สกู๊ปพิเศษ : ปศุสัตว์แนะเกษตรกรปลูกหญ้าแพงโกล่า สร้างแหล่งอาหารสัตว์ในพื้นที่ ปลูกครั้งเดียวเก็บเกี่ยว 10 ปี #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/557165

สกู๊ปพิเศษ : ปศุสัตว์แนะเกษตรกรปลูกหญ้าแพงโกล่า  สร้างแหล่งอาหารสัตว์ในพื้นที่ ปลูกครั้งเดียวเก็บเกี่ยว 10 ปี

สกู๊ปพิเศษ : ปศุสัตว์แนะเกษตรกรปลูกหญ้าแพงโกล่า สร้างแหล่งอาหารสัตว์ในพื้นที่ ปลูกครั้งเดียวเก็บเกี่ยว 10 ปี

วันเสาร์ ที่ 6 มีนาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

นายสามารถ ดาวเศรษฐ์ ปศุสัตว์อำเภอนาหว้า จังหวัดนครพนม เปิดเผยว่าหญ้าแพงโกล่าเป็นหญ้าที่นิยมของตลาดเกษตรกรผู้เลี้ยงสัตว์ เนื่องจากให้โปรตีนสูงประมาณ 15%  ทั้งนี้ในพื้นที่อำเภอนาหว้ามีเกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการปรับเปลี่ยนพื้นที่ทำนาไม่เหมาะสม หันมาปลูกหญ้าชนิดนี้ จำนวน 42 ราย ประมาณ 283 ไร่ถือว่ามากที่สุดในพื้นที่จังหวัดนครพนม เพราะมีการเล่าแบบปากต่อปาก จากการมาศึกษาดูงาน ด้วยเห็นว่าสร้างรายได้ให้กับตัวพี่น้องเกษตรกรเป็นอย่างมาก ไม่ว่าจะเป็นการทำในรูปแบบหญ้าสดหรือหญ้าแห้ง ที่สำคัญคือหญ้าชนิดนี้ยังทนต่อน้ำท่วม อย่างที่บ้านดอนพระทาย ตำบลบ้านเสียวแห่งนี้ ครั้งที่ผ่านมาเจอกับน้ำท่วมประมาณ60 วัน นึกว่าหญ้าจะตายแล้ว แต่ที่ไหนได้เมื่อน้ำลดก็กลับมาเจริญงอกงามเหมือนเดิมขณะที่หน้าแล้งถ้าไม่มีน้ำรดก็ปล่อยไปตามปกติ เพราะพอถึงหน้าฝนที่มีน้ำ หญ้าก็จะ
ฟื้นตัวกลับมาได้เองตามปกติ แต่ถ้าพื้นที่ไหนมีน้ำหรือว่าสามารถบริหารจัดการน้ำได้ก็จะสามารถเก็บเกี่ยวผลผลิตได้ตลอดทั้งปี

โดยอายุการเก็บเกี่ยวหญ้าแพงโกล่านั้น คือปลูกครั้งเดียวเก็บเกี่ยวได้ตลอดอย่างน้อย 10 ปี เพียงแต่พี่น้องเกษตรกรต้องรู้จักการบำรุงดูแล โดยเฉพาะคนที่เลี้ยงวัวก็สามารถนำขี้วัวมาบำรุงภายหลังการตัดหญ้าได้ ถือเป็นการเกื้อหนุนกันระหว่างตัววัวและอาหารสัตว์ ซึ่งจะทำให้เกษตรกรสามารถลดรายจ่ายและเพิ่มรายได้ให้กับครอบครัวได้เป็นอย่างดี

สำหรับอายุหญ้าที่เหมาะกับการนำไปเลี้ยงสัตว์จะอยู่ที่ 1 เดือน หรือประมาณ 45 วัน ดังนั้นจึงถือเป็นรอบการตัดหญ้าที่ดีที่สุด ส่วนการจำหน่ายปัจจุบันจะอยู่ที่กิโลกรัมละ 3 บาท ก็ถือว่าคุ้มค่ามาก เพราะถ้าคิดเฉลี่ยแล้วตกประมาณตันละ 3,000 บาทโดยที่เราสามารถเก็บผลผลิตได้ 10 ปี ขณะที่ตลาดหญ้าชนิดนี้ยังมีอนาคตไปได้อีกไกลและจากการพูดคุยกับปศุสัตว์อำเภอใกล้เคียงเราพบว่ายังมีผู้ประกอบการเลี้ยงม้าสำหรับการท่องเที่ยวที่ต้องการหญ้าชนิดนี้อีกจำนวนมาก ปัจจุบันต้องนำหญ้ามาจากจังหวัดอื่นๆ เช่น จังหวัดสุพรรณบุรีมาเลี้ยงม้า เพราะปริมาณหญ้าในพื้นที่มีไม่เพียงพอ จึงถือเป็นโอกาสดีที่อยากแนะนำให้เกษตรกรในพื้นที่ได้ปลูกหญ้าแพงโกล่าเป็นอีกหนึ่งทางเลือกสำหรับการปลูกพืชในช่วงนี้ เพื่อสร้างแหล่งอาหารให้กับสัตว์เลี้ยงของตนเอง อีกทั้งถ้ามีปริมาณมากพอก็สามารถนำไปจำหน่ายเป็นรายได้ให้กับครอบครัวได้อีกทาง

นายเหลา คะสุดใจ หนึ่งในเกษตรกรที่ปลูกหญ้าแพงโกล่าบ้านดอนพระทาย อำเภอนาหว้า เปิดเผยว่า การปลูกหญ้าแพงโกล่าก็เพียงไถคราดพื้นที่นาให้เป็นตมแล้วก็หว่านเมล็ดพันธุ์ จากนั้นก็หาอะไรมาทำให้เมล็ดพันธุ์ติดดินทิ้งไว้ประมาณ 40 วันก็สามารถเก็บเกี่ยวได้แล้ว โดยตนเองไปซื้อเมล็ดพันธุ์มาจากจังหวัดสกลนคร ในราคา300 บาท ซึ่งสามารถปลูกได้ประมาณ 2 ไร่กว่าเกือบ 3 ไร่ เนื่องจากตนเองหว่านเมล็ดพันธุ์หนา ส่วนปุ๋ยก็ใส่เพียงครั้งเดียวก่อนการเก็บเกี่ยว ส่วนหลังตัดรอบแรกแล้วจะสูบน้ำมาใส่พื้นที่เพาะปลูกพร้อมกับใส่ปุ๋ยอีกครั้ง ปล่อยทิ้งไว้ประมาณ 20 วัน ก็จะโตให้เห็นว่าสามารถเริ่มเก็บเกี่ยวผลผลิตได้แล้ว โดยปกติตนเองจะปล่อยไว้ประมาณ 1 เดือนถึงจะเก็บเกี่ยว ก็ทำแบบนี้มาเรื่อยๆ

‘ธรรมนัส’ รุกพัฒนาเกาะใหญ่ พร้อมดันสะพานสงขลาเชื่อมพัทลุง เปิดท่องเที่ยว #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/557226

'ธรรมนัส'รุกพัฒนาเกาะใหญ่ พร้อมดันสะพานสงขลาเชื่อมพัทลุง เปิดท่องเที่ยว

‘ธรรมนัส’รุกพัฒนาเกาะใหญ่ พร้อมดันสะพานสงขลาเชื่อมพัทลุง เปิดท่องเที่ยว

วันศุกร์ ที่ 5 มีนาคม พ.ศ. 2564, 21.02 น.

