พาณิชย์จับมือเกษตรฯ-บินไทย เปิดตัวส่งออก ‘มะม่วงน้ำดอกไม้’ ประเดิมลอตแรกไปเกาหลีใต้ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/558034

พาณิชย์จับมือเกษตรฯ-บินไทย เปิดตัวส่งออก‘มะม่วงน้ำดอกไม้’ ประเดิมลอตแรกไปเกาหลีใต้

วันพุธ ที่ 10 มีนาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

นายสมเด็จ สุสมบูรณ์ อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP)กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า กรมเดินหน้าแก้ปัญหาเร่งด่วนด้านโลจิสติกส์และการขนส่งในสถานการณ์โควิด-19 เพื่อรองรับผลไม้ที่คาดว่าจะออกสู่ตลาดเป็นจำนวนมาก ตามนโยบาย“เกษตรผลิตพาณิชย์ตลาด” ที่ได้รับจากนายจุรินทร์ลักษณวิศิษฎ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ โดยที่ผ่านมาได้ประสานงานและเจรจาหารือกับกรมส่งเสริมการเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) บริษัท Profreight Group (ผู้ให้บริการด้านโลจิสติกส์) และ บริษัท Swift จำกัด (ผู้ค้าและผู้ส่งออกผลไม้ไทย)ในการขนส่งผลไม้ไทย เช่น มะม่วง ทุเรียน มังคุด ทางอากาศไปยังประเทศเป้าหมาย เช่น เกาหลีใต้ ญี่ปุ่น จีน เพื่อรักษาส่วนแบ่งตลาด เพิ่มมูลค่าการส่งออก และสร้างโอกาสใหม่ๆ ให้กับผู้ประกอบการ รวมถึงเป็นการส่งเสริมภาพลักษณ์ประเทศและสร้างความเชื่อมั่นของสินค้าไทย อันจะนำไปสู่การขยายตัวทางการค้าของประเทศไทยได้เพิ่มขึ้น

ทั้งนี้ ผลจากการหารือ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องมีความเห็นร่วมกันในการจัดงานเปิดตัวการส่งออกผลไม้ไทยผ่านการขนส่งทางอากาศไปยังตลาดต่างประเทศ โดยนำร่องส่งออกมะม่วงน้ำดอกไม้เกรดพิเศษด้วยเที่ยวบินของสายการบินไทย ไปยังตลาดเกาหลีใต้ ในวันที่ 6 มีนาคม 2564 เป็นเที่ยวบินแรก จำนวน 20 ตัน ณ เขตปลอดอากรและคลังสินค้า ท่าอากาศยานนานาชาติสุวรรณภูมิ โดยจะมีการขนส่งมะม่วงน้ำดอกไม้ไปยังเกาหลีใต้รวม 13 เที่ยวเที่ยวละ 20 ตัน รวมทั้งสิ้น 260 ตัน

ด้านนายเข้มแข็ง ยุติธรรมดำรง อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร เปิดเผยว่า ดร.เฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้ให้ความสำคัญกับกระบวนการผลิตสินค้าเกษตรเป็นอย่างมาก โดยสินค้าเกษตรที่ผลิตต้องมีคุณภาพมาตรฐาน ความปลอดภัย และตรงตามความต้องการของผู้บริโภค ซึ่งกรมส่งเสริมการเกษตรได้กำหนดแนวทางการดำเนินงานเพื่อตอบสนองนโยบายดังกล่าว โดยการส่งเสริมให้เกษตรกรเตรียมแปลงให้มีความพร้อมสำหรับตรวจประเมินมาตรฐานแปลงเบื้องต้น ในปี 2564 มีเกษตรกรยื่นขอรับการรับรองคุณภาพไม้ผลทั้งหมด จำนวน 15,642 ราย18,336 แปลง พื้นที่ 223,969 ไร่และผ่านการประเมินในเบื้องต้น จำนวน12,550 ราย 14,713 แปลง พื้นที่ 192,230 ไร่เพื่อดำเนินการขอรับรองคุณภาพมาตรฐานการปฏิบัติทางการเกษตรที่ดีสำหรับพืช (GAP) จากกรมวิชาการเกษตรต่อไป

อย่างไรก็ตาม จากสถานการณ์ระบาดของโรคโควิด-19 ทำให้เกิดปัญหาการปิดด่านชายแดนไม่สามารถดำเนินการซื้อขายผลผลิตเกษตรได้โดยปกติ ประกอบกับมะม่วงเกรดคุณภาพดีที่ส่งออกไปเกาหลีใต้ และญี่ปุ่น ก็ประสบปัญหาค่าระวางเครื่องบินที่สูงมาก ทำให้ผู้ประกอบการแบกรับต้นทุนที่สูงขึ้น การซื้อขายมะม่วงจึงเกิดการหดตัวเป็นอย่างมาก คาดว่าจะมีผลผลิตมะม่วงที่ได้รับผลกระทบจากปัญหาผลผลิตล้นตลาดไม่สามารถส่งออกได้ และเป็นแหล่งผลิตสำคัญของประเทศไทยที่จะเผชิญกับปัญหาดังกล่าว 21 จังหวัด พื้นที่ปลูกมะม่วงประมาณ 621,000 ไร่ ผลผลิตรวมประมาณ 743,700 ตัน โดยจะมีผลผลิตในฤดูที่กระจุกตัว (Peak) 446,220 ตัน หรือคิดเป็นร้อยละ 60 และเฝ้าระวังเดือนเมษายนที่จะมีผลผลิตออกมาก 223,110 ตัน หรือคิดเป็นร้อยละ 30 ทำให้ภาคการเกษตรต้องปรับตัวเพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงก้าวสู่เกษตรวิถีใหม่ โดยยกระดับผลผลิตทางการเกษตร ภายใต้นโยบาย “เกษตรผลิต พาณิชย์ตลาด” ที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และกระทรวงพาณิชย์ ร่วมสร้าง Single Big Data โดยใช้ข้อมูลจากฐานเดียวกัน ภายใต้ยุทธศาสตร์ตลาดนำการผลิต ดังนั้นการจัดงานเปิดตัวส่งออกผลไม้ไทยผ่านการขนส่งทางอากาศไปยังเกาหลีใต้ 20 ตันในเที่ยวบินแรกนี้ และจะขนส่งมะม่วงน้ำดอกไม้ไปเกาหลีใต้อีกต่อเนื่องรวม 13 เที่ยวบิน เที่ยวบินละ 20 ตัน รวม260 ตัน ช่วยแก้ปัญหาเร่งด่วนด้านโลจิสติกส์และขนส่งในสถานการณ์โควิด-19 รองรับผลไม้ที่คาดว่าจะออกสู่ตลาดจำนวนมาก ตามนโยบาย “เกษตรผลิต พาณิชย์” ได้เป็นอย่างดี

