ชายคาพระพิรุณ : 22 กุมภาพันธ์ 2564 #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/554351

ชายคาพระพิรุณ : 22 กุมภาพันธ์ 2564

ชายคาพระพิรุณ : 22 กุมภาพันธ์ 2564

วันจันทร์ ที่ 22 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2564, 06.00 น.

กรมฝนหลวงและการบินเกษตร นับว่าเป็นอีกหน่วยงานหนึ่งในสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ที่ทำงานปิดทองหลังพระมาอย่างต่อเนื่อง เพื่อช่วยเหลือพี่น้องเกษตรกรและประชาชนที่ประสบปัญหาภัยแล้ง ปัญหาหมอกควันไฟป่า ฝุ่นละอองในอากาศ และการเติมน้ำในอ่างเก็บน้ำ ล่าสุดได้ร่วมกับสำนักงานพัฒนาการวิจัยการเกษตร (องค์การมหาชน) ดำเนินการทดลองสารทางเลือกฝนหลวง ในการทำฝนเพื่อคนไทยให้ได้ในทุกสภาพอากาศ ในการบรรเทาปัญหาภัยแล้ง ซึ่ง นายสุรสีห์ กิตติมณฑล อธิบดีกรมฝนหลวงและการบินเกษตร บอกว่า ความร่วมมือวิจัยสารทางเลือกฝนหลวงได้ดำเนินการทดลองการปฏิบัติการฝนหลวงครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาประสิทธิภาพของสารฝนหลวงทางเลือกทั้ง 5 สูตรที่ได้รับการคัดเลือกจากโครงการต้นแบบการพัฒนาสารฝนหลวงทางเลือกเพิ่มเติมในสภาวะความชื้นสัมพัทธ์ต่ำ รวมถึงศึกษาความเป็นไปได้ในการใช้สารฝนหลวงทางเลือกสำหรับการปฏิบัติการฝนหลวงในขั้นตอนของการก่อกวนในสภาวะความชื้นสัมพัทธ์ต่ำกว่า 60 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งสารทางเลือกฝนหลวงนั้นมีคุณสมบัติสามารถดูดความชื้นที่ RH ต่ำกว่า 60 เปอร์เซ็นต์ เมื่อละลายน้ำอุณหภูมิเปลี่ยนแปลงไม่เกิน 5 องศาเซลเซียส และมีค่าความตึงผิวของสารละลายใกล้เคียงหรือสูงกว่าสารฝนหลวงสูตรปัจจุบัน

โดยในเบื้องต้น ทางหน่วยปฏิบัติการฝนหลวงจังหวัดพิษณุโลก ได้ร่วมกับหน่วยปฏิบัติการฝนหลวงจังหวัดตาก ขึ้นบินปฏิบัติการเพื่อทดลองสารทางเลือกฝนหลวงในขั้นตอนที่ 1 (ก่อกวนเมฆ) เป็นขั้นตอนการทำให้เมฆมีปริมาณมากขึ้น โดยใช้สารฝนหลวงทางเลือกสูตร AR 38 จำนวน 700 กิโลกรัม ในพื้นที่ลุ่มรับน้ำเขื่อนแม่มอก, อำเภอเถิน จังหวัดลำปาง เป็นพื้นที่เป้าหมายในการทดลองปฏิบัติการ เพื่อบรรเทาปัญหาไฟป่า หมอกควันและเพิ่มปริมาณน้ำในเขื่อน และหลังจากการทดลองครั้งนี้พบว่า ปริมาณเมฆในพื้นที่ที่ทำการทดลองเพิ่มมากขึ้น และนับว่าผลการทดลองในครั้งนี้อยู่ในระดับที่น่าพอใจ ทั้งนี้หน่วยปฏิบัติการฝนหลวงจังหวัดตาก มีแผนการปฏิบัติการ ส่วนในขั้นตอนที่ 2 (เลี้ยงให้อ้วน)และขั้นตอนที่ 3 (โจมตี) ในลำดับต่อไป อย่างไรก็ตาม ท่านอธิบดีสุรสีห์ ย้ำว่า การทดลองครั้งนี้นับเป็นจุดเริ่มต้นที่ดี ที่เหล่านักวิจัยได้มีโอกาสเก็บข้อมูล เก็บสถิติต่างๆ เพื่อประกอบการวิจัย พัฒนาสารทางเลือกฝนหลวงในโอกาสต่อไป และย้ำว่าสารฝนหลวงทางเลือกนี้มีโอกาสสำเร็จในเร็วๆ นี้ มาก เพื่อเป็นการสนองพระราชปณิธานของพระบิดาแห่งฝนหลวง ที่ต้องการช่วยเหลือบรรเทาทุกข์ให้กับพี่น้องประชาชน

สำหรับกรมฝนหลวงและการบินเกษตร แล้ว ขุนเกษตรา ได้เฝ้ามองและชื่นชมในความเสียสละของบุคลากรของกรมฝนหลวงฯ โดยเฉพาะท่านอธิบดีและท่านรองอธิบดี ที่มีความตั้งใจปฏิบัติภารกิจปฏิบัติการฝนหลวงเพื่อป้องกันและแก้ไขปัญหาภัยแล้งให้แก่เกษตรกรและผู้ใช้น้ำทั่วทั้งประเทศ รวมถึงการเพิ่มปริมาณน้ำต้นทุนให้กับระบบบริหารจัดการน้ำของประเทศ และยังปฏิบัติการฝนหลวงเพื่อบรรเทาปัญหาฝุ่นละอองในอากาศ โดยน้อมนำศาสตร์พระราชา ตำราฝนหลวงพระราชทานของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร พระบิดาแห่งฝนหลวง เป็นแนวทางในการดำเนินงานแก้ไขปัญหาให้กับพี่น้องประชาชน และยังคิดค้นวิธีการใหม่ๆ เพื่อให้การทำฝนเทียมได้ผลสัมฤทธิ์สูงสุดตามสภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลงตลอดเวลา

ขุนเกษตรา

ติดดาบ ศดปช.จัดการดิน-ปุ๋ยเพื่อชุมชน มุ่งลดต้นทุนผลิตสร้างรายได้ยั่งยืน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/553698

ติดดาบศดปช.จัดการดิน-ปุ๋ยเพื่อชุมชน มุ่งลดต้นทุนผลิตสร้างรายได้ยั่งยืน

วันศุกร์ ที่ 19 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2564, 06.00 น.

