เกษตรกรภาคอีสานเฮ! รับมอบโค-กระบือ ณ วัดป่าสตึกพัฒนาและพุทธอุทยานอาณาจักรหลวงปู่ทวด #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/553093

เกษตรกรภาคอีสานเฮ! รับมอบโค-กระบือ ณ วัดป่าสตึกพัฒนาและพุทธอุทยานอาณาจักรหลวงปู่ทวด

เกษตรกรภาคอีสานเฮ! รับมอบโค-กระบือ ณ วัดป่าสตึกพัฒนาและพุทธอุทยานอาณาจักรหลวงปู่ทวด

วันอังคาร ที่ 16 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2564, 14.36 น.

เกษตรกรภาคอีสานเฮ!! ได้รับมอบโค-กระบือ จากบริษัทเมืองเศรษฐกิจพอเพียง จำกัด และคณะ ณ วัดป่าสตึกพัฒนาและพุทธอุทยานอาณาจักรหลวงปู่ทวด 

บริษัทเมืองเศรษฐกิจพอเพียง จำกัดและคณะปวงชนชาวไทยเพื่อชาติ ศาสน์ กษัตริย์ จัดพิธีส่งมอบโค-กระบือ ให้กับเกษตรกร จำนวน 39 ตัว ณ วัดป่าสตึกพัฒนา อำเภอสตึก จังหวัดบุรีรัมย์ ในวันเสาร์ที่ 13 กุมภาพันธ์ 2564 และร่วมกับมูลนิธิศิษย์หลวงพ่อทวด (เขาใหญ่) และสมาคมการท่องเที่ยวเขาใหญ่ จัดพิธีส่งมอบโค-กระบือ ให้กับเกษตรกรให้กับเกษตรกร จำนวน 30 ตัว ณ พุทธอุทยานอาณาจักรหลวงปู่ทวด(เขาใหญ่) ตำบลหมูสี อำเภอปากช่อง จังหวัดนครราชสีมา วันอาทิตย์ที่ 14 กุมภาพันธ์ 2564 เวลา 9.30 -15.00 น. โดยมีนาวาอากาศเอก(พิเศษ) คัมภีร์ คัมภีรญาณนนท์ ประธานกรรมการบริหารบริษัทเมืองเศรษฐกิจพอเพียง จำกัด เป็นประธานในพิธี เพื่อถวายเป็นพระราชกุศลแด่ พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว

ในโอกาสวันที่ 14 กุมภาพันธ์ ตรงกับวันแห่งความรักพอดี กิจกรรมที่จัดขึ้นได้มอบความรักโดยการเป็นผู้ให้ การให้ไม่มีวันสิ้นสุดเสมอ เท่าที่กำลังจะทำได้ ไม่ว่าจะเป็นกำลังกาย กำลังใจ และกำลังทรัพย์ เพื่อส่งต่อให้ผู้รับได้มีความสุข โดยมีนาวาอากาศเอก(พิเศษ) คัมภีร์ คัมภีรญาณนนท์ ประธานกรรมการบริหารบริษัทเมืองเศรษฐกิจพอเพียง จำกัด เป็นประธานในพิธี ได้รับเกียรติจาก คุณภาวนา ประจิตต์ ผู้อำนวยการ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยสำนักงานนครราชสีมา มาร่วมในพิธี , คุณธีรเดช เมฆดาราประธานที่ปรึกษามูลนิธิศิษย์หลวงพ่อทวดเขาใหญ่ ในนามมูลนิธิศิษย์หลวงพ่อทวดเอื้อเฟื้อสถานที่ในการจัดงาน บริเวณพุทธอุทยานอาณาจักรหลวงปู่ทวด (เขาใหญ่) มีหลวงพ่อทวดตั้งอยู่ภายใน เป็นองค์ที่ใหญ่ที่สุดในโลก สีทองเหลืองอร่าม มีความสูง 111 เมตร ตั้งโดดเด่นอยู่ท่ามกลางภูเขาและธรรมชาติอันสวยงาม , คุณพันชนะ วัฒนเสถียร นายกสมาคมการท่องเที่ยวเขาใหญ่ร่วมกับสมาชิกสมาคมฯ และคุณวิโรจน์ อรุณพันธ์ ประธานชมรมผู้ประกอบการร้านอาหารปากช่อง-เขาใหญ่ร่วมกับสมาชิกชมรมฯ ร่วมกันออกโรงทาน เห็นได้ว่ากิจกรรมในวันนี้ได้สะท้อนถึงความร่วมแรงร่วมใจของชาวเขาใหญ่เป็นอย่างมาก

ในงานนี้เป็นการร่วมบุญกันส่งมอบโค -กระบือ ทั้งหมดจำนวน 30 ตัว แบ่งเป็น มอบชีวิตโค-กระบือให้กับเกษตรกรทั้งจากจังหวัดนครราชสีมาและจังหวัดใกล้เคียงในภาคอีสาน จำนวน 20 ตัว และมีการจับสลากมอบโค-กระบือเป็นของขวัญให้แก่เกษตรกรในอำเภอปากช่อง จำนวน 10 ตัว ผู้โชดดีที่ได้รับการจับสลาก ดังนี้ 1.นางรำพึง โพลงเงิน ต.ปากช่อง 2.น.ส.ประเทือง ทวนพรมราช ต.หมูสี 3.นายวิญญาณ ฌานวิปัสสนา ต.ปากช่อง 4.น.ส.สุธนี เฮ้าจันทึก ต.ขนงพระ 5.นายบถญทัน สังข์ทอง ต.หมูสี 6.นายโคด แจ้งกลีบ ต.ขนงพระ 7.นายอานนท์ สุภาษิต ต.หมูสี 8.นายจรัญ หวังก่อกลาง ต.หนองสาหร่าย 9.น.ส.ฆริกาภูรณียา ขจรประวีณ์ ต.วังไทร 10.นายนันทวุฒิ พยัคศรี ต.หมูสี นอกจากนี้บริษัทเมืองเศรษฐกิจพอเพียง จำกัดได้ส่งมอบอุปกรณ์ทางการแพทย์ ( หน้ากากอนามัย SKY MED ) ให้กับโรงพยาบาลปากช่องนานา อ.ปากช่องอีกด้วย

กิจกรรมภายในงานเริ่มด้วย พิธีสงฆ์ , นิมนต์พระสงฆ์เจริญพุทธมนต์แก่โค-กระบือ , ประธานคล้องพวงมาลัยให้โค-กระบือ การแสดงชุดรำถวาย จากโรงเรียนปากช่องวิทยา อ.ปากช่อง , การแสดงฟ้อนเอิ้นขวัญ จากโรงเรียนบ้านท่าช้าง อ.ปากช่อง , การแสดงเซิ้งกระโป๋ จากโรงเรียนบ้านท่าช้าง , การแสดงเพลงโคราช จากอดีตนายกสมาคมหมอเพลงโคราชและคณะ ในโอกาสนี้ทางประธานผู้จัดงานและคณะได้มอบเงินจำนวนหนึ่งให้กับนักแสดงทุกการแสดง และการแสดงที่สร้างความประทับใจ ชื่นชมในความสามารถให้กับผู้ชมมากที่สุด คือ การแสดงดนตรีของนักเรียนผู้พิการทางสายตา จากโรงเรียนสอนคนตาบอดมกุฏคีรีวัน(เขาใหญ่) อ.ปากช่อง ถึงแม้เด็กนักเรียนเหล่านี้จะมองไม่เห็น ก็ไม่ได้เป็นอุปสรรคกับการฝึกซ้อมเล่นดนตรีแต่อย่างใด ประธานผู้จัดงานและคณะเห็นถึงความสามารถ จึงได้มอบทุนการศึกษาและทุนสำหรับการฝึกซ้อมวงต่อไป เป็นจำนวนเงิน 55,000 บาท นอกจากนี้มีผู้ใหญ่ใจดีสมทบเพิ่มอีก คือ มูลนิธิศิษย์หลวงพ่อทวดเขาใหญ่ 5,000 บาท , คุณชดา บูรณพิมพ์และคณะสื่อมวลชนจากกรุงเทพมหานคร 6,000 บาท , คุณพันชนะ วัฒนเสถียร นายกสมาคมการท่องเที่ยวเขาใหญ่ 1,000 บาท และ ผู้แทนบริษัทTrekking and Organize (Thailand) สมทบให้เป็นทุนการศึกษาเพิ่มอีก 800 บาท งานนี้อิ่มบุญกันไปถ้วนหน้าทุกคน

ไตรมาส 4/2563 ไทยส่งออกเนื้อโคฉลุย #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/552938

ไตรมาส4/2563ไทยส่งออกเนื้อโคฉลุย

วันอังคาร ที่ 16 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2564, 06.00 น.

