ซอกแซกอาเซียน : 25 กุมภาพันธ์ 2564 #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/555150

ซอกแซกอาเซียน : 25 กุมภาพันธ์ 2564

ซอกแซกอาเซียน : 25 กุมภาพันธ์ 2564

วันพฤหัสบดี ที่ 25 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2564, 06.00 น.

เมื่อได้ทราบธรรมชาติและความสำคัญของเมล็ดพันธุ์ข้าวแล้ว ทีนี้ก็อาจจะมีคำถามว่าเมล็ดพันธุ์ข้าวที่จะนำมาปลูกในประเทศไทยนั้น ปกติต้องใช้ปริมาณทั้งสิ้นเท่าใดและเอามาจากไหนบ้าง ถึงตรงนี้ ผมขออนุญาตกำชับท่านผู้อ่านที่มิใช่นักเกษตร โปรดกลับไปทำความเข้าใจให้ถ่องแท้ถึงความแตกต่างระหว่างคำว่า พันธุ์ (variety) กับ เมล็ดพันธุ์ (seed) อีกสักครั้งก่อนที่จะอ่านต่อไปนะครับ

เบื้องต้น ขอเรียนว่า นับเป็นความโชคดีอย่างล้นเหลือที่ฟ้าประทานให้ประเทศไทยเรามีพื้นที่ทำนากว้างใหญ่ไพศาล เรามีที่ราบลุ่มเจ้าพระยาใหญ่โตสุดลูกหูลูกตาในเขตภาคกลางที่เหมาะสมอย่างยิ่งต่อการทำนาปลูกข้าว ยิ่งไปกว่านั้นก็ยังมีพื้นนาที่ดอนและที่สูงในเขตภาคตะวันออกเฉียงเหนือและภาคเหนือ รวมทั้งภาคใต้อีกมากมายมหาศาลเช่นกัน จนเมื่อรวมกันทั้งประเทศสามารถผลิตข้าวได้พอเพียงต่อการบริโภคภายในประเทศ ซ้ำยังเหลือส่งขายไปต่างประเทศอีกเป็นจำนวนมากในแต่ละปี นอกจากนี้ เรายังมีชนิดพันธุ์ข้าวที่คุณภาพเยี่ยมอยู่ในระดับแนวหน้าของโลก เป็นที่ชื่นชอบของลูกค้าผู้ที่บริโภคข้าวทั่วโลก ใครๆ ก็รู้จักชื่อเสียงกิตติศัพท์ของข้าวไทย ทำให้เราส่งออกข้าวเป็นอันดับหนึ่งของโลกติดต่อกันเป็นเวลาเกือบยี่สิบปี แม้ว่าปัจจุบัน อันดับการส่งออกของไทยอาจหล่นจากที่หนึ่งไปบ้าง แต่ก็วนเวียนอยู่ไม่เกินที่สามของโลกอย่างมั่นคง

ทว่า ในความโชคดีนั้น ก็ตามมาด้วยปัญหาอุปสรรคอยู่หลายอย่างหลายประการ และหนึ่งในหลายๆ อย่างนั้น คือว่าจะเสาะหาเอาเมล็ดพันธุ์ข้าวหัวเชื้อดีๆ ที่ไหนมาใช้ปลูกในพื้นที่นาจำนวนมากมหาศาลเหล่านั้นได้อย่างเพียงพอ เพราะถ้าคำนวณจากพื้นที่นาทั้งหมดของประเทศไทยที่มีอยู่ประมาณ 60 กว่าล้านไร่ มีการทำนาปีประมาณเกือบเต็มพื้นที่ และยังมีการทำนารอบสองหรือนาปรังอีกปีละประมาณ 6-7 ล้านไร่ ผลปรากฏว่า เราจะต้องใช้ในปริมาณเมล็ดพันธุ์มหึมาคร่าวๆ ถึงปีละ 1.3 ล้านตัน มองดูเผินๆ แล้วเป็นจำนวนมโหฬารที่ยากมากที่จะหาได้อย่างเพียงพอ ฟังอย่างนี้ใครที่เป็นนักธุรกิจอาจจะตาลุกวาว เพราะถ้าเมล็ดพันธุ์ข้าวราคากิโลกรัมละ 30 บาท ยอดรวมรายได้จากการผลิตและจำหน่ายเมล็ดพันธุ์ข้าวจะสูงถึงกว่า 40,000 ล้านบาทต่อปีเลยทีเดียว

แต่เดี๋ยวครับ กรุณาหยุดฝันหวานก่อน เพราะข้อเท็จจริงอาจไม่เป็นเช่นนั้น เนื่องจากเมล็ดพันธุ์ข้าวที่ปลูกอยู่ทุกวันนี้ โดยธรรมชาติ สามารถเก็บไว้ปลูกต่อๆ กันไปได้โดยไม่รู้จบ โดยไม่จำเป็นที่จะต้องไปซื้อหาจากภายนอกทุกครั้งที่ต้องการปลูก เว้นเสียแต่ว่าชาวนาผู้ปลูกต้องการจะเปลี่ยนชนิดพันธุ์ข้าวจากพันธุ์เดิมที่เคยปลูกอยู่ (และยกเว้นกรณีเป็นเมล็ดพันธุ์ข้าวลูกผสม หรือ hybrid rice seed ที่ปลูกได้เพียงครั้งเดียวเท่านั้น) จะเห็นได้จากการที่ประเทศไทยเรามีการทำนาปลูกข้าวมาแต่ครั้งก่อนกรุงสุโขทัย หรือมากกว่า 1,000 ปีเราไม่เคยพบหลักฐานปรากฏว่ามีบริษัทห้างร้านจำหน่ายเมล็ดพันธุ์ข้าวมาก่อน หากแต่ชาวนาใช้วิธีเก็บคัดเลือกเมล็ดพันธุ์ข้าวด้วยตนเอง หรืออาจหยิบยืม แลกเปลี่ยนจากเพื่อนบ้านมาใช้ปลูกกันซะเป็นส่วนใหญ่ แนวปฏิบัติแบบนี้ ได้สืบทอดมาจนกระทั่งปัจจุบัน

