สกู๊ปพิเศษ :โครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาผาจุกแก้วิกฤติภัยแล้ง สร้างสถานีสูบน้ำด้วยไฟฟ้าน้ำพี้-ป่าคาย อ.ทองแสนขัน จ.อุตรดิตถ์ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/555915

สกู๊ปพิเศษ :โครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาผาจุกแก้วิกฤติภัยแล้ง สร้างสถานีสูบน้ำด้วยไฟฟ้าน้ำพี้-ป่าคาย อ.ทองแสนขัน จ.อุตรดิตถ์

สกู๊ปพิเศษ :โครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาผาจุกแก้วิกฤติภัยแล้ง สร้างสถานีสูบน้ำด้วยไฟฟ้าน้ำพี้-ป่าคาย อ.ทองแสนขัน จ.อุตรดิตถ์

วันจันทร์ ที่ 1 มีนาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

นายณฐพล ชุ่มสวัสดิ์ ผู้อำนวยการโครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาผาจุก พร้อมด้วยนายตรีภพ เกื้อเม่ง หัวหน้าฝ่ายวิศวกรรม นายดิลกยศ ปานะดิษฐ์ หัวหน้าฝ่ายจัดสรรน้ำและปรับปรุงระบบชลประทาน นางนรินทร นาคเหล็ก นายช่างชลประทานปฏิบัติงาน ร่วมกับนายฉัตรชัย ทองปอนด์ ผู้อำนวยการส่วนวิศวกรรม (ผวศ.ชป.3) นายทวีสิทธิ์ เลิศสินไทย ผู้อำนวยการส่วนแผนงาน (ผผง.ชป.3) และเจ้าหน้าที่สำนักงานชลประทานที่ 3 ลงพื้นที่ตรวจการดำเนินงานโครงการสถานีสูบน้ำด้วยไฟฟ้าพื้นที่ ตำบลน้ำพี้ และตำบลป่าคาย ขนาด 0.65 ลูกบาศก์เมตร/วินาที จำนวน 3 เครื่อง พร้อมระบบส่งน้ำ(ระยะที่ 2) ความยาว 17,001.623  เมตร พื้นที่รับประโยชน์ 12,000 ไร่ โครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาผาจุก อำเภอเมืองอุตรดิตถ์ จังหวัดอุตรดิตถ์

นายณฐพล ชุ่มสวัสดิ์ ผู้อำนวยการโครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาผาจุก กล่าวว่า กรมชลประทาน ได้เร่งดำเนินโครงการก่อสร้างสถานีสูบน้ำด้วยไฟฟ้าน้ำพี้-ป่าคาย อ.ทองแสนขัน จ.อุตรดิตถ์ ซึ่งเป็นหนึ่งในโครงการพัฒนาแหล่งน้ำในพื้นที่จังหวัดอุตรดิตถ์ เพื่อช่วยเหลือราษฎรที่ประสบปัญหาภัยแล้งซ้ำซากเป็นประจำทุกปี ในพื้นที่ตำบลน้ำพี้และตำบลป่าคาย อำเภอทองแสนขันเนื่องจากพื้นที่ดังกล่าวตั้งอยู่ห่างจากลำน้ำคลองตรอน ประกอบกับเป็นพื้นที่ราบสูงและอยู่นอกเขตชลประทาน มีเพียงสถานีสูบน้ำด้วยไฟฟ้าและระบบส่งน้ำ 2 แห่ง ซึ่งสามารถช่วยเหลือพื้นที่ได้เพียง 3,000 ไร่ เท่านั้น

“โครงการก่อสร้างสถานีสูบน้ำด้วยไฟฟ้าน้ำพี้-ป่าคาย เป็นโครงการเพื่อแก้ปัญหาการขาดแคลนน้ำอย่างเร่งด่วน โดยการก่อสร้างสถานีสูบน้ำด้วยไฟฟ้า สูบน้ำจากแม่น้ำน่าน บริเวณเหนือเขื่อนทดน้ำผาจุก ในเขตตำบลผาเลือด อำเภอท่าปลา ในอัตราการ 3.90 ลบ.ม./วินาที พร้อมก่อสร้างระบบส่งน้ำความยาว 17 กิโลเมตร ส่งน้ำให้กับพื้นที่การเกษตรและการอุปโภค-บริโภคให้กับราษฎรที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ตำบลน้ำพี้ และตำบลป่าคาย อำเภอทองแสนขัน และพื้นที่ใกล้เคียง ซึ่งมักจะประสบปัญหาภัยแล้งซ้ำซากทุกปี”

สำหรับการดำเนินโครงการดังกล่าว คาดว่าจะใช้ระยะเวลาในการก่อสร้างสถานีสูบน้ำฯ 1 ปี (2563-2564) ขณะนี้อยู่ระหว่างเตรียมการก่อสร้างเมื่อดำเนินการแล้วเสร็จ จะสามารถส่งน้ำให้พื้นที่รับประโยชน์เพิ่มขึ้นในฤดูแล้งประมาณ 8,500 ไร่ และฤดูฝนประมาณ 12,000 ไร่ รวมทั้งใช้เป็นแหล่งน้ำดิบในการผลิตน้ำประปาให้กับหมู่บ้านต่างๆ ในพื้นที่รวม 10 แห่งอีกด้วย

ไฟเขียวของบเพิ่ม 4.9 พันล้านชดเชยชาวสวนยางงวด 5-6 #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/555912

ไฟเขียวของบเพิ่ม4.9พันล้านชดเชยชาวสวนยางงวด5-6

วันอาทิตย์ ที่ 28 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2564, 06.00 น.

คณะกรรมการบริหารโครงการประกันรายได้เกษตรกรชาวสวนยาง ระยะที่ 2 มีมติเห็นชอบขออนุมัติงบประมาณเพิ่มเติมจำนวน 4,990.435 ล้านบาท เพื่อจ่ายชดเชยแก่เกษตรกรชาวสวนยางในงวดที่ 5–6

นายประยูร อินสกุล รองปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยภายหลังประชุมคณะกรรมการบริหารโครงการประกันรายได้เกษตรกรชาวสวนยางระยะที่ 2 ที่ห้องประชุมกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ว่า ตามที่ ครม. มีมติให้ดำเนินโครงการประกันรายได้เกษตรกรชาวสวนยางระยะที่ 2 นั้น กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยการยางแห่งประเทศไทย ได้มีการกำหนดเป้าหมายเกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการ จำนวน 1,834,087 ราย แบ่งเป็น เกษตรกรชาวสวนยางที่ขึ้นทะเบียนกับการยางแห่งประเทศไทย จำนวน 1,142,294 ราย เกษตรกรที่แจ้งข้อมูลพื้นที่ปลูกยางกับการยางแห่งประเทศไทย จำนวน 419,060 ราย และคนกรีดยางที่ขึ้นทะเบียนกับการยางแห่งประเทศไทย จำนวน 272,733 ราย โดยได้กำหนดระยะเวลาการชดเชยรายได้จำนวน 6 ครั้ง คือ ครั้งที่ 1 เดือนตุลาคม 2563 ครั้งที่ 2 เดือนพฤศจิกายน 2563 ครั้งที่ 3 เดือนธันวาคม 2563 ครั้งที่ 4 เดือนมกราคม
2564 ครั้งที่ 5 เดือนกุมภาพันธ์ 2564 และครั้งที่ 6 เดือนมีนาคม 2564 ซึ่งจะมีการจ่ายเงินในเดือนถัดไปในแต่ละครั้ง

