หน้าแล้งไม่มีน้ำชาวนาสร้างอาชีพเสริม ‘ปลูกผัก-เพาะจิ้งหรีด’ รายได้งาม #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/556525

หน้าแล้งไม่มีน้ำชาวนาสร้างอาชีพเสริม ‘ปลูกผัก-เพาะจิ้งหรีด’ รายได้งาม

หน้าแล้งไม่มีน้ำชาวนาสร้างอาชีพเสริม ‘ปลูกผัก-เพาะจิ้งหรีด’ รายได้งาม

วันพุธ ที่ 3 มีนาคม พ.ศ. 2564, 13.40 น.

เมื่อเข้าสู่ฤดูร้อน แหล่งน้ำตามธรรมชาติเริ่มแห้งขอด บางคน เจาะบ่อบาดาล ใช้เครื่องปั๊มน้ำ สูบน้ำขึ้นถังพัก ปล่อยลงตามท่อ พีวีชี หล่อเลี้ยง แปลงปลูกพืชผัก อายุสั้น และมีจำนวนไม่น้อย ซึ่งโชคดี ที่นาอยู่ใกล้กับแม่น้ำโขง จึงมีน้ำใช้ตลอดปี 

ทว่าปีนี้( พ.ศ.2564) แม่น้ำโขงลดลงเร็วมากกว่าทุกปี จึงไม่สามารถทำนาปรังและปลูกพืชผักเหมือนทุกปีที่ผ่านมาได้ และมีจำนวนหนึ่ง แหล่งน้ำแม่น้ำโขง ยังคงมีให้ใช้สำหรับปลูกพืชผักอย่างเดียว ส่วนนาปรังทำไม่ได้เพราะน้ำน้อย  

“นายสะอาด วันโท” อายุ 56 ปี ชาวนาบ้านโคกสำราญ ต.ชานุมาน อ.ชานุมาน จ.อำนาจเจริญ ชาวนาคนขยัน กล่าวกับ “ทีมข่าวแนวหน้าออนไลน์” ว่า มีอาชีพทำนาปลูกข้าว โดยแบ่งเป็นปลูกข้าวเหนียว 3 ไร่ ข้าวจ้าว 5  ไร่ ปีนี้ ฝนตกดีมาก ผลผลิตข้าวได้มาก ส่วนหนึ่งนำไปขาย และเก็บไว้กินจำนวนหนึ่ง ซึ่งโรงสีข้าวในตัวเมืองอำนาจเจริญ ให้ราคาสูง เหลือจากหักค่าปุ๋ย ค่าแรงงาน ค่าใช้จ่ายต่างๆ จึงมีกำไรพอสมควร  

นายสะอาด กล่าวว่า เป็นคนไม่ชอบอยู่เฉยๆ จึงทำการปรับพื้นดินทำการปลูกพืชผักหลายชนิด เช่น ผักชี ต้นหอม คะน้า สะระแหน่ ผักกาด ฯลฯ ขายส่งตลาดในตัวอำเภอชานุมานทุกวัน ในแต่ละวันจะมีกำไร 300 – 500  บาท พร้อมกับทำแปลงนาปรับเป็นแปลงปลูกข้าวโพดส่วนหนึ่ง  

นอกจากนี้ ยังผลิตปุ๋ยอินทรีย์ใช้เอง ไม่ว่าจะใส่นาข้าว หรือ แปลงผักต่างๆ จึงการันตีได้เลยว่า เมื่อผลผลิตทั้งข้าวและพืชผักออกจากที่นี่ ไร้สารเคมี 100% ทำให้ผู้บริโภคเชื่อใจ และนิยมบริโภคพืชผักปลดสารพิษ เพื่อสุขภาพกันมากขึ้น 

ส่วนแม่น้ำโขงปีนี้น้ำลดลงมาก ที่อื่นเริ่มแห้ง ทว่าที่นี่ถือว่าโชคดี เพราะบริเวณใกล้ที่นาเป็นสระดือแม่น้ำโขง น้ำลดไม่มาก ไม่มีปัญหา จึงทำการติดตั้งเครื่องสูบน้ำ จุดสะดือแม่น้ำโขง สูบขึ้น ไหลมาตามท่อ ลงมากักเก็บที่บ่อน้ำในโครงการฯ ซึ่งบ่อน้ำมีปลาเลี้ยงทุกชนิด ยกเว้น ปลาดุก จากนั้น ปล่อยน้ำไปตามท่อ พีวีซี ให้ทั่วถึงทุกแปลง จึงมีน้ำใช้ตลอด โดยไม่ขาดแคลน  

นอกจากนี้ ยังได้กันพื้นที่จำนวนหนึ่ง บริเวณหน้าบ้าน เพื่อเพาะเลี้ยงจิ้งหรีด ซึ่งถือว่าเป็นสัตย์เศรษฐกิจ ที่มาแรง ตลาดรองรับไม่อั้น เพราะมีผู้บริโภคตลอดเวลา ไม่ว่าจะทำเป็นเมนูจานเด็ดในร้ายอาหาร เช่น คั่วจิ้งหรีด หรือ ป่นจิ้งหรีด ซึ่งบรรดาคอสุรา นิยม บริโภคเป็นกับแกล้ม กันมาก 

สำหรับ วิธีเพาะเลี้ยงจิ้งหรีด ไม่ได้ยุ่งยากอะไร โดยเริ่มต้น ให้สร้างกรงก่อน ขนาดกว้าง 1.8 เมตร  ยาว 2.4 เมตร เสร็จแล้วปิดด้วยแผ่นยิปชั่มให้รอบ และปิดตาข่ายด้านบน รัดหนังยางรถยนต์ให้แน่น ป้องกัน จิ้งจก ตุ๊กแก งู เข้าไปกิน ส่วนปากกล่องด้านในให้ใช้กระดาษกาวสีน้ำตาลติดให้รอบ เพื่อป้องกันไม่ให้ตัวจิ้งหรีดไต่ออกจากกล่อง เพราะกระดาษกาวลื่น จากนั้น ทำเป็นรังให้อยู่อาศัย ด้วยการใช้กราบมะพร้าวและใบมันสำปะหลัง ต่อมา นำตัวแม่พันธุ์พ่อพันธุ์ปล่อยลงกล่อง  ทุกเช้าจะต้องใช้เสปร์ฉีดน้ำพรมน้ำให้เม็ดน้ำเกาะที่ใบมันสำปะหลัง เป็นน้ำค้าง เพื่อให้จิ้งหรีดดูดกิน ซึ่งจะต้องหมั่นดูแลตลอดเวลา จนครบ 45 วัน ก็สามารถจับจำหน่ายได้ ซึ่งจะส่งขายตามร้านอาหารและตลาดในตัวอำเภอชานุมานทุกวัน สร้างรายได้เป็นอย่างดี

ส่องเกษตร : ปรากฏการณ์น้ำมะพร้าว #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/556408

ส่องเกษตร : ปรากฏการณ์น้ำมะพร้าว

วันพุธ ที่ 3 มีนาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

นับว่าเป็นปรากฏการณ์ที่แสดงถึงอิทธิพลของ Social Media อย่างชัดเจน เมื่อกระแสน้ำมะพร้าวมาแรงมาก เมื่อก่อนนั้นพรรคพวกที่ทำสวนมะพร้าวแถวแม่กลองเพิ่งบ่นให้ฟังว่าโควิดมาทำให้มะพร้าวอ่อนราคาตกต่ำลงมามาก เหลือเพียงลูกละ 3-4 บาทเท่านั้น ไม่กี่วันที่ผ่านมาทราบข่าวว่ามะพร้าวอ่อนราคาขยับขึ้นไปลูกละ 10 กว่าบาท เพียงชั่วข้ามคืน