Beef Board รายงานตัวเลขสินค้าโคเนื้อและผลิตภัณฑ์ ประจำไตรมาสที่ 4/2563 เดือนธันวาคม พบไทยยังคงสามารถส่งออกเนื้อโคและโคมีชีวิตได้อย่างต่อเนื่อง

นายระพีภัทร์ จันทรศรีวงศ์ รองปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการนโยบายพัฒนาโคเนื้อ-กระบือ และผลิตภัณฑ์แห่งชาติ (Beef Board) โดยที่ประชุมได้มีการรายงานสินค้าโคเนื้อและผลิตภัณฑ์ ประจำไตรมาสที่ 4/2563 เดือนธันวาคม แบ่งเป็น ด้านการผลิตมีการผลิตโคเนื้อ ในช่วงเดือนตุลาคม – ธันวาคม 2563 จำนวน 0.291 ล้านตัว เป็นเนื้อโค 48.95 พันตัน (ในปี 2563 มีเนื้อโค 206.15 พันตันต่อปี) การนำเข้าพ่อ-แม่พันธุ์ในช่วงเดือนตุลาคม-ธันวาคม 2563 จำนวน 1,000 ตัว (แม่พันธุ์ 915 ตัวพ่อพันธุ์ 85 ตัว และน้ำเชื้อ 127,491 โดส) มีจังหวัดที่เป็นแหล่งผลิตโคเนื้อที่สำคัญ ได้แก่ นครราชสีมา สุรินทร์ อุบลราชธานี ศรีสะเกษ และบุรีรัมย์ ด้านการตลาด ตลาดส่งออกโคมีชีวิตไปประเทศเพื่อนบ้าน เช่น ลาว เวียดนาม ยังคงมีความต้องการต่อเนื่อง และการส่งออกเนื้อโค แบ่งเป็น เนื้อโคสด ไปยังเมียนมา 53% กัมพูชา 35% ลาว 12% และเนื้อโคแปรรูปไปยังญี่ปุ่น 100%

สำหรับการนำเข้าเนื้อโคของไทยส่วนใหญ่นำเข้าจากออสเตรเลีย เพื่อบริโภคและเป็นวัตถุดิบแปรรูปส่งออก ปริมาณการส่งออก-นำเข้าเนื้อและโคของไทย ในปี 2563 มีการนำเข้าโคมีชีวิตจากเมียนมา 96% และส่งออกไปประเทศสาธารณรัฐประชาชนลาว 63% ทั้งนี้ ตลาดโคเนื้อไตรมาส 4/63 ราคาโคมีชีวิตที่เกษตรกรขายได้เฉลี่ยกิโลกรัมละ93.10 บาท เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีที่แล้วร้อยละ 0.05 และเพิ่มขึ้นจากไตรมาส 3/63 ร้อยละ 0.27

นอกจากนี้ ที่ประชุมยังได้รายงานความคืบหน้าการดำเนินงานในด้านต่างๆ ได้แก่ 1) ความก้าวหน้าระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการพัฒนาโคเนื้อ กระบือและผลิตภัณฑ์ พ.ศ. 25… 2) คำสั่งแต่งตั้งคณะอนุกรรมการขับเคลื่อนนโยบายพัฒนาโคเนื้อ-กระบือ และผลิตภัณฑ์แห่งชาติ 3) การบรรจุแผนการผลิตและการตลาดโคเนื้อ เข้าไปอยู่ในแผนการพัฒนาของ EEC 4) สรุปการขับเคลื่อนโครงการส่งเสริมการเลี้ยงโคเนื้อ กระบือ ภายใต้ยุทธศาสตร์โคเนื้อ-กระบือ กรมปศุสัตว์ 5) การใช้มาตรการปกป้องจากการนำเข้าสินค้าที่เพิ่มขึ้น และมาตรการตอบโต้การทุ่มตลาด เพื่อช่วยบรรเทาผลกระทบจากการเปิดตลาดการค้าเสรี (FTA) 6) ความก้าวหน้าโครงการส่งเสริมการเลี้ยงโคเนื้อที่ขอรับการสนับสนุนเงินกู้จากกองทุน FTA และ 7) ความก้าวหน้าการดำเนินงานโครงการส่งเสริมการเลี้ยงสัตว์และกิจการที่เกี่ยวเนื่อง (MOU)

กรมส่งเสริมการเกษตรแจงข้อเท็จจริง ราคาผลผลิตลำไยตกต่ำที่จันทบุรี #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/552943

กรมส่งเสริมการเกษตรแจงข้อเท็จจริง ราคาผลผลิตลำไยตกต่ำที่จันทบุรี

วันอังคาร ที่ 16 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2564, 06.00 น.

กรมส่งเสริมการเกษตร ชี้แจงกรณีที่มีสำนักข่าวบางแห่งได้นำเสนอข่าวเกี่ยวกับประเด็น ราคาลำไยจังหวัดจันทบุรีตกต่ำลงอย่างต่อเนื่องโดยไม่ทราบสาเหตุ ขณะที่คนงานจากล้งรับซื้อผลไม้เข้ามาเก็บลำไยตามสวนต่างๆ โดยเก็บไปเฉพาะลูกที่มีขนาดใหญ่ ผิวสวย ส่วนผลที่มีขนาดเล็ก และกลาง จะปล่อยทิ้งไว้ในสวน จนต้องพากันเก็บผลผลิตที่เหลือเอง และเกษตรกรชาวสวนต้องเก็บลำไยสภาพดีออกขายเป็นลำไยร่วง ณ จุดรับซื้อลำไยร่วงของพ่อค้ารายย่อย บริเวณริมถนนทั่วไปในพื้นที่อำเภอโป่งน้ำร้อน จังหวัดจันทบุรี ซึ่งการรับซื้อดังกล่าวทำให้ราคาลำไยตกต่ำเหลือกิโลกรัมละ 6 บาท นั้น

นายเข้มแข็ง ยุติธรรมดำรง อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร ได้รับแจ้งจากนางปัทมา นามวงษ์ เกษตรจังหวัดจันทบุรีว่าสำนักงานเกษตรจังหวัดจันทบุรีลงพื้นที่ เพื่อตรวจสอบข้อเท็จจริงในพื้นที่อำเภอโป่งน้ำร้อน ร่วมกับเจ้าหน้าที่สำนักงานเกษตรอำเภอโป่งน้ำร้อน ผู้นำท้องถิ่น และเกษตรกรผู้ผลิตลำไยในพื้นที่ พบว่า สถานการณ์การผลิตลำไยในพื้นที่จังหวัดจันทบุรี ขณะนี้มีการเก็บเกี่ยวผลผลิตไปแล้วประมาณ 160,716 ตันคิดเป็นร้อยละ 83.19 และมีผลผลิตคงเหลือประมาณ 32,475 ตัน คิดเป็นร้อยละ 16.81 ส่วนสถานที่/จุดรับซื้อผลผลิตตามที่เป็นข่าวเป็นจุดรับซื้อผลผลิตตกเกรด ซึ่งจะซื้อผลผลิตไปเพื่อส่งผู้ประกอบการแปรรูป ตั้งอยู่ที่ตำบลสะตอน อำเภอสอยดาว จังหวัดจันทบุรี ซึ่งไม่ใช่ผู้รับซื้อผลผลิตในอำเภอโป่งน้ำร้อน จังหวัดจันทบุรี

นอกจากนี้ เกษตรกรชาวสวนลำไยส่วนใหญ่ได้ทำการเก็บเกี่ยวลำไยเสร็จสิ้นเรียบร้อยแล้ว มีเพียงส่วนน้อยที่ยังมีผลผลิตตกค้างอยู่ในช่วงนี้ และผลผลิตดังกล่าวจะเป็นผลผลิตที่มีขนาดผลเล็ก ผิวไม่สวย มีการรับซื้อผลผลิต (ลูกร่วงขนาดเล็ก) ไปขายต่อในราคา 6 บาทต่อกิโลกรัม และราคารับซื้อผลร่วง(ลูกร่วงขนาดผลใหญ่) ราคาประมาณ 10 บาทต่อกิโลกรัม ซึ่งจังหวัดจันทบุรีได้ดำเนินแก้ไขและช่วยเหลือเกษตรกรในเบื้องต้นแล้ว ดังนี้ 1.ส่งเสริมให้เกษตรกรจำหน่ายผลผลิตโดยตรงให้กับผู้บริโภคภายในประเทศ เช่น การทำการตลาดออนไลน์ การนำผลผลิตไปจำหน่ายยังสถานที่ต่างๆ เช่น อ.ต.ก. ห้างสรรพสินค้า ศูนย์ราชการต่างๆ 2.ส่งเสริมให้มีการแปรรูปผลผลิตที่เกรดไม่ได้คุณภาพ หรือตกเกรด เพื่อไม่ให้สินค้าดังกล่าวปะปนหรือทำลายตลาด3. ส่งเสริมให้เกษตรกรมีการพักต้นลำไย หรือแบ่งพื้นที่เพื่อทำการราดสาร จะทำให้ผลผลิตกระจายตัว พร้อมทั้งส่งเสริมการปลูกพืชอื่นเป็นพืชเสริมในสวนลำไย เช่น การปลูกพริก การปลูกมะเขือ และการปลูกกระวาน เป็นต้น 4.กรณีสวนที่มีขนาดเล็กให้ทำการเก็บเกี่ยวผลผลิตลำไยโดยใช้แรงงานในครัวเรือน และเพื่อนบ้านช่วยในการเก็บเกี่ยว แล้วนำผลผลิตที่เก็บได้ไปส่งสถานประกอบการรับซื้อผลผลิต (ล้ง) เนื่องจากขณะนี้ในพื้นที่ประสบปัญหาการขาดแคลนแรงงานจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรค COVID-19

ดัน ‘กัญชง’ ขึ้นแท่นพืชเศรษฐกิจ สร้างมูลค่าเพิ่มในอุตสาหกรรมโคนมของประเทศ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/552945

ดัน‘กัญชง’ขึ้นแท่นพืชเศรษฐกิจ สร้างมูลค่าเพิ่มในอุตสาหกรรมโคนมของประเทศ

ดัน‘กัญชง’ขึ้นแท่นพืชเศรษฐกิจ สร้างมูลค่าเพิ่มในอุตสาหกรรมโคนมของประเทศ

วันอังคาร ที่ 16 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2564, 06.00 น.