สำหรับผลการดำเนินงานที่ผ่านมา ได้มีการสั่งจ่ายเงินไปแล้ว ในงวดที่ 1 – 4 จำนวน 9,333.321 ล้านบาท (ข้อมูล ณ วันที่ 24 ก.พ. 2564) คิดเป็นร้อยละ 96.04 ของวงเงินงบประมาณเงินชดเชยที่ ครม. อนุมัติ (9,717.995 ล้านบาท) และจากสถานการณ์ปัจจุบันที่ราคายางพารามีความผันผวนไม่สอดคล้องกับราคายางที่คาดการณ์ ณ ช่วงเวลาที่จัดทำโครงการฯ เสนอคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 3 พฤศจิกายน 2563 ที่ผ่านมา ซึ่งจากการคำนวณประเมินสถานการณ์ราคายาง ณ ปัจจุบัน คาดการณ์ว่าจะต้องใช้งบประมาณในการชดเชยส่วนต่างราคาประกันในงวดที่ 5–6 วงเงินงบประมาณ 5,265.295 ล้านบาท ซึ่งเกินวงเงินที่เคยได้รับอนุมัติเบื้องต้น ที่ประชุมจึงมีมติเห็นชอบขออนุมัติงบประมาณเพิ่มเติมจำนวน 4,990.435 ล้านบาท (แบ่งเป็น งบประมาณสำหรับประกันรายได้เกษตรกรชาวสวนยาง 4,880.621 ล้านบาท และงบประมาณสำหรับชดเชยต้นทุนเงินในอัตราเงินฝากประจำ 12 เดือน ของ ธ.ก.ส. บวก 1 ภายในวงเงินไม่เกิน 109.814 ล้านบาท)

บทความพิเศษ : ทางออกปัญหาหนี้สินเกษตรกร #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/555706

บทความพิเศษ : ทางออกปัญหาหนี้สินเกษตรกร

บทความพิเศษ : ทางออกปัญหาหนี้สินเกษตรกร

วันอาทิตย์ ที่ 28 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2564, 06.00 น.

ช่วงต้นสัปดาห์ที่ผ่านมา มีการจัดเสวนาเรื่อง “ชีวิตหนี้…นิยามใหม่การปรับตัวชาวนายุคโควิด-19” ที่ รร.รามาการ์เด้นส์ กรุงเทพฯ ซึ่งภายในงานได้กล่าวถึงผลสำรวจ “สุขภาพการเงินครัวเรือนเกษตรกรไทย” ระหว่างเดือน มี.ค. 2563 โดย สถาบันวิจัยเศรษฐกิจป๋วย อึ๊งภากรณ์ ธนาคารแห่งประเทศไทย พบว่า “ครัวเรือนชาวนาส่วนใหญ่มีภาวะหนี้สินสูง เฉลี่ย 3.4 ก้อนและมีหนี้คงค้างเฉลี่ย 416,143 บาทต่อครัวเรือน” โดยครัวเรือนร้อยละ 50 มีหนี้สินคงค้างเกิน 300,000 บาท และร้อยละ 30 มีหนี้สินคงค้างเกิน 600,000 บาท

หนี้ของชาวนานั้นมาจาก 3 แหล่งหลัก คือ ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) สหกรณ์และกองทุนหมู่บ้าน และหนี้นอกระบบ ขณะที่ผลการศึกษาในปี 2563 โดย สถาบันวิจัยสังคม จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย พบว่า “สถานการณ์การระบาดของไวรัสโควิด-19 ทำให้เงินโอนจากสมาชิกในครัวเรือนชาวนาลดลง” จากปกติเฉลี่ยเดือนละ5,309 บาท เหลือเพียงเฉลี่ยเดือนละ 2,541 บาท ครัวเรือนเกษตรเกือบร้อยละ 60 จึงเริ่มมีปัญหาการชำระหนี้

เพ็ญนภา หงษ์ทอง นักวิจัยอิสระ กล่าวว่าถึงปัญหา “หนี้นอกระบบ” ของเกษตรกร ว่า เกษตรกรไม่มีความรู้เรื่องกฎหมายและไม่ตระหนักถึงสิทธิในกระบวนการยุติธรรมผลสุดท้ายจึงจบลงด้วยการประนีประนอมที่ฝ่ายโจทก์หรือเจ้าหนี้ เป็นฝ่ายได้เปรียบแต่เกษตรกรผู้เป็นลูกหนี้ไม่ได้รับความเป็นธรรม หากเกษตรกรมีนักกฎหมายคอยช่วยเหลือแนะนำจะช่วยให้เกิดการประนีประนอมที่เป็นธรรมมากขึ้น

เดชรัต สุขกำเนิด อดีตอาจารย์คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ แนะ 3 ข้อ ที่ต้องปรับปรุงเพื่อแก้ไขปัญหา ได้แก่ 1.ปรับแก้กติกาหรือสัญญาสินเชื่อ ระบบติดตาม และบังคับหนี้สินให้เป็นธรรม เช่น กำหนดให้สถาบันการเงินแสดงรายละเอียดการคำนวณดอกเบี้ยค้างชำระ ดอกเบี้ยปรับและค่าธรรมเนียมอื่นๆ ให้ชัดเจนและโปร่งใส ต้องเข้มงวดกับการห้ามทำสัญญาเงินกู้ใหม่ที่รวบเอาเงินต้นและดอกเบี้ยเดิมมาเป็นยอดเงินต้นก้อนใหม่

2.ต้องมีการเจรจาไกล่เกลี่ยเพื่อปรับโครงสร้างหนี้สินโดยกลไกปกติ การเพิ่มแรงจูงใจของสถาบันการเงินและลูกหนี้ในการเข้าร่วมไกล่เกลี่ยหนี้สิน ซึ่งจะช่วยลดต้นทุนในการฟ้องร้องดำเนินคดี และ 3.ต้องเพิ่มทางเลือกและขีดความสามารถในการชำระหนี้ของเกษตรกร เช่น การเข้าถึงตลาดที่มีมูลค่าเพิ่มขึ้นและมีความแน่นอนมากขึ้น การจัดการโครงสร้างการผลิตให้สามารถจัดการความเสี่ยงต่างๆ ได้มากขึ้น รวมถึงมีช่องทางเข้าถึงแหล่งเงินทุนเพื่อปรับโครงการสร้างการผลิตและการตลาด

จารุวัฒน์ เอมซ์บุตร SIAMLab คณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ชี้ให้เห็นว่า “ปัจจัยส่วนบุคคลของตัวเกษตรกร เช่น ความซื่อสัตย์ การใจสู้ และครอบครัวที่คอยสนับสนุนมีผลต่อการชำระหนี้” พร้อมกับต้องหาความรู้เพิ่มเติมเพื่อหารายได้เสริม ประหยัดต้นทุน และเรียนรู้วิธีบริหารจัดการทรัพย์สิน ทั้งนี้บทบาทของผู้นำกลุ่มกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกรยังมีส่วนสำคัญมากอีกด้วย จึงเสนอให้ “ภาครัฐต้องจัดทำแนวทางพัฒนาเกษตรกรใน 3 ด้าน เพื่อช่วยแก้ปัญหาหนี้สิน” ได้แก่ ด้านการสื่อสาร ด้านทุนสนับสนุน และด้านข้อมูลข่าวสาร

ผศ.ดร.ชญานี ชวะโนทย์ อาจารย์คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ มองว่า “ปัจจัยหนึ่งที่ทำให้เกษตรกรติดอยู่ในวงจรหนี้สินคือการมีผลิตภัณฑ์หรือสินเชื่อทางการเงินที่ไม่เหมาะสมกับลักษณะอาชีพ” ดังนั้น สินเชื่อและการชำระหนี้ของเกษตรกรควรมีความยืดหยุ่น เช่น ชำระตามรอบการผลิตเพื่อให้รอบรายรับกับรายจ่ายในการทำเกษตรได้สอดคล้องกันมากขึ้น หรือมีการกำหนดแรงจูงใจอย่างการลดดอกเบี้ยบางส่วน

