สศท.คาดการณ์กระเทียมศรีสะเกษราคาดี ผลผลิตออกตลาดมากสุดมีนาคม #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/552698

สศท.คาดการณ์กระเทียมศรีสะเกษราคาดี ผลผลิตออกตลาดมากสุดมีนาคม

วันจันทร์ ที่ 15 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2564, 06.00 น.

นายนิกร แสงเกตุ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรที่ 11 อุบลราชธานี (สศท.11) สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) เปิดเผยว่า ปัจจุบันจังหวัดศรีสะเกษ เป็นแหล่งผลิตกระเทียมอันดับ 1 ของภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เนื่องจากมีสภาพภูมิอากาศความหนาวเย็น เหมาะเพาะปลูก ลักษณะพื้นที่ปลูกเป็นดินมูลทรายที่เป็นดินตะกอนลุ่มน้ำโบราณลำน้ำมูลและลำน้ำสาขามูล ที่ทับถมมานาน ทำให้ดินอุดมสมบูรณ์สูง ประกอบกับเมื่อผสมกับดินโพนหรือดินจอมปลวกตามภูมิปัญญาของปราชญ์ชาวบ้านจึงทำให้ได้ผลผลิตที่มีคุณภาพ

จากการติดตามสถานการณ์การผลิตกระเทียมของจังหวัดศรีสะเกษ (ข้อมูลพยากรณ์ จนถึงวันที่ 19 มกราคม 2564) คาดว่า ปีเพาะปลูก 2563/64 มีเนื้อที่เพาะปลูก 638 ไร่ เพิ่มขึ้นจากปีที่แล้วที่มี 597 ไร่ (เพิ่มขึ้น 41 ไร่ หรือร้อยละ 7)ผลผลิตรวม 527 ตัน เพิ่มขึ้นจากปีที่แล้วที่มีจำนวน 489 ตัน (เพิ่มขึ้น 38 ตัน หรือร้อยละ 7.77) ผลผลิตต่อเนื้อที่เก็บเกี่ยว826 กิโลกรัม/ไร่ เพิ่มขึ้นจากปีที่แล้วที่มีจำนวน 819 กิโลกรัม/ไร่ (เพิ่มขึ้น 7 กิโลกรัม/ไร่ หรือร้อยละ 0.85) เนื่องจากสภาพภูมิอากาศหนาวเย็น มีน้ำเพียงพอต่อการเจริญเติบโต และไม่มีฝนช่วงใกล้เก็บเกี่ยว ประกอบกับราคาอยู่ในเกณฑ์ดีในปีที่ผ่านมาจูงใจให้เกษตรกรดูแลรักษาผลผลิตมากขึ้น ส่งผลให้ภาพรวมผลผลิตทั้งจังหวัดมีทิศทางเพิ่มขึ้นแต่ไม่มากนัก อย่างไรก็ตาม คาดว่าผลผลิตจะออกสู่ตลาดในช่วงปลายเดือนกุมภาพันธ์ – เมษายน 2564 และจะออกตลาดมากที่สุดเดือนมีนาคม 2564 คิดเป็นร้อยละ 70 ของผลผลิตทั้งหมดในจังหวัด

ด้านต้นทุนการผลิตกระเทียมของจังหวัดศรีสะเกษ เฉลี่ย 25,783 บาท/ไร่ หรือคิดเป็น 31 บาท/กก. เกษตรกรเริ่มเพาะปลูกตั้งแต่ปลายปีที่ผ่านมาช่วงเดือนพฤศจิกายน – ธันวาคม ระยะเวลาเก็บเกี่ยว 70 – 80 วัน ให้ผลผลิตเฉลี่ย 826 กก./ไร่ ได้ผลตอบแทน 90,034 บาท/ไร่ คิดเป็นผลตอบแทนสุทธิเฉลี่ย (กำไร) 64,251 บาท/ไร่หลังจากที่เกษตรกรเก็บเกี่ยวผลผลิตแล้วจะนำกระเทียมมามัดจุกรวมกันและนำไปแขวนตากในโรงเรือนที่มีอากาศถ่ายเทดีไม่โดนฝน น้ำค้าง และแสงแดด ประมาณ7 – 15 วัน ทำให้กระเทียมแห้งสนิทมีคุณภาพดี ด้านราคากระเทียมแห้งมัดจุกปีนี้ คาดว่าปรับตัวสูงขึ้นเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมา (มกราคม 2563) เนื่องจากสภาพอากาศเอื้ออำนวย ผลผลิตมีคุณภาพ ประกอบกับตลาดมีความต้องการต่อเนื่อง หากจำแนกราคา แต่ละขนาด (ราคาณ 19 มกราคม 2564) พบว่ากระเทียมแห้งหัวใหญ่มัดจุกเฉลี่ย 121 บาท/กก. สูงขึ้นจากปีที่ผ่านมาที่มีราคา 110 บาท/กก.กระเทียมแห้งหัวกลางมัดจุกเฉลี่ย 110 บาท/กก. สูงขึ้นจากปีที่ผ่านมาที่มีราคา 100 บาท/กก. และกระเทียมแห้งหัวเล็กมัดจุก เฉลี่ย 96 บาท/กก. สูงขึ้นจากปีที่ผ่านมาที่มีราคา 86 บาท/กก.

สำหรับสถานการณ์ตลาดกระเทียมแห้งมัดจุก พบว่า ผลผลิตส่วนใหญ่ร้อยละ 50จำหน่ายให้พ่อค้าในชุมชน พ่อค้ารายย่อยพ่อค้าเร่ ซึ่งจะมารับซื้อจากเกษตรกรถึงแหล่งผลิต เพื่อนำไปจำหน่ายต่อให้ลูกค้าทั่วไปภายในจังหวัด ผลผลิตร้อยละ 20 ส่งจำหน่ายจังหวัดใกล้เคียง ได้แก่ อุบลราชธานี และยโสธรส่วนจังหวัดอื่น ได้แก่ กรุงเทพมหานคร และชลบุรี ผลผลิตร้อยละ 25 เกษตรกรจะเก็บส่วนหัว และกลีบ ไว้สำหรับทำพันธุ์ในการเพาะปลูกรอบถัดไป ส่วนผลผลิตที่เหลืออีกร้อยละ 5 เกษตรกรจะเก็บไว้บริโภคในครัวเรือน