สำหรับกรมส่งเสริมการเกษตรในฐานะเลขานุการคณะกรรมการพัฒนาและบริหารจัดการผลไม้ (Fruit Board) ได้กำหนดแนวทางบริหารจัดการผลไม้ ที่เน้นความสอดคล้องตามยุคสมัยปัจจุบันที่มีเทคโนโลยีและเครื่องมือสื่อสารที่อำนวยความสะดวกมากขึ้นในยุค 4.0 ตลอดจนให้เข้ากับสถานการณ์การระบาดของโรคโควิด-19 โดยเน้นช่องทางการซื้อขายออนไลน์ซึ่งมีประสิทธิภาพในการกระจายได้สูง เกษตรกรมีการปรับเปลี่ยนวิถีการขายแบบใหม่ ไม่ต้องพึ่งพ่อค้าคนกลาง เน้นการป้องกันพึงระวังตั้งแต่ต้นทางไปจนถึงปลายทาง ตั้งแต่การเก็บเกี่ยวและการจัดการในสวนผลไม้จนถึงการขนส่งไปยังผู้บริโภคให้มีการปฏิบัติที่ปลอดภัย และได้วางแนวทางการขับเคลื่อนตามยุทธศาสตร์ตลาดนำการผลิตตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำ

กยท.ให้ทุนเรียนปริญญาตรีบุตรเกษตรกร 4 ล. #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/558033

กยท.ให้ทุนเรียนปริญญาตรีบุตรเกษตรกร4ล.

วันพุธ ที่ 10 มีนาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

กยท.เดินหน้าโครงการทุนการศึกษาระดับปริญญาตรี สำหรับบุตรเกษตรกรชาวสวนยางต่อเนื่องเป็นปีที่ 2 จำนวน 10 ทุน รวม 4 ล้านบาท มั่นใจช่วยสร้างนวัตกรรมพัฒนาอาชีพทำสวนยางให้มั่นคงอย่างยั่งยืน

นายสุขทัศน์ ต่างวิริยกุล รองผู้ว่าการด้านปฏิบัติการ การยางแห่งประเทศไทย(กยท.) เปิดเผยว่า กยท.ดำเนินโครงการทุนการศึกษาสำหรับบุตรเกษตรกรชาวสวนยาง พ.ศ.2564 ต่อเนื่องเป็นปีที่ 2 หลังประสบผลสำเร็จในการดำเนินโครงการนำร่องในปี 2563ที่ผ่านมา โดยให้ทุนศึกษาระดับปริญญาตรีสาขาที่เกี่ยวข้องกับยางพาราแก่บุตรเกษตรกรชาวสวนยางที่ขึ้นทะเบียนกับกยท. 10 ทุนต่อเนื่อง 4 ปี ปีละ 100,000 บาท / คน รวมเป็นเงิน 4 ล้านบาท ภายใต้การจัดสรรงบประมาณตามมาตรา 49(5) ของพระราชบัญญัติการยางแห่งประเทศไทย พ.ศ.2558 เพื่อเป็นสวัสดิการให้แก่เกษตรกรชาวสวนยาง

“การดำเนินโครงการทุนการศึกษาสำหรับบุตรเกษตรกรชาวสวนยางดังกล่าว เพื่อสร้างบุคลากรในท้องถิ่นที่มาจากบุตรเกษตรกรชาวสวนยางโดยตรง ให้มีความรู้ความสามารถเรื่องยางพารา ทำให้เกิดแนวคิดร่วมพัฒนาอาชีพการทำสวนยางและสร้างนวัตกรรมใหม่ๆเกี่ยวกับยางพาราให้เพิ่มขึ้น ช่วยพัฒนาอาชีพการทำสวนยางในอนาคตให้มั่นคงอย่างยั่งยืน” ผู้ว่าการ กยท.กล่าว

สำหรับคุณสมบัติของผู้ที่ขอรับทุนการศึกษา นอกจากเป็นบุตรที่ถูกต้องตามกฎหมายของเกษตรกรชาวสวนยาง ยกเว้นบุตรบุญธรรมแล้ว ต้องมีอายุไม่เกิน 25 ปี ไม่อยู่ระหว่างถูกฟ้องเป็นจำเลยคดีอาญา ไม่อยู่ระหว่างการสมัครขอรับทุนการศึกษาจากหน่วยงานอื่น หรือเคยได้รับทุนการศึกษาระดับปริญญาตรี และที่สำคัญจะได้รับพิจารณาตอบรับเข้าศึกษาจากมหาวิทยาลัยที่เป็นสถานบันการศึกษาที่กยท.กำหนด ในปีการศึกษา 2564

“ดังนั้น บุตรเกษตรกรชาวสวนยางที่ขอรับทุนการศึกษาต้องสอบเข้าเรียนในหลักสูตรสาขาวิชา จากมหาวิทยาลัยที่ กยท.กำหนดไว้ ในปีการศึกษา 2564 ให้ได้ก่อนถึงจะสมัครของรับทุนการศึกษาดังกล่าวได้”นายสุขทัศน์ กล่าวย้ำ

ส่วนสถานบันการศึกษา และหลักสูตรการศึกษาที่ กยท. กำหนดนั้น ได้แก่ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี คณะวิทยาศาสตร์ สาขาวิชาเทคโนโลยียางและพอร์ลิเมอร์ 2 ทุน มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี คณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี สาขาวิชาเทคโนโลยียางและพอร์ลิเมอร์ 2 ทุน มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์วิทยาเขตสุราษฎร์ธานี คณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีอุตสาหกรรม สาขาวิชาเทคโนโลยีการจัดการอุตสาหกรรมวัสดุ 2 ทุน มหาวิทยาลัยบูรพาคณะโลจิสติกส์ สาขาวิชาการจัดการโลจิสติกส์และโซ่อุปทาน 2 ทุน มหาวิทยาลัยแม่โจ้-แพร่เฉลิมพระเกียรติ สาขาวิชาเกษตรป่าไม้ 1 ทุนและมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตบางเขน คณะวนศาสตร์ สาขาวนศาสตร์ 1 ทุน

ทั้งนี้ ชาวสวนยางที่ต้องการให้บุตรขอรับทุนการศึกษาขอใบสมัครได้ที่ กยท. ทุกแห่งทั่วประเทศ หรือดาวน์โหลดใบสมัครได้ที่เว็บไซต์ กยท. http://www.raot.co.th และกรอกข้อมูลการสมัครให้เรียบร้อย จากนั้นให้ไปยื่นที่กยท.เขต/จังหวัด/สาขา ตามที่ตั้งสวนยางของผู้ขอรับทุนการศึกษา ซึ่งกยท.จะคัดเลือกผู้ที่ได้รับทุนจากคุณสมบัติตามที่กยท. กำหนด เท่านั้น