ดังนี้ จึงประเมินได้ว่าปริมาณความต้องการเมล็ดพันธุ์ข้าว (ที่ใหม่ๆ โดยไม่ต้องเก็บเอง) นั้นมีจำนวนน้อยกว่าปริมาณ 1.3 ล้านตัน ที่ต้องมีใช้ปลูกจริงๆ มากทีเดียว และจากข้อเท็จจริงอันนี้จึงช่วยทำให้ปํญหาอุปสรรคในด้านขาดแคลนเมล็ดพันธุ์ข้าวที่กล่าวข้างต้นของประเทศไทย ดูจะผ่อนคลายลงไประดับหนึ่ง อีกทั้งยังทำให้ฝันหวานของผู้คิดจะทำอาชีพผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวขายต้องมลายลงไปอย่างช่วยไม่ได้ แต่กระนั้นก็ตาม ในยุคสังคมมนุษย์ที่มีการพัฒนาในทุกด้าน บวกกับการที่สภาวะภูมิอากาศของโลกตลอดจนสิ่งแวดล้อมเปลี่ยนแปลงไป ดังนั้นในปัจจุบัน การจะใช้เมล็ดพันธุ์ข้าวที่เก็บไว้เองซ้ำๆ กันปลูกทุกปีเหมือนอย่างแต่ก่อน จึงเป็นเรื่องที่เป็นไปได้ยากขึ้น เพราะอาจทำให้ผลผลิตตกต่ำลง โรคแมลงรบกวนได้ง่ายขึ้น รวมทั้งคุณภาพของผลผลิต เช่น กลิ่นหอม ความนุ่ม ความอร่อย ด้อยลงไป จึงมีความจำเป็นที่จะต้องเปลี่ยนเมล็ดพันธุ์ใหม่อยู่บ้าง ในทางวิชาการปัจจุบันบอกว่า ชาวนาไม่ควรใช้เมล็ดพันธุ์เก่าที่เก็บไว้เองปลูกเมื่อเกิน 3-4 ฤดูกาล ยิ่งในประเทศที่เจริญแล้ว เช่น ในยุโรป อเมริกา ชาวนาของเขาจะซื้อเมล็ดพันธุ์ใหม่ปลูกทุกปีโดยไม่มีการเก็บไว้เองเลย คงต้องมาว่ากันต่อในฉบับหน้าครับ

ชาญพิทยา ฉิมพาลี

chanpithya@apterr.org

เตือนเกษตรกรตัดทุเรียนอ่อนขายผิดกม. พ่อค้ารับซื้อโดนด้วย-เข้าข่ายหลอกลวง #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/554877

เตือนเกษตรกรตัดทุเรียนอ่อนขายผิดกม. พ่อค้ารับซื้อโดนด้วย-เข้าข่ายหลอกลวง

วันพุธ ที่ 24 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2564, 06.00 น.

นายเข้มแข็ง ยุติธรรมดำรง อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวว่า ช่วงเดือนมีนาคม-พฤษภาคมของทุกปีจะเป็นช่วงที่ทุเรียนเริ่มให้ผลผลิตออกสู่ตลาด โดยเฉพาะราคาขายทุเรียนในจังหวัดจันทบุรีอยู่ที่กิโลกรัมละ 120-150 บาท และยังมียอดสั่งซื้อล่วงหน้าผ่านพ่อค้าคนกลางและล้งอีกจำนวนมาก ซึ่งถือเป็นโอกาสดีของเกษตรกรที่จะมีรายได้เพิ่มขึ้น เพียงแต่ต้องรักษาคุณภาพให้ได้ตามที่ตลาดต้องการ ไม่ตัดทุเรียนอ่อนขายด้วยแรงจูงใจจากราคาที่สูงเพราะเป็นช่วงต้นฤดูกาล นอกจากนี้พ่อค้าที่รับทุเรียนอ่อนมาจำหน่ายก็มีความผิดเช่นกันเข้าข่ายหลอกลวง มีโทษทั้งจำและปรับ

สำหรับผลเสียหายที่เกิดจากการขายทุเรียนอ่อนจะส่งผลกระทบอย่างมากต่อตลาดส่งออกเนื่องจากอีกไม่กี่ปีข้างหน้าประเทศคู่แข่งของไทยได้แก่ เวียดนามและกัมพูชาผลิตทุเรียนคุณภาพมากขึ้น อีกทั้งอยู่ใกล้กับประเทศจีนที่เป็นตลาดส่งออกใหญ่ของไทย ซึ่งหากไทยยังตัดทุเรียนอ่อนส่งขายจะทำให้ตลาดส่งออกลดลงแน่นอน

นอกจากนี้ การตัดทุเรียนอ่อนช่วงต้นฤดูยังเกิดจากปัญหาการขาดแคลนแรงงานและเกษตรกรเจ้าของสวนต้องการความสะดวกจึงจำหน่ายในลักษณะเหมาสวน เกษตรกรไม่ได้ควบคุมการเก็บเกี่ยวได้ รวมไปถึงเป็นกลยุทธ์ของพ่อค้าเองที่จะตัดทุเรียนอ่อนไปจำหน่ายเพื่อทำให้ผู้บริโภคมีความต้องการน้อยลงในระยะหนึ่ง จากนั้นทุเรียนจะมีราคาลดต่ำลง แล้วพ่อค้าก็กลับไปกดราคาจากชาวสวนหรือเกษตรกรในช่วงที่ผลผลิตออกมาก

อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวว่า กรมได้สั่งการให้สำนักงานเกษตรจังหวัดตั้งชุดเฉพาะกิจเพื่อช่วยกันสกัดกั้นทุเรียนอ่อนในจังหวัดแหล่งผลิตที่สำคัญ โดยใช้บทลงโทษทางกฎหมายได้แก่ ประมวลกฎหมายอาญามาตรา 271 ผู้ใดขายโดยหลอกลวงด้วยประการใดๆ ให้ผู้ซื้อหลงเชื่อในแหล่งกำเนิด สภาพคุณภาพ หรือปริมาณแห่งของอันเป็นเท็จนั้น ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี หรือปรับไม่เกิน 6,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และพ.ร.บ. คุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ. 2522 มาตรา 47 ผู้ใดเจตนาก่อให้เกิดความเข้าใจผิดในแหล่งกำเนิด สภาพ คุณภาพ ปริมาณ หรือสาระสำคัญประการอื่น อันเกี่ยวกับสินค้าหรือบริการไม่ว่าจะเป็นของตนเองหรือผู้อื่น โฆษณาหรือใช้ฉลากที่มีข้อความอันเป็นเท็จ หรือข้อความที่รู้หรือควรรู้อยู่แล้วว่าอาจก่อให้เกิดความเข้าใจผิดเช่นว่านั้น ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 6 เดือน หรือปรับไม่เกิน 50,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

“ผู้บริโภคที่จะซื้อทุเรียน มีข้อสังเกตง่ายๆ คือ หากร่องยังมีสีเขียวและชิดกันอยู่แสดงว่า ยังไม่แก่ แต่ถ้าร่องเริ่มห่างกันและมีสีน้ำตาลแสดงว่า แก่แล้ว หรือใช้ไม้เคาะแล้วฟังเสียงหากได้ยินเสียงโปร่งไม่แน่นทึบแสดงว่า แก่แล้ว เช่นกัน” นายเข้มแข็งกล่าว

สมัคร ‘1ตำบล1กลุ่มเกษตรทฤษฎีใหม่’ เข้าเป้า พร้อมจ้างงานทันที1มีนาคม #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/554874

สมัคร‘1ตำบล1กลุ่มเกษตรทฤษฎีใหม่’เข้าเป้า พร้อมจ้างงานทันที1มีนาคม

วันพุธ ที่ 24 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2564, 06.00 น.

