เชียงใหม่ประชุมสัมมนาวิชาการ กัญชาทางการแพทย์นานาชาติ หนุนพืชเศรษฐกิจเพื่อการส่งออก #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/559368

เชียงใหม่ประชุมสัมมนาวิชาการ กัญชาทางการแพทย์นานาชาติ หนุนพืชเศรษฐกิจเพื่อการส่งออก

วันอังคาร ที่ 16 มีนาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่ห้องประชุม แคนนาบีส ซิตี้ฮอลล์ เวียงอโรคยา เดอ สารภี อ.สารภี จ.เชียงใหม่ ได้มีการแถลงข่าวการประชุมสัมมนาวิชาการ กัญชาทางการแพทย์นานาชาติ ครั้งที่ 1 “กัญชา กัญชง กระท่อม พืชเศรษฐกิจเพื่อการส่งออก” การจัดประชุมสัมมนาวิชาการ งานวิจัยกัญชาทางการแพทย์นานาชาติครั้งที่ 1 เชียงใหม่ วันครอบครัวกัญชาไทย ร่วมกับภาคีกัญชาแห่งชาติเพื่อนำความรู้แบบแพทย์องค์รวมคือการแพทย์แผนไทย การแพทย์พื้นบ้านและการแพทย์ทางเลือก แพทย์ผสมผสานทั้งจากประเทศไทย ประเทศเพื่อนบ้าน และทั่วโลก มาแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ รวมถึงเคสรักษาจริง

โดยมีผู้แถลงข่าวประกอบด้วย รศ.ดร.พิพัฒน์ นนทนาธรณ์ นายกสมาคมนักวิจัยแห่งประเทศไทย พร้อม ดร.แก้มหอม ณ ลานช้าง ในฐานะผู้จัดตั้งงานสัมมนาวิชาการวันกัญชาโลก เชียงใหม่ ที่ปีนี้ และมีนายปริญญา จินตวง นายบัณฑูร นิยมาภา ในฐานะกลุ่มจิตอาสาลุงตู้ เครือข่ายกัญชาเพื่อผู้ป่วย มาร่วมแถลงข่าวและพร้อมนำเสนอผลงานของลุงตู้ ในงานวันกัญชาโลก เชียงใหม่ด้วย

โดยการประชุมสัมมนาวิชาการครั้งนี้ ได้จัดให้มีหัวข้อการอภิปราย เสวนาประเด็นเรื่องราว ข้อกฎหมายต่างๆ ทั้งในประเทศและต่างประเทศ กฎหมายการขนส่งระหว่างประเทศ อัพเดตที่สุด จากประสบการณ์และสถานการณ์จริง รวมทั้งหัวข้อที่อยู่ในกระแสความสนใจของประชาชนในปัจจุบันทั้งในประเทศไทย ประเทศเพื่อนบ้าน และทั่วโลก เรื่อง “กัญชา กัญชง กระท่อม” องค์ความรู้ที่สามารถขยายผลในกลุ่มวิสาหกิจชุมชน ตลาดอุตสาหกรรมสมุนไพร เช่น “แบบจำลองธุรกิจกัญชง กัญชา” เน้นย้ำการปลูกเพื่อทำตลาดต่างประเทศ ซึ่งมีความต้องการที่หลากหลายและแตกต่างกันออกไป

โดยในแต่ละเวทีจะมีวิชาการสื่อสารกับภาคประชาชน บุคลากร รวมถึงชาวบ้านผู้ป่วยจริง ให้ได้มีโอกาสแลกเปลี่ยนประสบการณ์การใช้ แนวทางการเดินหน้าด้านการผลักดัน ร่างพ.ร.บ.พืชเสพติดให้คุณทางการแพทย์ กฎหมายจากภาคประชาชน นิทรรศการองค์ความรู้สมุนไพร นิทรรศการจิตอาสาหลาย 1,000 เคสที่ร่วมโครงการจากภาคประชาชน โครงการคลินิกสงฆ์ ให้คำแนะนำในด้านโภชนาการสำหรับผู้ถวายและผู้รับ การตรวจสุขภาพร่างกายแบบแพทย์แผนไทย แพทย์องค์รวม แพทย์ผสมผสาน เป็นต้น

สกู๊ปพิเศษ : ‘นายกแบน’ ประสงค์ บริรักษ์ นำทีมพัฒนาเขารูปช้าง ปราศรัยใหญ่- Live สด พร้อมล่ามภาษามือเข้าถึงทุกกลุ่ม เดินหน้านโยบาย ‘ร่วมคิด สร้างสรรค์ ก้าวทันเทคโนโลยี’ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/559374

สกู๊ปพิเศษ : ‘นายกแบน’ ประสงค์ บริรักษ์ นำทีมพัฒนาเขารูปช้าง  ปราศรัยใหญ่-Live สด พร้อมล่ามภาษามือเข้าถึงทุกกลุ่ม  เดินหน้านโยบาย ‘ร่วมคิด สร้างสรรค์ ก้าวทันเทคโนโลยี’

สกู๊ปพิเศษ : ‘นายกแบน’ ประสงค์ บริรักษ์ นำทีมพัฒนาเขารูปช้าง ปราศรัยใหญ่-Live สด พร้อมล่ามภาษามือเข้าถึงทุกกลุ่ม เดินหน้านโยบาย ‘ร่วมคิด สร้างสรรค์ ก้าวทันเทคโนโลยี’

วันอังคาร ที่ 16 มีนาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

ที่สนามกีฬาข้างโรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยราชภัฏสงขลา เขตเทศบาลเมืองเขารูปช้าง อ.เมือง จ.สงขลา “นายกแบน” ประสงค์ บริรักษ์ หัวหน้าทีมพัฒนาเขารูปช้างนำลูกทีมเปิดเวทีปราศรัยใหญ่ครั้งที่ 3 ในศึกเลือกตั้งเทศบาลเมืองเขารูปช้าง ตอกย้ำกระแสเสียงตอบรับที่ “เสียงดีไม่มีตก” ชาวเขารูปช้าง ทุกเพศ ทุกวัย จูงลูกอุ้มหลาน กว่า 4,500 คน ร่วมฟังนโยบาย ถึงแม้เก้าอี้ไม่พอ แต่ก็พอใจที่จะยืนฟัง

สำหรับบรรยากาศการเปิดเวทีปราศรัยเต็มไปด้วยเสียงเพลงประจำทีมดังกระหึ่มทั่วบริเวณ โดยชาวเขารูปช้างพร้อมส่งเสียงเชียร์ โบกธงเขียว นายกแบน เบอร์ 2 เต็มพื้นที่ ด้วยเสียงโฆษกพรรคที่เป็นเอกลักษณ์ จึงสร้างมนต์ขลัง แสดงถึงพลังความเชื่อมั่นของประชาชนที่คงมีต่อ “นายกแบน”