การลดต้นลดดอก หรือมีรางวัลให้กับเกษตรกรที่สามารถจ่ายคืนหนี้ได้ก่อนครบกำหนดชำระในเดือนมีนาคมสำหรับหนี้ ธ.ก.ส. เป็นต้น นอกจากนี้ ยังต้องให้องค์ความรู้การบริหารจัดการหนี้สินแก่เกษตรกร การจัดทำบัญชีรายรับ-รายจ่าย รวมถึงเครื่องมือป้องกันความเสี่ยงอย่างการทำประกันภัยพืชผลหรือการใช้เทคโนโลยีเก็บข้อมูลในพื้นที่มาประมวลผลเพื่อคำนวณแนวโน้มผลผลิตในแต่ละรอบการผลิต

“การเปลี่ยนแปลงวิธีการผลิต” ก็เป็นอีกปัจจัยสำคัญในการแก้ปัญหาหนี้สินของเกษตรกร ดังที่ เกียรติศักดิ์ ยั่งยืน นักวิชาการอิสระ ให้ความเห็นว่า เกษตรกรจะออกจากวงจรหนี้หรือบรรเทาลงได้ต้อง 1.ปรับการผลิตสู่ระบบอินทรีย์ ตั้งแต่การบริหารจัดการการใช้ประโยชน์ที่ดิน ปรับระบบเกษตรกรรมสู่การทำนาอินทรีย์ ปรับตัวสู่การเป็นชาวนานักคิดและปรับปรุงพันธุ์ข้าว กับ 2.พัฒนาช่องทางการตลาดผลผลิตอินทรีย์ให้หลากหลาย

ภายในงานยังมีตัวอย่างของ บุญชู มณีวงษ์ กลุ่มพันธมิตรเกษตรกรบ้านนางบวช จังหวัดสุพรรณบุรี และ สุนทร คมคาย กลุ่มเกษตรอินทรีย์เขาไม้แก้ว จังหวัดปราจีนบุรีที่ปรับตัวจนสามารถแก้ไขปัญหาหนี้สินได้ โดยมีแนวทางคล้ายคลึงกันคือ “การเพิ่มความรู้ด้านการบริหารจัดการเงินและหนี้สิน ลดรายจ่าย และเพิ่มรายได้เสริมผ่านช่องทางต่างๆ” จนหนี้ที่มีอยู่บรรเทาลงไปมาก

สุนทรแนะนำว่าการทำเกษตรอาจต้องมีหลายช่องทางเพื่อกระจายความเสี่ยงในการจัดการ ตอนกู้ก้อนโตอาจต้องวางแผนใช้หนี้เพราะบางอย่างต้องอาศัยเวลา เช่น การกู้มาพัฒนาแหล่งน้ำหรือที่ดินจะไม่ให้รายได้ในเร็ววัน แต่ต้องใช้เงินก้อนใหญ่มาก แล้วในวงการเกษตรมันแปรปรวน มีความเสี่ยงสูง ช่วงทำเกษตรแรกๆ ส่วนตัวยอมรับว่า ต้องปรับตัวให้เข้ากับสถานการณ์ สำคัญสุดคือการตลาด

เราต้องชัดเจนว่า จะปลูกอะไรและขายได้แน่นอน ลดความเสี่ยงว่าจะใช้หนี้ไม่ได้ ทำช่องทางผลิตให้มีความหลากหลายและรู้ว่าจะขายได้เท่าไหร่!!!

มูลนิธิชีวิตไท

เกษตรกรยิ้มได้ ‘บพข.’ หนุนเพิ่มมูลค่าส่วนเหลือทิ้งมันสำปะหลัง สู่สารเคมีชีวภาพมูลค่าสูง #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/555672

เกษตรกรยิ้มได้'บพข.'หนุนเพิ่มมูลค่าส่วนเหลือทิ้งมันสำปะหลัง สู่สารเคมีชีวภาพมูลค่าสูง

เกษตรกรยิ้มได้’บพข.’หนุนเพิ่มมูลค่าส่วนเหลือทิ้งมันสำปะหลัง สู่สารเคมีชีวภาพมูลค่าสูง

วันเสาร์ ที่ 27 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2564, 16.54 น.

เกษตรกรยิ้มได้ บพข. หนุนเพิ่มมูลค่าส่วนเหลือทิ้งของมันสำปะหลัง สู่สารเคมีชีวภาพมูลค่าสูง

รศ.ดร.สิรี ชัยเสรี ผู้อำนวยการหน่วยบริหารจัดการทุนด้านการเพิ่มความสามารถในการแข่งขันของประเทศ (บพข.) กล่าวถึงบทบาทของ บพข. ว่า ประเทศไทยต้องการการวิจัยและนวัตกรรมที่ยกระดับคุณภาพชีวิต สร้างรายได้ และเพิ่มขีดความสามารถทางการแข่งขันให้สูงขึ้น บพข. จึงเกิดขึ้นมา เพื่อส่งเสริมให้เกิดความร่วมมือ ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน มหาวิทยาลัย และองค์กรด้านการวิจัยทั้งในประเทศและต่างประเทศ เพื่อนำงานวิจัยจากห้องปฏิบัติการมาต่อยอดด้วยการพัฒนาเทคโนโลยี เป็นการลดความเสี่ยงในการลงทุนของภาคเอกชนในการที่จะนำงานวิจัยไปใช้ประโยชน์ในเชิงพาณิชย์ได้อย่างเต็มที่ ทำให้ภาคอุตสาหกรรมไทยเข้มแข็งขึ้น ด้วยเทคโนโลยีขั้นสูง

“บพข. มุ่งเน้นสนับสนุน 7 กลุ่มอุตสาหกรรม ที่ตอบโจทย์การแข่งขันอันท้าทายในระดับโลก เราสามารถสนับสนุนงานวิจัยที่มีผลกระทบทางสังคมและเศรษฐกิจสูง หรือมีความจำเป็นอย่างเร่งด่วน เช่น ชุดตรวจซาร์ส CoV2 ด้วยวิธี RT-PCR ที่ผลิตให้กับกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์, ชุดตรวจโควิด-19 RT-LAMP เปลี่ยนสี ของบริษัทเซโนสติกส์, การสร้างโรงงานต้นแบบเพื่อแปรรูปอาหารฟังก์ชั่นและเพื่อให้ได้สารสกัดจากธรรมชาติจากทุกภูมิภาคของประเทศ  บพข. มุ่งพัฒนาการทำงานร่วมกันระหว่างนักวิจัยและภาคเอกชนในภาคอุตสาหกรรมอย่างต่อเนื่อง รวบรวมข้อมูลจากการดำเนินการวิจัยแบ่งปันข้อมูลให้กับเครือข่ายนักวิจัยในอนาคต” ดร.สิรี กล่าว 

ตัวอย่างโครงการที่ บพข. สนับสนุนในรอบปีที่ผ่านมา ได้แก่ความร่วมมือ ระหว่างมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี กับภาคเอกชนเพื่อผลักดันให้เกิดนวัตกรรมมูลค่าสูง โดย รศ.ดร.อภิชาติ บุญทาวัน หัวหน้าสาขาเทคโนโลยีชีวภาพ สำนักวิชาเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี กล่าวว่า โจทย์ของมหาวิทยาลัยที่ได้รับมาคือ ทำอย่างไรให้ผลผลิตการเกษตร คือ มันสำปะหลังไทยมีราคาสูงขึ้น จึงได้ทำการศึกษา พบว่า วัตถุดิบ คือหัวมันสดนั้น ส่วนหลัก ๆ ที่ผู้ประกอบการเอาไปใช้งานจากต้นมันสำปะหลัง 1 ต้น ก็จะอยู่ในรูปของแป้งมัน ส่วนที่เหลือทิ้ง คือ เหง้า และต้น เราสามารถจะเอามาประยุกต์โดยใช้หลักการของ biorefinery ให้ผลิตเป็นสารเคมีชีวภาพซึ่งมีมูลค่าสูงที่มีราคาแพงกว่าแป้งมัน