ผู้อำนวยการ สศท.11 กล่าวเพิ่มเติมว่า กระเทียมศรีสะเกษเป็นพืชเศรษฐกิจที่ได้รับการขึ้นทะเบียนผลิตภัณฑ์สินค้าสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (Geographical Indications:GI) จากกรมทรัพย์สินทางปัญหา เมื่อวันที่ 18มิถุนายน 2563 มีลักษณะเด่นคือ เปลือกนอกสีขาวแกมม่วงเปลือกบาง หัวแน่น กลิ่นฉุน รสเผ็ดร้อน สามารถเก็บไว้ได้นานโดยไม่ฝ่อ ซึ่งกลิ่นและรสชาติมีความโดดเด่นแตกต่างจากสินค้าประเภทเดียวกันที่มาจากแหล่งอื่น อีกทั้ง จังหวัดศรีสะเกษ โดยหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้องได้ส่งเสริมการปลูกกระเทียมในรูปแบบเกษตรแปลงใหญ่ เพื่อให้เกษตรกรมีการรวมกลุ่มทำการผลิตและบริหารจัดการร่วมกัน โดยมีตลาดรองรับที่แน่นอน ลดต้นทุนการผลิต รวมทั้งผลผลิตมีคุณภาพได้มาตรฐาน ผลักดันให้เกิดการสร้างรายได้กับเกษตรกรในจังหวัดอย่างยั่งยืน

อธิบดีกรมชลประทานนำทีมลุยจว.แพร่ ตรวจเยี่ยม 2 โครงการสำคัญลุ่มแม่น้ำยม เดินหน้าฝายแม่ยม-อ่างเก็บน้ำแม่แคม #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/552696

อธิบดีกรมชลประทานนำทีมลุยจว.แพร่ ตรวจเยี่ยม2โครงการสำคัญลุ่มแม่น้ำยม เดินหน้าฝายแม่ยม-อ่างเก็บน้ำแม่แคม

วันจันทร์ ที่ 15 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2564, 06.00 น.

นายประพิศ จันทร์มา อธิบดีกรมชลประทาน ลงพื้นที่ติดตาม 2 โครงการสำคัญ จ.แพร่ ประกอบด้วย โครงการปรับปรุงและเพิ่มประสิทธิภาพหัวงานฝายแม่ยม และโครงการอ่างเก็บน้ำแม่แคมอันเนื่องมาจากพระราชดำริ พร้อมประชุมร่วมกับ นายเสริมชัย เซียวศิริถาวร ผู้อำนวยการสำนักพัฒนาแหล่งน้ำขนาดใหญ่ นายชูชาติ รักจิตรผู้อำนวยการกองพัฒนาแหล่งน้ำขนาดกลางนายวิทยา แก้วมี ผู้อำนวยการกองแผนงานนายเกียรติพงษ์ เพชรศรี เลขานุการกรม และเจ้าหน้าที่ผู้เกี่ยวข้อง เพื่อรับทราบและติดตามความก้าวหน้าในด้านต่างๆ พร้อมมอบแนวทางการดำเนินงาน เพื่อให้ทุกๆ กิจกรรมของทั้ง 2 โครงการ สามารถสำเร็จตรงตามแผนงานที่ได้วางไว้

สำหรับโครงการปรับปรุงและเพิ่มประสิทธิภาพหัวงานฝายแม่ยม ต.บ้านหนุน อ.สอง จ.แพร่ เป็นฝายทดน้ำคอนกรีตที่มีความยาวที่สุดในประเทศไทย โดยก่อสร้างแล้วเสร็จมาตั้งแต่ปี 2516 แต่พบว่าในปี 2554 ฝายมีสภาพเสียหายและไม่สามารถใช้การได้ กรมชลประทานจึงได้มีแผนในการปรับปรุงและเพิ่มประสิทธิภาพให้ฝายแม่ยมผ่าน 8 กิจกรรมหลัก ได้แก่ 1.กิจกรรมเตรียมการเบื้องต้น 2.กิจกรรมควบคุมน้ำระหว่างก่อสร้าง 3.กิจกรรมประตูระบายทราย 4.กิจกรรมปรับปรุงฝาย5.กิจกรรมป้องกันการกัดเซาะและขุดลอกตกแต่งลำน้ำ 6.กิจกรรมป้องกันสวะ 7.กิจกรรมระบบควบคุม 8.กิจกรรมระบบไฟฟ้า

ส่วนก่อสร้างโครงการอ่างเก็บน้ำแม่แคมอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ซึ่งเป็นโครงการที่พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร  ทรงมีพระราชดำริ เมื่อวันที่ 23 ก.พ. 2525 โดยเป็นอ่างเก็บน้ำขนาดกลางความจุ 8,550,000 ลูกบาศก์เมตร มีพื้นที่รับประโยชน์เพื่อการเกษตร 7,500 ไร่  สามารถส่งน้ำเพื่อใช้ในการอุปโภค-บริโภคให้แก่ประชาชนจำนวน 15 หมู่บ้าน3 ตำบล ของ อ.เมืองแพร่ ปัจจุบันความก้าวหน้าของโครงการคืบหน้าไปแล้วกว่าร้อยละ 54.3 คาดว่าจะแล้วเสร็จภายในปี 2564 นี้

กรมฝนหลวงฯ บูรณาการร่วมสนับสนุนเฮลิคอปเตอร์ดับไฟป่าเชียงใหม่ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/552621

กรมฝนหลวงฯ บูรณาการร่วมสนับสนุนเฮลิคอปเตอร์ดับไฟป่าเชียงใหม่

กรมฝนหลวงฯ บูรณาการร่วมสนับสนุนเฮลิคอปเตอร์ดับไฟป่าเชียงใหม่

วันอาทิตย์ ที่ 14 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2564, 22.05 น.