กรมส่งเสริมการเกษตร สัมมนาเชิงปฏิบัติการเจ้าหน้าที่ด้านดินปุ๋ยระดับพื้นที่ 2564 เพื่อวางกรอบแนวทางการขับเคลื่อนงานด้านดินปุ๋ยสู่เกษตรกร เพื่อช่วยในการลดต้นทุนการผลิตและใช้ปุ๋ยให้เกิดประโยชน์สูงสุด ภายใต้การนำเทคโนโลยีและนวัตกรรมเข้ามาเป็นกลไกการขับเคลื่อนงานอย่างยั่งยืน

นายเข้มแข็ง ยุติธรรมดำรง อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวว่า งานส่งเสริมการใช้ดินปุ๋ยอย่างถูกต้อง นับเป็นอีกหนึ่งภารกิจของกรม ซึ่งมีหน่วยงานย่อยอย่างศูนย์จัดการดินปุ๋ยชุมชน (ศดปช.) เป็นผู้ดูแลหน่วยงานดังกล่าวตั้งขึ้นมาโดยกรมส่งเสริมการเกษตรตั้งแต่ปี 2558 เนื่องจากเห็นความจำเป็นในการส่งเสริมให้เกษตรกรมีความรู้เรื่องดินและปุ๋ยอย่างถูกต้อง ประกอบกับปัจจุบันจากนโยบาย Thailand 4.0 และยุทธศาสตร์ 20 ปีของรัฐบาล รวมทั้งนโยบายเกษตรอัจฉริยะของกระทรวงเกษตรฯที่มุ่งยกระดับคุณภาพชีวิตของเกษตรกรให้ดีขึ้น ด้วยการนำเทคโนโลยีและนวัตกรรมเข้ามาสนับสนุนการใช้งานในกระบวนการผลิตสินค้าเกษตร เพื่อเพิ่มขีดความสามารถแข่งขัน ดังนั้น การส่งเสริมการใช้ปุ๋ยตามค่าวิเคราะห์ดินจึงเป็นอีกหนึ่งเทคโนโลยีเกษตรที่จะช่วยสร้างความแม่นยำและเกิดประโยชน์สูงสุดต่อการผลิตพืชของเกษตรกร ช่วยให้เกษตรกรลดต้นทุนการผลิตได้จริง

ปัจจุบันกรมส่งเสริมการเกษตร มีศูนย์จัดการดินปุ๋ยชุมชน (ศดปช.) อำเภอละ 1 ศูนย์รวม 882 ศูนย์ ซึ่งในปี 2560 เป็นต้นมาได้เป็นส่วนหนึ่งในเครือข่ายของศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร (ศพก.) ด้านดินและปุ๋ยในพื้นที่ที่มีอยู่ทั่วประเทศ โดยศูนย์จัดการดินปุ๋ยชุมชน จะมีบทบาทสำคัญเป็นแหล่งถ่ายทอดความรู้เรื่องการจัดการดินและปุ๋ยที่ถูกต้องให้กับเกษตรกรในชุมชน ผ่านการจัดกระบวนการเรียนรู้ และแปลงเรียนรู้ ให้บริการตรวจวิเคราะห์ดินด้วยชุดตรวจสอบ N P K และ pH ในดินอย่างรวดเร็ว แปลผลและให้คำแนะนำการจัดการดินและปุ๋ยเบื้องต้นตามค่าวิเคราะห์ดิน ทำให้เกษตรกรที่มารับบริการทราบถึงปริมาณธาตุอาหารหลักของดินในพื้นที่ตนเอง ควรต้องใส่ปุ๋ยอย่างไรให้เหมาะสม เพื่อให้ดินเกิดความอุดมสมบูรณ์และตรงกับความต้องการของพืช ซึ่งตรงนี้จะช่วยให้เกษตรกรสามารถลดต้นทุนการผลิตลงได้เป็นอย่างมาก และช่วยเพิ่มปริมาณและคุณภาพของผลผลิตไปพร้อมๆ กันด้วย

นายเข้มแข็งกล่าวว่า ปี 2564 กรมวางแนวทางส่งเสริมให้ศดปช. ที่เข้มแข็งสามารถพัฒนาต่อยอด ดำเนินธุรกิจบริการดินและปุ๋ยเพื่อชุมชนภายใต้โครงการพัฒนาธุรกิจบริการดินและปุ๋ยเพื่อชุมชน (One stop Service) ให้เกิดรายได้ยั่งยืน และเป็นอีกหนึ่งกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนขยายผล ให้เกษตรกรปรับเปลี่ยนพฤติกรรมใช้ปุ๋ยให้เกิดประโยชน์สูงสุด ซึ่งการสัมมนาครั้งนี้ เป็นอีกหนึ่งกิจกรรมที่สอดคล้องกับบทบาทภารกิจของหน่วยงานที่จะช่วยสนับสนุนให้เจ้าหน้าที่ส่งเสริมการเกษตรมีความรู้และมีทักษะเป็นนักส่งเสริมด้านการจัดการดินและใช้ปุ๋ยอย่างมีประสิทธิภาพ สามารถเป็นพี่เลี้ยงให้เกษตรกรได้ รวมถึงขับเคลื่อนขยายผลดำเนินงานจัดการดินและการใช้ปุ๋ยเพื่อลดต้นทุนการผลิตได้อย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืนต่อไปด้วย

สถานีเกษตร-สิ่งแวดล้อม : จับตา…โรคใบร่วงยางพาราระบาด! #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/553701

สถานีเกษตร-สิ่งแวดล้อม : จับตา...โรคใบร่วงยางพาราระบาด!

สถานีเกษตร-สิ่งแวดล้อม : จับตา…โรคใบร่วงยางพาราระบาด!

วันศุกร์ ที่ 19 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2564, 06.00 น.

เมื่อเร็วๆนี้ ท่านประธานกรรมการ การยางแห่งประเทศไทย(กยท.)“ประพันธ์ บุณยเกียรติ” ได้นำทีมล่องใต้สำรวจสวนยางพาราที่เป็นโรคใบร่วงชนิดใหม่ พบว่ามีการระบาดกว่า 900,000 ไร่ จังหวัดที่หนักที่สุดก็คือ นราธิวาส พบการระบาดถึง 720,000 ไร่

จริงๆที่แล้วโรคใบร่วงชนิดใหม่ดังกล่าว ไม่ได้ใหม่สำหรับประเทศไทยเสียทีเดียว เคยระบาดมาแล้วในปี 2562 ต่อเนื่องมาปี 2563 และเคยระบาดหนักมากๆ ในประเทศอินโดนีเซียมาก่อน มีสวนยางได้รับผลกระทบถึง 2.5 ล้านไร่ เยอะกว่าประเทศไทยหลายเท่า

ถ้าหากต้นยางต้นใดถูกโรคนี้เข้าทำลายอย่างรุนแรงแล้ว ผลผลิตน้ำยางจะลดลง ถึงขั้นไม่มีน้ำยางเลย และเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้น้ำยางออกสู่ตลาดลดลง ราคายางจึงเพิ่มขึ้นในปัจจุบัน อย่างไรก็ตามแม้ราคายางจะเพิ่มสูงขึ้น แต่ถ้าเกษตรกรไม่มียางขายก็ไม่มีประโยชน์ ดังนั้นจะต้องเร่งหาวิธีป้องกันและยับยั้งโรคนี้ให้ได้

“กยท.จะต้องเร่งดำเนินการทำแผนงานระงับยับยั้ง และควบคุมการแพร่ระบาดของโรคใบร่วงอย่างรัดกุมและมีประสิทธิภาพโดยด่วนที่สุดอย่างช้าภายในเดือนพฤษภาคมหรือก่อนฤดูฝนที่เป็นฤดูที่เหมาะแก่การเติบโตของเชื้อโรค” ประธานกรรมการ กยท.กล่าวยืนยัน