และไฮไลท์ เวทีปราศรัยในคืนวันนี้ ได้มีล่ามภาษามือ ควบคู่กับ Live สด เพื่อทำหน้าที่สื่อสารให้ผู้ที่บกพร่องทางการได้ยิน ได้รับทราบถึงนโยบาย ถือเป็นการฉีกแนวการปราศรัยทางการเมืองที่เคยมีมา เพราะทีมพัฒนาเขารูปช้าง ให้ความสำคัญกับคนทุกกลุ่มที่มีสิทธิ์เลือกตั้งได้เข้าใจ เข้าถึงนโยบาย และมาใช้สิทธิเลือกตั้งกันให้มากๆ

“นายกแบน” ประสงค์ บริรักษ์ เน้นย้ำ ถึงการเดินหน้าพัฒนาทุกๆ ด้าน เสริมถนนหนทางเพิ่มคูระบายน้ำ และระบบสาธารณูปโภคต่างๆ ให้ครอบคลุมมากยิ่งขึ้น 13 นโยบายที่คำนึงถึงพี่น้องประชาชนและดูแลคุณภาพชีวิตชาวเขารูปช้างเป็นหลักสำคัญ โดยส่วนใหญ่เป็นนโยบายที่ทำอยู่แล้ว และเป็นเรื่องที่ทำได้จริง ทำได้เลย เพียงแต่ขอโอกาสเพื่อทำต่อเนื่อง ตามสโลแกนที่ว่า “สานงานต่อ ก่องานใหม่”

ทีมพัฒนาเขารูปช้าง ต้องขอขอบพระคุณประชาชนทุกท่านที่ต้อนรับอย่างอบอุ่น ได้เห็นความรักความเมตตา ของลุงป้าน้าอาพ่อแม่พี่น้องมีมิตรไมตรีจิตที่ดีให้กันเสมอมา การเดินหาเสียงที่ผ่านมา แม้กระแสตอบรับดีมาก แต่เรายังต้องเดินหน้าหาเสียงอย่างหนักกันต่อไป เพื่อให้ประชาชนในทุกพื้นที่รับทราบและเข้าใจในนโยบายของเราที่ชัดเจน ทำได้ และทำจริง” นายประสงค์ กล่าว

นายกแบน ได้ฝากทีมเขารูปช้างให้ประชาชนไว้วางใจในการทำงาน นายกแบน เบอร์ 2 สท.เบอร์ 7 
ถึง เบอร์ 12

สำหรับนโยบาย ร่วมคิด สร้างสรรค์ ก้าวทันเทคโนโลยี ทีมพัฒนาเขารูปช้าง ประกอบด้วย

1.One Stop Service มุ่งมั่นบริการ รวดเร็ว สะดวก ประทับใจ มืออาชีพ

2.ความปลอดภัยต้องมาก่อน Safety First โดยชุมชนมีส่วนร่วม

3.มุ่งมั่นการศึกษา 3 ภาษา ห้องเรียนอัจฉริยะ  เก่ง ดี มีสุข

4.มุ่งมั่นพัฒนากีฬา กีฬาสร้างคน  คนสร้างชาติ

5.พัฒนายกระดับ คุณภาพชีวิต ผู้สูงอายุ เยาวชน เด็ก และผู้ด้อยโอกาส

6.มุ่งมั่นสาธารณสุขชุมชน สร้างเสริมสุขภาพและป้องกันโรค โดยชุมชนมีส่วนร่วม ผ่านชมรมจิตอาสา

7.มุ่งมั่นปรับภูมิทัศน์ เพิ่มพื้นที่สีเขียว จัดสวนสาธารณะ ให้เป็นที่พักผ่อนหย่อนใจ

8.การจัดวางผังเมือง พัฒนาสาธารณูปโภค ถนน คูระบายน้ำ ไฟฟ้า ประปา ให้ครอบคลุมทุกหมู่บ้าน

9.อนุรักษ์ประเพณีวัฒนธรรมและภูมิปัญญาท้องถิ่น

10.การทำงานพัฒนาท้องถิ่นควบคู่กับการบูรณาการกับภาครัฐ เอกชน

11.มุ่งส่งเสริม พัฒนาอาชีพ เพื่อเพิ่มรายได้ให้ครัวเรือน

12.มุ่งมั่นจัดตั้งชมรมจิตอาสา เพื่อช่วยภาครัฐและชุมชน เกิดการมีส่วนร่วม

13.ส่งเสริมการท่องเที่ยวในตำบลเขารูปช้างเพื่อสร้างรายได้ให้ชาวบ้าน

กยท.ร่วมพื้นฟูเศรษฐกิจหลังโควิดระบาด อัดงบ 1,400 ล. เดินหน้าสวนยางแปลงใหญ่ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/559370

กยท.ร่วมพื้นฟูเศรษฐกิจหลังโควิดระบาด  อัดงบ1,400ล.เดินหน้าสวนยางแปลงใหญ่

กยท.ร่วมพื้นฟูเศรษฐกิจหลังโควิดระบาด อัดงบ1,400ล.เดินหน้าสวนยางแปลงใหญ่

วันอังคาร ที่ 16 มีนาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

กยท.อัดงบ 700 ล้านบาท ขยายผลโครงการส่งเสริมการทำสวนยางในรูปแบบแปลงใหญ่ พร้อมสนองนโยบายรัฐฟื้นฟูเศรษฐกิจและสังคมหลังการระบาดของโควิด-19 เตรียมจัดสรรงบกลางอีกกว่า750 ล้านบาท หนุนโครงการยกระดับแปลงใหญ่ด้วยเกษตรสมัยใหม่และเชื่อมโยงตลาด หวังยกระดับสินค้า เพิ่มประสิทธิภาพลดต้นทุนการผลิต และสร้างเสถียรภาพด้านราคาให้ยางพารา

นายประพันธ์ บุณยเกียรติ ประธานกรรมการการยางแห่งประเทศไทย (กยท.) เปิดเผยว่า ขณะนี้กยท. ยังได้เร่งขยายผลโครงการส่งเสริมการทำสวนยางในรูปแบบแปลงใหญ่ ไปยังกลุ่มสหกรณ์อื่นๆ ให้ครอบคลุมตามเป้าหมาย หลังจากประสบผลสำเร็จในการสนับสนุน โครงการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตน้ำยางข้นในรูปแบบเกษตรแปลงใหญ่ยางพารา ของสหกรณ์เครือข่ายยางพาราจังหวัดตราด จำกัด ซึ่งในปัจจุบันมีกลุ่มสหกรณ์ยื่นเสนอเข้าร่วมโครงการ 8 กลุ่ม ประกอบด้วย กลุ่มสหกรณ์จากจังหวัดพะเยา บึงกาฬ บุรีรัมย์ ตราด สุราษฎร์ธานี ตรัง สงขลา และสตูล

ทั้งนี้โครงการส่งเสริมการทำสวนยางในรูปแบบแปลงใหญ่ จะได้รับการจัดสรรงบประมาณจากกองทุนพัฒนายางพารามาตรา 49 (3) ในการดำเนินงานปีละ 700 ล้านบาท กำหนดเป้าหมายครอบคลุมทั้ง 7 เขตของ กยท. งบประมาณเขตละไม่เกิน 100 ล้านบาทต่อปี ซึ่งขณะนี้ได้ดำเนินการไปแล้ว 1 เขตที่จังหวัดตราด โดยคณะกรรมการ กยท.ได้อนุมัติเงินอุดหนุน เป็นจำนวนเงิน 30.84 ล้านบาท ส่วนที่เหลืออีก 6 เขตจะพยายามเร่งพิจารณาให้แล้วเสร็จภายในปี 2564