“ธรรมนัส”รุกพัฒนาพื้นที่เกาะใหญ่ จ.สงขลา สั่ง จนท.ดำเนินการสำรวจ หลังได้รับหนังสือร้องมีการขุดดินหลวงขาย บอกไม่ได้รังแก แต่ต้องรักษาสมบัติหลวง พร้อมดันสะพานสงขลาเชื่อมพัทลุง เปิดการท่องเที่ยว

เมื่อวันที่ 5 มีนาคม 2564 ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ลงพื้นที่ตรวจราชการจังหวัดสงขลา พร้อมติดตามการใช้ประโยชน์ในเขตปฏิรูปที่ดิน ณ พื้นที่ตำบลเกาะใหญ่ อำเภอกระแสสินธุ์ จังหวัดสงขลา โดยมอบแนวทางแก้ไขปัญหาการทับซ้อนพื้นที่ระหว่างพื้นที่ ส.ป.ก.กับกรมที่ดิน ซึ่งเห็นสมควรให้ทางจังหวัดสงขลาแต่งตั้งคณะทำงาน โดยให้นายอำเภอกระแสสินธุ์ เป็นประธานคณะทำงาน ให้มีอำนาจหน้าที่ เพื่อตรวจสอบข้อเท็จจริง และเสนอแนวทางแก้ไขปัญหา โดยให้ดำเนินการให้แล้วเสร็จภายใน 30 วัน

ร.อ.ธรรมนัส กล่าวว่า ตอนนั่งเฮลิคอปเคอร์มองลงมาพบว่ามีการขุดดิน อาจจะเป็นการนำไปขาย ขอให้เจ้าหน้าที่ปฏิรูปที่ดินไปตรวจสอบพื้นที่ดังกล่าว ที่มีการขุดดินขายเป็นพื้นที่การทับซ้อนหรือไม่ ถ้าขุดดินเอาไปขาย ถือเป็นสมบัติของหลวง ตนไม่ได้มารังแกใคร แต่มีหนังสือร้องเรียนมาและในฐานะเป็นรัฐมนตรีที่กำกับดูแลตรงนี้ ถ้าไม่ทำอะไรเลยก็จะเจอมาตรา 157 ละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ ตนต้องการมาสร้างความเจริญให้กับประชาชน จากนี้ขอให้เจ้าหน้าที่ดูเรื่องพื้นที่ ส.ป.ก.ด้วยว่ามีจำนวนเท่าไหร่

จากนั้นเราจะส่งเสริมคุณภาพชีวิตให้กับประชาชนในพื้นที่ ตามแผนที่จะสร้างสะพานเชื่อม 2 จังหวัด ระหว่าง จ.สงขลา จ.พัทลุง อำนวยความสะดวกการสัญจร เปิดการท่องเที่ยว ซึ่งจะเป็นการพัฒนาส่งเสริมพื้นที่ชาวเกาะใหญ่ให้เป็นสถานที่ท่องเที่ยว ทางวัฒนะธรรมในพื้นที่

“ขอย้ำในฐานะ ส.ป.ก.จะต้องเป็นผู้พิทักษ์รักษาสมบัติของชาติที่ดิน ส.ป.ก.เป็นของหลวง สิ่งไหนที่ทำมาก่อนโดยไม่ถูกกฎหมายในฐานะผู้กำกับดูแลจะต้องรับนโยบายไปทำให้ถูกต้อง แต่อย่าไปรังแกใคร นโยบายคือไม่รังแก แต่ต้องทำให้เกิดประโยชน์กับชุมชน เกิดประโยชน์กับพี่น้องและต้องให้ประชาชนในพื้นที่มีส่วนร่วมในการพัฒนา ตนต้องการมาพัฒนาไม่ได้ต้องการทำลาย ตอนนั่งบนเฮลิคอปเตอร์ มองลงดูสภาพพื้นที่เห็นว่าพื้นที่ประแสสินธุ์ มีสภาพธรรมชาติที่สวยงาม หากมีการพัฒนาน่าจะเป็นเมืองที่เจริญได้”

ทั้งนี้ ขอให้ ส.ส.พรรคพลังประชารัฐในพื้นที่ร่วมมือในการพัฒนาแบบมั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน ตามนโยบายของรัฐบาลภายใต้การนำของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และรมว.กลาโหม ขอยืนยัน ส.ป.ก.ยุคใหม่จะต้องทำงานแบบเอาจริงเอาจังตามกฎหมาย เพื่อพี่น้องประชาชนในทุกพื้นที่

รมช.ธรรมนัสลุยนครปฐม รับฟังปัญหาพร้อมเยียวยาชาวสวนกล้วยไม้ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/556948

รมช.ธรรมนัสลุยนครปฐม รับฟังปัญหาพร้อมเยียวยาชาวสวนกล้วยไม้

วันศุกร์ ที่ 5 มีนาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

ร้อยเอก ธรรมนัส พรหมเผ่า รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ลงพื้นที่ตรวจราชการจังหวัดนครปฐม พร้อมรับฟังปัญหาสหกรณ์ประกอบการกล้วยไม้ไทย ว่า จากสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 ทำให้รายได้ของเกษตรกรลดลงอย่างมาก แต่ยังคงมีรายจ่ายอยู่อย่างต่อเนื่อง อาทิ แรงงานค่าปุ๋ย ค่าสารเคมีกำจัดวัชพืช ค่าน้ำ ค่าไฟซึ่งเกษตรกรจำเป็นต้องดูแลรักษาต้นกล้วยไม้ให้แข็งแรง มีคุณภาพอยู่เสมอ ซึ่งต้องใช้ต้นทุนเฉลี่ย 10,000 บาท/ไร่/เดือน แต่เนื่องจากรายได้ไม่สมดุลกับรายจ่ายทำให้เกษตรกรหลายรายต้องปล่อยสวนให้ร้างหรือรื้อถอนสวน ยกเลิกกิจการไปเป็นจำนวนมาก

ในการให้ความช่วยเหลือของหน่วยงานราชการที่เกี่ยวข้อง สหกรณ์ผู้ประกอบการกล้วยไม้ไทย จำกัด รวมทั้งหน่วยงานเอกชนนั้น จะขยายตลาดภายในและต่างประเทศ มีมาตรการด้านการเงิน เช่น การลดดอกเบี้ยของกลุ่มเกษตรกรที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ต่างๆ ซึ่งกรมส่งเสริมการเกษตรร่วมกับธนาคาร ธ.ก.ส. ได้ดำเนินการสำรวจข้อมูลเกษตรกรที่สนใจเข้าร่วมโครงการ พร้อมวางแผนจัดงานกล้วยไม้เป็นงานประจำปีของจังหวัดนครปฐมและวางแผนจัดงานกล้วยไม้สัญจร ร่วมกับสหกรณ์ผู้ประกอบการกล้วยไม้ไทย จำกัด จำนวน 12 ครั้ง กระจายทั่วทุกภาคของประเทศไทย พร้อมส่งเสริมให้เกษตรกรจำหน่ายสินค้าทางออนไลน์ มีการสร้าง แพลตฟอร์มตลาดสินค้าเกษตรเพื่อเพิ่มช่องทางการตลาดให้กับเกษตรกร ทั้งนี้ ได้ร่วมมือกับ ลาซาด้าในการออกแบบรูปแบบกล่องบรรจุให้เหมาะสมกับกล้วยไม้ และลดราคาค่าขนส่งให้กับเกษตรกรและผู้บริโภคที่ซื้อสินค้ากล้วยไม้

ทั้งนี้ จังหวัดนครปฐม เป็นจังหวัดที่มีพื้นที่ปลูกกล้วยไม้มากที่สุดในประเทศไทยโดยเฉพาะกล้วยไม้สกุลหวาย ในปี 2563 มีพื้นที่ทั้งหมด 11,572.96 ไร่ มีเกษตรกรผู้ปลูกกล้วยไม้ 652 ครัวเรือน มีผลผลิตรวม 15,414 ตัน คิดเป็นมูลค่า 712 ล้านบาท/ปีโดยอำเภอที่มีพื้นที่เพาะปลูกมากที่สุด คือ อำเภอบางเลน จำนวน 4,447.66 ไร่ รองลงมาคือ อำเภอสามพราน จำนวน2,702.1 ไร่ และอำเภอนครชัยศรี จำนวน 2,093.74ไร่ โดยมีตลาดส่งออกที่สำคัญคือประเทศจีนมากที่สุดถึง 90% ของผลผลิตทั้งหมด ประมาณ 1,156.5 ตัน/เดือน คิดเป็นมูลค่า 54,350,534.7 บาท/ เดือน

ก.เกษตรฯเซ็น MOU 12 กระทรวง โครงการบูรณาการพัฒนาคุณภาพชีวิตกลุ่มเปราะบาง #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/556949

ก.เกษตรฯเซ็นMOU12กระทรวง โครงการบูรณาการพัฒนาคุณภาพชีวิตกลุ่มเปราะบาง

วันศุกร์ ที่ 5 มีนาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

ดร.เฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ร่วมเป็นสักขีพยานในพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือโครงการบูรณาการ เพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตกลุ่มเปราะบางรายครัวเรือน ระหว่าง 12 กระทรวง 1 หน่วยงาน ประกอบด้วย สำนักนายกรัฐมนตรี กระทรวงมหาดไทย กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ กระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงกลาโหม กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงพาณิชย์ กระทรวงแรงงาน กระทรวงวัฒนธรรม กระทรวงสาธารณสุข และกรุงเทพมหานคร โดยมีพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เป็นประธาน และ ดร.ทองเปลว กองจันทร์ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ร่วมลงนาม ณ ตึกภักดีบดินทร์ ทำเนียบรัฐบาล