การระบาดของโรคใบร่วงชนิดใหม่ มีสาเหตุจากเชื้อรากลุ่ม Colletotrichum sp. และ Pestalotiopsis sp. บริเวณที่ระบาดหนักจะเป็นสวนยางพาราที่ปลูกบนภูเขาและมีความชื้นในอากาศสูง ซึ่งยังอยู่ในพื้นที่ภาคใต้ตอนล่าง

วิธีสังเกตว่า ต้นยางพาราเป็นโรคใบร่วงชนิดใหม่นี้หรือไม่นั้น ดูง่ายๆ จากใบ อาการเริ่มแรกใต้ใบมีลักษณะรอยช้ำค่อนข้างกลม ผิวใบด้านบนบริเวณเดียวกันสีเหลืองกลม ระยะต่อมาเนื้อเยื่อบริเวณนี้เป็นแผลตายแห้งเปลี่ยนเป็นสีคล้ำ และเป็นสีสนิมซีดรอบแผลไม่เป็นสีเหลือง รูปร่างแผลค่อนข้างกลมขนาดจำนวนจุดแผลบนแผ่นใบมีมากกว่า 1 แผลอาจเจริญลุกลามซ้อนกันเป็นแผลขนาดใหญ่ และใบจะร่วงในที่สุด อาจจะร่วงซ้ำถึง 3 รอบต่อปี

ส่วนวิธีป้องกันง่ายที่สุดในตอนนี้คือใช้กระบวนการจัดการสวนที่ดี สร้างความอุดมสมบูรณ์ให้กับต้นยางพารา และสารการใช้สารเคมีในการป้องกันจำกัด ซึ่ง กยท.ได้ดำเนินการจัดทำเอกสารเผยแพร่เอกสารความรู้เรื่องโรคใบร่วงชนิดใหม่ ตลอดจนแนวทางการป้องกันและกำจัดแจกจ่ายไปในพื้นที่ทั้งหมดแล้ว

เกษตรกรชาวสวนยางสามารถติดต่อขอเอกสาร ได้ที่สำนักงานของ กยท.ที่อยู่ใกล้

อย่างไรก็ตาม ในช่วงนี้ยังโชคดีการระบาดยังไม่กระจายทั่วไป เพราะยางเริ่มผลัดใบ เชื้อหยุดระบาดเนื่องจากไม่มีอาหาร และยังโชคดีที่พืื้นที่ภาคใต้ตอนบน ภาคกลางภาคตะวันออก ภาคเหนือ และภาคตะวันออกเฉียงเหนือยังไม่พบการระบาด แต่เกษตรกรก็ไม่ควรตายใจ ราคายางแนวโน้มเริ่มดีขึ้น ควรจะดูแลรักษาสวนยางให้ดี

หากเกษตรกรให้ความร่วมมือกับหน่วยงานต่างๆที่เกี่ยวข้องในการป้องกันและกำจัดแล้ว เชื่อมั่นในการควบคุมโรคระบาดครั้งนี้ได้จะประสบผลสำเร็จแน่นอน…ฟันธง!!!

รัฐศักดิ์ พลสิงห์

เกษตรฯจับมือพาณิชย์พัฒนาผลไม้ไทย ตั้งเป้าดันส่งออกปี’64 ทะลุ 7 หมื่นล้าน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/553700

เกษตรฯจับมือพาณิชย์พัฒนาผลไม้ไทย ตั้งเป้าดันส่งออกปี’64ทะลุ7หมื่นล้าน

วันศุกร์ ที่ 19 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2564, 06.00 น.

“เกษตรฯ”จับมือ“พาณิชย์”ผนึกจีนขยายความร่วมมือพัฒนามาตรฐานคุณภาพผลไม้ไทย ดันส่งออกปี’64 เพิ่ม ตั้งเป้าทะลุ 7 หมื่นล้านบาท

นายอลงกรณ์ พลบุตร ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวว่า ภายใต้นโยบายทำงานเชิงรุกยุคโควิดเพื่อขยายการส่งออกผลไม้ไทยสู่ตลาดโลกของ ดร.เฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์และประธานคณะกรรมการพัฒนาและบริหารจัดการผลไม้ (Fruit Board) กระทรวงเกษตรและสหกรณ์และกระทรวงพาณิชย์ จะจัดการประชุมว่าด้วยความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชนในการพัฒนาคุณภาพผลไม้เพื่อสร้างโอกาสเพิ่มขึ้นในการส่งออกผลไม้ไทยไปจีน โดยจะมีการประชุมร่วมกันกับผู้แทนกระทรวงเกษตรฯ และอัครราชทูตที่ปรึกษาด้านพาณิชย์ของจีนรวมทั้งหอการค้าไทย-จีนและผู้แทนภาคเอกชนของ 2 ฝ่าย ในเดือนมีนาคมที่จะถึงนี้

“ปีที่แล้วเราสามารถส่งออกผลไม้ไปจีนเป็นมูลค่ากว่า 6 หมื่นล้านบาท แม้จะเผชิญกับวิกฤตการณ์โควิด-19 ซึ่งปัจจัยความสำเร็จที่ผ่านมาคือการทำงานภายใต้โมเดล “เกษตรผลิต พาณิชย์ตลาด” ระหว่างกระทรวงเกษตรฯ และกระทรวงพาณิชย์ และการพัฒนาระบบผลิตจนถึงผู้บริโภคด้วยนโยบาย “เกษตรปลอดภัย อาหารปลอดภัย”สร้างความเชื่อมั่นผู้บริโภคด้วยมาตรฐาน GAP GMP ฯลฯ และในการขยายความร่วมมือกับจีนครั้งนี้จะสามารถส่งออกผลไม้ไปจีนได้ไม่น้อยกว่า 7 หมื่นล้านบาท” นายอลงกรณ์ กล่าว

สำหรับประเด็นการหารือจะครอบคลุมตั้งแต่ การพัฒนามาตรฐานและคุณภาพผลไม้ไทย ระบบการตรวจสอบย้อนกลับ (Traceability) จากฟาร์มถึงผู้บริโภค การพัฒนาเทคโนโลยีการผลิต การขนส่งโลจิสติกส์ (Logistics Management) การส่งเสริมการตลาดทั้งออฟไลน์และออนไลน์ (O2O model) การพัฒนาการอำนวยความสะดวก (Facilitation) บริเวณด่านส่งออก 4 ด่านได้แก่ ด่านโมฮ่าน ด่านโหยวอี้กวน ด่านตงชิงและด่านผิงเสียงรวมทั้งความร่วมมือในการพัฒนาศักยภาพของเกษตรกรและผู้ประกอบการ (Entrepreneurship Development)ประเทศไทยและประเทศจีนมีความสัมพันธ์กันมาอย่างยาวนานผูกพันเสมือนพี่น้องกันและได้พัฒนาความร่วมมืออย่างต่อเนื่อง โดยล่าสุดได้มีพิธีลงนามความร่วมมือเพื่อส่งเสริมการส่งออกสินค้าไทยให้มีคุณภาพและมาตรฐานสอดคล้องกับกฎระเบียบและข้อบังคับการนำเข้าของสาธารณรัฐประชาชนจีน ระหว่างหอการค้าไทย-จีน และ บริษัท ซี ซี ไอ ซี (ประเทศไทย) จำกัด

รายงานพิเศษ : ‘มะม่วงน้ำดอกไม้สีทอง’ อุดรธานี พืชศก.น่าจับตาส่งออกตปท. 1,800 ตัน/ปี #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/553456

รายงานพิเศษ : ‘มะม่วงน้ำดอกไม้สีทอง’อุดรธานี  พืชศก.น่าจับตาส่งออกตปท.1,800ตัน/ปี

รายงานพิเศษ : ‘มะม่วงน้ำดอกไม้สีทอง’อุดรธานี พืชศก.น่าจับตาส่งออกตปท.1,800ตัน/ปี

วันพฤหัสบดี ที่ 18 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2564, 06.00 น.