ดร.ทองเปลว กองจันทร์ ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยความคืบหน้าการดำเนินโครงการ 1 ตำบล 1 กลุ่มเกษตรทฤษฎีใหม่ ในรายการ “เกษตรบอกข่าว”ซึ่งออกอากาศทุกวันจันทร์ เวลา 09.00 น.ทางเฟซบุ๊คกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ว่า โครงการ 1 ตำบล 1 กลุ่มเกษตรทฤษฎีใหม่เป็นโครงการที่กระทรวงเกษตรฯจัดทำขึ้น เพื่อช่วยเหลือเกษตรกรที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ระบาดของไวรัสโคโรนา 2019 บรรเทาปัญหาการว่างงาน ลดปัญหาเคลื่อนย้ายแรงงานภาคการเกษตรกรรมไปสู่ภาคอื่นและสร้างความเข้มแข็งให้ชุมชนในท้องถิ่นมีความมั่นคงในการเป็นแหล่งผลิตอาหาร โดยน้อมนำหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงและเกษตรทฤษฎีใหม่ มาเป็นแนวทางดำเนินงานโครงการ มีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมการเรียนรู้และน้อมนำหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ด้วยการพัฒนาพื้นที่จุดเรียนรู้ในรูปแบบหลักเกษตรทฤษฎีใหม่ 1 ตำบล 1 กลุ่มเกษตรทฤษฎีใหม่และเพิ่มพื้นที่เก็บกักน้ำสาหรับทำเกษตร ตลอดจนพัฒนาระบบบริหารจัดการน้ำด้วยระบบและวิธีการที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม รวมทั้งฟื้นฟูภาคการเกษตรภายหลังการระบาดของโรคติดต่อเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 โดยมุ่งเน้นเกษตรกรที่ตั้งใจเอาใจใส่จริงจัง ต่อยอด เพิ่มรายได้

“โครงการ 1 ตำบล 1 กลุ่มเกษตรทฤษฎีใหม่ เป็นโครงการที่น้อมนำหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงพัฒนาพื้นที่จุดเรียนรู้ด้วยเกษตรทฤษฎีใหม่ มีจุดมุ่งหมายเพิ่มพื้นที่เก็บกักน้ำสำหรับทำการเกษตร เพื่อเพิ่มพื้นที่เกษตรกรรมยั่งยืนในรูปแบบเกษตรทฤษฎีใหม่สร้างความมั่นคงในอาชีพให้เกษตรกร โดยโครงการนี้จะสนับสนุนการขุดบ่อเก็บกักน้ำในพื้นที่เกษตรกร สนับสนุนการเรียนรู้ให้เกษตรกร ทำเกษตรกรรมยั่งยืนตามแนวทางเกษตรทฤษฎีใหม่ เพื่อให้เกิดการสร้างงานสร้างรายได้ในพื้นที่ มุ่งเป้าหมายดำเนินงานครอบคลุมพื้นที่ 75 จังหวัด 4,009 ตำบล ผู้เข้าร่วมโครงการทั้งหมด 48,000 ราย จำแนกเป็น 2 กิจกรรม ได้แก่ 1.พัฒนาพื้นที่เกษตรทฤษฎีใหม่ เกษตรกรตำบลละ 2 รายขึ้นไป แต่ไม่เกิน 50 ราย รวมจำนวน32,000 ราย และ 2.การจ้างงานตำบลละไม่น้อยกว่า 1 คน แต่ไม่เกิน 25 คน รวม 16,000 รายได้รับค่าตอบแทนเดือนละ 9,000 บาท ซึ่งสถานะปัจจุบัน (ข้อมูล ณ วันที่ 21 กุมภาพันธ์ 2564) มีเกษตรกรที่ผ่านเกณฑ์คัดเลือกแล้ว 20,583 ราย ส่วนผลรับสมัครผู้จ้างงาน ผ่านเกณฑ์การคัดเลือก 22,095 ราย แต่ตามมติ ครม. ต้องเป็นไปตามสัดส่วน เกษตรกร 2 ราย ต่อ จ้างงาน1 ราย โดยมีการจ้างงานแล้ว 9,200 ราย เมื่อวันที่ 1 ธันวาคม 2563 และจะมีการจ้างงานเพิ่มอีก หลังรับสมัครเกษตรกรเสร็จสิ้น ซึ่งจะสามารถจ้างงานเพิ่มวันที่ 1 มีนาคมเป็นต้นไป” ปลัดเกษตรฯ กล่าว

ทั้งนี้ กระทรวงเกษตรฯได้จัดสรรงบประมาณจัดกิจกรรมฝึกอบรมให้จังหวัดแล้วและเริ่มฝึกอบรมตามกระบวนการเรียนรู้ครั้งที่ 1หลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงและพัฒนาเกษตรทฤษฎีใหม่ นอกจากนี้ ยังให้การสนับสนุนโครงการฯโดยมอบหมายกรมพัฒนาที่ดิน สำรวจออกแบบสระเก็บกักน้ำของเกษตรกร และได้จัดสรรงบประมาณลงพื้นที่แล้ว เพื่อขุดบ่อให้เกษตรกรในรอบแรก 2,005 ตำบล โดยมีกลุ่มเกษตรกร 950 ตำบล ที่ดำเนินการขุดได้ภายในเดือนมีนาคมนี้ รวมทั้งสนับสนุนปัจจัยการผลิต พืช สัตว์ ประมง โดยกรมส่งเสริมการเกษตร กรมปศุสัตว์ และกรมประมงได้จัดทำเมนูทางเลือกตามความเหมาะสมของพื้นที่ ตามแผนการผลิตและความต้องการของเกษตรกร หลังขุดสระเก็บกักน้ำและปรับปรุงดินเรียบร้อยแล้ว โดยสนับสนุนปัจจัยการผลิตบางส่วนแก่เกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการด้วย

ส่งออกกล้วยไม้ไทยยังสดใส ก.เกษตรฯเร่งแผนช่วยเหลือ-มั่นใจรักษาแชมป์ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/554876

ส่งออกกล้วยไม้ไทยยังสดใส ก.เกษตรฯเร่งแผนช่วยเหลือ-มั่นใจรักษาแชมป์

วันพุธ ที่ 24 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2564, 06.00 น.