จะว่าไปแล้วลูกค้าหลักของชาวสวนมะพร้าวอ่อนย่านแม่กลอง บ้านแพ้ว ดำเนินสะดวก มักจะเป็นนักท่องเที่ยวเป็นส่วนใหญ่ โดยเฉพาะนักท่องเที่ยวชาวจีน รวมถึงนักท่องเที่ยวย่านตะวันออกกลางที่มีความเชื่อว่าน้ำมะพร้าวเป็นน้ำที่พระเจ้าประทานมาให้ จึงเป็นที่ชื่นชอบของนักท่องเที่ยวเป็นอย่างยิ่ง นอกจากนี้ยังมีการส่งออกมะพร้าวอ่อนทั้งผลและน้ำมะพร้าวสำเร็จรูปออกไปจำหน่ายยังต่างประเทศเป็นจำนวนมากทั้งในจีน ตะวันออกกลาง สหรัฐ และยุโรป สร้างมูลค่าเป็นจำนวนไม่น้อยในแต่ละปีทำให้มีการขยายการปลูกออกไปในพื้นที่แหล่งเดิม โดยเฉพาะลุ่มน้ำแม่กลอง และพื้นที่รอบๆ กรุงเทพฯ ไม่ว่าจะเป็นนครปฐม สมุทรสาคร สมุทรสงคราม และราชบุรี อุตสาหกรรมมะพร้าวก็ขยายตัวตามไปด้วยในพื้นที่ดังกล่าว

ผลกระทบจากโควิดทำให้การท่องเที่ยวหยุดชะงัก ลูกค้าหลักของมะพร้าวอ่อนก็หายไปเช่นกัน ตลาดของมะพร้าวอ่อนจึงซบเซาลงมามาก ส่งผลกระทบต่อวิถีชีวิตและความเป็นอยู่ของชาวสวนมะพร้าวอย่างรุนแรง จนกระทั่งเกิดเหตุสนั่น Social กรณีการปล่อย clip เหตุแห่งสรรพคุณของน้ำมะพร้าว สร้างกระแสวิพากษ์วิจารณ์ มีนักวิชาการออกมาให้ข้อเท็จจริงของสรรพคุณน้ำมะพร้าวออกมาหลายท่าน แต่ก็ยังไม่สามารถหยุดกระแสของน้ำมะพร้าวได้ ผลที่เกิดขึ้นทันได้คือความต้องการมะพร้าวอ่อนเพิ่มสูงขึ้นเพียงข้ามคืน ราคาของมะพร้าวอ่อนจากสวนค่อยๆ ขยับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ผ่านไปไม่เท่าไหร่ราคาขยับขึ้นไปเป็นหลักสิบ จากราคาไม่กี่บาท

ช่วงสิบปีที่ผ่านมา กระแสสังคมที่มีต่อการบริโภคพืชผลทางการเกษตรมีออกมาให้เห็นเป็นระยะๆ ทั้งในแง่บวกและแง่ลบ ทั้งเป็นเรื่องจริงและเรื่องลวง กระแสต่างๆ ที่ออกมาส่งผลกระทบต่อความต้องการบริโภคและราคาที่เกษตรกรขายได้ ทั้งเรื่องของแตงโมที่ทำให้เกษตรกรขาดทุนไปหลายราย เรื่องของกระชายดำ มะขามป้อม น้ำมะนาว ลำไย ทุเรียน ต่างๆ ล้วนแต่เคยเกิดขึ้นและเงียบไป หรือบางอย่างก็ยังคงอยู่ด้วยมีข้อมูลทางวิทยาศาสตร์มารองรับขณะเดียวกันการตอกย้ำข้อมูลอย่างต่อเนื่องแม้ว่าข้อมูลดังกล่าวจะไม่มีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์มารองรับ ก็สามารถสร้างกระแสให้เกิดขึ้นได้เช่นกัน รวมไปถึงข่าวลือและการให้ข้อมูลที่ไม่ถูกต้องหลายๆ อย่างไม่ว่าจะเป็นประเด็นสารเคมีทางการเกษตร หรือประเด็นใดก็ตาม จะสามารถสร้างประโยชน์ให้ตกอยู่กับคนบางกลุ่ม หากข้อมูลเหล่านั้นเป็นเท็จ โดยเฉพาะประเด็นที่เกี่ยวข้องกับการเกษตร อาจส่งผลให้เกษตรกรที่หลงไปกับกระแสนั้นต้องรับสภาพกับผลขาดทุนที่เกิดขึ้นและมีชีวิตที่ยากลำบากยิ่งขึ้นไปกว่าเดิม

สำหรับปรากฏการณ์น้ำมะพร้าวที่เกิดขึ้น คงต้องขอบคุณ clip ดังกล่าว ที่ทำให้เกษตรกรชาวสวนมะพร้าวอ่อน สามารถฟื้นตัว มีรอยยิ้มขึ้นมาได้หลังจากที่อยู่แบบซบเซามานาน จากภาวะผลผลิตล้นตลาด กลายเป็นภาวะผลผลิตมีไม่พอจำหน่ายนับว่า clip ดังกล่าวเป็นมาตรการส่งเสริมการขายที่แยบยลมาก เมื่อเทียบกับสินค้าหลายชนิดที่ใช้ความมีชื่อเสียงในการขายสินค้าสร้างความร่ำรวยให้เกิดขึ้น โดยไม่คำนึงถึงคุณภาพของสินค้าที่นำมาจำหน่าย ในที่สุดแล้วกระแสจะไม่สามารถยืนอยู่ในระยะยาวได้ หากคุณสมบัติของสินค้านั้นไม่ดีจริง ผมเชื่อว่ากระแสของน้ำมะพร้าว ซึ่งเป็นน้ำผลไม้ที่ดีต่อสุขภาพจะยังคงอยู่ต่อไป ด้วยคุณสมบัติของน้ำมะพร้าวที่คนไทยรู้จักกันมานาน อย่างน้อยการดื่มน้ำมะพร้าวทุกวันก็มีส่วนช่วยให้ชาวสวนมะพร้าวอ่อนมีกำลังในการปลูกมะพร้าวให้เราๆ ท่านๆ ได้ดื่มน้ำมะพร้าวกันต่อไป

สมชาย ชาญณรงค์กุล

สั่งหน่วยพิทักษ์สิ่งแวดล้อมยึด 5 กฎเหล็กแก้มลพิษ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/556407

สั่งหน่วยพิทักษ์สิ่งแวดล้อมยึด5กฎเหล็กแก้มลพิษ

วันพุธ ที่ 3 มีนาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

นายอรรถพล เจริญชันษา อธิบดีกรมควบคุมมลพิษ (คพ.) กล่าวว่า กรมควบคุมมลพิษ (คพ.) จัดตั้งศูนย์ปฏิบัติการพิทักษ์สิ่งแวดล้อม (ศปก.พล.) หรือ EPU เพื่อดำเนินการเชิงรุกที่รวดเร็วและเบ็ดเสร็จ และเป็นศูนย์เฉพาะกิจในการติดตามตรวจสอบแก้ปัญหาและดำเนินการตามกฎหมายกับแหล่งกำเนิดมลพิษที่ไม่ปฏิบัติตามกฎหมาย โดยศูนย์ปฏิบัติการพิทักษ์สิ่งแวดล้อมทั้งส่วนกลางและสำนักงานสิ่งแวดล้อมภาค 16 หน่วย ปฏิบัติภารกิจติดตามตรวจสอบและดำเนินการตามกฎหมายที่เกี่ยวข้องยึดกฎ 5 ข้อคือ ให้หยุดยั้งการระบายมลพิษจากแหล่งกำเนิด โดยต้องกำหนดวันเวลาให้ชัดเจน // ต้องกำหนดให้มีการฟื้นฟูความเสียหายต่อทรัพย์สินของประชาชนและสิ่งแวดล้อม // ช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากการระบายมลพิษ // ให้บังคับใช้กฎหมายเอาผิดกับแหล่งกำเนิดที่ก่อให้เกิดมลพิษและความเสียหาย และสุดท้าย ให้แหล่งกำเนิดมลพิษต้องเยียวยาและชดใช้ค่าเสียหาย และฟื้นฟูความเสียหายที่เกิดขึ้น ซึ่งการปฏิบัติงานจะร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในพื้นที่และประสานการบังคับใช้กฎหมายทุกฉบับที่เกี่ยวข้องกับการปกป้องทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมและสุขภาพอนามัยของประชาชน หากพบเห็นการกระทำความผิดปล่อยมลพิษออกสู่สิ่งแวดล้อม โทร.สายด่วน1650