อำนาจเจริญถก จัดงานแห่ยักษ์คุ หนึ่งเดียวในโลก #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/558032

อำนาจเจริญถก จัดงานแห่ยักษ์คุ หนึ่งเดียวในโลก

วันพุธ ที่ 10 มีนาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

นายทวีป บุตรโพธิ์ ผู้ว่าราชการจังหวัดอำนาจเจริญ เป็นประธานประชุมคณะกรรมการดำเนินโครงการงานประเพณีส่งเสริมและวัฒนธรรม จ.อำนาจเจริญ กิจกรรมงานประเพณีแห่ยักษ์คุอัตลักษณ์ จ.อำนาจเจริญ โดยมี นางสาววันเพ็ญตั้งสกุล นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดอำนาจเจริญ นายสกลธ์ บุญวิทย์ ประธานสภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยว จ.อำนาจเจริญ นางสาวเพ็ญศิริรัตน์ อาจทวีกุล ท่องเที่ยวและกีฬา จ.อำนาจเจริญ หัวหน้าส่วนราชการ ผู้แทนส่วนราชการ เข้าร่วมประชุม ที่ห้องประชุมพระมงคลมิ่งเมือง ศาลากลางจังหวัดอำนาจเจริญ       

ทั้งนี้เพื่อส่งเสริมงานประเพณีที่เป็นอัตลักษณ์ และส่งเสริมการท่องเที่ยวของ จ.อำนาจเจริญ ให้การจัดงานประเพณีแห่ยักษ์คุอัตลักษณ์ จ.อำนาจเจริญ ประจำปี 2564 เป็นที่รู้จักแพร่หลาย โดยกำหนดจัดขึ้นระหว่างวันที่ 2-4 เม.ย. 2564 ที่อำเภอชานุมาน จ.อำนาจเจริญ

โดยงานดังกล่าว สำนักงานโยธาธิการและผังเมือง จ.อำนาจเจริญ ดำเนินการวางแผนผังบริเวณงานภาพรวมทั้งหมด จัดทำซุ้มประตูเข้า-ออกและซุ้มประตูด้านหน้าหมู่บ้านยักษ์ จุดถ่ายภาพ เช็คอิน, สำนักงานพัฒนาชุมชน จ.อำนาจเจริญ จัดทำหมู่บ้านยักษ์ซุ้มแสดงสิ่งของเครื่องใช้เกี่ยวกับยักษ์ ตัวยักษ์แบบต่างๆ และยักษ์คุจากขบวนแห่ร้านจำหน่ายของที่ระลึกยักษ์คุ และกิจกรรมต่างๆ ร้าน OTOP ร้านอาหาร ร้านจำหน่ายสินค้า สำนักงานท่องเที่ยวและกีฬา จ.อำนาจเจริญ จัดทำเวทีกลาง พร้อมระบบแสง สี เสียง พิธีเปิดงาน ประดับไฟบริเวณงาน

สำนักงานวัฒนธรรม จ.อำนาจเจริญ จัดเทศกาลศิลปะร่วมสมัยลุ่มแม่น้ำโขง การแสดง แสง สี เสียงองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในพื้นที่ ดำเนินการปรับพื้นที่งาน รวมทั้งแลนด์มาร์คยักษ์ย้อนยุค การประกวดธิดาชานุมานและธิดายักษ์คุ เป็นต้น

สกู๊ปพิเศษ : สหกรณ์บุรีรัมย์ส่งเสริมอาชีพประชาชนในถิ่นทุรกันดาร #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/558030

สกู๊ปพิเศษ : สหกรณ์บุรีรัมย์ส่งเสริมอาชีพประชาชนในถิ่นทุรกันดาร

สกู๊ปพิเศษ : สหกรณ์บุรีรัมย์ส่งเสริมอาชีพประชาชนในถิ่นทุรกันดาร

วันพุธ ที่ 10 มีนาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

สหกรณ์จังหวัดบุรีรัมย์ ส่งเสริมกลุ่มอาชีพประชาชนในถิ่นทุรกันดาร ตามพระราชดำริ สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้ากรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี รวมเป็นกลุ่มอาชีพ ผลิตสินค้า ผลิตภัณฑ์จำหน่าย สร้างรายได้ ให้ครอบครัว

สำนักงานสหกรณ์จังหวัดบุรีรัมย์ จัดอบรมพัฒนาเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงานกลุ่มอาชีพประชาชนในถิ่นทุรกันดาร ตามพระราชดำริ สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้ากรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ให้กับสมาชิกกลุ่มอาชีพตามพระราชดำริ จำนวน 20 คน โดยมีนางอัญชลี ศรีหามาตย์ สหกรณ์จังหวัดบุรีรัมย์ เป็นประธานพิธีเปิด มีนางฉันทนาฤทธิ์ไธสง ผู้อำนวยการกลุ่มจัดตั้งและส่งเสริมสหกรณ์ พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่ส่งเสริมสหกรณ์ เข้าร่วม ที่ศูนย์การเรียนรู้นอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัยบ้านโนนตะคร้อ อำเภอนาโพธิ์ จังหวัดบุรีรัมย์  

 ทั้งนี้ เพื่อเสริมสร้าง และพัฒนาประสิทธิภาพของกลุ่มอาชีพประชาชนในถิ่นทุรกันดารตามพระราชดำริฯ เพื่อพัฒนาเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงานกลุ่มอาชีพตามพระราชดำริ เพื่อให้กลุ่มสามารถปฏิบัติงานในด้านต่าง ๆ ได้ดีตามความต้องการของกลุ่ม และทำให้กลุ่มมีความเจริญก้าวหน้าต่อไป

โดยได้เชิญวิทยากรจากศูนย์หม่อนไหมเฉลิมพระเกียรติฯ บุรีรัมย์มาให้ความรู้ด้านการรวมกลุ่ม การสหกรณ์ การจัดทำแผนการดำเนินการ และแลกเปลี่ยนความคิดเห็นเกี่ยวกับการปลูกหม่อน เลี้ยงไหม ทอผ้าไหม และการตลาด