เมื่อวันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2564 นายปนิธิ เสมอวงษ์ รองอธิบดีกรมฝนหลวงและการบินเกษตร ด้านปฏิบัติการ เปิดเผยว่า เมื่อวานนี้ (วันที่ 13 กุมภาพันธ์ 2564) ศูนย์ปฏิบัติการฝนหลวงภาคเหนือตอนบน จังหวัดเชียงใหม่ ได้รับการประสานขอความร่วมมือการสนับสนุนเฮลิคอปเตอร์ จำนวน 1 ลำ ในภารกิจดับไฟป่า ซึ่งเป็นการทำงานลักษณะบูรณาการร่วมกันระหว่างกองบัญชาการควบคุมสถานการณ์ไฟป่าและหมอกควันภาคเหนือ กองทัพภาคที่ 3 , กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และกรมฝนหลวงและการบินเกษตรในภารกิจตักน้ำดับไฟป่าและบรรเทาปัญหาหมอกควัน บริเวณอำเภอฮอด จังหวัดเชียงใหม่ โดยได้ขึ้นบินปฏิบัติการช่วยเหลือระหว่างเวลา 11.00 – 14.00 น.จำนวน 6 เที่ยวบิน สามารถตักน้ำช่วยเหลือได้จำนวน 3,000 ลิตร เพื่อป้องกันและควบคุมไฟป่าไม่ให้ลุกลามไปยังพื้นที่อื่นๆ

อย่างไรก็ตาม ปัญหาหมอกควันและไฟป่ายังคงมีอย่างต่อเนื่อง จึงขอความร่วมมือประชาชนร่วมกันลดการเผาในพื้นที่การเกษตรที่อาจจะก่อให้เกิดปัญหาหมอกควันและไฟป่าได้ต่อไป และกรมฝนหลวงฯ ยังคงติดตามพื้นที่ประสบปัญหาหมอกควันและไฟป่า และหากสภาพอากาศระหว่างวันมีความเหมาะสมต่อการปฏิบัติการฝนหลวง หน่วยปฏิบัติการฝนหลวง จังหวัดเชียงใหม่ จะเร่งช่วยเหลือพื้นที่เป้าหมายบรรเทาปัญหาหมอกควัน จังหวัดเชียงใหม่ เชียงรายและลำปาง

ส่วนอีก 7 หน่วยฯ ทั่วประเทศ ยังคงมีการติดตามสภาพอากาศอย่างต่อเนื่องเช่นกัน ถ้าสภาพอากาศเข้าเงื่อนไขในการปฏิบัติการฝนหลวงก็พร้อมให้การช่วยเหลือพื้นที่การเกษตรที่ขาดแคลนน้ำอุปโภค-บริโภค และอ่างเก็บน้ำขนาดกลาง ที่มีน้ำใช้การน้อยกว่า 30% ต่อไป

กสส.จับมือพอช.ตั้งกก.ขับเคลื่อนสหกรณ์บ้านมั่นคง เสริมอาชีพสร้างชุมชนยั่งยืน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/552112

กสส.จับมือพอช.ตั้งกก.ขับเคลื่อนสหกรณ์บ้านมั่นคง เสริมอาชีพสร้างชุมชนยั่งยืน

วันศุกร์ ที่ 12 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2564, 06.00 น.

กรมส่งเสริมสหกรณ์จับมือสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (พอช.) นำระบบสหกรณ์พัฒนาความมั่นคงให้ชาวบ้านที่อาศัยอยู่ในพื้นที่โครงการบ้านมั่นคง เน้นส่งเสริม
รายได้ให้เพียงพอต่อการดำเนินชีวิต สามารถผ่อนชำระหนี้ค่าบ้านและลดรายจ่ายในครัวเรือน เตรียมตั้งคณะทำงานร่วมกันและทำบันทึกข้อตกลงร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เดินหน้าพัฒนาสหกรณ์บ้านมั่นคงในพื้นที่ 68 จังหวัดทั่วประเทศ

นายวิศิษฐ์ ศรีสุวรรณ์ อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ เปิดเผยว่า กรมได้เตรียมตั้งคณะกรรมการขับเคลื่อนพัฒนาโครงการสหกรณ์บ้านมั่นคง เพื่อช่วยเหลือผู้มีรายได้น้อยให้มีอาชีพเสริมและเชื่อมโยงตลาดเพื่อให้มีรายได้ในครัวเรือนเพิ่มขึ้นภายหลังการประชุมร่วมกับสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (พอช.) ซึ่งพบว่า มีปัญหาในการดำเนินในหลายประเด็น เช่น การประสานงานระหว่างหน่วยงาน การจัดทำบัญชีสหกรณ์ การแบ่งแยกโฉนด เป็นต้น ทำให้สมาชิกสหกรณ์ในพื้นที่โครงการสหกรณ์บ้านมั่นคงที่จัดตั้งในหลายพื้นที่บางพื้นที่ประสบปัญหาการดำเนินงาน ประชาชนมีรายได้ไม่เพียงพอต่อการยังชีพ ส่งผลต่อการชำระหนี้สหกรณ์และคุณภาพชีวิต จึงเห็นว่าควรมีการจัดตั้งคณะกรรมการพัฒนากลไกการทำงานส่วนกลาง และระดับพื้นที่ขึ้น เพื่อช่วยในการขับเคลื่อนการในการพัฒนา/แก้ปัญหาให้ตรงประเด็น ส่งเสริมและพัฒนาให้มีการส่งเสริมอาชีพอย่างจริงจัง เพื่อเพิ่มรายได้ ลดรายจ่ายให้กับสมาชิกสหกรณ์รวมถึงจะมีการร่วมลงนามบันทึกข้อตกลงร่วมกันในหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

ทั้งนี้ ปัจจุบันได้มีการดำเนินโครงการสหกรณ์บ้านมั่นคงตั้งแต่ปี 2548 ทั่วประเทศมีจำนวน 414 แห่ง สมาชิก 46,313 คน ใน 68 จังหวัด พบว่า มีสหกรณ์ที่ยกเลิกแล้ว 12 แห่ง ประสบปัญหาปิดบัญชี 137 แห่ง และสหกรณ์ที่สามารถดำเนินการต่อตามปกติ 265 แห่ง โดยมีปัญหาและอุปสรรคในช่วงที่ผ่านมา อาทิ ปัญหาการการทำบัญชี ปัญหาขาดความเข้าใจด้านการดำเนินงานของสหกรณ์ ทั้งทางด้านกฎหมายและระเบียบที่เกี่ยวข้อง รวมถึงปัญหาเชิงนโยบาย ไม่สอดคล้องกับการแก้ไขปัญหาด้านเศรษฐกิจและวิถีชีวิตชุมชน ซึ่งกรม จะดำเนินการจัดโครงการพัฒนาศักยภาพคณะกรรมการสหกรณ์และผู้ที่เกี่ยวข้องต่อไป

“การจับมือกันครั้งนี้เพื่อร่วมแก้ปัญหาที่ผ่านมา โดยเฉพาะเรื่องการทำระบบบัญชีที่เหมาะสมกับ การดำเนินงานสหกรณ์เคหสถานภายใต้โครงการบ้านมั่นคง การจัดระบบแปลงรวมเพื่อความมั่นคงที่ดิน เนื่องจากเป็นโครงการที่รัฐจัดให้ประชาชนมีที่บ้านอยู่อาศัยตามความจำเป็นเร่งด่วน และในระยะอันใกล้ ก็คาดว่าจะมีอีกหลายชุมชนที่พอช.จะต้องหาที่ดินรองรับ ซึ่งการจะพัฒนาและส่งเสริมอาชีพแก่ผู้ที่อยู่ในกลุ่มของบ้านมั่นคงให้เพิ่มมากขึ้นนั้น ต้องเป็นไปตามความถนัดของสมาชิกและความพร้อมใจของแต่ละสหกรณ์”นายวิศิษฐ์ กล่าว

ส่งออกสินค้าเกษตรไทย-FTA ยังขยายตัวฝ่าโควิด #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/552111

ส่งออกสินค้าเกษตรไทย-FTAยังขยายตัวฝ่าโควิด

วันศุกร์ ที่ 12 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2564, 06.00 น.