ปัจจุบันจังหวัดอุดรธานีเป็นแหล่งผลิตมะม่วงน้ำดอกไม้สีทองส่งออกอันดับ 1 ของภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เนื่องจากมีพื้นที่ปลูกจำนวนมาก มีระบบการปลูกที่ปลอดภัยและได้มาตรฐาน ส่งผลให้มะม่วงมีคุณภาพสูง เป็นที่ต้องการของตลาดต่างประเทศ โดยเฉพาะประเทศญี่ปุ่น เกาหลี จีน ลาว มาเลเซีย เวียดนาม เมียนมา และกัมพูชา คาดการณ์ปี 2564 ส่งออกผลผลิตประมาณ 1,800 ตัน/ปี จึงกลายเป็นพืชเศรษฐกิจของจังหวัดที่ต้องเร่งการขยายตลาดส่งออกให้เพิ่มมากขึ้น

นางเพ็ญศิริ วงษ์วาท

นางเพ็ญศิริ วงษ์วาท ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรที่ 3 อุดรธานี (สศท.3) สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) เปิดเผยว่า จากการติดตามสถานการณ์การผลิตมะม่วงน้ำดอกไม้สีทอง จังหวัดอุดรธานี พบว่า มีพื้นที่ปลูกมะม่วงน้ำดอกไม้สีทอง ประมาณ 6,300 ไร่ ให้ผลผลิตรวม 6,000 ตัน/ปี ผลผลิตเฉลี่ย 900-1,000 กิโลกรัม/ไร่แหล่งผลิตสำคัญอยู่ในอำเภอหนองวัวซอ และกระจายอยู่ในอำเภอน้ำโสม วังสามหมอ กุมภวาปี ปัจจุบันมีเกษตรกรผู้ปลูก 658 ราย ส่วนใหญ่มีการรวมกลุ่มผลิตในรูปแบบแปลงใหญ่ วิสาหกิจชุมชน และกลุ่มเกษตรกร ราคาต้นพันธุ์อยู่ที่ 30-60 บาท/ต้น เกษตรกรส่วนใหญ่นิยมปลูกมะม่วงนอกฤดูเพื่อส่งออก เนื่องจากได้ราคาสูง ซึ่งจะปลูกช่วงเดือนพฤษภาคม – มิถุนายน (เริ่มให้ผลผลิตในปีที่ 2 เริ่มทำนอกฤดูในปีที่ 4 และสามารถเก็บเกี่ยวได้ประมาณ 25 ปี) เกษตรกรจะทำการเก็บเกี่ยวทั้งหมด 3 รอบ คือ รอบที่ 1 ช่วงเดือนพฤศจิกายน – ธันวาคม รอบที่ 2 เดือนมกราคม – กุมภาพันธ์ และรอบที่ 3 ช่วงเดือนมีนาคม – เมษายน ทำให้มะม่วงน้ำดอกไม้สีทองจังหวัดอุดรธานี มีผลผลิตจำหน่ายตลอดทั้งปี ซึ่งหลังจากเกษตรกรเก็บเกี่ยวผลผลิตแล้ว เจ้าหน้าที่ของบริษัทส่งออกจะมารับผลผลิตถึงแหล่งผลิต โดยจะทำการคัดเกรดมะม่วงสำหรับส่งออกตลาดต่างประเทศและในประเทศ หลังจากคัดเกรดผลผลิตแล้วจะนำเข้าสู่กระบวนการฆ่าเชื้อ และบรรจุหีบห่อตามมาตรฐานการส่งออก

ด้านสถานการณ์ตลาดมะม่วงน้ำดอกไม้สีทอง ผลผลิตส่วนใหญ่ร้อยละ 70 ส่งจำหน่ายตลาดหลักในประเทศ ได้แก่ ตลาดไท ตลาดสี่มุมเมือง ตลาดอุดรเมืองทอง และขายปลีกในจังหวัด ส่วนผลผลิตร้อยละ 30 ส่งออกไปยังตลาดต่างประเทศ ซึ่งคุณสมบัติของมะม่วงเพื่อการส่งออกคือ มีผิวนวลสีเหลืองอมเขียวถึงเหลืองอ่อน ไม่มีรอยแมลง รูปร่างไม่ผิดทรงมะม่วง ความแก่ 80 – 90% โดยมีการแบ่งเป็น 3 เกรด คือ มะม่วงน้ำดอกไม้สีทองเกรด A น้ำหนักประมาณ 300 – 600 กรัม/ผล หรือ 2 – 3 ผล/กิโลกรัม ราคาเฉลี่ยอยู่ที่ 50-70 บาท/กิโลกรัม (ราคา ณ กุมภาพันธ์ 2564) ส่งออกไปยังประเทศญี่ปุ่น เกาหลี และจีน มะม่วงน้ำดอกไม้สีทองเกรด B น้ำหนักประมาณ 200 – 299 กรัม/ผล หรือ 4 – 5 ผล/กิโลกรัม ราคาเฉลี่ยอยู่ที่ 25 – 35 บาท/กิโลกรัม ส่งออกไปประเทศเพื่อนบ้าน ได้แก่ ลาว มาเลเซีย และเวียดนาม และมะม่วงน้ำดอกไม้สีทองเกรด C จะมีคุณสมบัติคล้ายกับเกรด B แต่ผิวของมะม่วง สามารถมีรอยแมลงได้เล็กน้อย โดยราคาขึ้นอยู่ตามเกรด ตลาด และช่วงเวลาการขาย ส่วนมะม่วงผลอ่อนจากการตัดแต่งช่อดอก หรือที่เรียกว่ามะม่วงกะตอย จะเน้นบริโภคเป็นผักเคียงหรือส่วนผสมในอาหารท้องถิ่น ราคาเฉลี่ยอยู่ที่ 7-10 บาท/กิโลกรัม จะส่งออกไปยังตลาดประเทศเมียนมาและกัมพูชา ซึ่งมีความต้องการอย่างต่อเนื่อง ทั้งนี้ จากการระบาดของโรคโควิด-19 ระลอกใหม่นี้ อาจส่งผลให้ปริมาณการส่งออกและราคาผลผลิตปรับตัวลดลง อย่างไรก็ตาม หากสถานการณ์ดังกล่าวเริ่มคลี่คลาย คาดว่าทิศทางการส่งออกและราคาจะปรับตัวสูงขึ้น