นางอัญชนา ตราโช รองเลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยถึงสถานการณ์ส่งออกดอกกล้วยไม้ของไทยภายใต้สถานการณ์ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 หรือโควิด-19 ว่า ที่ผ่านมากล้วยไม้นับเป็นสินค้าเกษตรส่งออกที่สำคัญของไทย โดยมีปริมาณส่งออกเป็นอันดับ 1 ของโลก สร้างรายได้เข้าประเทศกว่าปีละ 2,000 ล้านบาท จากสถานการณ์ระบาดโควิด-19 ทำให้การเดินทางขนส่งระหว่างประเทศเกิดความไม่สะดวก ตลอดจนกำลังซื้อของผู้บริโภคลดลง ไม่สามารถส่งออกดอกกล้วยไม้ไปยังตลาดสำคัญในยุโรปและอเมริกาได้

แม้การส่งออกดอกกล้วยไม้ของไทยจะได้รับผลกระทบ แต่ภาครัฐ ภาคเอกชน และเกษตรกร ได้ร่วมกันแก้ไขปัญหาด้วยความรวดเร็ว โดยหาตลาดทดแทนในกลุ่มประเทศอาเซียน จึงทำให้ปี 2563 มีปริมาณส่งออกทั่วโลกรวม 21,872 ตัน ลดลงเล็กน้อยเพียงร้อยละ 5 เท่านั้น ซึ่งคิดเป็นมูลค่า 1,370 ล้านบาท โดยสามารถส่งออกดอกกล้วยไม้ไปเวียดนามได้ 8,528 ตันเพิ่มขึ้น 2 เท่าจากปี 2562 ที่ส่งออกได้ 2,913 ตันและส่งออกดอกกล้วยไม้ไปเมียนมาได้ 1,069 ตัน เพิ่มขึ้นถึง 5 เท่าจากปี 2562 ที่ส่งออกได้ 171 ตัน

“กระทรวงเกษตรฯ โดยคณะอนุกรรมการบริหารจัดการกลุ่มสินค้ากล้วยไม้ ไม้ดอกไม้ประดับตั้งคณะทำงานศึกษาแนวทางช่วยเหลือเกษตรกรกลุ่มสินค้ากล้วยไม้ ที่ได้รับผลกระทบจากการระบาดของโควิด-19 ประกอบด้วยหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจากกระทรวงเกษตรฯ กระทรวงมหาดไทย กระทรวงพาณิชย์ กระทรวงการคลัง และกระทรวงคมนาคม เพื่อร่วมกำหนดแนวทางช่วยเหลือเกษตรกรและผู้ประกอบการ อาทิ จัดหาตลาด จับคู่ทางธุรกิจ สนับสนุนเงินทุนดอกเบี้ยต่ำ ซึ่งเชื่อมั่นว่า มาตรการดังกล่าวจะช่วยเพิ่มขีดความสามารถผลิตและตลาดภายใต้สถานการณ์ภาวะเศรษฐกิจชะลอตัวได้และช่วยให้ไทยยังคงความเป็นผู้นำการส่งออกดอกกล้วยไม้อันดับ 1 ของโลกต่อไป”รองเลขาธิการ สศก. กล่าว

การประชุมเมื่อวันที่ 10 กุมภาพันธ์ คณะทำงานฯเห็นชอบแนวทางช่วยเหลือเกษตรกรโดยสนับสนุนเพิ่มความต้องการบริโภคในประเทศ จัดงานกล้วยไม้สัญจรไปยังจังหวัดต่างๆ และจับคู่ธุรกิจ เพื่อเพิ่มช่องทางและความยั่งยืนในการจัดจำหน่าย จัดกิจกรรมสร้างค่านิยมใช้สินค้ากล้วยไม้ในโอกาสต่างๆ ตลอดจนสร้างสินค้ากล้วยไม้ให้ทันสมัยและพัฒนาบรรจุภัณฑ์เพื่อขนส่ง รวมถึงมาตรการเสริมสร้างการส่งออกในการหาตลาดและประชาสัมพันธ์สินค้ากล้วยไม้ในต่างประเทศที่มีศักยภาพ ทั้งตลาดอาเซียน และตลาดใหม่ อีกทั้งยังเตรียมแนวทางสนับสนุนเงินทุนดอกเบี้ยต่ำให้เกษตรกรและผู้ประกอบการซึ่งจะเสนอขอรับการสนับสนุนจากกองทุนรวมเพื่อช่วยเหลือเกษตรกร ทั้งนี้ จะเสนอมาตรการดังกล่าว ต่อคณะอนุกรรมการบริหารจัดการกลุ่มสินค้ากล้วยไม้ ไม้ดอกไม้ประดับเพื่อพิจารณาต่อไป

หนุนสมาชิกสหกรณ์ทำเกษตรระยะสั้น ปลูกพืชหมุนเวียนสร้างรายได้หลังนา #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/554575

หนุนสมาชิกสหกรณ์ทำเกษตรระยะสั้น ปลูกพืชหมุนเวียนสร้างรายได้หลังนา

วันอังคาร ที่ 23 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2564, 06.00 น.

นายอัชฌา สุวรรณนิตย์ รองอธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ พร้อมนายชูศักดิ์ ชุนเกาะรองผู้ว่าราชการจังหวัดพิจิตร นางสาวไพรินทร์สุขเล็ก สหกรณ์จังหวัดพิจิตรและคณะเจ้าหน้าที่ได้ลงพื้นที่ติดตามนโยบายของกรมส่งเสริมสหกรณ์ ในการเสริมสร้างรายได้ให้แก่สมาชิกสหกรณ์และกลุ่มเกษตรกรให้มีรายได้เพิ่มมากขึ้น ซึ่งทางสำนักงานสหกรณ์จังหวัดพิจิตร ได้ร่วมมือกับภาคเอกชน ส่งเสริมสมาชิกสหกรณ์ในพื้นที่ปลูกพืชระยะสั้น ช่วยให้เกษตรกรมีรายได้ เพื่อช่วยคลี่คลายสภาพปัญหาความเดือดร้อนจากสถานการณ์โควิด-19 ที่ส่งผลต่อการประกอบอาชีพของสมาชิกสหกรณ์และกลุ่มเกษตรกร โดยเฉพาะในพื้นที่อำเภอวังทรายพูนและอำเภอโพทะเล ส่งเสริมให้มีการปลูกข้าวโพดหวาน ปลูกพริกซอส เพื่อส่งโรงงานอุตสาหกรรม และการส่งเสริมการปลูกถั่วแระญี่ปุ่น ในลักษณะรูปแบบตลาดนำการผลิต โดยผู้ประกอบการภาคเอกชน ร่วมทำข้อตกลงสัญญาซื้อขายผลผลิตกับสหกรณ์