นายสุชาติ จริยาเลิศศักดิ์ รองผู้อำนวยการทำการแทนผู้อำนวยการองค์การส่งเสริมกิจการโคนมแห่งประเทศไทย (อ.ส.ค.) กล่าวหลังงานแถลงข่าวโครงการวิจัยศึกษาการใช้ประโยชน์จากพืชกัญชงเป็นแหล่งอาหารโคนมว่า จากที่มีการอนุญาต หรือปลดล็อก “กัญชง” ให้ทุกภาคส่วนทั้งเกษตรกร ภาครัฐและเอกชน ประชาชนสามารถขออนุญาตและนำกัญชงไปใช้ในทางการค้า การแพทย์ การศึกษาวิจัย พัฒนาและการผลิตเมล็ดพันธุ์รับรองได้นั้น อ.ส.ค.ได้เล็งเห็นถึงความสำคัญและสนใจในการนำทุกส่วนของกัญชงและของเหลือจากการเก็บเกี่ยวหรือการแปรรูปกัญชงมาศึกษาวิจัยและพัฒนา เพื่อเพิ่มมูลค่าในการผลิตเป็นวัตถุดิบอาหารสัตว์ โดยเฉพาะส่วนของกากเมล็ดกัญชงหลังจากที่บีบสกัดน้ำมันออกไปแล้ว จากการรายงานวิจัยพบว่ามีคุณค่าโภชนาการที่สูงได้แก่ โปรตีนและพลังงาน โดยมีคุณค่าใกล้เคียงเทียบเท่ากากถั่วชนิดต่างๆที่นำมาใช้เป็นวัตถุดิบอาหารสัตว์ซึ่งนำเข้ามาจากต่างประเทศเพื่อใช้ในอุตสาหกรรมอาหารสัตว์ของประเทศไทย ดังนั้น อ.ส.ค.จึงได้จับมือกับองค์การอาหารและยา (อย.) และพันธมิตรอีก 3 หน่วยงาน ได้แก่ วิสาหกิจชุมชนพันธุ์บุรีรัมย์ มหาวิทยาลัยแม่โจ้ และมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ภายใต้โครงการความร่วมมือทางวิชาการในการศึกษาวิจัยการใช้ประโยชน์จากส่วนต่างๆของกัญชงเป็นอาหารโคนมในเดือนตุลาคม 2563 ที่ผ่านมา ซึ่งขณะนี้โครงการดังกล่าวมีความคืบหน้าเป็นอย่างมาก

สำหรับวัตถุประสงค์และขอบเขตความร่วมมือ เพื่อรองรับโครงการศึกษาวิจัยด้านการใช้ประโยชน์จากพืชกัญชง ได้แก่ เมล็ด ใบ ลำต้น ราก กากเมล็ด น้ำมันจากเมล็ด น้ำมันจากดอก และส่วนอื่นๆ ของลำต้นกัญชง หรือส่วนที่แปรรูปจากพืชกัญชงในการเป็นอาหารโคนมคุณภาพ โดยร่วมกันศึกษาวิจัยและพัฒนารูปแบบการจัดการองค์ความรู้ในการใช้ประโยชน์จากพืชกัญชงในรูปแบบต่างๆ เช่น การผลิตน้ำนมกัญชง การผลิตอาหารเสริมสำหรับโคนม เป็นต้น ตลอดจนร่วมกันถ่ายทอดองค์ความรู้ที่ได้จากงานวิจัยไปยังเกษตรกรผู้มีความสนใจ ซึ่งการลงนามความร่วมมือดังกล่าว อ.ส.ค. ยังได้ประสานองค์ความรู้จากหน่วยงานพันธมิตร เช่น มหาวิทยาลัยแม่โจ้ ด้านสายพันธุ์กัญชงและฝึกอบรมให้ความรู้เกี่ยวกับกัญชงให้กับบุคลากรของ อ.ส.ค. มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์โดยภาควิชาสัตวบาลได้ร่วมเป็นที่ปรึกษาในโครงการวิจัยต่างๆ ซึ่งถือเป็นการสร้างองค์ความรู้ใหม่ในวงการปศุสัตว์ ที่จะมีกากเมล็ดกัญชงและส่วนอื่นๆของกัญชงไปเป็นวัตถุดิบอาหารสัตว์ โดยมุ่งหวังที่จะนำงานวิจัยไปผลักดันให้มีการพิจารณาอนุญาตใช้ในอาหารสัตว์ต่อไป

ด้านภญ.สุภัทรา บุญเสริม รองเลขาธิการ คณะกรรมการอาหารและยา กล่าวว่า ทางองค์การอาหารและยา (อย.) คาดว่า เมื่อมีการเพาะปลูกกัญชงเพิ่มขึ้นในประเทศไทย จะสามารถผลักดันให้มีของเหลือจากอุตสาหกรรมการแปรรูปกัญชงมากยิ่งขึ้น และเป็นโอกาสที่ดีในการนำมาสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับอุตสาหกรรมอาหารสัตว์ของประเทศไทยในอนาคตได้อย่างมหาศาล เพราะกัญชงนั้นยังสามารถใช้ประโยชน์ได้อีกมาก โดยเฉพาะโปรตีนที่สามารถทำหารสัตว์ได้ ส่วนอื่นก็สามารถใช้ประโยชน์ได้มากและขณะนี้ทุกภาคส่วน ทั้งเกษตรกร ภาครัฐเอกชน และประชาชนทั่วไป สามารถขออนุญาตปลูกได้ทุกวัตถุประสงค์ ตั้งแต่การค้าการแพทย์ การศึกษา วิจัย การใช้ตามวิถีชีวิต ประเพณี วัฒนธรรม หรือผลิตเมล็ดพันธุ์รับรอง โดยผู้ที่ต้องการขออนุญาตให้ยื่นคำขอ ณ สถานที่ปลูกที่ตั้งอยู่ หากอยู่ที่กรุงเทพฯ ให้ยื่นที่สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) หากอยู่ต่างจังหวัดให้ยื่นที่สำนักงานสาธารณสุขจังหวัด (สสจ.) ส่วนผู้ขอนำเข้าเมล็ดพันธุ์กัญชง ให้ยื่นคำขอที่ อย.

ชลประทานบุรีรัมย์ งดปล่อยน้ำนาปรัง หวั่นเกิดวิกฤติแล้ง #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/552940

ชลประทานบุรีรัมย์ งดปล่อยน้ำนาปรัง หวั่นเกิดวิกฤติแล้ง

วันอังคาร ที่ 16 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2564, 06.00 น.

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ถึงแม้ปีนี้ปริมาณน้ำในอ่างเก็บน้ำห้วยจรเข้มาก และอ่างเก็บน้ำห้วยตลาด ซึ่งเป็นแหล่งน้ำดิบสำคัญที่ใช้เป็นน้ำดิบในการผลิตประปาหล่อเลี้ยงเขตเศรษฐกิจ และประชาชนในเขต อ.เมืองบุรีรัมย์ และอ.ห้วยราช บางส่วนจะมีน้ำกักเก็บเกือบรวมกันมากถึง 35 ล้านลูกบาศก์เมตร จากปริมาณความจุอ่างรวมกัน 56 ล้านลูกบาศก์เมตร แต่ทางโครงการชลประทานก็ไม่มีนโยบายปล่อยน้ำให้เกษตรกรทำนาปรัง เนื่องจากต้องสำรองน้ำไว้ใช้ในการผลิตประปาให้เพียงพอตลอดทั้งปี ทั้งเพื่อไม่ให้เกิดปัญหาวิกฤติแล้งขาดน้ำแคลนน้ำดิบผลิตประปาซ้ำรอยปีที่ผ่านมา  จนหลายหน่วยงานต้องทำการสูบผันน้ำจากแหล่งอื่นมาเป็นน้ำดิบผลิตประปาแทน  

