธรรม ตลอดจนดำเนินงานอย่างโปร่งใส ตรวจสอบได้ สำหรับโครงการยกระดับแปลงใหญ่ด้วยเกษตรสมัยใหม่และเชื่อมโยงตลาด ได้กำชับทุกส่วนราชการทำงานบูรณการร่วมกัน และประชาสัมพันธ์เชิงรุก ลงไปถึงพื้นที่เกษตรกรแปลงใหญ่ โดยจัดทำคู่มือการจดทะเบียนเป็นนิติบุคคล เพื่อให้เกษตรกรได้รับทราบถึงข้อดี-ข้อเสีย และได้รับประโยชน์สูงสุด

สำหรับโครงการ 1 ตำบล 1 กลุ่มเกษตรทฤษฎีใหม่ ตามที่ ครม.มีมติ เมื่อวันที่19 มกราคม ได้อนุมัติการขอเปลี่ยนแปลงรายละเอียด ตามผลการพิจารณาของคณะกรรมการกลั่นกรองการใช้จ่ายเงินกู้ฯ ในวงเงิน 3,550 ล้านบาท เป้าหมายเกษตรกร 32,000 ราย จ้างงานระดับตำบล 16,000 ราย (ตำบลละ 1 ราย ขึ้นไป แต่ไม่เกิน 25 ราย) และขยายผลไปถึงวันที่ 30 ธันวาคม 2564 จากเดิมตุลาคม 2564 และเพื่อให้การดำเนินงานมีประสิทธิภาพ เมื่อวันที่ 20 มกราคม 2564 ได้แต่งตั้งคณะอนุกรรมการภายใต้โครงการฯ 4 ด้านคือ ด้านการพัฒนาพื้นที่, ด้านการพัฒนาอาชีพและการตลาด, ด้านการขับเคลื่อนในพื้นที่ และด้านการติดตามประเมินผล เพื่อกำกับดูแลและรายงานความก้าวหน้า ซึ่งขณะนี้ความก้าวหน้าโครงการ มีเกษตรกรที่ผ่านเกณฑ์คัดเลือกรอบที่ 1 จำนวน 20,583 ราย ส่งรายชื่อเกษตรกรที่ผ่านเกณฑ์รอบที่ 1ให้กรมพัฒนาที่ดินแล้ว และดำเนินการขุดสระเก็บกักน้ำรอบแรกในเดือนมีนาคม 2564 ในส่วนของเกษตรกรที่คัดเลือกรอบที่ 2เป้าหมาย 11,417 ราย (5 ประสาน 7,759 ราย และเกษตรกรทั่วไป 3,658 ราย) อยู่ระหว่างดำเนินการเปิดรับสมัครเกษตรกรรายใหม่ และลงพื้นที่ตรวจสอบคุณสมบัติ ความเหมาะสมของพื้นที่

ในส่วนโครงการยกระดับแปลงใหญ่ด้วยเกษตรสมัยใหม่และเชื่อมโยงตลาดเป้าหมายดำเนินการในพื้นที่ 77 จังหวัด 5,250 แปลง พื้นที่ 5,003,250 ไร่ เกษตรกร 262,500 ราย วงเงิน 13,904,500,000 บาท สามารถสร้างมูลค่าเพิ่ม ไม่น้อยกว่า 11,000 ล้านบาทต่อปี มุ่งหวังให้ผู้เข้าร่วมโครงการนำเทคโนโลยีเกษตรสมัยใหม่มาใช้เพิ่มประสิทธิภาพการผลิตและลดต้นทุนการผลิต มีคุณภาพมาตรฐานสอดคล้องความต้องการของตลาดและอุตสาหกรรมต่อเนื่อง ผลดำเนินงาน ขณะนี้มีกลุ่มแปลงใหญ่ที่แจ้งเข้าร่วมโครงการแล้ว 1,150 แปลง จดทะเบียนนิติบุคคล 640 แปลง อยู่ระหว่างจดทะเบียนนิติบุคคล 540 แปลง (ข้อมูล ณ วันที่ 4 กุมภาพันธ์) อย่างไรก็ตาม ได้เร่งรัดให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งทบทวนกิจกรรม/แผนการใช้จ่ายเงินให้เสร็จภายในวันที่ 31 มีนาคม และเร่งรัดจดทะเบียนเป็นนิติบุคคลต่อไป

‘ปศุสัตว์’ ตรวจเข้มแหล่งผลิต-จำหน่ายสินค้าปศุสัตว์ สร้างความมั่นใจผู้บริโภคเทศกาลตรุษจีน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/551256

'ปศุสัตว์'ตรวจเข้มแหล่งผลิต-จำหน่ายสินค้าปศุสัตว์ สร้างความมั่นใจผู้บริโภคเทศกาลตรุษจีน

‘ปศุสัตว์’ตรวจเข้มแหล่งผลิต-จำหน่ายสินค้าปศุสัตว์ สร้างความมั่นใจผู้บริโภคเทศกาลตรุษจีน

วันจันทร์ ที่ 8 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2564, 16.14 น.