สำหรับเงื่อนไขสำคัญในการพิจารณาโครงการที่กลุ่มสหกรณ์ต่างๆจะขอรับการสนับสนุนนั้น จะต้องเป็นโครงการที่สร้างผลประโยชน์ให้กับสมาชิกสหกรณ์ และเกษตรกรชาวสวนยางที่อยู่ในบริเวณที่สหกรณ์ตั้งอยู่ เช่น สามารถซื้อน้ำยางในราคาที่แพงกว่าท้องตลาดและไม่ต่ำกว่าราคากลางของประเทศไทย เป็นต้น ไม่จำเป็นจะต้องเป็นโครงการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตน้ำยางข้น เช่นเดียวกับสหกรณ์เครือข่ายยางพาราจังหวัดตราด จำกัด ก็ได้ แต่จะต้องมีแผนงานดำเนินและเป้าหมายที่ชัดเจน

อย่างไรก็ตามภายหลังโครงการที่กลุ่มสหกรณ์ผ่านการพิจารณาและได้รับงบประมาณสนับสนุนแล้ว จะต้องดำเนินโครงการตามแผนงานที่วางไว้ การจัดซื้อจัดจ้างจะต้องเป็นไปตามระเบียบของสหกรณ์ ที่กรมส่งเสริมสหกรณ์ได้ควบคุมอยู่ และกยท.ก็จะตรวจสอบให้ตรงตามระเบียบที่กำหนดไว้อีกด้วย

นอกจากนี้กยท.ได้สนองนโยบายของรัฐบาลในการฟื้นฟูเศรษฐกิจและสังคม หลังได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดของโรคไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19) โดยกยท.ได้รับการจัดสรรงบประมาณจากงบกลางในกรอบวงเงินกว่า 754.57 ล้านบาท เพื่อเข้าร่วมดำเนินโครงการยกระดับแปลงใหญ่ด้วยเกษตรสมัยใหม่และเชื่อมโยงตลาดในส่วนของยางพารา ของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ทั้งนี้เพื่อเพิ่มศักยภาพและความเข้มแข็งให้กับเกษตรกรชาวสวนยางพารา ตลอดจนยกระดับการผลิตไปสู่เกษตรสมัยใหม่ที่มีคุณภาพได้มาตรฐานปลอดภัยและเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม

“ขณะนี้ได้ดำเนินการสำรวจสวนยางแปลงใหญ่เพื่อเข้าร่วมโครงการแล้วมีทั้งหมด 169 แปลง จากที่ กยท. ดูแล จำนวน
299 แปลง คิดเป็น 56.52% จากนั้นจะเสนอโครงการให้คณะกรรมการระดับอำเภอเห็นชอบ และเสนอคณะกรรมการะดับจังหวัดเพื่ออนุมัติในลำดับต่อไป พร้อมทั้งบันทึกข้อมูลเพื่อขอรับงบประมาณจากสำนักงบประมาณ คาดว่าจะดำเนินให้แล้วเสร็จภายในเดือนมีนาคม 2564” ประธานกรรมการ กยท.กล่าวในตอนท้าย

กษ.จับมือภาคีชวนเกษตรกรหยุดเผาลดมลพิษ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/559373

กษ.จับมือภาคีชวนเกษตรกรหยุดเผาลดมลพิษ

กษ.จับมือภาคีชวนเกษตรกรหยุดเผาลดมลพิษ

วันอังคาร ที่ 16 มีนาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

กรมส่งเสริมการเกษตร จับมือภาคีส่งเสริมทางเลือกอื่นแทนการเผา ผ่านกิจกรรมการรณรงค์ลดการเผาในท้องถิ่น ภายใต้โครงการส่งเสริมการหยุดเผาในพื้นที่เกษตร ปี 2564 ณ แปลงอ้อยเกษตรกรต้นแบบ จ.กาญจนบุรี

นางกุลฤดี พัฒนะอิ่ม รองอธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตรกล่าวว่า ปัญหาหมอกควันปกคลุมและมลพิษทางอากาศเกิดเป็นประจำทุกปี ซึ่งมีสาเหตุหลักมาจากการเผาทำลายทั้งในพื้นที่ป่าและพื้นที่การเกษตร ซึ่งส่งผลกระทบต่อสุขภาพของประชาชน และพื้นที่ทางการเกษตร คือ ทำให้เกิดปัญหาดินเสื่อมโทรมดินขาดความอุดมสมบูรณ์ ภาครัฐจึงให้ความสำคัญในการแก้ไขปัญหาดังกล่าวโดยให้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ดำเนินนโยบายการควบคุมการเผาในพื้นที่การเกษตร และให้กรมส่งเสริมการเกษตรดำเนินโครงการส่งเสริมการหยุดเผาในพื้นที่การเกษตร โดยมุ่งหวังให้เกษตรกรตระหนักถึงผลกระทบจากการเผาในพื้นที่การเกษตร

โดยพื้นที่ทางการเกษตรทั้งหมดในจังหวัดกาญจนบุรี มีจำนวน 3,030,599 ไร่ เป็นพื้นที่ปลูกข้าว จำนวน 439,342 ไร่ คิดเป็นร้อยละ 14 ของพื้นที่ทางการเกษตรทั้งหมด พื้นที่ปลูกอ้อย จำนวน 735,127 ไร่ คิดเป็นร้อยละ 24 ของพื้นที่ทางการเกษตรทั้งหมด ซึ่งการทำการเกษตรของเกษตรกรผู้ปลูกอ้อยที่ผ่านมายังคงมีการเผาช่วงเก็บเกี่ยวผลผลิต ดังนั้นเพื่อส่งเสริมการมีส่วนร่วมของชุมชนเกษตรกรในการป้องกันและแก้ปัญหาการเผาในพื้นที่การเกษตร กรมส่งเสริมการเกษตรได้วางแนวทางในการเป็นทางเลือกการใช้ประโยชน์จากเศษวัสดุทางการเกษตร และเทคโนโลยีทางการเกษตรทดแทนการเผา เพื่อที่เกษตรกรจะสามารถปรับเปลี่ยนวิธีการผลิตไปสู่ “การทำการเกษตรปลอดการเผา” และเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ด้วยการจัดกิจกรรมการรณรงค์ลดการเผาในท้องถิ่น ภายใต้โครงการส่งเสริมการหยุดเผาในพื้นที่เกษตร ปี 2564 ณ แปลงอ้อยเกษตรกรต้นแบบ หมู่ที่ 4 ตำบลวังเย็น อำเภอเมืองกาญจนบุรี จังหวัดกาญจนบุรี