ขณะที่เกษตรกรในเขตชลประทาน ในพื้นที่ ต.บ้านบัว อ.เมืองบุรีรัมย์ ก็ให้ความร่วมมืองดการทำนาปรังหันมาปลูกพืชอายุสั้น และผักสวนครัว ไว้บริโภคและขายเป็นรายได้เสริมเลี้ยงครัวเรือน เช่น ต้นหอม ผักชี ขึ้นฉ่าย แตงกวา แตงโม และข้าวโพด เพราะเป็นพืชที่ใช้น้ำน้อยและมีอายุสั้นเพียง 2-3 เดือน ก็สามารถเก็บผลิตขายได้แล้ว แต่หากทำนาปรังก็จะเสี่ยงต่อการขาดแคลนน้ำหล่อเลี้ยงซึ่งจะทำให้ผลผลิตเสียหายได้     

โดยนายสุนทร วอนรัมย์ เกษตรกร บอกว่า หลังจากปีที่ผ่านมาประสบปัญหาน้ำในอ่างเก็บน้ำห้วยจรเข้มาก และห้วยตลาดแห้งขอด ทำให้ไม่สามารถสูบผลิตประปาได้ จนต้องมีการไปสูบน้ำจากแหล่งน้ำมาผลิตประปาแทน  ปีนี้เกษตรกรจึงงดการทำนาปรังหันมาปลูกพืชอายุสั้นและใช้น้ำน้อยแทน เพื่อช่วยกันประหยัดให้มีน้ำเพียงพอผลิตประปา โดยพืชอายุสั้นที่ปลูกบางคนก็ใช้น้ำจากคลองธรรมชาติ  บางคนก็ขุดสระสำรองไว้ แต่หากรวมกันเป็นกลุ่มก็สามารถไปขอน้ำจากทางโครงการชลประทานได้ 

พช.จัดประกวดหาผู้นำการเปลี่ยนแปลงต้นแบบในการปลูกพืชผักสวนครัว #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/552902

พช.จัดประกวดหาผู้นำการเปลี่ยนแปลงต้นแบบในการปลูกพืชผักสวนครัว

พช.จัดประกวดหาผู้นำการเปลี่ยนแปลงต้นแบบในการปลูกพืชผักสวนครัว

วันจันทร์ ที่ 15 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2564, 18.34 น.

พช.จัดประกวดหาผู้นำการเปลี่ยนแปลงต้นแบบในการปลูกพืชผักสวนครัว เพื่อสร้างความมั่นคงทางอาหาร

เมื่อวันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2564 ที่ห้องประชุม War Room กรมการพัฒนาชุมชน นายสุทธิพงษ์ จุลเจริญ อธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน (พช.) กระทรวงมหาดไทย (มท.) เป็นประธานการประชุมบันทึกเทปทางไกล (VDO conference) โครงการเสริมสร้างและพัฒนาผู้นำการเปลี่ยนแปลง กิจกรรมที่ 1 ประชุมสร้างความเข้าใจในการขับเคลื่อนโครงการเสริมสร้างและพัฒนาผู้นำการเปลี่ยนแปลง โดยมี นายนิวัติ น้อยผาง รองอธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน ผู้ตรวจราชการกรม ผู้อำนวยการสำนัก / ศูนย์ / กอง พัฒนาการจังหวัด พัฒนาการอำเภอ และเจ้าหน้าที่กรมการพัฒนาชุมชน เข้าร่วมประชุม โดยมี กลุ่มเป้าหมาย ผู้นำชุมชน 1,000 ตำบล ๆ ละ 15 คน รวมทั้งสิ้น 15,000 คน

นายสุทธิพงษ์ กล่าวว่า กรมการพัฒนาชุมชน ได้ให้ความสำคัญในการเสริมสร้างผู้นำชุมชน โดยการพัฒนาศักยภาพผู้นำชุมชน เพื่อเสริมสร้างความเข้มแข็งของชุมชนในระดับต่างๆ ให้ผู้นำชุมชนมีความรู้ คู่คุณธรรม สามารถบริหารจัดการชุมชนของตนเอง เป็นกำลังหลักในการขับเคลื่อนงานอย่างต่อเนื่อง โดยมีการจัดประกวดแข่งขัน เสริมสร้างและพัฒนาผู้นำการเปลี่ยนแปลง เพื่อเชิดชูเกียรติ สร้างแรงจูงใจต่อการขับเคลื่อนงาน นำไปสู่การเปลี่ยนแปลงที่ดีขึ้น Change for Good สร้างชุมชนเข้มแข็งและพึ่งตนเองได้ โดยน้อมนำแนวพระราชดำริของกรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี สร้างความมั่นคงทางอาหารสู่ปฏิบัติการ 90 วัน ปลูกผักสวนครัว เพื่อสร้างความมั่นคงทางอาหาร แก่พี่น้องประชาชน เช่น ตำบลโก่งธนู จังหวัดลพบุรี ภายใต้โครงการ “บ้านนี้มีรัก ปลูกผักกินเอง” รณรงค์ให้ทุกหลังคาเรือนมีการคัดแยกขยะ สร้างความรู้ ความเข้าใจในการบริหารจัดการขยะเปียก ดูแลรักษาภูมิทัศน์ สิ่งแวดล้อม เพิ่มพื้นที่สีเขียวให้กับชุมชน การปลูกผักสวนครัว สร้างคลังอาหารเพิ่มขึ้น

“กรมการพัฒนาชุมชนจึงได้น้อมนำมาเป็นแนวทางปฏิบัติ ซึ่งเป็นรูปแบบการขับเคลื่อนเชิงคุณภาพ ใช้ระยะเวลาในการปฏิบัติ โดยไม่ได้ทำเป็นการทั่วไป ซึ่งทำให้การขับเคลื่อนงานเป็นไปได้ยาก ไม่เหมือนกับทำงานเฉพาะพื้นที่ เพื่อให้เกิดผลสำเร็จ ฝังรากลึกทางวัฒนธรรมให้อยู่ในจิตสำนึกแก่ประชาชนอย่างยั่งยืน   อย่างไรก็ตามในฐานะที่กรมการพัฒนาชุมชนเป็นหน่วยงานที่ขับเคลื่อนให้เกิดประโยชน์ต่อประชาชนอย่างทั่วถึง ไม่สามารถทิ้งใครไว้ข้างหลังได้ กรมการพัฒนาชุมชนจึงได้มีการประยุกต์การประกวดแข่งขัน เพื่อเพิ่มขีดความสามารถของผู้นำชุมชนให้สามารถบูรณาการงานพัฒนาชุมชน นำไปสู่การพึ่งพาตนเองได้ และมีความหวังว่า พื้นที่ที่มีผู้นำระดับท้องที่ เช่น ผู้ใหญ่บ้าน กำนัน นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัด นายกองค์การบริหารส่วนตำบล ผู้นำธรรมชาติ เช่น พระสงฆ์ ผู้ที่มีคนนับถือในชุมชน รวมถึง ผู้นำที่เป็นราชการ เช่น  ผู้ว่าราชการจังหวัด นายอำเภอ หัวหน้าส่วนราชการต่างๆ ที่จะร่วมเข้ามาขับเคลื่อนการดำเนินงานร่วมกัน โดยการปฏิบัติผู้นำต้องทำก่อน ให้พี่น้องประชาชนปฏิบัติตาม ด้วยการปลูกพืชผักสวนครัว ในครัวเรือน และพื้นที่ส่วนรวม วัด โรงเรียน ถนนหนทางในหมู่บ้าน ให้เป็นพื้นที่ที่สร้างความสวยงาม และสร้างความมั่นคงทางอาหาร ได้อย่างเป็นรูปธรรม และได้รับคำนิยมชมชอบจากพี่น้องประชาชนเป็นอย่างมาก” อธิบดี พช.กล่าว

นายสุทธิพงษ์ กล่าวอีกว่า สำหรับ กิจกรรมครั้งนี้จะทำให้ 1 หมู่บ้าน สามารถดูแลได้ทั้งตำบล สร้างความมั่นคงทางด้านอาหาร ด้วยหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง มุ่งเน้นผู้นำทางความคิด ตามแนวทางของสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารีสอดคล้องกับเป้าหมายที่ยั่งยืนของ UN (องค์การสหประชาชาติ) เป้าหมายที่ 2 ยุติความหิวโหย บรรลุความมั่นคงทางอาหาร ยกระดับโภชนาการ ส่งเสริมการเกษตรกรรมที่ยั่งยืน และหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงที่พระองค์พระราชทานให้พี่น้องประชาชน ซึ่งกระตุ้นให้ผู้นำภาคส่วนต่างๆ เข้ามามีส่วนร่วมในการขับเคลื่อนในระดับพื้นที่ โดยเฉพาะพัฒนาการจังหวัดและพัฒนาการอำเภอ ซึ่งเป็นฝ่ายเลขาเป็นทัพหน้า หัวหมู่ทะลวงฟัน ใช้กุศโลบาย เพื่อเป็นการกระตุ้นเครือข่ายเข้ามามีส่วนร่วม ให้ผู้ว่าราชการจังหวัด นายอำเภอและหัวหน้าส่วนราชการ ผู้บริหารส่วนท้องถิ่น ได้เชื่อมั่น และขับเคลื่อนงานดังกล่าว ผ่านกิจกรรมการประกวดผลการดำเนินงาน ระดับตำบลที่มีผลการดำเนินงานดีเด่น ผ่านกระบวนการของผู้ตรวจราชการกรม (เขตตรวจราชการ 18 เขตตรวจ) จะได้รับการจัดสรรงบประมาณ 100,000 บาท (หนึ่งแสนบาทถ้วน)

อธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน กล่าวว่า กิจกรรมครั้งนี้ เพื่อนำไปพัฒนาต่อยอดกระตุ้นการดำเนินงานสนองพระราชปณิธานพระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว ในการสืบสาน รักษา และต่อยอด ตามพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร สู่พี่น้องประชาชน อย่างเป็นรูปธรรม โดยได้ดำเนินการขับเคลื่อนปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงสู่ความยั่งยืนโลก (SEP to SDGs) และมีเป้าหมายเดียวกัน นั่นคือ การมุ่งพัฒนา สร้างความสมดุลในมิติสังคม เศรษฐกิจ และสิ่งแวดล้อม พัฒนาประเทศไปสู่ความยั่งยืน เราต้องลงมือปฏิบัติอย่างจริงจัง ศึกษาอย่างถ่องแท้และน้อมนำศาสตร์พระราชา “เข้าใจ เข้าถึง พัฒนา” มาเป็นกระบวนทัศน์ในการทำงาน อาทิ โครงการพัฒนาพื้นที่ต้นแบบการพัฒนาคุณภาพชีวิตตามหลักทฤษฎีใหม่ ประยุกต์สู่ “โคก หนอง นา โมเดล” โครงการอนุรักษ์พันธุกรรมพืชอันเนื่องมาจากพระราชดำริสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี (อพ.สธ.) โครงการบ้านนี้มีรัก ปลูกผักกินเอง ในพระราชดำริของสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี มาขยายต่อยอดสู่กิจกรรมตามแผนปฏิบัติการ 90 วัน ปลูกผักสวนครัว เพื่อสร้างความมั่นคงทางอาหาร ให้ผู้นำในท้องที่ รวมถึงนักพัฒนาพื้นที่ต้นแบบ และนักการตลาด ต้องทำก่อน สร้างวัฒนธรรมปลูกพืชผักสวนครัว ให้เต็มพื้นที่ นำไปสู่ 1 หมู่บ้านสามารถดูแลได้ 1 ตำบล 1 ตำบลดูแลได้ 1 อำเภอ เป็นแหล่งของอาหารได้อย่างยั่งยืน ตามรูปแบบ โก่งธนู โมเดล นอกจากนี้จะมีการบูรณาการการทำงานกับภาคีเครือข่าย ท้องถิ่น ปกครอง อสม. กองทุนพัฒนาบทบาทสตรี OTOP มาช่วยในการขับเคลื่อน โดยยึดหลักการพัฒนา บวร (บ้าน วัด ราชการ) บรม (บ้าน ราชการ มัสยิด) ครบ (คริสต์ ราชการ บ้าน) เพื่อผลสำเร็จตามวัตถุประสงค์ เช่นเดียวกับ ความร่วมมือกับ บริษัท อีสท์ เวลท์ ซีด จำกัด (เมล็ดพันธุ์ผักตราศรแดง) ได้ส่งมอบเมล็ดพันธุ์ผัก จำนวน 100,000 ซอง เพื่อร่วมดำเนินการตามแผนปฏิบัติการ 90 วัน ปลูกผักสวนครัว สร้างความมั่นคงทางอาหาร แก่พี่น้องประชาชน

ด้าน นายธนวัฒน์ ปิ่นแก้ว ผู้อำนวยการสถาบันการพัฒนาชุมชน กล่าวว่า โครงการเสริมสร้างและพัฒนาผู้นำการเปลี่ยนแปลงในด้านการพัฒนาผู้นำ โดยมีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อเพิ่มขีดความสามารถของผู้นำชุมชนให้สามารถบูรณาการงานพัฒนาชุมชน 2) เพื่อใช้พลังชุมชนในการเสริมสร้างความมั่นคงทางด้านอาหาร โดยได้ดำเนินการขับเคลื่อนพัฒนาผู้นำชุมชน 1,000 ตำบลๆ ละ 15 คน รวมทั้งสิ้น 15,000 คน  เป็นกลไกในการสร้างพลังและแบ่งปันในการสร้างความมั่นคงด้านอาหาร เพื่อแก้ไขปัญหาความยากจน ประกอบด้วย กำนัน/ผู้ใหญ่บ้าน ผู้แทนองค์กรท้องถิ่น ผู้นำอช/อช อถล. ครัวเรือนต้นแบบ โคก หนอง นา องค์กรสตรี/ศอช.ต. ผู้แทนจากเครือข่ายกองทุนชุมชน ร่วมเป็นเครือข่าย

สำหรับกิจกรรมประกอบด้วย กิจกรรมที่ 1 กรมการพัฒนาชุมชน ประชุมสร้างความเข้าใจในการขับเคลื่อนโครงการเสริมสร้างและพัฒนาผู้นำการเปลี่ยนแปลง กิจกรรมที่ 2 จังหวัดประชุมเชิงปฏิบัติการเสริมสร้างและพัฒนาผู้นำการเปลี่ยนแปลง Kick off จานวน 878 อำเภอๆ ละ 1 ตำบล จำนวน 3 วัน กิจกรรมที่ 3 กระบวนการพัฒนาการสร้างความมั่นคงทางด้านอาหาร กิจกรรมที่ 4 ติดตามและประเมินผล ภายใต้กิจกรรม “วาไรตี้ผู้นำ” เพราะคุณทำเราจึงตามไปดู กิจกรรมที่ 5 ผู้นำการเปลี่ยนแปลงดีเด่นเป็นการประกวดผลการดำเนินงาน ระดับตำบล คัดเลือกตำบลที่มีผลการดำเนินงานดีเด่น ผ่านกระบวนการของผู้ตรวจราชการกรม (เขตตราจราชการ 18 เขตตรวจ) จะได้รับการจัดสรรงบประมาณ 100,000 บาท (หนึ่งแสนบาทถ้วน) เพื่อนำไปพัฒนาตำบล กิจกรรมที่ 6 เวทีสรุปผลการดำเนินงาน และการประกวดผู้นำการเปลี่ยนแปลงดีเลิศจะได้รับงบประมาณ 1,000,000 บาท (หนึ่งล้านบาทถ้วน) และการมอบโล่เชิดชูเกียรติผู้นำการเปลี่ยนแปลง กิจกรรมที่ 7 ถอดบทเรียนความสำเร็จ และการถอดบทเรียนจากตำบลที่ได้รับรางวัลระดับดีเลิศ ที่มีความเข้มแข็ง มีผลการดำเนินงานดีเลิศ

กรมชลฯเผยค่าความเค็มแม่น้ำเจ้าพระยาเข้าสู่ภาวะปกติ พร้อมวางมาตรการคุมเข้ม #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/552880

กรมชลฯเผยค่าความเค็มแม่น้ำเจ้าพระยาเข้าสู่ภาวะปกติ พร้อมวางมาตรการคุมเข้ม

กรมชลฯเผยค่าความเค็มแม่น้ำเจ้าพระยาเข้าสู่ภาวะปกติ พร้อมวางมาตรการคุมเข้ม

วันจันทร์ ที่ 15 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2564, 17.51 น.

กรมชลฯยืนยันค่าความเค็มแม่น้ำเจ้าพระยาเข้าสู่ภาวะปกติแล้ว หลังกรมชลประทานจับมือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องปรับแผนการระบายน้ำ พร้อมวางมาตรการคุมเข้มเพื่อควบคุมค่าความเค็ม

เมื่อวันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2564 นายทวีศักดิ์ ธนเดโชพล รองอธิบดีกรมชลประทาน เปิดเผยหลังการประชุมมคณะอนุกรรมการติดตามและวิเคราะห์แนวโน้มสถานการณ์น้ำ ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ว่า ในส่วนสถานการณ์น้ำค่าความเค็มในแม่น้ำเจ้าพระยา ปัจจุบัน (15 ก.พ.64) เมื่อเวลา 07.00 น.ที่สถานีสูบน้ำประปา-สำแล วัดค่าความเค็มได้ 0.14 กรัมต่อลิตร (เกณฑ์เฝ้าระวัง 0.25 กรัมต่อลิตร มาตรฐานเพื่อการผลิตน้ำประปาไม่เกิน 0.50 กรัมต่อลิตร) ที่สถานีปากคลองจินดา แม่น้ำท่าจีน วัดค่าความเค็มได้ 0.46 กรัมต่อลิตร (เกณฑ์เฝ้าระวังสำหรับกล้วยไม้ 0.75 กรัมต่อลิตร เกณฑ์เฝ้าระวังเพื่อการเกษตรไม่เกิน 2 กรัมต่อลิตร) ที่สถานีวัดน้ำปากคลองดำเนินสะดวก แม่น้ำแม่กลอง วัดค่าความเค็มได้ 0.15 กรัมต่อลิตร (เกณฑ์เฝ้าระวังสำหรับกล้วยไม้ 0.75 กรัมต่อลิตร เกณฑ์เฝ้าระวังเพื่อการเกษตรไม่เกิน 2 กรัมต่อลิตร)