ซึ่งการลงนามดังกล่าว มีวัตถุประสงค์เพื่อบูรณาการความร่วมมือในการช่วยเหลือกลุ่มเปราะบางให้ครอบคลุมทุกมิติแบบองค์รวม รวมถึงให้กลุ่มเปราะบางสามารถเข้าถึงสิทธิและสวัสดิการ พัฒนาคุณภาพชีวิตกลุ่มเปราะบางและให้ครอบครัวมั่นคงมีความสุข สามารถพึ่งพาตนเองได้อย่างยั่งยืน อีกทั้งให้มีฐานข้อมูลกลุ่มเปราะบางรายครัวเรือนระดับประเทศที่เกิดจากการบูรณาการข้อมูลจากทุกหน่วยงาน มีกำหนดระยะเวลาความร่วมมือ 5 ปี(พ.ศ. 2564 – 2568)

ทั้งนี้ คำว่า “ครัวเรือนเปราะบาง” นั้นหมายถึง ครัวเรือนที่มีรายได้น้อย ครัวเรือนที่มีรายได้น้อยและมีบุคคลที่อยู่ในภาวะพึ่งพิงที่ต้องการได้รับความช่วยเหลือจากคนอื่น เช่น ครอบครัวยากจนที่มีเด็กเล็ก แม่เลี้ยงเดี่ยวผู้สูงอายุ คนพิการ ผู้ป่วยติดเตียงมีปัญหาที่อยู่อาศัย จำเป็นต้องร่วมกันพัฒนาคุณภาพชีวิตกลุ่มดังกล่าวอย่างเร่งด่วน จริงจัง และต่อเนื่อง

สำหรับในส่วนของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ จะสนับสนุนการเสริมสร้างองค์ความรู้ในด้านการเกษตรและการผลิตสินค้าเกษตรเพื่อพัฒนาอาชีพ และสร้างรายได้แก่เกษตรกรที่เป็นกลุ่มเปราะบาง และส่งเสริมให้เกิดการรวมกลุ่มของเกษตรกรที่เป็นกลุ่มเปราะบางในรูปแบบต่าง ๆ เพื่อให้สามารถช่วยเหลือกันในการบริหารจัดการผลผลิตทางการเกษตรที่สอดคล้องกับความต้องการของตลาดที่จะช่วยสร้างความเข้มแข็งในการประกอบอาชีพอย่างยั่งยืน

“บันทึกข้อตกลงความร่วมมือนี้ จัดทำขึ้นจากความร่วมมือกันของทุกฝ่ายที่มีความมุ่งมั่นและเห็นความสำคัญในการช่วยเหลือกลุ่มเปราะบางเพื่อลดความเหลื่อมล้ำของประชาชนในประเทศ รวมถึงการพัฒนาคนทุกช่วงวัย เพื่อให้ประชาชนอยู่ดีมีสุข ได้รับผลประโยชน์จากการพัฒนาตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง โดยไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง” ดร.เฉลิมชัย กล่าว

สถานีเกษตร-สิ่งแวดล้อม : แบ่งลุ่มน้ำใหม่ได้อะไร? #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/556950

สถานีเกษตร-สิ่งแวดล้อม : แบ่งลุ่มน้ำใหม่ได้อะไร?

สถานีเกษตร-สิ่งแวดล้อม : แบ่งลุ่มน้ำใหม่ได้อะไร?

วันศุกร์ ที่ 5 มีนาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

เดิมนั้นลุ่มน้ำหลักของประเทศไทยมีทั้งหมด 25 ลุ่มน้ำ แต่เพื่อให้ที่เหมาะสมสำหรับการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำและวิถีชีวิตของประชาชน สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ(สทนช.) จึงได้ดำเนินการศึกษาจัดแบ่งลุ่มน้ำใหม่ โดยพิจารณาจากจุดออกของลุ่มน้ำ
สภาพภูมิศาสตร์พื้นที่ วัฒนธรรมองค์กร การแบ่งเขตการปกครอง
การใช้น้ำ ตลอดจนการบริหารจัดการน้ำ และที่สำคัญพื้นที่ลุ่มน้ำไม่ควรอยู่ต่างภูมิภาค

ในที่สุดพระราชกฤษฎีกากำหนดลุ่มน้ำใหม่ จาก 25 ลุ่มน้ำ
ลดลงเหลือ 22 ลุ่มน้ำก็มีผลบังคับใช้ เมื่อวันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2564 ที่ผ่านมา

สำหรับลุ่มน้ำหลักใหม่ทั้ง 22 ลุ่มน้ำนั้น ประกอบด้วย ลุ่มน้ำสาละวิน ลุ่มน้ำปิง ลุ่มน้ำวัง ลุ่มน้ำยม ลุ่มน้ำน่าน ลุ่มน้ำโขงเหนือ
ลุ่มน้ำเจ้าพระยา ลุ่มน้ำป่าสัก ลุ่มน้ำบางปะกง ลุ่มน้ำโตนเลสาป ลุ่มน้ำ
แม่กลอง ลุ่มน้ำโขงตะวันออกเฉียงเหนือ ลุ่มน้ำชี ลุ่มน้ำมูล ลุ่มน้ำสะแกกรัง ลุ่มน้ำท่าจีน ลุ่มน้ำชายฝั่งทะเลตะวันออก ลุ่มน้ำเพชรบุรี-ประจวบคีรีขันธ์ ลุ่มน้ำภาคใต้ฝั่งตะวันออกตอนบน ลุ่มน้ำทะเลสาบสงขลา ลุ่มน้ำภาคใต้ฝั่งตะวันออกตอนล่าง และลุ่มน้ำภาคใต้ฝั่งตะวันตก

อย่างไรก็ตามเมื่อมีการแบ่งลุ่มน้ำใหม่แล้ว ก็ยังจะไม่บริหาร
จัดการทรัพยากรน้ำได้ตามเจตนารมณ์ของพระราชบัญญัติทรัพยากรน้ำ
พ.ศ.2561 ถ้ายังไม่มีกรรมการลุ่มน้ำ

เจตนารมณ์ของพระราชบัญญัติทรัพยากรน้ำ พ.ศ.2561 ต้องการให้การบริหารจัดการทรัพยากรน้ำของประเทศ เป็นไปบนพื้นฐานการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วน สามารถใช้ในการวิเคราะห์ด้านการบริหารจัดการแหล่งน้ำแบบองค์รวมได้อย่างเต็มประสิทธิภาพและรวดเร็วทันต่อสถานการณ์ที่มีการเปลี่ยนแปลงในปัจจุบัน รวมทั้งสามารถบริหารจัดการน้ำได้อย่างเบ็ดเสร็จในแต่ละลุ่มน้ำ

ดร.สมเกียรติ ประจำวงษ์ เลขาธิการ สทนช. ยืนยันว่าสทนช.จะดำเนินการสรรหาและคัดเลือกกรรมการลุ่่มน้ำให้แล้วเสร็จภายในเดือนสิงหาคม 2564 ซึ่งประกอบด้วย ผู้ว่าราชการจังหวัดในเขตลุ่มน้ำนั้น และผู้แทนจากหน่วยราชการที่เกี่ยวข้อง ผู้แทนองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ผู้แทนองค์กรผู้ใช้น้ำ และผู้ทรงคุณวุฒิ

หลังจากนั้นก็จะดำเนินการคัดเลือกกรรมการผู้แทนคณะกรรมการลุ่มน้ำ เพื่อไปนั่งในคณะกรรมการทรัพยากรน้ำแห่งชาติ ( กนช.) จำนวน 6 คน ประกอบด้วย กรรมการลุ่มน้ำผู้แทนองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น 1 คน กรรมการลุ่มน้ำผู้แทนองค์กรผู้ใช้น้ำ 4 คน และกรรมการลุ่มน้ำผู้ทรงคุณวุฒิ จำนวน 1 คน จะต้องดำเนินการให้แล้วเสร็จภายในเดือนกันยายน 2564