สำหรับโครงการส่งเสริมการปลูกพริกซอสเพื่อสร้างรายได้ให้แก่สมาชิกสหกรณ์และกลุ่มเกษตรกรนั้น มีสถาบันเกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการ 4 แห่ง ได้แก่ สหกรณ์การเกษตรโพทะเล จำกัด สหกรณ์การเกษตรบางมูลนาก จำกัด สหกรณ์ชาวนาวังทรายพูน จำกัด และกลุ่มเกษตรกรพอเพียงตำบลรังนก มีสมาชิกที่ปลูกพริกซอสรวม จำนวน 100 ราย พื้นที่ปลูกพริกซอส จำนวน 188 ไร่ ผลผลิตเฉลี่ยต่อไร่ 4,500 กิโลกรัม ปริมาณผลผลิตที่คาดว่า
จะได้รับ จำนวน 846 ตัน ราคารับซื้อพริกซอสกิโลกรัมละ 14 บาท มูลค่ารวมที่จำหน่าย จำนวน 11,844,000 บาท รายได้เฉลี่ยต่อไร่ 63,000 บาท เกษตรกรเริ่มปลูกพริกซอสตั้งแต่เดือนตุลาคม-พฤศจิกายน ทยอยเก็บเกี่ยวช่วงเดือนกุมภาพันธ์ – เมษายน

ทั้งนี้ เป็นการส่งเสริมการปลูกพืชระยะสั้น และปลูกพืชหมุนเวียนแทนการทำเกษตรเชิงเดี่ยว หันมาปลูกพืชใช้น้ำน้อย ลดความเดือดร้อนจากปัญหาภัยแล้งและสามารถสร้างผลตอบแทนได้ดี เช่น ข้าวโพดหวาน ถั่วแระญี่ปุ่นและพริกซอส ซึ่งได้ผลตอบแทนเมื่อเทียบกับต้นทุนการผลิตได้อย่าง น่าพอใจ และยังช่วยให้เกษตรกรมีทางเลือกในการประกอบอาชีพและทำให้มีรายได้เพิ่มมากขึ้น และสามารถเพิ่มช่องทางการจำหน่ายไปยังตลาดต่างประเทศอีกด้วย

กองทุน FTA ช่วยวิสาหกิจชุมชนโคเนื้อจ.ตาก ยกระดับการผลิต-ลดผลกระทบเปิดเสรีการค้า #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/554573

กองทุนFTAช่วยวิสาหกิจชุมชนโคเนื้อจ.ตาก ยกระดับการผลิต-ลดผลกระทบเปิดเสรีการค้า

วันอังคาร ที่ 23 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2564, 06.00 น.

นางอัญชนา ตราโช รองเลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า คณะกรรมการปรับโครงสร้างการผลิตภาคการเกษตรเพื่อเพิ่มขีดความสามารถทางการแข่งขันของประเทศ (กองทุน FTA)อนุมัติงบประมาณ 161.79 ล้านบาท ดำเนินงานโครงการพัฒนาศักยภาพการผลิตและการตลาดโคเนื้อรองรับ FTA เพื่อยกระดับมาตรฐานและประสิทธิภาพการผลิตโคเนื้อ ตั้งแต่การผลิตโคต้นน้ำจนถึงการตลาดเนื้อคุณภาพสำหรับผู้บริโภคทั้งในและต่างประเทศ เพื่อรองรับผลกระทบจากการเปิดเสรีทางการค้าไทย – ออสเตรเลียและนิวซีแลนด์ ที่สิ้นสุดมาตรการ SSGภายใต้ความตกลง TAFTA ตั้งแต่วันที่1 มกราคม 2564 ให้กรมปศุสัตว์เป็นผู้กำกับดูแลการดำเนินงานโครงการฯโดยร่วมมือกับบริษัท พรีเมียมบีฟ จำกัด เพื่อยกระดับมาตรฐานและประสิทธิภาพการผลิตโคเนื้อ พัฒนาระบบการซื้อขายโคให้มีมาตรฐาน เพื่อให้เกษตรกรได้รับราคาที่เป็นธรรม มีตลาดรองรับที่แน่นอนและมีการประกันราคารับซื้อไม่ต่ำกว่าท้องตลาด

ทั้งนี้ สศก.ติดตามโครงการฯ ในพื้นที่ดำเนินงานจังหวัดตาก ของวิสาหกิจชุมชนกลุ่มเครือข่ายพัฒนา โคเนื้อจังหวัดตาก ซึ่งคณะกรรมการกองทุน FTA อนุมัติวงเงินยืมปลอดดอกเบี้ย 7,000,000 บาท เพื่อดำเนินการอบรมถ่ายทอดความรู้ให้แก่สมาชิกและผลิตโคก่อนขุน พบว่า จากการดำเนินโครงการในช่วง 10 เดือนที่ผ่านมา สามารถรับซื้อโคก่อนขุนพันธุ์ตาก จากสมาชิกและเกษตรกรผู้เลี้ยงโคเนื้อในพื้นที่จังหวัดตาก ได้ในปริมาณ 210 ตัว และยังสามารถจำหน่ายให้เครือข่ายวิสาหกิจชุมชนโคเนื้อล้านนาจังหวัดเชียงราย มูลค่า 2,360,250 บาท เพื่อนำไปขุนและจำหน่ายต่อไปทำให้สมาชิกมีแหล่งจำหน่ายและรายได้ที่แน่นอน ส่งผลให้กลุ่มวิสาหกิจชุมชนฯ มีเงินทุนหมุนเวียน สำหรับรับซื้อโคก่อนขุนจากสมาชิกต่อไป

“สำหรับโคเนื้อและเนื้อโค เป็นสินค้าที่ได้รับผลกระทบจากการเปิดเสรีทางการค้าไทย-ออสเตรเลีย และนิวซีแลนด์ โดยเฉพาะเมื่อสิ้นสุดมาตรการ SSG ซึ่งส่งผลต่อการนำเข้าโคมีชีวิต เนื้อแช่แข็งและเครื่องในโคแช่แข็งมีภาษีเป็นศูนย์ โดยไม่จำกัดปริมาณการนำเข้า จึงส่งผลกระทบโดยตรงต่อเกษตรกรผู้เลี้ยงโคเนื้อ ซึ่งกระทรวงเกษตรฯ ได้ผลักดันช่องทางการตลาดอย่างหลากหลายตามนโยบายรณรงค์บริโภคสินค้าเกษตรไทยที่มีคุณภาพ โดยร่วมกับเครือข่ายและภาคส่วนต่างๆ และที่สำคัญเกษตรกรต้องรักษาคุณภาพของโคเนื้อที่ผลิตได้ตามข้อกำหนดของโครงการฯ จะสามารถยกระดับมาตรฐานและประสิทธิภาพการผลิตโคเนื้อ ตั้งแต่ผลิตจนถึงตลาด สร้างความเข้มแข็งให้กับเกษตรกรผู้เลี้ยงโคเนื้อ พัฒนาระบบการซื้อขายโคใหม่ มีมาตรฐาน บริหารระบบโลจิสติกส์ให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด และส่งเสริมผู้ทำตลาดให้สามารถแข่งขันจากต่างประเทศได้” รองเลขาธิการ สศก. กล่าว

ทั้งนี้ กองทุน FTA มุ่งหวังให้เกษตรกรมีการพัฒนาขีดความสามารถ และมีศักยภาพในการแข่งขันทั้งการผลิตและการตลาดเพิ่มขึ้น เพื่อสร้างความเข้มแข็งให้กลุ่มเกษตรกรได้มีความมั่นคงในอาชีพทางการเกษตร โดยยินดีให้คำแนะนำปรึกษาแก่กลุ่มเกษตรกร หรือกลุ่มวิสาหกิจชุมชนที่มีข้อเสนอโครงการต่างๆ เพื่อร่วมกันพัฒนาและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันให้กับสินค้าเกษตรไทย โดยสามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ 0-2561-4727 หรือ อีเมลfta.oae@gmail.com

กยท.วางแผนสู้โรคใบร่วงระบาด ขีดเส้นตายยับยั้งให้ได้ก่อนพ.ค. #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/554574

กยท.วางแผนสู้โรคใบร่วงระบาด ขีดเส้นตายยับยั้งให้ได้ก่อนพ.ค.