ทั้งนี้ ในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา กรมชลประทานได้ปรับแผนการระบายน้ำ และร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการตามมาตรการควบคุมค่าความเค็มในแม่น้ำเจ้าพระยา ทำให้ปัจจุบันสามารถควบคุมค่าความเค็มให้อยู่ในระดับที่ไม่ส่งผลกระทบต่อการผลิตน้ำประปา อย่างไรก็ตาม ในช่วงวันที่ 18 – 19 ก.พ.64 นี้ ค่าความเค็มจะขึ้นสูงอีกครั้ง กรมชลประทานได้ปรับเพิ่มการระบายน้ำจากเขื่อนป่าสักเป็น 75 ลบ.ม./วินาที ในวันที่ 16 ก.พ.64 ตั้งแต่เวลา 06.00 น.เป็นต้นไป ปรับเพิ่มการระบายน้ำจากเขื่อนพระรามหกจาก 45 ลบ.ม./วินาที เป็น 60 ลบ.ม./วินาที และตั้งแต่วันที่ 17 ก.พ.64 สูบผันน้ำจากแม่น้ำท่าจีนผ่านคลองพระยาบรรลือ ลงสู่แม่น้ำเจ้าพระยาที่ ปตร.สิงหนาท 2 ในอัตรา 18 ลบ.ม./วินาที เพื่อผลักดันค่าความเค็มดังกล่าว นอกจากนี้ ยังได้สั่งการให้โครงการชลประทานในพื้นที่ลุ่มเจ้าพระยา เฝ้าติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด และเตรียมรับมือสถานการณ์น้ำทะเลหนุนตลอดช่วงเดือนนี้ พร้อมประชาสัมพันธ์สร้างการรับรู้ถึงสถานการณ์น้ำให้แก่ประชาชนและเกษตรกรในพื้นที่ได้รับทราบอย่างต่อเนื่อง

อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่และขนาดกลางทั่วประเทศ มีปริมาณน้ำรวมกันประมาณ 42,980 ล้าน ลบ.ม.คิดเป็นร้อยละ 57 ของความจุอ่างฯรวมกัน มีน้ำใช้การได้รวมกันประมาณ 19,049 ล้าน ลบ.ม.จนถึงขณะนี้มีการใช้น้ำไปแล้ว 9,261ล้าน ลบ.ม.คิดเป็นร้อยละ 54 ของแผนฯ เฉพาะ 4 เขื่อนหลักลุ่มน้ำเจ้าพระยา (เขื่อนภูมิพล เขื่อนสิริกิติ์ เขื่อนแควน้อยบำรุงแดน และเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์) มีปริมาณน้ำรวมกันประมาณ 10,630 ล้าน ลบ.ม.หรือคิดเป็นร้อยละ 43 ของความจุอ่างฯรวมกัน มีน้ำใช้การได้ประมาณ 3,934 ล้าน ลบ.ม.ปัจจุบันจัดสรรน้ำไปแล้ว 2,709 ล้าน ลบ.ม.คิดเป็นร้อยละ 66 ของแผนฯ เนื่องจากปีที่ผ่านมาปริมาณน้ำต้นทุนมีจำนวนจำกัด จำเป็นต้องจัดสรรน้ำให้สอดคล้องกับปริมาณน้ำต้นทุนตามลำดับความสำคัญ โดยเน้นการอุปโภคบริโภค รักษาระบบนิเวศ ควบคุมคุณภาพน้ำ ไม้ผลไม้ยืนต้น และสำรองน้ำไว้ใช้ในช่วงต้นฤดูฝนหน้า

ชายคาพระพิรุณ : 15 กุมภาพันธ์ 2564 #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/552695

ชายคาพระพิรุณ : 15 กุมภาพันธ์ 2564

ชายคาพระพิรุณ : 15 กุมภาพันธ์ 2564

วันจันทร์ ที่ 15 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2564, 06.00 น.

ขุนเกษตรา ขอแสดงความยินดี กับผู้ที่ได้รับการโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้งข้าราชการพลเรือนสามัญ สังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ให้ดำรงตำแหน่งประเภทบริหารระดับสูง จำนวน 5 ราย ประกอบด้วย 1. นายสมชวน รัตนมังคลานนท์ รองอธิบดี (นักบริหารระดับต้น) กรมปศุสัตว์ ให้ดำรงตำแหน่งผู้ตรวจราชการกระทรวง (ผู้ตรวจราชการกระทรวงระดับสูง) สำนักงานปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ 2.พันจ่าเอกประเสริฐ มาลัย รองเลขาธิการ(นักบริหารระดับต้น) สำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม ให้ดำรงตำแหน่งผู้ตรวจราชการกระทรวง (ผู้ตรวจราชการกระทรวงระดับสูง) สำนักงานปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ 3.นายชาตรี บุญนาค รองอธิบดี (นักบริหารระดับต้น)กรมส่งเสริมการเกษตร ให้ดำรงตำแหน่งผู้ตรวจราชการกระทรวง (ผู้ตรวจราชการกระทรวงระดับสูง) สำนักงานปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ 4.นายสุชาติเจริญศรี รองอธิบดี (นักบริหารระดับต้น)กรมชลประทาน ให้ดำรงตำแหน่งผู้ตรวจราชการกระทรวง (ผู้ตรวจราชการกระทรวงระดับสูง) สำนักงานปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และ 5.นายวิศิษฐ์ ศรีสุวรรณ์ รองอธิบดี (นักบริหารระดับต้น) กรมส่งเสริมสหกรณ์ ให้ดำรงตำแหน่งอธิบดี (นักบริหารระดับสูง) กรมส่งเสริมสหกรณ์ ขอแสดงความยินดีกับทุกท่านด้วยนะครับ

สำหรับในส่วนของกรมส่งเสริมสหกรณ์ นายวิศิษฐ์ ศรีสุวรรณ์ อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ ก็ได้สร้างผลงานมาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ยังดำรงตำแหน่งรองอธิบดี และล่าสุดได้จับมือกับสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (พอช.) เพื่อนำระบบสหกรณ์พัฒนาความมั่นคงให้ชาวบ้านที่อาศัยอยู่ในพื้นที่โครงการบ้านมั่นคง เน้นส่งเสริมรายได้ให้เพียงพอต่อการดำเนินชีวิต สามารถผ่อนชำระหนี้ค่าบ้านและลดรายจ่ายในครัวเรือน เตรียมตั้งคณะทำงานร่วมกันและทำบันทึกข้อตกลงร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เดินหน้าพัฒนาสหกรณ์บ้านมั่นคงในพื้นที่ 68 จังหวัดทั่วประเทศ โดยขณะนี้ กรมส่งเสริมสหกรณ์ได้เตรียมตั้งคณะกรรมการขับเคลื่อนพัฒนาโครงการสหกรณ์บ้านมั่นคง เพื่อช่วยเหลือผู้มีรายได้น้อยให้มีอาชีพเสริมและเชื่อมโยงตลาดเพื่อให้มีรายได้ในครัวเรือนเพิ่มขึ้น ภายหลังการประชุมร่วมกับสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (พอช.) ซึ่งพบว่า มีปัญหาในการดำเนินในหลายประเด็น เช่น การประสานงานระหว่างหน่วยงาน การจัดทำบัญชีสหกรณ์ การแบ่งแยกโฉนด เป็นต้น ทำให้สมาชิกสหกรณ์ในพื้นที่โครงการสหกรณ์บ้านมั่นคงที่จัดตั้งในหลายพื้นที่บางพื้นที่ประสบปัญหาการดำเนินงาน ประชาชนมีรายได้ไม่เพียงพอต่อการยังชีพ ส่งผลต่อการชำระหนี้สหกรณ์และคุณภาพชีวิต จึงเห็นว่าควรมีการจัดตั้งคณะกรรมการพัฒนากลไกการทำงานส่วนกลาง และระดับพื้นที่ขึ้น เพื่อช่วยในการขับเคลื่อนการในการพัฒนา/แก้ปัญหาให้ตรงประเด็น ส่งเสริมและพัฒนาให้มีการส่งเสริมอาชีพอย่างจริงจัง เพื่อเพิ่มรายได้ ลดรายจ่ายให้กับสมาชิกสหกรณ์รวมถึงจะมีการร่วมลงนามบันทึกข้อตกลงร่วมกันในหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