“ภายหลังจากได้คณะกรรมการลุ่มน้ำใหม่ครบทั้ง 22 ลุ่มน้ำหลักและกรรมการผู้แทนคณะกรรมการลุ่มน้ำใน กนช.แล้วจะทำให้การบริหารจัดการทรัพยากรน้ำของประเทศบนพื้นฐานการมีส่วนร่วมของทุกภาคอย่างมีประสิทธิภาพ สอดคล้องกับความต้องการสถานการณ์ในปัจจุบันและปัญหาในพื้นที่รวมทั้งตอบสนองต่อการพัฒนาเศรษฐกิจ สังคม ตลอดจนการอนุรักษ์ฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ช่วยให้การพัฒนาและบริหารจัดการทรัพยากรน้ำของประเทศเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพครอบคลุมทุกมิติมากยิ่งขึ้น” เลขาธิการ สทนช.ยืนยัน

ตั้งแต่ปีงบประมาณ 2565 เป็นต้นไป มิติใหม่ของการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำของประเทศจะเริ่มนับ..หนึ่ง

รัฐศักดิ์ พลสิงห์

ปชช.แห่หาข้อมูลขอปลูก ‘กัญชา’ ราคาพุ่งใบสดกิโลกรัมละ 15,000 บาท #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/556736

ปชช.แห่หาข้อมูลขอปลูก‘กัญชา’ราคาพุ่งใบสดกิโลกรัมละ15,000บาท

ปชช.แห่หาข้อมูลขอปลูก‘กัญชา’ราคาพุ่งใบสดกิโลกรัมละ15,000บาท

วันพฤหัสบดี ที่ 4 มีนาคม พ.ศ. 2564, 10.53 น.

ผู้คนตื่นตัวเรื่องการปลูกกัญชาและกัญชง หันมาสนใจเรื่องการปลูกเป็นจำนวนมาก ซึ่งการปลูกกัญชา ต้องรวมกลุ่มกันเป็นวิสาหกิจชุมชน จำนวน 7 ราย และร่วมกับรพ.สต.หรือหน่วยงานรัฐที่เกี่ยวข้อง เเละยื่นขอปลูกกับคณะกรรมการฯอาหารเเละยา (อย.) ในการออกใบอนุญาตปลูกตามกฎกระทรวง สาธารณสุขกำหนด ปัจจุบันพรบ. อาหาร กับการปลดกัญชง กัญชา (เฉพาะส่วนที่อนุญาต) ออกเป็นพืชห้ามใช้แล้ว ตั้งแต่วันที่ 26 กุมภาพันธ์  2564 เป็นต้นไป ซึ่งทำให้ประชาชน หาข้อมูลเกี่ยวกับกลุ่มปลูกกัญชา และทำการ MOU กลุ่มปลุกกัญชาที่เป็นวิสาหกิจชุมชน  เพื่อขอซื้อใบกัญชาและส่วนต่างๆของกัญชาที่ปลดจากยาเสพติดประเภทที่ 5

นางอรพินทร์ พญาพิทักษ์สกุล ที่ปรึกษาวิสาหกิจชุมชนกลุ่มปลูกและแปรรูปบุก, เกษตรอินทรีย์บ้านทุ่งแพม จ.แม่ฮ่องสอน  ได้เปิดเผยว่า หลังจากที่ องค์การเภสัชกรรม ประกาศราคาการรับซื้อช่อดอกแห้งเกรด A ปริมาณสารสำคัญ CBD  มากกว่า 12 เปอร์เซ็นต์ (โดยน้ำหนัก) กิโลกรัมละ 45,000 บาท และเกิดพรบ. อาหาร กับการปลดกัญชง กัญชา (เฉพาะส่วนที่อนุญาต) ออกเป็นพืชห้ามใช้แล้ว ตั้งแต่วันที่ 26 กุมภาพันธ์  2564 เป็นต้นไป เป็นประกาศกระทรวงสาธารณสุข (ฉบับที่ 424) พ.ศ. 2564 ออกตามความในพระราชบัญญัติอาหาร พ.ศ. 2522 และที่สำคัญที่สุดต้องขอบคุณนโยบายของนายอนุทิน ชาญวีรกูล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขที่เริ่มต้นเรื่องกัญชาทางการแพทย์ตั้งแต่ต้น

“วันนี้ผู้คนร้านค้าต่างถามหาใบกัญชา และเลือกวิสาหกิจชุมชนกลุ่มปลูกและแปรรูปบุก, เกษตรอินทรีย์บ้านทุ่งแพม จ.แม่ฮ่องสอน  ซึ่งที่นี่เป็นกัญชาออแกนิกล้วนๆ ห่วงใยเรื่องสุขภาพ ราคากัญชาวันนี้ทั้งใบ ลำต้น ราก ราคาเปลี่ยนไปเยอะวันต่อวัน ใบสดจะอยู่ที่กิโลกรัมละ 15,000 บาท ใบแห้งจะอยู่ที่กิโลกรัมละ 40,000 บาท ลำต้นจะอยู่ที่กิโลกรัมละ 15,000 บาท รากอยู่ที่กิโลกรัมละ 45,000 บาท ซึ่งเราผลิตได้จำนวนจำกัด และยังนำไปแปรรูปผลิตภัณฑ์ต่างๆด้วย คนรู้จักเราเพราะเราทำตามมาตรฐานกระทรวงสาธารณสุข และอย.กำหนด วันนี้กัญชามาไกลมาก ถ้าออยากรู้ว่าผลิตภัณฑ์เราเด็ดอย่างไรต้องไปงานที่บุรีรัมย์จัด ในวันที่ 5-7 มีนาคม ที่จะจัดใหญ่เราให้คำปรึกษาได้  ซึ่งงานนี้มีหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมาออกร้านมาให้องค์ความรู้ด้านกัญชา กัญชงด้วย” นางอรพินทร์ กล่าว

นางอรพินทร์  กล่าวว่า สำหรับงาน “กัญชากัญชง 360 องศา เพื่อประชาชน” จะจัดขึ้นที่สนามช้าง อินเตอร์เนชั่นแนล จ.บุรีรัมย์ 5-7 มี.ค.64  เวลา 10.00 น.นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข จะเป็นประธานเปิดงาน มหกรรมกัญชงกัญชา 360 องศา เพื่อประชาชน ณ สนามช้างอินเตอร์เนชั่นเเนล เซอร์กิต จ.บุรีรัมย์ ภายในงานประกอบไปด้วย นิทรรศการทีชีวิตกับกัญชาเเละกัญชง 360 องศาเพื่อประชาชน เปิดตำรับยา อาหาร เวชสำอาง ก้าวเเรกกัญชาจากการคลายล็อก  นอกจากนี้ยังพบกับวิทยากรที่ดีสุดของประเทศ คือ ดร.ภก. อนันต์ชัย อัศวเมฆิน บรรยายเรื่อง กฎหมายยาเสพติดกับอนาคตประเทศไทย  ในวันงาน จะให้ความรู้กับพี่น้องประชาชนผู้สนใจจะปลูกต้องทำอย่างไรถึงจะถูกกฎหมาย เริ่มตั้งแต่การรวมตัวของกลุ่มวิสาหกิจชุมชน รวมกันขออนุญาตกับเกษตรอำเภอ แล้วมาจับมือร่วมกันปลูกกับ รพสต.หรือหน่วยงานของรัฐ การสร้างโรงเรือน ทำอย่างไร ทำไมต้องไปขออนุญาตปลูกกับสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ปลูกแล้วใครรับซื้อ ปลูกผิดกฎหมายอย่างไร

“ที่สำคัญที่สุดต้องศึกษาเรื่องกฎหมาย รวมไปถึงการปลูกกัญชา 6 ต้น สำหรับพี่น้องเกษตรกร ปลุกอย่างไร อยากให้มาฟัง จะได้เข้าใจตรงกัน ไม่ใช่จะฟังตามข่าวสารในโซเชี่ยล ว่าปลูกผิดกฎหมาย ตอนนี้ยังไม่ปลดล็อก สุดท้ายพี่น้องประชาชนสนใจปลูกกัญชงและกัญชาสับสน นอกจากเรื่องการขออนุญาตปลูก ครอบครอง งานนี้ยังได้เภสัชกรหญิงสุภัทรา บุญเสริม รองเลขาธิการคณะกรรมการอาหารเเละยา มาร่วมสัมมนาเรื่อง การกำกับดูเเล การนำกัญชงเเละกัญชงไปใช้ประโยชน์ภายใต้กฎหมายใหม่ และสถาบันกัญชาทางการเเพทย์ จะบอกขอบเขตการทำงานที่ชัดเจนเกี่ยวกับกัญชงเเละกัญชา” นางอรพินทร์ กล่าว

