เตือนชาวนางดปลูกข้าวรอบ 3 หน้าแล้งเสี่ยงเสียหาย100% #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/558524

เตือนชาวนางดปลูกข้าวรอบ3หน้าแล้งเสี่ยงเสียหาย100%

เตือนชาวนางดปลูกข้าวรอบ3หน้าแล้งเสี่ยงเสียหาย100%

วันศุกร์ ที่ 12 มีนาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

กรมส่งเสริมการเกษตรขอความร่วมมือเกษตรกรในพื้นที่ 28 จังหวัด งดปลูกข้าวรอบที่ 3 (นาปรังรอบที่ 2) เนื่องจากปีที่ผ่านมามีฝนตกน้อยทำให้บางพื้นที่มีสภาพแล้งถึงแล้งจัด อาจส่งผลให้พื้นที่เพาะปลูกเสียหายได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งพื้นที่ 14 จังหวัดในลุ่มน้ำเจ้าพระยา

นายเข้มแข็ง ยุติธรรมดำรง อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวว่า ในช่วงฤดูฝนที่ผ่านมา พบว่าพื้นที่ส่วนใหญ่ของภาคเหนือซึ่งเป็นแหล่งต้นน้ำของลุ่มน้ำเจ้าพระยาประสบปัญหาฝนตกน้อยกว่าปกติ ทำให้ประสบปัญหาภัยแล้งถึงแล้งจัด ทำให้อ่างเก็บน้ำต่างๆ ที่มีอยู่มีปริมาณน้ำคงเหลือน้อย ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อการปลูกพืชในช่วงฤดูแล้ง หลายพื้นที่จะประสบปัญหาขาดแคลนน้ำ โดยเฉพาะพื้นที่ปลูกข้าวนาปรังลุ่มน้ำเจ้าพระยาที่ปัจจุบันเกษตรกรเริ่มเก็บเกี่ยวบ้างแล้ว ซึ่งหากมีการปลูกข้าวอีกครั้งเป็นรอบที่ 3 ของปี (นาปรังรอบที่ 2) จะทำให้เกิดความเสี่ยงสูงที่จะขาดแคลนน้ำอย่างรุนแรง เนื่องจากไม่มีน้ำต้นทุนเพียงพอ นอกจากนี้บริเวณพื้นที่ลุ่มเจ้าพระยา เกษตรกรไม่ควรให้นำน้ำมาใช้ในการปลูกข้าวโดยเด็ดขาด เนื่องจากจะส่งผลเสียต่อระบบนิเวศจากภาวะน้ำเค็มรุกท้ายลุ่มเจ้าพระยา และในท้ายที่สุดต้นข้าวจะยืนต้นตายจากการขาดแคลนน้ำอย่างรุนแรง

ดังนั้น กรมส่งเสริมการเกษตรจึงขอความร่วมมือ เกษตรกรในพื้นที่ 28 จังหวัดให้งดปลูกข้าวนาปรังรอบ 2 เด็ดขาด ประกอบด้วย พื้นที่ลุ่มเจ้าพระยา 14 จังหวัด (พื้นที่เน้นหนักในการขอความร่วมมือให้งดปลูก) ได้แก่ จังหวัดพิจิตร พิษณุโลก สุโขทัย ชัยนาท นนทบุรี ปทุมธานี พระนครศรีอยุธยา สิงห์บุรี อ่างทอง ฉะเชิงเทรา นครนายก นครปฐม สมุทรสาคร และจังหวัดสุพรรณบุรี และพื้นที่ลุ่มน้ำอื่นๆ 14 จังหวัด ได้แก่ จังหวัดเชียงราย น่าน ลำพูน บึงกาฬ มหาสารคาม ร้อยเอ็ด ศรีสะเกษ สุรินทร์ อุบลราชธานี ราชบุรี ระยอง สระแก้ว ชุมพร และจังหวัดสุราษฎร์ธานี โดยเกษตรกรควรพักนา
และไถกลบฟางข้าวเพื่อเป็นปุ๋ย หรือเลือกปลูกพืชใช้น้ำน้อยทดแทน อีกทั้งหากมีการปลูกข้าวในช่วงนี้จะทำให้เกษตรกรประสบปัญหาศัตรูพืชและโรคพืชเข้าทำลายได้ โดยศัตรูและโรคพืชที่สำคัญ มี 3 ชนิด คือ 1.โรคไหม้ข้าว 2.เพลี้ยไฟ3.เพลี้ยกระโดดสีน้ำตาล

ด้านนายกิตติพันธ์ จันทาศรีผู้อำนวยการกองส่งเสริมโครงการพระราชดำริ การจัดการพื้นที่และวิศวกรรมเกษตร กรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวเพิ่มเติมว่า การงดปลูกข้าวก่อให้เกิดประโยชน์ด้านดีหลายด้าน ได้แก่ ช่วยลดความเสี่ยงที่จะขาดทุน ช่วยลดปัญหาการขาดแคลนน้ำในภาพรวมของประเทศ เป็นการพักดินเพื่อลดปัญหาการสะสมของโรคและแมลงศัตรูข้าว ปลูกพืชปุ๋ยสดทดแทนจะช่วยปรับปรุงดินให้ดีขึ้น ช่วยลดต้นทุนการผลิตด้านการใช้ปุ๋ยในฤดูกาลผลิตถัดไปได้ ซึ่งกรมส่งเสริมการเกษตรได้เตรียมพร้อมเจ้าหน้าที่ให้มีความรู้เพิ่มเติมด้านการใช้น้ำอย่างมีประสิทธิภาพเพื่อให้คำปรึกษาเบื้องต้นแก่เกษตรกร 50 จังหวัดพร้อมแผนอบรมให้ความรู้ด้านการใช้น้ำอย่างมีประสิทธิภาพเพิ่มเติมให้แก่เจ้าหน้าที่และเกษตรกรต้นแบบ ในช่วงปลายเดือนมีนาคมนี้เป็นต้นไป ในกรณีที่เกษตรกรมีแหล่งน้ำของตนเองหรือแหล่งน้ำอื่นๆ ที่ประเมินแล้วว่าเพียงพอต่อการปลูกพืชใช้น้ำน้อย เกษตรกรสามารถเลือกปลูกพืชที่มีตลาดรองรับในกลุ่มพืชไร่ เช่น ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ถั่วเขียว ถั่วเหลือง ถั่วเหลืองฝักสด และถั่วลิสง กลุ่มพืชสมุนไพร เช่น อัญชัน ตะไคร้ กลุ่มไม้ดอกไม้ประดับ เช่น ดาวเรืองตัดดอก และอโกลนีมา และ กลุ่มพืชผัก เช่น ตระกูลกะหล่ำ ตระกูลแตง ตระกูลถั่ว ตระกูลมะเขือ ผักกินใบ พืชหัว กระเจี๊ยบเขียว ข้าวโพดฝักสด และเห็ด เป็นต้น

‘เฉลิมชัย’ มอบรางวัล King Bhumibol ประจำปี 2563 ให้สภาพัฒนาการเกษตรแห่งอินเดีย #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/558523

‘เฉลิมชัย’มอบรางวัลKing Bhumibolประจำปี2563 ให้สภาพัฒนาการเกษตรแห่งอินเดีย

วันศุกร์ ที่ 12 มีนาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

กระทรวงเกษตรฯ จัดพิธีมอบรางวัล King Bhumibol World Soil Day Award ประจำปี 2563 ให้แก่ สภาพัฒนาการเกษตรแห่งอินเดีย (Indian Council of Agricultural Research: ICAR)