กรมปศุสัตว์ตรวจเข้มแหล่งผลิต-จำหน่ายสินค้าปศุสัตว์ สร้างความมั่นใจผู้บริโภคเทศกาลตรุษจีน

เมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2564 นายสัตวแพทย์สรวิศ ธานีโต อธิบดีกรมปศุสัตว์ เปิดเผยว่า กรมปศุสัตว์ในฐานะหน่วยงานที่กำกับดูแลระบบการผลิตสินค้าปศุสัตว์ให้ความสำคัญและดำเนินงานด้านมาตรฐานสินค้าปศุสัตว์เพื่อความปลอดภัยด้านอาหารมาตลอด ตั้งแต่การรับรองมาตรฐานฟาร์มเลี้ยงสัตว์ การอนุญาตตั้งโรงฆ่าสัตว์ การรับรองสถานที่รวบรวมไข่ และปัจจุบันได้ขยายงานด้านมาตรฐานสินค้าไปยังการรับรองสถานที่จำหน่ายสินค้าปศุสัตว์ นั่นคือ โครงการปศุสัตว์ OK ซึ่งมีวัตถุประสงค์ที่สำคัญคือ สร้างทางเลือกให้ผู้บริโภคได้มีโอกาสเลือกบริโภคสินค้าปศุสัตว์ที่ปลอดภัย โดยมอบตราสัญลักษณ์ให้ร้านค้าที่จำหน่ายสินค้าปศุสัตว์ที่มาจากแหล่งผลิตที่กรมปศุสัตว์ให้การรับรองมาตรฐาน และสามารถสอบย้อนกลับได้

ทั้งนี้ กรมมุ่งหวังให้ตราสัญลักษณ์ปศุสัตว์ OK ช่วยสร้างความมั่นใจในการพิจารณาเลือกซื้อสินค้าปศุสัตว์ของผู้บริโภคได้ง่ายขึ้น ปัจจุบันสินค้าปศุสัตว์ที่อยู่ในขอบข่ายรับรองคือเนื้อหมู เนื้อไก่ เนื้อเป็ด เนื้อโค และไข่สด และได้รับความร่วมมือจากผู้ประกอบการ Modern trade และตลาดสด เข้าร่วมโครงการทั้งหมดมากกว่า 7,000 แห่ง

อย่างไรก็ตาม เทศกาลตรุษจีนที่กำลังจะมาถึงนี้ กรมปศุสัตว์สั่งการให้เจ้าหน้าที่เข้มงวดตรวจสอบมาตรฐานและความปลอดภัยของเนื้อสัตว์เป็นกรณีพิเศษ มีการตรวจสอบเนื้อสัตว์ทางห้องปฏิบัติการเพื่อหาสารตกค้างต่างๆ เช่น สารเร่งเนื้อแดง (Beta-agonist) ที่เป็นอันตรายต่อมนุษย์ นอกจากนี้ ในส่วนโรคระบาดสัตว์ที่เป็นโรคสัตว์สู่คน (Zoonosis) เช่น ไข้หวัดนก

กรมปศุสัตว์ขอยืนยันว่าประเทศไทยไม่พบการระบาดของโรคไข้หวัดนกชนิดรุนแรงในสัตว์ปีกตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน 2551 ซึ่งกรมปศุสัตว์ให้ความสำคัญในการค้นหาและควบคุมโรค โดยมีมาตรการเข้มงวดในการเฝ้าระวังสัตว์ปีกป่วย/ตาย ฉีดพ่นยาฆ่าเชื้อโรคไข้หวัดนกในพื้นที่เสี่ยง ควบคุมการเคลื่อนย้ายสัตว์ปีก และประสานความร่วมมือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ กระทรวงสาธารณสุข กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และกระทรวงมหาดไทย ดังนั้น ขอให้ผู้บริโภคมั่นใจว่าในเทศกาลตรุษจีนปี 2564 นี้ สินค้าปศุสัตว์นั้นปลอดภัย โดยผู้บริโภคควรใส่ใจเลือกสินค้าปศุสัตว์จากสถานที่จำหน่ายที่ผ่านการรับรองมาตรฐานภายใต้สัญลักษณ์ “ปศุสัตว์ OK” ซึ่งผู้บริโภคตรวจสอบรายชื่อร้านค้าที่เข้าร่วมโครงการได้ที่ https://drive.google.com/drive/u/0/folders/1oHKuTT7AlWHr-ay8Q67ulzprf4a3lHA6 และกรมปศุสัตว์ขอแนะนำให้ผู้บริโภคเลือกเนื้อหมู สัตว์ปีกและไข่ จากผู้จำหน่ายที่สะอาดมีการดูแลรักษาความสะอาดสถานที่จำหน่ายเป็นอย่างดี และที่สำคัญต้องมีใบรับรองจากกรมปศุสัตว์ หรือให้สังเกตตราสัญลักษณ์ “ปศุสัตว์ OK” ติดอยู่ ณ สถานที่จำหน่ายทุกครั้ง