วันอังคาร ที่ 23 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2564, 06.00 น.

ประธาน กยท.นำทีมลงพื้นที่ภาคใต้สำรวจสวนยางพาราโดนโรคใบร่วงทำลายกว่า 900,000 ไร่ โดยเฉพาะสวนยางตามเขตภูเขา มีความชื้นสูง ระบาดหนัก เร่งประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องออกมาตรการช่วยเหลือยับยั้งโรคให้ได้ก่อนเดือนพฤษภาคม ย้ำพี่น้องเกษตรกรให้หมั่นสังเกตรอยโรค

นายประพันธ์ บุณยเกียรติ ประธานกรรมการการยางแห่งประเทศไทย (กยท.) เปิดเผยว่า จากการลงพื้นที่สำรวจสวนยางพาราทางภาคใต้ของประเทศไทย พบการระบาดของโรคใบร่วงชนิดใหม่ มีสาเหตุจากเชื้อรากลุ่ม Colletotrichum sp. และ Pestalotiopsis sp. ครอบคลุมพื้นที่จังหวัดนราธิวาส ยะลา ปัตตานี และสตูล กว่า 900,000ไร่ บริเวณที่พบการระบาดของโรคใบร่วงชนิดใหม่มากที่สุดคือ สวนยางพาราใน จ.นราธิวาส ประมาณ 720,000 ไร่ รองลงมาคือ จ.ยะลา โดยเฉพาะสวนยางพาราในเขตอำเภอรามัน และอำเภอบันนังสตา รวมพื้นที่สวนยางเสียหายกว่า 90,000 ไร่ ในส่วนของปัตตานีและสตูลพบการระบาดของโรคประปราย

สำหรับโรคใบร่วงชนิดใหม่นี้มีการระบาดในอินโดนีเซียมาก่อน มีสวนยางได้รับความเสียหายไปกว่า 2.5 ล้านไร่ จากนั้นได้เข้ามาระบาดในประเทศไทยครั้งแรกเมื่อปี 2562 มีสวนยางได้รับผลกระทบ 700,000 ไร่ แต่ครั้งนั้น ต้นยางไทยยังแข็งแรงยังให้น้ำยางได้ อย่างไรก็ตาม ต่อมาปี 2563-ปัจจุบัน มีการระบาดอีกครั้งกว่า 900,000 ไร่ดังกล่าว โดยครั้งนี้ยอดอ่อนยางโดนทำลาย ไม่สามารถให้น้ำยางได้ ทำให้น้ำยางสดจากจ.นราธิวาสลดลงจากตลาดกว่าครึ่งจากสถานการณ์ปกติ

“ในปีนี้เราพบข้อสังเกตว่าบริเวณที่มีการแพร่ระบาดหนักเป็นสวนยางพาราที่ปลูกบนภูเขาและมีความชื้นในอากาศสูง ส่วนสวนยางในพื้นที่ราบมีการระบาดไม่รุนแรงดังนั้น ขณะนี้กยท.ร่วมกับกรมวิชาการเกษตร มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏยะลา สมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนตำบล และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอื่นเร่งคิดค้นแผนช่วยเหลือ รวมทั้งองค์ความรู้เพื่อยับยั้งโรคระบาดในพื้นที่ทั้ง 2 แบบดังกล่าว เบื้องต้นสามารถยับยั้งโรคได้ โดยวิธีผสมผสานระหว่างสารชีวภัณฑ์ สารเคมี บวกกับกระบวนการจัดการสวนที่ดี” ประธานกรรมการ กยท.กล่าว

ทั้งนี้ พี่น้องเกษตรกรชาวสวนยางจะต้องหมั่นสังเกตใบยางที่ร่วงว่ามีร่องรอยของโรคหรือไม่ หากมีแผลที่ใบยางแสดงว่าต้นยางติดเชื้อแล้ว ขณะนี้กยท.ได้ดำเนินการเผยแพร่เอกสารเพื่อให้ความรู้เรื่องโรคใบร่วงชนิดใหม่แจกจ่ายไปในพื้นที่ทั้งหมดแล้ว พร้อมประชาสัมพันธ์สร้างการรับรู้เรื่องโรคให้พื้นที่ทั้งช่องทางวิทยุท้องถิ่น เสียงตามสาย ป้ายประกาศ เป็นต้น

“ช่วงนี้ยางเริ่มผลัดใบ เชื้อหยุดระบาดเนื่องจากไม่มีอาหาร กยท.จะต้องเร่งดำเนินการทำแผนงานระงับยับยั้ง และควบคุมการแพร่ระบาดของโรคในพื้นที่ทั้ง 2 แบบอย่างรัดกุมและมีประสิทธิภาพโดยด่วนที่สุด อย่างช้าภายในเดือนพฤษภาคมหรือก่อนฤดูฝนที่เป็นฤดูที่เหมาะแก่การเติบโตของเชื้อโรค เพื่อป้องกันพื้นที่ปลูกยางอีกกว่า 2 ล้านไร่คิดเป็นมูลค่าการส่งออกร่วม 400,000 บาท ไม่ให้เกิดความเสียหาย ทั้งนี้ จากความร่วมมือของหน่วยงานทุกฝ่าย กยท.มีความเชื่อมั่นในการควบคุมโรคระบาดครั้งนี้ได้ และยังถือว่าโชคดีที่พื้นที่ปลูกสวนยางพาราในภาคเหนือและภาคอีสานยังไม่พบรายงานรอยโรคใบร่วงชนิดใหม่แต่อย่างใด” นายประพันธ์กล่าว

กยท.ฟันธงปีนี้โอกาสทองราคายางสดใส คลอดมาตรการรักษาเสถียรภาพยั่งยืน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/554350

กยท.ฟันธงปีนี้โอกาสทองราคายางสดใส คลอดมาตรการรักษาเสถียรภาพยั่งยืน

วันจันทร์ ที่ 22 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2564, 06.00 น.