ดร.เฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานในพิธีมอบเหรียญรางวัล King Bhumibol World Soil Day Award ประจำปี 2563 ณ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยหน่วยงานที่ชนะเลิศรางวัล ได้แก่ สภาพัฒนาการเกษตรแห่งอินเดีย(Indian Council of Agricultural Research: ICAR) จากประเทศอินเดีย ซึ่งมีผลงานการจัดกิจกรรม “Soil health awareness week” ในมหาวิทยาลัยและสถานศึกษา เพื่อสร้างความตระหนักถึงสุขภาพของดิน และความสำคัญของการรักษาผลิตภาพดิน ควบคู่ไปกับการปกป้องสิ่งแวดล้อม แต่ด้วยการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ที่ลุกลามไปทั่วโลก และประเทศไทยอยู่ในช่วงของการเฝ้าระวังส่งผลให้การเดินทางเข้ามาในราชอาณาจักรไทยมีมาตรการป้องกันเข้มงวดเพื่อป้องกันการแพร่ระบาด ทำให้หน่วยงานสภาพัฒนาการเกษตรแห่งอินเดีย (ICAR-IISS) ของสาธารณรัฐอินเดีย ไม่สามารถเดินทางมาเข้ารับเหรียญรางวัลได้ จึงได้เรียนเชิญเอกอัครราชทูตอินเดียประจำประเทศไทย Mrs. SuchitraDurai (มิสซิส สุจิตรา ดูไร) เป็นผู้แทนรับมอบเหรียญรางวัลดังกล่าวแทน

ทั้งนี้ รางวัล King Bhumibol World Soil Day Award เป็นรางวัลที่มอบให้แก่บุคคล หน่วยงาน องค์กร หรือประเทศ ที่มีความรู้ความเข้าใจ ดำเนินกิจกรรมด้านการจัดการดินอย่างยั่งยืน สร้างจิตสำนึกในการรักษาทรัพยากรดินให้กับประชาชน ตอบสนองต่อเป้าหมายการพัฒนาอย่างยั่งยืนของสหประชาชาติ ในเรื่องการจัดการสิ่งแวดล้อม นำไปสู่ความมั่นคงทางอาหาร และการขจัดความอดอยากหิวโหย โดยที่ประชุมใหญ่สมัชชาความร่วมมือทรัพยากรดินโลก (Global Soil Partnership: GSP) ครั้งที่ 6 ณ กรุงโรมสาธารณรัฐอิตาลี เมื่อวันที่ 12 มิถุนายน 2561 มีมติรับรองการจัดตั้งรางวัล World Soil DayAward และให้มีพิธีมอบรางวัลทุกวันที่ 5 ธันวาคมของทุกปี เพื่อน้อมรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณอย่างหาที่สุดมิได้ และถวายสดุดีพระเกียรติคุณพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ที่ทรงศึกษาค้นคว้าวิธีการจัดการปัญหาทรัพยากรดินอย่างยั่งยืนนำมาซึ่งความเป็นอยู่ที่ดีของพสกนิกร โดยกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้ขอพระราชทานพระบรมราชานุญาต เชิญพระปรมาภิไธยของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร พระบรมฉายาลักษณ์ และพระราชดำรัสคัดตัดตอน เป็นชื่อรางวัล และประดิษฐานในเหรียญรางวัล

นางสาวเบญจพร ชาครานนท์ อธิบดีกรมพัฒนาที่ดิน กล่าวเพิ่มเติมว่า สำหรับผลงานการจัดกิจกรรม “Soil health awareness week” ประกอบด้วย การประชุมสัมมนาทางวิชาการ การตรวจเยี่ยมพื้นที่การทำเกษตรพร้อมให้คำแนะนำ การเดินขบวนพาเหรดรณรงค์ต่างๆการจัดเวทีแลกเปลี่ยนระหว่างนักวิชาการและเกษตรกร และการฝึกอบรมเกษตรกรโดยเน้นเรื่องสุขภาพของดินพร้อมทั้งแจก soil health card ให้แก่เกษตรกรที่ได้รับการตรวจสุขภาพดิน ระหว่างวันที่ 1-7 ธันวาคม 2562 ในมหาวิทยาลัย สถานศึกษา และชุมชนเกษตรกรรมเพื่อสร้างความตระหนักถึงสุขภาพของดิน และความสำคัญของการรักษาผลิตผลพืชควบคู่ไปกับการปกป้องสิ่งแวดล้อม

สถานีเกษตร-สิ่งแวดล้อม : ทุ่งใหญ่นเรศวร #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/558525

สถานีเกษตร-สิ่งแวดล้อม : ทุ่งใหญ่นเรศวร

สถานีเกษตร-สิ่งแวดล้อม : ทุ่งใหญ่นเรศวร

วันศุกร์ ที่ 12 มีนาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

ช่วงวันหยุดต่อเนื่องเมื่อปลายเดือนกุมภาพันธ์ 2564 ที่ผ่านมา ได้มีโอกาสเข้าไปศึกษาท่องเที่ยวธรรมชาติใน เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าทุ่งใหญ่นเรศวรด้านตะวันตก อ.ทองผาภูมิ จ.กาญจนบุรี ผืนป่าที่ที่ได้รับยกย่องให้เป็นมรดกโลกทางธรรมชาติ จากองค์การยูเนสโก

เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าทุ่งใหญ่นเรศวร ถูกประกาศเป็นเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าเมื่อวันที่ 24 เมษายน 2517 มีเนื้อที่มากกว่า 2 ล้่านไร่ แยกการบริหารเป็นด้านตะวันตก อยู่ในท้องที่ อ.ทองผาภูมิ และ อ.สังขละบุรี จ.กาญจนบุรี และด้านตะวันออกอยู่ในพื้นที่ อ.อุ้มผาง จ.ตาก

“ทุ่งใหญ่นเรศวร” เป็นดินแดนที่มีตำนาน สันนิษฐานจากข้อมูลทางประวัติศาสตร์ว่า บริเวณนี้สมเด็จพระนเรศวรมหาราชเคยใช้เป็นฐานที่มั่นและแหล่งเสบียงอาหารเพื่อเตรียมทำศึกกับพม่าในปี พ.ศ. 2138 และ 2142 ว่ากันว่า พื้นที่นาข้าวผืนใหญ่ ที่หมู่บ้านจะแก หรือบ้านหินตั้ง ที่อยู่ใจกลางทุ่งใหญ่ฯ ใช้ปลูกข้าวสำหรับเป็นเสบียงอาหารทำศึก

การเดินทางเข้าทุ่งใหญ่ฯในครั้งนี้ขอบคุณ หัวหน้าฯศุภฤกษ์ กลั่นประเสริฐ นักวิชาการป่าไม้ชำนาญการ ทำหน้าที่หัวหน้าเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าทุ่งใหญ่นเรศวรด้านตะวันตก ที่อนุญาตเข้าไปในพื้นที่ได้ และ น้องแมน-ภาณุวัฒน์ พันชนะ ผู้ช่วยหัวหน้าเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าทุ่งใหญ่นเรศวรด้านตะวันตกที่ช่วยประสานงานให้จนภารกิจสำเร็จลุล่วงไปได้ด้วยดี

แม้การเดินทางครั้งนี้จะเข้าไปในพื้นที่ชายขอบทุ่งใหญ่ฯ คือ ที่บ้านไล่โว่ บ้านสาละวะ และบ้านเกาะสะเดิ่ง แต่ก็ได้เห็นความอุดมสมบูรณ์ของป่า ลำธาร และความสวยงามของธรรมชาติ ที่จะต้องจดจำอีกยาวนาน เหมือนย้อนเข้าไปในอดีต..สวยงามจริงๆ โดยตั้งแคมป์พักแรมที่หน่วยพิทักษ์ป่าสาละวะ และหน่วยพิทักษ์ป่าเกาะสะเดิง