อย่างไรก็ตามภายในงานยังประกอบไปด้วย จุดรับบริการตรวจรักษาฟรีที่คลีนิคกัญชาทางการเเพทย์เเบบบูรณาการ รวมไปถึงการนำนวัตกรรมกัญชงสร้างมูลค่าด้วยภูมิปัญญาคนไทย ที่สำคัญที่การจัดเเสดงสินค้าผลิตภัณฑ์กัญชา กัญชงจากวิสาหกิจชุมชนทั่วประเทศ ที่สำคัญได้เรียนรู้เพื่อต่อยอดกับเวิร์กชอป กัญชา กัญชง ฟรีทุกวัน ผู้เข้าร่วมงานสามารถลงทะเบียนได้  ซึ่งกิจกรรมครั้งนี้มีประชาชนเข้ามาลงทะเบียนเเล้วนับหมื่นคน 

ซอกแซกอาเซียน : 4 มีนาคม 2564 #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/556674

ซอกแซกอาเซียน : 4 มีนาคม 2564

วันพฤหัสบดี ที่ 4 มีนาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

ฉบับนี้มาว่าต่อจากฉบับที่แล้วนะครับในเรื่องของเมล็ดพันธุ์ข้าวว่า อย่างไรก็ดี ชาวนาไทยทุกวันนี้ที่ปลูกข้าวเพื่อการค้า หรือทำนาเป็นอาชีพ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเขตชลประทานภาคกลาง นอกเหนือจากที่แต่เดิมสามารถเลือกเก็บเมล็ดพันธุ์ข้าวของตนเองไว้ปลูกเอง จึงพบว่าได้ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมไปเป็นการซื้อหาเมล็ดพันธุ์ข้าวจากภายนอกมาปลูกแทนมากขึ้น ทั้งนี้ แล้วแต่ว่าพันธุ์ (variety) เดิมที่ปลูกนั้นชาวนาชอบหรือไม่ หรือสามารถให้ประโยชน์ตอบแทนแก่ชาวนาผู้ปลูกมากน้อยประการใด เช่น มีราคาดีหรือไม่ ต้านทานโรคแมลงที่ระบาดหรือไม่ หรือกล่าวอีกนัยหนึ่ง ถ้าพันธุ์ที่ชาวนาเลือกปลูกอยู่นั้นให้ผลตอบแทนดี ชาวนาก็จะปลูกข้าวพันธุ์นั้นต่อ แต่ในทางตรงกันข้ามถ้าพันธุ์ข้าวที่ปลูกให้ผลตอบแทนไม่ดี ชาวนาก็อาจเปลี่ยนไปหาพันธุ์ข้าวชนิดอื่นมาปลูกแทน ซึ่งก็ต้องทำด้วยการไปซื้อเมล็ดพันธุ์ (seed) ที่ชอบนั้นมาจากภายนอกนั่นเอง และจากประสบการณ์ของผมเอง ทราบว่า ด้วยเหตุที่ชาวนาในเขตภาคกลางนี้เป็นกลุ่มที่ปลูกข้าวทั้งนาปีและนาปรัง หรือแม้กระทั่งปลูกต่อเนื่องกันจนแยกไม่ออกว่าปีหรือปรัง อีกทั้งปลูกไว้เพื่อขายเป็นหลัก พวกเขาจึงต้องการข้าวชนิดพันธุ์ที่ขายได้ราคาดี และได้ผลผลิตต่อไร่สูงด้วย ฉะนั้น เมื่อได้ยินว่าข้าวพันธุ์ไหนดีหรือมีพันธุ์ข้าวออกใหม่ พวกเขาจึงพยายามเสาะแสวงหามาปลูกอยู่ตลอดเวลา ซึ่งการเลือกปลูกพันธุ์ข้าวที่ว่านี้ เป็นเรื่องของชาวนาโดยแท้ ไม่มีใครที่จะไปบังคับได้ ส่วนราชการภาครัฐก็ทำได้แต่เพียงไปส่งเสริมแนะนำได้แค่นั้น

แต่กระนั้นก็ตาม ยังมีชาวนาอีกกลุ่มหนึ่งที่มีถิ่นฐานในเขตภาคตะวันออกเฉียงเหนือ หรือในภาคเหนือบางส่วน นิยมปลูกข้าวพันธุ์ขาวดอกมะลิ 105 โดยไม่ยอมเปลี่ยนแปลง ดังนั้น จึงไม่มีปัญหาที่จะต้องเปลี่ยนชนิดพันธุ์ข้าว กล่าวคือสามารถที่เก็บเมล็ดพันธุ์ข้าวขาวดอกมะลิ 105 ที่ปลูกไว้ในฤดูก่อนหน้าเอามาปลูกต่อได้ แต่ทว่าปัญหาที่พบในกรณีนี้คือ เมล็ดพันธุ์ข้าวที่เก็บไว้ปลูกต่อนั้น ใช้ต่อกันนานเกิน 3-4 ปี ซึ่งเกินเวลาที่ทางวิชาการแนะนำ ชาวนากลุ่มนี้ก็มีเป็นจำนวนมาก เพราะในประเทศไทยเรานั้น พื้นที่ทำนาในเขตภาคตะวันออกเฉียงเหนือมีขนาดใหญ่เท่ากับครึ่งหนึ่งของพื้นที่ทำนาทั้งประเทศเลยทีเดียว เท่ากับว่าปริมาณความต้องการเมล็ดพันธุ์ข้าวขาวดอกมะลิ 105 มีจำนวนสูงมาก เคราะห์ดีที่ในเขตนี้ยังมีการปลูกข้าวเหนียวด้วย เพราะประชาชนเกือบทั้งหมดบริโภคข้าวเหนียว สัดส่วนความต้องการเมล็ดพันธุ์ข้าวขาวดอกมะลิ 105 จึงลดลงไปเยอะอยู่ แต่ทั้งนี้ จะมากหรือน้อยก็ขึ้นอยู่กับราคาข้าวเช่นเดียวกันเช่น ปีไหนราคาข้าวขาวดอกมะลิ 105 ดี ปีต่อไปชาวนาก็จะเลือกปลูกข้าวขาวดอกมะลิ 105 แต่ถ้าหากปีไหนข้าวเหนียวมีราคาดีกว่า ชาวนาก็จะเลือกปลูกข้าวเหนียวแทน

สภาพการปฏิบัติของชาวนาที่ค่อนข้างจะอีนุงตุงนังกล่าวมาข้างต้น ทำให้เป็นเรื่องยากมากทีเดียวที่จะประเมินได้ว่า แล้วความต้องการจริงๆ ของชาวนาสำหรับเมล็ดข้าวที่จะใช้ปลูกนั้น มีปริมาณเท่าใด เพราะมีทั้งเก็บเมล็ดพันธุ์ไว้ปลูกเอง และซื้อจากภายนอก ยิ่งในส่วนที่เก็บไว้เองนั้น ใช้ปลูกมาแล้วกี่ปี หนึ่งปี สองปี สามปี หรือมากกว่านั้น จนในที่สุดจึงต้องทำการวิจัยและอาศัยการคำนวณโดยใช้คณิตศาสตร์ชั้นสูง ซึ่งก็จะได้ปริมาณความต้องการเมล็ดพันธุ์ข้าวของประเทศมาแบบคร่าวๆ ว่าปีหนึ่งสรุปแล้ว ชาวนาจะใช้เมล็ดพันธ์ข้าวปลูกใหม่ (ไม่รวมที่เก็บไว้เอง) ประมาณปีละ3 แสนตัน แล้วก็นำไปวางแผนการผลิต

ในการวางแผนผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าว ความยุ่งยากย่อมเกิดขึ้นอีกอย่างหนึ่งคือ ก็ในเมื่อพันธุ์ข้าวในประเทศเรามีอยู่เป็นร้อยๆ พันธุ์ อย่างที่เคยนำเสนอท่านผู้อ่านมาแล้ว แม้ว่าในแต่ละฤดูการปลูก ชาวนาจะไม่เลือกปลูกพันธุ์ข้าวทั้งร้อยพันธุ์ แต่ปีๆ หนึ่งเชื่อว่าไม่น้อยกว่า 20 พันธุ์ ดังนั้นปริมาณที่วิจัยบวกคำนวณได้มานั้น จะเป็นพันธุ์ไหน จำนวนเท่าไหร่ถือว่าเป็นงานหินทีเดียว และปัญหานี้แหละที่ทำให้เกิดความเพียงพอ หรือไม่เพียงพอในด้านการบริการเมล็ดพันธุ์ดีตั้งแต่อดีตจนมาถึงปัจจุบันนี่คือที่มาของด้านอุปสงค์ของเมล็ดพันธุ์ข้าวของประเทศไทย ซึ่งในเมื่อปัจจุบันภาคเอกชนเรายังไม่แข็งแกร่งพอ ราคาเมล็ดพันธุ์ก็ไม่สูงพอที่จูงใจการลงทุน ก็เป็นหน้าที่ของภาครัฐที่จะต้องเข้ามาดูแล ซึ่งผมคงจะยกไปเล่าในฉบับหน้าครับ

ชาญพิทยา ฉิมพาลี

chanpithya@apterr.org

สศก.ติวเข้มเปิดอบรมศกอ. หลักสูตร 9 ฐานความรู้สร้างโค้ชเกษตร #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/556671

สศก.ติวเข้มเปิดอบรมศกอ. หลักสูตร9ฐานความรู้สร้างโค้ชเกษตร

วันพฤหัสบดี ที่ 4 มีนาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

นายฉันทานนท์ วรรณเขจร เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า เศรษฐกิจการเกษตรอาสา (ศกอ.) เป็นอาสาสมัครที่เป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนการดำเนินงานของ สศก. ซึ่งที่ผ่านมา สศก. ได้ผลักดัน สนับสนุนการพัฒนาศักยภาพของ ศกอ. มาอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้สามารถทำหน้าที่ในการให้บริการข้อมูลข่าวสาร ขยายผลองค์ความรู้ เปรียบเสมือนโค้ชทางการเกษตรไปยังเกษตรกรรายอื่นๆ และผู้สนใจ ตลอดจนร่วมดำเนินการจัดเก็บข้อมูลด้านการผลิต การตลาด และสถานการณ์ด้านการเกษตรในพื้นที่ โดยร่วมขับเคลื่อนผ่านศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร (ศพก.) หรือศูนย์ปฏิบัติการอื่นๆ ที่จัดตั้งโดยภาครัฐ หรือกลุ่มองค์กรประชาชน

ดังนั้น ศกอ. จึงจำเป็นต้องมีองค์ความรู้ที่เกี่ยวข้องในด้านเศรษฐกิจการเกษตรต่างๆ อย่างรอบด้าน ทั้งแนวคิด ทฤษฎีในด้านการผลิต การตลาด และการบริหารจัดการ ตลอดจนเทคโนโลยี นวัตกรรมทางการเกษตรต่างๆ โดยเฉพาะการใช้สารสนเทศการเกษตรเพื่อการตัดสินใจ ตอบสนองความต้องการของตลาดในแต่ละพื้นที่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

สำหรับปี 2564 สศก. ได้จัดโครงการฝึกอบรมโครงการศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร : กิจกรรมอบรมและสาธิตการเกษตรไทยด้วยปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ซึ่งได้ดำเนินการมาเป็นปีที่ 2 แล้ว โดยในปี 2563 ที่ผ่านมา ได้มุ่งเน้นการช่วยเหลือและบรรเทาผลกระทบจากการแพร่ระบาดของไวรัสโคโรนา 2019 หรือ โควิด-19 ที่ส่งผลกระทบโดยตรงต่อภาคการผลิตที่สำคัญ ทั้งภาคอุตสาหกรรม ธุรกิจการค้าบริการ (เช่น ร้านอาหาร สถานบันเทิง ห้างสรรพสินค้า โรงแรม การค้าส่ง การค้าปลีก และการขนส่ง) ทำให้การจ้างงานที่มีแนวโน้มเลิกประกอบกิจการ เลิกจ้างแรงงาน หรือลดจำนวนแรงงาน รวมถึงแรงงานที่เดินทางกลับจากต่างประเทศ จนเกิดปรากฏการณ์แรงงานคืนถิ่นกลับสู่บ้านเกิดและมีผู้ว่างงาน ซึ่ง สศก. ได้ถ่ายทอดองค์ความรู้การทำการเกษตรเพื่อเป็นทางเลือกในการประกอบอาชีพด้านเกษตรกรรมสำหรับเลี้ยงตนเองและสร้างรายได้ให้กับครอบครัวในวิกฤตการณ์ที่เกิดขึ้น

โดยการจัดอบรมในปีนี้ สศก. ยังคงเน้นจัดฝึกอบรมให้แก่ ศกอ. และผู้สนใจ ตลอดจนเจ้าหน้าที่ของ สศก. เพื่อให้มีองค์ความรู้ในด้านต่างๆ สามารถใช้เทคโนโลยีในการจัดเก็บและรายงานข้อมูล การเข้าถึง Application “กระดานเศรษฐี เกษตรกรมีโอกาส” Application Farm D และ Application ราคาฟาร์ม ที่ช่วยคำนวณต้นทุนการผลิต ทราบแหล่งตลาดและราคา เพื่อการตัดสินใจในการลงทุนทางการเกษตรได้อย่างเหมาะสม ทั้งนี้ จะมีการจัดอบรมโดยสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรที่ 1-12 ทั่วประเทศ จำนวน 36 รุ่น รุ่นละ 30 คน รวมประมาณ 1,080 คน ตั้งแต่กุมภาพันธ์ – กันยายน 2564

ด้านนายพลเชษฐ์ ตราโช รองเลขาธิการ สศก. กล่าวเสริมว่าในการอบรมและสาธิตการเกษตรไทย ด้วยปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงครั้งนี้ สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรที่ 8 สุราษฎร์ธานี ได้เปิดอบรมแห่งแรกแล้ว เมื่อวันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2564 ณ ศพก. อำเภอบ้านตาขุน จังหวัดสุราษฎร์ธานี และ สศก. จะทยอยจัดการอบรมโดยสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรที่ 1-12 ทั่วประเทศ โดยจะมุ่งเน้นหลักสูตรที่ได้จากการถอดบทเรียนของศูนย์เรียนรู้หลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ซึ่งประกอบด้วย 9 ฐานการเรียนรู้ ได้แก่ 1) ฐานปรับพื้นฐานความรู้ด้านแนวคิดเศรษฐกิจพอเพียง 2) ที่อยู่อาศัยและการจัดภูมิทัศน์รอบบ้านด้านการเกษตรให้น่าอยู่ 3) ฐานการปลูกพืชสวนครัว/พืชไร่ 4) ฐานประมงและแหล่งน้ำเพื่อการเกษตร 5) ฐานปศุสัตว์ (สัตว์ปีกสัตว์ใหญ่ แปลงหญ้า) 6) ฐานการปลูกไม้ผล 7) ฐานการปลูกป่า และไม้เศรษฐกิจ 8) ฐานทำนา และ 9) ฐานสรุปบทเรียน (ถอดองค์ความรู้) นอกจากนี้ ยังให้ผู้เข้าอบรมได้มีการจัดทำแผนธุรกิจและใช้ประโยชน์จาก Big Data ควบคู่ไปด้วย ซึ่งเชื่อมั่นว่าองค์ความรู้ต่างๆ จะช่วยพัฒนาศักยภาพของ ศกอ. ได้อย่างมีประสิทธิภาพ สามารถใช้เป็นหลักในการตัดสินใจลงทุนทำการเกษตร ถ่ายทอด และเผยแพร่เป็นความรู้แก่เกษตรกรในพื้นที่ใกล้เคียง ตลอดจนเป็นประโยชน์ต่อเครือข่ายแรงงานคืนถิ่น ผู้ว่างงาน และผู้สนใจอื่นๆ ที่ต้องการประกอบอาชีพด้านการเกษตร สามารถแลกเปลี่ยนประสบการณ์ ในการประกอบอาชีพด้านการเกษตร ด้วยเทคโนโลยี และนวัตกรรมเกษตร ก้าวสู่การเป็น Smart Farmerร่วมกันต่อไป

อธิบดีปศุสัตว์เผยโรคพิษสุนัขบ้าในคนและสัตว์ลดต่อเนื่อง #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/556698

อธิบดีปศุสัตว์เผยโรคพิษสุนัขบ้าในคนและสัตว์ลดต่อเนื่อง

อธิบดีปศุสัตว์เผยโรคพิษสุนัขบ้าในคนและสัตว์ลดต่อเนื่อง

วันพุธ ที่ 3 มีนาคม พ.ศ. 2564, 20.59 น.