กยท.มั่นใจหลายปัจจัยปีนี้ส่งผลบวกต่อยาง เผยสถานการณ์แนวโน้มสดใส ราคาเพิ่มขึ้นต่อเนื่องพร้อมใช้โอกาสทองเร่งดำเนินงานหลายโครงการ หวังสร้างเสถียรภาพด้านราคา-ความมั่นคงให้เกษตรกรชาวสวนยางอย่างยั่งยืน

นายประพันธ์ บุณยเกียรติ ประธานกรรมการการยางแห่งประเทศไทย (กยท.) เปิดเผยถึงสถานการณ์ราคายางพาราว่า มีแนวโน้มที่ดีสภาวะตลาดโลกยังคงเอื้อให้ราคายางยังปรับตัวสูงขึ้นอย่างมีเสถียรภาพในขณะนี้ เนื่องจากสภาวะราคาของน้ำยางสดและยางแปรรูปในตลาดโลกได้ปรับตัวสูงขึ้นมากกว่าในช่วงเวลา 3-4 ปีที่ผ่านมาเป็นผลจากการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 จึงมีความต้องการใช้ยางในตลาดมาก รวมทั้งตลาดยังมีความต้องการใช้ผลิตภัณฑ์จากยางพาราเพื่อสุขอนามัยและมีแนวโน้มเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ ไม่ว่าจะเป็นถุงมือยาง อุปกรณ์ทางการแพทย์ เป็นต้น ทำให้ความต้องการใช้ผลิตภัณฑ์ยางแปรรูปมีมากขึ้นสวนทางกับปริมาณผลผลิตน้ำยางในตลาดโลกที่ลดลง เพราะกำลังเข้าสู่ช่วงฤดูปิดกรีด สวนยางพลัดใบ ประกอบกับสวนยางพาราที่ประเทศอินโดนีเซียและมาเลเซียประสบโรคระบาด และเสียหายจากอุทกภัยรวมกว่า 5 ล้านไร่ จึงมั่นใจว่าแนวโน้มของราคายางแผ่นรมควันและยางก้อนถ้วยยังปรับตัวสูงขึ้นตามกลไกตลาด

อย่างไรก็ตาม เพื่อให้ราคายางมีเสถียรภาพและสร้างความมั่นคงให้กับเกษตรกรชาวสวนยาง กยท. ได้ดำเนินโครงการหลากหลายโครงการ กำหนดเป้าหมายเพื่อรักษาเสถียรภาพราคายางอย่างยั่งยืนขึ้นมา ได้แก่ โครงการบริหารจัดการน้ำยางสด โดยสถาบันวิจัยยาง ซึ่งเป็นหน่วยงานในสังกัด กยท. ได้ร่วมกับมหาวิทยาลัยชั้นนำของประเทศ สนับสนุนเทคโนโลยีการจัดเก็บน้ำยางสด เพื่อชะลอและขยายอายุการจัดเก็บน้ำยางสดจากเดิม 4-5 วัน เป็น 1-2 เดือน ให้กับเกษตรกรและสถาบันเกษตรกร ดังนั้น เกษตรกรจึงไม่จำเป็นต้องเทขายน้ำยางสดในคราวเดียว เป็นการป้องกันไม่ให้น้ำยางสดทะลักเข้าตลาดในเวลาเดียวกันเป็นจำนวนมากเกินไป และช่วยให้มีน้ำยางสดป้อนโรงงานเพื่อการผลิตอย่างสม่ำเสมอทุกฤดูกาล ส่งผลให้สามารถดำเนินกิจการแปรรูปยางพาราได้อย่างต่อเนื่อง โดย กยท.ได้สนับสนุน แท้งก์เพื่อจัดเก็บน้ำยางและเงินทุนหมุนเวียนให้เกษตรกร หรือสถาบันเกษตรกรสามารถกู้ยืมเงินจากกองทุนพัฒนายางพารา มาตรา 49 (3) เพื่อใช้เป็นเงินทุนซื้อน้ำยางสดมาจัดเก็บตามมาตรการดังกล่าว โดยมีเป้าหมายสามารถดึงน้ำยางออกจากตลาดได้กว่า 200,000 ตัน ขณะนี้เริ่มดำเนินการแล้วที่ จ.นครศรีธรรมราช และอยู่ระหว่างการขยายโครงการไปยัง จ.พัทลุงและ จ.สงขลา

นอกจากนี้ กยท. ได้ดำเนินโครงการชะลอการขายยางก้อนถ้วยเพื่อรักษาสภาพคล่องให้เกษตรกร ช่วยให้เกษตรกรสามารถรอจำหน่ายผลผลิตในช่วงเวลาที่เหมาะสมได้เช่นกัน โดยได้ดำเนินโครงการนี้กับสถาบันเกษตรกรทางภาคเหนือ ผลการดำเนินการเป็นที่น่าพอใจ อีกประการ คือ กยท.ได้สร้างจุดอ้างอิง (Benchmark) ราคายางแผ่นรมควันในตลาดกลางยางพาราในช่วงที่ราคายางแผ่นรมควันมีความผันผวนสูง ช่วยลดความผันผวนของราคายางแผ่นรมควันได้

“ในอนาคตเมื่อเราบริหารจัดการสินค้ายางที่อยู่ในสต๊อกได้อย่างมีประสิทธิภาพ สามารถจัดเก็บยางไว้ได้ในช่วงความต้องการน้อยและนำออกจำหน่ายเมื่อมีความต้องการใช้ยางมาก จะช่วยให้ราคายางเกิดเสถียรภาพ ประกอบกับ กยท.ดำเนินการสนับสนุนด้านเงินทุน เครื่องมือ เทคโนโลยี องค์ความรู้ การบริหารจัดการ ฯลฯ ให้กับเกษตรกรและสถาบันเกษตรกร ก็จะเป็นรากฐานที่มั่นคงให้กับอาชีพการทำสวนยางได้ต่อไป” ประธานกรรมการ กยท. กล่าวตอนท้าย

พช.สมุทรปราการ ติวศักยภาพผู้ผลิต พัฒนาโอท็อป4.0 #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/554347

พช.สมุทรปราการ ติวศักยภาพผู้ผลิต พัฒนาโอท็อป4.0

วันจันทร์ ที่ 22 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2564, 06.00 น.