นายฉันทานนท์ วรรณเขจร เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยถึงผลกระทบด้านการค้าระหว่างประเทศที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรค ติดเชื้อไวรัสโควิด-19 ในปี 2563 ที่ผ่านมาว่า วิกฤติการแพร่ระบาดดังกล่าวส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจทั่วโลก ซึ่งหากพิจารณาภาพรวมการส่งออกสินค้าเกษตรของไทยไปยังประเทศต่างๆ ทั่วโลก พบว่า ลดลงร้อยละ 3.2 เมื่อเทียบกับปี 2562

อย่างไรก็ตาม หากพิจารณาเฉพาะการค้าระหว่างไทยกับประเทศที่ไทยทำความตกลงการค้าเสรี (Free Trade Area: FTA)ไม่รวมอาเซียน พบว่า การส่งออกสินค้าเกษตรของไทย กลับมีอัตราขยายตัวเพิ่มขึ้นร้อยละ 2.2 คิดเป็นมูลค่า 490,726 ล้านบาท โดยไทยเป็นฝ่ายได้เปรียบดุลการค้าเพิ่มขึ้นร้อยละ 3.7 ตลาดส่งออกที่ขยายตัวมากที่สุด ได้แก่ จีน ฮ่องกง เปรู ชิลี นิวซีแลนด์ ออสเตรเลีย ตามลำดับ สำหรับสินค้าเกษตรที่มีการส่งออกเพิ่มขึ้น เช่น ผลไม้สด มูลค่า 83,576 ล้านบาท เนื้อไก่สด/แช่เย็น/แช่แข็ง มูลค่า 27,789 ล้านบาท มันสำปะหลัง มูลค่า 21,626 ล้านบาทผลไม้แช่แข็ง มูลค่า 6,993 ล้านบาทปลาสด/แช่เย็น/แช่แข็ง มูลค่า 4,358 ล้านบาทและ สุกรสด/แช่เย็น/แช่แข็ง มูลค่า 3,273 ล้านบาท เป็นต้น

ด้านนางเบญจวรรณ ศิริโพธิ์ ผู้เชี่ยวชาญด้านนโยบายเศรษฐกิจการเกษตรระหว่างประเทศ สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร กล่าวเสริมว่า สำหรับการค้าสินค้าเกษตรกับอาเซียน 9 ประเทศ ปี 2563 เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปี 2562 พบว่า การค้าขยายตัวเพิ่มขึ้นเล็กน้อยร้อยละ 0.80 โดยมีมูลค่าการค้ารวม 421,977 ล้านบาทแต่การส่งออกลดลงร้อยละ 5.75 อย่างไรก็ตาม ไทยยังคงได้เปรียบดุลการค้า คิดเป็นมูลค่า 171,334 ล้านบาท โดยไทยส่งออกไปเวียดนามอันดับหนึ่ง รองลงมาคือ มาเลเซีย และ กัมพูชา ตามลำดับ สินค้าเกษตรส่งออกส่วนใหญ่เป็นสินค้า ที่กักเก็บได้และไม่เน่าเสียง่าย ได้แก่ น้ำตาล มูลค่า 47,493 ล้านบาท เครื่องดื่มไม่มีแอลกอฮอล์ อาทิ นมยูเอชที นมถั่วเหลือง มูลค่า 47,103 ล้านบาท ของปรุงแต่ง อาทิ ครีมเทียม ซอสปรุงรส น้ำปลา น้ำมันหอย มูลค่า 25,214 ล้านบาท ยางพาราธรรมชาติ มูลค่า 23,271 ล้านบาท และ สัตว์มีชีวิต อาทิ สุกร มูลค่า 23,102 ล้านบาท

ทั้งนี้ แม้ว่าช่วงครึ่งปีแรกของ ปี 2563 ทั่วโลกต้องเผชิญกับวิกฤติโควิด-19แต่จะเห็นได้ว่า การค้าสินค้าเกษตรไทยในปี 2563 ยังถือว่ามีทิศทางที่ดี และแม้จะมีการระบาดระลอกใหม่ในช่วงที่ผ่านมา แต่ผู้บริโภคเริ่มปรับตัว และหลายประเทศได้ผ่อนคลายความเข้มงวดของมาตรการนำเข้าสินค้ามากขึ้น ตลอดจนความพร้อมของไทยในการควบคุมการแพร่ระบาด จึงทำให้ไทยมีโอกาสและแนวโน้มในการส่งออกเพิ่มขึ้นไปด้วย

สถานีเกษตร-สิ่งแวดล้อม : EEC มั่นคงเรื่องน้ำตลอดกาล? #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/552113

สถานีเกษตร-สิ่งแวดล้อม : EEC มั่นคงเรื่องน้ำตลอดกาล?

วันศุกร์ ที่ 12 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2564, 06.00 น.

สัปดาห์ที่ผ่านมา ได้เขียนถึงการแก้ปัญหาขาดแคลนน้ำในพื้นที่ระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (EEC) ในฤดูแล้งปีที่ผ่านมาประสบผลสำเร็จอย่างน่าพอใจ ทั้งๆ ที่ปริมาณน้ำต้นทุนมีจำนวนจำกัด แต่ก็ผ่านพ้นวิกฤติมาได้ ด้วยการทำงานแบบบูรณาการภายใต้กองอำนวยการน้ำแห่งชาติ(กอนช.)

มาถึงฤดูแล้งปีนี้สถานการณ์น้ำในพื้นที่ EEC เป็นอย่างไร?