ผู้อำนวยการ สศท.3 กล่าวต่อไปว่า ปัจจุบันมะม่วงน้ำดอกไม้สีทองของจังหวัดอุดรธานี ได้รับมาตรฐานรับรอง GAP จึงเป็นเครื่องการันตีและสร้างความมั่นใจกับผู้ค้าและผู้บริโภคได้ว่าผลผลิตได้มาตรฐานและมีคุณภาพ อีกทั้ง จังหวัดยังมีการบริหารจัดการสินค้าเกษตรที่ดีไม่มีของเสีย (Zero Waste) ซึ่งผลผลิตทุกส่วนสามารถสร้างรายได้ทั้งหมดไม่เหลือทิ้ง ประกอบกับมีการส่งเสริมด้านการตลาด ภายใต้งานกาชาดมะม่วงแฟร์ของดีหนองวัวซอ และตลาดออนไลน์ อาทิ เว็บไซต์ตลาดสินค้าเกษตรออนไลน์ เพื่อช่วยกระจายรายได้กับเกษตรกร ซึ่งปัจจุบันเกษตรกรสนใจและหันมาปลูกมะม่วงน้ำดอกไม้สีทองเพิ่มขึ้น และในอนาคตเกษตรกรมีแนวโน้มที่จะขยายพื้นที่ปลูกเพื่อรองรับความต้องการของตลาด ทั้งนี้ เพื่อให้ได้ผลผลิตที่มีคุณภาพ ตรงกับความต้องการของตลาด เกษตรกรควรเฝ้าระวังโรคแอนแทรกโนส โรคขั้วผลเน่า และแมลงศัตรูพืช ได้แก่ ด้วงเจาะเมล็ดมะม่วง เพลี้ยไฟ แมลงวันผลไม้ และเพลี้ยแป้ง ซึ่งอาจส่งผลต่อคุณภาพและปริมาณผลผลิต สำหรับเกษตรกรหรือผู้สนใจต้องการข้อมูลสถานการณ์การผลิตมะม่วงน้ำดอกไม้สีทองของจังหวัดอุดรธานี สามารถสอบถามเพิ่มเติมได้ที่ สศท.3 อุดรธานี โทร. 04-2292-557 หรืออีเมล zone3@oae.go.th

มกอช.เจรจาผ่านฉลุย ‘เม็กซิโก’ อนุญาตนำเข้าจิ้งหรีดไทย #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/553310

มกอช.เจรจาผ่านฉลุย 'เม็กซิโก'อนุญาตนำเข้าจิ้งหรีดไทย

มกอช.เจรจาผ่านฉลุย ‘เม็กซิโก’อนุญาตนำเข้าจิ้งหรีดไทย

วันพุธ ที่ 17 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2564, 13.04 น.

นายพิศาล พงศาพิชณ์ เลขาธิการสำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ (มกอช.)เผยข่าวดีหลังเจรจากับเม็กซิโกเปิดตลาดผลิตภัณฑ์จิ้งหรีดเป็นผลสำเร็จ เปิดทางยกระดับอาหารภูมิปัญญาพื้นบ้านไปสู่ตลาดโลก สร้างรายได้เกษตรกร กระตุ้นเศรษฐกิจไทย 

ที่ผ่านมา มกอช. และกรมปศุสัตว์ ได้ผนึกกำลังเปิดตลาดจิ้งหรีดเม็กซิโก เพื่อขับเคลื่อนนโยบายของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ในการผลักดันให้ประเทศไทยเป็นผู้ส่งออกสินค้าจิ้งหรีดหลักของโลก โดยได้ร่วมจัดทำข้อมูลทางเทคนิคและเจรจากับสำนักงานแห่งชาติด้านสุขอนามัยความปลอดภัยและคุณภาพของการเกษตรและอาหาร (Servicio Nacional de Sanidad, Inocuidad y Calidad Agroalimentaria หรือ SENASICA) ของเม็กซิโก จนทำให้เม็กซิโกมีความเชื่อมั่นและให้การยอมรับระบบการควบคุมคุณภาพและ
ความปลอดภัยของการผลิตจิ้งหรีดตั้งแต่ระดับฟาร์มจนถึงโรงงาน รวมทั้งมาตรการด้านสุขอนามัยและกระบวนการตรวจสอบผลิตภัณฑ์ก่อนการส่งออกของประเทศไทย 

ล่าสุดเมื่อวันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2564 เม็กซิโกได้ประกาศอนุญาตการนำเข้าผลิตภัณฑ์จิ้งหรีดจากประเทศไทยอย่างเป็นทางการ โดยได้ประกาศข้อกำหนดด้านสุขอนามัยสัตว์ (Zoosanitary Requirement Sheet หรือ HRZ) สำหรับการนำเข้าผลิตภัณฑ์ผงแป้งจิ้งหรีดสายพันธุ์สะดิ้งจากประเทศไทยบนเว็บไซต์ทางการของ SENASICA ซึ่งถือเป็นความสำเร็จของดำเนินงานร่วมกันของหน่วยงานภายใต้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ในการผลักดันสินค้าแมลงกินได้ของไทยสู่ตลาดโลก ทั้งฝ่ายเจรจาโดย มกอช. และกรมปศุสัตว์ และหน่วยงานร่วมประสานงานที่สำคัญ “ฝ่ายการเกษตรประจำสถานกงสุลใหญ่ ณ นครลอสแอนเจลิส”
 
ทั้งนี้ สายพันธุ์จิ้งหรีดที่ไทยได้รับอนุญาตส่งออกไปยังเม็กซิโกได้ คือ จิ้งหรีดทองแดงลาย หรือ สะดิ้ง (Acheta domesticus) ในลักษณะผลิตภัณฑ์ผงแป้งจิ้งหรีด โดยมีเงื่อนไขการส่งออกหลัก คือ จิ้งหรีดจะต้องเลี้ยงในฟาร์มที่ผ่านการรับรองมาตรฐาน GAP (การปฏิบัติทางการเกษตรที่ดีสำหรับฟาร์มจิ้งหรีด หรือ มกษ. 8202-2560) สินค้าจะต้องไม่มีการปนเปื้อนโปรตีนจากสัตว์เคี้ยวเอื้อง และต้องได้ใบรับรองสุขอนามัย (Health Certificate) จากกรมปศุสัตว์ประกอบการส่งออก 

การเปิดตลาดจิ้งหรีดไปเม็กซิโกได้สำเร็จ ถือเป็นก้าวสำคัญของการยกระดับมาตรฐานอุตสาหกรรมจิ้งหรีดและแมลงกินได้ของไทยเข้าสู่ตลาดมาตรฐานสูง ที่ให้ความสำคัญต่อเรื่องความปลอดภัยอาหารตลอดกระบวนการผลิต ตั้งแต่มาตรฐานการเพาะเลี้ยง การแปรรูป ไปจนถึงการส่งออก และยังถือเป็นการเปิดประตู
สู่ภูมิภาคละตินอเมริกาที่มีการยอมรับบริโภคสินค้ากลุ่มแมลงกินได้ในระดับสูง และอาจนำไปสู่การขยายตลาดไปในภูมิภาคอเมริกาเหนือต่อไปได้ในอนาคต ดังนั้น จึงเป็นโอกาสที่ดีของเกษตรกรและผู้ประกอบการไทยที่จะสร้างรายได้จากการส่งออกจิ้งหรีดไปต่างประเทศ โดยเม็กซิโกมีความต้องการนำเข้าจิ้งหรีดไม่แพ้ตลาดประเทศเพื่อนบ้านอย่างสหรัฐอเมริกาและแคนาดา และในเชิงวัฒนธรรมแล้วผู้บริโภคชาวเม็กซิโกยังมีความคุ้นเคยกับการบริโภคแมลงเป็นอย่างดี 