นอกจากจะเข้าไปศึกษาท่องเที่ยวธรรมชาติ ยังได้รับการร้องขอจาก ผอ.สุวินัย พลีเพื่อชาติ ผู้อำนวยการโรงเรียนกองม่องทะ อ.สังขละบุรี จ.กาญจนบุรี ให้บรรทุกนมโรงเรียนเข้าไปส่งให้กับโรงเรียนสาขาที่ที่บ้านไล่โว่
บ้านสาละวะ และบ้านเกาะสะเดิ่ง รวมประมาณ 300 กล่องใหญ่ อีกด้วย เพราะทางโรงเรียนไม่มีงบประมาณในการจัดส่ง

“ค่าขนส่งเข้าไปในพื้นที่ค่อนข้างแพงกล่องละประมาณ 70 บาท 300 กล่องคิดเป็นเงินมากกว่า 20,000 บาท โรงเรียนมีงบไม่เพียงพอ” ผอ.สุวินัยเล่าให้ฟัง แต่พวกเราขนส่งฟรีครับ เพื่อเด็กๆ จะได้มีนมบริโภคตลอดปีการศึกษา สร้างความเท่าเทียมให้เกิดขึ้นในพื้นที่ทุรกันดาร

การเดินทางเข้าทุ่งใหญ่ฯ จะต้องยื่นหนังสือขออนุญาตล่วงหน้าอย่างน้อย 10 วันก่อนเดินทาง รถยนต์ที่จะใช้ควรจะเป็นรถยนต์ขับเคลื่อน 4 ล้อเท่านั้น และจะต้องปฏิบัติตามประกาศของกรมอุทยานแห่งชาติฯอย่างเคร่งครัดขนาดยางต้องกว้างไม่เกิน 10.5 นิ้ว สูงไม่เกิน 32.5 นิ้ว เพื่อป้องกันการทำลายเส้นทาง เนื่องจากเส้นทางที่ท่องเที่ยวศึกษาธรรมชาติ เป็นเส้นทางเดียวกับที่ชาวบ้านในพื้นที่ใช้สัญจรทั่วไป หากเส้นทางถูกทำลาย การสัญจรซึ่งปกติก็ลำบากอยู่แล้ว ยิ่งจะลำบากมากขึ้น ชาวบ้านที่ป่วย ไม่สบาย อาจจะเดินทางเข้ามารักษาในเมืองไม่ได้

แม้ทางกรมอุทยานแห่งชาติฯ จะอนุญาตให้เข้าไปท่องเที่ยว ศึกษา วิจัย และทำงานจิตอาสาได้ก็ตาม แต่ต้องทำกฎระเบียบ เพราะเขตรักษาพันธุ์สัตว์ฯ ชื่อก็บอกอยู่แล้วว่า เป็นพื้นที่ให้สัตว์ที่ได้อยู่อาศัย เราไปเยือนก็ต้องเป็นผู้เยือนที่ดีด้วย

ดินแดนนี้มีอาถรรพ์ ใครทำอะไรไม่ดี ไม่ถูก ไม่ควรผลกรรมจะตามมาอย่างที่เราๆได้เห็นเป็นข่าวกัน

กรมชลฯเผยความคืบหน้าโครงการพัฒนาฟื้นฟู ‘บึงบอระเพ็ด’ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/558326

กรมชลฯเผยความคืบหน้าโครงการพัฒนาฟื้นฟู'บึงบอระเพ็ด'

กรมชลฯเผยความคืบหน้าโครงการพัฒนาฟื้นฟู’บึงบอระเพ็ด’

วันพฤหัสบดี ที่ 11 มีนาคม พ.ศ. 2564, 08.58 น.

เมื่อวันที่ 11 มีนาคม 2564 ดร.ทวีศักดิ์ ธนเดโชพล รองอธิบดีกรมชลประทาน เปิดเผยว่า จากที่ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี ในฐานะผู้อำนวยการกองอำนวยการน้ำแห่งชาติ (กอนช.) มีนโยบายให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องบูรณาการการทำงานด้านการพัฒนาและฟื้นฟูบึงบอระเพ็ด จ.นครสวรรค์ เพื่อเพิ่มพื้นที่แก้มลิงในการแก้ปัญหาน้ำท่วมน้ำแล้งอย่างยั่งยืนเนื่อง จากที่ผ่านมาในพื้นที่ดังกล่าวมีปัญหาด้านการระบายน้ำ และการบริหารจัดการน้ำที่ไม่เป็นเอกภาพ ส่งผลให้เกิดปัญหาน้ำท่วมน้ำแล้งอยู่บ่อยครั้ง นอกจากนี้ ยังมีตะกอนดินทับถมจนทำให้แหล่งน้ำมีสภาพตื้นเขินและเกิดปัญหาด้านคุณภาพน้ำ กรมชลประทานจึงได้ดำเนินโครงการพัฒนาและฟื้นฟูบึงบอระเพ็ด เพื่อใช้เป็นแหล่งเก็บกักน้ำเพื่อการอุปโภคบริโภค การเกษตร และประมง

นอกจากนั้น ยังเป็นพื้นที่กักเก็บน้ำเพื่อการชลประทาน ปัจจุบันสำนักเครื่องจักรกล กรมชลประทานได้ทำการขุดลอกบึงบอระเพ็ดในลักษณะเป็น DEEP POOL (บ่อลึก) ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของโครงการฟื้นฟูบึงบอระเพ็ด รวม 4 จุด เมื่อขุด DEEP POOL ครบทั้ง 4 จุด จะสามารถเพิ่มปริมาณน้ำเก็บกักในบึงได้กว่า 12 ล้าน ลบ.ม.ช่วยรักษาระบบนิเวศด้านการประมงของบึงบอระเพ็ด โดยมีผลการดำเนินงานคืบหน้าไปแล้วประมาณร้อยละ 31 ของแผนงาน เมื่อดำเนินการแล้วเสร็จจะมีพื้นที่กักเก็บน้ำเพิ่มขึ้น สามารถบรรเทาปัญหาอุทกภัยในพื้นที่ได้กว่า 21,000 ไร่ ทั้งยังสนับสนุนน้ำช่วยเหลือพื้นที่ในช่วงฤดูแล้งได้กว่า 85,000 ไร่ คาดโครงการดังกล่าวจะแล้วเสร็จในเดือน มิถุนายน 2564 นี้

ขณะเดียวกัน กรมชลประทานยังคงเดินหน้าปรับปรุงและพัฒนาแหล่งน้ำต่างๆอย่างต่อเนื่อง ตามนโยบายของรัฐบาล เพื่อเก็บกักน้ำในช่วงฤดูฝนที่จะถึงนี้เข้าพื้นที่แก้มลิง หรือบ่อยืม เพื่อสำรองน้ำไว้ใช้ในฤดูแล้งหน้าให้ได้มากที่สุดด้วย

รายงานพิเศษ : ‘เอนก เหล่าธรรมทัศน์’ รมว.การอุดมศึกษาฯปลื้ม ผู้รับการจ้างงานโครงการ U2T ช่วยเพิ่มรายได้ชุมชน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/558265

รายงานพิเศษ : ‘เอนก เหล่าธรรมทัศน์’รมว.การอุดมศึกษาฯปลื้ม  ผู้รับการจ้างงานโครงการU2Tช่วยเพิ่มรายได้ชุมชน

รายงานพิเศษ : ‘เอนก เหล่าธรรมทัศน์’รมว.การอุดมศึกษาฯปลื้ม ผู้รับการจ้างงานโครงการU2Tช่วยเพิ่มรายได้ชุมชน