ซึ่งภายในงานได้จัดให้มีฐานเรียนรู้เพื่อให้เกษตรกรได้มองเห็นทางเลือกการใช้ประโยชน์จากเศษวัสดุทางการเกษตร และเทคโนโลยีทางการเกษตรทดแทนการเผาในด้านต่างๆ จำนวน 6 สถานี คือ ได้แก่ สถานีที่ 1 ความรู้พื้นฐานด้านการหยุดเผาและผลกระทบที่เกิดจากการเผาในพื้นที่การเกษตร 2 สาธิตการนำเศษวัสดุทางการเกษตรมาแปรสภาพให้เกิดประโยชน์ ตามความสนใจของเกษตรกรในพื้นที่ เช่น การเพาะเห็ดฟาง การทำน้ำหมักสลายตอซัง และการแปรรูปฟางข้าว สถานีที่ 3 การเพิ่มมูลค่าวัสดุเหลือทิ้งทางการเกษตรเพื่อใช้เป็นภาชนะสำหรับใส่อาหาร สถานีที่ 4 เทคโนโลยีการบริหารจัดการขยะเหลือทิ้งทางการเกษตรเพื่อเพิ่มมูลค่า (การผลิตถ่านหอม) สถานีที่ 5 นำเสนอทางเลือกในการใช้เทคโนโลยีการเกษตรทดแทนการเผาได้แก่ การอัดฟ่อนใบอ้อย และสถานีที่ 6 การใช้ปุ๋ยตามค่าวิเคราะห์ดิน รวมถึงมีการนำร่องสาธิตเทคโนโลยีการจัดการเศษวัสดุการเกษตรทดแทนการเผา โดยการไถกลบตอซังอ้อย การทำปุ๋ยหมักจากใบอ้อยและฟางข้าว และการทำปุ๋ยหมักไม่กลับกอง ซึ่งมีทั้งหน่วยงานภาคีทั้งภาครัฐและเอกชนมาร่วมจัดนิทรรศการและสาธิตกิจกรรม เพื่อปรับเปลี่ยนวิธีการผลิตไปสู่การทำการเกษตรปลอดการเผาถาวรตลอดไป

‘ธรรมนัส’ รุกแก้ปัญหาเกษตรกรรับผลกระทบเขื่อนราษีไศล-เขื่อนหัวนา #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/559287

'ธรรมนัส'รุกแก้ปัญหาเกษตรกรรับผลกระทบเขื่อนราษีไศล-เขื่อนหัวนา

‘ธรรมนัส’รุกแก้ปัญหาเกษตรกรรับผลกระทบเขื่อนราษีไศล-เขื่อนหัวนา

วันจันทร์ ที่ 15 มีนาคม พ.ศ. 2564, 16.35 น.

“ธรรมนัส”รุกแก้ปัญหาเกษตรกรรับผลกระทบเขื่อนราษีไศล-เขื่อนหัวนา พร้อมสร้างความมั่นคงอาชีพส่งเสริมเกษตรกรมีรายได้ยั่งยืน

เมื่อวันที่ 15 มีนาคม 2564 ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รมช.เกษตรและสหกรณ์ และนายประสาน หวังรัตนปราณี ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี (พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ) ลงพื้นที่ตรวจราชการ จ.อุบลราชธานี จ.ศรีสะเกษ และ จ.ยโสธร เพื่อประชุมหัวหน้าส่วนราชการที่เกี่ยวข้อง เพื่อรับฟังปัญหาความเดือดร้อนของเกษตรกรที่ได้รับผลกระทบจากเขื่อนราษีไศล และเขื่อนหัวนา

โดย ร.อ.ธรรมนัส กล่าวว่า จากการลงพื้นที่ดังกล่าว เห็นควรเร่งจ่ายค่าชดเชยความเสียหายให้แก่เกษตรกรที่ได้รับผลกระทบ โดยให้กรมชลประทาน ประสานกับผู้ว่าราชการจังหวัดติดตามให้ความช่วยเหลือเกษตรกรที่ได้รับผลกระทบ นอกจากนี้จะมีการส่งเสริมให้เกษตรกรทำเกษตรกรรมอย่างยั่งยืน ตามแนวทางของศาสตร์พระราชาและปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ฝึกอบรมพัฒนาอาชีพ เกษตรกรที่ได้รับผลกระทบจากเขื่อนราษีไศล และเขื่อนหัวนา เพื่อช่วยลดผลกระทบและส่งเสริมให้เกษตรกรสามารถพึ่งพาตนเองได้อย่างยั่งยืน

ร.อ.ธรรมนัส กล่าวด้วยว่า ได้มอบหมายให้ผู้ว่าราชการจังหวัดในฐานะเจ้าเมืองนำผลการหารือทั้งหมดไปสู่การแก้ไขปัญหาและเสนอแนวทางแก้ไขปัญหาส่งมาที่คณะกรรมการแก้ไขปัญหากระบวนการประชาชนเพื่อสังคมที่เป็นธรรม โดยตนจะเร่งรัดและติดตามอย่างต่อเนื่องเพื่อให้การแก้ไขปัญหาเป็นรูปธรรมโดยเร็ว

สาธิตนวัตกรรมมทร.ธัญบุรีกางแผน สร้างนักเรียนยุคใหม่เรียนรู้รอบด้าน ค้นหาตัวตนบ่มเพาะ-พัฒนา ‘นวัตกร’ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/559089

สาธิตนวัตกรรมมทร.ธัญบุรีกางแผน สร้างนักเรียนยุคใหม่เรียนรู้รอบด้าน ค้นหาตัวตนบ่มเพาะ-พัฒนา‘นวัตกร’

วันจันทร์ ที่ 15 มีนาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

ผศ.ดร.สมหมาย ผิวสอาด อธิการบดีมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล(มทร.) ธัญบุรี กล่าวว่า ขณะนี้โรงเรียนสาธิตนวัตกรรม มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล ได้ขยายชั้นเรียนในระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนปลาย โดยกำลังเปิดรับสมัครนักเรียนในระดับชั้นม.4 จำนวน 1 ห้องเรียน 35 คน ซึ่งเป้าหมายของการขยายชั้นเรียน เพื่อต้องการสร้างนักเรียนรุ่นใหม่ ที่มีความพร้อมในด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และศิลปะ เป็นรากฐานสำคัญในการบ่มเพาะนวัตกรรุ่นใหม่ นอกจากนี้ยังมุ่งหวังที่จะให้นักเรียนที่จบจากโรงเรียนแห่งนี้ ศึกษาต่อยังมทร.ธัญบุรี ในระดับปริญญาตรี เพราะมทร.ธัญบุรีเป็นมหาวิทยาลัยแห่งนวัตกรรม

ทั้งนี้การเรียนการสอนโรงเรียนสาธิตนวัตกรรมฯ ไม่ใช่การเรียนเฉพาะวิชาสายสามัญเท่านั้น เพราะนอกเหนือจากพื้นฐานความรู้ด้านดิจิทัล เทคโนโลยี การประยุกต์ใช้เทคโนโลยี การแก้ไขปัญหา ยังต้องเรียนรู้ในเรื่อง Design Thinking หรือ การคิดเชิงออกแบบ คือการคิดแก้ปัญหาที่สามารถนำไปสร้างสรรค์นวัตกรรม รวมถึง Mathematics องค์ความรู้ด้านคณิตศาสตร์ ซึ่งแผนการเรียนการสอนที่โรงเรียนได้วางกรอบไว้ เชื่อว่านักเรียนที่สำเร็จการศึกษา จะเป็นนักเรียนที่มีความรู้ความสามารถด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี นวัตกรรม และมีความเชี่ยวชาญในเรื่องของทักษะภาษาทั้งอังกฤษและจีน โดยได้วางเป้าหมายไว้ว่า นักเรียนจะต้องมีผลการสอบวัดระดับภาษาอังกฤษโทอิคไม่ต่ำกว่า 450 คะแนน รวมถึงจะต้องผ่านการสอบวัดระดับภาษาจีนของ HSKอีกด้วย