นางอัญชลี ศรีหามาตย์ สหกรณ์จังหวัดบุรีรัมย์ กล่าวว่า การพัฒนากลุ่มอาชีพประชาชนในถิ่นทุรกันดารตามพระราชดำริ สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้ากรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เป็นการส่งเสริมให้ประชาชนรวมกลุ่มกันประกอบอาชีพเสริม ทำให้มีรายได้เพิ่มขึ้น และมีความมั่นคงทางรายได้ สามารถพึ่งตนเองได้ มีความรู้ ความสามารถที่จะสร้างความก้าวหน้าให้แก่ตนเอง ส่งผลให้ครอบครัวมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น อีกทั้ง ยังเป็นการพัฒนาศักยภาพทางการตลาดในด้านการผลิตการบริหารจัดการกลุ่ม และมีจิตสำนึกในการทำงานร่วมกันเพื่อผลประโยชน์ส่วนรวม ร่วมทั้งสนองงานโครงการตาม
พระราชดำริฯ 

ซึ่ง กรมส่งเสริมสหกรณ์ ได้สนับสนุน และร่วมพัฒนา การดำเนินงานของกลุ่มอาชีพประชาชนในถิ่นทุรกันดารตามพระราชดำริ ในด้านต่างๆ ตามความต้องการของกลุ่ม เพื่อให้ประชาชนในถิ่นทุรกันดารรวมกันเป็นกลุ่มอาชีพ ผลิตสินค้าหรือผลิตภัณฑ์ของกลุ่มขึ้นมาเพื่อจำหน่าย ทำให้ครอบครัวมีรายได้เพิ่มขึ้น สามารถพึ่งตนเองได้ มีความมั่นคงทางรายได้มีความรู้ความสามารถที่จะสร้างความก้าวหน้าให้แก่ตนเอง ส่งผลให้ครอบครัวมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น รวมทั้งให้เกิดความร่วมมือการช่วยเหลือซึ่งกันและกัน เกิดทักษะในการใช้กระบวนการการแก้ไขปัญหาในการดำเนินงานและสามารถสร้างความเข้มแข็งให้กับชุมชนได้อีกด้วย

‘เกษมราษฎร์’ เปิดศูนย์การแพทย์เวชศาสตร์ป้องกัน-ฟื้นฟูสุขภาพ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/558031

‘เกษมราษฎร์’เปิดศูนย์การแพทย์เวชศาสตร์ป้องกัน-ฟื้นฟูสุขภาพ

วันพุธ ที่ 10 มีนาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

ศ.ดร.นพ.เฉลิม หาญพาณิชย์ ประธานกรรมการบริษัท บางกอก เชน ฮอสปิทอล จำกัด (มหาชน) เป็นประธานในพิธีเปิดศูนย์การแพทย์เวชศาสตร์ป้องกันและฟื้นฟูสุขภาพ ที่โรงพยาบาลเกษมราษฎร์ ประชาชื่น โดยมีคุณกันตพร หาญพาณิชย์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารการตลาด BCH, รศ.นพ.ปิยะ เนตรวิเชียร ผู้อำนวยการโรงพยาบาลเกษมราษฎร์ ประชาชื่น รวมทั้งแขกผู้มีเกียรติ นักแสดง/ศิลปิน มาร่วมแสดงความยินดี ทั้งคุณทนงค์ศักดิ์ ศุภการ, คุณอุ้ย-รวิวรรณ จินดา,คุณสอง-วจี กัลย์จาฤก, คุณแก้มบุ๋ม-ปรียาดาสิทธาไชย, คุณต้อง-สมิตพงษ์ สกุลพงศ์ชัย,คุณน้ำมนต์-กฤตนัย อาสาฬห์ประกิต,คุณโบวี่-อัฐมา และคุณแกรนด์-วรรณภัสสร ด้วยเศียรเกล้า

สำหรับศูนย์การแพทย์เวชศาสตร์ป้องกันและฟื้นฟูสุขภาพ จัดตั้งขึ้นด้วยวิสัยทัศน์อันก้าวไกล เล็งเห็นถึงความสำคัญด้านสุขภาพ การป้องกันก่อนการเจ็บป่วย การดูแลเอาใจใส่สุขภาพของตัวเอง เพื่อลดความเสี่ยงจากอาการป่วย โดยเฉพาะอย่างยิ่งประเทศไทยกำลังก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ การดูแลสุขภาพจึงเป็นสิ่งสำคัญที่สุดที่จะทำให้ผู้สูงอายุมีคุณภาพชีวิตที่ดี และมีความสุข

ชายคาพระพิรุณ : 8 มีนาคม 2564 #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/557528

ชายคาพระพิรุณ :  8 มีนาคม 2564

ชายคาพระพิรุณ : 8 มีนาคม 2564

วันจันทร์ ที่ 8 มีนาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

จากสถานการณ์แม่น้ำโขงที่เกิดการเปลี่ยนแปลงของระบบนิเวศวิทยาอย่างต่อเนื่องในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ได้ส่งผลกระทบทำให้ทรัพยากรสัตว์น้ำในธรรมชาติมีปริมาณลดลง จนหลายชนิดเสี่ยงต่อการสูญพันธุ์และยังกระทบต่อวิถีการประกอบอาชีพของชาวประมงริมฝั่งแม่น้ำโขงรวมถึงลำน้ำสาขาในหลายพื้นที่ที่ผ่านมากรมประมง ในฐานะหน่วยงานภาครัฐที่มีหน้าที่รับผิดชอบในการสร้างความมั่นคงให้ทรัพยากรประมงในแหล่งน้ำธรรมชาตินั้น ได้มีการวางแนวทางเพื่อเร่งฟื้นฟูผลผลิตสัตว์น้ำ คืนความสมบูรณ์สู่ระบบนิเวศแม่น้ำโขงอย่างต่อเนื่อง ภายใต้การมีส่วนร่วมของชุมชนและการบูรณาการของหน่วยงานภาครัฐและเอกชนในพื้นที่ เพื่อแก้ไขปัญหาความเสื่อมโทรมของทรัพยากร พร้อมฟื้นฟูและเพิ่มปริมาณสัตว์น้ำ ซึ่งจะเป็นการช่วยลดอุปสรรคในการประกอบอาชีพให้กับชาวประมง เช่น การเพาะขยายพันธุ์สัตว์น้ำประจำถิ่นสำหรับปล่อยคืนสู่แม่น้ำโขงและลำน้ำสาขา โดยเฉพาะ “ปลายี่สกไทย”หรือ “ปลาเอิน” ในภาษาถิ่นอีสาน