ดร.สมเกียรติ ประจำวงษ์ เลขาธิการ สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ(สทนช.) บอกว่า ปริมาณน้ำต้นทุนในภาคตะวันออกปีนี้มีปริมาณน้ำรวม 1,928 ล้านลูกบาศก์เมตร (ลบ.ม.) คิดเป็น 62%มีปริมาณน้ำมากกว่า 303 ล้าน ลบ.ม. ซึ่งเป็นผลมาจากฝนที่ตกลงมากกว่าปีที่แล้ว ประกอบกับหลากหลายมาตรการที่ทุกหน่วยงานได้ดำเนินการร่วมกัน รวมทั้งรัฐบาลยังได้อนุมัติงบกลางเพิ่มประสิทธิภาพแหล่งน้ำต่างๆ เพื่อเพิ่มปริมาณน้ำเก็บกักน้ำในช่วงฤดูฝนปี 2563 ที่ผ่านมารวมทั้งสิ้น 1,451 แห่ง ส่งผลให้ปริมาณน้ำต้นทุนเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องและมากกว่าปีที่ผ่านมา

อย่างไรก็ตามหากพิจารณาถึงความต้องการใช้น้ำในพื้นที่ EEC ในอนาคตนั้น เป็นเรื่องที่ท้าทายความสามารถในการวางแผนแก้ปัญหา ทั้งนี้ ในปัจจุบันมีความต้องการใช้น้ำรวม 2,419 ล้าน ลบ.ม. หรือร้อยละ 58 ของความต้องการใช้น้ำภาคตะวันอออก ในปี 2570 ความต้องการจะเพิ่มขึ้นเป็น 2,888 ล้านลบ.ม. และในปี 2580 ความต้องการจะพุ่งขึ้นถึง 3,089 ล้านลบ.ม.

ในขณะที่ปริมาณน้ำต้นทุนที่หล่อเลี้ยงพื้นที่ EEC ในปัจจุบันมีทั้งสิ้น 2,540 ล้านลบ.ม.ต่อปี โดยเป็นปริมาณน้ำจากอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่และกลาง 1,368 ล้านลบ.ม. จากลุ่มเจ้าพระยา 597 ล้านลบ.ม. จากแม่น้ำปราจีนบุรี-นครนายก 395 ล้านลบ.ม. จากน้ำบาดาล 79 ล้านลบ.ม. ผันจากคลองพระองค์ไชยานุชิต 70 ล้านลบ.ม. และจากลุ่มน้ำบางปะกง 30 ล้านลบ.ม.

ปริมาณน้ำต้นทุนที่มีอยู่มากกว่าความต้องการใช้น้ำในปัจจุบันประมาณ 100 กว่าล้านลบ.ม.เท่านั้น หากไม่หาแหล่งน้ำต้นทุนเพิ่มขึ้น อีกไม่กี่ปีน้ำในพื้นที่ EEC จะขาดแน่นอน

“สทนช. ได้วางแผนในเชิงป้องกัน โดยการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านน้ำเพื่อสร้างความมั่นคงน้ำในเขต EEC ระยะยาวไว้แล้ว” เลขาธิการ สทนช. กล่าวถึงแนวทางในการแก้ปัญหา

ระหว่างปี 2563-2580 จะดำเนินการทั้งหมด 38 โครงการ เน้นการบริหารจัดการน้ำต้นทุนในพื้นที่แหล่งน้ำนอกลุ่มน้ำ แหล่งน้ำผิวดิน น้ำบาดาล รวมถึงพัฒนาน้ำจืดจากน้ำทะเล โดยคำนึงถึงความแปรปรวนของสภาพภูมิอากาศมาใช้ในการพัฒนาโครงการด้วย โดยขณะนี้ได้แล้วเสร็จ 4 โครงการ ได้ปริมาณน้ำเพิ่มขึ้น 46.47 ล้าน ลบ.ม. ปัจจุบันอยู่ระหว่างดำเนินการ 13 โครงการ คาดว่าจะแล้วเสร็จภายในปี 2567 ได้ปริมาณน้ำต้นทุนเพิ่มขึ้นอีก 216.32 ล้าน ลบ.ม. ส่วนที่เหลิือจะดำเนินในระยะต่อๆ ไปจนครบตามแผน

นอกจากนี้ สทนช. ยังได้เร่งจัดทำผังน้ำของลุ่มน้ำบางปะกงขึ้นเพื่อใช้เป็นเครื่องมือในการจัดสรรทรัพยากรน้ำตั้งแต่ต้นน้ำจนถึงปลายน้ำ อย่างเป็นระบบและเป็นธรรม ซึ่งจะช่วยสร้างความมั่นคงในเรื่องน้ำต้นทุนให้พื้นที่ EEC อีกทางหนึ่ง

ฟันธง!!! “EEC จะมีความมั่นคงในเรื่องน้ำอย่างแน่นอน” ดร.สมเกียรติการันตี

รัฐศักดิ์ พลสิงห์

กรมชลฯปรับแผนสู้น้ำเค็มรุกเจ้าพระยา เตรียมรับมือน้ำทะเลหนุน 11-14 ก.พ.นี้ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/552038

กรมชลฯปรับแผนสู้น้ำเค็มรุกเจ้าพระยา เตรียมรับมือน้ำทะเลหนุน11-14ก.พ.นี้

กรมชลฯปรับแผนสู้น้ำเค็มรุกเจ้าพระยา เตรียมรับมือน้ำทะเลหนุน11-14ก.พ.นี้

วันพฤหัสบดี ที่ 11 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2564, 16.19 น.

กรมชลประทาน รับมือสถานการณ์น้ำทะเลหนุนสูงอีกครั้งในช่วงวันที่ 11-14 กุมภาพันธ์ 2564 นี้ พร้อมสั่งการโครงการชลประทานลุ่มเจ้าพระยา เฝ้าระวังสถานการณ์อย่างใกล้ชิด และปฏิบัติตามมาตราการควบคุมค่าความเค็มอย่างเคร่งครัด
นายสัญญา  แสงพุ่มพงษ์ ผู้ตรวจราชการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ รักษาราชการแทนอธิบดีกรมชลประทาน เปิดเผยหลังจากการลงพื้นที่เตรียมความพร้อมรับมือสถานการณ์น้ำทะเลหนุนสูงในช่วงวันที่ 11-14 กุมภาพันธ์ 2564 นี้ ว่า จากสถานการณ์น้ำทะเลหนุนสูงมาตั้งแต่เดือนมกราคมที่ผ่านมา ส่งผลให้เกิดค่าความเค็มเพิ่มขึ้นในลุ่มน้ำเจ้าพระยาอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะที่สถานีสูบน้ำประปาสำแลของการประปานครหลวง(กปน.) มีค่าความเค็มสูงกว่าเกณฑ์วิกฤติ ประกอบในช่วงวันที่ 13 – 14 ก.พ. 64 นี้ จะมีอิทธิพลของลมใต้ทำให้เกิด storm surge ส่งผลให้เเม่น้ำเจ้าพระยาบริเวณปากอ่าวไทยมีระดับน้ำสูงขึ้น