เกษตรกรและผู้ประกอบการท่านใดที่สนใจจะส่งออกจิ้งหรีดไปเม็กซิโก สามารถขอการรับรองมาตรฐานฟาร์มและขอใบรับรองสุขอนามัยได้ที่ สำนักพัฒนาระบบและรับรองมาตรฐานสินค้าปศุสัตว์ และสำนักงานปศุสัตว์จังหวัด กรมปศุสัตว์ หรือสอบถามข้อมูลกฎระเบียบการนำเข้าจิ้งหรีดของเม็กซิโกได้ที่ 
กองนโยบายมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหาร สำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ เลขที่ 50 ถนนพหลโยธิน แขวงลาดยาว เขตจตุจักร กรุงเทพมหานคร 10900 โทร 02-561-2277 ต่อ 1307 และ 1326

พิพิธภัณฑ์เกษตรเฉลิมพระเกียรติฯ เปิดโครงการ ‘ปลูกผักกินฟรีช่วยผู้ประสบภัยโควิด’ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/553210

พิพิธภัณฑ์เกษตรเฉลิมพระเกียรติฯ เปิดโครงการ‘ปลูกผักกินฟรีช่วยผู้ประสบภัยโควิด’

วันพุธ ที่ 17 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2564, 06.00 น.

นางสาวสำเภาว์ งามเชย รองผู้อำนวยการสำนักงานพิพิธภัณฑ์เกษตรเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว (ฝ่ายพัฒนา) เปิดเผยว่า จากสถานการณ์ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 ส่งผลกระทบกับภาคเศรษฐกิจของทั้งประเทศ สำนักงานพิพิธภัณฑ์เกษตรฯเห็นความสำคัญของปัญหาดังกล่าวจึงจัดโครงการ “ปลูกผักกินฟรี ช่วยเหลือผู้ประสบภัย โควิด-19”เปลี่ยนพื้นที่เรียนรู้ภายในพิพิธภัณฑ์การเกษตรฯ เป็นแปลงฝึกปฏิบัติ โดยจะได้เรียนรู้ตั้งแต่กระบวนเตรียมดิน เพาะเมล็ดวิธีปลูก การดูแลรักษา ไปจนถึงการเก็บเกี่ยวผลผลิต และผลผลิตร้อยละ 30 จะถูกนำไปใส่ไว้ในตู้ปันผัก เพื่อส่งต่อผลผลิตผักอินทรีย์ปลอดภัยไปยังประชาชน หรือผู้ที่เดือดร้อนโดยไม่มีค่าใช้จ่าย และอีกร้อยละ 70 จัดสรร ให้ผู้ที่รับผิดชอบดูแลผลผลิต นำไปจำหน่ายให้เกิดรายได้ ทั้งนี้ โครงการ “ปลูกผักกินฟรี ช่วยเหลือผู้ประสบภัยโควิด -19” เปิดรับสมัครผู้ร่วมโครงการตั้งแต่วันที่ 15-24 กุมภาพันธ์ สัมภาษณ์วันที่ 26 กุมภาพันธ์ ประกาศผลผู้ร่วมโครงการวันที่ 27 กุมภาพันธ์ และเริ่มเรียนรู้ตั้งแต่วันที่ 28 กุมภาพันธ์เป็นต้นไป ระยะเวลาเรียนรู้รวม 50 วัน รับสมัครผู้เข้าร่วมโครงการ จำนวนครั้งละ 30 ท่าน หรือสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ทางโทรศัพท์ 0-2529-2212-13,06-5640-5915, 09-0370-2766, 08-7359-7171

เกษตรฯขับเคลื่อน กัญชง-กัญชา จากแปลงวิจัยสู่ครัวเรือน 6 ต้น #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/553212

เกษตรฯขับเคลื่อนกัญชง-กัญชา  จากแปลงวิจัยสู่ครัวเรือน6ต้น

เกษตรฯขับเคลื่อนกัญชง-กัญชา จากแปลงวิจัยสู่ครัวเรือน6ต้น

วันพุธ ที่ 17 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2564, 06.00 น.

นางสาวมนัญญา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์เปิดเผยว่าได้ให้นโยบายกับกรมวิชาการเกษตร(กวก.)ไปหารือกับคณะกรรมการอาหารและยา(อย.) กระทรวงสาธารณสุข เพื่อร่วมกันกำหนดแนวทางขับเคลื่อนการส่งเสริมการปลูกพืชกัญชงและกัญชา หลังกฎกระทรวงสาธารณสุขมีผลบังคับใช้ คาดว่าภายในเดือนกุมภาพันธ์จะได้แนวปฏิบัติออกมาเพื่อให้ประชาชนที่สนใจจะปลูกรับทราบภายใต้การกำกับของ อย.และมีกรมวิชาการเกษตรเป็นพี่เลี้ยงทางด้านวิชาการ

ทั้งนี้ แนวปฏิบัติประกอบด้วย 1.การนำเข้าเมล็ดพันธุ์และจำหน่ายเมล็ดพันธุ์จะเร่งดำเนินการประกาศให้เมล็ดพันธุ์กัญชาและกัญชงเป็นเมล็ดพันธุ์ควบคุมตามพ.ร.บ.พันธุ์พืช พ.ศ. 2518 โดยระหว่างรอประกาศ จะใช้ระเบียบและกฎเกณฑ์ของอย.ไปพรางก่อน เมื่อมีประกาศแล้ว ให้สองหน่วยงานบูรณาการในการรับรองใบอนุญาต 2.การขออนุญาตปลูกเป็นของอย. ซึ่งจะมีคณะกรรมการระดับจังหวัด พิจารณาและรวบรวมรายชื่อผู้ปลูกและหลักฐานการยื่นให้เกษตรและสหกรณ์จังหวัดและหน่วยงานในกระทรวงเกษตรฯดูแล ตั้งแต่เตรียมแปลง ตามเก็บเกี่ยว และส่งผลตรวจประเมินความสามารถของผู้ปลูกให้อย. และกระทรวงเกษตรฯจะร่วมตรวจสอบการนำเข้าการผลิตเมล็ดพันธุ์เพื่อจำหน่าย ควบคุมการผลิตต้นกล้าและคุณภาพต้นกล้าเพื่อให้ได้คุณภาพตรงตามสายพันธุ์ 3.ทดสอบคุณภาพของกัญชาและกัญชง ผู้ปลูกและผู้ซื้อสามารถใช้อุปกรณ์ตรวจเบื้องต้นได้เอง และกระทรวงสาธารณสุขสนับสนุนให้เอกชนตั้งห้องปฏิบัติการตรวจวิเคราะห์คุณสมบัติทางกายภาพและคุณสมบัติทางเคมีของสารสกัดจากกัญชาและกัญชง เพื่อให้การบริการประชาชนทั่วถึง 4.การซื้อ-ขายกัญชาและกัญชง จะเป็นการซื้อ-ขายโดยตรงหรือระบบ contract farming ระหว่างผู้ซื้อและผู้ปลูก รวมถึงตั้งตลาดกลางกัญชา ตลาดกลางกัญชง เป็นศูนย์กลางซื้อ-ขายที่มีกำหนดมาตรฐานสินค้า กำหนดราคากลาง และการซื้อขายเป็นธรรมโดยให้กรมส่งเสริมสหกรณ์เป็นหน่วยงานหลักในการจัดตั้ง

ส่องเกษตร : พะยอม…บาน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/553209

ส่องเกษตร : พะยอม…บาน

วันพุธ ที่ 17 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2564, 06.00 น.