ปัจจุบันกรมประมงได้ดึงชุมชนเข้ามามีส่วนร่วมเพื่อตั้งแคมป์ริมฝั่งแม่น้ำโขงใน 2 พื้นที่ คือ 1. บ้านน้ำไพร อ.สังคม จ.หนองคาย และ 2. บ้านสองคอน อ.หว้านใหญ่ จ.มุกดาหาร เพื่อเฝ้าสังเกตการณ์และรวบรวมพ่อแม่พันธุ์ปลาเอินที่ว่ายขึ้นมาวางไข่ในพื้นที่ดังกล่าว ในช่วงเดือนพฤศจิกายน 2563 – กุมภาพันธ์ 2564 สำหรับนำไปใช้เพาะขยายพันธุ์ด้วยการกระตุ้นฮอร์โมน แล้วพักพ่อแม่พันธุ์ปลาไว้ในถังไฟเบอร์บริเวณริมแม่น้ำโขงเพื่อรอรีดไข่ผสมน้ำเชื้อและลำเลียงไข่ที่ได้รับการผสมแล้วไปเพาะฟัก ณ ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำจืดจังหวัดหนองคาย ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำจืดจังหวัดมุกดาหาร จนอนุบาลลูกปลาให้ได้ขนาด 5-7 เซนติเมตร จึงปล่อยลงสู่ลำน้ำโขงและลำน้ำสาขาที่ใกล้เคียง นอกจากนี้ กรมประมง โดยศูนย์วิจัยและพัฒนาประมงน้ำจืดเลย ศูนย์วิจัยและพัฒนาประมงน้ำจืดมุกดาหาร ยังมีการดำเนินกิจกรรมเพิ่มผลผลิตปลาเอินในเเหล่งน้ำธรรมชาติ โดยการเพาะเเละปล่อยลงในเเหล่งน้ำธรรมชาติอีกด้วย

ซึ่งนายมีศักดิ์ ภักดีคง อธิบดีกรมประมง บอกว่า ในปี 2564 กรมประมงวางเป้าหมายที่จะปล่อยปลายี่สกไทยคืนสู่ลำน้ำโขง
และลำน้ำสาขาที่ใกล้เคียง จำนวน 5 แสนตัว โดยในช่วงปลายเดือนมีนาคม 2564 จะทำการปล่อยลูกปลาลอตแรกที่มีขนาด 5-7 เซนติเมตร ซึ่งเป็นขนาดที่มีอัตรารอดตายสูง จำนวน 1 แสนตัว ที่บ้านสองคอน อำเภอห้วยใหญ่ จังหวัดมุกดาหาร โดยเชื่อมั่นว่าจะทำให้พี่น้องชาวประมง ตลอดจนประชาชนทั่วไปที่อาศัยอยู่บริเวณลุ่มน้ำโขงได้รับประโยชน์จากทรัพยากรสัตว์น้ำเริ่มฟื้นตัวในไม่ช้านี้ ซึ่งจะเป็นการสร้างอาชีพและรายได้จากการทำประมงให้แก่ชุมชนได้จำนวนมาก

แต่อย่างไรก็ตาม แม้ภาครัฐจะร่วมมือกันฟื้นฟูเพื่อคืนความสมบูรณ์ให้กับทรัพยากรสัตว์น้ำ แต่สิ่งสำคัญที่จะทำให้ทรัพยากรสัตว์น้ำในลุ่มน้ำโขงกลับมาคงความอุดมสมบูรณ์อีกครั้งได้ก็คือความร่วมมือ ร่วมใจจากผู้ใช้ทรัพยากรทุกภาคส่วนที่จะต้องมีสำนึกรับผิดชอบในการใช้ประโยชน์จากทรัพยากรโดยยึดหลักความยั่งยืนนั่นเอง

ขุนเกษตรา

เตือนชาวสวนมะปราง-มะยงชิด เฝ้าระวังโรค ‘แอนแทรคโนส’ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/557527

เตือนชาวสวนมะปราง-มะยงชิด เฝ้าระวังโรค‘แอนแทรคโนส’

วันจันทร์ ที่ 8 มีนาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

กรมวิชาการเกษตร เตือนเกษตรกรผู้ปลูกมะปรางและมะยงชิดให้ระวังโรคแอนแทรคโนส ซึ่งจะสามารถพบโรคแอนแทรคโนสได้ในระยะติดผลจนถึงระยะเก็บเกี่ยวผลผลิต อาการบนใบ จะพบแผลรูปร่างไม่แน่นอน ขอบแผลชัดเจนสีน้ำตาลเข้ม กลางแผลสีน้ำตาลอ่อนบางใสกว่าเนื้อใบรอบๆ กรณีมีความชื้นสูง แผลที่เกิดบนใบอ่อนจะเพิ่มจำนวนขยายใหญ่อย่างรวดเร็วจนติดกันทั้งใบ ทำให้ใบบิดเบี้ยวหรือแห้งไหม้ หากรุนแรงจนถึงระยะออกดอก เชื้อราสาเหตุโรคจะเข้าทำลายช่อดอก โดยเห็นเป็นจุดสีน้ำตาลดำกระจายบนก้านดอก ทำให้ดอกเหี่ยว หลุดร่วง และไม่ติดผล อาการบนผลอ่อน จะพบผลอ่อนเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาลดำและร่วงหล่น เชื้อราสาเหตุโรคนี้สามารถแฝงอยู่ที่ผลอ่อนและไม่แสดงอาการของโรค แต่จะแสดงอาการเมื่อผลแก่ โดยพบจุดแผลสีดำเล็กๆต่อมาแผลจะขยายลุกลาม บริเวณแผลอาจพบรอยแตก ทำให้ผลเน่า

หลังการเก็บเกี่ยวผลผลิตเรียบร้อยแล้ว เกษตรกรควรตัดแต่งกิ่งที่เป็นโรคและกำจัดวัชพืชรอบโคนต้นแล้วนำไปทำลายทิ้งนอกแปลงปลูก เพื่อลดปริมาณเชื้อราสาเหตุโรค ลดความชื้นในทรงพุ่ม และไม่ให้เป็นแหล่งสะสมของโรคในฤดูกาลผลิตต่อไป จากนั้น ให้ควบคุมปริมาณธาตุอาหารให้เหมาะสม ไม่ควรใส่ปุ๋ยไนโตรเจนมากเกินไป ส่วนแหล่งปลูกที่พบการระบาดของโรคเป็นประจำ ในช่วงที่ต้นแตกใบอ่อน เริ่มแทงช่อดอก และหลังติดผลอ่อน เกษตรกรควรพ่นด้วยสารป้องกันกำจัดโรคพืชสารแมนโคเซบ 80% ดับเบิ้ลยูพี อัตรา 50 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตร หรือสารอะซอกซีสโตรบิน 25% เอสซี อัตรา 10 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร หรือสารโพรคลอราซ 45% อีซี อัตรา 15 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร พ่นทุก 7-10 วัน หลีกเลี่ยงการพ่นสารในช่วงที่ดอกบาน เพื่อป้องกันผลกระทบต่อแมลงช่วยผสมเกสร และควรหยุดพ่นก่อนเก็บเกี่ยวผลผลิตอย่างน้อย 7 วัน

ก.เกษตรฯผนึกความร่วมมือจีน พัฒนาเกษตรอัจฉริยะ-อีคอมเมิร์ซ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/557464

ก.เกษตรฯผนึกความร่วมมือจีน พัฒนาเกษตรอัจฉริยะ-อีคอมเมิร์ซ

ก.เกษตรฯผนึกความร่วมมือจีน พัฒนาเกษตรอัจฉริยะ-อีคอมเมิร์ซ

วันอาทิตย์ ที่ 7 มีนาคม พ.ศ. 2564, 22.05 น.