วันพฤหัสบดี ที่ 11 มีนาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

ที่วัดถ้ำศรีชมภู ต.ถ้ำเจริญ อ.โซ่พิสัย จ.บึงกาฬศ.(พิเศษ)ดร.เอนก เหล่าธรรมทัศน์ รมว.การอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) พร้อมคณะผู้บริหารลงพื้นที่โครงการมหาวิทยาลัยสู่ตำบล สร้างรากแก้วให้ประเทศ หรือ U2T เป็นครั้งแรก โดยมีนักศึกษา บัณฑิตจบใหม่และประชาชนที่ได้รับการจ้างงานมาร่วม โดยบรรยากาศเป็นไปอย่างคึกคัก มีกลุ่มชุมชนผ้าทอมือกลุ่มผ้าทอสาวภูไท กลุ่มผ้าอีสานย้อมครามและสีธรรมชาติจากดอกดาวเรือง รวมทั้งชุมชนที่ทำขนมปั้นขลิบไส้ปลา ไส้เห็ด ซึ่งผู้ได้รับการจ้างงานในโครงการ U2T ที่ลงไปใช้ชีวิตกับชาวบ้านได้นำผลิตภัณฑ์มาจัดแสดง

ศ.(พิเศษ)ดร.เอนก กล่าวว่า ผู้ได้รับการจ้างงานมาจากหลากหลายสถาบันการศึกษามาทำงานและใช้ชีวิตร่วมกันในแต่ละตำบล ได้ใช้ความรู้ความสามารถไปช่วยชาวบ้าน ขณะที่มหาวิทยาลัยก็มีเครื่องมือในการนำผลิตภัณฑ์ของชุมชนมาเพิ่มมูลค่าให้มากขึ้นกว่าที่เป็นอยู่ นี่คือการเปลี่ยนวิกฤติเป็นโอกาส เปลี่ยนปัญหาเป็นนวัตกรรม ที่โครงการ U2T จะทำภายใน 1 ปีใน 3,000 ตำบล ที่วิชาการ ความรู้ จะผลิดอกออกผลไปทั่วประเทศ ตำบลอาจจะขาดในเรื่องขององค์ความรู้ซึ่งไม่ใช่ทั้งหมด แต่มหาวิทยาลัยจะใช้ตำบลเป็นสถานที่ปฏิบัติ เพื่อที่จะเปลี่ยนแปงตำบล ซึ่ง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ก็เห็นคุณประโยชน์ของโครงการ U2T เพราะฉะนั้นทุกคนต้องช่วยกันสร้างผลงานและทำตัวเองให้เป็นต้นแบบของ U2T คือ ต้นแบบเยาวชนเพื่อการเปลี่ยนแปลงให้ได้ เพราะหลังจากนี้ อว.จะขยายโครงการ U2T จาก 3,000 ตำบลให้ครบ 7,900 ตำบลทั่วประเทศ

ด้านน.ส.หนึ่งฤทัย แก้วกันหา ประชาชนจ้างงานตำบลเหล่าทอง จากราชภัฏอุดรธานี เปิดเผยว่า “ได้เข้ามาโครงการนี้ ตั้งแต่เดือนพฤษภาคม ปีที่แล้ว ก่อนหน้านี้ไม่ได้อยู่ที่ชุมชน ทำงานอยู่ที่ต่างจังหวัด พัทยา จ.ชลบุรี พอมาเจอโควิดก็กลับมาอยู่บ้าน ว่างงานอยู่ประมาณ 3-4 เดือน มีโครงการนี้ เพื่อนๆ ส่งลิงก์มาให้ ลองมาสมัครและสัมภาษณ์ดู เริ่มต้นการทำงาน ได้ลงพื้นที่ในชุมชนตัวเอง พบปะชาวบ้าน ผู้นำชุมชนเก็บข้อมูลต่างๆ เราได้เห็นของดีของตำบลเรา ได้เห็นผลิตภัณฑ์ของชุมชน อย่างเช่น งานจักสาน กระติ๊บข้าว แล้วลงอีกพื้นที่มีเรื่องเกษตรอินทรีย์เลี้ยงไส้เดือน เอามูลของเดือนมาทำปุ๋ยใส่พืชผักสวนครัว เราอยู่ในกลุ่มทอผ้าด้วย ทราบว่ามูลไส้เดือนสามารถที่ทำสีย้อมผ้าสีธรรมชาติได้ ก็ว่าจะลองกลับไปทำที่บ้านดูค่ะ”

ส่วน นายธาดา เวทย์วัฒนพงษ์ นักศึกษาจ้างงานสถาบันเทคโนโลยีจิตรลดา กล่าวว่า “รับผิดชอบพื้นที่ ต.หนองพันทา อ.โซ่พิสัย จ.บึงกาฬ เป็นช่วงเดือนแรกของการทำงาน เดือนแรกเราจะสำรวจข้อมูลพื้นฐานของตำบล สิ่งที่เราเรียนรู้คือทักษะการลงพื้นที่ เข้าหาชุมชน ชาวบ้านดูว่าพื้นที่ของเรามีจุดแข็งจุดอ่อนอย่างไร และมองว่าจะพัฒนาจุดแข็งตรงนั้นอย่างไรสิ่งที่มองตอนนี้ คืออยากจะพัฒนาเศรษฐกิจ ในชุมชนเรามีอาชีพอยู่หลากหลาย นำมาพัฒนาให้แข็งแกร่งขึ้น”

ซอกแซกอาเซียน : 11 มีนาคม 2564 #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/558263

ซอกแซกอาเซียน : 11 มีนาคม 2564

ซอกแซกอาเซียน : 11 มีนาคม 2564

วันพฤหัสบดี ที่ 11 มีนาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

การผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าว สำหรับประเทศที่พัฒนาแล้วมักเป็นหน้าที่ของภาคเอกชนทำการผลิตในลักษณะเป็นธุรกิจ และชาวนาของเขาก็จะไปซื้อมาปลูกกันเกือบทุกปีทั้งนี้เพราะการเก็บรักษาเมล็ดพันธุ์ไว้เองจากฤดูก่อน มีความยุ่งยากพอสมควร แต่ตรงกันข้ามกับประเทศไทย เพราะอย่างที่อธิบายไปแล้วว่า เมล็ดพันธุ์ข้าว ชาวนาสามารถเก็บจากผลผลิตฤดูก่อนมาปลูกต่อได้ ยิ่งราคาข้าวเปลือกของไทยเราที่ชาวนาขายได้ไม่ได้แพงมากนัก ชาวนาจึงไม่ค่อยอยากจะเพิ่มเงินลงทุนไปซื้อหาจากภายนอก ลำพังค่าปุ๋ยเคมี ค่าไถ ค่าแรง ก็หนักอยู่แล้ว ถ้าต้องซื้อเมล็ดพันธุ์ราคากิโลกรัมละ 30 บาท ก็ต้องเสียเงินอีกประมาณไร่ละ 600 บาท เป็นอย่างต่ำ ทำให้ตลาดเมล็ดพันธุ์ข้าวในบ้านเราไม่สดใสขยายตัวเท่าที่ควร เอกชนจึงสนใจทำธุรกิจเมล็ดพันธุ์ข้าวน้อย ดังนั้น ภาครัฐจึงต้องเข้ามาเกี่ยวข้อง ซึ่งเบื้องต้นแน่ละว่าจะต้องดำเนินการวิจัยพัฒนาพันธุ์ข้าวต่างๆ ให้ออกมาต่อสู้กับพันธุ์ข้าวจากประเทศอื่นๆ ในอันที่จะแข่งขันส่งขายข้าวในตลาดโลก เมื่อได้พันธุ์ข้าวที่ดีและผ่านการรับรองแล้ว ก็จะทำการผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวเพื่อส่งเสริมชาวนาปลูกต่อไป