อธิบดีกรมควบคุมมลพิษ (คพ.) กล่าวย้ำว่า คพ.มุ่งสร้างองค์กรให้มีบทบาทที่เข้มแข็งเอาจริงเอาจังแก้ปัญหาด้านสิ่งแวดล้อมเป็นที่พึ่งของประชาชน เพื่อช่วยแก้ปัญหามลพิษและบังคับใช้กฎหมาย ผลักดันกลไกทางการบริหารและกฎหมายสิ่งแวดล้อม และกระชับการทำงานตอบสนองประชาชนอย่างรวดเร็ว เพื่อปกป้องสิ่งแวดล้อม ป้องกันผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมเป็นวงกว้าง และแก้ปัญหาความเดือดร้อนให้กับประชาชนทันท่วงที

เตือนเกษตรกรรับมือพายุฤดูร้อน1-4 มี.ค. #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/556410

เตือนเกษตรกรรับมือพายุฤดูร้อน1-4มี.ค.

วันพุธ ที่ 3 มีนาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

กรมส่งเสริมการเกษตรแจ้งเตือนชาวสวนเตรียมพร้อมรับมือพายุฤดูร้อนช่วง 1-4 มี.ค. 2564 เฝ้าระวังและป้องกันความเสียหายที่จะเกิดต่อผลผลิตทางการเกษตร

นายเข้มแข็ง ยุติธรรมดำรง อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวว่า ตามที่กรมอุตุนิยมวิทยาได้ประกาศเตือนให้ระวังพายุฤดูร้อนในช่วงวันที่ 1-4 มีนาคม 2564 ซึ่งประเทศไทยตอนบนจะมีพายุฤดูร้อนเกิดขึ้น โดยมีลักษณะของพายุฝนฟ้าคะนอง ลมกระโชกแรง กับมีลูกเห็บตกบางพื้นที่ รวมถึงฟ้าผ่า สำหรับภาคตะวันออกเฉียงเหนือและภาคตะวันออกจะมีผลกระทบในวันที่ 1-3 มีนาคม 2564 ส่วนภาคเหนือตอนล่าง ภาคกลาง ภาคตะวันออก รวมทั้งกรุงเทพฯ และปริมณฑล จะเริ่มได้รับผลกระทบในวันที่ 2-4 มีนาคม 2564 ดังนั้น กรมส่งเสริมการเกษตรจึงขอให้เกษตรกรและประชาชนบริเวณประเทศไทยตอนบน ระวังอันตรายจากฝนฟ้าคะนองและลมกระโชกแรงที่จะเกิดขึ้น โดยหลีกเลี่ยงการอยู่ในที่โล่งแจ้ง ใต้ต้นไม้ใหญ่ สิ่งปลูกสร้างและป้ายโฆษณาที่ไม่แข็งแรง สำหรับเกษตรกรควรเตรียมการป้องกันและระวังความเสียหายที่จะเกิดต่อผลผลิตทางการเกษตรไว้ด้วยโดยเฉพาะสวนไม้ผลซึ่งเป็นพืชที่ปลูกครั้งเดียวอยู่ได้นานหลายปี เกษตรกรจำเป็นต้องเตรียมความพร้อมรับมือกับปัญหาภัยธรรมชาติที่อาจเกิดขึ้นได้ทั้งภัยแล้ง ลมพายุ และน้ำท่วมไว้ล่วงหน้า ซึ่งขณะนี้ผลไม้ภาคตะวันออกหลายชนิดใกล้จะออกสู่ตลาดเป็นจำนวนมากทั้งทุเรียน มังคุด เงาะ และลองกอง ส่วนภาคเหนือมีทั้งลำไยและลิ้นจี่ที่ใกล้ออกสู่ตลาด

กรมส่งเสริมการเกษตรขอแนะนำวิธีการดูแลสวนไม้ผลในระยะก่อนและหลังการเกิดพายุฤดูร้อน เพื่อป้องกันบรรเทาความเสียหายหรืออันตรายที่อาจเกิดขึ้น โดยในระยะก่อนการเกิดพายุฤดูร้อนควรดูแลดังนี้ 1) ขอให้เกษตรกรชาวสวนผลไม้ระวังผลผลิตที่อยู่ในระยะพัฒนาจากผลอ่อนใกล้จะเป็นผลแก่ พร้อมที่จะเก็บเกี่ยวอาจได้รับความเสียหายได้ และระมัดระวังการใช้เชื้อเพลิงในการทำกิจกรรมต่างๆ ในระยะนี้ไว้ด้วย เนื่องจากบางช่วงอากาศจะแห้งมาก เสี่ยงต่อการเกิดอัคคีภัยและไฟป่าได้ 2) เกษตรกรควรปลูกต้นไม้บังลม เช่น ไม้ไผ่ กระถินณรงค์ ขี้เหล็กบ้านและสะเดาอินเดีย เพื่อลดความรุนแรงของลมก่อนที่จะเข้าถึงสวนผลไม้หรือพื้นที่เพาะปลูก จะช่วยลดความสูญเสียจากพายุลมแรงได้ 3) ควรตัดแต่งกิ่งที่แน่นทึบหรือกิ่งที่ไม่ให้ผลผลิตออก เพื่อให้ทรงพุ่มโปร่ง ไม่ต้านลม สำหรับต้นไม้ผลที่อายุมากและมีลำต้นสูง อาจตัดทอนส่วนยอดให้ต่ำลง เพื่อป้องกันไม่ให้ต้นไม้โค่นล้มง่ายเมื่อถูกลมพายุพัดแรง ขณะเดียวกันควรใช้เชือกโยงกิ่งและต้น เพื่อป้องกันกิ่งฉีกหัก รวมทั้งใช้ไม้ค้ำกิ่งและค้ำต้นเพื่อช่วยพยุงไม่ให้โค่นลงได้ง่าย4) สำหรับสวนที่เริ่มให้ผลผลิต ควรทยอยเก็บผลผลิตที่แก่ออกไปบ่มหรือจำหน่ายก่อน เพื่อลดความเสียหายที่อาจได้รับจากพายุ กรณีผลไม้บางชนิดที่อ่อน ไม่สมบูรณ์รูปทรงไม่ปกติหรือมีขนาดเล็ก เช่น มะม่วง อาจเก็บไปจำหน่ายก่อนได้ เพื่อลดน้ำหนักบนกิ่งและต้นลง