โดยโรงเรียนสาธิตนวัตกรรมแห่งนี้ มีความเป็น Lab School เป็นการศึกษาวิจัยและพัฒนา เพื่อให้นักเรียนมีความรู้ความสามารถในการเรียนต่อได้และเป็นนวัตกรในอนาคต โรงเรียนจึงต่างจากโรงเรียนสามัญทั่วไป ที่มีแผนการเรียนการสอนคณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ และภาษา แต่เราสอนให้เด็กรู้จักคิดเป็น เรียนรู้จากการปฏิบัติจริง โดยผู้ปกครองที่สนใจสามารถดูรายละเอียดได้ที่ www.ids.rmutt.ac.th/apply

สกู๊ปพิเศษ : ศอ.บต.นำคณะศึกษาดูงานในพื้นที่ภาคกลาง ขับเคลื่อน/ส่งเสริมการปลูกพืชเศรษฐกิจใหม่ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/559094

สกู๊ปพิเศษ : ศอ.บต.นำคณะศึกษาดูงานในพื้นที่ภาคกลาง  ขับเคลื่อน/ส่งเสริมการปลูกพืชเศรษฐกิจใหม่

สกู๊ปพิเศษ : ศอ.บต.นำคณะศึกษาดูงานในพื้นที่ภาคกลาง ขับเคลื่อน/ส่งเสริมการปลูกพืชเศรษฐกิจใหม่

วันจันทร์ ที่ 15 มีนาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

ศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ศอ.บต.) โดยกองส่งเสริมและสนับสนุนงานพัฒนาฝ่ายพลเรือน ศอ.บต. นำคณะเจ้าหน้าที่สำนักงานสภาเกษตร เกษตรและสหกรณ์ สถานีพัฒนาที่ดิน สำนักงานพาณิชย์จังหวัด ศูนย์วิจัยและพัฒนาการ ตลอดจนผู้แทนเกษตรกรในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ กว่า 40 คน เดินทางศึกษาดูงานในพื้นที่ภาคกลาง ระหว่างวันที่ 8-12 มีนาคม 2564 ภายใต้กิจกรรมการขับเคลื่อนการส่งเสริมการปลูกพืชเศรษฐกิจใหม่ตามแนวทางวิถีชุมชน 

การส่งเสริมให้เกษตรกรปลูกต้นโกโก้และกาแฟในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ เป็นกิจกรรมที่ศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ได้ดำเนินการ โดย ศอ.บต. ได้ร่วมหารือกับบริษัท โกโก้ไทย 2017 จำกัด และเจ้าหน้าที่ภาคการเกษตรในพื้นที่ จชต. เพื่อหาแนวทางขับเคลื่อนงานด้านพืชเศรษฐกิจใหม่ (โกโก้)  

ทั้งนี้ บริษัท โกโก้ไทย 2017 จำกัด และ สวนโกโก้ อำเภอบรรพตพิสัย จังหวัดนครสวรรค์ เป็นอีกหนึ่งสถานที่ที่คณะฯ ได้เดินทางเข้าเยี่ยมชมสวนโกโก้ ซึ่งอุณหภูมิที่เหมาะสมในการปลูกโกโก้นั้นอยู่ที่ 15-30 องศาเซลเซียส เป็นพืชที่ต้องการแสงน้อย และกระบวนการผลิตได้รับซื้อโกโก้จากหลายที่ โดยจะคัดสรรผลโกโก้ที่มีคุณภาพ มีความชื้นอยู่ที่ 7 องศาเซลเซียส และมีกำลังในการผลิตโกโก้วันละ 2 ตัน ปัจจุบันได้ขยายเครือข่ายการผลิตไปตามภูมิภาคต่างๆ แทบทั่วโลก รวมถึงพื้นที่จังหวัดชายแดนใต้ ซึ่งมีเกษตรกรให้ความสนใจเริ่มปลูกต้นโกโก้กันเป็นจำนวนมาก เนื่องจากพื้นที่ภาคใต้เป็นภูมิประเทศที่เหมาะในการปลูกโกโก้ 

นางสาวพิมพ์พิชชา เกสรรัตน์ กรรมการบริษัทโกโก้ไทย 2017 เปิดเผยว่า ต้นโกโก้ เป็นพืชที่ต้องการแสงน้อย เมื่อผลิดอกออกผลต้องใช้แสงค่อนข้างมาก ถ้าแสงเข้าไปไม่ถึง การเจริญเติบโตตั้งแต่แรกมันก็จะไม่ได้ ซึ่งระยะเวลาในการปลูกนั้น ต้องจัดหาต้นพันธุ์ตามระบบเกษตรพันธสัญญา 1 ปี 5 เดือน 1 ปีจะผลิตดอก 5 เดือนก็จะได้ผลผลิตแล้วก็เก็บขาย ซึ่งในโรงงานของเรามีการรับซื้อในราคาขั้นต่ำกิโลกรัมละ 5 บาท แต่รับซื้อจริงอยู่ที่ราคากิโลกรัมละ 10 บาท โดยใช้ราคาของตลาดโลกบวก 2 คิดจากเม็ดแห้งของผลโกโก้ สำหรับในการผลิตโกโก้ โรงงานของเรามีกำลังในการผลิตโกโก้วันละ 2 ตัน คิดว่าการปลูกโกโก้ในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้นั้นจะต้องมีตลาดเพื่อรองรับโกโก้ก่อน หากมีตลาดรองรับเชื่อว่าโกโก้ จะสามารถสร้างรายได้ให้กับเกษตรกรพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ได้อย่างแน่นอน 

สำหรับกิจกรรมการขับเคลื่อนการส่งเสริมการปลูกพืชเศรษฐกิจใหม่ตามแนวทางวิถีชุมชนในครั้งนี้ยังได้เดินทางเข้าเยี่ยมชมบริษัท ดิสมิธ ฟู้ด อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด จังหวัดนครสวรรค์ บริษัท โกโก้ไทย 2017 จำกัด อำเภอเมือง จังหวัดสระบุรี และ สวนโกโก้ อำเภอบรรพตพิสัย จังหวัดนครสวรรค์ ตะนาวศรีไก่ไทย จำกัด ตำบลถนนขาดอำเภอเมืองนครปฐม จังหวัดนครปฐม วิสาหกิจใบหม่อน บริษัท สกายอินเตอร์ฟู๊ด จำกัด จังหวัดลพบุรี อำเภอท่าหลวงจังหวัดลพบุรี เพื่อศึกษา เรียนรู้ พืชเศรษฐกิจใหม่ที่หลากหลาย ถ่ายทอดให้เกษตรกรในพื้นที่รับรู้ถึงกระบวนการผลิตที่มีคุณภาพ การเพาะปลูกที่ต้นทุน การปรับสภาพดิน อากาศให้เหมาะกับการเพาะปลูก