“Biorefinery จะเป็นขบวนการทางชีวภาพในการเปลี่ยนสารตั้งต้นที่เป็นวัสดุจำพวกเซลลูโลสให้กลายเป็นเคมีชีวภาพ ที่สามารถนำไปใช้ในอุตสาหกรรมอาหาร หรืออุตสาหกรรมพลาสติกชีวภาพ ที่มาแรงก็จะเป็นอุตสาหกรรมพลาสติก ซึ่งเป็นพลาสติกที่สามารถย่อยสลายได้ในธรรมชาติ หลังจากที่เราใช้แล้วทิ้ง ประเทศไทยเราเป็นเขตร้อน มีความหลากหลายทางชีวภาพมากกว่าหลายประเทศในโลก เพราะฉะนั้นเราจึงสามารถคัดเลือกจุลินทรีย์ชนิดต่าง ๆ เอามาผลิตสารเคมีที่เราต้องการได้” ดร.อภิชาติ กล่าว 

ดร.อภิชาติ กล่าวว่า ผลงานเทคโนโลยี Biorefinery ของมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี ได้ถ่ายทอดให้กับ บริษัท       ซูเทคเอนจิเนียริ่ง จำกัด ซึ่งทำธุรกิจด้านน้ำตาล ที่ต้องการพัฒนาผลิตภัณฑ์จากการผลิตน้ำตาลธรรมดาไปเป็นการผลิตสารประกอบมูลค่าสูง โดยบริษัทได้ร่วมมือกับทางมหาวิทยาลัยในการพัฒนาโรงงานแปรรูปต้นแบบ  เครื่องจักรที่ใช้ก็ผลิตในประเทศไทยถึง 80% ซึ่ง บพข. สนับสนุนให้ทุกภาคส่วน มาทำงานวิจัยร่วมกัน โดยใช้โรงงานต้นแบบแห่งนี้

‘ประภัตร’ ผุดโครงการปลูกพริกซุปเปอร์ฮอท สร้างรายได้สู้ภัยแล้ง #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/555632

‘ประภัตร’ ผุดโครงการปลูกพริกซุปเปอร์ฮอท สร้างรายได้สู้ภัยแล้ง

‘ประภัตร’ ผุดโครงการปลูกพริกซุปเปอร์ฮอท สร้างรายได้สู้ภัยแล้ง

วันเสาร์ ที่ 27 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2564, 12.25 น.

“ประภัตร” ผุดโครงการปลูกพริกซุปเปอร์ฮอท สร้างรายได้ช่วงแล้งลุยแจก 1 แสนต้นกล้า นำร่อง จ.นครสวรรค์ เสริมรายได้สู้โควิด-19

เมื่อวันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2564 นายประภัตร โพธสุธน รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวภายหลังลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมเกษตรกรในพื้นที่ตําบลหนองกรด และตําบลกลางแดด อําเภอเมืองนครสวรรค์ จังหวัดนครสวรรค์ ว่า รัฐบาล และกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ตระหนักมีความเป็นห่วงเกษตรกร และประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากสภาวะเศรษฐกิจตกต่ำ รวมทั้งผลกระทบจากภัยพิบัติ ทั้งอุทกภัยและภัยแล้ง ตลอดจนผลกระทบจากการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (covid-19) ในช่วงที่ผ่านมา  จึงมีนโยบายเร่งด่วนเพื่อให้ความช่วยเหลือเกษตรกรและประชาชน ให้สามารถประกอบอาชีพสร้างรายได้  จึงได้ส่งเสริมอาชีพทางเลือกให้เกษตรกรมีรายได้ช่วงภัยแล้ง 5 อาชีพ ได้แก่ 1.ปลูกพริกแดง 2.เลี้ยงปลาดุก 3.เลี้ยงจิ้งหรีด 4. เลี้ยงเป็ดไข่ และ 5.ไก่ไข่ 

โดยวันนี้ ได้นำร่อง “โครงการปลูกพริกซุปเปอร์ฮอท สร้างรายได้สู้โควิด-19” ในพื้นที่ ต.หนองกรด และ ต.กลางแดด จ.นครสวรรค์ โดยศูนย์ขยายพันธุ์พืชที่ 6 จังหวัดพิษณุโลก ได้ทําการเพาะกล้าพริกเพื่อมอบให้แก่เกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการจํานวน 200 ราย กล้าพริกจํานวน 100,000 ต้นกล้า ในพื้นที่นําร่อง 50 ไร่ พร้อมทั้งแนะนําและให้ความรู้แก่เกษตรกรเพื่อปลูกในช่วงฤดูแล้ง วัตถุประสงค์เพื่อลดพื้นที่การปลูกข้าวนาปรัง สลับปรับเปลี่ยนไปปลูกพืชทางเลือก หรือกิจรรมทางการเกษตรที่มีมูลค่าสูงเพื่อเป็นการเสริมรายได้ รวมทั้งสร้างโอกาสให้เกษตรกรได้เรียนรู้การเพาะปลูกพืชชนิดอื่นในพื้นที่นา เป็นเกษตรกรรมทางเลือกให้ชาวนาในระยะยาว ซึ่งจะเป็นแนวทางหนึ่งในการสร้างรายได้เสริมให้แก่เกษตรกร และจะผลักดันให้เกิดขึ้นในหลายพื้นที่ทั่วประเทศ 

อย่างไรก็ตามการดำเนินการดังกล่าวตนได้มอบหมายให้สํานักงานเกษตรจังหวัดนครสวรรค์ เข้าไปช่วยเหลือเกษตรกรที่สนใจเข้าร่วม ทั้งหมดโดยจะเป็นการทํางานบูรณาการร่วมกันของหน่วยงานสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ประกอบด้วย กรมส่งเสริมการเกษตร โดยสํานักงานเกษตรจังหวัดนครสวรรค์ กรมพัฒนาที่ดิน สํานักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ (มกอช.) ศูนย์ขยายพันธุ์พืช ศูนย์ส่งเสริมเทคโนโลยีการเกษตรด้านอารักขาพืช จังหวัดพิษณุโลก ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร องค์การบริหารส่วนตําบลกลางแดด และบริษัทอีสท์ เวสท์ ซีด จํากัด (ศรแดง) ที่ให้การสนับสนุนปัจจัยการผลิตที่จําเป็นแก่เกษตรกร รวมทั้งการถ่ายทอดความรู้และเทคโนโลยี ตลอดจนประสานภาคเอกชนในการรับซื้อผลผลิตของเกษตรกรในราคาที่เป็นธรรมต่อไปด้วย

‘ประภัตร’ เยี่ยมชมฟาร์มเลี้ยงจิ้งหรีดชุติกาญน์ ส่งเสริมเกษตรกรเลี้ยงในฟาร์ม #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/555622

‘ประภัตร’เยี่ยมชมฟาร์มเลี้ยงจิ้งหรีดชุติกาญน์ ส่งเสริมเกษตรกรเลี้ยงในฟาร์ม

‘ประภัตร’เยี่ยมชมฟาร์มเลี้ยงจิ้งหรีดชุติกาญน์ ส่งเสริมเกษตรกรเลี้ยงในฟาร์ม

วันเสาร์ ที่ 27 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2564, 10.53 น.