ระยะหลังจากเกิดพายุฤดูร้อนควรดูแลดังนี้ 1) สวนไม้ผลที่ได้รับผลกระทบจากพายุ สามารถที่จะฟื้นฟูได้โดยทำการตัดแต่งกิ่งที่ฉีกหัก หรือต้นไม้ที่โค่นล้มออกทันทีที่พื้นดินในบริเวณสวนแห้ง 2) ขณะที่ดินยังเปียกชื้นอยู่ เกษตรกรไม่ควรนำเครื่องจักรกลเข้าไปในสวน เพราะจะทำให้โครงสร้างดินถูกทำลายและอัดแน่นได้ง่าย 3) กรณีที่มีดินโคลนทับถมเข้ามาในสวน เมื่อดินแห้งให้ขุดหรือปาดเอาดินโคลนที่ทับถมออกจากบริเวณทรงพุ่มให้ลึกถึงระดับดินเดิม เพื่อให้การถ่ายเทอากาศดีขึ้น และหากต้นไม้เอนลง ให้ใช้เชือกหรือลวดดึงลำต้นให้ตั้งตรง โดยยึดไว้กับหลักหรือไม้ผลต้นอื่น พร้อมตัดแต่งกิ่งออก 1 ใน 3 ของที่มีอยู่ ซึ่งจะช่วยให้ต้นไม้ผลฟื้นตัวเร็วขึ้น จากนั้นควรฉีดพ่นปุ๋ยทางใบให้แก่ไม้ผล และเมื่อดินแห้งเป็นปกติ ควรพรวนดินเพื่อเพิ่มออกซิเจนให้แก่รากพืช ซึ่งจะทำให้ราก แตกใหม่ได้ดีขึ้น และควรใส่ปุ๋ยบำรุงต้นด้วย 4) หากสังเกตเห็นต้นไม้ผลใบเหี่ยวเฉา ควรให้น้ำอย่างน้อย 7-10 วันต่อครั้ง หรือให้น้ำปริมาณเพียงพอกับความต้องการของพืช เพื่อช่วยให้ไม้ผลผ่านช่วงแล้งไปได้

บทความพิเศษ : ยกระดับศูนย์จัดการดินปุ๋ยชุมชนสู่ธุรกิจบริการ แนะข้อมูลเครือข่ายเกษตรกรลดต้นทุนการผลิต #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/556120

บทความพิเศษ : ยกระดับศูนย์จัดการดินปุ๋ยชุมชนสู่ธุรกิจบริการ แนะข้อมูลเครือข่ายเกษตรกรลดต้นทุนการผลิต

บทความพิเศษ : ยกระดับศูนย์จัดการดินปุ๋ยชุมชนสู่ธุรกิจบริการ แนะข้อมูลเครือข่ายเกษตรกรลดต้นทุนการผลิต

วันอังคาร ที่ 2 มีนาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

กรมส่งเสริมการเกษตรต่อยอดการใช้ปุ๋ยเพื่อลดต้นทุนการผลิต ยกระดับสู่ธุรกิจบริการดินและปุ๋ยเพื่อชุมชน ผ่านกลไก ศูนย์จัดการดินปุ๋ยชุมชน (ศดปช.) ที่มีศักยภาพ 394 ศูนย์ พร้อมเชื่อมโยงเครือข่ายเกษตรกร เพื่อขยายผลการจัดการดินและการใช้ปุ๋ยที่ถูกต้อง ให้ครอบคลุมพื้นที่การเกษตรในประเทศไทยมากยิ่งขึ้น

นายเข้มแข็ง ยุติธรรมดำรง อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร เปิดเผยว่า กรมส่งเสริมการเกษตรเห็นความสำคัญของงานดินและปุ๋ย ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่จะช่วยเพิ่มผลผลิตให้แก่พืชทั้งปริมาณและคุณภาพ แต่เกษตรกรส่วนใหญ่ยังขาดความรู้เรื่องการจัดการดินและการใช้ปุ๋ยที่ถูกต้อง จึงจัดตั้งศูนย์จัดการดินปุ๋ยชุมชน (ศดปช.) ขึ้น จำนวน 882 ศูนย์ ในปี 2558 ต่อมาปี 2560 ศดปช. ถูกจัดให้เป็นเครือข่ายของศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร (ศพก.) ด้านดินและปุ๋ยในพื้นที่ มีการบริหารจัดการโดยเกษตรกร เป็นแหล่งเรียนรู้ด้านการจัดการดินและการใช้ปุ๋ยเพื่อลดต้นทุนและเพิ่มผลผลิต ให้บริการตรวจวิเคราะห์ดินด้วยชุดตรวจสอบ N P K และ pH ในดินแบบรวดเร็ว บริการวิชาการด้านดินและปุ๋ย โดยให้คำแนะนำการจัดการดินและการใช้ปุ๋ยที่ถูกต้องด้วยเทคโนโลยีการใช้ปุ๋ยตามค่าวิเคราะห์ดิน เพื่อลดต้นทุนการผลิตรวมถึงเทคโนโลยีด้านดินปุ๋ยอื่นที่เหมาะสม จัดกระบวนการเรียนรู้แบบมีส่วนร่วมด้านดินและปุ๋ย จัดทำแปลงเรียนรู้ จุดสาธิตเพื่อขยายผลการใช้ปุ๋ยเพื่อลดต้นทุนการผลิต รวมทั้งบริการรวบรวมความต้องการและจัดหาแม่ปุ๋ยให้สมาชิกได้ใช้ตามคำแนะนำ ซึ่งผลการดำเนินงานของ ศดปช. 882 ศูนย์ ในปี 2563 สมาชิก ศดปช. สามารถลดต้นทุนการใช้ปุ๋ยเคมีในพืชเศรษฐกิจสำคัญ ได้แก่ ข้าว ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ มันสำปะหลัง อ้อย ไม้ผล พืชผัก ยางพารา และปาล์มน้ำมัน ได้เฉลี่ย 25% และผลผลิตเพิ่มขึ้นเฉลี่ย 14% ในพื้นที่ 222,293 ไร่

และเนื่องจากการระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ส่งผลกระทบต่อการผลิตและการระบายสินค้าเกษตรของเกษตรกรไทย กรมส่งเสริมการเกษตรได้รับอนุมัติ “โครงการพัฒนาธุรกิจบริการดินและปุ๋ยเพื่อชุมชน (One Stop Service)” จาก ครม. เมื่อวันที่ 8 กรกฎาคม 2563 ให้ใช้เงินกู้ภายใต้แผนฟื้นฟูเศรษฐกิจและสังคมที่ได้รับผลกระทบจากการระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 เพื่อให้เกษตรกรที่ได้รับผลกระทบจากการระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 สามารถเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตและลดต้นทุนการผลิตด้วยการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมในการวิเคราะห์ดินและใช้ปุ๋ยตามค่าวิเคราะห์ดินและเพื่อพัฒนา ต่อยอด ศดปช. ที่มีศักยภาพให้สามารถดำเนินธุรกิจในการจัดหาปุ๋ยที่มีคุณภาพใช้ในชุมชน สร้างความเข้มแข็งและพึ่งพาตนเองให้แก่เกษตรกร โดยมีเกษตรกรเป้าหมายคือ เกษตรกรสมาชิก ศดปช. แปลงใหญ่ ที่ปลูกพืชเศรษฐกิจสำคัญ (ข้าว ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ อ้อย มันสำปะหลัง ไม้ผล พืชผัก ยางพารา ปาล์มน้ำมัน) ใน 394 ศูนย์ 63 จังหวัด จำนวนประมาณ 107,000 ราย

ทั้งนี้ ศดปช. ทั้ง 394 ศูนย์ จะได้รับชุดตรวจวิเคราะห์ดิน (Soil test kit) แม่ปุ๋ย 3 สูตร ได้แก่ สูตร 46-0-0 สูตร 18-46-0 และ
สูตร 0-0-60 จำนวนหนึ่งเพื่อเป็นทุนตั้งต้นในการทำธุรกิจ และเครื่องผสมปุ๋ย จำนวน 1 เครื่อง โดยศูนย์จัดการดินปุ๋ยชุมชนให้บริการความรู้เรื่องดินและปุ๋ย บริการตรวจวิเคราะห์ดินด้วยชุดตรวจวิเคราะห์ดินแบบรวดเร็ว (Soil test kit) รวบรวมจัดหา บริการปุ๋ยคุณภาพดีให้แก่สมาชิก และบริการผสมปุ๋ยด้วยเครื่องผสมปุ๋ย หากเกษตรกรไม่สามารถผสมปุ๋ยเองได้ รวมทั้งสนับสนุนเกษตรกรรวมกลุ่มการเรียนรู้ โดย ศดปช. ต้องจดทะเบียนขายปุ๋ยกับกรมวิชาการเกษตร เพื่อจะได้สามารถขายปุ๋ยให้กับเกษตรกรทั่วไปได้ และเพื่อต้องการสร้างความมีส่วนร่วม สมาชิก ศดปช. ทุกคนต้องลงหุ้นเพื่อเป็นทุนในการบริหารจัดการ ทั้งค่าไฟฟ้า ค่าจ้าง เป็นต้น ตามรูปแบบการทำธุรกิจของแต่ละศูนย์ที่มีการประชุมวางแผนการดำเนินงานร่วมกัน