เมล็ดพันธุ์ข้าวที่ผลิต ในทางวิชาการก็จะแบ่งชั้นตามลำดับความเข้มข้นหรือความบริสุทธิ์ของเชื้อพันธุ์ ออกเป็น 4 ชั้น ได้แก่ 1) พันธุ์คัด 2) พันธุ์หลัก 3) พันธุ์ขยาย
และ 4) พันธุ์จำหน่าย ซึ่งกระบวนการผลิตและการลงทุนย่อมแตกต่างกันมาก จากชนิดเมล็ดพันธุ์ชั้นที่ 1-4 นั้น สำหรับชั้น 1 และ 2 ซึ่งได้แก่ชั้นพันธุ์คัด พันธุ์หลัก มักไม่ค่อยมีภาคเอกชนไทยทำกัน เพราะกระบวนการยุ่งยาก ใช้วิทยาการชั้นสูง รวมทั้งมีต้นทุนสูง ดังนั้น จึงเป็นเรื่องที่ภาครัฐที่จะต้องรับผิดชอบดำเนินการ ซึ่งในส่วนของพันธุ์ข้าวส่วนมากรับผิดชอบผลิตโดยกรมการข้าว และด้วยความสำคัญของข้าวที่มีต่อประเทศและสังคมไทยดังที่ทุกคนทราบกัน จึงเป็นเหตุผลสำคัญที่ทำให้รัฐบาลในยุคปี 2548-2549 ได้คิดฟื้นฟูจัดตั้งกรมการข้าวขึ้นมาอีกครั้งหนึ่ง ดังได้เกริ่นกล่าวมาแล้วในตอนต้นๆ

เมื่อได้เมล็ดพันธุ์ชั้นที่ 2 หรือพันธุ์หลักมาแล้วทีนี้จึงเป็นหน้าที่ของเอกชนที่สนใจจะลงทุนผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวขาย จะเข้ามาซื้อจากทางราชการไปทำการผลิตเป็นเมล็ดพันธุ์ขยายและพันธุ์จำหน่าย เพื่อจำหน่ายให้เกษตรกรชาวนาซื้อไปปลูกต่อไป ถามว่า ชาวนาเอาเมล็ดพันธุ์คัด พันธุ์ หลักไปปลูกได้เลยหรือไม่ ตอบว่าได้ แต่การกระทำดังนั้นก็เปรียบเสมือนเอารถเบนซ์ไปวิ่งในทุ่งนานั่นแหละครับ เพราะไม่จำเป็นเลยที่จะเอาของดีราคาแพงไปลงทุนเพื่อผลิตข้าวเปลือกขายในราคาที่ไม่สูงพอ ถามต่อไปอีกว่าบริษัทเอกชนจะผลิตเมล็ดพันธุ์คัดพันธุ์หลักด้วยตัวเองได้หรือไม่ ตอบว่าก็ได้อีกนั่นแหละ แต่ต้องเป็นเอกชนรายใหญ่จริงๆ ที่สามารถวิจัยพัฒนาพันธุ์และใช้วิทยาการผลิตเมล็ดพันธุ์ชั้นสูง รวมทั้งต้องลงทุนมากอยู่ แต่ถ้าไม่ลงทุนดังกล่าวก็อาจต้องมีการเจรจาเรื่องสิทธิบัตรพันธุ์กับเจ้าของพันธุ์ข้าวเพื่อนำมาทำธุรกิจขยายพันธุ์ต่อด้วย ฉะนั้นโดยทั่วไปวิธีง่ายๆ คือ ซื้อพันธุ์หลักจากกรมการข้าวมาทำการผลิตต่อ หรือแม้แต่อาจได้พันธุ์หลักที่ผลิตโดยส่วนราชการ หรือ มหาวิทยาลัยอื่นๆ ก็มี

แต่อย่างที่บอกไปแล้วว่า การขายเมล็ดพันธุ์ข้าวสำหรับประเทศไทยเรานั้น ค่อนข้างมีตลาดจำกัด ชาวนาเฉพาะกลุ่มหัวไวใจสู้ที่ปลูกข้าวเพื่อขายเป็นอาชีพเท่านั้น ที่มักจะเสาะหาเมล็ดพันธุ์ข้าวใหม่ๆ มาปลูกอยู่เสมอ ตรงกันข้ามกับส่วนมากโดยเฉพาะอย่างยิ่งชาวนาที่ปลูกข้าวเพื่อการยังชีพก็มักไม่นิยมที่จะไปซื้อหาเมล็ดพันธุ์ใหม่มาปลูก หากแต่เก็บเมล็ดพันธุ์จากผลผลิตฤดูที่แล้วมาปลูก บางทีซ้ำแล้วซ้ำอีกจนเกินเวลา 3-4 ปี ตามที่ทางวิชาการแนะนำให้เปลี่ยนเสียบ้าง เลยทำให้ปริมาณความต้องการเมล็ดพันธุ์ข้าวบ้านเรา ไม่จูงใจจากภาคเอกชนเท่าที่ควร ก็เลยเป็นที่มาอีกนั่นแหละว่าภาครัฐ โดยกรมการข้าวจึงต้องกระโจนเข้ามาทำการผลิตเมล็ดพันธุ์ชั้นพันธุ์ขยายและชั้นพันธุ์จำหน่ายด้วย มิฉะนั้น ชาวนาไทยก็คงจะไม่สามารถหาเมล็ดพันธุ์ข้าวดีๆ ใหม่ๆ มาปลูกได้อย่างเพียงพอ สรุปแล้วในเรื่องของเมล็ดพันธุ์ข้าวนั้นผู้เล่นที่สำคัญของไทยเราก็คือภาครัฐ เนื่องจากเอกชนมีความสนใจน้อย แต่ก็อีกนั่นแหละ อย่างที่เคยบอกไปข้างต้น บ้านเรามีพื้นที่ปลูกข้าวเยอะ ดังนั้นปริมาณความต้องการเมล็ดพันธุ์ข้าวจึงมากตามไปด้วย ปัญหาจึงยังคงแก้กันไม่หมด คงมาว่าต่อนะครับ

ชาญพิทยา ฉิมพาลี

chanpithya@apterr.org

สกู๊ปพิเศษ : ‘ม.นเรศวร’ ร่วมภาคเอกชนจัดแสดงผลิตภัณฑ์จากกัญชง #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/558262

สกู๊ปพิเศษ : ‘ม.นเรศวร’ร่วมภาคเอกชนจัดแสดงผลิตภัณฑ์จากกัญชง

สกู๊ปพิเศษ : ‘ม.นเรศวร’ร่วมภาคเอกชนจัดแสดงผลิตภัณฑ์จากกัญชง

วันพฤหัสบดี ที่ 11 มีนาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

ปัจจุบัน “กัญชง” ถูกยกให้เป็นพืชเศรษฐกิจของประเทศ โดยทุกภาคส่วน ทั้งเกษตรกร ภาครัฐ ภาคเอกชน และประชาชนทั่วสามารถขออนุญาตปลูกกัญชงในประเทศไทยได้ โดยไม่ผิดกฎหมาย และยังเป็นสมุนไพรที่มีประโยชน์ทั้งทางยา และเครื่องสำอาง โดยถือว่าเป็นพืชเศรษฐกิจที่ได้รับความนิยมเป็นอย่างมากในทางธุรกิจของประเทศไทย ดังนั้น การถ่ายทอดความรู้จากการทำวิจัย และทางวิชาการจะเป็นประโยชน์และเป็นแนวทางในการดำเนินธุรกิจ หรือเกษตรกรที่สนใจในการผลิตเป็นอย่างมาก