นายประภัตร โพธสุธน รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวภายหลังลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมฟาร์มเลี้ยงจิ้งหรีดชุติกาญน์ ของคุณชุติกาญจน์ เจี้อยแจ้ว ประธานวิสาหกิจชุมชนแปลงใหญ่จิ้งหรีดท่าชัย-ศรีสัชนาลัย ต.ท่าชัย อ.ศรีสัชนาลัย จ.สุโขทัย ว่า เป็นฟาร์มที่ได้มาตรฐานสากล ด้านสุขอนามัยและการแปรรูปที่มีคุณภาพเพื่อส่งเสริมการเลี้ยงจิ้งหรีดในประเทศไทยและสร้างความมั่นใจให้กับลูกค้าต่างประเทศ ปัจจุบันมีสมาชิก 36 ราย เลี้ยงจิ้งหรีดในระบบโรงเรือนทั้งแบบปิดและแบบเปิดแปลงใหญ่ ผ่านการรับรองการปฏิบัติทางการเกษตรที่ดี สำหรับฟาร์มจิ้งหรีด (มาตรฐานฟาร์มเลี้ยงจิ้งหรีด GAP) ปัจจุบันส่งออกตลาดต่างประเทศ เช่น สหรัฐ เม็กซิโก สวิตเซอร์แลนด์ กลุ่มอียู ฯลฯ รูปแบบผงโปรตีนจากจิ้งหรีด 100% นำไปทำพาสต้า



 ส่วนลูกค้าในประเทศจะเน้นจำหน่ายออนไลน์ทั้งปลีก-ส่ง ทั้งผงโปรตีนจากจิ้งหรีด 100% ซึ่งนำไปเป็นส่วนผสมในอาหารสัตว์ จิ้งหรีดอบกรอบปรุงรส ข้าวเกรียบ คุกกี้ และน้ำพริก มีรายได้ต่อเดือนประมาณ 1.6 ล้านบาท หรือประมาณ 19.2 ล้านบาทต่อปี ซึ่งสมาชิกของกลุ่มจะเน้นเลี้ยงจิ้งหรีดพันธุ์สะดิ้งเป็นหลัก ซึ่งแต่ละเดือนแม้ผลิตได้นับสิบตัน แต่ก็ไม่เพียงพอกับความต้องการของตลาด โดยเฉพาะผงโปรตีนจากจิ้งหรีดซึ่งส่งออก 90% มีจำหน่ายภายในประเทศเพียง 10% เท่านั้น



ทั้งนี้จิ้งหรีดถือเป็นอาหารโปรตีนคุณภาพสูง ซึ่งเป็นที่ต้องการของต่างประเทศมาก ดังนั้นกระทรวงเกษตรและสหกรณ์จึงได้มีการส่งเสริมการเลี้ยงจิ้งหรีดเพื่อส่งออก สร้างรายได้ให้กับเกษตรกร เพราะใช้ระยะเวลาเลี้ยงสั้น และใช้น้ำน้อย



อย่างไรก็ตามแม้จะเป็นสัตว์เศรษฐกิจที่สร้างมูลค่าส่งออกสูง แต่ยังประสบกับปัญหาต้นทุนอาหารที่แพง จึงมอบหมายให้กรมปศุสัตว์เข้ามาดูแลคิดค้นสูตรอาหารเพื่อลดต้นทุน และให้มีคุณภาพ เพื่อช่วยเหลือเกษตรกร และจะเดินหน้าส่งเสริมสนับสนุนเเกษตรกรในพื้นที่อื่นๆ หันมาเลี้ยงจิ้งหรเป็นอาชีพเสริมในช่วงหน้าแล้ง ในรูปแบบฟาร์มที่ได้มาตรฐาน ได้สินค้าที่ปลอดภัย สร้างความมั่นใจให้กับผู้บริโภค

บทความพิเศษ : กสก.ชวนเกษตรกรหยุดเผาคืนชีวิตให้ดิน นำเศษวัสดุเหลือใช้ในพื้นที่สร้างมูลค่าเพิ่ม #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/555337

บทความพิเศษ : กสก.ชวนเกษตรกรหยุดเผาคืนชีวิตให้ดิน  นำเศษวัสดุเหลือใช้ในพื้นที่สร้างมูลค่าเพิ่ม

บทความพิเศษ : กสก.ชวนเกษตรกรหยุดเผาคืนชีวิตให้ดิน นำเศษวัสดุเหลือใช้ในพื้นที่สร้างมูลค่าเพิ่ม

วันศุกร์ ที่ 26 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2564, 06.00 น.

กรมส่งเสริมการเกษตร ชวนเกษตรกรหยุดเผาพื้นที่การเกษตรเพื่อลดปัญหามลพิษ ปรับเปลี่ยนวิธีการจัดการเศษวัสดุทางการเกษตรเพื่อช่วยเพิ่มความอุดมสมบูรณ์และคืนชีวิตให้ดินและสร้างมูลค่าเพิ่ม จากการนำวัสดุเหลือใช้จากพื้นที่การเกษตรไปใช้ประโยชน์

นายเข้มแข็ง ยุติธรรมดำรง อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร เปิดเผยว่า กรมส่งเสริมการเกษตรมีแนวทางในการดูแลปัญหาเรื่องการเผาในพื้นที่เกษตร โดยการสร้างและพัฒนาเครือข่ายเกษตรปลอดการเผา เพื่อเร่งรัด จัดการ และแก้ไขปัญหาการเผาในพื้นที่เกษตรกรรม ที่นอกจากจะทำให้เกิดมลพิษและหมอกควันทำลายชั้นบรรยากาศของโลกแล้ว ยังเป็นการทำลายอินทรียวัตถุ ธาตุอาหาร และโครงสร้างดิน ทำให้ดินขาดความอุดมสมบูรณ์ ทำให้ผลผลิตลดต่ำลง และมีต้นทุนการผลิตเพิ่มสูงขึ้น โดยการนำร่องสาธิตการจัดการเศษวัสดุเหลือใช้จากภาคการเกษตรเพื่อลดปัญหาการเผาในพื้นที่การเกษตร มาตั้งแต่ ปี 2547 เป็นต้นมา มีกลยุทธ์หลักในการเผยแพร่ความรู้ความเข้าใจในสภาพปัญหาที่เกิดจากการเผา แนวทางการป้องกันและแก้ไขปัญหา และนำเสนอทางเลือกในการจัดการเศษวัสดุเหลือใช้จากภาคการเกษตร เพื่อสร้างให้เกิดการปรับเปลี่ยนทัศนคติและจิตสำนึกของเกษตรกรให้ตระหนักถึงผลเสียจากการเผา และมีความรู้ความเข้าใจในการใช้เทคโนโลยีการเกษตรทดแทนการเผา นอกจากนี้ ยังได้จัดทำโครงการให้ความรู้แก่เกษตรกร เน้นให้นำวัสดุเหลือใช้จากพื้นที่การเกษตรไปใช้ประโยชน์อื่นแทนการเผามาอย่างต่อเนื่อง เช่น การทำปุ๋ยหมัก การทำเชื้อเพลิงไว้ใช้ในครัวเรือน การทำวัสดุปลูก รวมถึงยังได้ร่วมบูรณาการกับภาคเอกชนในการผลิตชีวมวลอัดแท่ง โดยรับซื้อฟางอัดก้อน จากเกษตรกร เพื่อนำไปใช้เป็นวัตถุดิบ ในการผลิต และนำชีวมวลที่ได้ ไปใช้ในโรงงาน ปูนซีเมนต์ ของ SCG และร่วมกับบริษัท SCG ซีเมนต์จำกัด และบริษัท สยามคูโบต้าคอร์ปอเรชั่น จำกัดในการทำ MOU มอบเครื่องจักรกลการเกษตร เพื่อใช้ในโครงการ “ฟางอัดก้อน ลดการเผา Zero Burn” และฝากถึงเกษตรกรให้ร่วมใจ “หยุดเผา” การหยุดเผาได้ประโยชน์ 5 ดี 1 อากาศดี 2 สุขภาพดี 3 ดินดี4 สิ่งแวดล้อมดี 5 รายได้ดี