ที่สำคัญมีความต้องการของตลาดรองรับ มีการส่งออกสินค้าทั้งในและต่างประเทศ สร้างความเชื่อมั่นให้เกษตรกรเพื่อพัฒนาภาคการเกษตรในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ มีรายได้ และมีอาชีพที่มั่นคง ยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนให้มีความมั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน ต่อไป 

สหกรณ์กาฬสินธุ์ ส่งเสริมลูกหลานกลับบ้าน สานต่ออาชีพเกษตร #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/559075

สหกรณ์กาฬสินธุ์ ส่งเสริมลูกหลานกลับบ้าน สานต่ออาชีพเกษตร

สหกรณ์กาฬสินธุ์ ส่งเสริมลูกหลานกลับบ้าน สานต่ออาชีพเกษตร

วันอาทิตย์ ที่ 14 มีนาคม พ.ศ. 2564, 20.35 น.

ผู้ตรวจราชการกรมส่งเสริมสหกรณ์ และสหกรณ์จังวัดกาฬสินธุ์ ตรวจเยี่ยมผลงานเกษตรกร ตามโครงการนำลูกหลานเกษตรกรกลับบ้าน สานต่ออาชีพการเกษตร ที่ตำบลลำหนองแสน อำเภอหนองกุงศรี จังหวัดกาฬสินธุ์

14 มีนาคม 2564 ที่แปลงเกษตรผสมผสาน ของนายมนตรี ทับสมบัติ อายุ 36 ปี ต.ลำหนองแสน อ.หนองกุงศรี จ.กาฬสินธุ์ นายถาพร ณ นคร ผู้ตรวจราชการกรมส่งเสริมสหกรณ์ พร้อมด้วยนายสดิษฐชัย หาญมนตรี สหกรณ์ จ.กาฬสินธุ์ และเจ้าหน้าที่สำนักงานสหกรณ์ จ.กาฬสินธุ์ ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมผลงานของเกษตรกร ตามโครงการนำลูกหลานเกษตรกรกลับบ้านสานต่ออาชีพการเกษตร

นายสดิษฐชัย หาญมนตรี สหกรณ์ จ.กาฬสินธุ์ กล่าวว่า สำนักงานสหกรณ์ จ.กาฬสินธุ์ ได้สนับสนุนส่งเสริมเกษตรกร โดยเฉพาะกลุ่มที่เป็นสมาชิกสหกรณ์ และที่ลูกหลานของสมาชิกสหกรณ์เคยไปขายแรงงานต่างถิ่นและกลับบ้านเกิด  ทั้งนี้ได้จัดโครงการนำลูกหลานเกษตรกรกลับบ้าน สานต่ออาชีพการเกษตร ตามโครงการส่งเสริมและสร้างทักษะในการประกอบอาชีพทั้งในและนอกภาคเกษตร เพื่อสนับสนุนให้ลูกหลานที่เป็นสมาชิกสหกรณ์ หรือบุคคลทั่วไป กลับมาทำอาชีพเกษตรกรรมในบ้านเกิดของตนเอง และมีความมั่นคงในการประกอบอาชีพการเกษตร

นายสดิษฐชัย กล่าวอีกว่า โครงการดังกล่าว สหกรณ์การเกษตรแต่ละอำเภอ จะเป็นศูนย์กลางในการสร้างอาชีพการเกษตรที่มั่นคง และมีการบริหารจัดการครบวงจร ตั้งแต่การผลิตจนถึงการจัดหาช่องทางการจำหน่าย เพื่อยกระดับสหกรณ์ให้เป็นที่พึ่งของสมาชิกอย่างแท้จริง ทั้งนี้ ได้ดำเนินการมาตั้งแต่ปี 2563 โดยคัดเลือกลูกหลานเกษตรกรที่มีความพร้อมเข้าร่วมโครงการ ซึ่งในพื้นที่ จ.กาฬสินธุ์ มีลูกหลานที่กลับบ้านเกิดสมัครร่วมโครงการจำนวน 51 ราย ซึ่งอาชีพที่ลูกหลานสมาชิกสหกรณ์เลือก เป็นอาชีพดั้งเดิม ที่สามารถต่อยอดด้านการแปรรูปและการตลาดได้ง่าย เช่น เกษตรผสมผสาน ปลูกพืช เลี้ยงสัตว์ เลี้ยงปลา

ขณะที่นายถาพร ณ นคร ผู้ตรวจราชการกรมส่งเสริมสหกรณ์ กล่าวว่า โครงการนำลูกหลานเกษตรกรกลับบ้านสานต่ออาชีพการเกษตร มีการบูรณาการการทำงานร่วมกันกับหน่วยงานภาคี และสหกรณ์/กลุ่มเกษตรกร มีการส่งเสริมการวางแผนการผลิต แผนการตลาด แผนธุรกิจที่เหมาะสมให้แก่ลูกหลานเกษตรกรเป้าหมาย และมีเจ้าหน้าที่ติดตามประเมินผลเป็นระยะ เพื่อให้กิจกรรมที่ดำเนินการประสบความสำเร็จ เกษตรกรมีอาชีพ มีรายได้อย่างยั่งยืน

นายถาพรกล่าวอีกว่า ในการลงพื้นที่ครั้งนี้ เพื่อตรวจเยี่ยมผลงานของเกษตรกรที่ดำเนินการมาแล้ว และดูพื้นที่ ความพร้อม ของเกษตรกรรุ่นใหม่ที่ร่วมโครงการ เพื่อประเมินความพร้อมของลูกหลานเกษตรกรเป้าหมาย ทั้งความพร้อมพื้นที่ และความพร้อมของปัจจัยการผลิต วางแผนการผลิต แผนการตลาด แผนธุรกิจเพื่อส่งเสริมให้เกิดเครือข่ายการเรียนรู้ การผลิต และการตลาด ระหว่างลูกหลานเกษตรกร และเกษตรกรทั่วไป รวมทั้งถ่ายทอดความรู้ที่จำเป็นและสอดคล้องกับแผนการผลิต แผนการตลาด แผนธุรกิจ จัดหาช่องทางการตลาดให้แก่ลูกหลานเกษตรกรเป้าหมาย อาทิ การออกร้านจำหน่ายสินค้า การขายสินค้าในร้านสหกรณ์ ซุปเปอร์มาร์เก็ต การร่วมจัดนิทรรศการ การศึกษาดูงาน การอบรม  การรายงานผลการดำเนินงาน ตามขั้นตอนและเงื่อนไขตามที่กรมส่งเสริมสหกรณ์กำหนด