ทั้งนี้ กรมชลประทาน ได้ปรับแผนการระบายน้ำจากเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ ตั้งเเต่วันที่ 10 ก.พ. 64 เพิ่มจากอัตรา   55 ลบ.ม./วินาที เป็น 80 ลบ.ม./วินาที ไปจนถึงเช้าของวันที่ 16 ก.พ. 64 เวลา 06.00 น. หลังจากนั้นลดลงเหลือ   45 ลบ.ม./วินาที  พร้อมกับปรับเพิ่มการระบายน้ำผ่านเขื่อนพระรามหก ตั้งแต่วันที่ 10 ก.พ. 64 จากา 45 ลบ.ม./วินาที เป็น 55 ลบ.ม./วินาที และตั้งเเต่วันที่ 11 ก.พ. 64 เวลา 06.00 น. เป็นต้นไป จะเพิ่มการระบายเป็น 70 ลบ.ม./วินาที ต่อเนื่องไปจนถึงวันที่ 16 ก.พ. 63 เวลา 06.00 น. จากนั้นจะทะยอยลดลงเหลือ 25 ลบ.ม./วินาที โดยไม่ให้กระทบต่อการใช้น้ำในพื้นที่ตอนบน

นอกจากนี้ ยังได้กำชับให้โครงการชลประทานในพื้นที่ลุ่มเจ้าพระยา ปฏิบัติตามมาตรการควบคุมค่าความเค็มที่กำหนดไว้ พร้อมขอความร่วมมือประตูระบายน้ำและสถานีสูบน้ำด้วยไฟฟ้าทุกแห่งที่ตั้งอยู่ริมแม่น้ำเจ้าพระยา ตั้งแต่ท้ายเขื่อนเจ้าพระยาลงมาจนถึงสถานีสูบน้ำสำแล ให้งดการรับน้ำหรือสูบน้ำในระยะนี้ เพื่อให้การควบคุมค่าความเค็มเป็นไปตามเกณฑ์ที่กำหนดและมีประสิทธิภาพ ที่สำคัญขอให้ทุกภาคส่วนร่วมใจกันใช้น้ำอย่างประหยัดให้มากที่สุด โดยเฉพาะชาวเมืองหลวงและปริมณฑลที่ใช้น้ำจาก กปน. เพื่อให้ปริมาณน้ำต้นทุนที่มีอยู่อย่างจำกัดเพียงพอใช้ไปจนถึงต้นฤดูฝนหน้า

แม็คโครจับมือกรมปศุสัตว์สร้างความเชื่อมั่น บริโภคเนื้อสัตว์ปลอดภัยเทศกาลตรุษจีน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/551850

แม็คโครจับมือกรมปศุสัตว์สร้างความเชื่อมั่น บริโภคเนื้อสัตว์ปลอดภัยเทศกาลตรุษจีน

วันพฤหัสบดี ที่ 11 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2564, 06.00 น.

นางศิริพร เดชสิงห์ รองประธานเจ้าหน้าที่บริหาร สายงานการสื่อสารองค์กรกล่าวว่า แม็คโครทำงานร่วมกับกรมปศุสัตว์ในการยกระดับและพัฒนามาตรการคุมเข้ม
ด้านอาหารปลอดภัยเพื่อผู้บริโภคมาต่อเนื่อง โดยในการขอรับรองเครื่องหมายปศุสัตว์ OK สถานประกอบการต้องผ่านหลักเกณฑ์ 4 ข้อของกรมปศุสัตว์ ตั้งแต่สินค้าที่นำมาขายต้องมาจากฟาร์มมาตรฐาน (GAP) เชือดจากโรงฆ่าสัตว์ที่ได้รับใบอนุญาต หรือผลิตจากสถานที่รวบรวมที่ได้รับการรับรอง และตรวจสอบย้อนกลับถึงแหล่งที่มาของสินค้าได้ นอกจากนี้ ยังมีมาตรการเสริม เพิ่มความปลอดภัยขั้นสูงสุดให้ผู้บริโภคมั่นใจด้วย

สำหรับมาตรการตรวจสอบเนื้อสัตว์ปลอดภัยของแม็คโคร ประกอบด้วย 7 มาตรการสำคัญคือ 1.สินค้ากลุ่มเนื้อสัตว์ต้องผ่านมาตรฐานการรับรองฟาร์มเพาะเลี้ยงจากกรมปศุสัตว์ 2.สถานที่ผลิตต้องผ่านการประเมินด้านสุขลักษณะอาหารจากกระทรวงสาธารณสุข 3.สินค้าต้องผ่านการตรวจความปลอดภัยทางจุลินทรีย์และเคมี โดยห้องปฏิบัติการ ISO17025 ซึ่งมีการตรวจสอบลึกระดับ DNA เพื่อเฝ้าระวังสินค้าปลอมปน 4.มีระบบการตรวจสอบย้อนกลับถึงแหล่งที่มา โดยใช้ระบบตรวจสอบย้อนกลับ Makro i-Trace 5.กระบวนการจัดเก็บสินค้าและขนส่งสินค้าที่สะอาด ถูกสุขอนามัยเป็นไปตามมาตรฐานระดับสากล 6.เข้าร่วมในระบบ e-Privilege Permit ของกรมปศุสัตว์ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการควบคุมกระบวนการเคลื่อนย้ายเนื้อสัตว์ ก่อนเข้าจำหน่ายในสาขาแม็คโคร 7.แม็คโครทุกสาขาได้เครื่องหมาย ปศุสัตว์ OK ซึ่งหมายถึงการเป็นสถานที่จัดจำหน่ายที่ผ่านมาตรฐานการควบคุมเรื่องสุขลักษณะที่ดี และความปลอดภัยสินค้าเนื้อสัตว์ อันเป็นไปตามมาตรฐานของกรมปศุสัตว์

เตือนเฝ้าระวังโรคใบจุดสีม่วงในหอมหัวใหญ่ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/551851

เตือนเฝ้าระวังโรคใบจุดสีม่วงในหอมหัวใหญ่

วันพฤหัสบดี ที่ 11 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2564, 06.00 น.