ซึ่งนายวิศิษฐ์ บอกว่า ปัจจุบันได้มีการดำเนินโครงการสหกรณ์บ้านมั่นคงตั้งแต่ปี 2548 ทั่วประเทศมีจำนวน 414 แห่งสมาชิก 46,313 คน ใน 68 จังหวัด พบว่ามีสหกรณ์ที่ยกเลิกแล้ว 12 แห่ง ประสบปัญหาปิดบัญชี 137 แห่ง และสหกรณ์ที่สามารถดำเนินการต่อตามปกติ 265 แห่งโดยมีปัญหาและอุปสรรคในช่วงที่ผ่านมาอาทิ ปัญหาการทำบัญชี ปัญหาขาดความเข้าใจด้านการดำเนินงานของสหกรณ์ทั้งทางด้านกฎหมายและระเบียบที่เกี่ยวข้องรวมถึงปัญหาเชิงนโยบาย ไม่สอดคล้องกับการแก้ไขปัญหาด้านเศรษฐกิจและวิถีชีวิตชุมชน ซึ่งกรมจะดำเนินการจัดโครงการพัฒนาศักยภาพคณะกรรมการสหกรณ์และผู้ที่เกี่ยวข้องต่อไป

ขุนเกษตรา

สกู๊ปพิเศษ : แห่ชมบ่อน้ำพุบาดาลรสซ่า ต.ห้วยกระเจา จ.กาญจนบุรี กรมทรัพยากรน้ำบาดาลเดินหน้าแก้แล้งช่วยประชาชน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/552699

สกู๊ปพิเศษ : แห่ชมบ่อน้ำพุบาดาลรสซ่า ต.ห้วยกระเจา จ.กาญจนบุรี  กรมทรัพยากรน้ำบาดาลเดินหน้าแก้แล้งช่วยประชาชน

สกู๊ปพิเศษ : แห่ชมบ่อน้ำพุบาดาลรสซ่า ต.ห้วยกระเจา จ.กาญจนบุรี กรมทรัพยากรน้ำบาดาลเดินหน้าแก้แล้งช่วยประชาชน

วันจันทร์ ที่ 15 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2564, 06.00 น.

จากกรณีนายศักดิ์ดา วิเชียรศิลป์ อธิบดีกรมทรัพยากรน้ำบาดาล มอบหมายให้นายเกรียงศักดิ์ ภิระไร ผู้อำนวยการสำนักสำรวจและประเมินศักยภาพน้ำบาดาล น.ส.อัคปศร อัคราช ผู้อำนวยการส่วนวิจัยและพัฒนางานสำรวจน้ำบาดาล พร้อมทีมงานลงพื้นที่สำรวจพื้นที่เจาะบ่อน้ำบาดาลเพื่อบรรเทาความเดือดร้อนให้กับประชาชนในพื้นที่ ต.ห้วยกระเจา อ.ห้วยกระเจา จ.กาญจนบุรี ที่มีอยู่ ทั้งหมด 21 หมู่บ้าน ตลอดเวลานายศักดิ์ดา วิเชียรศิลป์ อธิบดีกรมทรัพยากรน้ำบาดาล ได้ลงพื้นที่ติดตามความคืบหน้าในการสำรวจพื้นที่ด้วยตนเองอย่างต่อเนื่อง

ในที่สุดสามารถเจาะบาดาลในพื้นที่หมู่ 12 บ้านพะยอมงาม ได้ จำนวน 4 บ่อ ปริมาณน้ำที่พัฒนาได้ จำนวน 52 ลบ.ม./ชม. และที่ หมู่ 19 บ้านทุ่งคูณ อีกจำนวน 2 บ่อ ปริมาณน้ำที่พัฒนาได้ 66 ลบ.ม./ชม.คิดปริมาตรรวม 1,700,000 กว่า ลบ.ม./ปี ประชากรจะได้รับประโยชน์ จำนวน 15 หมู่บ้าน 7,000 กว่าครัวเรือน พื้นที่เกษตร 6,000 ไร่ แต่ที่สร้างความฮือฮาให้กับคนไทยทั้งประเทศก็คือรสชาติของน้ำซ่าคล้ายโซดา ซึ่งถือว่าเป็นบ่อบาดาลแห่งแรกของประเทศไทย

ล่าสุด ผู้สื่อข่าวได้เดินทางลงพื้นที่อีกครั้งหนึ่งเมื่อไปถึงปรากฏพบประชาชนทยอยเดินทางมาชมบ่อบาดาลโซดาที่น้ำกำลังพุ่งสูงขึ้นไปร่วม 10 เมตร บางรายถ่ายเซลฟี่เอาไว้เพื่อเป็นที่ระลึก บางรายต้องการทดลองดื่มน้ำเพื่อพิสูจน์ว่ามีรสชาติคล้ายโซดาจริงหรือไม่ แต่ก็ต้องผิดหวัง เนื่องจากเจ้าหน้าที่ไม่อนุญาต เพราะเกรงว่าจะส่งผลกระทบต่อร่างกาย โดยทางเทศบาลตำบลห้วยกระเจา ได้นำเชือกมาขึงกั้นบ่อเอาไว้ พร้อมกับนำป้ายประกาศเตือนมาติดตั้งเอาไว้ ระบุว่า “ห้ามดื่มน้ำแร่โซดา เนื่องจากอยู่ระหว่างการทดสอบคุณภาพน้ำ”

นายภัชรพล สืบดา กำนันตำบลห้วยกระเจา อ.ห้วยกระเจา เปิดเผยว่า เหมือนชาวบ้านถูกลอตเตอรี่รางวัลที่ 1 เพราะว่าตำบลห้วยกระเจาเป็นพื้นที่ที่แห้งแล้งที่สุดจนได้รับฉายาว่าเป็นภาคอีสานของจังหวัดกาญจนบุรี การที่กรมทรัพยากรน้ำบาดาลโดยท่านอธิบดีศักดิ์ดา วิเชียรศิลป์ มาขุดเจาะครั้งนี้เหมือนชาวบ้านนั้นถูกหวย สำหรับน้ำบาดาลหากทำโครงการได้สำเร็จจะสามารถช่วยเกษตรกรได้มากถึง 10 หมู่บ้าน ที่มีประชากร 4,000-5,000 คน พื้นที่การเกษตรที่จริงมีประมาณกว่า 1 แสนไร่แต่พื้นที่โซนนี้มีประมาณ 5 หมื่นไร่ น้ำที่ได้มาจากการอุปโภค-บริโภค สามารถนำไปใช้ด้านการเกษตรได้

ซึ่งก็อยากจะฝากไปถึงท่านอธิบดีฯช่วยให้โครงการนี้สำเร็จให้ได้ ไม่ว่าจะมีปัญหาเรื่องที่ดินหรือกรณีข้อพิพาทที่อาจจะเกิดเพราะตนกลัวว่าจะเกิดขึ้น แต่ไม่อยากให้เกิด แต่อยากจะให้หาทางออกร่วมกัน ตั้งพื้นที่แห่งนี้เป็นที่จ่ายน้ำให้ได้ แล้วมาใช้น้ำร่วมกันทั้งสองเขตคือเขตตำบลบ่อพลอยและเขตตำบลห้วยกระเจา เพราะว่าพื้นที่บริเวณนี้มีความเหมาะสมเพราะคนในเขตพื้นที่ตำบลบ่อพลอย ส่วนมากก็เป็นคนห้วยกระเจา

สำหรับปัญหาที่กังวลคือ กลัวระเบียบระบบข้าราชการ เพราะหากเลยพื้นที่ของตำบลห้วยกระเจาจะทำให้ตั้งโรงส่งน้ำไม่ได้ ทำให้ดูแลไม่ได้เหมือนกับเป็นข้อพิพาท เพราะตำบลห้วยกระเจาเมื่อก่อนอยู่ในพระราชกฤษฎีกา 2481 ทะเลาะกันเรื่องอยากได้เอกสารสิทธิในที่ดินก็สู้กันมาน่าจะ 4-5 ชั่วอายุคน ซึ่งภาษากฎหมายก็ไม่สามารถทำอะไรได้เต็มที่ เมื่อชาวบ้านได้น้ำมาใช้แล้วแต่ต้องมาเจอปัญหาเรื่องพระราชกฤษฎีกาอีก และต้องมาแย่งพื้นที่กันอีกผมจึงมองว่าไม่ใช่แบบนั้น แต่ตนอยากให้หาทางออกร่วมกันคือตั้งโครงการนี้ให้ได้ที่ตรงจุดนี้เพราะว่าพื้นที่ตรงนี้คือจุดที่เหมาะสมที่สุดแล้ว สายไฟฟ้าก็ไม่ต้องขยายที่ดินเจ้าของก็อุทิศให้หากทำสำเร็จก็กระจายน้ำได้เลย ดังนั้น ก็อยากให้ช่วยบูรณาการร่วมกัน

สำหรับจุดเริ่มต้นของข้อพิพาทในการแย่งสิทธิ์นั้น คือท่านอธิบดีกรมทรัพยากรน้ำ ต้องการช่วยเหลือเกษตรกรชาวตำบลห้วยกระเจาเพราะเป็นพื้นที่ที่แห้งแล้งที่สุดจนได้รับฉายาว่าเป็นอีสานของจังหวัดกาญจนบุรี ซึ่งที่ผ่านมาได้ลงพื้นที่สำรวจว่าพื้นที่หมู่บ้านไหนมีแหล่งน้ำที่สามารถขุดเจาะบาดาลได้บ้างซึ่งก็ออกสำรวจพื้นที่กันมาอย่างต่อเนื่องจนกระทั่งมาเจอตาน้ำบาดาลในที่แห่งนี้ ซึ่งตาน้ำที่พบเราไม่สามารถที่จะขยับไปที่อื่นได้ แต่เมื่อทางอำเภอบ่อพลอยเข้ามามีข้อพิพาทแย่งพื้นที่ตนจึงไม่เห็นด้วย แต่สิ่งที่ดีที่สุดจะต้องมาพูดคุยกันแล้วทำไปด้วยกันใช้น้ำร่วมกัน จึงจะเป็นสิ่งที่ถูกต้อง