กุมภาพันธ์เป็นเดือนแห่งความรักที่คนวัยหนุ่ม-สาวอาจจะเฝ้ารอให้วันแห่งความรักมาถึงซึ่งคนเราควรมีความรักให้แก่กันในทุกวัน เมื่อเริ่มเข้าสู่ฤดูแล้งก็ยังเป็นช่วงที่ต้นไม้หลายชนิดเฝ้ารอติดดอกออกผลเช่นกัน ทั้งไม้ผลหรือไม้ป่าพืชพรรณหลายชนิดถูกมนุษย์ใช้เป็นสัญลักษณ์ในหลายๆ อย่าง เช่น กุหลาบสีแดงเป็นสัญลักษณ์แห่งความรักของหนุ่มสาว เทศกาลแห่งความรักจึงเป็นเทศกาลที่ดอกกุหลาบสีแดงราคาพุ่งสูงขึ้นกว่าช่วงเวลาอื่น เกษตรกรที่ปลูกกุหลาบมักจะวางแผนให้กุหลาบออกดอกในช่วงเวลานี้ นอกจากนี้ยังมีการนำต้นไม้อีกหลายชนิดมาเป็นสัญลักษณ์ของจังหวัด หน่วยงาน หรือสถาบันต่างๆ นับเป็นกุศโลบายในการสร้างความผูกพันให้คนกับต้นไม้ ซึ่งจะว่าไปก็มีส่วนช่วยให้เกิดการอนุรักษ์และขยายพื้นที่ปลูกต้นไม้ชนิดนั้นเพิ่มมากขึ้นอีกทางหนึ่ง

เมื่อเอ่ยถึง ลูกนนทรี ก็จะเข้าใจว่าเป็นผู้ที่จบการศึกษาจากมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์มีสัญลักษณ์สีเขียวของต้นนนทรีที่สื่อถึงการเกษตร หรือ หากเป็นต้นจามจุรี ก็เข้าใจกันว่าเป็นต้นไม้สัญลักษณ์ของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ในระดับหน่วยงานมีการนำต้นไม้มาเป็นสัญลักษณ์เช่นกัน เช่น ต้นพะยอม ต้นไม้ประจำกรมวิชาการเกษตร เป็นไม้ยืนต้นขนาดกลาง-ใหญ่ สูงประมาณ 15-30 เมตร จัดเป็นพืชที่อยู่ในวงศ์ยาง เช่นเดียวกัน เต็ง รัง ชอบขึ้นในที่แล้ง ดินทรายไม่ชอบดินเค็ม ทรงต้นหากปลูกเดี่ยวๆ จะเป็นพุ่มสวยงามโดยไม่ต้องมีการตัดแต่งกิ่ง ปัจจุบันหลายคนนำมาปลูกไว้ในบ้าน โดยจะออกดอกปีละ1 ครั้ง ในช่วงเดือนมกราคม-เมษายน ด้วยการทิ้งใบก่อนที่จะออกดอกทั้งต้น ซึ่งต้องใช้ระยะเวลาในการรอคอยนานหลายปีกว่าจะออกดอก เพราะเป็นไม้ที่โตช้า ต้องเป็นคนรักไม้ชนิดนี้จริงๆ จึงจะนำมาปลูก ทำให้เป็นไม้ที่ค่อนข้างหายาก ลักษณะดอกเป็นช่อแยกแขนงออกที่ปลายกิ่ง โคนกลีบเลี้ยงเชื่อมติดกันปลายแยกเป็น 5 กลีบ เรียงเวียนแบบกังหัน มีกลิ่นหอมอ่อนๆ ในช่วงเย็น คนไทยในยุคก่อนเชื่อกันว่าหากบ้านใดปลูกต้นพะยอมไว้ในบ้าน จะทำให้ผู้พักอาศัยเป็นผู้ที่มีนิสัยอ่อนน้อม ประณีประนอม ไม่ขัดสน เพราะบุคคลทั่วไปให้ความเห็นใจและยอมให้ในสิ่งที่ดีงามเสมอ อย่างไรก็ตาม จากการที่ต้นพะยอมเป็นไม้ที่โตช้า กว่าจะติดดอกต้องใช้เวลาปลูกนานหลายปี และยังออกดอกเพียงปีละครั้งเท่านั้น ในความเห็นของผม ต้นพะยอมถูกคัดเลือกให้เป็นต้นไม้ประจำกรมวิชาการเกษตร คงเป็นผลจากลักษณะของต้นพะยอม เพราะภารกิจหลักของกรมวิชาการเกษตร คือ การวิจัยและพัฒนาที่เกี่ยวข้องกับพืชและเครื่องจักรกลการเกษตร การทำงานวิจัยและพัฒนาเป็นงานที่ต้องใช้เวลาในการดำเนินการ เป็นงานที่ต้องคิดล่วงหน้า กำหนดเป้าหมายอย่างชัดเจน จึงต้องมีความอดทน ผ่านกระบวนการบ่มเพาะและสะสมองค์ความรู้ เมื่อได้เวลาที่เหมาะสมจึงจะนำเสนอต่อสาธารณะ เพื่อให้ผู้คนได้นำไปใช้ประโยชน์จากผลสำเร็จที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องและเป็นประโยชน์ต่อชาติบ้านเมืองไปตลอด

ดังนั้น ลักษณะของนักวิจัยจึงมักไม่แสดงตัวต่อสาธารณะ มุ่งมั่นกับงานวิจัยที่ตนรับผิดชอบไม่มีการออกมาสร้างภาพไปวันๆ โดยขาดหลักฐานงานวิจัยมารองรับ ดังนั้นจึงไม่ค่อยเห็นนักวิจัยที่ออกมาวุ่นวายนำเสนอข้อมูลพร่ำเพรื่อ หรือนำเสนอข้อมูลที่ไม่ใช่ผลจากงานวิจัยที่เกิดขึ้น หากงานวิจัยถูกบีบคั้นด้วยเหตุผลต่างๆ นานาให้นำเสนอผลงานออกมาโดยที่งานวิจัยนั้นยังไม่สมบูรณ์ครบถ้วน จะด้วยข้อจำกัดหรือข้อสั่งการต่างๆ ส่งผลให้งานวิจัยดังกล่าวไม่สามารถนำไปใช้ให้เกิดประโยชน์ได้อย่างยั่งยืน และบางครั้งอาจเกิดผลเสียมากกว่าผลดีที่สร้างภาพขึ้นมาชั่วครั้งชั่วคราวเท่านั้น โดยในบรรดานักวิจัยที่ผมระลึกถึงและเป็นแบบอย่างของนักวิจัยที่ดี คือ ดร.อาวุธ ณ ลำปาง ผู้คัดเลือกและปรับปรุงพันธุ์ถั่วลิสง สร้างพันธุ์ถั่วลิสงไทนาน 9 ที่ยังคงเป็นพันธุ์ถั่วลิสงที่มีการปลูกอย่างแพร่หลายมาจนถึงปัจจุบัน แม้ว่า ดร.อาวุธ จะล่วงลับไปนานแล้วก็ตาม