ล่าสุด วันที่ 10 มีนาคม 2564 ที่มหาวิทยาลัยนเรศวร อ.เมือง จ.พิษณุโลก ทางมหาวิทยาลัยและภาคเอกชน ได้นำผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนผสมของกัญชง มาให้ได้ศึกษา และทดสอบ โดยเฉพาะผลิตภัณฑ์อาหาร ของว่างที่มีส่วนผสมของกัญชง ไม่ว่าจะเป็น คุกกี้ น้ำส้มผสมกัญชง เปาะเปี๊ยะสดใบกัญชง เป็นต้นโดยเฉพาะคุกกี้ได้รับความสนใจมีภาคเอกชนเตรียมผลิตออกมาจำหน่ายให้ประชาชนสามารถซื้อหารับประทานได้

นอกจากนี้มหาวิทยาลัยนเรศวร ยังได้จัดการฝึกอบรม “การผลิตกัญชงเพื่ออุตสาหกรรมอาหารเครื่องดื่ม และเครื่องสำอาง” เพื่อเผยแพร่ความรู้และความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีการเกษตร อุตสาหกรรมเกษตร และทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมให้แก่หน่วยงานภาครัฐและเอกชน เกษตรกรและผู้สนใจทุกท่าน เพื่อเป็นเวทีในการแลกเปลี่ยนความรู้ระหว่างนักวิชาการ นักธุรกิจ เกษตรกร และประชาชนทั่วไป เพื่อมุ้งเน้นการยกระดับองค์ความรู้ให้ก้าวทันต่อเทคโนโลยี และองค์ความรู้สมัยใหม่ และแนวทางในการสร้างอาชีพให้กับประชาชน โดยโครงการ “การผลิตกัญชงเพื่ออุตสาหกรรมอาหาร เครื่องดื่มและเครื่องสำอาง”

สำหรับส่วนของกัญชงที่ไม่จัดเป็นยาเสพติด ได้แก่ เปลือก ลำต้น เส้นใย กิ่งก้าน ราก ใบ ซึ่งไม่มียอดหรือช่อดอกติดมาด้วย สารสกัด CBD ที่มี THC ไม่เกิน 0.2% เมล็ด น้ำมันหรือสารสกัดจากเมล็ด และกากที่เหลือจากการสกัดกัญชง ซึ่งต้องมี THC ไม่เกิน 0.2%

ในส่วนความต่างของกัญชงและกัญชา  กัญชาต้นเตี้ยและใบอ้วนใบสีเขียวจัด มี 5-7 แฉก ส่วนกัญชงต้นสูงและใบเรียว ใบสีเขียวอ่อนมีประมาณ 7-11 แฉก นอกจากนี้สารสกัดที่ได้จากพืชทั้ง 2 ชนิดก็มีปริมาณที่ต่างกันด้วย กัญชงและกัญชามีสารที่เรียกว่า THC (Tetrahydroconnabinol) และ CBD (Canabidiol) ซึ่งสารเหล่านี้จะเป็นตัวแบ่งแยกพืชทั้ง 2 ชนิดนี้ออกจากกัน

THC เป็นสารที่ทำให้เมาหรือเคลิบเคลิ้ม พบได้มากในกัญชา โดยมีประมาณ 1-20% ส่วนกัญชงมีสารชนิดนี้น้อยกว่า 1% ในทางการแพทย์สาร THC มีประโยชน์ช่วยลดอาการปวด ช่วยเพิ่มความอยากอาหาร รักษาผลข้างเคียงจากการทำเคมีบำบัด แต่การใช้สารชนิดนี้ในการรักษาก็อาจจะทำให้ผู้ป่วยปากแห้ง ตาแห้ง หรือการตอบสนองช้าลงได้

ส่วนสาร CBD ซึ่งเป็นสารที่พบได้ในกัญชงมากกว่ากัญชา คือพบประมาณ 2% แต่ในกัญชามีสารชนิดนี้อยู่น้อยมาก เมื่อเสพสารชนิดนี้เข้าไปจะไม่มีอาการเมาหรือเคลิบเคลิ้มเหมือนกัญชา คุณสมบัติทางการแพทย์ของ CBD มีหลากหลาย ช่วยลดอาการปวด แก้อาการนอนไม่หลับ แก้อาการโรคลมชัก แม้จะใช้ในปริมาณมากก็ไม่มีผลข้างเคียง และสารนี้ยังนิยมนำมาใช้ในเครื่องสำอางและสกินแคร์ต่างๆ ด้วย

อีกประโยชน์หนึ่งของกัญชงคือ เป็นพืชที่ให้เส้นใยยาว เส้นใยมีความละเอียดใกล้เคียงกับลินิน มีความเหนียวทนทาน และมีความเงางาม ครบถ้วนคุณสมบัติเส้นใยชั้นดี จึงเป็นเส้นใยชนิดหนึ่งที่นิยมใช้ผลิตเสื้อผ้าเครื่องนุ่งห่มกันมาเป็นเวลายาวนานแล้ว ในปัจจุบันผ้าที่ทอจากเส้นใยกัญชงมีราคาสูงและเป็นที่ต้องการมาก

ด้าน ผศ.ดร.พีระศักดิ์ ฉายประสาทคณบดีคณะเกษตรศาสตร์ ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมเปิดเผยว่า จัดการฝึกอบรม “การผลิตกัญชงเพื่ออุตสาหกรรมอาหาร เครื่องดื่มและเครื่องสำอาง” จัดขึ้นเพื่อให้ความรู้แก่ผู้ที่สนใจตั้งแต่ ขั้นตอนการขอรับใบอนุญาต การสกัดสารสำคัญจากกัญชง การผลิตกัญชงแบบโรงเรือนกึ่งเปิดและแบบแปลงปลูก ตลอดจนนวัตกรรมการผลิตอาหาร/เครื่องดื่มจากกัญชง การผลิตอาหารเสริม/เครื่องสำอางจากกัญชง  โดยได้รับเกียรติจากวิทยากรผู้มีความรู้จากหลายสถาบัน อาทิ สำนักคณะกรรมการอาหารและยา สถาบันวิจัยและพัฒนาพื้นที่สูง สถาบันอาหาร และภาคเอกชนในเครือข่าย เพื่อให้ผู้เข้าร่วมการอบรมได้รับความรู้และนวัตกรรมจากการทำวิจัยและพัฒนาที่เกี่ยวข้องอย่างครบถ้วน

กรมประมงเปิดโครงการ ‘คืน คง เพิ่ม’ ปล่อยพันธุ์ปูทะเล 3 แสนตัวสู่ธรรมชาติ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/558184

กรมประมงเปิดโครงการ‘คืน คง เพิ่ม’ ปล่อยพันธุ์ปูทะเล 3 แสนตัวสู่ธรรมชาติ

กรมประมงเปิดโครงการ‘คืน คง เพิ่ม’ ปล่อยพันธุ์ปูทะเล 3 แสนตัวสู่ธรรมชาติ

วันพุธ ที่ 10 มีนาคม พ.ศ. 2564, 14.56 น.