ด้านนายมนตรี ทับสมบัติ อายุ 36 ปี ต.ลำหนองแสน อ.หนองกุงศรี จ.กาฬสินธุ์ กล่าวว่ามีเนื้อที่ทั้งหมด 25 ไร่ แบ่งเป็นปลูกมะม่วง 4 ไร่ ฝรั่ง 3 ไร่ น้อยหน่า 2 ไร่ นาข้าวพร้อมบ่อน้ำ 3 บ่อ 10 ไร่ แปลงหญ้า 2 ไร่ ที่อยู่อาศัยและพืชผักอื่นๆ 4 ไร่ ผลผลิตหลักที่สร้างรายได้ คือ ฝรั่ง หน่อไม้ ข่า และขี้เหล็กต้ม ซึ่งมีรายได้ เดือนละ 7,000 – 10,000 บาท โดยเกษตรกรมีการวางแผนจะทำการเกษตรเชิงท่องเที่ยว แต่ยังขาดเงินทุน จึงต้องการแหล่งเงินทุนดอกเบี้ยต่ำ เพื่อใช้ในการบริหารจัดการเกษตรต่อไป 

นายมนตรีกล่าวอีกว่า ความคาดหวังที่จะได้รับจากการสมัครเข้าร่วมโครงการในครั้งนี้ ได้แก่ เครือข่ายการผลิตองค์ความรู้นวัตกรรมด้านเกษตร ช่องทางจำหน่าย โดยในอนาคตมุ่งหวังการใช้ชีวิตเศรษฐกิจพอเพียง ให้สามารถเลี้ยงครอบครัวได้ นอกจากนี้ยังอยากได้รับการสนับสนุนด้านเทคโนโลยีที่ทันสมัยไปพัฒนาขีดความสามารถ ทุกกิจกรรมในแปลงเกษตร  รวมทั้งต้องการเงินทุน เพื่อขยายงานเกษตรให้ครบวงจรมากขึ้นอีกด้วย

สำนักบริการวิชาการ มข.ดูงานการปลูกใบบัวบกอินทรีย์ ส่งเสริมและสร้างอาชีพเกษตรกร #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/559027

สำนักบริการวิชาการ มข.ดูงานการปลูกใบบัวบกอินทรีย์ ส่งเสริมและสร้างอาชีพเกษตรกร

สำนักบริการวิชาการ มข.ดูงานการปลูกใบบัวบกอินทรีย์ ส่งเสริมและสร้างอาชีพเกษตรกร

วันอาทิตย์ ที่ 14 มีนาคม พ.ศ. 2564, 20.05 น.

14 มีนาคม 2564 ผศ.ณัฐพัชญ์ อนันต์ธีระกุล ผู้ช่วยอธิการบดีฝ่ายการศึกษาและบริการวิชาการ และรักษาการรองผู้อำนวยการสำนักบริการวิชาการ นำบุคลากรสำนักบริการวิชาการ ผู้ประสานงานลงพื้นที่โครงการมหาวิทยาลัยสู่ชุมชน 9 ตำบล ดูงานการปลูกใบบัวบกอินทรีย์ ของกลุ่มวิสาหกิจปลูกสมุนไพรหนองหญ้าม้า ต.หนองเหล็ก อ.โกสุมพิสัย จ.มหาสารคาม เพื่อนำความรู้ไปส่งเสริมเกษตรกร เป็นการสร้างอาชีพและรายได้ 

ผศ. ณัฐพัชญ์ อนันต์ธีระกุล เปิดเผยว่า สำนักบริการวิชาการ มหาวิทยาลัยขอนแก่น มีหน้าที่นำองค์ความรู้ เทคโนโลยีและนวัตกรรม สู่ชุมชน และสำนักบริการวิชาการ ร่วมมือกับคณะเภสัชศาสตร์ เพื่อส่งเสริมให้เกษตรกรปลูกใบบัวบกแบบอินทรีย์ แปรรูปเป็นใบบัวบกผง ส่งต่อให้กับคณะเภสัชศาสตร์ ในราคากิโลละ 700 บาท โดยรับซื้อไม่จำกัดจำนวน ซึ่งคณะเภสัชศาสตร์จะได้นำไปผลิตเป็นเวชสำอางต่อไป

นายเสถียร ยอดสิงห์ ประธานกลุ่มวิสาหกิจชุมชนปลูกสมุนไพรหนองหญ้าม้า เล่าถึงวิธีการปลูกใบบัวบกอินทรีย์ ว่า “การปลูกใบบัวบกอินทรีย์ ที่สำคัญคือเราต้องปลูกพืชแนวกันสารพิษรอบแปลง เป็นไม้ยืนต้นหรือกล้วยก็ได้เพื่อป้องกันสารพิษปลิวมาในอากาศ โดยมีขั้นตอนคือ  1) เตรียมดินโดยการไถดินตาก 1 อาทิตย์ ไถพรวนยกแปลง ใส่ปุ๋ยหมัก ในอัตรา 100 กก./งาน แล้วฉีดพ่นสารอินทรีย์สังเคราะห์แสง ในอัตรา 50 ซีซี/น้ำ 20 ลิตร  2) นำไหลใบบัวบกปลูก ระยะห่างระหว่างต้น 1 คืบ  3) รดน้ำวันละ 1 ครั้ง  4) ฉีดพิ่นน้ำหมักสูตรบำรุงใบ (น้ำหมักแม่) ผสมจุลินทรีย์สังเคราะห์แสง หลังปลูก 20 วัน  5) การป้องกันโรค ด้วยการผสมไตรโคเดอร์มาในปุ๋ยหมัก เมื่อพบหนอนกินใบให้พ่นด้วยไส้เดือนฝอย หรือ เชื่อบีที และกำจัดวัชพืชสม่ำเสมอ และ 6) เก็บเกี่ยวเมื่ออายุครบ 45 วัน ส่วนการแปรรูป หลังเก็บเกี่ยวแล้วต้องนำมาคัดแยกและล้างน้ำปกติ 3 น้ำ และตามด้วยน้ำกรองสะอาด นำไปผึ่งลมให้แห้ง อบด้วยพลังงานแสงอาทิตย์ และบดให้ละเอียด แล้วส่งต่อหน่วยงานรับซื้อต่อไป” 

ด้าน ดร.จารุพงศ์ ประสพสุข นักวิทยาศาสตร์ชำนาญการพิเศษ สำนักวิจัยและพัฒนาการเกษตร เขตที่ 3 ขอนแก่น กล่าวว่า “การปลูกพืชอินทรีย์เป็นระบบการผลิตที่คำนึงถึงสิ่งแวดล้อม สมดุลธรรมชาติ และความหลากหลายทางชีวภาพ มีการจัดการระบบนิเวศที่คล้ายคลึงกับธรรมชาติ หลีกเลี่ยงการใช้สารเคมีทุกชนิด ไม่ว่าจะเป็นปุ๋ยเคมี สารเคมีกำจัดศัตรูพืช กำจัดวัชพืช ฮอร์โมนสังเคราะห์ต่าง ๆ ไม่ใช้พันธุ์พืชที่ได้รับจากการตัดต่อทางพันธุกรรม เน้นการใช้อินทรียวัตถุ เช่น ปุ๋ยหมัก ปุ๋ยคอก ปุ๋ยพืชสด และปุ๋ยชีวภาพ ในการปรับปรุงดิน ให้มีความอุดมสมบูรณ์ เพื่อให้ต้นพืชมีความแข็งแรง สามารถต้านทานโรค และแมลงได้ด้วยตนเอง กระบวนการผลิตและผลผลิตที่ได้จึงปลอดภัยต่อผู้ผลิต และผู้บริโภค ไม่ทำให้สภาพแวดล้อมเสื่อมโทรม” 

ทั้งนี้สำนักบริการวิชาการ จะได้นำไปส่งเสริมเกษตรกรในพื้นที่รับผิดชอบปลูกใบบัวบกแบบอินทรีย์ให้ได้รับใบรับรองการปลูกพืชแบบอินทรีย์ แปรรูป และส่งต่อให้คณะเภสัชศาสตร์ นำไปผลิตเป็นเครื่องเวชสำอางต่อไป” 

‘ข้าวโพดหวาน’ ล้นตลาด! เกษตรกรโคราชประชดแจกฟรี! #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/558661

'ข้าวโพดหวาน'ล้นตลาด! เกษตรกรโคราชประชดแจกฟรี!