หันกลับมามองความเป็นจริงในปัจจุบัน เกรงว่าความเข้าใจและไม่เข้าใจของผู้เกี่ยวข้องซึ่งเผชิญปัญหาในการวิจัยและพัฒนาเพื่อสร้างผลงานที่มีประโยชน์และทรงคุณค่า กับการเร่งรัดสร้างผลงานให้เกิดขึ้นตามนโยบาย จะดำเนินไปในลักษณะใด ความเข้มแข็งของการวิจัยและพัฒนาของกรมวิชาการเกษตรที่เคยเป็นมาในอดีต จะยังคงอยู่หรืออ่อนแรงลงไปจนเลือนหายไปจากวงการวิจัยของชาติ ยังคงเป็นประเด็นที่น่าห่วงใย

ผมเห็นดอกพะยอมบานเต็มต้นไปเมื่อไม่กี่วันก่อน จึงหวนคิดถึงและย้อนกลับไปคิดเรื่องงานวิจัยที่ต้องอดทนและรอคอยกว่าจะได้ผลสำเร็จ เหมือนต้นพะยอมกว่าจะออกดอกก็ต้องใช้เวลาเป็นปี แต่เมื่อออกดอกแล้วก็สร้างคุณค่าให้เกิดขึ้นกับผู้คนที่ได้พบเห็น เกิดประโยชน์ต่อทุกๆคน ผู้อาวุโสอดีตข้าราชการของกรมวิชาการเกษตรท่านหนึ่งได้กล่าวถึงต้นพะยอมไว้ว่า“โอ้พะยอมจงอยู่ยั่งยืนยง แต่ชีวิตเราคงปลดปลงลงแน่…” เหมือนจะสื่อให้คนกรมวิชาการเกษตรเชื่อมั่นในผลงานที่เกิดขึ้นจากการวิจัยและพัฒนาที่จะยังคงอยู่ตลอดไปเหมือนกับต้นพะยอมที่ยังคงเติบโตไปอย่างช้าๆ และออกดอกมาให้ชื่นชมกันทุกปี ในขณะที่ชีวิตคนผ่านมาแล้วก็ผ่านไปขึ้นกับว่าระหว่างทางจะเหลืออะไรไว้ให้เกิดประโยชน์ต่อแผ่นดินนี้หรือไม่ก็เท่านั้น

สมชาย ชาญณรงค์กุล

กยท.ทุ่มงบ 700 ล. หนุนสหกรณ์แปลงใหญ่ ดันมาตรการดึงน้ำยางออกจากระบบ 2 แสนตัน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/553211

กยท.ทุ่มงบ700ล.หนุนสหกรณ์แปลงใหญ่ ดันมาตรการดึงน้ำยางออกจากระบบ2แสนตัน

วันพุธ ที่ 17 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2564, 06.00 น.

นายประพันธ์ บุณยเกียรติ ประธานกรรมการการยางแห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า กยท.ดำเนินโครงการส่งเสริมการทำสวนยางในรูปแบบแปลงใหญ่ ตามนโยบายของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ตั้งแต่ปี 2562 ถึงปัจจุบัน มีเกษตรกรชาวสวนยางในโครงการ 18,095 รายพื้นที่สวนยางจำนวนกว่า 270,000 ไร่ มุ่งพัฒนาเกษตรกรชาวสวนยางสู่การเป็น Smart Farmer ผ่านการถ่ายทอดองค์ความรู้เพื่อให้บรรลุเป้าหมาย 5 ด้าน ได้แก่ การลดต้นทุนการผลิต /การเพิ่มผลผลิต /การพัฒนาคุณภาพ /การตลาด /การบริหารจัดการ โดยการบูรณาการร่วมกันทั้งในส่วนของเกษตรกร/สถาบันเกษตรกรชาวสวนยางหน่วยราชการ และภาคเอกชน ทั้งนี้ มีการกำหนดเป้าหมายให้มีโรงงานแปรรูปยางพาราครอบคลุมพื้นที่ทุกเขตของ กยท. ทั้ง 7 เขต วงเงินงบประมาณ 700 ล้านบาทต่อปี ล่าสุด (4 ก.พ.64) คณะกรรมการการยางแห่งประเทศไทย อนุมัติโครงการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตน้ำยางข้นในรูปแบบเกษตรแปลงใหญ่ยางพาราให้สหกรณ์เครือข่ายยางพาราจังหวัดตราด จำกัด ซึ่งเป็นโรงงานน้ำยางข้นของสถาบันเกษตรกรโรงงานเดียวที่รับซื้อน้ำยางสดมาแปรรูปเป็นน้ำยางข้น โดย กยท. สนับสนุนเงินอุดหนุนจากมาตรา 49(3) วงเงินกว่า 31 ล้านบาทเพื่อใช้ขยายกำลังการผลิตและปรับปรุงคุณภาพผลผลิต โดยหลังจากปรับปรุงโรงงานจะสามารถเพิ่มกำลังการผลิตได้มากขึ้นจากเดิม 3 เท่าต่อวัน สามารถรองรับน้ำยางสดจากเกษตรกรในภูมิภาคได้มากขึ้นด้วย ซึ่งจะรับซื้อน้ำยางสดในราคานำตลาด เพื่อนำมาแปรรูปเป็นน้ำยางข้นเก็บไว้ชะลอขายได้ ถือเป็นอีกวิธีบริหารจัดการน้ำยางสดอีกวิธีหนึ่งในช่วงที่สถานการณ์ยางมีความผันผวน

นายณกรณ์ ตรรกวิรพัท ผู้ว่าการ กยท. กล่าวว่า กยท. พยายามกระตุ้นการดึงน้ำยางสดออกจากตลาดโดยดำเนินโครงการบริหารจัดการน้ำยางสด ตั้งแต่ช่วงปลายเดือนมกราคมที่ผ่านมา โดยสนับสนุนให้สถาบันเกษตรกรชะลอการขาย เก็บรวบรวมน้ำยางสดไว้ รอจังหวะที่ตลาดมีความต้องการ เช่น ในฤดูปิดกรีดที่ราคายางสูงขึ้น หรืออยู่ในระดับราคาที่สถาบันเกษตรกรเห็นว่าเหมาะสมแล้วนำออกมาขาย ซึ่ง กยท. จัดหาอุปกรณ์แท็งก์เก็บน้ำยางสดพร้อมสารเคมี เพื่อยืดระยะเวลาเก็บรักษาน้ำยางสดให้คงคุณภาพไว้ได้ 2 เดือน และสามารถกู้ยืมเงินจากกองทุนพัฒนายางพารา มาตรา 49 (3) เพื่อใช้เป็นเงินทุนซื้อน้ำยางสดมาจัดเก็บตามมาตรการดังกล่าว โดยมีเป้าหมายสามารถดึงน้ำยางออกจากตลาดได้กว่า 200,000 ตัน