“หากศูนย์จัดการดินปุ๋ยชุมชนสามารถดำเนินธุรกิจบริการดินและปุ๋ยได้ ศูนย์จะมีรายได้จากการให้บริการตรวจวิเคราะห์ดิน จำหน่ายปุ๋ย และบริการผสมปุ๋ย มีเงินทุนหมุนเวียน สร้างรายได้ให้แก่ศูนย์จากผลกำไรของศูนย์ นอกจากสมาชิกจะได้รับผลประโยชน์แล้ว ยังสามารถแบ่งปันให้แก่ชุมชน ในรูปแบบสาธารณประโยชน์ต่างๆ และในอนาคตศูนย์ยังสามารถขยายธุรกิจบริการออกไปในด้านปัจจัยการผลิตอื่นๆ เพิ่มเติม ซึ่งจะทำให้ศูนย์มีความเข้มแข็ง สามารถดำเนินธุรกิจได้อย่างยั่งยืน”อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตรกล่าว

ด้าน นายสิทธิพร เชิดนาม เลขาศูนย์จัดการดินปุ๋ยชุมชนวิสาหกิจชุมชนผลิตปุ๋ยบ้านไทรนอง ต.สองพี่น้อง อ.ท่าใหม่ จ.จันทบุรี ซึ่งเป็นตัวอย่างโมเดลธุรกิจบริการดินและปุ๋ยเพื่อชุมชน เปิดเผยว่า ศูนย์จัดการดินปุ๋ยชุมชนวิสาหกิจชุมชนผลิตปุ๋ยบ้านไทรนอง เกิดจากการรวมกลุ่มของชาวสวนในพื้นที่ ภายใต้การสนับสนุนงบประมาณจากกรมส่งเสริมการเกษตร เพื่อให้เกษตรกรเรียนรู้และดำเนินการตรวจวิเคราะห์ดินก่อนการปลูกพืช นำไปสู่การเพิ่มธาตุอาหารที่ตรงกับความต้องการของพืช สามารถผสมปุ๋ยเคมีเพื่อใช้เอง ตามค่าวิเคราะห์ดินได้ ส่งผลให้ที่ผ่านมาช่วยลดต้นทุนในการทำการเกษตรให้สมาชิกได้เป็นอย่างดี และขณะนี้ได้มีการขยายผลเชื่อมโยงกับเครือข่าย ศพก. และแปลงใหญ่ เพื่อถ่ายทอดองค์ความรู้สู่การนำไปปฏิบัติได้เอง รวมถึงต่อยอดธุรกิจในการจัดหาปุ๋ยที่มีคุณภาพใช้ในชุมชน โดยให้สมาชิกถือหุ้นเพื่อให้ทุกคนมีส่วนร่วมและเพื่อใช้ในการบริหารจัดการ ซึ่งขณะนี้มีกำลังการผลิตประมาณ 8 ตันต่อวันเพื่อจำหน่ายให้กับเครือข่ายเกษตรกรในพื้นที่ตามคำสั่งซื้อเท่านั้น ซึ่งโครงการนี้ช่วยให้เกษตรกรมีความรู้เรื่องดิน การใช้ปุ๋ยที่ถูกต้องตามค่าวิเคราะห์ดิน ช่วยให้ลดต้นทุนการผลิตได้มาก

สกู๊ปพิเศษ : รองผู้ว่าฯอุดรธานีตรวจความพร้อมคำชะโนด เตรียมรับ นทท.เพิ่มมาตรการ ป้องกันโควิด-19 #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/556124

สกู๊ปพิเศษ : รองผู้ว่าฯอุดรธานีตรวจความพร้อมคำชะโนด เตรียมรับ นทท.เพิ่มมาตรการ ป้องกันโควิด-19

สกู๊ปพิเศษ : รองผู้ว่าฯอุดรธานีตรวจความพร้อมคำชะโนด เตรียมรับ นทท.เพิ่มมาตรการ ป้องกันโควิด-19

วันอังคาร ที่ 2 มีนาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

คำชะโนดพร้อมเปิดรับนักท่องเที่ยวและคอหวยแล้ว รองผู้ว่าฯ นำทีมตรวจความพร้อมและทดสอบระบบ พร้อมงัดมาตรการเข้มจาก 10 ข้อเพิ่มอีก 2 มาตรการป้องโควิด-19 พร้อมทดสอบระบบคัดกรอง เผยประชาชนอุ่นใจและมั่นใจได้เมื่อมาคำชะโนดขณะที่เกิดปรากฏการณ์ฮือฮาในช่วงพิธีบวงสรวงปู่ศรีสุทโธขอบารมีปู่ย่า กระรอกหลายตัวบนต้นคำชะโนดเหนือศาลปู่ฯ ส่งเสียงร้องก้องป่ากระโดดโลดเต้นด้วยความดีใจ

ที่วังนาคินทร์คำชะโนด บ้านโนนเมือง ต.บ้านม่วง อ.บ้านดุง จ.อุดรธานี นายจำรัส กังน้อย รองผู้ว่าราชการจ.อุดรธานี พร้อมด้วย นายนพดล มามาก ปลัดจังหวัดอุดรธานี นายกองตรีณัชฐเดชมุลาลี นายอำเภอบ้านดุง นายไพโรจน์ พัวพันธ์ ผอ.รพ.บ้านดุง นายพงษ์ศักดิ์ศรีชนะ กำนันต.บ้านม่วง และคณะกรรมการคำชะโนดได้ร่วมกันทดสอบระบบการคัดกรองนักท่องเที่ยวที่จะเดินทางมาคำชะโนด โดยมีกำหนดการเปิดอย่างเป็นทางการอีกครั้งในวันพุธที่ 3 มี.ค.2564 หลังจากปิดไปเมื่อวันที่ 24 ธ.ค.2563 เนื่องจากการระบาดของไวรัสโควิด-19 รอบที่ 2  โดยวันนี้ได้มีการทดสอบระบบจุดคัดกรองของนักท่องเที่ยวที่จะเข้ากราบสักการะเจ้าปู่ศรีสุทโธและแม่ย่าปทุมมาทุกจุดตั้งแต่บริเวณเต็นท์นั่งรอ จุดลงทะเบียน จุดคัดกรอง สแกนใบหน้า ถือว่ามีความพร้อม 100 เปอร์เซ็นต์สำหรับนักท่องเที่ยว โดยวันนี้พ่อพราหมณ์ยังได้พิธีบวงสรวงเจ้าปู่ศรีสุทโธและแม่ย่าปทุมมาเพื่อความเป็นสิริมงคล ขณะเดียวกันบริเวณต้นมะเดื่อยักษ์ทางคณะกรรมการคำชะโนดยังได้ทำสะพานไม้รอบเกาะคำชะโนดยาวกว่า 100 เมตรเพิ่มเติม เพื่อให้นักท่องเที่ยวและคอหวยได้เดินชมทิวทัศน์ของเกาะคำชะโนดได้รอบเกาะและได้สัมผัสกับต้นมะเดื่อยักษ์อีก 3-4 ต้นอีกด้วย