ด้านนายกิตติพันธ์ จันทาศรี ผู้อำนวยการกองส่งเสริมโครงการพระราชดำริ การจัดการพื้นที่และวิศวกรรมเกษตร กล่าวเพิ่มเติมว่า กรมส่งเสริมการเกษตรได้จัดทำโครงการหยุดเผาในพื้นที่การเกษตร เพื่อแก้ไขปัญหาการเผาในพื้นที่เกษตรกรรมที่สร้างปัญหามลพิษและหมอกควัน โดยเริ่มต้นนำร่องจาก 10 จังหวัดภาคเหนือตอนบน และได้ขยายผลครอบคลุม 60 จังหวัดในปัจจุบัน โดยเฉพาะพื้นที่ทำนา ที่เป็นปัญหามากในภาคกลาง ภาคอีสาน และภาคเหนือ เนื่องจากเกษตรกรมักจะเผาตอซังฟางข้าวเพื่อความสะดวกในการไถเตรียมดินสำหรับการเพาะปลูกในรอบถัดไป รวมถึงพื้นที่ปลูกอ้อยในภาคกลาง และภาคอีสาน ที่เกษตรกรมักจะเผาใบอ้อย เพื่อความสะดวกในการตัดอ้อย และพื้นที่บนที่สูงทางภาคเหนือ ที่เผาพื้นที่เพราะต้องการทำไร่ข้าวโพด เป็นต้น โดยกรมส่งเสริมการเกษตรได้เข้าไปส่งเสริมให้ความรู้พื้นฐานด้านการหยุดเผาและชี้ให้เห็นถึงผลกระทบที่เกิดจากการเผาในพื้นที่การเกษตร นำเสนอทางเลือกและสาธิตการใช้เทคโนโลยีการเกษตรทดแทนการเผาแก่เกษตรกร เพื่อปรับเปลี่ยนทัศนคติและจิตสำนึกของเกษตรกรให้ยอมรับการทำการเกษตรแบบปลอดการเผา ส่งเสริมให้เกิดการรวมกลุ่มของเกษตรกรเพื่อสร้างเครือข่ายเกษตรกรปลอดการเผา โดยคัดเลือกและแต่งตั้งผู้แทนเกษตรกรเพื่อทำหน้าที่บริหารจัดการป้องกันและแก้ไขปัญหาการเผาในพื้นที่การเกษตรของพื้นที่นำร่อง วิเคราะห์ปัญหา ความพร้อมของชุมชน และจัดทำแผนชุมชนด้านการแก้ไขปัญหาการเผาในพื้นที่เกษตร รวมทั้งสร้างมาตรการทางสังคม กฎ ระเบียบ ข้อตกลงของชุมชนเพื่อสนับสนุนการแก้ไขปัญหา ตลอดจนประมวลสรุปองค์ความรู้/ภูมิปัญญาท้องถิ่น และกำหนดแผนการเรียนรู้เพื่อพัฒนาวิธีการผลิต มุ่งสู่การทำการเกษตรปลอดการเผา เป็นต้น

นอกจากนี้ ยังได้นำเสนอทางเลือกวิธีต่างๆ ให้เกษตรกรดำเนินการเพื่อทดแทนการเผา โดยใช้วิธีการนำร่องส่งเสริมการใช้เทคโนโลยีทดแทนการเผา ทำเป็นจุดเรียนรู้ให้เกษตรกรมีส่วนร่วมและเข้าถึงเทคโนโลยีทดแทนการเผาต่างๆ ตามบริบทของแต่ละพื้นที่ ยกตัวอย่าง เช่น ให้หยุดเผา และหันมาทำการไถกลบตอซังฟางข้าว ใบอ้อย หรือเศษซากพืช เพื่อเพิ่มความอุดมสมบูรณ์ของดิน คืนชีวิตให้ดิน เพราะถ้าดินดี เกษตรกรก็จะได้รับผลผลิตสูง มีรายได้เพิ่มขึ้น โดยในปี 2563 พบว่ามีเกษตรกรปรับเปลี่ยนมาไถกลบตอซัง 3,858,622 ไร่ สามารถลดต้นทุนการใช้ปุ๋ยเคมีได้ 837,320,974 บาท (คิดเป็นมูลค่า N P K 217 บาท/ไร่) รวมถึงแนะนำให้นำเศษตอซังฟางข้าว หรือเศษวัสดุการเกษตรอื่นๆ ที่เหลือทิ้งในแปลงเพาะปลูก มาทำปุ๋ยอินทรีย์ ปุ๋ยหมัก เพื่อใช้ทดแทนปุ๋ยเคมีทำให้ลดต้นทุนการผลิต และลดปัญหาสิ่งแวดล้อม ซึ่งในปี 2563 สามารถผลิตปุ๋ยอินทรีย์ได้ 52,358,652 กิโลกรัม สร้างรายได้ 209,434,608 บาท (ราคาขาย 4 บาท/กก.)นำเศษวัสดุการเกษตร มาใช้เลี้ยงสัตว์ เช่น นำมาอัดก้อน หรือนำมาทำอาหารหมักเพื่อใช้เลี้ยงโค โดยในปี 2563 พบว่าสามารถผลิตฟางอัดฟ่อนได้ประมาณ 508,584,994 กิโลกรัม (37,027,751 ก้อน) สร้างรายได้ 1,110,832,530 บาท (ราคาขาย 30 บาท/ก้อน) นอกจากนี้ ยังนำมาใช้ประโยชน์ทางด้านพลังงาน เป็นพลังงานทดแทน เช่น นำผลิตเป็นเชื้อเพลิงอัดแท่ง หรืออัดก้อน เพื่อใช้เป็นเชื้อเพลิง ให้ความร้อนในการผลิตทางกระบวนการอุตสาหกรรมหรือนำมาใช้ทำอาหารในครัวเรือน ซึ่งในปี 2563 พบว่าสามารถนำเศษวัสดุทางการเกษตรมาผลิตถ่านอัดแท่งได้ประมาณ 24,048 กก. สร้างรายได้ 480,960 บาท (ราคาขาย 20 บาท/กก.) หรือจะนำมาเพาะเห็ดนำฟางมาเป็นวัสดุเพาะเห็ด 386,633 กก. สร้างรายได้ 57,994,950 บาท(ราคาขาย 150 บาท/กก.) หรือจะนำมาผลิตของใช้ หรือของประดับก็ได้เช่นกัน

“อยากให้เกษตรกรให้คำนึงถึงผลกระทบจากการเผาเศษวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตรแล้วปรับเปลี่ยนมาใช้ประโยชน์จากเศษวัสดุเหล่านี้ให้เป็น เพราะจะช่วยลดต้นทุนการผลิตและสร้างมูลค่าเพิ่มให้เกษตรกรได้อีกหลายเท่าตัว” นายกิตติพันธ์ กล่าวทิ้งท้ายเข้มแข็ง ยุติธรรมเข้มแข็ง ยุติธรรมกิตติพันธ์ จันทาศรีกิตติพันธ์ จันทาศรี

สถานีเกษตร-สิ่งแวดล้อม : ยางแนวโน้มดีมีเสถียรภาพ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/555341

สถานีเกษตร-สิ่งแวดล้อม : ยางแนวโน้มดีมีเสถียรภาพ

วันศุกร์ ที่ 26 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2564, 06.00 น.