“กรมประมง” เปิดโครงการ “คืน คง เพิ่ม เติมสัตว์น้ำบริเวณแหล่งก่อเกิดทรัพยากรประมง” จัดกิจกรรมปล่อยพันธุ์ปูทะเลกว่า 3 แสนตัว กลับสู่ธรรมชาติ

ที่ศูนย์ศึกษาเรียนรู้ระบบนิเวศป่าชายเลนสิรินาถราชินี ตำบลปากน้ำปราณ อำเภอปราณบุรี จังหวัดประจวบคีรีขันธ์  กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยกรมประมง จัดโครงการ “คืน คง เพิ่ม เติมสัตว์น้ำบริเวณแหล่งก่อเกิดทรัพยากรประมง” ประเดิมปล่อยลูกพันธุ์ปูทะเลจำนวนกว่า 3 แสนตัว เร่งฟื้นคืนความอุดมสมบูรณ์ให้ระบบนิเวศป่าชายเลน เพื่อคงความยั่งยืนให้กับทรัพยากรสัตว์น้ำ พร้อมเพิ่มโอกาสในการประกอบอาชีพให้กับเกษตรกรชาวประมงในพื้นที่ โดยในโอกาสนี้ นายสืบยศ ใบแย้ม คณะทำงานรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้ให้เกียรติเป็นประธานในการเปิดกิจกรรมและปล่อยลูกพันธุ์ปูทะเล

นายเฉลิมชัย สุวรรณรักษ์ รองอธิบดีกรมประมง เปิดเผยว่า  “ปูทะเล” นับเป็นทรัพยากรสัตว์น้ำที่มีความสำคัญและมีคุณค่าทางเศรษฐกิจของประเทศไทยอย่างมาก เนื่องจากเป็นที่นิยมของผู้บริโภคทั้งตลาดภายในประเทศและต่างประเทศ ด้วยรสชาติที่ดีและยังมีคุณค่าทางโภชนาการสูง จึงทำให้ความต้องการปูทะเลสูงขึ้นเรื่อยๆ แต่ปัจจุบันกลับพบว่าปริมาณปูทะเลในธรรมชาติมีแนวโน้มลดลง อันเป็นผลมาจากระบบนิเวศที่เปลี่ยนแปลงไป และการทำการประมงที่เกินกำลังการผลิต จึงจำเป็นที่จะต้องเร่งฟื้นฟูเพื่อเพิ่มปริมาณทรัพยากรปูทะเลให้เพียงพอต่อความต้องการใช้ประโยชน์อย่างต่อเนื่องในอนาคต  ซึ่งเป็นไปตามนโยบายของ ดร.เฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ที่มุ่งเน้นให้มีการฟื้นฟูทรัพยากรประมง และเร่งสร้างแหล่งทรัพยากรสัตว์น้ำในพื้นที่ชุมชนประมงต่าง ๆ ทั่วประเทศให้มีความมั่นคง มั่งคั่ง และยั่งยืน สอดคล้องกับความต้องการของประชาชน พร้อมลดอุปสรรคและเพิ่มโอกาสในการประกอบอาชีพให้กับพี่น้องเกษตรกรชาวประมง  

การจัดโครงการ “คืน คง เพิ่ม เติม สัตว์น้ำบริเวณแหล่งก่อเกิดทรัพยากรประมง” ณ ศูนย์ศึกษาเรียนรู้ระบบนิเวศชายเลนสิรินาถราชินี ตำบลปากน้ำปราณ อำเภอปราณบุรี จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ เพื่อปล่อยพันธุ์ปูทะเลจำนวนกว่า 3 แสนตัว ในครั้งนี้ จึงถือเป็นอีกหนึ่งแนวทางในการเพิ่มปริมาณทรัพยากรสัตว์น้ำในระบบนิเวศป่าชายเลนให้กลับคืนความอุดมสมบูรณ์อีกครั้งได้เป็นอย่างดี  เนื่องจากพื้นที่ดังกล่าวจัดเป็นแหล่งวางไข่ และเลี้ยงตัวอ่อน ที่มีธาตุอาหารอุดมสมบูรณ์ ซึ่งจะส่งผลให้ลูกพันธุ์ปูทะเลที่ปล่อยไปนั้นสามารถเจริญเติบโตกลายเป็นพ่อแม่พันธุ์และเพิ่มผลผลิตทรัพยากรปูทะเลต่อไป 

ทั้งนี้ ภายในงานยังได้มีการจัดแสดงนิทรรศการให้ความรู้เกี่ยวกับพันธุ์ปูทะเลเศรษฐกิจชนิดต่าง ๆ อาทิเช่น ปูทะเล ปูม้า และปูแสม  นิทรรศการธนาคารปูม้าของกลุ่มเกษตรกรบ้านปากน้ำปราณ และนิทรรศการให้ความรู้เกี่ยวกับระบบนิเวศป่าชายเลน เป็นต้น นอกจากนี้ ยังมีการมอบหนังสือรับรองมาตรฐานการทำประมงพื้นบ้านอย่างยั่งยืนให้แก่ชาวประมง จำนวน 11 ราย และมอบเงินอุดหนุนโครงการพัฒนาอาชีพและส่งเสริมความเข้มแข็งของชุมชนให้แก่องค์กรชุมชนประมงท้องถิ่นด้านชายฝั่งในพื้นที่จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ อีกจำนวน 24 กลุ่มด้วย

รองอธิบดีกรมประมง  กล่าวเพิ่มเติมว่า สำหรับปูทะเลที่พบในน่านน้ำไทยมี 4 ชนิด คือ ปูดำหรือปูแดง (Scylla olivacea) ปูเขียวหรือปูทองโหลง (Scylla serrata) ปูม่วง (Scylla tranquebarica) และ ปูขาวหรือปูทองหลาง (Scylla paramamosain) ซึ่งชนิดที่นิยมนำมาเพาะเลี้ยงคือ ปูขาวหรือปูทองหลาง ซึ่งกรมประมงดำเนินการทดลองเพาะพันธุ์ครั้งแรกในปี 2522 และได้เริ่มดำเนินการเพาะพันธุ์จนประสบความสำเร็จอีกครั้งในปี 2538 พร้อมได้มอบหมายให้หน่วยงานในสังกัดกองวิจัยพัฒนาสัตว์น้ำชายฝั่งดำเนินการผลิตเพื่อปล่อยคืนสู่ธรรมชาติเรื่อยมา  นอกจากนี้ ยังมีการจำหน่ายลูกพันธุ์ปูทะเลให้เกษตรกรได้นำไปเพาะเลี้ยงในเชิงพาณิชย์อีกด้วย

“เชื่อมั่นว่าการจัดกิจกรรมในครั้งนี้ จะช่วยส่งเสริมให้เกิดการอนุรักษ์และฟื้นฟูทรัพยากรปูทะเลในธรรมชาติเพื่อให้มีการใช้ประโยชน์อย่างคุ้มค่า และคืนความอุดมสมบูรณ์กลับมาในระยะยาวได้เป็นอย่างดี  อีกทั้ง ยังสามารถเพิ่มรายได้และทำให้เกษตรกรชาวประมงมีความมั่นคงในการประกอบอาชีพที่ยั่งยืนต่อไป” รองอธิบดีกรมประมง กล่าว 

ชวนเกษตรกรขายสินค้าผ่านตลาดเกษตรกรออนไลน์ เพิ่มช่องทางจัดซื้อ-ลดต้นทุน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/558180

ชวนเกษตรกรขายสินค้าผ่านตลาดเกษตรกรออนไลน์ เพิ่มช่องทางจัดซื้อ-ลดต้นทุน

ชวนเกษตรกรขายสินค้าผ่านตลาดเกษตรกรออนไลน์ เพิ่มช่องทางจัดซื้อ-ลดต้นทุน

วันพุธ ที่ 10 มีนาคม พ.ศ. 2564, 14.50 น.