“เกษตร”ขับเคลื่อนโมเดล”เกษตรผลิต-พาณิชย์ตลาด” ผนึกความร่วมมือจีนพัฒนาเกษตรอัจฉริยะและอีคอมเมิร์ซ เพิ่มศักยภาพเกษตรกร ขยายส่งออกด่านใหม่”ตงชิง-ผิงเสียง” พร้อมส่งเสริมการลงทุนนิคมอุตสาหกรรมเกษตรอาหารในไทย

เมื่อวันที่ 7 มีนาคม 2564 นายอลงกรณ์ พลบุตร ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยภายหลังจากนายหวัง ลี่ผิง (Mr. Wang Liping) อัครราชทูตที่ปรึกษาฝ่ายเศรษฐกิจและพาณิชย์ ประจำสถานเอกอัครราชทูตสาธารณรัฐประชาชนจีน ประจำประเทศไทยและคณะ เข้าเยี่ยมคารวะที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ว่า การหารือแลกเปลี่ยนความคิดเห็นในประเด็นความร่วมมือระหว่างไทย-จีนเป็นไปด้วยบรรยากาศที่ดียิ่ง ได้แก่ ความร่วมมือในการพัฒนาศักยภาพของเกษตรกรและผู้ประกอบการ (Entrepreneurship Development) การพัฒนาเกษตรอัจฉริยะ (Smart Farming) ด้วยเทคโนโลยีสมัยใหม่ การพัฒนาเส้นทางขนส่งสินค้าทางรถไฟเชื่อมระหว่าง ไทย-ลาว-จีน และ ไทย-เวียดนาม-จีน การขยายความร่วมมือด้านตลาดอีคอมเมิร์ซในจีนผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ยักษ์ใหญ่ อาทิ JD Alibaba (TAPBAO Tmall) Lazada และ Shopee เป็นต้น

รวมทั้งความร่วมมือในโครงการนิคมอุตสาหกรรมเกษตรอาหาร ซึ่งขณะนี้มี 8 กลุ่มจังหวัดที่เริ่มและอยู่ระหว่างพิจารณาดำเนินการ เพื่อรองรับการลงทุนจากผู้ประกอบการจีน เช่น นิคมอุตสาหกรรมอุดรธานี ซึ่งขณะนี้มีความคืบหน้าไปแล้วกว่า 60%โดยฝ่ายจีนยืนยันพร้อมสนับสนุนการลงทุนในโครงการอุตสาหกรรมเกษตรอาหารและยังเสนอที่จะสนับสนุนการพัฒนาขีดความสามารถของเกษตรกรและผู้ประกอบการ เช่น การศึกษาดูงานของผู้นำเกษตรกรไทยในจีน การศึกษาดูงานด้านเกษตรกรอัจฉริยะ การสัมมนาการจับคู่ผู้ประกอบการ โครงการฝึกอบรม ฯลฯ และฝ่ายไทยได้นำเสนอโครงการความร่วมมือภายใต้กรอบความร่วมมือแม่โขง – ล้านช้าง โดยมีวัตถุประสงค์ เพื่อเพิ่มขีดความสามารถด้านการแข่งขัน และสร้างความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ รวมทั้งลดช่องว่างทางเศรษฐกิจและส่งเสริมการพัฒนาอย่างยั่งยืนของประเทศสมาชิกลุ่มน้ำโขง และส่งเสริมกระบวนการสร้างประชาคมอาเซียน ปัจจุบัน กระทรวงเกษตรฯ ได้รับงบสนับสนุนดำเนินโครงการแล้วทั้งหมด 7 โครงการ ในวงเงินราว 60 ล้านบาท และครั้งล่าสุด เมื่อปี 2563 ได้เสนอโครงการจำนวน 8 โครงการ โดยกระทรวงเกษตรฯ พร้อมให้การสนับสนุนและมีส่วนร่วมในกรอบความร่วมมือนี้ และพร้อมที่จะดำเนินงานร่วมกับประเทศสมาชิกทุกประเทศเพื่อให้เกิดผลลัพธ์ที่เป็นประโยชน์ต่ออนุภูมิภาคนี้อย่างเป็นรูปธรรม ทั้งนี้จะหารือต่อเนื่องในการประชุมคณะทำงานความร่วมมือด้านการเกษตรไทย – จีน ครั้งที่ 12 ซึ่งกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ มีกำหนดการเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมฯ ในช่วงเดือนมิถุนายน 2564 ผ่านระบบออนไลน์