สัปดาห์ที่แล้วเขียนถึงโรคร้ายที่ทำลายสวนยางพาราคือ โรคใบร่วงชนิดใหม่ ซึ่งโรคนี้มีส่วนสำคัญทำให้แนวโน้มราคายางเพิ่มสูงขึ้นอย่างมีเสถียรภาพในขณะนี้

ประธานกรรมการการยางแห่งประเทศไทย(กยท.) “ประพันธ์ บุณยเกียรติ” ได้วิเคราะห์สถานการณ์ราคายางพาราว่า สภาวะตลาดโลกที่มีการระบาดของไวรัสโควิด-19 ในปัจจุบัน เอื้ออำนวยให้ราคายางยังปรับตัวสูงขึ้นอย่างมีเสถียรภาพ เนื่องจากมีความต้องการใช้ยางเป็นวัตถุดิบมากขึ้น ในขณะที่ปริมาณการผลผลิต
ลดลง

ยางพาราเป็นวัตถุดิบสำคัญ ในการผลิตถุงมือยาง และอุปกรณ์การแพทย์ต่างๆ เมื่อไวรัสโควิด-19 ระบาดอย่างต่อเนื่องทั่วโลก ทำให้ความต้องการถุงมือยางและอุปกรณ์การแพทย์เพิ่มสูงขึ้น

นอกจากนี้ ประเทศผู้ผลิตยางรายใหญ่ของโลก คือประเทศอินโดนีเซียและประเทศมาเลเซีย สวนยางนอกจากจะถูกโรคใบร่วงเข้าทำลายทำให้ผลผลิตลดลงแล้ว ยังประสบปัญหาน้ำท่วมอีกด้วย รวมความเสียหายกว่า 5 ล้านไร่ ประกอบกับในช่วงนี้ยางกำลังเข้าสู่ช่วงฤดูปิดกรีด สวนยางพลัดใบ

เมื่อความต้องการใช้ยางมีมาก ในขณะที่ปริมาณการผลิตลดลง ราคาจึงเพิ่มสูงขึ้นตามกลไกทางการตลาดในเรื่องอุปสงค์อุปทาน โดยล่าสุดเมื่อวันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2564 ที่ผ่านมาราคา ณ ตลาดกลางยางพารา จ.สงขลา ยางแผ่นดิบราคากิโลกรัมละ 63.00 บาท ส่วนราคายางแผ่นรมควันชั้น 3 ได้ขึ้นมาอยู่ที่ 68.38 บาทต่อกิโลกรัม

“การเพิ่มขึ้นของราคายางควรจะเพิ่มขึ้นอย่างมีเสถียรภาพ” ประธานกรรมการ กยท.กล่าว

ดังนั้นเพื่อให้ราคายางมีเสถียรภาพและสร้างความมั่นคงให้กับเกษตรกรชาวสวนยาง กยท. ได้ดำเนินมาตรการต่างๆ หลายโครงการ ไม่ว่าจะเป็น โครงการบริหารจัดการน้ำยางสด มีเป้าหมายที่จะดึงน้ำยางออกจากตลาดให้ได้ 200,000 ตัน ขณะนี้เริ่มดำเนินการแล้วที่ จ.นครศรีธรรมราช และอยู่ระหว่างการขยายโครงการไปยังจ.พัทลุง และ จ.สงขลา

โครงการนี้จะชะลอและขยายอายุการจัดเก็บน้ำยางสดจากเดิม 4-5 วัน เป็น 1-2 เดือน ให้กับเกษตรกรและสถาบันเกษตรกร เป็นการป้องกันไม่ให้น้ำยางสดทะลักเข้าตลาดในเวลาเดียวกันเป็นจำนวนมากเกินไป และช่วยให้มีน้ำยางสดป้อนโรงงานเพื่อการผลิตอย่างสม่ำเสมอทุกฤดูกาล

อีกโครงการที่ที่ กยท.ได้ดำเนินการคือ โครงการชะลอการขายยางก้อนถ้วยเพื่อรักษาสภาพคล่องให้เกษตรกร ช่วยให้เกษตรกรสามารถรอจำหน่ายผลผลิตในช่วงเวลาที่เหมาะสมได้เช่นกัน โดยขณะนี้ได้นำร่องดำเนินโครงการกับสถาบันเกษตรกรทางภาคเหนือแล้ว

“ในอนาคตเมื่อเราบริหารจัดการสินค้ายางที่อยู่ในสต๊อกได้อย่างมีประสิทธิภาพ สามารถจัดเก็บยางไว้ได้ในช่วงความต้องการน้อยและนำออกจำหน่ายเมื่อมีความต้องการใช้ยางมาก จะช่วยให้ราคายางเกิดเสถียรภาพ” ประธาน กยท.ฟันธง!!!


รัฐศักดิ์ พลสิงห์

กสก.โชว์โมเดลบริหารจัดการผลผลิต-ตลาดสินค้าเกษตร #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/555148

กสก.โชว์โมเดลบริหารจัดการผลผลิต-ตลาดสินค้าเกษตร

วันพฤหัสบดี ที่ 25 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2564, 06.00 น.

กรมส่งเสริมการเกษตร เปิดโมเดลบริหารจัดการผลผลิตและตลาดสินค้าเกษตรในช่วงสถานการณ์โควิด-19 เพื่อช่วยเหลือเกษตรกร ด้วยการกระจายผลผลิตเกษตรคุณภาพให้ถึงมือผู้บริโภคในราคายุติธรรมไม่ส่งผลกระทบทั้งผู้ผลิตและผู้บริโภค พร้อมปลุกแคมเปญ “ซื้อสินค้าเกษตรไทย เกษตรกรอยู่ได้ ประเทศไทยอยู่รอด”

นางกุลฤดี พัฒนะอิ่ม รองอธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร เปิดเผยว่า จากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019(โรคโควิด-19) ในขณะนี้ ส่งผลกระทบให้ผลผลิตเกษตรที่กำลังจะทยอยออกสู่ตลาดในระยะนี้ ทั้งไม้ผล ไม้ดอก และพืชผักต่างๆ ซึ่งไม่สามารถส่งออกไปจำหน่ายต่างประเทศได้ อีกทั้งภาคธุรกิจและสถานบริการหลายแห่งปิดตัวลง ทำให้ลดจำนวนการสั่งซื้อสินค้าเกษตรลง ทำให้เศรษฐกิจของประเทศชะลอตัว ดังนั้น เพื่อเป็นการป้องกันปัญหาราคาสินค้าเกษตรตกต่ำและผลผลิตกระจุกตัวในแต่ละพื้นที่ กรมส่งเสริมการเกษตรได้จัดทำแนวทางการบริหารจัดการผลผลิตและตลาดสินค้าเกษตรในแต่ละระดับไว้ดังนี้เบื้องต้นมุ่งไปที่การจัดการในระดับพื้นที่ในระดับอำเภอ กรมได้สั่งการให้สำนักงานเกษตรอำเภอติดตาม เฝ้าระวังสถานการณ์การผลิตการตลาดสินค้าเกษตรเป็นระยะและในระดับจังหวัดให้ดำเนินการรวบรวมข้อมูลวิเคราะห์และแก้ไขปัญหาแบบบูรณาการร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งพาณิชย์จังหวัด องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และภาคเอกชนให้บริหารจัดการสินค้าในพื้นที่โดยการจัดหาแหล่งรับซื้อผลผลิต และใช้พื้นที่ใน “ตลาดเกษตรกร” ทั้ง 77 จังหวัด ที่กรมส่งเสริมการเกษตรได้จัดตั้งขึ้นเป็นตลาดในการระบายสินค้า นอกจากนี้ ให้สำนักงานเกษตรจังหวัดเป็นศูนย์กลางในการประชาสัมพันธ์การจำหน่ายสินค้าผ่านช่องทางต่างๆ รวมทั้งเสนอคณะกรรมการเพื่อแก้ไขปัญหาเกษตรกรอันเนื่องมาจากผลผลิตการเกษตรระดับจังหวัด (คพจ.) พิจารณาแก้ไขปัญหาอีกทางหนึ่งด้วย