ช่วงนี้มีอากาศเย็นตอนกลางคืนและมีหมอกในตอนเช้า ส่วนตอนกลางวันแดดแรง กรมวิชาการเกษตร แนะเกษตรกรผู้ปลูกหอมหัวใหญ่ หอมแดง หอมแบ่ง และกระเทียม ให้เฝ้าระวังโรคใบจุดสีม่วง ที่สามารถพบได้ในทุกระยะการเจริญเติบโตของพืช อาการเริ่มแรกจะพบแผลจุดเล็กฉ่ำน้ำ รูปร่างกลมหรือรีบนใบ หากแผลแห้งจะเปลี่ยนเป็นจุดแผลสีขาว ต่อมาแผลขยายออกตามความยาวของใบ มีลักษณะเป็นรูปไข่ เนื้อเยื่อยุบตัว แผลมีสีม่วงเข้มหรือสีน้ำตาลอมม่วง ตรงกลางแผลซีดจางกว่าเล็กน้อย มีแถบสีขาวหรือสีเหลืองส้มล้อมรอบแผล กรณีอากาศชื้นจะพบบนแผลมีผงสปอร์สีดำของเชื้อราสาเหตุโรค เมื่อมีหลายแผลขยายต่อกันจะทำให้ใบแห้ง ต้นโทรม ผลผลิตลดลง หากโรคมีการระบาดรุนแรง ใบจะแห้งตายหมด ทำให้ไม่ได้ผลผลิต ถ้าเชื้อราสาเหตุโรคเข้าทำลายที่ส่วนหัว จะทำให้หัวเน่าและเก็บไว้ได้ไม่นาน

ทั้งนี้ ก่อนการปลูกหอมหัวใหญ่ หอมแดง หอมแบ่ง และกระเทียม เกษตรกรควรปรับปรุงดินให้มีสภาพเหมาะสมกับการปลูก โดยการใส่ปูนขาว ปุ๋ยคอก หรือปุ๋ยอินทรีย์ เพื่อปรับสภาพดิน และเลือกใช้หัวพันธุ์ที่มีคุณภาพดีจากแหล่งปลอดโรค จากนั้นให้แช่หัวพันธุ์หรือต้นกล้าพันธุ์ก่อนปลูกด้วยสารป้องกันกำจัดโรคพืชไดฟีโนโคนาโซล
25% อีซี อัตรา 30-40 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร หรือสารไอโพรไดโอน50% ดับเบิ้ลยูพี อัตรา 30-40 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตร แช่นาน 15-20 นาที อีกทั้งในพื้นที่ที่เคยมีการระบาดของโรค เกษตรกรควรเปลี่ยนไปปลูกพืชชนิดอื่นที่ไม่ใช่สกุลหอมและกระเทียมสลับหมุนเวียน

สำหรับในแปลงปลูกหอมหัวใหญ่ หอมแดง หอมแบ่ง และกระเทียมที่มีการระบาดของโรค ให้เกษตรกรหมั่นตรวจทำความสะอาดเก็บเศษซากพืชส่วนที่เป็นโรคนำไปทำลายนอกแปลงปลูก และกำจัดวัชพืชในแปลงและรอบแปลงปลูกอย่างสม่ำเสมอ เพื่อไม่ให้เป็นแหล่งสะสมเชื้อสาเหตุของโรค หากพบโรค ให้เกษตรกรพ่นด้วยสารป้องกันกำจัดโรคพืชไดฟีโนโคนาโซล 25%อีซี อัตรา 20 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร หรือสารไอโพรไดโอน 50% ดับเบิลยูพี อัตรา 20-30 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตร หรือสารโพรคลอราซ 50% ดับเบิลยูพี อัตรา 20 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตร โดยให้พ่นสารชนิดใดชนิดหนึ่ง หากโรคยังคงระบาดควรพ่นซ้ำทุก 5-7 วัน แต่ไม่ควรเกิน 4 ครั้ง และให้สลับพ่นด้วยสารแมนโคเซบ80% ดับเบิลยูพี อัตรา 40-50 กรัมต่อน้ำ20 ลิตร เพื่อป้องกันการดื้อยาของเชื้อสาเหตุโรค

ซอกแซกอาเซียน : 11 กุมภาพันธ์ 2564 #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/551852

ซอกแซกอาเซียน : 11 กุมภาพันธ์ 2564

วันพฤหัสบดี ที่ 11 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2564, 06.00 น.

เรื่องสุดท้ายเกี่ยวกับการออกกฎหมายเพื่อควบคุมพันธุ์ข้าว ที่ผมต้องช่วยทำความเข้าใจ คือ การที่มีผู้คัดค้านให้ความเห็นต่อการมีกฎหมายดังกล่าวว่า มีเจตนาแอบแฝงหรือเป็นการสมคบคิดในอันที่จะเอื้อประโยชน์ให้แก่บริษัทหรือพ่อค้าเมล็ดพันธุ์ข้าวรายใหญ่เพื่อผูกขาดการจำหน่ายในประเทศไทย ประเด็นนี้ถือเป็นการกล่าวหาที่ค่อนข้างรุนแรง และดูเหมือนจะมองโลกในแง่ร้ายสักหน่อย

ที่ผมต้องนำเรื่องนี้มาพูดอีกครั้งหนึ่ง ก็เพราะข้อกล่าวหาข้างต้น เท่าที่ทราบยังไม่มีการอธิบายชี้แจงในที่สาธารณะจากคณะผู้ยกร่าง รวมทั้งจากบรรดาเจ้าหน้าที่ผู้เกี่ยวข้องแต่ประการใด ผมเดาเอาว่า การที่ผู้คัดค้านกล่าวหาเช่นนั้น เบื้องต้นอาจเนื่องจากความเข้าใจผิดๆ คิดว่าธุรกิจพันธุ์ข้าว หรือการค้าขายเมล็ดพันธุ์ข้าวในประเทศไทย คงจะเป็นธุรกิจที่ทำเงินรายได้มหาศาล โดยมองผลกำไรที่อู้ฟู่จากผู้ที่ทำการค้าขายพันธุ์พืช พันธุ์สัตว์ประเภทต่างๆ เช่น เมล็ดพันธุ์ข้าวโพด พันธุ์ไม้ผล พันธุ์ผัก พันธุ์เป็ด พันธุ์ไก่ พันธุ์สุกร แต่ความเป็นจริงกำไรงามที่กล่าวกลับเป็นเรื่องที่ตรงกันข้ามในแง่ของพันธุ์ข้าว เนื่องจากพันธุ์ข้าวหรือเมล็ดพันธุ์ข้าวในปัจจุบันราคาขายถูกมาก เพราะถ้าขายแพง คงจะไม่มีชาวนาซื้อไปใช้ เนื่องจากสามารถเก็บเมล็ดพันธุ์ตัวเองไว้ใช้ปลูกต่อๆ กันไปได้