‘ข้าวโพดหวาน’ล้นตลาด! เกษตรกรโคราชประชดแจกฟรี!

วันศุกร์ ที่ 12 มีนาคม พ.ศ. 2564, 14.27 น.

‘ข้าวโพดหวาน’ล้นตลาด เกษตรกรประชดแจกฟรี ขณะที่ ผวจ.โคราช เตรียมประสาน จว.ข้างเคียง ระบายผลผลิตที่จะออกอีกกว่า 3,600 ตัน

12 มีนาคม 2564 เมื่อเวลา 11.00 น. ที่บริเวณสนามหน้าศาลากลางจังหวัดนครราชสีมา ได้มีกลุ่มพี่น้องเกษตรกรผู้ปลูกข้าวโพดในพื้นที่จังหวัดนครราชสีมา นำข้าวโพดหวาน บรรทุกใส่รถกระบะ จำนวน 20 คัน รวมปริมาณข้าวโพดหวานกว่า 50 ตัน และผลผลิตทางเกษตร อื่นๆ เช่น แฟง , ฟักทอง และมันเทศ นำมาแจกจ่ายให้กับพี่น้องประชาชนฟรี หลังราคาข้าวโพดหวานตกต่ำ จากสถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ทำให้โรงงานรับซื้อผลผลิตข้าวโพดลดลง ส่งผลให้ข้าวโพดหวานล้นตลาด ซึ่งมีประชาชนจำนวนมากมาต่อคิวเพื่อรอรับข้าวโพดหวานและผลผลิตทางการเกษตรเป็นจำนวนมาก 

โดยมีนายวิเชียร จันทรโณทัย ผู้ว่าราชการจังหวัดนครราชสีมา เดินทางมาเป็นผู้แจกจ่ายให้กับพี่น้องประชาชนนำไปรับประทานฟรี โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย และไม่ต้องใช้โครงการคนลละครึ่ง หรือโครงการเราชนะใดๆทั้งนั้น

นายวิเชียร จันทรโณทัย ผู้ว่าราชการจังหวัดนครราชสีมา กล่าวว่า ขณะนี้ราคาสินค้าทางเกษตรมีราคาที่ลดลงเนื่องจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ทำให้โรงงานที่รับซื้อผลผลิตทางเกษตร ลดปริมาณการซื้อลง เพราะส่งออกไม่ได้ ส่งผลให้เกิดสินค้าล้นตลาด และราคาลดต่ำลง โดยเฉพาะข้าวโพดหวาน ผลผลิตทางการเกษตรที่ ขึ้นชื่อของจังหวัดนครราชสีมา เมื่อเดือน ก.พ.64 ที่ผ่านมา ราคายังอยู่ที่ กก.11-12 บาท แต่ ณ ปัจจุบันราคาตกลงอยู่ที่ 3-5 บาท ต่อ กก. ทำให้เกษตรกรได้รับผลกระทบจากราคาที่ตกต่ำและสินค้าล้นตลาด จึงมีการนำข้าวโพดหวานมาแจกจ่ายให้ประชาชนได้ชิมฟรี เพื่อรณรงค์ให้พี่น้องประชาชน ช่วยกันอุดหนุนสินค้าทางเกษตรจากเกษตรกร  

ทั้งนี้ทางจังหวัด ได้เปิดให้เกษตรกรที่มีผลผลิตทางการเกษตร นำสินค้าทางการเกษตรที่มี มาจำหน่ายบริเวณสนามหน้าศาลากลางจังหวัดนครราชสีมา เปิดเป็นตลาดชุมชน เพื่อช่วยเหลือให้เกษตรกร มีพื้นที่ มีแหล่งในการจำหน่ายสินค้าทางการเกษตร บรรเทาความเดือดร้อน  

อย่างไรก็ตาม ในจังหวัดนครราชสีมา มีพื้นที่ปลูกข้าวโพดหวาน รวมกว่า 12,000 ไร่ และจะมีผลผลิตออกสู่ตลาดในปีนี้ อีกกว่า 3,600 ตัน จึงต้องแนวทางในการช่วยเหลือเกษตรกรจากผลผลิตที่ล้นตลาด ซึ่งอาจจะต้องประสานจังหวัดใกล้เคียง เพื่อให้มีการนำข้าวโพดหวานไปจำหน่ายเป็นการช่วยเหลือเกษตรของจังหวัดนครราชสีมา  

ขณะที่นายกังสดาล สวัสดิ์ชัย เกษตรจังหวัดนครราชสีมาเรียน ได้ทำหนังสือถึงอธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตรเรื่อง จังหวัดนครราชสีมาขอรายงานสถานการณ์สินค้าเกษตร ที่ได้รับผลกระทบจากการระบาดของโรค Covid-19 ซึ่งผลผลิตออกสู่ท้องตลาด ในช่วงเดือนมีนาคม – พฤษภาคม พ.ศ. 2564 ดังนี้

1.ข้าวโพดหวาน ปลูกมากในอำเภอเสิงสาง อำเภอครบุรี – พื้นที่ปลูก 12,784 ไร่ – ผลผลิตรวม 38,352 ตัน (พื้นที่ปลูกเพิ่มมากขึ้นกว่าปีที่ผ่านมา 6,500 ไร่ ผลผลิตรวม 19,500 ตัน)- ราคาขายส่ง กิโลกรัมละ 2-3 บาท – ราคาขายปลีก กิโลกรัมละ 5-7 บาท การจัดการผลผลิต จำนวน 38,352 ตัน – เก็บเกี่ยว/จำหน่ายแล้ว 15,390 ตัน (คิดเป็นพื้นที่ 5,130 ไร่) – ยังไม่เก็บเกี่ยว/รอจำหน่าย 22,962 ตัน (คิดเป็นพื้นที่ 7,654 ไร่) สำหรับแนวทางการช่วยเหลือเกษตรกร 1. จัดตลาดจำหน่าย หน้าศาลากลางจังหวัดนครราชสีมา ทุกวันพุธ/ศุกร์ (ตลาดเกษตรกร) , 2. จำหน่ายให้ส่วนราชการต่างๆ , 3. จำหน่ายออนไลน์ , 4. จำหน่ายในตลาดเกษตรกรของอำเภอต่างๆ ในจังหวัด