ส่วนการจัดการระดับส่วนกลาง ทั้งในระดับเขตและกรมจะเร่งหาแนวทางแก้ไขปัญหาเชิงบูรณาการ กรณีที่ระดับพื้นที่ไม่สามารถดำเนินการได้โดยกรมฯ จะประสานงานจัดหาช่องทางจำหน่ายและกระจายสินค้าด้านการเกษตรต่างๆ ให้กับเกษตรกร ได้แก่ ตลาด Modern trade เช่น Tesco Lotus, Big C และ Makroตลาดกลางค้าส่งขนาดใหญ่ เช่น ตลาดไทตลาดเฉพาะกิจ เช่น จำหน่ายสินค้าในรูปแบบค้าส่งร่วมกับบริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด การส่งเสริมการจำหน่ายสินค้าผ่านระบบออนไลน์ และช่องทางตลาดอื่นๆ พร้อมทั้งประสานความร่วมมือกับบริษัทขนส่ง เพื่อสนับสนุนเกษตรกรที่จำหน่ายสินค้าด้านการเกษตรออนไลน์สำหรับการจัดการระดับประเทศ ในกรณีของพืชเศรษฐกิจหลักที่สำคัญซึ่งมีการบริหารจัดการทุกมิติอยู่แล้ว โดยคณะกรรมการบริหารระดับประเทศ (บอร์ด) เช่น ผลไม้ ปาล์มน้ำมัน ยางพารา ข้าวโพดมันสำปะหลัง อ้อย เป็นต้น กรมจะดำเนินการนำเสนอบอร์ดที่กรมฯ ทำหน้าที่เป็นเลขานุการ และประสานงานกับหน่วยงานที่ทำหน้าที่ฝ่ายเลขานุการของบอร์ดอื่น นำเสนอบอร์ดของชุดนั้นเพื่อพิจารณาแก้ไขปัญหาโดยเร็ว

รองอธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตรกล่าวเพิ่มเติมว่า ขณะนี้จ.ประจวบคีรีขันธ์ ซึ่งมีพื้นที่ปลูกมะม่วง 50,764 ไร่ ได้เกิดเป็น“ประจวบคีรีขันธ์โมเดล” ซึ่งจังหวัดช่วยกันจัดหาจุดจำหน่ายเพื่อช่วยระบายสินค้าในช่วงผลผลิตออกมาก พร้อมจัดงานเทศกาลรณรงค์บริโภคมะม่วง ที่ศูนย์การค้ามาร์เก็ตวิลเลจหัวหิน ระหว่างวันที่ 27 – 28 กุมภาพันธ์ 2564 เป็นการทำงานตั้งแต่ระดับอำเภอ และระดับจังหวัดไปพร้อมกัน ซึ่งสินค้าเกษตรที่ผลิตส่วนใหญ่ผ่านการรับรองมาแล้วว่าเป็นสินค้าเกษตรดีมีคุณภาพ เกรดพรีเมียม ขอเชิญชวนส่วนราชการ บริษัท ห้าง/ร้าน และประชาชนช่วยกันอุดหนุนซื้อสินค้าเกษตรคุณภาพดีภายใต้แนวคิด (Campaign) “ซื้อสินค้าเกษตรไทย เกษตรกรอยู่ได้ ประเทศไทยอยู่รอด” ช่วยกันให้ไทยผ่านพ้นวิกฤตินี้ได้

ก.เกษตรฯเปิดอบรมหลักสูตรนบต.รุ่น 44 ย้ำนโยบาย ‘ดร.เฉลิมชัย’ สู่การปฏิบัติจริง #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/555147

ก.เกษตรฯเปิดอบรมหลักสูตรนบต.รุ่น 44 ย้ำนโยบาย‘ดร.เฉลิมชัย’สู่การปฏิบัติจริง

วันพฤหัสบดี ที่ 25 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2564, 06.00 น.

ดร.ทองเปลว กองจันทร์ ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานพิธีเปิดการอบรมหลักสูตรนักบริหารการพัฒนาการเกษตรและสหกรณ์ ระดับต้น (นบต.) รุ่นที่ 44
ผ่านโปรแกรม ZOOM cloud Meetings ที่จัดขึ้นระหว่างวันที่ 16 กุมภาพันธ์- 2 มีนาคม 2564 พร้อมบรรยายพิเศษ “บทบาทหน้าที่นักบริหารการพัฒนาการเกษตรและสหกรณ์ ระดับต้น” โดยมีนายวิชัย ไตรสุรัตน์ ผู้ช่วยปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และนางกาญจนา แดงรุ่งโรจน์ ผู้อำนวยการสถาบันเกษตราธิการ และผู้เข้ารับการฝึกอบรม รวม 75 คน เข้าร่วม ณ ห้องประชุมกระทรวงเกษตรและสหกรณ์

ปลัดกระทรวงเกษตรฯกล่าวย้ำแก่ผู้เข้ารับการฝึกอบรมครั้งนี้ ในการนำนโยบายของดร.เฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และนโยบายสำคัญของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ไปสู่การปฏิบัติจริง มีการทำงานที่เน้นผลงานอย่างเป็นรูปธรรม เช่น โครงการ 1 ตำบล 1 กลุ่มเกษตรทฤษฎีใหม่ โครงการยกระดับแปลงใหญ่ด้วยเกษตรสมัยใหม่และการเชื่อมโยงตลาด เป็นต้น โดยมุ่งหวังให้ผู้เข้าร่วมอบรมเป็นกำลังสำคัญในการขับเคลื่อนโครงการต่างๆ ให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น พร้อมกับเร่งการทำประชาสัมพันธ์เชิงรุก และการเข้าถึงเกษตรกรโดยตรงให้มากขึ้น เพื่อสร้างความรู้ความเข้าใจให้แก่พี่น้องเกษตรกรได้อย่างรวดเร็วและทั่วถึงมากขึ้น เพื่อให้เกษตรกรได้รับรู้เกี่ยวกับข้อดีและประโยชน์จากโครงการและมาตรการสำคัญๆ ที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ มอบให้แก่เกษตรกรและประชาชน

อนึ่ง เนื่องจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 การอบรมดังกล่าวจึงจัดขึ้นผ่านระบบออนไลน์ โดยมีวัตถุประสงค์ให้ผู้เข้าร่วมอบรมมีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับบทบาทหน้าที่ ความรับผิดชอบของนักบริหารการพัฒนาการเกษตรและสหกรณ์ ระดับต้น (นบต.)มีทัศนคติที่ดีในการทำงานร่วมกับผู้อื่น สามารถวิเคราะห์พฤติกรรมการปฏิบัติงานของตนเองและผู้ร่วมงานและนำไปปรับใช้ เพื่อการทำงานเป็นทีมที่มีประสิทธิภาพ และนำนโยบายของกระทรวงฯ ไปสู่การปฏิบัติได้จริงในระดับพื้นที่