ทั้งนี้ จีนถือเป็นพันธมิตรและคู่ค้าสำคัญโดยเฉพาะสินค้าเกษตรและผลไม้ไทย โดยในปี 2563 ไทยสามารถส่งออกผลไม้ไปจีนเป็นมูลค่ากว่า 6 หมื่นล้านบาท แม้จะเผชิญกับสถานการณ์ COVID-19 ซึ่งปัจจัยความสำเร็จที่ผ่านมาคือความร่วมมืออย่างดียิ่งระหว่างไทยกับจีน และการทำงานภายใต้โมเดล “เกษตรผลิต พาณิชย์ตลาด” ระหว่างกระทรวงเกษตรฯ และกระทรวงพาณิชย์ ตามนโยบายร่วมระหว่าง นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฐ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ และ ดร.เฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรฯ ตลอดจนการพัฒนาระบบผลิตจนถึงผู้บริโภคด้วยนโยบาย “เกษตรปลอดภัย อาหารปลอดภัย” สร้างความเชื่อมั่นผู้บริโภคด้วยมาตรฐาน GAP, GMP, Organic, Halal และ Q เป็นต้น รวมทั้งคณะกรรมการพัฒนาและบริหารจัดการผลไม้ ซึ่งมี ดร.เฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธาน ได้กำหนดแนวทางบริหารจัดการผลไม้ ปี 2564 – 2566 เพื่อเป็นกรอบในการทำงานเน้นการเทคโนโลยีมากขึ้นในยุค 4.0 และในสถานการณ์การระบาดของโรค COVID-19 ตลอดห่วงโซ่การผลิต เพื่อผู้บริโภคได้รับประทานผลไม้ที่มีคุณภาพ ปลอดภัยและรสชาติอร่อย และได้มีการพัฒนามาตรฐานและคุณภาพผลไม้ไทย อาทิ ระบบการตรวจสอบย้อนกลับ (Traceability) จากฟาร์มถึงผู้บริโภค การส่งเสริมการตลาดทั้งออฟไลน์และออนไลน์ (O2O model) การพัฒนาการอำนวยความสะดวก (Facilitation) บริเวณด่านส่งออก 4 ด่าน ได้แก่ ด่านโมฮ่าน ด่านโหยวอี้กวน ด่านตงชิงและด่านผิงเสียงขณะนี้กระทรวงเกษตรฯ โดยคณะกรรมการโลจิสติกส์เกษตร (Logistic) ที่มีนายนราพัฒน์ แก้วทอง ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงเกษตร เป็นประธาน กำลังจัดทำแผนพัฒนาเส้นทางขนส่งทางรถไฟ โดยจะเชื่อมระหว่าง ไทย-ลาว-จีน และ ไทย-เวียดนาม-จีน

สำหรับสถิติการส่งออกผลไม้สดไปจีน ปี 2563 มีดังนี้ ปริมาณรวม 1,624,000 ตัน มูลค่า 102,800 ล้านบาท โดยผลไม้ที่มีปริมาณการส่งออกไปจีน 5 อันดับแรก คือ 1.ทุเรียน 620,000 ตัน มูลค่า 66,000 ล้านบาท 2.ลำไย 378,000 ตัน มูลค่า 14,400 ล้านบาท 3.มังคุด 287,000 ตัน มูลค่า 15,700 ล้านบาท 4.มะพร้าวอ่อน 270,000 ตัน มูลค่า 4,900 ล้านบาท และ 5.ขนุน 22,700 ตัน มูลค่า 400 ล้านบาท ในส่วนของทุเรียนเป็นผลไม้สดที่จีนนำเข้ามากที่สุดในปี 2563 คิดเป็น 23% ของปริมาณการนำเข้าผลไม้จากต่างประเทศทั้งหมดของจีน โดยไทยเป็นประเทศเดียวในโลกที่จีนอนุญาตให้นำเข้าผลทุเรียนสด

อย่างไรก็ตาม ประเทศไทยสามารถขยายการส่งออกผลไม้และสินค้าเกษตรผ่านด่านตงซิงและด่านผิงเสียงที่เปิดใหม่ได้ช่วยลดปัญหาและอุปสรรคการขนส่งสินค้าไปจีนและช่วยขยายความร่วมมือการค้าของทั้งสองประเทศ และหากสามารถเปิดในรูปแบบ Green lane ตรวจปล่อยสินค้าบริเวณด่านการค้าพิเศษและเขตฟรีโซนหนานหนิงจะทำให้การขนส่งผลไม้จากไทยไปจีนเป็นไปอย่างรวดเร็ว ผู้บริโภคได้รับประทานผลไม้ที่มีคุณภาพ จึงได้ขอให้ฝ่ายจีนติดตามความก้าวหน้าการอนุญาตนำเข้าผลไม้ไทยผ่านด่านใหม่ หากสามารถเปิดดำเนินการได้โดยเร็ว จะลดความแออัดบริเวณด่านโหย่วอี้กวนในช่วงฤดูกาลการส่งออกทุเรียนของปีนี้โดยกระทรวงเกษตรและสหกรณ์จะได้หารือในความเป็นไปได้ในการพัฒนาความร่วมมือของทั้งสองฝ่ายต่อไป

‘ประภัตร’ หนุนเกษตรกรสุพรรณฯเลี้ยงจิ้งหรีด ประกาศรับซื้อคืนโลละ 80 บาท #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/557475

'ประภัตร'หนุนเกษตรกรสุพรรณฯเลี้ยงจิ้งหรีด ประกาศรับซื้อคืนโลละ 80 บาท

‘ประภัตร’หนุนเกษตรกรสุพรรณฯเลี้ยงจิ้งหรีด ประกาศรับซื้อคืนโลละ 80 บาท

วันอาทิตย์ ที่ 7 มีนาคม พ.ศ. 2564, 21.30 น.

“รมช.ประภัตร”ประเดิมเปิดเวทีจัดฝึกอบรมเลี้ยงจิ้งหรีดส่งเสริมอาชีพเกษตรกรสุพรรณฯ พร้อมประกาศรับซื้อคืน กก.ละ 80 บาท ป้อนโรงงานจิ้งหรีดผง เตรียมส่งออกตลาดต่างประเทศ

เมื่อวันที่ 7 มีนาคม 2564 นายประภัตร โพธสุธน รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานเปิดการอบรมส่งเสริมการเลี้ยงจิ้งหรีด ครั้งที่ 1 ภายใต้โครงการส่งเสริมอาชีพ เพิ่มรายได้ให้เกษตรกร แก้วิกฤตโควิด-19 ซึ่ง สำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ (มกอช.) ร่วมกับกรมปศุสัตว์ จัดขึ้น โดยมีนายพิศาล พงศาพิชณ์ เลขาธิการ มกอช. นายอาชว์ ชัยชาญ อธิบดีกรมการข้าว นายพิทักษ์ ชายสม ผู้อำนวยการกลุ่มมาตรฐานสุขอนามัยสัตว์ และนายชนวัฒน์ สิทธิธูรณ์ ผู้อำนวยการกลุ่มนโยบายระหว่างประเทศ กองนโยบายมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหาร ปศุสัตว์จังหวัด หัวหน้าส่วนราชการในสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในพื้นที่ ร่วมต้อนรับ ณ หมู่บ้านอนุรักษ์ควายไทย อำเภอศรีประจันต์ จังหวัดสุพรรณบุรี

นายประภัตร กล่าวว่า รัฐบาลได้ตระหนักและมีความเป็นห่วงเกษตรกร และประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากสภาวะเศรษฐกิจตกต่ำ และผลกระทบจากภัยพิบัติ ทั้งอุทกภัยและภัยแล้งตลอดจนผลกระทบจากการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) จึงมีนโยบายเร่งด่วนเพื่อให้ความช่วยเหลือเกษตรกรและประชาชน ให้สามารถประกอบอาชีพและสร้างรายได้ ซึ่งวันนี้อาชีพหนึ่งที่น่าส่งเสริมมากที่สุด คือ การเลี้ยงจิ้งหรีด เนื่องจากเป็นสัตว์ที่เลี้ยงง่าย โตเร็ว และมีคุณประโยชน์ทางด้านโปรตีน ใช้ต้นทุนเพียง 4,500 – 5,000 บาท และปัจจุบันนจิ้งหรีดเป็นที่ต้องการของตลาดโลก ได้แก่ สหรัฐฯ เม็กซิโก นิวซีแลนด์ และประเทศในยุโรป