“อธิบดีกรมปศุสัตว์”เผยโรคพิษสุนัขบ้าในคนและสัตว์ลดต่อเนื่อง ปี’64″เฉลิมชัย”สั่งเปิดโครงการเชิงรุก เพิ่มเป้าทำหมันสุนัขแมวเท่าตัว ทำไทยปลอดโรคตามพระปณิธานฯโดยเร็ว

อธิบดีกรมปศุสัตว์ เผยโรคพิษสุนัขข้าในคนและสัตว์ทั่วประเทศลดต่อเนื่อง มี 25 จังหวัดไม่พบโรค พร้อมเดินหน้าทำงานปี 64 “เฉลิมชัย ศรีอ่อน” เร่งเปิดโครงการเชิงรุก พร้อมเพิ่มเป็าทำหมันสุนัขแมว ลดประชากรสุนัขแมวจรจัดที่อาจเป็นพาหะ ทำไทยปลอดโรคตามพระปณิธานๆ ภายในปี 68 ทั้งฝ้ระวัง ป้องกัน และควบคุมพร้อมสร้างพื้นที่ปลอดโรค

เมื่อวันที่ 3 มีนาคม 2564 นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้มอบหมายให้ น.สพ.สรวิศ ธานีโต อธิบตีกรมปศุสัตว์ พร้อมด้วยน.สพ.ชัยวัฒน์ โยธคล รองอธิบตีกรมปศุสัตว์ผู้อำนวยการสำนักควบคุมป้องกันและบำบัดโรคสัตว์ และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมประชุมคณะอนุกรรมการต้านการติดตามและประเมินผล ภายใต้กรรมการคณะกรรมการขับเคสื่อนการดำเนินโครงการสัตว์ปลอดโรค คนปลอดภัย จากโรคพิษสุนัขบ้า ตามพระปณิธานศาสตราจารย์ ดร. สมเด็จเจ้าฟ้าฯ กรมพระศรีสวางควัฒน วรขัตติยราชนารี ครั้งที่ 1/2564 ณ สำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรีทำเนียบรัฐบาล

น.สพ.สรวิศ ธานีโต อธิบดีกรมปศุสัตว์ เปิดเผยภายหลังการเข้าร่วมประชุมฯ ว่า กระทรวงเกษตรและสหกรณ์โดยกรมปศุสัตว์ได้ร่วมดำเนินงานตามโครงการฯ ในฐานะเป็นหน่วยงานหลักรับผิดชอบหลักตามยุทธศาสตร์ที่ 1 การฝ้าระวัง ป้องกัน และควบคุมโรคพิษสุนัขบ้าในสัตวั รับผิดชอบตามพระราชบัญญัติโรคพิษสุนัขบ้า พ.ศ.2535 และพระราชบัญญัติป้องกันการทรุณกรรมและการจัดสวัสติภาพสัตว์ พ.ศ.2557 ได้นำเสนอสถานการณ์โรคพิษสุนัขบ้าในสัตว์ และแผนปฏิบัติงานประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2564

“จากการดำเนินงานอย่างเข้มงวดบูรณาการร่วมกันหลายหน่วยงาน พบว่าตั้งแต่ปี 2561 – 2564สถานการณ์การเกิดรคพิษสุนัขบัาทั้งในคนและในสัตว์ลดลงอย่างต่อเนื่อง โดยจากการประเมินการสร้างพื้นที่ปลอดโรคพิษสุนัขบ้าระดับจังหวัด มีพื้นที่ไม่พบโรคพิษสุนัขบ้าในคนและสัตว์ 2 ปี อ้อนหลัง ในปี 2562 – 2563 ใน 25 จังหวัด ได้แก่ สิงห์บุรี อ่างทอง ตราด นครนายก ครพนม บึงกาฬ สกลนคร หนองบัวลำภู อุดรธานีน่าน พะเยา แพร่ แม่ฮ่องสอน ลำปาง ลำพูน นครสวรรค์ สุโขทัย อุตรดิตถ์ กาญจนบุรี สุพรรณบุรี ชุมพรพังงา นราธิวาส ปัตตานี และยะลา มีพื้นที่ไม่พบโรคพิษสุนัขบ้าในคนและสัตว์ในปี 2563 ใน 17 จังหวัด ได้แก่กรุงเทพมหานคร ชัยนาท นนทบุรี พระนครศรีอยุยา ลพบุรี สระบุรี สมุทรปราการ ชัยภูมิ ยโสธรมหาสารคาม มุกดาหาร เลย กำแพงเพชร พิจิตร เพชรบูรณ์ ภูเก็ต และประจวบศีรีชันธ์ โดยมีเป้าหมายเพิ่มและรักษาสภาพพื้นที่ปลอดโรคพิษสุนัขบ้าให้มากขึ้น”

อธิบดีกรมปศุสัตว์ กล่าวต่อไปว่า สำหรับแผนปฏิบัติงานปีงบประมาณ พ.ศ.2564 ประกอบด้วยโครงการต่างๆ ได้แก่ โครงการสร้างพื้นที่ปลอดโรคพิษสุนัขบ้าในระดับท้องถิ่น โครงการเฝ้าระวังเชิงรุกเพื่อรับรองท้องถิ่นปลอดโรคพิษสุนัขบ้า โครงการประชารัฐร่วมใจกำจัดภัยโรคพิษสุนัขบ้าและควบคุมประชากรสุนัขแมว โครงการปศุสัตว์ร่วมใจกำจัดภัยโรคพิษสุนัขบ้าเพื่อเฉลิมพระเกียรติฯ โครงการฝึกอบรมเพื่อสร้างและพัฒนาศักยภาพอาสาปศุสัตว์ด้านโรคพิษสุนัขบ้า โครงการความร่วมมือการรณรงค์ป้องกันโรคพิษสุนัขบ้า และโครงการทดสอบระดับภูมิคุ้มกันโรคในสัตว์ภายหลังการได้รับวัคซีนป้องกันโรคพิษสุนัขบ้า

โดยการดำเนินโครงการมีวัตถุประสงค์เพื่อเร่งรัดกำจัดโรคพิษสุนัขบ้าให้หมดไป โดยดำเนินการเฝ้าระวัง ป้องกัน และควบคุมโรคพิษสุนัขบ้าในสัตว์ให้เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ และเพื่อขับเคลื่อนการสร้างพื้นที่ปลอดโรคพิษสุนัขบ้าโดยให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์การสร้างพื้นที่ปลอดโรค มีตัวชี้วัดคือพบอัตราการพบโรคพิษสุนัขบ้าในสัตว์ลดลงจากปีที่ผ่านมาและไม่พบโรคพิษสุนัขบ้าภายในปี พ.ศ.2568 และจำนวนองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นปลอดโรคพิษสุนัขบ้า อย่างน้อยร้อยละ 80

“พร้อมกันนี้ยังได้เพิ่มเป้าหมายการควบคุมสุนัขและแมวจรจัด ทำหมันสุนัขและแมว และรณรงค์การเลี้ยงสัตว์อย่างมีความรับผิดชอบ ทั้งนี้ ร่วมกันบูรณาการทำงานอย่างเข้มงวดต่อเนื่อง เพื่อมุ่งสู่เป้าหมายให้ประเทศไทยปลอดจากโรคพิษสุนัขบ้า และไม่มีคนและสัตว์เสียชีวิตด้วยโรคพิษสุนัขบ้าในประเทศไทยอย่างยั่งยืนตามพระปณิธานฯรวมถึงนโยบายของ นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่ากระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ที่ได้กำชับให้ทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยเฉพาะกรมปศุสัตว์ ได้ดำเนินการอย่างเต็มที่ตามพระปณิธานฯ เพื่อสร้างความปลอดภัยให้กับพี่น้องประชาชนชาวไทยทั่วประเทศ และทำให้ประเทศไทยปราศจากโรคดังกล่าว” น.สพ.สรวิศ กล่าว

นครพนมเตือน! ‘หนอนผีเสื้อชอนใบมะเขือเทศ’ ระบาด แนะไถพรวนตากดิน-เผาฝังกลบ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/556550

นครพนมเตือน! 'หนอนผีเสื้อชอนใบมะเขือเทศ'ระบาด แนะไถพรรนตากดิน-เผาฝังกลบ

นครพนมเตือน! ‘หนอนผีเสื้อชอนใบมะเขือเทศ’ระบาด แนะไถพรรนตากดิน-เผาฝังกลบ

วันพุธ ที่ 3 มีนาคม พ.ศ. 2564, 14.31 น.