ด้านนายชลพรรษา บุญซื่อ นักวิชาการทรัพยาธรณีชำนาญการ สำนักทรัพยากรน้ำบาดาล เขต 2 (สุพรรณบุรี) กล่าวว่า พื้นที่แห่งนี้เป็นพื้นที่ที่มีความแห้งแล้งและเราได้รับการร้องขอจากชาวบ้านในพื้นที่ว่าอยากได้ระบบน้ำบาดาล ท่านอธิบดีกรมทรัพยากรน้ำบาดาล นายศักดิ์ดา วิเชียรศิลป์ จึงได้สั่งการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องทุกภาคส่วนลงพื้นที่สำรวจเพื่อหาแหล่งน้ำบาดาลแล้วเริ่มลงมือเจาะ บ่อแรกที่เราเจาะปรากฏยังไม่พบน้ำพุแต่เจอปริมาณน้ำอยู่ที่ประมาณ 30 ลูกบาศก์เมตร สำหรับบ่อที่สองปรากฏเจอน้ำพุ ซึ่งบ่อนี้เราเจาะลึกลงไปถึง 303 เมตร เจอน้ำประมาณ 30-40 ลูกบาศก์เมตรโดยน้ำพุขึ้นมาครั้งแรกสูงประมาณ 1 เมตรกว่า

จากนั้นเราได้เจาะบ่อเพิ่มอีกหนึ่งบ่อเป็นบ่อที่ 3 ซึ่งก็เจอน้ำพุเช่นกันโดยน้ำพุพุ่งสูงขึ้นมาประมาณ 3 เมตร มีปริมาณน้ำมากถึง50 ลูกบาศก์เมตรต่อชั่วโมง ซึ่งขณะนี้เจ้าหน้าที่ได้ทำการติดตั้งวาล์วเพื่อปิดปากบ่อเอาไว้ แล้วรีดปากบ่อจาก 6 นิ้ว ให้เหลือประมาณ3 นิ้ว จึงทำให้น้ำพุพุ่งสูงขึ้นมามากกว่าเดิมเท่าที่เห็น

สุพจน์ แก้วกาสี

เริ่มแล้วปฏิบัติการฝนหลวงสู้ภัยแล้งปี ’64 #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/552697

เริ่มแล้วปฏิบัติการฝนหลวงสู้ภัยแล้งปี’64

วันจันทร์ ที่ 15 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2564, 06.00 น.

กรมฝนหลวงและการบินเกษตร เปิดปฏิบัติการฝนหลวงสู้ภัยแล้ง ประจำปี 2564 เมื่อวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2564 ตั้งหน่วยปฏิบัติการฝนหลวง 8 หน่วยฯ ทั่วประเทศ ปฏิบัติการฝนหลวงบรรเทาปัญหาภัยแล้ง หมอกควันไฟป่า ปัญหาฝุ่นละอองในอากาศเกินค่ามาตรฐาน และเติมน้ำในอ่างเก็บน้ำรองรับการใช้การอุปโภค-บริโภคและทำการเกษตร

นายปนิธิ เสมอวงษ์ รองอธิบดีกรมฝนหลวงและการบินเกษตร ด้านปฏิบัติการเปิดเผยว่า กรมฝนหลวงและการบินเกษตร ได้เปิดปฏิบัติการฝนหลวงสู้ภัยแล้ง ประจำปี 2564 อย่างเป็นการทางการเรียบร้อยแล้วเมื่อวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2564 ซึ่งในปีนี้เปิดหน่วยปฏิบัติการฯ เร็วขึ้น จากเดิมปกติทุกวันที่ 1 มีนาคมของทุกปี เนื่องด้วยสถานการณ์ภัยแล้งในปี 2564 มีแนวโน้มอาจจะรุนแรงมากกว่าทุกปีที่ผ่านมา รวมถึงปริมาณน้ำในเขื่อนและอ่างเก็บน้ำมีปริมาณต่ำกว่า 30% ซึ่งคาดว่าจะส่งผลกระทบให้พื้นที่การเกษตรและพี่น้องประชาชนการขาดแคลนน้ำเพื่ออุปโภค-บริโภคน้ำ

โดยในปี 2564 กรมฝนหลวงและการบินเกษตร มีแผนปฏิบัติการฝนหลวงช่วยเหลือพื้นที่การเกษตรที่ประสบภัยแล้ง สร้างความชุ่มชื้นให้กับพื้นที่ป่าไม้ การเติมน้ำต้นทุนให้กับอ่างเก็บน้ำและเขื่อนต่างๆ ป้องกันการเกิดไฟป่า บรรเทาปัญหาหมอกควัน รวมทั้งสถานการณ์ปัญหาฝุ่นละอองขนาดเล็ก (PM2.5) เกินเกณฑ์มาตรฐาน ซึ่งมีผลกระทบต่อสุขภาพของประชาชนในหลายพื้นที่ของประเทศ โดยเฉพาะบริเวณภาคเหนือ กรุงเทพฯ และปริมณฑล เริ่มปฏิบัติการตั้งแต่วันที่ 1 กุมภาพันธ์ ถึงวันที่ 31 ตุลาคม 2564 ประกอบด้วยศูนย์ปฏิบัติการฝนหลวงภาคเหนือตอนบน ตั้งหน่วยปฏิบัติการฝนหลวงจังหวัดเชียงใหม่ ณ สนามบินกองบิน 41 อำเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่ และตั้งหน่วยปฏิบัติการฝนหลวงจังหวัดตาก ณ สนามบินท่าอากาศยานตาก อำเภอเมือง จังหวัดตากศูนย์ปฏิบัติการฝนหลวงภาคเหนือตอนล่าง ตั้งหน่วยปฏิบัติการฝนหลวงจังหวัดพิษณุโลก ณ กองบิน 46 อำเภอเมือง จังหวัดพิษณุโลก

ศูนย์ปฏิบัติการฝนหลวงภาคกลางตั้งหน่วยปฏิบัติการฝนหลวงจังหวัดนครสวรรค์ ณ สนามบินนครสวรรค์ อำเภอเมือง จังหวัดนครสวรรค์ และตั้งหน่วยปฏิบัติการฝนหลวงจังหวัดกาญจนบุรี ณ สนามบินกาญจนบุรี ค่ายสุรสีห์ อำเภอเมือง จังหวัดกาญจนบุรี

ศูนย์ปฏิบัติการฝนหลวงภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบน ตั้งหน่วยปฏิบัติการฝนหลวงจังหวัดอุดรธานี ณ สนามบินกองบิน 23 อำเภอเมือง จังหวัดอุดรธานี และตั้งฐานเติมสารฝนหลวงจังหวัดขอนแก่น ณ สนามบินท่าอากาศยานขอนแก่น อำเภอเมือง จังหวัดขอนแก่น ศูนย์ปฏิบัติการฝนหลวงภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่าง ตั้งหน่วยปฏิบัติการฝนหลวงจังหวัดบุรีรัมย์ ณ ท่าอากาศยานบุรีรัมย์ อำเภอสตึก จังหวัดบุรีรัมย์ศูนย์ปฏิบัติการฝนหลวงภาคตะวันออก ตั้งหน่วยปฏิบัติการฝนหลวงจังหวัดระยอง ณ สนามบินอู่ตะเภา อำเภอบ้านฉาง จังหวัดระยอง

ศูนย์ปฏิบัติการฝนหลวงภาคใต้ตั้งหน่วยปฏิบัติการฝนหลวงจังหวัดสุราษฎร์ธานี ณ กองบังคับการกองบิน 7 อ.พุนพิน จ.สุราษฎร์ธานี และ ตั้งหน่วยปฏิบัติการจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ณ ท่าอากาศยานหัวหิน อ.หัวหิน จ.ประจวบคีรีขันธ์อย่างไรก็ตาม ทุกหน่วยปฏิบัติการฝนหลวงจะมีการติดตามสภาพอากาศ และข้อมูลความต้องการน้ำที่เกี่ยวข้องเป็นประจำทุกวันเพื่อวางแผนช่วยเหลือพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบ ทั้งนี้ เกษตรกรและประชาชน ติดตามข้อมูลข่าวสารการปฏิบัติการฝนหลวงและขอรับบริการฝนหลวงได้ทางช่องทางต่างๆ ได้แก่ เพจ Facebook กรมฝนหลวงและการบินเกษตร Instagram, Line OfficialAccount, Twitter (@drraa_pr) หรือโทรศัพท์ 0-2109-5100