ทั้งนี้ จากแนวทางดังกล่าว จึงได้มีการจัดอบรมเกษตรกรผู้สนใจเลี้ยงจิ้งหรีด เป็นอาชีพเสริม ในพื้นที่ 4 อำเภอ ของจังหวัดสุพรรณบุรี ได้แก่ อำเภอวังน้ำทรัพย์ อำเภอวังยาง อำเภอดอนเจดีย์ และอำเภอสามชุก จำนวน 300 คน พร้อมสนับสนุนอุปกรณ์ในการเลี้ยงฟรี อาทิ ลังเลี้ยงจิ้งหรีด ไข่จิ้งหรีด รวมทั้งเปิดรับซื้อจิ้งหรีดคืนจากเกษตรกรกิโลกรัมละ 80 บาท นอกจากนี้ มีการสร้างโรงงานแปรรูปจิ้งหรีดผง เพื่อส่งออกจำหน่ายให้กับตลาดต่างประเทศ ซึ่งถือเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้เกษตรกรเชื่อมั่นว่าเลี้ยงแล้วมีตลาดรองรับที่แน่นอน

ขณะที่ นายพิศาล พงศาพิชณ์ เลขาธิการ มกอช.กล่าวว่า การส่งออกจิ้งหรีดไปยังประเทศต่างๆ ฟาร์มจิ้งหรีดจะต้องได้การรับรองมาตรฐาน ซึ่งที่ผ่านมากระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดย มกอช. ได้ประกาศมาตรฐานสินค้าเกษตร เรื่อง การปฏิบัติทางการเกษตรที่ดีสำหรับฟาร์มจิ้งหรีด (มกษ.8202-2560) เป็นมาตรฐานทั่วไป เพื่อสร้างความเชื่อมั่นของผู้บริโภคต่อความปลอดภัยของผลิตผลจากจิ้งหรีด โดยมีกรมปศุสัตว์เป็นหน่วยงานรับผิดชอบในการตรวจรับรอง ดังนั้น เกษตรกรที่เลี้ยงจิ้งหรีดจะต้องปฏิบัติตามเกณฑ์มาตรฐาน และสามารถยื่นขอการรับรองมาตรฐานฟาร์มจิ้งหรีด GAP ได้ที่สำนักงานปศุสัตว์จังหวัด เมื่อผ่านการรับรองมาตรฐานแล้วก็สามารถส่งจิ้งหรีดไปยังโรงงานแปรรูป ทำให้กระบวนการส่งออกง่ายขึ้น เพราะดำเนินการตามเกณฑ์คู่ค้าต้องการ รวมทั้งเป็นการขยายตลาดจิ้งหรีดของไทยไปทั่วโลก

วอนเยียวยา !พิษฝนถล่มสุโขทัยไร่ยาสูบพัง 7 พันไร่สูญกว่า 77 ล้านบาท #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/557281

วอนเยียวยา !พิษฝนถล่มสุโขทัยไร่ยาสูบพัง7พันไร่สูญกว่า77ล้านบาท

วอนเยียวยา !พิษฝนถล่มสุโขทัยไร่ยาสูบพัง7พันไร่สูญกว่า77ล้านบาท

วันเสาร์ ที่ 6 มีนาคม พ.ศ. 2564, 12.59 น.

ผู้สื่อข่าวรายงานจาก ต.บ้านนา  อ. ศรีสำโรง จ. สุโขทัยว่าเกิดพายุลมแรงและฝนตกอย่างหนักต่อเนื่องติดต่อกันหลายชั่วโมงเมื่อวันที่ 3 ที่ผ่านมา ในพื้นที่ ต.บ้านนา ต.วังทอง ต.วังใหญ่ ต.ทับผึ้ง ทำให้ไร่ยาสูบซึ่งอยู่ในช่วงพร้อมเก็บเกี่ยวผลผลิตเสียหาย ขณะที่ใบยาที่ตากไว้ในโรงบ่มเพื่อรอขายและโรงบ่มสำหรับตากใบยาก็ได้รับความเสียหายโดยเฉพาะ ต.บ้านนา คิดเป็นมูลค่าความเสียหายกว่า 77 ล้านบาท

นางสาวสุนิสา แก้วสุข ผู้ประสานงานสมาคมชาวไร่ยาสูบ จ. สุโขทัย กล่าวว่า ยาสูบเป็นพืชที่ต้องการการดูแลอย่างพิถีพิถัน เกษตรกรต้องใส่ใจในการให้น้ำในปริมาณที่พอดี แต่พอมาเจอกับพายุฝนกระหน่ำ น้ำท่วมไร่ยาสูบแบบนี้ เกษตรกรที่ปลูกยาสูบพันธุ์เบอร์เลย์ ในพื้นที่ตำบลต่างๆ ของ อ.ศรีสำโรงก็ได้รับความเดือดร้อนอย่างหนัก เพราะพายุฤดูร้อนทำให้บ้านเรือนพังเสียหายกว่า 5 ร้อยครอบครัว ที่แย่กว่านั้นคือต้นยาสูบกว่า  7 พันไร่ที่กำลังเตรียมเก็บเกี่ยวจมน้ำตาย บางส่วนที่ยังพอรักษาไว้ได้ ชาวไร่ก็ต้องรีบสูบน้ำออก ขณะที่ผลผลิตอีกบางส่วนที่เก็บเกี่ยวแล้วและนำไปตากแห้งในโรงบ่มเพื่อเตรียมขายให้กับการยาสูบแห่งประเทศไทย ก็ได้รับความเสียหาย คิดเป็นมูลค่ารวมกว่า 77 ล้านบาท

“ชาวไร่ลงทุนลงแรงไปแล้ว หวังว่า จะได้ขายผลผลิต เอาเงินไปใช้หนี้หรือใช้จ่ายในครอบครัว กลับต้องมาฝันสลาย อยากให้หน่วยงานราชการ หรือการยาสูบแห่งประเทศไทยเข้ามาช่วยเหลือชาวไร่ยาสูบด้วย” ผู้ประสานงานสมาคมชาวไร่ยาสูบ จ. สุโขทัย กล่าว