3 มีนาคม 2564 นางสาวกัญณฐา อภินนท์ธนา เกษตรจังหวัดนครพนม เปิดเผยว่า หนอนผีเสื้อชอนใบมะเขือเทศ หรือ (tomato leafminer) เป็นผีเสื้อกลางคืนขนาดเล็ก มีถิ่นกำเนิดในทวีปอเมริกาใต้และจัดว่าเป็นศัตรูพืชที่สร้างความเสียหายร้ายแรงในการผลิตมะเขือเทศ ซึ่งปัจจุบันมีการรายงานพบการระบาดของหนอนชนิดนี้รุนแรงขึ้นเรื่อยๆ

สำหรับวงจรชีวิตของหนอนผีเสื้อชอนใบมะเขือเทศใช้เวลาประมาณ 30 – 40 วัน และมีการเพิ่มจำนวนประชากรในปีหนึ่งสูงถึง 10 – 12 รุ่น ไข่มีขนาดเล็กเป็นฟองเดี่ยวอยู่ใต้ใบพืช ตา ลำต้น หรือขั้วผล มีระยะไข่ 4 – 6 วัน หนอนมี 4 วัย จะชอนไชกัดกินในใบพืช หรือเจาะเข้าไปกินในผล เมื่อตัวหนอนโตเต็มที่จะทิ้งตัวเพื่อเข้าดักแด้อยู่ในดินหรือเข้าดักแด้ในส่วนที่แห้งของพืช ระยะดักแด้ 7 – 10 วัน จึงออกมาเป็นตัวเต็มวัยเพื่อผสมพันธุ์และวางไข่ต่อไป และในส่วนของการอยู่อาศัยมีพืชอาหารมากกว่า 20 ชนิด ส่วนใหญ่อยู่ในวงศ์มะเขือ ได้แก่ มะเขือเทศ มะเขือยาว โทงเทง พริก พริกหยวก มันฝรั่ง และพืชวงศ์อื่นๆ เช่น ผักโขม ผักบุ้ง บีทรูท เป็นต้น     

นางสาวกัญณฐา อภินนท์ธนา เกษตรจังหวัดนครพนม กล่าวว่า ลักษณะสำคัญของหนอนผีเสื้อชอนใบมะเขือเทศ จะมีลำตัวยาวประมาณ 10 มิลลิเมตร มีหนวดแบบเส้นด้าย สีดำสลับสีเหลืองมีความยาวมากกว่าครึ่งลำตัว ริมฝีปากด้านล่าง หงายขึ้นด้านบน ปีกคู่หน้าเรียวยาว เกล็ดปีกสีดำสลับสีเหลือง ปีกคู่หลังไม่มีลวดลายและมีขนยาว ปลายปีกเรียวแหลม ส่วนการเข้าทำลายจะเกิดขึ้นในระยะที่เป็นตัวหนอนเท่านั้น โดยหนอนเจาะทำลายผล และใบมะเขือเทศ ในระยะต้นอ่อนทำให้ต้นพืชตาย ระยะต้นแก่จะทำลายใบ และผลมะเขือเทศจนไม่สามารถเก็บเกี่ยวผลผลิตได้ ซึ่งถ้าหากรุนแรงจะทำให้ผลผลิตเสียหายได้ถึง 100 % ของพื้นที่ปลูกทั้งหมด

การป้องกันกำจัดหนอนผีเสื้อชอนใบมะเขือเทศ แบบผสมผสาน ซึ่งในขั้นตอนของการเตรียมดิน ให้ไถพรวนและตากดิน เพื่อกำจัดระยะดักแด้ที่อยู่ในดิน ทำความสะอาดโรงเรือนและวัสดุปลูก เพื่อกำจัดดักแด้ที่ติดอยู่ภายในวัสดุปลูก และเมื่อมีการเก็บเกี่ยวเสร็จแล้วให้เผาทำลาย ฝังกลบต้นพืช เพื่อกำจัดแมลงที่ยังตกค้างอยู่ในต้นพืช

ในระยะก่อนปลูกให้ใช้ต้นกล้าและวัสดุปลูกที่ปราศจากหนอนชอนใบมะเขือเทศ และหลังปลูกลงในแปลงไปแล้วหมั่นสำรวจแปลงปลูกตั้งแต่เริ่มปลูกโดยสังเกตรอยทำลายบนต้นพืช หรือใช้กับดักกาวเหนียวสีเหลืองหรือกับดักฟีโรโมน 3 – 4 กับดักต่อไร่ เมื่อพบตัวผีเสื้อบนกับดัก 3 – 4 ตัวต่อกับดักต่อสัปดาห์ให้ติดตั้งกับดักฟีโรโมน ดักจับตัวเต็มวัยเพศผู้ 6 – 8 กับดักต่อไร่ เพื่อลดประชากรผีเสื้อหนอนชอนใบมะเขือเทศ แนะนำให้เกษตรกรใช้สารชีวภัณฑ์

โดยการพ่นด้วยเชื้อแบคทีเรียบาซิลลัส ทรูริงเยน และเมื่อพบการแพร่ระบาดในระยะเริ่มต้นควรพ่นสารชีวภัณฑ์ในช่วงเย็น เพื่อให้มีประสิทธิภาพมากที่สุด และหากพบว่ามีการระบาดที่รุนแรง ให้ใช้สารเคมีป้องกันกำจัดแมลงตามคำแนะนำของกรมวิชาการเกษตร และอีกวิธี คือ การปลูกพืชหมุนเวียนที่ไม่ใช่พืชอาศัยของหนอนชอนใบมะเขือเทศเพื่อตัดวงจรการระบาดเพิ่มขึ้น

สำหรับในพื้นที่จังหวัดนครพนมมีหลายพื้นที่อำเภอ ที่มีการปลูกมะเขือเทศ เช่น อำเภอปลาปาก อำเภอธาตุพนม และอำเภอบ้านแพง เป็นต้น แม้จะยังไม่มีรายการพบการระบาดในพื้นที่ แต่ได้มีการเตรียมการในการสร้างการรับรู้กับเกษตรกรในพื้นที่และเจ้าหน้าที่จากสำนักงานเกษตรอำเภอทั้ง 12 อำเภอ เพื่อดำเนินการติดตามและลงพื้นที่ตรวจสอบพร้อมให้คำแนะนำกับเกษตรกรอย่างใกล้ชิด เพื่อเป็นการเฝ้าระวังและป้องกันการเข้าทำลายของหนอนผีเสื้อชอนใบมะเขือเทศในจังหวัดนครพนม และหากเกษตรกรมีข้อสงสัยเกี่ยวกับผีเสื้อหนอนชอนใบมะเขือเทศ สามารถเข้าไปติดต่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม ได้ที่สำนักงานเกษตรอำเภอใกล้บ้าน

ทั้งนี้หนอนผีเสื้อชอนใบมะเขือเทศ เป็นแมลงศัตรูพืชสำคัญที่สร้างความเสียหายต่อพืชเศรษฐกิจในหลายประเทศ โดยเฉพาะพืชวงศ์มะเขือ เช่น มะเขือเทศ มะเขือ มันฝรั่ง พริก ยาสูบ รวมทั้งวงศ์ถั่วและกะหล่ำ โดยการกัดกินชอนไชใบ ลำต้น และผล ทำให้ผลผลิตลดลงถึง 90 เปอร์เซ็นต์ จากสถานการณ์ระบาดอย่างรวดเร็ว และสร้างความเสียหายอย่างรุนแรงในแหล่งปลูกมะเขือเทศหลายประเทศในทวีปอเมริกาใต้และทวีปยุโรป รวมทั้งเริ่มพบการระบาดของหนอนผีเสื้อชอนใบมะเขือเทศในทวีปเอเชียแล้ว นอกจากนี้ยังเป็นแมลงที่ต้านทานต่อสารกำจัดศัตรูพืชทำให้การป้องกันกำจัดยาก และเสียค่าใช้จ่ายในการป้องกันกำจัดสูงตามไปด้วย