นายจำรัส กังน้อย รองผู้ว่าราชการจ.อุดรธานี เปิดเผยว่า การเตรียมความพร้อมในการเปิดคำชะโนดต้อนรับนักท่องเที่ยวอีกครั้งในวันที่ 3 มี.ค.ที่จะถึงนี้มีความพร้อมเป็นอย่างดี ที่ผ่านมาเรามีมาตรการป้องกันการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19) 10 ข้อคือ 1.ลงทะเบียนแอปพลิเคชั่น “คำชะโนด” หรือ www.Co-news.ga/khamchanod/, 2.นำคิวอาร์โค้ด แสดงตน ณ จุดคัดกรองประตูหน้า, 3.คัดกรอง วัดอุณหภูมิ/แสดงบัตรประชาชน เพื่อรับบัตร เข้าสักการะ, 4.สแกนบัตร เข้ายังจุดพักคอย รอรอบเข้าสักการะ และฟังคำแนะนำในการปฏิบัติขณะเข้าสักการะ, 5.ล้างมือก่อนเข้าสักการะเมื่อรับแจ้งตามรอบที่กำหนด,6.ถอดรองเท้า รับพานบายศรี แสดงบัตรเข้าสักการะ / เดินเข้าสักการะแบบเรียงแถวเว้นระยะห่าง งดสัมผัส บันทึกภาพได้, 7.สักการะ3 จุด (ศาลเจ้าปู่-เจ้าย่า-ต้นมะเดื่อยักษ์-บ่อน้ำศักดิ์สิทธิ์) จุดละ 5 นาที ปฏิบัติตามคำแนะนำ และงดสัมผัสจุดสัมผัสร่วม, 8.เดินออกจากเกาะคำชะโนดเป็นระเบียบ ตามรอบตนเอง, 9.คืนบัตรเข้าสักการะล้างมือ, 10.เลือกซื้อสินค้าตามความเหมาะสม แต่เราจะมีอีก 2 มาตรการคือเพิ่มช่องทางคัดกรองเฉพาะบุคคลที่เดินทางมาจากจังหวัดพื้นที่เสี่ยง ตามประกาศของ ศบค. และมาตรการคุมเข้มของทางคณะกรรมการควบคุมโรคจังหวัดอุดรธานี และเพิ่มรอบความถี่ในการทำความสะอาดในพื้นที่คำชะโนด จากวันละ 3 รอบเป็น 6 รอบเพื่อความอุ่นใจและมั่นใจให้แก่นักท่องเที่ยว

ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมว่า เกิดปรากฏการณ์ฮือฮาเกิดขึ้นในช่วงที่พ่อพราหมณ์กำลังทำพิธีบวงสรวงเจ้าปู่ศรีสุทโธและแม่ย่าปทุมมาอยู่บริเวณหน้าศาล ขณะที่รองผู้ว่าราชการจ.อุดรธานีกำลังจุดธูปเทียนบูชาเครื่องบวงสรวงและพราหมณ์กำลังทำพิธีกล่าวคำบูชาเจ้าปู่ศรีสุทโธฯ ปรากฏว่ากระรอกที่อยู่บนต้นคำชะโนดหลายตัวส่งเสียงร้องและวิ่งกระโดดโลดเต้นเหมือนดีใจและส่งเสียงร้องตลอดเวลา สร้างความแปลกใจให้กับคนที่มาร่วมพิธีเป็นอย่างมาก

อุดม ปิดตาทานัง

จับตาสถานการณ์มันฯเมืองกาญจน์ แนะชาวไร่สำรวจแปลงสกัดโรคใบด่าง #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/556121

จับตาสถานการณ์มันฯเมืองกาญจน์ แนะชาวไร่สำรวจแปลงสกัดโรคใบด่าง

วันอังคาร ที่ 2 มีนาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

นางสาวศิริพร จูประจักษ์ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรที่ 10 ราชบุรี (สศท.10) สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) เปิดเผยถึงการติดตามสถานการณ์การผลิตมันสำปะหลังโรงงานจังหวัดกาญจนบุรี แหล่งผลิตสำคัญอันดับ 4 ของประเทศ พบว่าปี 2564 (ข้อมูลพยากรณ์ ณ 10 กุมภาพันธ์ 2564) คาดการณ์ว่า มีเนื้อที่เก็บเกี่ยว 508,565 ไร่ เพิ่มขึ้นจากปี 2563 ที่มีเนื้อที่เก็บเกี่ยว 497,377 ไร่ (เพิ่มขึ้น 11,188 ไร่ หรือร้อยละ 2.25)เนื่องจากเกษตรกรปรับเปลี่ยนพื้นที่ปลูกอ้อยมาปลูกมันสำปะหลังโรงงานแทน เพราะสถานการณ์ภัยแล้งและราคาของอ้อยที่ลดลงเมื่อช่วง 2-3 ปี ที่ผ่านมา ผลผลิตรวม 1,736,241 ตัน เพิ่มขึ้นจากปี 2563 ที่มีจำนวน 1,643,813 ตัน (เพิ่มขึ้น 92,428 ตัน หรือร้อยละ 5.62) ผลผลิตต่อไร่เฉลี่ย 3,414 ตัน/ไร่ (เพิ่มขึ้น 109 ตัน/ไร่ หรือร้อยละ 3.30) ทั้งนี้ ผลผลิตรวมและผลผลิตต่อไร่เพิ่มขึ้นเนื่องจากช่วงที่ผ่านมา มีปริมาณน้ำฝนเพียงพอต่อการเจริญเติบโต และเกษตรกรหมั่นดูแลรักษาแปลงมันสำปะหลังดี

สำหรับเดือนกุมภาพันธ์ 2564 นับเป็นช่วงที่ผลผลิตออกตลาดมากที่สุด เกษตรกรจะเริ่มเก็บเกี่ยวผลผลิตตั้งแต่เดือนมกราคม – มีนาคม โดยราคาหัวมันสำปะหลังสดที่เกษตรกรขายได้ (ราคา ณ 22 กุมภาพันธ์ 2564) เฉลี่ย 2.01 บาท/กิโลกรัม ราคาค่อนข้างใกล้เคียงเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมา (กุมภาพันธ์ 2563) เนื่องจากความต้องการรับซื้อมันสำปะหลังของโรงงานเพิ่มขึ้นตามคำสั่งซื้อของประเทศจีน

อย่างไรก็ตาม จากการะบาดของโรคใบด่างมันสำปะหลัง ปี 2563 ที่ผ่านมา ส่งผลกระทบต่อคุณภาพและปริมาณผลผลิต ซึ่งสร้างความเสียหายประมาณ 879 ไร่ ของเนื้อที่เก็บเกี่ยวทั้งจังหวัด พบการระบาดมากที่สุดในพื้นที่อำเภอบ่อพลอย และเลาขวัญ ซึ่งกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดย สำนักงานเกษตรอำเภอบ่อพลอย สำนักงานเกษตรอำเภอเลาขวัญ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในพื้นที่ได้เร่งดำเนินการสร้างการรับรู้ การป้องกัน และทำความเข้าใจให้เกษตรกรยินยอมทำลายแปลงมันหากพบการระบาด นอกจากนี้ เกษตรกรส่วนใหญ่มีการสำรวจแปลงมันของตนเองอย่างสม่ำเสมอ เมื่อพบอาการก็จะแจ้งเจ้าหน้าที่ทันที และไม่มีการซื้อขายท่อนพันธุ์มันสำปะหลังนอกพื้นที่ ส่งผลให้เกษตรกรสามารถป้องกันและกำจัดโรคใบด่างมันสำปะหลังเบื้องต้นได้เป็นอย่างดี โดยคาดว่าการระบาดของโรคในปีนี้จะลดลงกว่าปีที่ผ่านมาอย่างแน่นอน

ระยองเร่งโครงการกระตุ้นการท่องเที่ยว จัดกิจกรรมชวนชิมอาหาร ‘Street Food’ ฟื้นเศรษฐกิจจากสถานการณ์โควิด-19 #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/555911

ระยองเร่งโครงการกระตุ้นการท่องเที่ยว จัดกิจกรรมชวนชิมอาหาร‘Street Food’ ฟื้นเศรษฐกิจจากสถานการณ์โควิด-19