‘ธรรมนัส’ ลงพื้นที่ ลุยแก้ปัญหาลำไย 8 จังหวัดภาคเหนือ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/551046

‘ธรรมนัส’ลงพื้นที่ ลุยแก้ปัญหาลำไย 8จังหวัดภาคเหนือ

วันจันทร์ ที่ 8 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2564, 06.00 น.

ร้อยเอกธรรมนัส พรหมเผ่า รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ พร้อมคณะ ลงพื้นที่พบปะเครือข่ายสภาอาชีพเกษตรกร 8 จังหวัดภาคเหนือ พร้อมติดตามปัญหาการผลิตและการตลาดสินค้าลำไย โดยมีนายเจริญฤทธิ์ สงวนสัตย์ ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ คณะผู้บริหาร และหัวหน้าส่วนราชการในพื้นที่ร่วมต้อนรับ ที่ห้องประชุมมหาวิทยาลัยแม่โจ้

ร้อยเอกธรรมนัส กล่าวว่า วันนี้เป็นครั้งที่ 3 ที่ได้พบปะกับพี่น้องเกษตรกรผู้ปลูกลำไยทั้ง 8 จังหวัดภาคเหนือ พร้อมแสดงความยินดีกับพี่น้องเกษตรกรที่รัฐบาลได้ทำการอนุมัติงบประมาณกว่า 3,400 ล้านบาท เพื่อเยียวยาเกษตรกรผู้ได้รับผลกระทบจากโควิด-19 ในอัตราไร่ละ 2,000 บาท ขณะที่ข้อเสนอของสภาอาชีพเกษตรกร (สอก.) เกี่ยวกับ (ร่าง) ระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการพัฒนาและบริหารจัดการการผลิตสินค้าลำไยและผลิตภัณฑ์ พ.ศ…. มีความก้าวหน้า โดยคณะทำงานสามารถขับเคลื่อนงานให้ประสบผลสำเร็จเป็นไปตามวัตถุประสงค์และเป้าหมายตามข้อเรียกร้องที่พี่น้องเกษตรกรผู้ปลูกลำไยร่วมกันเสนอ และอยู่ในขั้นตอนดำเนินการทางกฎหมาย ซึ่งคาดว่าไม่เกิน 90 วัน ระเบียบหรือหลักเกณฑ์นี้จะได้ใช้เพื่อแก้ไขปัญหาของผู้ปลูกลำไยทั้งประเทศ

นอกจากนี้ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้เน้นย้ำให้หน่วยงานภายใต้ความรับผิดชอบ ได้ร่วมกันแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชนฐานราก ใน 3 เรื่องสำคัญ คือ ที่ทำกิน ที่อยู่อาศัย น้ำ และอาชีพ ซึ่งในอนาคตอันใกล้นี้จะมีอาชีพใหม่ให้กับพี่น้องเกษตรกร คือการปลูกกัญชงอันจะเป็นการเสริมสร้างความเข้มแข็ง ความมั่นคงให้กับพี่น้องเกษตรกรต่อไป

ตรวจเข้มแหล่งผลิต-จำหน่ายสินค้าปศุสัตว์ สร้างความมั่นใจผู้บริโภคเทศกาลตรุษจีน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/551048

ตรวจเข้มแหล่งผลิต-จำหน่ายสินค้าปศุสัตว์ สร้างความมั่นใจผู้บริโภคเทศกาลตรุษจีน

วันจันทร์ ที่ 8 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2564, 06.00 น.