ทุกวันนี้จึงหาเอกชนลงทุนผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวจำหน่ายได้ยาก เพราะทำแล้วแทบไม่มีกำไร ในส่วนที่กรมการข้าวผลิตอยู่และจำหน่ายให้ชาวนานั้น บอกตรงๆ ว่าถ้าคิดรวมต้นทุนทุกอย่างแล้ว เป็นราคาขายที่ขาดทุนครับ ทั้งๆ ที่ตลอดมา กรมการข้าวต้องการให้เอกชนมาร่วมผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวให้เพียงพอกับความต้องการใช้ปลูกทั้งประเทศ แต่กระนั้นยังหาแทบไม่ได้ แล้วอย่างนี้ยิ่งถ้ามีการควบคุมพันธุ์ข้าว มันจะช่วยให้เอกชนหรือนายทุนยักษ์ใหญ่ผูกขาดตลาดพันธุ์ข้าวได้อย่างไรผมยังนึกไม่ออก ส่วนที่บอกว่าจะมีการบังคับให้ชาวนาซื้อเมล็ดพันธุ์ใหม่ทุกปี (ห้ามใช้เมล็ดพันธุ์เก็บเอง) นั้นขอย้ำอีกครั้งว่าถ้าเกิดจากความสับสนเข้าใจผิดระหว่างคำว่าพันธุ์กับเมล็ดพันธุ์ก็แล้วไป แต่ถ้าไม่ใช่ ก็ถือว่าเป็นการสร้างเฟคนิวส์หรือข่าวปลอมครับ

เอาล่ะ ถึงแม้ว่าในอนาคตการขายพันธุ์หรือเมล็ดพันธุ์ข้าว อาจกลายเป็นธุรกิจที่ทำเงินได้มหาศาลเหมือนพันธุ์พืชพันธุ์สัตว์อื่นๆ ก็เถอะ การเสนอให้มีการควบคุมโดยต้องใช้เฉพาะพันธุ์ข้าวที่ได้มาตรฐานผ่านการรับรองพันธุ์ข้าวแล้วเท่านั้น ก็ยังมองไม่ออกว่าจะไปช่วยเอื้อประโยชน์แก่นายทุนยักษ์ใหญ่ได้อย่างใร เนื่องจากหากมองในด้านอุปสงค์ สิทธิในการเลือกพันธุ์ข้าวปลูก ก็ยังเป็นของชาวนาโดยแท้ ไม่มีใครไปบังคับได้ และถ้ามองทางด้านอุปทาน พันธ์ุข้าวที่ผ่านการรับรองแล้วปัจจุบันมีเป็นร้อยๆ พันธุ์ กรมการข้าวต้องขายหัวเชื้อพันธุ์ข้าวให้แก่ผู้มาซื้อทุกคน เพื่อนำไปผลิตเมล็ดพันธุ์ขายอีกต่อหนึ่ง แข่งกันทำตลาดกันเอาเอง ก็ไม่เห็นว่ากฎหมายฉบับนี้จะไปเข้าข้างใครหรือไม่เข้าข้างใคร ในทางตรงกันข้าม การที่ไม่มีกฎหมายควบคุมพันธุ์ข้าวเลย ใครจะผลิตพันธุ์ข้าวใดจำหน่ายเป็นเมล็ดพันธุ์ก็ได้ มันน่าจะเป็นการเอื้อต่อการผูกขาดตลาดได้มากกว่าเสียอีก เพราะเมื่อเอกชนหรือใครก็ตามวิจัยพัฒนาพันธุ์ข้าวได้เอง ย่อมสามารถนำไปผลิตเมล็ดพันธุ์จำหน่ายให้ชาวนานำไปปลูกได้ทันที ได้มาตรฐานหรือเปล่าก็ไม่รู้ เอกชนที่มีทุนมากก็ย่อมได้เปรียบไม่ใช่หรือ และที่เป็นจริงอยู่ในทุกวันนี้เพื่อลดต้นทุนมีการใช้วิธีรวบรวมพันธุ์ข้าวจากชาวนาทั่วๆ ไป เพียงแต่ไปเสาะหาแปลงพันธุ์ข้าวจากแหล่งปลูกใหญ่ๆ หรือแม้กระทั่งลักลอบนำเอาพันธุ์ข้าวจากประเทศเพื่อนบ้านเข้ามาตั้งชื่อใหม่ ผลิตเมล็ดพันธุ์และบรรจุกระสอบขาย สามารถทำกันอย่างเสรีและง่ายดาย ในท้องตลาดจึงมีชื่อพันธุ์ข้าวแปลกๆ ใหม่ๆ ที่โฆษณาอวดอ้างว่าคุณภาพดี ผลผลิตสูง หลอกลวงให้ชาวนาหลงซื้อไปปลูก เสี่ยงที่จะเกิดความเสียหายต่อพันธ์ุข้าวไทยอย่างประเมินค่ามิได้ ผมว่าปล่อยไปแบบนี้แหละ น่าจะเป็นการเอื้อประโยชน์ต่อนายทุนยักษ์ใหญ่อย่างแท้จริง

สุดท้าย ถ้าจะบอกว่าการบังคับให้ต้องรับรองพันธุ์ข้าวก่อน อาจมีการเลือกปฏิบัติเข้าข้างบริษัทยักษ์ใหญ่ ก็ไม่น่าจะเป็นไปได้อีก เนื่องจากคณะกรรมการรับรองพันธุ์ข้าว ประกอบด้วยนักวิชาการ ผู้ทรงคุณวุฒิ และมีตัวแทนจากกระทรวงพาณิชย์ สมาคมผู้ส่งออกข้าว สมาคมโรงสี รวมทั้งชาวนา ซึ่งก็คงยากมากทีเดียวที่กรมการข้าวจะไปชี้นำท่านเหล่านี้ได้ จริงไหมครับ

ชาญพิทยา ฉิมพาลี

chanpithya@apterr.org