วันจันทร์ ที่ 1 มีนาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

นายชาญนะ เอี่ยมแสง ผู้ว่าราชการจังหวัดระยอง เป็นประธานเปิดงาน “มาระยองมาลองกิน Street Food” หรือ “มา’ยอง Street Food” โดยมีว่าที่ร้อยตรี พิรุณ เหมะรักษ์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดระยอง นายพงษ์อนันต์ จันทร์ไพร ท่องเที่ยวและกีฬา จ.ระยอง นางพิศมัย ศุภนันตฤกษ์ ประธานสภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยว จ.ระยอง นายพิธพรสมะลาภา ประธานหอการค้า จ.ระยอง หัวหน้าส่วนราชการ และภาคเอกชนร่วมเปิดงานโดยมีประชาชนผู้สนใจเข้าร่วมจับจ่ายซื้อของภายในงานเป็นจำนวนมากภายใต้มาตรการควบคุมป้องกันการแพร่ระบาดโควิด-19 ที่ลานกิจกรรมสตาร์ไอที อ.เมือง จ.ระยอง

โดยภายในงานมีร้านสตรีทฟู้ดกว่า 50 ร้าน มาให้ผู้เข้าร่วมงานได้เลือกชิม เลือกซื้อมีการแสดงบนเวทีเพื่อความสนุกสนาน โดยในวันแรก ได้จัดให้มีการแข่งขันกินฮอทดอก ซึ่งมีผู้ร่วมแข่งขันเป็นเยาวชน ต่างขึ้นเวทีแข่งกินฮอทดอก กันอย่างน่ารัก สนุกสนาน 

นายชาญนะกล่าวว่า การจัดงานมา’ยอง Street Food ในครั้งนี้ เป็นหนึ่งในกิจกรรมตามโครงการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ด้านการท่องเที่ยวจังหวัดระยอง หลังสถานการณ์แพร่ระบาดของโควิด-19  คลี่คลาย จากสถานการณ์ที่ผ่านมา จ.ระยอง ได้รับผลกระทบต่อระบบเศรษฐกิจ โดยเฉพาะภาคการท่องเที่ยวของจังหวัดเป็นอย่างมากผู้ประกอบธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับภาคการท่องเที่ยวต่างได้รับผลกระทบทุกภาคส่วน ทั้งแหล่งท่องเที่ยว โรงแรม รีสอร์ท และร้านอาหาร  

ดังนั้น จ.ระยอง โดยความร่วมมือจากทุกภาคส่วนทั้งภาครัฐและเอกชนจึงได้จัดงานดังกล่าวขึ้นเพื่อกระตุ้น ฟื้นฟู และประชาสัมพันธ์การท่องเที่ยวจังหวัดระยองและขับเคลื่อนเศรษฐกิจของจังหวัดให้กลับสู่สภาวะปกติ รวมทั้งสร้างความเชื่อมั่นกับนักท่องเที่ยวและบรรเทาความเดือดร้อนของภาคธุรกิจภายใน จ.ระยอง 

โดยมีร้านอาหาร ขึ้นชื่อ กว่า 50 ร้านต่างนำเมนูอร่อย มาจำหน่าย บางร้านนำมาตั้งปรุงกันสดใหม่ เช่น กุยช่ายคุณนุช ซึ่งมีชื่อเสียงโด่งดังจากการทำสดใหม่แป้งบางไส้เยอะ และยังมีกุยช่ายทอด ที่เป็นเอกลักษณ์จนทำให้ยอดขายแต่ละวันนั้นถึงหลักหมื่น นอกจากนี้ ร้านมาร์ทีค ยังมีพิซซ่าทอด ซึ่งเป็นเมนูเด็ดนำมาทอดจำหน่าย ให้ได้ชิมกันร้อนๆ พร้อมด้วย ไก่ถัง และกุ้งถัง ส่วนอาหารพื้นบ้านโอท็อปก็ยกขบวนมาตั้งร้าน เช่น กลุ่มแม่บ้านปากน้ำประแสร์ นำแจงลอน มาย่างให้หอมหวนชวนกินคู่กับทอดมันแผ่นใหญ่อร่อยเลิศ

ชายคาพระพิรุณ : 1 มีนาคม 2564 #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/555909

ชายคาพระพิรุณ :  1 มีนาคม 2564

ชายคาพระพิรุณ : 1 มีนาคม 2564

วันจันทร์ ที่ 1 มีนาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

ตั้งแต่เดือนมีนาคมเป็นต้นไป เป็นช่วงที่เข้าสู่ฤดูกาลผลไม้ในภาคตะวันออกให้ผลผลิต โดยเฉพาะทุเรียน ซึ่งเป็น champion product สำคัญของภาคตะวันออก ซึ่งจากข้อมูลของสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรระบุว่า ในปีนี้ ทุเรียนมีการออกดอกมากขึ้น และขณะนี้ออกดอกครบ 100% แล้ว มีแนวโน้มการให้ผลผลิตสูงขึ้น เนื่องจากพื้นที่ให้ผลผลิตเพิ่มขึ้นร้อยละ 5.5 เมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมาและได้มีการคาดการณ์ว่าจะมีทุเรียนให้ผลผลิตรวมทั้งสิ้น 633,476 ตัน เพิ่มขึ้นร้อยละ 15.17 จากปีที่แล้วซึ่งมีผลผลิต 550,035 ตัน ทั้งนี้ ทุเรียนถือว่าเป็นผลไม้ส่งออกที่สำคัญ มีประเทศจีนเป็นตลาดนำเข้าทุเรียนผลสดที่ใหญ่สุดของไทย ซึ่งจากรายงานของฝ่ายเกษตร ประจำสถานกงสุลใหญ่ ณ นครกว่างโจว พบว่าในปี 2563 จีนนำเข้าทุเรียนผลสดจากไทยปริมาณทั้งสิ้น 575,000 ตัน คิดเป็นมูลค่าถึง 69,000 ล้านบาท ส่งผลให้ทุเรียนครองแชมป์ผลไม้นำเข้าอันดับ 1 ของจีนแซงหน้าการนำเข้าเชอรี่ผลสดทั้งปริมาณและมูลค่า ถึงแม้ว่าปริมาณการนำเข้าจะลดลงไป 5 เปอร์เซ็นต์ เมื่อเทียบกับปี 2562 แต่มูลค่ากลับเพิ่มมากขึ้นถึง 44 เปอร์เซ็นต์ โดยทุเรียนมีสัดส่วนมูลค่าการนำเข้าสูงถึง 23% เมื่อเทียบกับมูลค่าการนำเข้าผลไม้หลักทั้งหมดจากต่างประเทศของจีน

อย่างไรก็ตาม แม้ทุเรียนไทยจะเป็นผลไม้ที่ได้รับความนิยมจากผู้บริโภคชาวจีนก็ตาม แต่จากสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 นางสาวมนัญญา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้กำชับให้กรมวิชาการเกษตรติดตามผลการดำเนินงานการส่งออกในฤดูกาลผลิต 2564 อย่างใกล้ชิด เนื่องจากที่ผ่านมาเคยมีการนำเสนอข่าวว่าประเทศจีนระงับการนำเข้าทุเรียนจากประเทศไทยสาเหตุจากตรวจพบเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ในตู้คอนเทนเนอร์ขนส่งทุเรียน ซึ่งกรมวิชาการเกษตรได้ประสานงานกับอัครราชทูตที่ปรึกษา (ฝ่ายเกษตร) ประจำกรุงปักกิ่งและได้รับหนังสือตอบยืนยันกลับมาว่ารัฐบาลจีนไม่เคยระงับการนำเข้าทุเรียนจากไทยเนื่องจากตรวจพบเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 แต่อย่างใด