นายสัตวแพทย์สรวิศ ธานีโต อธิบดีกรมปศุสัตว์ เปิดเผยว่า กรมปศุสัตว์ในฐานะหน่วยงานที่กำกับดูแลระบบการผลิตสินค้าปศุสัตว์ให้ความสำคัญและดำเนินงานด้านมาตรฐานสินค้าปศุสัตว์เพื่อความปลอดภัยด้านอาหารมาตลอด ตั้งแต่การรับรองมาตรฐานฟาร์มเลี้ยงสัตว์ การอนุญาตตั้งโรงฆ่าสัตว์ การรับรองสถานที่รวบรวมไข่ และปัจจุบันได้ขยายงานด้านมาตรฐานสินค้าไปยังการรับรองสถานที่จำหน่ายสินค้าปศุสัตว์ นั่นคือ โครงการปศุสัตว์ OK ซึ่งมีวัตถุประสงค์ที่สำคัญคือ สร้างทางเลือกให้ผู้บริโภคได้มีโอกาสเลือกบริโภคสินค้าปศุสัตว์ที่ปลอดภัย โดยมอบตราสัญลักษณ์ให้ร้านค้าที่จำหน่ายสินค้าปศุสัตว์ที่มาจากแหล่งผลิตที่กรมปศุสัตว์ให้การรับรองมาตรฐาน และสามารถสอบย้อนกลับได้ ทั้งนี้ กรมมุ่งหวังให้ตราสัญลักษณ์ปศุสัตว์ OKช่วยสร้างความมั่นใจในการพิจารณาเลือกซื้อสินค้าปศุสัตว์ของผู้บริโภคได้ง่ายขึ้น ปัจจุบันสินค้าปศุสัตว์ที่อยู่ในขอบข่ายรับรองคือเนื้อหมู เนื้อไก่ เนื้อเป็ด เนื้อโค และไข่สด และได้รับความร่วมมือจากผู้ประกอบการ Modern trade และตลาดสด เข้าร่วมโครงการทั้งหมดมากกว่า 7,000 แห่ง

อธิบดีกรมปศุสัตว์กล่าวเพิ่มเติมว่า เทศกาลตรุษจีนที่กำลังจะมาถึงนี้ กรมปศุสัตว์สั่งการให้เจ้าหน้าที่เข้มงวดตรวจสอบมาตรฐานและความปลอดภัยของเนื้อสัตว์เป็นกรณีพิเศษ มีการตรวจสอบเนื้อสัตว์ทางห้องปฏิบัติการเพื่อหาสารตกค้างต่างๆ เช่น สารเร่งเนื้อแดง (Beta-agonist) ที่เป็นอันตรายต่อมนุษย์ นอกจากนี้ ในส่วนโรคระบาดสัตว์ที่เป็นโรคสัตว์สู่คน (Zoonosis) เช่น ไข้หวัดนก
กรมปศุสัตว์ขอยืนยันว่าประเทศไทยไม่พบการระบาดของโรคไข้หวัดนกชนิดรุนแรงในสัตว์ปีกตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน 2551 ซึ่งกรมปศุสัตว์ให้ความสำคัญในการค้นหาและควบคุมโรค โดยมีมาตรการเข้มงวดในการเฝ้าระวังสัตว์ปีกป่วย/ตาย ฉีดพ่นยาฆ่าเชื้อโรคไข้หวัดนกในพื้นที่เสี่ยง ควบคุมการเคลื่อนย้ายสัตว์ปีก และประสานความร่วมมือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ กระทรวงสาธารณสุข กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และกระทรวงมหาดไทย ดังนั้น ขอให้ผู้บริโภคมั่นใจว่าในเทศกาลตรุษจีนปี 2564 นี้ สินค้าปศุสัตว์นั้นปลอดภัย โดยผู้บริโภคควรใส่ใจเลือกสินค้าปศุสัตว์จากสถานที่จำหน่ายที่ผ่านการรับรองมาตรฐานภายใต้สัญลักษณ์ “ปศุสัตว์ OK” ซึ่งผู้บริโภคตรวจสอบรายชื่อร้านค้าที่เข้าร่วมโครงการได้ที่https://drive.google.com/drive/u/0/folders/1oHKuTT7AlWHr-ay8Q67ulzprf4a3lHA6 และกรมปศุสัตว์ขอแนะนำให้ผู้บริโภคเลือกเนื้อหมู สัตว์ปีกและไข่ จากผู้จำหน่ายที่สะอาดมีการดูแลรักษาความสะอาดสถานที่จำหน่ายเป็นอย่างดี และที่สำคัญต้องมีใบรับรองจากกรมปศุสัตว์ หรือให้สังเกตตราสัญลักษณ์ “ปศุสัตว์ OK” ติดอยู่ ณ สถานที่จำหน่ายทุกครั้ง