นายศุภมิตร ชิณศรี รองผู้ว่าราชการจังหวัดสมุทรปราการ เป็นประธานเปิดการประชุมเชิงปฏิบัติการโครงการพัฒนาศักยภาพผู้ประกอบการสู่ยุค 4.0 ของผู้ประกอบการผลิตภัณฑ์สินค้า OTOP จ.สมุทรปราการ ซึ่งจัดขึ้นโดยสำนักงานพัฒนาชุมชน (พช.) จ.สมุทรปราการ โดยมีนางสาวสุกานดา แสงวงษ์ พัฒนาการ จ.สมุทรปราการ กล่าวรายงาน และมี ผู้ประกอบการเข้าร่วมจำนวน 100 คน ที่โรงแรมเบย์ ถนนศรีนครินทร์ ต.สำโรงเหนือ อ.เมือง จ.สมุทรปราการ

นางสาวสุกานดา กล่าวว่า การประชุมเชิงปฏิบัติการโครงการพัฒนาศักยภาพผู้ประกอบการสู่ยุค4.0 ตามกระแสของโลกการค้าในสภาพปัจจุบันมีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะการเข้ามามีบทบาทของการค้า Online ที่ทำให้ผู้ประกอบการต้องมีการปรับตัวให้เข้ากับสถานการณ์อยู่เสมอ โดยต้องตอบสนองความต้องการทั้งในส่วน Offline และ Online ตลอดจนการเสริมสร้างแนวทาง และองค์ความรู้ต่างๆ ในการพัฒนาสินค้าผลิตภัณฑ์ OTOP และการเพิ่มช่องทางการค้าให้กับผู้ประกอบการ

ดังนั้นเพื่อสร้างการสอดรับกับแนวทางนโยบายของภาครัฐ ภายใต้แนวคิดประเทศไทย 4.0 ทำให้เกิดเป็นผลสำเร็จจึงได้เกิดโครงการพัฒนาศักยภาพผู้ประกอบการสู่ยุค 4.0 ขึ้น เพื่อพัฒนาศักยภาพผู้ผลิต ผู้ประกอบการ OTOP ให้มีความสามารถและทักษะในการนำผลิตภัณฑ์ OTOP จำหน่ายในตลาดออนไลน์และเพื่อเพิ่มช่องทางการจำหน่ายผลิตภัณฑ์ OTOP ผ่านระบบออนไลน์       

โดยกิจกรรมในครั้งนี้เป็นการพัฒนาศักยภาพผู้ผลิต ผู้ประกอบการ OTOP ให้มีความสามารถและทักษะในการนำผลิตภัณฑ์ OTOP จำหน่ายในตลาดออนไลน์และช่วยลดการพึ่งพาการตลาดแบบเดิมที่ต้องมีหน้าร้านจำหน่ายหรือจำหน่ายในศูนย์การค้าต่างๆ

Egg Board เร่งแก้ไข่ไก่ราคาตก ดันส่งออก-ใช้งบกองทุนรวมช่วยเกษตรกร #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

Egg Boardเร่งแก้ไข่ไก่ราคาตก ดันส่งออก-ใช้งบกองทุนรวมช่วยเกษตรกร

วันจันทร์ ที่ 22 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2564, 06.00 น.

นายนราพัฒน์ แก้วทอง ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยภายหลังการประชุมคณะกรรมการนโยบายพัฒนาไก่ไข่และผลิตภัณฑ์ (Egg Board) ว่า ที่ประชุมได้มีการรายงานสถานการณ์การผลิตไข่ไก่ในปัจจุบัน และข้อร้องเรียนการแก้ไขปัญหาราคาไข่ไก่ตกต่ำจากการระบาดของโควิด-19 ระลอกใหม่ ซึ่งที่ประชุมได้เห็นชอบแนวทางแก้ไขปัญหาไข่ไก่ล้นตลาดและราคาตกต่ำโดยการผลักดันการส่งออก ตามข้อเสนอของสมาคมผู้ผลิต ผู้ค้าและส่งออกไข่ไก่ และมอบหมายกรมปศุสัตว์ แจ้งมติต่อกรมการค้าภายใน กระทรวงพาณิชย์ เพื่อดำเนินการเสนอขอใช้เงินกองทุนรวมเพื่อช่วยเหลือเกษตรกร ตามระเบียบกองทุนรวมฯ ต่อไป

ทั้งนี้ สถานการณ์การผลิตไข่ไก่ในปัจจุบันมี แผนการเลี้ยงปู่ย่าพันธุ์ไก่ไข่ (GP) ในปี 2563 จำนวน 3,800 ตัว นำเข้าเลี้ยงแล้ว 100% (ข้อมูล ณ วันที่ 31 ธ.ค. 2563) และปี 2564 จำนวน 3,800 ตัว ยังไม่มีการนำเข้าเลี้ยง (ข้อมูล ณ วันที่ 15 ก.พ. 2564) แผนการเลี้ยงพ่อแม่พันธุ์ไก่ไข่ (PS) ปี 2563 จำนวน 440,000 ตัว นำเข้าเลี้ยงแล้ว 439,168 ตัว (99.8%) (ข้อมูล ณ วันที่ 31 ธ.ค. 2563) และในปี 2564 จำนวน 440,000 ตัว นำเข้าเลี้ยงแล้ว 74,270 ตัว (16.9%) (ข้อมูล ณ วันที่ 15 ก.พ. 2564) จำนวนไก่ไข่ยืนกรง ปัจจุบัน 51,127,140 ตัว ประมาณการผลิต 42,435,526 ฟองต่อวัน (ข้อมูล ณ 31 ม.ค. 2564) การส่งออกไข่ไก่สด ปี 2563 (ม.ค. – ธ.ค.) จำนวน 221.29 ล้านฟอง ลดลงจากช่วงเดียวกันในปี 2562 ร้อยละ 18.45 ตลาดหลัก คือ ฮ่องกง คิดเป็นร้อยละ 49 รองลงมา คือ สิงคโปร์ ร้อยละ 48 ราคา ณ วันที่ 15 ก.พ. 2564 ราคาไข่ไก่คละหน้าฟาร์ม ฟองละ 2.50 บาท ลูกไก่ไข่ตัวละ 28 บาท ไก่ไข่รุ่น ตัวละ 150 บาท ต้นทุนการผลิตไข่ไก่ปี 2563 (ม.ค. – ธ.ค.) เฉลี่ยฟองละ 2.58 บาท ลดลงจากช่วงเดียวกันของปี 2562 ร้อยละ 1.9 และปี 2564 (ม.ค.-มี.ค.) ประมาณการต้นทุน ไตรมาสที่ 1 เฉลี่ยฟองละ 2.66 บาท โดยคาดว่าจะมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น เนื่องจากราคาอาหารสัตว์ปรับตัวเพิ่มขึ้น

นอกจากนี้ ที่ประชุมยังมีมติเห็นชอบร่างประกาศคณะกรรมการ Egg Board เรื่อง หลักเกณฑ์ มาตรการ และแนวทางปฏิบัติเกี่ยวกับการจัดการข้อร้องเรียนด้านการกระจายพันธุ์ไก่ไข่ และการปรับปรุงคำสั่งแต่งตั้งคณะอนุกรรมการรณรงค์เพิ่มการบริโภคไข่ไก่โดยเพิ่มผู้แทนจาก 2 หน่วยงาน คือ สำนักงานปลัดกระทรวงกลาโหม และกองบัญชาการตำรวจตระเวนชายแดน ทั้งนี้ จะนำมติดังกล่าวเสนอรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ลงนามต่อไป