เกี่ยวกับเรื่องนี้ นายพิเชษฐ์ วิริยะพาหะ อธิบดีกรมวิชาการเกษตร ย้ำว่า ที่ผ่านมา แม้จีนจะยังไม่เคยตรวจพบปัญหาการปนเปื้อนของเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ในสินค้าเกษตรจากไทย แต่กรมวิชาการเกษตรก็ได้จัดทำแนวทางปฏิบัติเพื่อป้องกันการปนเปื้อนเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 สำหรับโรงคัดบรรจุผลไม้ เพื่อให้ผู้ประกอบการโรงคัดบรรจุผลไม้ใช้เป็นแนวทางปฏิบัติ โดยยึดตามแนวทางขององค์การอนามัยโลก (WHO) ซึ่งเป็นแนวทางปฏิบัติที่จีนยอมรับและแนะนำให้ประเทศคู่ค้าปฏิบัติด้วยเช่นกัน เพื่อควบคุมสุขอนามัยของพนักงานและสิ่งแวดล้อมในสถานที่ผลิต โดยกรมวิชาการเกษตรได้จัดทำเอกสารการดำเนินการดังกล่าวทั้งฉบับภาษาไทยและภาษาจีนส่งให้สำนักงานศุลกากรของจีนทราบแล้ว พร้อมกับยืนยันว่าไทยได้ให้ความสำคัญกับการควบคุมเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ในผลไม้ส่งออกตั้งแต่ต้นทางจนถึงปลายทาง โดยดำเนินการตามแนวทางของ WHO และ FAO เพื่อตอกย้ำให้เกิดความมั่นใจในความปลอดภัยของผลไม้ไทยในปี 2564 อีกทั้ง กรมวิชาการเกษตร ไม่เพียงแต่จะเข้มงวดการตรวจศัตรูพืชในผลผลิตเท่านั้น แต่ยังเน้นการตรวจทุเรียนด้อยคุณภาพหรือทุเรียนอ่อน โดย สวพ.6 จะรับภารกิจหลักตรวจทุเรียนอ่อนและกำกับดูแลการใช้ใบรับรอง GAP ของผู้ส่งออก เพื่อผลักดันการส่งออกผลไม้ของภาคตะวันออกที่มีคุณภาพได้ตามมาตรฐาน GAP และ GMP อีกด้วย

ข่าวนี้เป็นสิ่งสร้างความเชื่อมั่นให้เกษตรกรได้ว่ายังสามารถส่งออกทุเรียนไปยังจีนได้ตามปกติ และอย่าไปตื่นตระหนกจากข่าวลือเพื่อหวังทุบราคาทุเรียนจากบรรดาล้งต่างๆ ขอเพียงเกษตรกรปฏิบัติตามคำแนะนำในการสร้างมาตรฐานการผลิต และมีความซื่อสัตย์ไม่ตัดทุเรียนอ่อนขายก็พอ รับรองว่า ปีนี้ยังเป็นปีทองของชาวสวนทุเรียน และยังสามารถรักษาตลาดทุเรียนไทยในประเทศจีนซึ่งเป็นตลาดนำเข้าทุเรียนที่ใหญ่เป็นอันดับ 1 ของไทยได้อย่างแน่นอน

ขุนเกษตรา

แนะเกษตรกรใช้พันธุ์มันสำปะหลังสะอาด เน้นทนทานโรคใบด่างก่อนลุยปลูกฤดูใหม่ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/555913

แนะเกษตรกรใช้พันธุ์มันสำปะหลังสะอาด เน้นทนทานโรคใบด่างก่อนลุยปลูกฤดูใหม่

วันจันทร์ ที่ 1 มีนาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

กรมส่งเสริมการเกษตร แนะเกษตรกรผู้ปลูกมันสำปะหลัง ควรเลือกใช้พันธุ์มันสำปะหลังสะอาดและทนทานโรค
ใบด่าง ในฤดูใหม่ที่กำลังจะมาถึง เพื่อลดอัตราการระบาดของโรคใบด่างมันสำปะหลัง

นายเข้มแข็ง ยุติธรรมดำรง อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร เปิดเผยว่า สำหรับการผลิตมันสำปะหลังของประเทศ ปัจจุบันมีเนื้อที่เก็บเกี่ยวเพิ่มขึ้นในทุกภาค เมื่อเทียบกับปีเพาะปลูก 2562/63 โดยมีแหล่งเพาะปลูกมันสำปะหลังที่สำคัญ ได้แก่ จังหวัดนครราชสีมา กำแพงเพชร ชัยภูมิ กาญจนบุรี อุบลราชธานี นครสวรรค์ และสระแก้ว ซึ่งผลผลิตจาก 7 จังหวัดดังกล่าว มีประมาณ 15.81 ล้านตัน คิดเป็นร้อยละ 50.82 ของผลผลิตรวมทั้งประเทศ เนื่องจากความต้องการ
มันสำปะหลังในตลาดโลกที่เพิ่มขึ้นทำให้เกษตรกรขยายเนื้อที่ปลูกมันสำปะหลังแทนอ้อยโรงงานที่ราคามีแนวโน้มลดลง บางส่วนปลูกแทนข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ซึ่งได้รับผลกระทบจากภัยแล้งเมื่อปีที่แล้ว จึงส่งผลให้ภาพรวมผลผลิตเพิ่มขึ้น

ในขณะที่สถานการณ์การระบาดของโรคใบด่างมันสำปะหลังซึ่งเป็นโรคสำคัญที่มีผลกระทบต่อผลผลิตได้มีการควบคุมและเฝ้าระวังการระบาดอย่างต่อเนื่อง กรมได้กำชับให้ดำเนินการตามมาตรการป้องกันและกำจัดโรคใบด่างมันสำปะหลัง 5 มาตรการ ได้แก่ 1) สร้างการรับรู้โดยการประชาสัมพันธ์ผ่านสื่อแขนงต่างๆ รวมถึงการอบรม สัมมนา และงานวันถ่ายทอดเทคโนโลยี (field day) 2) สำรวจแปลงอย่างสม่ำเสมออย่างน้อยทุก 2 สัปดาห์ เพื่อค้นหาต้นที่เป็นโรค 3) เมื่อพบต้นเป็นโรคดำเนินการกำจัดแมลงพาหะนำโรคคือแมลงหวี่ขาวยาสูบ 4) เลือกใช้พันธุ์มันสำปะหลังสะอาดจากแปลงพันธุ์ที่ไม่พบการระบาดของโรค และควรเป็นพันธุ์ที่ทนทานโรคใบด่าง เช่น ระยอง 72 ระยอง 90 KU50 และห้วยบง 60 รวมถึงงดใช้พันธุ์อ่อนแอ ได้แก่ ระยอง 11 และ CMR 43-08-89 และมาตรการสุดท้าย มาตรการที่ 5) มาตรการป้องกันกำจัดในระยะยาว ได้แก่ ส่งเสริมให้เกษตรกรผลิตพันธุ์มันสำปะหลังสะอาดและทนทานโรคใบด่างใช้เองในชุมชน

อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวว่า นอกจากมาตรการป้องกันและกำจัดโรคใบด่างมันสำปะหลังแล้ว กรมได้มีการดำเนินการส่งเสริมการปลูกมันสำปะหลังและมาตรการเพิ่มผลผลิตต่อไร่ จำนวน 2 โครงการ ดังนี้ 1.โครงการส่งเสริมการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตมันสำปะหลัง ปี 2564 มีเกษตรกรเข้าร่วมโครงการ จำนวน 2,620 ราย ดำเนินการ ในพื้นที่ 44 จังหวัด และ2.โครงการระบบส่งเสริมการเกษตรแบบแปลงใหญ่มันสำปะหลัง ปี 2564 เพื่อส่งเสริมการรวมกลุ่มเกษตรกร และร่วมกันผลิตมันสำปะหลังในรูปแบบแปลงใหญ่ให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาด อย่างไรก็ตาม คาดว่าการดำเนินงานทั้งด้านการส่งเสริมและการป้องกันกำจัดโรคใบด่างจะส่งผลให้เกษตรกรสามารถผลิตมันสำปะหลังออกสู่ตลาดได้ตามที่คาดการณ์ไว้