“กรมส่งเสริมการเกษตร” ชี้ช่องทางการทำตลาดให้กับสินค้าเกษตรผ่านตลาดเกษตรกรออนไลน์ หวังเสริมสร้างศักยภาพการทำตลาดสินค้าเกษตรให้มีความหลากหลาย ทันสมัย  เข้มแข็งและแข่งขันกับต่างประเทศได้

10 มีนาคม 2564 นายเข้มแข็ง ยุติธรรมดำรง อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร เปิดเผยว่า นโยบายการตลาดนำการผลิตของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ถือเป็นอีกหนึ่งนโยบายหลักที่ กรมส่งเสริมการเกษตร ในฐานะหน่วยงานด้านการส่งเสริมการเกษตรขานรับและดำเนินงานต่อเนื่องตลอดมา โดยในส่วนของการส่งเสริมการทำตลาดออนไลน์ กรมส่งเสริมการเกษตรได้เปิดเว็บไซต์ขึ้นมาตั้งแต่เดือนเมษายน 2563  http://www.ตลาดเกษตรกรออนไลน์.com  เพื่อเป็นอีกหนึ่งช่องทางให้เกษตรกรสามารถสมัครเข้าร่วมจำหน่ายสินค้าบนเว็บไซต์ตลาดเกษตรกรออนไลน์ของ กรมส่งเสริมการเกษตรด้วยตนเอง ภายใต้สโลแกน “เกษตรกรจริงจริง ทุกสิ่งปลอดภัย เพียงคุณสั่ง เราพร้อมส่ง” ซึ่งปัจจุบันมียอดจำหน่ายแล้วกว่า 170 ล้านบาท (ข้อมูล ณ วันที่ 9 มีนาคม 2564)

ในเว็บไซต์ได้มีการแบ่งประเภทการขายสินค้าออกเป็น 9 หมวด ได้แก่ ข้าวและธัญพืช, ผัก,  ผลไม้, ไม้ดอกไม้ประดับ, อาหารแปรรูปและเครื่องดื่ม, สมุนไพรและเครื่องสำอาง,  ผ้าและเครื่องแต่งกาย,  หัตถกรรมและสิ่งประดิษฐ์  และ สุดท้ายเป็นหมวดสินค้าอื่น ๆ ซึ่งเกษตรกรสามารถสมัครได้ด้วยตนเอง โดยมีคุณสมบัติตรงที่กำหนดได้แก่ 1. มีประสบการณ์จำหน่ายสินค้านั้นในรูปแบบออนไลน์อยู่แล้ว 2. ต้องเป็นเกษตรกรที่ขึ้นทะเบียนเกษตรกรกับกรมส่งเสริมการเกษตร และประเภทองค์กรเกษตรกรและวิสาหกิจชุมชนต้องจำหน่ายสินค้าผ่านระบบออนไลน์ หรือช่องทาง e-Commerce ต่าง ๆ อยู่แล้ว

3.สินค้าเกษตรและสินค้าแปรรูปต้องได้รับการรับรองมาตรฐาน เช่น Good Agricultural Practice (GAP), มาตรฐานเกษตรอินทรีย์ Participatory Guarantee System (PGS), Good Manufacturing Practice (GMP), Primary GMP, Hazard Analysis Critical control Point (HACCP), อย., มาตรฐานอาหารฮาลาล , มาตรฐานผลิตภัณฑ์ชุมชน (มผช.) 4. กรณีสินค้าที่ยังไม่มีมาตรฐานรองรับ จะต้องได้รับการรับรองคุณภาพจากสำนักงานเกษตรอำเภอ เช่น ไม้ดอกไม้ประดับ เพื่อรับประกันคุณภาพเบื้องต้น และ 5. ต้องไม่เป็นพ่อค้าคนกลางที่ซื้อสินค้าเกษตรหรือผลิตภัณฑ์สินค้าเกษตรเพื่อมาจำหน่ายในระบบออนไลน์

“สำหรับเกษตรกรตัวจริงที่สนใจทำตลาดออนไลน์กับเว็บไซต์ http://www.ตลาดเกษตรกรออนไลน์.com ของกรมส่งเสริมการเกษตร สามารถดูคู่มือการสมัครเข้าร่วมโครงการได้ที่ http://bit.ly/farmer-manual ซึ่งกรมฯ หวังว่าช่องทางดังกล่าวจะมีส่วนช่วยให้เกษตรกรมีช่องทางการตลาดในการจำหน่ายสินค้าคุณภาพ รวมถึงสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้บริโภคได้อีกหนึ่งช่องทางต่อไป”  อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าว

‘ธรรมนัส’ ลงพื้นที่เพชรบุรี ติดตาม-แก้ไขปัญหาป่าไม้ถาวรทับซ้อนที่ทำกินเกษตรกร #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/558169

'ธรรมนัส'ลงพื้นที่เพชรบุรี ติดตาม-แก้ไขปัญหาป่าไม้ถาวรทับซ้อนที่ทำกินเกษตรกร

‘ธรรมนัส’ลงพื้นที่เพชรบุรี ติดตาม-แก้ไขปัญหาป่าไม้ถาวรทับซ้อนที่ทำกินเกษตรกร

วันพุธ ที่ 10 มีนาคม พ.ศ. 2564, 14.34 น.

เมื่อวันที่ 10 มีนาคม 2564 ที่ จ.เพชรบุรี ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ลงพื้นที่ตรวจราชการ พร้อมติดตามการแก้ไขปัญหาเขตป่าไม้ถาวร ตามมติคณะรัฐมนตรีทับซ้อนที่ทำกินของพี่น้องเกษตรกร ณ องค์การบริหารส่วนตำบลท่าตะคร้อ อ.หนองหญ้าปล้อง จ.เพขรบุรี เนื่องด้วยปัจจุบันเขตป่าไม้ถาวร หมายเลข 86 และป่าหนองหญ้าปล้องมีสภาพเป็นบ้านเรือนและที่ทำกินของประชาชน ไม่มีสภาพเป็นป่าแล้ว ทำให้พี่น้องประชาชนเกิดความเดือดร้อน จึงขอให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องยกเลิกเขตป่าไม้ถาวรนั้น

ทั้งนี้ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้มอบหมายให้กรมพัฒนาที่ดินพิจารณาข้อเรียนชี้แจง ดังนี้ หากประชาชนมีที่ทำกินหรือที่อยู่อาศัย ในพื้นที่ป่าไม้ถาวรนอกเขตป่าสงวนแห่งชาติ ต้องการเพิกถอนเขตป่าไม้ถาวร สามารถดำเนินการได้ตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 22 เมษายน 2540 ที่เห็นชอบตามมาตรการและแนวทางการแก้ไขปัญหาเกี่ยวกับพื้นที่ป่าไม้ โดยคณะอนุกรรมการจำแนกประเภทที่ดินประจำจังหวัดแต่งตั้งคณะทำงานตรวจสอบพื้นที่ และเมื่อคณะอนุกรรมการจำแนกประเภทที่ดินประจำจังหวัดพิจารณาผลการตรวจสอบของคณะทำงานตรวจสอบพื้นที่แล้ว ให้นำเสนอคณะกรรมการพัฒนาที่ดินพิจารณา เพื่อนำเสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณาเปลี่ยนแปลงมติคณะรัฐมนตรี เพื่อกำหนดเขตป่าไม้ถาวรใหม่ ให้สอดคล้องกับความเป็นจริง โดยจำแนกเป็นพื้นที่ที่ทำกิน หรือพื้นที่ใช้ประโยขน์อย่างอื่นๆ แล้วมอบให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องรับไปดำเนินการต่อไป

อย่างไรก็ตาม ร.อ.ธรรมนัส ได้สั่งการว่าหลังจากนี้อีก 1 เดือน จะต้องมีการประชุมผลการตรวจสอบของคณะทำงานตรวจสอบพื้นที่ ของคณะอนุกรรมการจำแนกประเภทที่ดินประจำจังหวัด เพื่อเร่งส่งให้คณะกรรมการพัฒนาที่ดินพิจารณา เพื่อนำเสนอคณะรัฐมนตรี พร้อมทั้งรับฟังปัญหาเกี่ยวกับสถานการณ์น้ำของพี่น้องเกษตรกรในพื้นที่